facebook-icon Twitter-icon

ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

Ψเกลียวคลื่นที่ “ XXI ”

ชื่อตอน : Ψเกลียวคลื่นที่ “ XXI ”

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย y

คนเข้าชมทั้งหมด : 2.6k

ความคิดเห็น : 11

ปรับปรุงล่าสุด : 20 ต.ค. 2562 13:11 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
Ψเกลียวคลื่นที่ “ XXI ”
แบบอักษร

Ψเกลียวคลื่นที่ “ XXI ”

 

 

 

“บอกว่าจะไปไหนนะ” เสียงจากเจ้าของบ้านริมทะเลดังขึ้นระหว่างจัดการแฟ้มเอกสารบนตัก วันนี้เป็นหนึ่งในไม่กี่วันที่โฟรชจะเอางานเอกสารมาทำริมระเบียงไม้ซึ่งทอดยาวเหนือทะเล

ชุดโต๊ะเก้าอี้ก็มีตั้งอยู่ไม่ไกลไม่รู้ทำไมถึงได้ไม่ยอมไปนั่งทำงานสบายๆ แต่ดันมานั่งขัดสมาธิอยู่ชิดริมขอบติดทะเลแบบนี้ แฟ้มเอกสารประมาณ 10 แฟ้มวางกองอยู่ด้านข้างแบ่งออกเป็นสองฝั่งคือฝั่งที่สำเสร็จแล้วกับฝั่งที่ยังไม่ได้ทำ การต้องก้มหน้าลงมองแฟ้มบนตักคงจะทำให้เมื่อยไม่แพ้การต้องงอหลังขณะลงมือเซ็นต์เอกสาร

“ต้องให้ผมพูดซ้ำอีกกี่รอบเนี่ยโฟรช” ผมถามกลับพลางลอยคออยู่เหนือผิวน้ำใกล้ๆ กับอีกฝ่ายโดยใช้สายตาจ้องมองไปยังหน้าคนฟังที่ถามประโยคเดิมเป็นรอบที่สิบ

“พูดจนกว่าฉันจะเข้าใจ” ปากกาที่กำลังจรดลายเซ็นต์หยุดชะงักก่อนดวงตาสีเทาอ่อนจะเบนมาสบ

“แล้วคุณไม่เข้าใจตรงไหน” เรื่องที่ผมบอกเข้าใจง่ายจะตาย แค่รอบเดียวก็น่าจะพอแล้วแท้ๆ

“ทั้งหมด” โฟรชตอบเสียงแข็ง

“เหมือนคุณไม่อยากให้ผมไปดูตัวนะ” ผมสรุปจากท่าทางและปฎิกิริยาที่ผ่านมาของโฟรชตั้งแต่ผมบอกว่าพรุ่งนี้จะออกไปดูตัว

การดูตัวสำหรับเงือกไม่ใช่เรื่องแปลกอะไรโดยเฉพาะผมที่เป็นถึงเจ้าชายของอาณาจักร แน่นอนว่านี่ไม่ใช่การดูตัวครั้งแรกแต่เป็นครั้งที่สิบกว่าในรอบ 20 ปีที่ผ่านมา ถึงฟังดูจะเป็นเหมือนการคลุมฝูงชนหรือบังคับให้แต่งงานแต่ในความเป็นจริงนั้นไม่ใช่...หากไปพบแล้วยังไม่ดึงดูดให้ก้าวไปในขั้นต่อไปพวกเราก็จะแยกย้ายกันด้วยดี

สำหรับผมก็ลงเอยด้วยการแยกกันด้วยดีมาตลอดต่างจากน้องสาวหรือลามีที่นอกจากจะดึงดูดกับพี่เฟสต้าตั้งแต่การดูดตัวครั้งแรกแล้วยังมีความสัมพันธ์ที่พัฒนาขึ้นอย่างรวดเร็วจนจะแต่งงานในอีกไม่กี่ปีข้างหน้า เพราะเหตุนั้นท่านพ่อท่านแม่เลยอยากให้ผมเจอคนที่รักและอยากอยู่ด้วยเร็วๆ จึงได้จัดการดูตัวขึ้นอีกครั้ง อีกอย่างคือหากผมยังไม่สนใจหรือมีใครจนน้องสาวแต่งงานแล้วมีลูก พี่เฟสต้าก็จะถูกแต่งตั้งให้เป็นกษัตริย์องค์ต่อไป

ที่รีบๆ ให้ผมดูตัวไม่ใช่เพราะไม่อยากให้พี่เฟสต้าขึ้นเป็นราชาผู้ปกครองเหล่าเงือกแต่อยากให้ผมที่นอกจากจะเกิดก่อนแล้วยังเป็นผู้ชายซึ่งสืบทอดสายเลือดโดยตรงขึ้นดำรงค์ตำแหน่งนั้น ทว่าตัวผมไม่ได้มีความคิดว่าอยากขึ้นครองบรรลังค์หรือเป็นราชาแต่อย่างใด จริงอยู่ผมชอบการพบปะเหล่าเงือกและเป็นที่ชื่นชอบของทุกคนแต่นั่นไม่ได้หมายความว่าผมจะอยากเป็นราชา

ในความคิดผมพี่เฟสต้าเหมาะที่จะเป็นราชามากกว่า ทั้งเป็นที่รู้จัก ทั้งเป็นที่พึ่งพิงของบรรดาเงือกรวมถึงเป็นผู้รอบรู้ไม่ว่าจะในโลกของเงือกหรือโลกมนุษย์เองก็ตาม

เอาตรงๆ คือผมเชียร์พี่เฟสต้า

ถึงอย่างนั้นการดูตัวที่จัดเตรียมแล้วจะไม่ไปก็เสียมารยาทต่ออีกฝ่าย และจะทำให้ชื่อเสียงของราชวงศ์เสื่อมเสียไปด้วย

“ถ้าตอบว่าใช่นายจะไม่ไปรึเปล่าล่ะ” โฟรชถามกลับด้วยน้ำเสียงนิ่งๆ

“คุณไม่อยากให้ผมไป?”

“ก็บอกว่าใช่ไง!” อีกฝ่ายเริ่มใช้น้ำเสียงหงุดหงิดในการตอบ

“แต่ผมต้องไปนะ ทางนั้นนัดวันและสถานที่มาแล้ว” ให้ปฎิเสธตอนนี้คงไม่ได้

“นายเป็นของฉัน และฉันจะไม่ยอมให้นายไปไหนโดยเฉพาะไปดูตัว” สายตาแข็งๆ ที่ประสานมาบ่งบอกถึงอารมณ์ของโฟรชได้อย่างชัดเจน

“ผมจำได้...คุณบอกว่าผมเป็นอิสระแล้ว นั่นหมายถึงผมไม่ได้เป็นของคุณ” ผมบอกพลางย้อนถึงเหตุการณ์ที่เกือบเอาชีวิตไม่รอด โฟรชบอกให้ผมหนีไปแต่ผมไม่ยอมหนีอีกฝ่ายเลยบอกว่าผมเป็นอิสระแล้ว

คำพูดพวกนั้นผมจำได้ทุกคำ

“อยากไปดูตัวขนาดนั้นเลยรึไงฟีแซลล์!” โฟรชในตอนนี้โยนแฟ้มเอกสารและปากกาในมือทิ้งไปโดยไม่แยแส สิ่งที่เขาต้องการเดาจากสายตาที่มองมาก็เดาได้ว่าคือคำตอบจากผม

“ผมก็ไม่ได้อยากไปเท่าไหร่ แต่พี่เฟสต้าบอกว่าร้านอาหารนั้นอร่อยมาก” ดูตัวปกติจะพบกันใต้ทะเลทว่าครั้งนี้เปลี่ยนมาเป็นนัดพบกันบนภัตรคารอาหาร

รู้สึกแปลกใหม่เหมือนไม่ใช่การดูตัวเลย

“แค่ร้านอาหารไม่ว่าที่ไหนฉันจะพาไปกินเอง”

“ก็บอกว่าไม่ได้ไง ผมตกลงไปแล้ว” ผมบอกเสียงเหนื่อย ไม่รู้ว่าพวกเราคุยเรื่องนี้กันมานานแค่ไหนแล้ว

สิบนาที?

ครึ่งชั่วโมง?

หนึ่งชั่วโมง?

ดีไม่ดีอาจเกินกว่าสองชั่วโมงด้วยซ้ำ

“ที่นายบอกว่าชอบฉันโกหกรึเปล่า” โฟรชเอ่ยถามโดยที่ขยับตัวเข้ามาใกล้ผมมากที่สุด

“...ผมไม่โกหกเรื่องแบบนั้นหรอกนะ” ผมตอบไปตามจริง มีใครจะโกหกความรู้สึกรักชอบได้ล่ะ ถึงคนอื่นจะทำได้แต่ผมไม่คิดจะทำอะไรแบบนั้น

ถ้าผมบอกชอบ นั่นหมายถึงผมชอบจริงๆ ไม่ได้พูดไปแบบนั้นโดยที่ภายในไม่รู้สึกอะไร

สำหรับโฟรช...ผมชอบเขา

ชอบมากจนตอนนี้มันเกินคำว่าชอบไปแล้ว

“ถ้าไม่ได้โกหกแล้วทำไมยังตอบรับการไปดูตัวทั้งที่ชอบฉันแท้ๆ” โฟรชถามต่ออีก

“ถึงจะไปดูตัวแต่ผมไม่คิดจะตอบตกลงหรอกนะ” มันอาจดูไม่ดีที่ตัดสินผลตั้งแต่ยังไม่ได้เจอหน้า

จะให้ทำไงได้ล่ะ...ตัวผมในตอนนี้มีคนที่ดึงดูดด้วยอยู่แล้ว

“ถ้าจะปฎิเสธก็อย่าไปแต่แรกสิ”

“ก็ผมตกลงไปแล้วนี่” ต้องพูดเรื่องนี้วนซ้ำอีกกี่สิบรอบกันถึงจะหาบทสรุปได้

วนลูปเดิมไปเกินสิบรอบแล้วเนี่ย

“นายเป็นคนรักของฉัน...ฉันไม่ยอมให้ไปหรอกนะ”

“ผมยังไม่ได้เป็นคนรักคุณ” พูดเรื่องนี้มาก็ดีเลย

“หมายความว่าไงที่ว่าไม่ใช่ ทั้งที่ความรู้สึกของพวกเราต่างก็ตรงกัน” คิ้วทั้งสองข้างของโฟรชเริ่มขมวดแน่นเมื่อได้ยินประโยคที่ผมเอ่ย

“จริงอยู่ที่พวกเราความรู้สึกเหมือนกันแต่พวกเรายังไม่ได้ตกลงว่าจะเป็นแฟนหรือคนรักกันเลยนะ” ให้อธิบายง่ายๆ คือต่างฝ่ายต่างไม่มีใครเอ่ยขอกันคบนั่นเอง

“...” โฟรชเองก็เหมือนจะเข้าใจเลยนิ่งไป

สงสัยกำลังคิดเรื่องที่ผมพูดละมั้ง

“ก็อย่างที่ว่าไป...พรุ่งนี้ขอผมออกไปข้างนอกนะ” ผมวกกลับเข้าเรื่องดูตัวก่อนจะออกทะเลไปไกลกว่านี้

“...ไปกี่โมง” อีกฝ่ายถามต่อ

“ประมาณ 11 โมง”

“ที่ไหน”

“โรงแรมชื่ออะไรนะ...เซน...เซน...” แย่ล่ะดันลืมชื่อสถานที่นัดพบซะอย่างงั้น จำได้ว่ามี 3 พยางค์

“เซนโรเฟียร์รึเปล่า” โฟรชพูดชื่อหนึ่งขึ้นมา

“ใช่ๆ...นั่นแหละ เซนโรเฟียร์” ผมพยักหน้ารัวๆ ให้โฟรช

“นี่ฉันต้องให้นายไปดูตัวจริงๆ เหรอฟีแซลล์” น้ำเสียงและสายตาของโฟรชแสดงความกังวลออกมา

“นี่โฟรช หันมานั่งทางนี้ดีๆ” ผมบอกโฟรชที่ถึงจะหันหน้ามาหาทว่าร่างกายท่อนล่างไม่ได้หันมาตาม

“ทำไม” โฟรชขยับตัวมานั่งเผชิญหน้ากันตรงๆ

“อึบ...ลูบผมหน่อย” ผมเกยท่อนบนขึ้นมาอยู่บนตักของโฟรชพร้อมกับเงยหน้าขึ้นมองหน้าอีกฝ่ายชัดๆ

“...คิดจะอ้อนฉัน?” คนถูกอ้อนเหมือนจะรู้ทัน

“แล้วได้ผลไหม”

“หึ...” โฟรชไม่ได้ตอบคำถามแต่เอื้อมมือมาสัมผัสใบหน้าผมเบาๆ ซึ่งผมเอียงคอเล็กน้อยเพื่อให้อีกฝ่ายได้ลูบง่ายขึ้น

“บอกได้ไหมว่าคุณกังวลอะไร” ผมสังเกตเห็นนะความกังวลที่แฝงอยู่

“ถ้าเกิดนายชอบคู่ดูตัวขึ้นมาจะทำยังไง”

“ถามอะไรแปลกๆ นะโฟรช” ทำไมต้องถามคำถามสมมุติแบบนั้นด้วย

“ตอบมาฟีแซลล์” อีกฝ่ายเอ่ยเร่งพลางใช้ปลายนิ้วเกลี่ยใบหน้าผมตอกย้ำราวกับจะให้รับรู้ว่ามือคู่นี้เป็นของใคร

“ไม่มีทางเกิดขึ้น” ผมตอบอีกฝ่ายขณะคลี่ยิ้มบางๆ ส่งไปให้

“อะไรที่ทำให้มั่นใจขนาดนั้น” โฟรชดูจะสงสัยกับความมั่นใจที่ผมแสดงออกมา

“เพราะคนที่ดึงดูผมได้มีแค่คนเดียวนั่นก็คือคุณ...โฟรช” เขาดึงดูดให้ผมอยากอยู่ใกล้ๆ ตลอด นั่นเลยทำให้ผมมั่นใจว่าต่อให้มีการจัดงานดูตัวขึ้นอีกสักกี่ครั้งก็ไม่มีใครที่จะทำให้ผมสนใจได้มากกว่าโฟรชแล้ว

“จะรอดู...ถ้าทำท่าสนใจฉันจะลากตัวนายออกมาแน่” โฟรชเอ่ยเสียงเหี้ยม

“นี่คุณคิดจะตามไปด้วย?”

“แน่นอน ฉันไม่คิดจะให้คนรักของฉันไปดูตัวกับสาวอื่นตามลำพังหรอกนะ”

และแล้ววันดูตัวก็มาถึงโฟรชพาผมมาส่งยังโรงแรมเซนโรเฟียร์ซึ่งมีภัตรคารอยู่บนชั้น 20 ตั้งแต่ช่วง 10 โมงครึ่ง โต๊ะอาหารที่จองไว้อยู่ในโซนริมหน้าต่างด้านในเพื่อความเป็นส่วนตัว ก็ไม่รู้ว่าโฟรชทำยังไงหรือวิธีไหนถึงได้มานั่งเยื้องไปด้านข้างของโต๊ะผมได้ โต๊ะที่โฟรชนั่งเรียกว่าเป็นโต๊ะที่เหมาะแก่การส่องมองการดูตัวครั้งนี้มากที่สุด

การมาก่อนเวลาเป็นเรื่องที่ผู้ชายสมควรทำเช่นเดียวกับการลุกขึ้นทักทายเมื่อเห็นคู่ดูตัวของตัวเองเข้ามาใกล้

“สวัสดีครับ” ผมเอ่ยทักทายสาวผมสีดำขลับที่ก้าวเข้ามาในชุดกระโปรงพริ้วๆ พร้อมรอยยิ้ม ที่ผมรู้าว่าเป็นเธอเพราะเคยเห็นหน้าและเคยคุยกันมาก่อนตอนอยู่ในอาณาจักรเงือก เหมือนว่าทั้งครอบครัวของเธอจะย้ายขึ้นมาอยู่บนบกเมื่อหลายสิบปีก่อน ชื่อของเธอคือควาเทียร์ จานอป

“สวัสดีค่ะ ยินดีที่ได้พบกันอีกครั้งนะคะองค์ชายฟีแซลล์” สาวสวยตรงหน้าโค้งศีนษะลงเล็กน้อยเพื่อแสดงความเคารพ

“ยินดีเช่นกัน เชิญนั่งครับ” พอผมพูดอีกฝ่ายก็พยักหน้าก่อนจะนั่งลงตาม

อาหารมื้อเที่ยงที่สั่งจองไว้ล่วงหน้าเป็นเมนูอาหารเซ็ตโดยในเซ็ตจะมีตั้งแต่จานหลักที่เป็นสปาเก็ตตี้ ซุปมันกุ้ง สลัดมันฝรั่งและของหวานเป็นทาร์ตชิ้นเล็ก พวกเรานั่งกินอาหารสลับคุยกันเรื่อยเปื่อยท่ามกลางสายตาที่จ้องเขม็งมาอย่างไม่วางตาจากโต๊ะข้างๆ ถึงไม่ต้องบอกหลายคนคงเดากันได้ว่าผู้ที่นั่งโต๊ะนั้นคือโฟรช

“ดิฉันรู้สึกดีใจมากเลยที่ได้มาเจอกับองค์ชายอีกครั้ง ตอนเด็กๆ ท่านเคยช่วยดิฉันไว้จำได้ไหมคะ” เธอส่งยิ้มบางๆ มาให้ระหว่างถาม

“จำได้สิ ที่หลงออกไปนอกเขตอาณาจักร” จำได้ว่าตอนนั้นไม่ได้มีแค่เธอแต่ยังมีกลุ่มเพื่อนอีกหลายคนที่ออกไปนอกเขตจนเกือบกลับมาไม่ถูก

“ใช่ค่ะ ตอนนั้นนึกว่าจะไม่ได้กลับไปซะแล้ว” ควาเทียร์ส่งยิ้มอ่อนหวานขณะพูด

“นั่นสิ มาอยู่ที่นี่เป็นยังไงบ้าง” ผมถามต่อด้วยน้ำเสียงปกติแม้ตอนนี้ร่างกายจะรู้สึกเหมือนโดนสายตาทิ่มแทงก็ตามที

“ทั้งแปลกใหม่และสนุกมาก การต้องก้าวขาสลับกันไปมากว่าจะชินใช้เวลาสักพักใหญ่เลยค่ะ”

“เรื่องนั้นเห็นด้วย” ผมพยักหน้าเห็นด้วย สำหรับเงือกอย่างพวกเราการต้องก้าวเท้าสลับไปมาเพื่อเดินไม่ใช่เรื่องง่ายเลย

“การพบกันในครั้งนี้ทำให้ท่านฟีแซลล์ลำบากใจรึเปล่าคะ” ผ่านไปสักพักใหญ่หลังคุยกันควาเทียร์วางช้อนส้อมลงก่อนเงยใช้ดวงตาสีน้ำตาลอ่อนประสานมาตรงๆ

ผมเข้าใจความหมายของประโยคนั้นดี เธอกำลังถามว่าผมยินดีกับการมาดูตัวครั้งนี้ไหม

คงได้เวลาคุยกันเรื่องนี้ให้ชัดเจนแล้วสินะ

“อย่าใช้คำว่าลำบากใจเลย ผมดีใจที่ได้พบเพื่อนที่ไม่เจอกันมานาน” คำว่าเพื่อนถูกเน้นย้ำอยู่นานเป็นพิเศษเพื่อให้อีกฝ่ายเข้าใจ

“เพื่อน...นั่นสิคะ ท่านฟีแซลล์คงมีตัวจริงอยู่แล้ว” รอยยิ้มของควาเทียร์แฝงไปด้วยประกายหม่นหมองเล็กๆ ทำเอาผมรู้สึกผิดไม่น้อย

“ขอโทษนะ”

“ดิฉันคงไม่น่าดึงดูดพอ”

“คุณสวยมากเพียงแต่ผมมีคนที่สามารถดึงดูดผมได้มากกว่า” ผมพยายามคิดประโยคดีๆ ที่ไม่ทำให้อีกฝ่ายต้องเศร้าหรือเสียน้ำตา

“องค์ชายฟีแซลล์หมายถึงชายคนนั้นใช่ไหมคะ” ระหว่างพูดควาเทียร์เบนสายตาไปยังโฟรชที่จับจ้องมาราวกับจงใจให้รู้ตัว

“...ทำไมถึงคิดว่าเป็นเขาล่ะ” ผมถามแม้พอจะเดาคำตอบได้ โฟรชคงไม่รู้ว่าพวกเรากำลังพูดถึงเขาอยู่เพราะควาเทียร์เบนสายตาไปมองเพียงชั่วครู่แถมยังเป็นจังหวะที่ยกมือขึ้นทัดเส้นผมสีดำกับใบหูพอดี

“ตั้งแต่ที่ดิฉันเข้ามาก็สังเกตเห็นแล้วว่าชายคนนั้นจับจ้องมายังท่านตลอดแถมยังส่งสายตาราวกับกำลังแสดงความเป็นเจ้าออกมาอย่างไม่ปิดบังอีก ไม่ว่าใครที่ได้เห็นก็คงเดาได้ทั้งนั้น” ควาเทียร์อธิบายทุกอย่างให้ผมฟังซึ่งเป็นคำอธิบายที่พานให้อุณหภูมิบนใบหน้าทยานสูงขึ้น

ทำไมต้องแสดงออกขนาดนั้นด้วยนะโฟรช!

ทำเอาผมเกิดอายขึ้นมาดื้อๆ

“ขอโทษนะ” ผมว่าตัวเองควรขอโทษที่โฟรชทำเสียมารยาทอย่างโจ่งแจ้ง

“ไม่เป็นไรค่ะ การกระทำของเขาแสดงให้เห็นถึงความรู้สึกรักอันเปี่ยมล้นที่มีให้กับท่าน” รอยยิ้มบางๆ ที่ควาเทียร์ส่งมานั้นแม้จะแฝงไปด้วยความเศร้าทว่ากลับมีความยินดีออกมาซะมากกว่า

“อ่า...อย่าพูดขนาดนั้นเลย” ผมยิ่งอายกว่าเดิมอีก

“องค์ชายฟีแซลล์ก็รักเขาใช่ไหมคะ”

“...อืม มากเลยล่ะ” ผมพยักหน้าด้วยรอยยิ้มเขินๆ

ถูกดูออกง่ายๆ เลยสินะตัวผม

ปากก็ว่าโฟรชแสดงออกชัดตัวผมเองก็คงไม่ต่างกัน

“หากเป็นเช่นนั้นการพบกันในวันนี้คงต้องยุติลงแล้วสินะคะ”

“ขอโทษที่ทำให้ต้องเสียเวลานะ”

“ไม่เลยค่ะ การได้พบองค์ชายอีกครั้งถือเป็นสิ่งที่วิเศษมาก บรรยากาศรอบตัวขององค์ชายรวมไปถึงรอยยิ้มเป็นสิ่งที่แสนวิเศษที่ไม่ว่าใครต่างหลงใหล ถึงการพบกันครั้งนี้จะจบลงแต่ดิฉันยังอยากมีโอกาสมาร่วมทานอาหารกับองค์ชายอีกในฐานะเพื่อนได้ไหมคะ” ควาเทียร์พูดพร้อมกับส่งยิ้มบางๆ มาให้

“แน่นอน ในฐานะเพื่อนผมยินดีเสมอ” และยินดีมากด้วยที่มีโอกาสได้เจอเพื่อสมัยเด็กอีก

“แต่ในวันนี้ดิฉันอยู่ในฐานะคู่ดูตัวถูกไหมคะ”

“...ใช่” ผมไม่เข้าใจว่าเธอถามเรื่องนี้ทำไม

“ถ้าเช่นนั้นนี่อาจเป็นโอกาสเดียวและโอกาสสุดท้ายของดิฉัน”

“ฮืม?” โอกาสอะไร

“ขอประอภัยหากเสียมารยาท” ควาเทียร์ลุกขึ้นโค้งศีรษะให้ผมก่อนจะหันไปโค้งอีกครั้งให้โฟรชที่ทำหน้างงอยู่ไม่ไกล จากนั้นเธอลุกขึ้นก้าวเข้ามาหาผมในระยะประชิดพร้อมกับก้มลงหอมแก้มผมแล้วผละออกในเวลาอันรวดเร็ว

“...ควาเทียร์?” นี่ผมถูกผู้หญิงหอมแก้มเหรอเนี่ย

“ขอให้องค์ชายฟีแซลล์พบเจอแต่ความสุข ดิฉันขอตัวก่อนนะคะ” การดูตัวปิดฉากลงเมื่อความเทียร์ก้มศีรษะอีกรอบแล้วเดินจากไปปล่อยผมให้นั่งงงๆ อยู่แบบนั้น

“ฟีแซลล์!” ยังไม่ได้ทันจะดึงสติกลับมาเจ้าของโต๊ะข้างๆ อย่างโฟรชก็ก้าวยาวๆ มาหยุดยืนอยู่ตรงหน้าผมด้วยสีหน้าไม่พอใจนัก

“ทำหน้าไม่พอใจนะโฟรช”

“ฉันคงพอใจที่เห็นคนรักตัวเองนั่งนิ่งๆ ให้สาวหอมแก้มมั้ง” น้ำเสียงขุ่นเคืองนั่นยังไม่ส่งผลเท่าดวงตาสีเทาอ่อนที่ประสานมาตรงๆ

“ผมไม่ทันตั้งตัวนี่” เหตุการณ์มันเกิดขึ้นเร็วมาก

“ถึงแบบนั้นฉันก็ยังรู้สึกไม่พอใจอยู่ดี”

“งั้นต้องทำยังไงถึงจะหายไม่พอใจ” จะให้คิดหาวิธีแก้ด้วยตนเองสมองก็ว่างเปล่า คิดอะไรไม่ออกเลย

“ให้ฉันหอมคืน” โฟรชตอบกลับทันควันคล้ายคิดคำตอบอยู่ในหัวแล้ว

“คิดจะจูบทางอ้อมกับคู่ดูตัวผมเหรอ” ผมเงยหน้าขึ้นสบดวงตาของโฟรชขณะพูด

“ไม่ใช่ แค่จะลบสัมผัสก็เท่านั้น” อีกฝ่ายรีบค้าน

“ก็นั่นแหละที่เรียกว่าจูบทางอ้อม ผมไม่ยอมหรอกนะ” ผมว่าบทสนทนาของพวกเราเริ่มเข้าข่ายไร้สาระมาไปทุกทีแล้วสิ

“ฉันก็ไม่ยอมเหมือนกันถ้าจะปล่อยไว้เฉยๆ”

“ถ้างั้น...ให้ผมหอมแก้มคุณแทนไหมล่ะ” ผมเสนอทางออกที่คิดว่าน่าจะดีที่สุดเพราะยังไงผมก็ไม่ให้อีกฝ่ายหอมแก้มคืนแน่ บอกตรงๆ ว่าผมเพิ่งรู้สึกว่าตัวเองขี้หวงก็วันนี้

“...นายจะหอม?”

“อืม”

“ตรงนี้?”

“ใช่” ผมพยักหน้า

“ถ้ากล้าก็ลองทำให้ดูหน่อยฟีแซลล์” โฟรชนิ่งไปสักพักก่อนจะพูดขึ้น การท้าทายผ่านทางน้ำเสียงและสายตาเรียกให้ผมลุกขึ้นก่อนจะโน้มตัวไปหอมแก้มโฟรชโดยไม่สนว่ามีสายตาอีกกี่คู่ที่จ้องมองมา

“หายหงุดหงิดรึยัง” ผมคาสัมผัสไว้สักพักจึงผละออก

“ใจกล้าจังนะ มีคนมองตั้งเยอะแท้ๆ”

“ทำไมผมต้องกลัวว่าใครจะมองด้วยล่ะ การหอมแก้มคือการแสดงความสนใจรวมไปถึงความชอบต่อคนคนนั้น ไม่เกี่ยวว่าจะเป็นเพศอะไร” จะชายหรือหญิงไม่ใช่ประเด็นสำคัญหากเป็นคนที่ผมชอบหรือรักผมก็กล้าที่จะแสดงออกถึงความรู้สึกเหล่านั้น

“หึ...พูดได้ดี งั้นฉันขอบ้าง” โฟรชยกยิ้มขึ้นเล็กน้อยก่อนจะก้าวเท้าข้ามามาประชิด

“ขออะไร อุ๊บ!...อื้อออ~!” ดวงตาสีฟ้าน้ำทะเลของผมถึงกับเบิกตากว้างด้วยความตกใจยามถูกอีกฝ่ายจับใบหน้าให้เงยขึ้นแล้วกดจูบหนักๆ ลงมาอย่างเร่าร้อน ปราศจากการขออนุญาติใดๆ รู้ตัวอีกทีความร้อนผ่าวก็แล่นไปทั่วร่างผ่านริมฝีปากที่แนบชิดกัน

ปลายลิ้นร้อนๆ ฉกฉวยโอกาศตอนผมกำลังจะหายใจรุกร้ำเข้ามาเกี่ยวพันสร้างความรู้สึกดีให้แล่นไปทั่วร่าง ในขณะที่กำลังถูกจูบอย่างดูดดื่มสายตาของผมก็เบนไปเห็นลูกค้าและพนักงานทุกคนหันมามองพวกเราเป็นตาเดียว สายตาเหล่านั้นทำให้ผมออกแรงผลักอีกฝ่ายสุดแรงด้วยใบหน้าแดงก่ำ

ถึงก่อนหน้านี้ผมจะบอกว่าไม่กลัวที่จะแสดงความรู้ชอบรักแต่การจูบดูดดื่มต่อหน้าคนอื่นแบบนี้มันถือเป็นข้อยกเว้น!

“ผลักทำไมฟีแซลล์ ฉันยังจูบไม่อิ่มเลย” คำพูดคล้ายจะไม่เข้าใจถึงความเขินอายที่ผมนั้นทำเอาผมถึงกับเม้มปากแน่น

“ถ้าหิวนักก็ไปสั่งข้าวกิน!”

จูบผมมันอิ่มได้ที่ไหนเล่า!

“หน้าแดงนะ”

“เพราะคุณนั่นแหละ ผมจะกลับแล้ว” ผมไม่คิดจะอยู่ให้สายตาทุกคู่จ้องมองมามากกว่านี้หรอกนะ

จากนั้นผมก็ก้าวยาวๆ ลงไปยังลานจอดรถซึ่งอยู่ชั้นล่างสุดโดยมีโฟรชก้าวตามหลังมาติดๆ เมื่อพวกเรากลับขึ้นรถโฟรชขับรถออกจากโรงแรมโดยไม่มีบทสนทนาอะไรเกิดขึ้นระหว่างเราอีก ความเขินอายที่แผ่ซ่านไปทั่วร่างนี้หากมันยังไม่หายไปผมจะไม่หันไปคุยกับโฟรชแน่

ขนาดผ่านมาตั้งนานแล้วหัวใจยังเต้นแรงไม่ยอมหยุดเลย

อาการผมหนักขนาดนี้...เพราะโฟรชคนเดียว

“นั่งเงียบเชียวนะ” ฝั่งคนขับรถเป็นฝ่ายเปิดบทสนทนาขึ้นก่อน

“...ผมไม่คุยกับคุณแล้ว”

“นายทำไม่ได้หรอก”

“รู้ดี!” ผมตะโกนใส่อีกฝ่ายเสียงขุ่น ดูจากใบหน้าและน้ำเสียงโฟรชกลับมาอารมณ์ดีแล้วแถมยังอารมณ์ดีสุดๆ ด้วย

“เพราะฉันเองคงทำไม่ได้เหมือนกัน”

“หมายถึงอะไร” ผมถามกลับเพราะประโยคคาใจเมื่อครู่

“จะไม่ให้คุยกับนายฉันเองก็ทำไม่ได้” โฟรชพูดพลางอาศัยช่วงที่ติดไฟแดงหันมามองหน้าผม

“...รีบขับรถกลับบ้านเลย ผมอยากพักแล้ว” ต้องรีบเปลี่ยนเรื่องก่อนที่ประโยคชวนให้ใจสั่นจะมาอีกระลอก

“ใครบอกว่าฉันจะขับกลับบ้าน”

“ไม่ได้กลับบ้าน?” ผมถามย้ำเสียงงง

“ใช่”

“แล้วจะไปไหน”

“วันนี้นายออกมาทำอะไรล่ะฟีแซลล์” โฟรชเอ่ยประโยคที่ผมต้องใช้หัวคิดอีกแล้ว

“มาดูตัว...แต่เสร็จแล้ว...”

“ยังไม่เสร็จการดูตัว” ยังไม่ทันที่ผมจะเอ่ยจบอีกฝ่ายก็พูดแทรกขึ้นมาซะก่อน

“ฮะ?” หมายถึงอะไรที่ว่ายังไม่เสร็จ

“ในเมื่อดูตัวครั้งแรกยังไม่ทำให้นายเลือกได้ก็เริ่มการดูตัวครั้งต่อไปกัน”

“...หมายถึงกับคุณ?” ในสถานการณ์นี้คู่ดูตัวที่ว่าคงไม่มีใครอื่นนอกจากคนข้างๆ แล้วล่ะ

“ใช่...ต่อไปเป็นการดูตัวระหว่าฉันและนายฟีแซลล์”

“ไม่เห็นต้องทำแบบนี้เลย” ผมเอ่ยเสียงเบา

“ฉันมีความจำเป็นต้องทำ”

“ความจำเป็นอะไร”

“เดี๋ยวก็รู้”

“ก็บอกเลยสิ”

“ยังไม่อยากบอก”

“โฟรเช่!” ผมเรียกชื่อเต็มอีกฝ่ายเสียงดัง

“หึ...รอดูด้วยตาของนายเถอะ”

ตลอดการนั่งอยู่ในรถผมพยายามทุกวิถีทางที่จะให้อีกฝ่ายเปิดปากบอกถึงสถานที่ที่จะพาไปแต่กลับได้เพียงความเงียบกระทั่งรถยนต์คันสีขาวแล่นข้าสู่ประตูรั้วสีทองอร่าม ผมหรี่ตามองวิวทิวทัศน์รอบกายอันแสนคุ้นชินกก่อนจะนึกออกว่าเคยมาที่นี่เมื่อนานมาแล้ว

“พิพิธภัณฑ์สัตว์ทะเลของโฟรช?” ผมเงยหน้าขึ้นมองโดมตรงหน้าด้วยความไม่เข้าใจ จำได้ว่าก่อนหน้านี้โฟรชเคยพามาที่นี่

“อย่าเหม่อฟีแซลล์เดี๋ยวก็หลงหรอก” โฟรชตะโกนเรียกเมื่อเห็นผมยังยืนนิ่งอยู่ข้างรถไม่ขยับไปไหน

“อ่า...นี่โฟรช ทำไมถึงพาผมมานี่ล่ะ”

“เพราะที่นี่เหมาะกับนาย”

“เหมาะกับผม? ว่าแต่ทำไมถึงไม่มีคนเลยล่ะ” ผมพูดขึ้นหลังสังเกตรอบกายได้สักพัก ครั้งก่อนที่มาแค่ที่จอดรถยังไม่ค่อยจะมีเลยแต่วันนี้กลับโล่งแถมยังไม่เห็นใครสักคน

“วันนี้ฉันสั่งปิด”

“สั่งปิดที่นี่?”

“ใช่”

“ทำไมล่ะ” หรือว่ากำลังต่อเติมหรือซ่อมอะไร

“ฉันไม่อยากให้ใครมารบกวน”

“ฮะ?” เสียงที่เอ่ยออกมาแม้จะเบาไปสักหน่อยแต่ผมก็ยังได้ยินอยู่ เพียงแค่ผมไม่เข้าใจความหมายของประโยคนั้น

ไม่อยากให้ใครรบกวนคืออะไร

“เข้าไปแล้วก็เดินไปตามแสงไฟอย่าเดินออกนอกทางล่ะ เข้าใจไหม” โฟรชบอกหลังจากพวกเราก้าวมาหยุดอยู่หน้าประตูทางเข้าของพิพิธภัณฑ์

“ผมต้องเดินไปคนเดียวเหรอ” ผมถามด้วยความไม่แน่ใจ

“ใช่”

“แล้วคุณจะไปไหน” นึกว่าจะได้เดินดูพวกปลาด้วยกันซะอีก

“ไปทำอะไรนิดหน่อย” โฟรชตอบแบบผ่านๆ ไม่ยอมเจาะจงว่าไปทำอะไร

“ผมรออยู่นี่ได้นะ เสร็จแล้วค่อยเข้าไปด้วยกัน” ถ้าให้เดาถึงคำว่าทำอะไรนิดหน่อยของโฟรชก็คิดได้แค่อย่างเดียวคือทำงาน ไม่แน่ว่าอาจมีงานเข้ามากระทันหันเลยพาผมมาเดินเล่นที่นี่แต่ถ้าแบบนั้นก็ไม่น่าจะถึงขนาดต้องสั่งปิดพิพิธภัณฑ์นี่

ฮืม?

“ไม่ต้องรอ เข้าไปเลย”

“ผมไม่อยากเดินคนเดียว” มาด้วยกันทั้งทีอยากเดินกับโฟรช

“เราจะไปเจอกันข้างใน” โฟรชพูดต่อ

“แล้วคุณจะรู้ได้ไงว่าผมอยู่ไหน”

“ฉันรู้ละกัน”

“ยังไงผมก็ต้องเข้าไปคนเดียวใช่ไหม” ผมสรุปหลังจากคุยกันได้ระยะหนึ่ง

“ใช่” อีกฝ่ายพยักหน้า

“...คงไม่ได้จะแกล้งหรือแหย่อะไรผมหรอกนะ” ไม่ได้ระแวงนะแต่อยู่ๆ ความคิดมันก็ผุดขึ้นมาในหัว การให้เดินเข้าไปตามลำพังไม่แน่ว่าอาจมีอะไรโผล่มากให้ตกใจก็เป็นได้

“เห็นฉันเป็นแบบนั้น?” โฟรชเริ่มขมวดคิ้วแน่นเมื่อได้ยิน

“ก็มีมุมชอบแกล้งชอบแหย่นี่”

“ไม่ทำหรอกน่า รีบเข้าไป” อีกฝ่ายดันหลังผมเล็กน้อยเป็นเชิงบอกให้ก้าวเข้าไปด้านใน

“รู้แล้วน่า เร่งจัง”

“แล้วเจอกันฟีแซลล์” นั่นเป็นประโยคสุดท้ายที่ผมได้ยินก่อนโฟรชจะปลีกตัววิ่งไปอีกทางปล่อยให้ผมยืนงงๆ อยู่หน้าประตูทางเข้าตามลำพัง

สงสัยงานจะด่วนถึงได้ต้องรีบวิ่งไปแบบนั้น

ผมคิดพลางก้าวเดินเข้าไปด้านใน ภาพภายในของพิพิธภัณฑ์ที่เคยมาเมื่อนานมาแล้วผมยังคงจำได้ว่ามีแสงไฟสลัวๆ ทว่าในวันนี้กลับมืดสนิท สิ่งที่ส่องแสงนอกจากตู้แสดงสัตว์น้ำแล้วก็มีหลอดไฟดวงเล็กๆ ทอดยาวขนาบทั้งสองฝั่งทางเดินคล้ายจะชักนำให้ต้องเดินไปตามเส้นทางนั้น

ระหว่างทางที่เดินผมมองดูสัตว์น้ำสายพันธุ์ต่างๆ ตามตู้อย่างไม่รีบร้อน ถ้าทำงานจริงคงไม่เสร็จเร็วผมเลยไม่คิดจะเร่งเท้าเดินไวนัก ตู้แสดงตรงหน้าเป็นตู้ที่มีม้าน้ำอยู่หลายสิบตัวเกาะตัวกิ่งไม้เล็กๆ ไม่ก็ลอยตัวไปตามกระแสน้ำ พอผมลองทาบฝ่ามือลงไปพร้อมส่งเสียงเรียกม้าน้ำด้านในก็เริ่มขยับและว่ายเข้ามาหาผม

หากอีกฝ่ายของกระจกยังสามารถได้ยินเสียงได้แปลว่ากระจกไม่ได้หนามากนัก

แสงไฟจากหลอดไฟดวงเล็กๆ ประดับสองข้างของทางเดินเปลี่ยนสีไปเรื่อยๆ เมื่อผ่านไประยะหนึ่งอย่างในตอนนี้จากแสงไฟสีเหลืองนวลกลางมาเป็นแสงไฟสีขาวทอประกายคล้ายดวงดาวที่ตั้งอยู่ในระนาบเดียวกัน

โซนที่ผมเพิ่งก้าวเข้ามาคืออุโมงค์ขนาดใหญ่และยาวซึ่งด้านบนมีสัตว์ทะเลตั้งแต่ปลาหมอทะเล เต่า ปลากระเบนไปจนถึงฉลามวาฬหลายตัวที่ว่ายไปมา ถ้าเดินต่อไปอีกนิดจะเป็นจุดที่สวยที่สุดของพิพิธภัณฑ์นี้คือพื้นที่ทรงกลมขนาดกลางถูกล้อมรอบด้วยกระจกและน้ำเราสามารถหมุนตัวมองภาพของท้องทะเลจำลองได้ทุกทิศทางราวกับได้เป็นส่วนหนึ่งของใต้ทะเล

เป็นสถานที่ที่ผมจำได้แม่นเพราะว่าชอบมาก...รู้สึกเหมือนถูกน้ำโอบล้อมโดยที่ตัวยังคงแห้งสนิท

เป็นความรู้สึกแปลกใหม่ดี

ขณะก้าวเข้าไปยังบริเวณที่ว่าอยู่ๆ ไฟดวงเล็กที่ขนาบสองข้างทางก็ดับลง ความมืดที่มีน้ำปกคลุมล้อมรอบไม่ได้ทำให้ผมรู้สึกกลัวแต่อย่างใดเพราะค่อนข้างจะเคยชินกับบรรยากาศแบบนี้ แต่แล้วไฟที่ดับกลับส่องสว่างอีกครั้งพร้อมกับดวงตาสีฟ้าน้ำทะเลของผมที่เบิกตากว้างยามเห็นภาพตรงหน้า

บริเวณที่ควรจะเป็นพื้นโล่งซึ่งถูกล้อมไปด้วยกระจกกลับมีชุดโต๊ะเก้าอี้จัดวางอยู่โดยบนโต๊ะนั้นมีแสงจากเทียนวางประดับอยู่เคียงข้างดอกไม้และจานเปล่าสีขาวโพลนด้านบนจานนั้นมีขนมชิ้นเล็กแต่ดูน่าลิ้มลองวางอยู่ แต่นั่นยังไม่ใช่ทั้งหมด ร่างของโฟรชที่หายไปเดินมาจากอีกฝั่งของอุโมงค์ในชุดสูทเรียบหรูโดยในมือนั้นมีช่อดอกกุหลาบขนาดยักษ์

“โฟรช...” หลายสิ่งที่อยากถามหยุดชะงักทันทีที่โฟรชก้าวเข้ามาใกล้แล้วคุกเข่าลงข้างนึง ดวงตาสีเทาอ่อนเงยขึ้นมาประสานกับดวงตาผมตรงๆ คล้ายจะสื่อความนัยบางอย่าง

“ฉันรักนายฟีแซลล์” คำพูดที่ดังออกมาจากปากโฟรชเป็นประโยคเดียวกับที่สื่อผ่านสายตามาเมื่อครู่

“โฟรช” ผมไม่รู้ว่าควรจะพูดอะไรในสถานการณ์นี้ดี

ภายในหัวกำลังสับสนอย่างหนัก

“คบกับฉันนะ...มาเป็นคนรักของฉันเถอะฟีแซลล์” โฟรชปล่อยให้ความเงียบเข้าปกคลุมไม่นานก็เอ่ยประโยคที่ส่งผลให้หัวใจเต้นรัวขึ้น

ไม่คิดว่าที่พามานี่จะเป็นเพราะแบบนี้

เมื่อวานผมบอกกับอีกฝ่ายว่าเรายังไม่ได้เป็นคนรัก ไม่อยากเชื่อว่าวันรุ่งขึ้นเขาจะขอผมคบ หัวใจที่กำลังเต้นตอบสนองคำพูดนั้นเป็นคำตอบอย่างดีถึงความรู้สึกที่ผมมีต่อโฟรช บอกตามตรงว่าผมยังไม่อยากตกลงเพราะตอนนี้ผมยังมีเรื่องที่ต้องจัดการก่อนถึงจะสามารถกลายเป็นโฟรชได้อย่างเต็มตัว

แต่ทั้งน้ำเสียงและสายตาที่ส่งมานั้นมันเกินกว่าที่จะหาเหตุผลอะไรมาอ้างเพื่อปฎิเสธ

ผมมั่นใจในความรู้สึกของตัวเองและแน่ใจมากด้วย

ก็แค่ยอมรับก่อนค่อยไปจัดการเรื่องทุกอย่างคงไม่เป็นไรหรอกมั้ง

แต่ก่อนที่ผมจะตกลงมีเรื่องที่อยากรู้คำตอบอยู่

“คุณคิดดีแล้วเหรอโฟรช ผมเป็นเงือกนะไม่ใช่มนุษย์เหมือนอย่างคุณ อีกทั้งยังเป็นผู้ชายไม่สามารถสร้างครอบครัวที่สมบูรณ์ให้กับคุณได้ ถึงอย่างนั้นคุณก็ยังจะให้ผมเป็นคนรักอยู่รึเปล่า” ผมเอ่ยถามในสิ่งที่อยากรู้ที่สุดออกไป

แค่เป็นสิ่งมีชีวิตคนละเผ่าพันธ์ก็นับว่าเป็นเรื่องยากแล้วแต่นี่ผมยังเป็นผู้ชาย ในสังคมของมนุษย์ผมรู้มาว่ายังไม่ค่อยยอมรับเรื่องพวกนี้สักเท่าไหร่

“ฉันไม่ได้ต้องการครอบครัวที่สมบูรณ์ที่ฉันต้องการมีแค่นายฟีแซลล์ ถึงนายจะเป็นเงือกหรืออะไรฉันก็ไม่สน...ขอแค่ได้นายมาอยู่ข้างกาย ฉันจะทำทุกอย่าง” ช่างเป็นคำตอบที่พานให้ทั้งร่างรู้สึกอุ่นวาบราวกับกำลังถูกโอบกอดอยู่

เป็นคำตอบที่สมกับเป็นโฟรชจริงๆ

“...ผมเองก็รักคุณ” ถึงแม้จะไม่ใช่เผ่าพันธ์เดียวกันก็ช่าง

จะเป็นเพศเดียวกันก็ไม่เป็นไร

แค่ได้อยู่กับโฟรชก็พอแล้ว

“แล้วคำตอบล่ะ” โฟรชถามย้ำในท่าคุกเข่าข้างนึงในมือเองยังมีช่อดอกไม้ขนาดใหญ่ถืออยู่

“มาขนาดนี้คุณคงรู้อยู่แล้วนี่” ผมว่าไม่จำเป็นต้องตอบก็ได้ในเมื่อมันออกจะชัดเจน

“ฉันอยากได้ยินจากปากนายฟีแซลล์”

“ผมตกลงที่จะเป็นคนรักของคุณ” ไม่ใช่เรื่องง่ายเลยที่จะเอ่ยทั้งประโยคออกมาได้โดยไม่ให้เสียงขาดห้วงโดยเฉพาะเวลาถูกดวงตาสีเทาอ่อนที่ทอประกายด้วยความสุขเปี่ยมล้นกำลังจ้องมองมา

“ตกลงแล้วฉันไม่ให้เปลี่ยนใจหรอกนะ” อีกฝ่ายบอกเสียงเข้มขณะลุกขึ้นมาจากพื้น ช่อกุหลาบบัดนี้ถูกเปลี่ยนมาอยู่ในมือผมเรียบร้อยแล้ว

“ผมไม่เปลี่ยนหรอก หัวใจมีแค่ดวงเดียว...เราไม่สามารถเปลี่ยนหัวใจได้นะโฟรช” ผมส่งยิ้มอบอุ่นไปให้คนตรงหน้า สำหรับมนุษย์เป็นยังไงผมไม่รู้แต่เงือกอย่างพวกเราหัวใจดวงเดียวมีไว้มอบให้สำหรับคนเพียงคนเดียวเท่านั้น

“...” ความเงียบกับใบหน้าที่เห่อแดงขึ้นแม้จะอยู่ท่ามกลางแสงสว่างรำไรผมก็ยังเห็นได้ชัด

“เขินเหรอโฟรช” ผมเอียงคอถามอีกฝ่ายด้วยใบหน้ากรุ๋งกริ่ม

“พูดอะไร”

“อย่าพยายามปิดน่า เห็นอยู่ชัดๆ”

“ฟีแซลล์!” อีกฝ่ายเริ่มส่งเสียงเหี้ยมข่มความเขินอายที่ปิดไม่มิด

“หน้าแดงนะโฟรช”

“อยากโดนดีจะจัดให้” พูดจบโฟรชก็รวบตัวผมเข้าไปกอดแน่นพร้อมกับกดจูบแสนดูดดื่มลงมา

“อื้ม! อื้ออ~” พยายามจะออกแรงผลักทว่าเรี่ยวแรงกลับไม่มีเหลือ รสสัมผัสของริมฝีปากที่แนบชิดยังไม่สร้างความว้าวุ่นใจได้เท่ากับปลายลิ้นที่กำลังหยอกเย้าให้ผมแทบสิ้นสติ

ราวกับเป็นจูบสำหรับลงโทษผมที่ล้อเขาเมื่อครู่

“จะหยุดพูดไหม ถ้าไม่ฉันจะได้จูบอีกที” น้ำเสียงเจ้าเล่ห์นั่นทำเอาผมถึงกับพูดไม่ออก

“...หยุดก็ได้”

“หึ...รู้ไหมว่าตอนนี้หน้านายแดงกว่าฉันอีก”

“พูดแบบนั้นเหมือนคุณยอมรับว่าหน้าแดงเลยนะ...ผมไม่พูดแล้วก็ได้” ผมรีบตะครุบปากตัวเองไม่ให้อีกฝ่ายได้มีโอกาสลงโทษอีก

“ฉันจะให้โอกาสนายพูด ใครที่ทำให้นายหน้าแดงฟีแซลล์” โฟรชถามพลางขยับใบหน้าเข้ามาใกล้ในระยะประชิด

“...โฟรช” ผมตอบเสียงแผ่ว

ไม่อยากเถียงมากไปกว่านี้เพราะสุดท้ายเหมือนจะมีแค่ผมที่เสียเปรียบตลอด

“ตอบได้ดี...หัวใจของนายเป็นของฉันแล้วฟีแซลล์” รอยยิ้มของโฟรชไม่บ่อยนักที่แสดงออกถึงความสุขมากมายเหมือนอย่างในตอนนี้

“งั้นก็หมายความว่าหัวใจของคุณเองก็เป็นของผมเช่นกัน”

“ใครบอก หัวใจฉันก็เป็นของฉันสิ” อีกฝ่ายตอบกลับด้วยถ้อยคำกวนๆ

“ไม่ต้องมากวนเลยนะ” พอผมตกลงเป็นแฟนก็กวนกันทันทีแบบนี้ใช้ได้ที่ไหน

“ไม่ได้กวนนี่”

“ขี้โกง หัวใจโฟรชเองก็ต้องเป็นของผมเหมือนกัน” ใครจะยอมให้ถูกชิงหัวใจไปฝ่ายเดียวเล่า

“ไม่ให้” โฟรชยกยิ้มขณะกระชับวงแขนแน่นขึ้น ไออุ่นที่สัมผัสได้ทำให้รู้สึกราวกับตัวเองเป็นสิ่งสำคัญที่ต้องกอดไว้ไม่ให้ห่างกายแต่ถ้าคิดว่าแค่กอดแล้วผมจะยอมง่ายๆ คงไม่ใช่

“ไม่ต้องมากอดเลย ผมขอเลิก”

“ใครเพิ่งบอกว่าหัวใจมีดวงเดียวไม่สามารถเปลี่ยนหัวใจได้นะ” อีกฝ่ายย้อนประโยคที่ผมเพิ่งพูด

“โฟรช!”

“หึ...รักมากรู้ไหม” อยู่ๆ โฟรชก็เปลี่ยนมากระซิบพูดข้างใบหู

“ถ้ารักมากก็ให้ผมสิ...หัวใจคุณน่ะ” ผมยังคงไม่จบเรื่องนี้

“ให้ไม่ได้”

“ยังจะกวนผมอีกเหรอ”

“ฉันพูดจริงต่างหาก”

“ทำไมถึงให้ไม่ได้” ผมถามต่ออีก

“ให้ไม่ได้หรอก....เพราะหัวใจของฉันเป็นของนายมาตั้งแต่เมื่อ 20 ปีก่อนแล้วฟีแซลล์” เสียงกระซิบต่อมาทำเอาอุณหภูมิทั้งร่างทยานสูงขึ้น ผมขยับตัวเข้าไปซุกแผ่นอกนั่นเพื่อไม่ให้อีกฝ่ายเห็นว่าสภาพผมในตอนนี้กำลังอ่อนไหวมากขนานไหน

..............................................

อ๊ายยย

แต่งเองเขินเองงงง

ตอนนี้เขินหนักมากพูดเลย โฟรชไม่ใช่คนหวานอะไรแถมยังเป็นคนกวนๆ ด้วย พอได้เห็นมุมโรแมนติกแบบนี้แล้วใจสั่นแทนฟีแซลล์เลย

จากตอนที่แล้วเราบอกว่าเหลือ3ตอนสุดท้าย อยากบอกว่านับผิด 555

ถ้านับแบบตอนยาวๆ ตอนหน้าเป็นตอนจบแล้วและจะมีตอนส่งท้ายแถมให้อีกตอน

หลายคนถามมาเรื่องการรวมเล่มซึ่งขอแจ้งไว้ล่วงหน้านะคะว่ามีรวมเล่มแน่ๆ ในอนาคต ส่วนเวลานั้นเรายังไม่แน่ใจน่าจะปีหน้าค่ะ

ใครสนใจสามารถหยอดกระปุกไว้ก่อนได้นะคะ

ดีใจมากๆ ที่ทุกคนติดตามมาจนถึงตอนนี้ ทุกๆ คอมเม้นท์ที่เราได้อ่านช่วยให้เรามีกำลังในการแต่งนิยายมากๆ เลย

ขอบคุณน้าาา

ไว้เจอกันใหม่ตอนหน้า

บ๊ายบาย

nicedog

♫ ♪ ♪ ღ♫ ♪ ♪ ღ♫ ♪ ♪ ღ♫ ♪ ♪ ღ♫ ♪ ♪ ღ♫ ♪ ♪

ความคิดเห็น