ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

ชื่อตอน : #บทส่งท้าย 100%

คำค้น : นิยายวายย้อนยุค กฤษฎากร

หมวดหมู่ : นิยาย y

คนเข้าชมทั้งหมด : 5.6k

ความคิดเห็น : 12

ปรับปรุงล่าสุด : 20 ต.ค. 2562 12:33 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
#บทส่งท้าย 100%
แบบอักษร

#บทส่งท้าย 100% 

 

           “ว่าอย่างไรหนา เจ้าว่านางพระกำนัลอย่างนั้นรึ!!” พระหัตถ์แกร่งรั้งให้ร่างโปร่งหันมาหาพระองค์ ก่อนจะจ้องมองหน้าคู่ชีวิตที่พระองค์ทั้งรักทั้งหวงแหน

           “พุทธเจ้าค่ะ ทรงได้ยินมิผิด ไอศูรย์เลือกแล้ว ดูลูกจะชอบพอนางพอสมควร อีกอย่างนางเป็นเด็กในตำหนักกระหม่อมฉัน หม่อมฉันย่อมรู้จักนาง ดีกว่าให้ลูกเลือกใครก็ไม่รู้” กฤษฎากรบอกกับร่างสูง พลางสบตากับคนตรงหน้าที่มีสีหน้าเหมือนจะไม่พอใจสักเท่าไหร่

           “ทำไม ลูกขุนนางมาให้เลือกมากมายไยไม่เลือกมาสักคนเล่า นี่มาเลือกเอาแค่นางกำนัลเล็ก ๆ เท่านั้น ข้าจะไปถามไอศูรย์ให้รู้เรื่อง” ว่าแล้วก็ทำท่าจะลุกขึ้น ทว่าแขนเรียวสวยคว้าไว้เสียก่อน

           “โธ่ พ่ออยู่หัว เรื่องของลูกให้ลูกเลือกเองเถิด”

           “ไม่รู้ล่ะ ข้าไม่เห็นด้วย เป็นถึงรัชทายาทของข้า ไยมาคว้าเอาแค่นางกำนัลของแม่ตัวเองมาเป็นชายา มันสมกันฤๅ” ร่างสูงพูดอย่างกรุ่นโกรธ

           “พระทัยเย็นก่อนเถิดพุทธเจ้าค่ะ ฟังกระหม่อมฉันก่อนหนา กระหม่อมฉันว่าดีเสียอีกที่ลูกเลือกนางคนนี้ เพราะหากลูกเลือกเอาบุตรชายหรือบุตรีของพระยาสักผู้ คงจะทำให้เกิดการแย่งชิงอำนาจกันอีก นางเป็นแค่ลูกชาวบ้านธรรมดา ไม่ต้องการอำนาจ เอาแค่ตัวอยู่รอดก็พอ กระหม่อมว่าแบบนี้น่ะดีที่สุด พระองค์ก็เคยได้ยินมานี่พุทธเจ้าค่ะสมัยก่อนก็เคยเกิดเรื่องเช่นนี้เกิดขึ้นมิใช่ฤๅ” ร่างสูงคิดตามที่คู่ชีวิตว่า ก่อนจะเริ่มคิดเห็นด้วย เรื่องนี้ก็ทรงเคยได้ยินเช่นกันเมื่อครั้งทรงพระเยาว์ เมื่อครั้งศึกษาเรื่องราวของอาณาจักรท่านราชครูก็เคยเล่าถวาย

           “ก็จริงอย่างเจ้าว่า แล้วนี่พระองค์ชายเลือกผู้ใดล่ะ” ร่างสูงถาม

           “จำปีพุทธเจ้าค่ะ เป็นบุตรีของช่างปั้นเครื่องกระเบื้องในโรงกระเบื้องหลวงที่ชานพระนครพุทธเจ้าค่ะ เพิ่งจะถวายตัวเข้าวังมาไม่นาน ยังคงไม่เจนธรรมเนียมดี อีกเดี๋ยวหลังเสกสมรสก็คงจะดีขึ้น”

           “เรียกมาให้ข้าดูทีฤๅ เป็นอย่างไรกันเจ้าจึงยอมช่วยพูดให้ถึงเพียงนี้” ร่างสูงว่า ก่อนจะหันไปหาคนสนิท

           “สิงขร ให้คนไปทูลเชิญพระองค์ชายมาพบข้าที่ตำหนักประเดี๋ยวนี้ เจ้าด้วยคุณท้าวให้คนไปตามเด็กคนนั้นมาทีข้าอยากจะเห็นหน้า” หันไปบอกกับอิ่มที่อยู่ใกล้ที่สุด อ้ายที่นั่งถัดไปจากอิ่มยังคงทำตัวไม่ถูกไม่คิดว่าบ่าวในสังกัดจักวาสนาดีถึงเพียงนี้ มือเรียวสวยที่เริ่มมีรอยย่นเล็กน้อยตามกาลเวลาคลี่หีบไม้โบกเบา ๆ

           “เพคะ” อิ่มรับคำก่อนจะหันไปส่งกับบ่าวคนสนิทให้ไปพาหญิงสาวที่พูดถึงเข้ามา ไม่นานเด็กสาวหน้าตาจิ้มลิ้มก็เดินเติมนางกำนัลที่ออกไปตามเมื่อครู่กลับมา นางดูแปลกตาไปจากเมื่อก่อนด้วยว่าหะนี้ผ้าผ่อนที่นุ่งก็เป็นแพรไหมเนื้อดี ผมยาวสลวยถูกรวบไปกลางท้ายทอยก่อนจะปีกด้วยปิ่นทองที่กฤษฎากรมอบให้รับขวัญ ชายผ้านุ่งพริ้วไปตามจังหวะที่เดิน ก่อนที่นาจะย่อตัวลงกราบเจ้านายที่ประทับอยู่ตรงหน้า

           “คนนี้ฤๅเจ้า” ร่างสูงหันมาตรัสกับกฤษฎากร

           “คนนี้แหละพุทธเจ้าค่ะ” ร่างโปร่งตอบก่อนจะยิ้มบาง ๆ

           “เจ้าชื่ออะไร” พ่ออยู่หัวถามเสียงขรึม

           “พะ เพคะ หม่อมฉันชื่อว่าจำปีเพคะ” จำปีตอบเสียงตะกุกตะกัก มือเรียวบางบีบเข้าหากันแน่นขณะประสานอยู่ที่ตัก

           “เคยรู้จักพระองค์ชายมาก่อนฤๅไม่”

           “มิได้เพคะ มะ หม่อมฉัยเคยได้ยินพระนามมาบ้าง แต่ไม่เคยพบประพักตร์มาก่อน วันนี้เป็นครั้งแรก ด้วยว่าเพิ่งถวายตัวเข้าตำหนักเพคะ”

           “อย่างนั้นรึ แล้วไยเจ้าถึงได้ตอบรับจักเป็นชายาของพระองค์ชายเล่าหากว่าเจ้าไม่เคยพบหน้าฤๅรู้จักกันมาก่อน”

           “ขอประทานอภัยเพคะ หะแรกหม่อมฉันตกใจพูดไม่ออก ตอนนี้หม่อมฉันมีสติดีแล้วขอบังอาจทูลว่าหม่อมฉันไม่ประสงค์จะเป็นชายาในพระองค์ชายเพคะ ด้วยเห็นว่ามิเหมาะสม หม่อมฉันเป็นเพียงลูกช่างกระเบื้องเท่านั้น” นางว่าก่อนจะก้มหน้าลงไม่สบตาใคร ร่างสูงเองเมื่อได้คำตอบก็พิจารณาร่างตรงหน้าไปพร้อมกัน ก่อนจะหันไปถามความเห็นคู่ชีวิต ก็ได้ยิ้มบางกลับมา

           “พระองค์ชายมาถึงแล้วพระพุทธเจ้าค่ะ” ทหารองครักษ์นายหนึ่งเข้ามาก่อนจะถวายบังคมแล้วบอกกับคนทั้งมด

           “ไปทูลองชายให้เข้ามา” สักพักร่างสูงใหญ่ขององค์ชายหนุ่งก็โผล่พ้นฉากกั้นประตูเข้ามา ก่อนที่จะเดินเข้าไปนั่งยังพระแท่นที่วางไว้อีกด้านที่สมเด็จพ่อสมเด็จแม่ของพระองค์ประทับอยู่ พระองค์ชายหันไปมองร่างบางที่นั่งพับเพียบอยู่ที่พื้นเล็กน้อย แล้วหันไปตรัสถามพระบิดา

           “สมเด็จพ่อเรียกหาลูกด้วยเรื่องอันใดพุทธเจ้าค่ะ”

           “เจ้าคงรู้อยู่แล้วกระมัง ไยถึงต้องถามเล่า” เสียงทุ้มปนแหบของพ่ออยู่หัวตรัสกับพระโอรส

           “ก็พอรู้อยู้บ้างพุทธเจ้าค่ะลูกขอยืนยันคำเดิมว่าจะเลือกนางเป็นชายา ขอพระองค์ทรงเข้าใจด้วยพุทธเจ้าค่ะ”

           “แต่นางเพิ่งจะเอ่ยปฏิเสธไปเมื่อครู่ ใช่ไหม” พ่ออยู่หัวว่าพลางถามคนที่อยู่ภายในห้องนี้ ทุกคนที่ได้ยินก้มหน้าหนี ไม่กล้าสบพระพักตร์ พระองค์ชายหนุ่มตวัดสายตาไปหาร่างบางของหญิงสาวที่นั่งอยู่ สาวเจ้ารีบหลบสายตาก้มหน้าหนี ไม่กล้าสบตากับพระองค์ชายหนุ่ม จนเริ่มรู้สึกกลัวจนร่างกายเริ่มสั่นสะเทิ้มเล็กน้อย มือบางสวยกำผ้านุ่งแน่นเสียจนเส้นเลือดที่มือผุดขึ้น

           องค์ชายหนุ่มหันกลับไปที่พระบิดาอีกครั้ง ก่อนจะพูดยืนยันความต้องการของตนเอง ว่าหากมีพระชายาก็ขอให้เป็นนางผู้นี้เท่านั้น

           “เจ้าคิดดีแล้วรึ” พ่ออยู่หัวถาม

           “ลูกคิดดีแล้วจริง ๆ พุทธเจ้าค่ะ”

           “แต่เจ้าจะเสกสมรสในวันพรุ่งเร็วกว่ากำหนดมากนัก ไม่รีบไปหรือ”

           “ไม่หรอกพุทธเจ้าค่ะ จะเมื่อนี้ฤๅเมื่อหน้าก็มิต่างกัน”

           “เอาเถอะ พ่อมิขัดเจ้าแล้วล่ะ เรื่องของเจ้า” ร่างสูงกล่าวอย่างยอมรับในการตัดสินใจของพระโอรส

           “ส่วนเจ้า แต่นี้ให้ดูแลถวายงานพระองค์ชายอย่าให้ขาด ส่วยคำขอปฏิเสธของเจ้านั้นที่ว่าไม่เหมาะสม ด้วยเหตุนี่ข้าจึเห็นว่าเหมาะดีแล้ว” พ่ออยู่หัวตรัสเสร็จก็ลุกขึ้นพลางประคองคู่ชีวิตของพระองค์ไปด้วย

           “ไปไหนฤๅพุทธเจ้าค่ะ” กฤษฎากรถาม เมื่อถูกจูงมือให้เดินไปด้วยกัน

           “ออกไปเดินเล่นเสียหน่อย และว่าจะไปเฝ้าสมเด็จแม่ท่านด้วยเรื่องของไอศูรย์ ทรงคิดเห็นประการใดข้าก็อยากทราบ”

           “ไปที่ตำหนักป่าไผ่ดีฤๅไม่ กระหม่อมฉันคิดถึงไม่ได้ไปมาเสียหลายปีแล้ว มิรู้ป่านนี้จะเป็นอย่างไร ขากลับค่อยแวะเฝ้าสมเด็จท่าน” ร่างโปร่งว่า ก่อนจะชักชวนกันไปตามปลายทางที่ได้เสนอ ขบวนเสด็จยาวเป็นหางว่าวเมื่อเจ้านายผู้เป็นใหญ่ในแผ่นดินถึงสองพระองค์ตัดสินใจจะเดินเท้าเข้าไปในเขตพระราชฐานเดิม ความทรงจำเก่า ๆ เมื่อครั้งยังหนุ่มแว้บเข้ามาเป็นระยะ ใช้เวลากว่าสองก้านธูปกว่าจะมาถึงตำหนักป่าไผ่ ตำหนักหลังเล็กที่ครั้งหนึ่งเคยเป็นที่หลับนอนของร่างโปร่งสมัยเป็นเจ้าจอม บัดนี้แม้นจะล่วงเลยมาเป็นเวลากว่ายี่สิบหนาวก็ยังคงดูเหมือนเดิม

           “ยังเหมือนเดิมเลยหนา” ร่างสูงว่า ก่อนจะพาร่างโปร่งไปนั่งที่ม้านั่งหน้าตำหนัก

           “นั่นสิพุทธเจ้าค่ะ ทำไมยังคงดูเหมือนเดิมได้”

           “หม่อมฉันขอบังอาจทูลสมเด็จเพคะ ที่ยังดูเหมือนเดิมเพราะคุณท้าวทั้งสามให้พวกบ่าวมาคอยปัดกวาด ดูแลอยู่เป็นระยะเพคะ” บ่าวในตำหนักเอ่ยขึ้น ในขณะที่คนสนิททั้งสามคนทำเพียงยิ้มน้อย ๆ เท่านั้น

           “จริงรึ คุณท้าวใส่ใจถึงเพียงนี้เชียวหรือ แต่ก็ขอบใจพวกเจ้ามาก”

           “เมื่อก่อนกระหม่อมฉันอยู่ที่นี่ ปลูกผักปลูกสมุนไพรส่งให้ในวังได้ใช้กันได้กินกัน เป็นคนที่ถูกลืม ครานั้นได้ข่าวทรงให้เฝ้า ดีใจจนลุกขึ้นมาแต่เช้ามืดมาโขลกเครื่องแกง” เสียงนุ่มลื่นหูเอ่ยขึ้นพลางกวาดสายตามองไปรอบ ๆ บรรยากาศของที่นี่อบอวนไปด้วยความหลังที่ทรงคุณค่า

           “ข้าจำได้ วันนั้นนั้นจำได้ว่าได้กินน้ำแกงที่ไม่เหมือนใคร อร่อยเสียจนอยากเห็นหน้าคนทำหึหึ” ร่างสูงว่าพลางยิ้มขำก่อนจะยกแขนขึ้นโอบกอดร่างโปร่งที่นั่งข้างกัน

           “กระหม่อมฉันใจสั่นหมด จะทรงทราบไหมว่ากระหม่อมฉันกลัวแค่ไหน”

           “กลัวรึ!” ร่างแกร่งถามเสียงสูง หันมามองคนในอ้อมแขนพลางทำหน้าราวกับว่าสิ่งที่ได้ยินนั้นมิใคร่จะจริงเสียเท่าไหร่

           “กลัวสิพุทธเจ้าค่ะ”

           “แต่เจ้าตอบตัดบทเสียข้าไปไม่เป็นเลย ข้ายังจำได้เลยหนา” ว่าแล้วก็ก้มไปสูดกลิ่นหอมจากหน้าผากมนได้รูป

           “แหม ก็คนมันไม่รู้จะพูดอะไรนี่พุทธเจ้าค่ะ”

           “พอคราหลังก็เลยวางยาข้าสิ เจ้าเล่ห์นักนะหึหึ” สามคุณท้าวที่ได้ยินเบิกตากล้างอย่างตกใจไม่คิดว่าร่างสูงจะรู้

           “ทรงทราบหรือเพคะ!!” ทั้งสามร้องเสียงหลง

           “หึ ข้าเป็นใครล่ะคุณท้าว ใช่ว่าข้าไม่เคยเจอเสียเมื่อไหร่”

           “วางยา! ทรงตรัสเรื่องอะไรอยู่พุทธเจ้าค่ะ เมื่อไหร่กัน” ใบหน้าเรียวได้รูปหันไปหาคู่ชีวิตก่อนที่คิ้วสวยจะขมวดมุ่นอย่างแคลงใจ

           “ช่างมันเถิด เจ้ามิต้องรู้ดอกหนา ข้าว่าคืนนี้เราค้างที่นี่กันสักคืนดีไหมเจ้า” ร่างสูงถามคนในอ้อมแขน

           “อืม ดีพุทธเจ้าค่ะ จอนอนเสียให้หายคิดถึง” รอยยิ้มแห่งความสุขผุดขึ้นบนใบหน้าของทั้งสอง คุณท้าวทั้งสามเมื่อได้ยินดังนั้นก็เกณฑ์บ่าวที่ติดตามมาไปจัดการทุกอย่างให้เรียบร้อย

           “ข้าอยากให้เจ้าอยู่ข้าง ๆ ข้าจนวันตายได้ฤๅไม่”

           “ตรัสอะไรอย่างนั้นเล่า กระหม่อมฉันอยู่ตรงนี้ ข้างพระองค์เสมอ ความรักที่มีนองกจากพ่อแม่แลพี่สาวแลลูกแล้ว กระหม่อมฉันมอบให้พระองค์เพียงผู้เดียว”

           “ข้าก็เช่นกัน เคยตกหลุมรักเจ้าเมื่อแรกเจออย่างไร ทุกวันนี้ก็ไม่เคยขึ้นจากหลุมนั้นได้อีกแลต่อให้ขึ้นได้ข้าก็เต็มใจจะอยู่เอง” สายตาหวานซึ้งส่งให้แก่กัน แก้มเนียนสวนที่ไม่มีแม้แต่ริ้วรอยแห่งวัยให้มัวหมองขึ้นสีเลือดฝาดช้า ๆ ไม่นานก็แดงซ่านเต็มใบหน้า ก่อนที่ร่างสูงจะเปลี่ยนเรื่องก่อนคนตรงหน้าจะเขินไปมากกว่านี้ คืนนี้มีเรื่องให้เขินกว่านี้อีกมาก

           “เอาล่ะเราไปหาสมเด็จแม่กันเถิด ประเดี๋ยวจะมือค่ำเสียก่อน” ว่าแล้วก็ลุกขึ้น ก่อนพากันมุ่งหน้าไปยังตำหนักอรุณฤกษ์ที่พำนักของพระมารดา เบื้องหลังคือตำหนักป่าไผ่อันเป็นสถานที่ในความทรงจำที่ครั้งหนึ่งมีเจ้าจอมคนหนึ่งพำนักอยู่ เจ้าจอมเสน่หาคนนั้นหะนี้เป็นคู่ชีวิตของพระองค์จะเป็นเจ้าของพระหฤทัยดวงนี้ไปตลอดกาล       

 

จบบริบูรณ์ 

ภัทราณัฐ. 

จบแล้วค่ะสำหรับเรื่องนี้ เหลือตอนพิเศษนะคะ แต่ข้าน้อยขอไปอ่านหนังสือก่อนสอบพรุ่งนี้หนังสือยังไม่แตะ ประเดี๋ยวสมเด็จ F จะเสด็จมาเยือนเอาได้55555 

ความคิดเห็น