facebook-icon Twitter-icon

ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

เกาะอสรพิษ(omegaverse) ตอนที่1 (แบซิลิสก์)

ชื่อตอน : เกาะอสรพิษ(omegaverse) ตอนที่1 (แบซิลิสก์)

คำค้น : แบซิลิสก์

หมวดหมู่ : นิยาย y

คนเข้าชมทั้งหมด : 3k

ความคิดเห็น : 25

ปรับปรุงล่าสุด : 19 พ.ค. 2563 18:58 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
เกาะอสรพิษ(omegaverse) ตอนที่1 (แบซิลิสก์)
แบบอักษร

 

เจ็ม เป็นโอเมก้าทาสที่เติบโตมาในเมืองดากัสซึ่งตั้งอยู่ติดกับชายฝั่งทะเล ผู้คนส่วนใหญ่ที่อาศัยอยู่ที่นี่จะทำอาชีพประมงเป็นหลัก ตั้งแต่เด็กหนุ่มจำความได้ผู้คนในเมืองนี้จะแบ่งแยกเรื่องชนชั้นอย่างชัดเจนซึ่งก็คือ อัลฟ่า,เบต้า,และโอเมก้า 

พวกอัลฟ่าจัดอยู่ในระดับสูงสุดของห่วงโซ่อาหารสามารถทำให้โอเมก้าท้องได้ แม้โอเมก้าคนนั้นจะเป็นเพศชายก็ตาม รองลงมาก็เป็นพวกเบต้าที่อยู่ในชนชั้นคนธรรมดาทั่วไป ส่วนพวกที่อยู่ในระดับล่างสุดของห่วงโซ่อาหารนี้ก็คือโอเมก้า 

พวกโอเมก้าจะมีช่วงฮีท (ติดสัด) ที่ปล่อยกลิ่นฟีโรโมนไปดึงดูดพวกอัลฟ่าให้เข้ามาหาตัวเองในทุกเดือน ซึ่งในช่วงที่โอเมก้าฮีทอัลฟ่าจะรัทเพื่อตอบสนองไปตามกลไกของร่างกาย กลิ่นฟีโรโมนของโอเมก้าในช่วงฮีทจะส่งผลรุนแรงที่อัลฟ่าที่อยู่ในบริเวณใกล้ๆ จนถึงขั้นคลุ้มคลั่งได้ 

ในช่วงฮีทโอเมก้าจะต้องใส่ปลอกคอไว้เสมอเพราะหากถูกอัลฟ่ากัดคอแล้วจะได้ไม่สามารถไปจับคู่กับคนอื่นได้อีก พวกโอเมก้าที่ไม่มียาช่วยระงับอาการกินก็ต้องทรมานเมื่ออยู่ช่วงฮีท เพราะแบบนี้โอเมก้าส่วนใหญ่จึงต้องทำงานเพื่อหาเงินมาซื้อยาระงับอาการฮีทที่จะเกิดขึ้นในทุกเดือน 

เจ็มคิดว่าตัวเองโชคร้ายเหลือเกินที่เกิดมาเป็นโอเมก้า เขาถูกกดขี่ข่มเหงใช้แรงงานสารพัด ส่วนชนชั้นที่ได้ใช้ชีวิตดีขึ้นมาหน่อยไม่ต้องลำบากถูกกดขี่รังแกก็จะเป็นพวกเบต้าซึ่งมีจำนวนมากที่สุดในเมืองนี้ 

และชนชั้นที่มีชีวิตความเป็นอยู่ดีที่สุดก็เป็นพวกอัลฟ่า พวกอัลฟ่าจะมีจำนวนน้อยพอกันกับโอเมก้า คนพวกนี้ล้วนได้ทำงานที่มียศสูงกันทั้งนั้น บ้างก็เป็นตระกูลอัลฟ่าเก่าแก่ที่ร่ำรวยจากมรดกที่สืบทอดกันมา 

พวกอัลฟ่าอยู่กินสบายจนเจ็มนึกอิจฉา เกิดเป็นอัลฟ่าช่างโชคดีเหลือเกิน ผิดกับพวกโอเมก้าที่ล้วนเป็นที่รังเกียจไม่มีใครต้องการ หางานทำก็ยากเพราะไม่มีใครอยากรับผิดชอบตอนที่โอเมก้าเกิดอาการฮีทในตอนทำงาน ทั้งที่โอเมก้าชายมีอยู่น้อยมากจนหาได้ยากแต่เจ็มก็ดันซวยเกิดมาเป็นโอเมก้า 

ส่วนมากคนที่เป็นแบบเขาจะถูกพ่อแม่ทอดทิ้งตั้งแต่เด็กเพราะไม่มีใครต้องการลูกที่เกิดมาแล้วเป็นโอเมก้า เมื่อกลายเป็นเด็กกำพร้าจึงถูกส่งไปอยู่บ้านเด็กกำพร้าสำหรับโอเมก้าเฉพาะ พอโตขึ้นก็ต้องทำงานเพื่อแลกกับอาหารในแต่ละมื้อ 

หากทำงานผิดพลาดก็จะถูกลงโทษอดข้าวอดน้ำ หิวแทบตายก็ทำได้แค่อดทน หลายครั้งที่เจ็มร้องไห้แต่ก็ฝืนทนจนได้เติบโตมาเป็นเด็กหนุ่มที่มีรูปร่างหน้าตาชวนให้หลงใหลอย่างในปัจจุบันนี้ 

รูปร่างเพรียวบางและหน้าตาที่จัดว่าค่อนไปทางสวยเหมือนสตรีถือเป็นเสน่ห์ของโอเมก้าชายซึ่งเจ็มเกลียดมันมาก พวกโอเมก้าอย่างเขาจะมีฮีทแรกตอนอายุสิบหก หลายครั้งที่เจ็มเคยเห็นพวกโอเมก้าที่อยู่ในช่วงฮีทแล้วไม่มียาระงับอาการฮีทจนร่างกายปล่อยกลิ่นฟีโรโมนไปกระตุ้นพวกอัลฟ่าให้คลุ้มคลั่งเข้ามาร่วมเพศกันอย่างป่าเถื่อนโดยไม่สามารถต่อต้านได้ 

เจ็มก็เคยผ่านช่วงฮีทแรกมาแล้วแต่ว่าเขายอมทำงานหนักเพื่อแลกกับยาระงับอาการฮีทในแต่ละเดือนมาโดยตลอดจึงไม่ทรมานมาก ถึงจะมีคนรังเกียจมากมายแต่พวกโอเมก้าก็ถือว่าเป็นเครื่องมือให้กำเนิดทายาทชั้นดี พวกอัลฟ่าที่มีลูกยากบางคนจะซื้อตัวโอเมก้าไปเพื่อให้กำเนิดทายาท พอได้ในสิ่งที่ต้องการโอเมก้าส่วนใหญ่ก็จะถูกทอดทิ้งเหมือนเดิม 

และในวันนี้เมืองที่เจ็มอาศัยอยู่ก็มีการจัดงานเลี้ยงต้อนรับพวกขุนนางต่างเมืองกันอึกทึกครึกโครม งานเลี้ยงนี้จัดขึ้นปีละครั้งเพื่อให้พวกอัลฟ่าได้เลือกโอเมก้าที่ตัวเองถูกใจไปเป็นเครื่องมือให้กำเนิดบุตร โอเมก้าทาสที่ผ่านช่วงฮีทมาแล้วต่างถูกจับตัวมาที่นี่โดยไม่มีสิทธิ์ต่อต้านรวมไปถึงเจ็มด้วยเช่นกัน 

การซื้อตัวโอเมก้าไปเพื่อให้กำเนิดทายาทไม่ใช่เรื่องผิด แต่เจ็มคิดว่ามันไม่สมควรทำเพราะว่าเขาไม่เต็มใจ ถ้าหากเขาไม่ได้เป็นเด็กกำพร้าที่ถูกทอดทิ้งเขาคงจะมีสิทธิ์ในชีวิตตัวเองมากกว่านี้ไม่ใช่ถูกพามาให้พวกอัลฟ่าดูตัวราวกับเป็นสิ่งของ 

เด็กหนุ่มพยายามคิดเข้าข้างตัวเองว่ายังไงก็ไม่ถูกเลือกเพราะหน้าตาที่ไม่เป็นมิตรและท่าทางพยศของเขา ผิดกับโอเมก้าบางคนที่ใช้โอกาสนี้วิ่งเข้าหาความสบายโดยการพูดจาเอาอกเอาใจพวกขุนนางต่างเมืองให้คนพวกนั้นเลือกซื้อตัวเองไปอยู่ด้วย 

เมื่อโอเมก้าคนไหนถูกซื้อตัวก็จะต้องกลับไปพร้อมกับเจ้าชีวิตของตัวเอง เจ็มได้แต่เหยียดยิ้มให้กับชีวิตของเขาด้วยความอดสูพลางใช้ดวงตาคู่สวยกวาดมองไปรอบงานเลี้ยงที่มีแต่พวกอัลฟ่าเป็นส่วนใหญ่ 

ข้อมือทั้งสองข้างของเขาถูกมัดไพล่ไว้ด้านหลังในขณะที่ยืนอยู่กับกลุ่มโอเมก้าด้วยกันกลางห้องโถงท่ามกลางสายตาของพวกอัลฟ่าที่จ้องมองมา ส่วนพวกเบต้าที่มาร่วมงานก็แค่มาดื่มกินหาความสำราญไม่ได้สนใจในตัวโอเมก้าอยู่แล้ว 

ไม่ว่าใครที่มองหน้าตัวเองเจ็มก็ตาขวางใส่หมดให้รู้ว่าเขารังเกียจและขยะแขยงพวกอัลฟ่าไม่ต่างจากที่พวกชนชั้นอื่นรู้สึกกับโอเมก้า โดยที่ร่างบางไม่รู้เลยว่ามีคนลอบสังเกตตัวเองมาพักใหญ่แล้ว ซึ่งผู้ชายที่รู้สึกสนใจในตัวเจ็มอยู่ก็คือ ลอร์ดอัลเดน ผู้ที่พึ่งได้มีโอกาสเข้ามาร่วมงานเลี้ยงดูตัวโอเมก้าแบบนี้เป็นครั้งแรก 

"เจ้าชื่ออะไรรึ? " 

ชายหนุ่มรูปร่างสูงใหญ่ที่อยู่ในชุดขุนนางเต็มยศเดินเข้ามาถามโอเมก้าร่างบางที่เขารู้สึกถูกใจ พอได้เดินเข้ามามองใกล้ๆ แล้วโอเมก้าคนนี้ยิ่งมีเสน่ห์ดึงดูดเขา ใบหน้าของร่างบางค่อนไปทางสวยผิดแปลกจากผู้ชายทั่วไป อาจจะกว่าสวยกว่าสตรีบางคนเสียด้วยซ้ำ 

ที่สำคัญเด็กคนนี้มีดวงตาสีฟ้าตัดกับเรือนผมสีดำสนิทที่ยาวลงมาถึงกลางหลัง ผิวก็ขาวเนียนไปทั้งร่าง ถึงจะอยู่ในชุดที่ดูสกปรกมอมแมมแต่ก็ไม่ได้ทำให้ร่างบางดูน่ามองน้อยลงเลย 

"เจ็ม! " 

เสียงห้วนสั้นที่ตอบกลับมาไม่ได้ทำให้ร่างสูงใหญ่รู้สึกไม่พอใจแต่อย่างใดเพราะดูผ่านตาก็รู้แล้วว่าโอเมก้าคนนี้คงพยศไม่น้อย ชายหนุ่มเพียงแค่ยิ้มมุมปากก่อนจะเอ่ยแนะนำตัวเอง 

"เราชื่ออัลเดน" 

"ข้าไม่ได้อยากรู้ชื่อของท่าน อย่ามายุ่งกับข้า! "เจ็มตอบกลับคนตัวโตเสียงแข็งเพราะเขาเกลียดพวกอัลฟ่า ทั้งเกลียดทั้งอิจฉาพวกอัลฟ่าที่มีชีวิตแสนสุขสบาย 

"แต่เราสนใจในตัวเจ้า ไปอยู่กับเราไหม เราจะเลี้ยงดูเจ้าเป็นอย่างดี" 

อัลเดนพูดด้วยน้ำเสียงนุ่มทุ้มที่ชวนให้คนฟังรู้สึกเคลิบเคลิ้มได้ไม่ยาก เขาเป็นอัลฟ่าหนุ่มที่มีรูปร่างหน้าตาสมบูรณ์แบบที่บุรุษคนนึงจะเป็นได้ ตอนนี้เขายังครองตัวเป็นโสดไม่มีคู่ครองเพราะยังไม่เจอคนที่ถูกใจ โอเมก้าอย่างเจ็มถือเป็นคนแรกที่ดึงดูดเขามากขนาดนี้ 

"ข้าไม่ต้องการ เอาข้อเสนอของท่านไปยื่นให้โอเมก้าคนอื่นเถอะ" 

ร่างบางตอบกลับคนตัวโตพร้อมกับเบือนหน้าหนี อัลเดนไม่นึกถือสากับความไร้มารยาทของร่างบางเพราะเข้าใจดีว่าพวกโอเมก้ามักถูกกดขี่อยู่เสมอ แต่เขาไม่ใช่พวกอัลฟ่าเห็นแก่ตัวหรือนิสัยเลวร้ายอะไร 

อัลเดนเติบโตมาในครอบครัวที่สมบูรณ์แบบแม้จะมีแม่เป็นโอเมก้าก็ตาม พ่อกับแม่ของเขาได้จับคู่สร้างพันธะกันและยังรักกันดีมาจนถึงตอนนี้ 

"เจ้าอย่าพึ่งตัดสินเราแค่ภายนอกสิ พวกอัลฟ่าไม่ได้เลวร้ายทุกคนหรอกนะ" 

"ข้าแค่ตัดสินแบบที่ข้าเคยเห็นมา"ร่างบางพูดเสียงเรียบในขณะที่สบตากับลอร์ดอัลเดนด้วยแววตาแข็งกร้าว 

"งั้นเราจะพิสูจน์ให้เจ้าได้รู้ว่าเราไม่ได้เป็นอย่างที่เจ้าคิด" 

ร่างสูงใหญ่พูดและยิ้มให้เจ็บเป็นการทิ้งท้ายก่อนจะเดินออกไปจากตรงนี้ไป ทางด้านโอเมก้าหนุ่มก็เริ่มมีสีหน้าไม่รู้ดีเหมือนได้รับรู้สัญญาณเตือนบางอย่าง เจ็มได้แต่หวังให้มันไม่เป็นอย่างที่เขาคิด... 

แต่สุดท้ายมันก็ไม่เป็นอย่างหวังเพราะเขาถูกลอร์ดอันเดลซื้อตัวจริงๆ หลังจากที่งานเลี้ยงจบลงพวกขุนนางต่างเมืองก็เตรียมตัวกลับโดยการเดินทางที่ท่าเรือ พวกโอเมก้าที่ถูกซื้อตัวก็ถูกพาขึ้นไปบนเรือเดินสมุทรลำใหญ่โดยขังไว้ในกรงใต้ท้องเรือ รอจนพวกขุนนางขึ้นเรือครบทุกคนเรือถึงเริ่มออกเดินทาง 

หลังจากที่เรือเคลื่อนออกจากท่าเรืออัลเดนที่ยืนอยู่บนดาดฟ้าของเรือก็ยืนมองวิวของเมืองที่ติดชายฝั่งจนลับตา เขาไม่รู้ว่าตัวเองคิดถูกหรือคิดผิดที่ซื้อตัวเจ็มกลับไปด้วย แต่เขารู้สึกถูกชะตากับโอเมก้าคนนี้จริงๆ ร่างบางมีเสน่ห์บางอย่างที่ดึงดูดเขา 

การเดินทางกลับเมืองที่เขาอาศัยอยู่จะใช้เวลาประมาณสามวัน แต่ก่อนหน้านี้กัปตันเรือได้เรียกพวกเขาไปคุยและบอกว่าจะเปลี่ยนเส้นทางการเดินเรือเพื่อให้ถึงเร็วขึ้น ทุกคนก็เห็นด้วยกันหมดไม่มีใครคัดค้าน ส่วนตัวเขาเองก็พึ่งเคยมาเมืองนี้ครั้งแรกไม่เคยรู้เส้นทางจึงปล่อยให้เป็นหน้าที่ของกัปตันเรือไปอย่างไม่ได้สนใจอะไร 

หลังจากที่เรือออกเดินทางจนเวลาผ่านมาพักใหญ่อัลเดนจึงเดินบันไดมายังใต้ท้องเรือเพื่อคุยกับเจ็ม ข้างล่างนี้มีโอเมก้าที่ถูกซื้อตัวมาเป็นจำนวนสิบคนถูกขังอยู่ในกรงภายใต้ท้องเรือโดยมีทหารเฝ้าไว้ ตอนแรกเจ็มจะถูกขังกับโอเมก้าคนอื่นแต่ร่างบางแผลงฤทธิ์ใส่พวกทหารที่คุมตัวมาจึงถูกขังแยกเดี่ยวเพียงลำพัง 

อัลเดนเดินมาหยุดหน้ากรงขังของเจ็ม ซึ่งพอร่างบางที่นั่งกอดเข่าอยู่ตรงมุมด้านในเห็นอัลเดนก็รีบลุกขึ้นแล้วเดินมาเกาะที่กรงพร้อมกับถามด้วยสีหน้าไม่พอใจทันที 

"ท่านซื้อข้ามาทำไม ข้าไม่ได้อยากไปอยู่กับท่าน! " 

"แต่ยังไงเจ้าก็ต้องอยู่เพราะเราซื้อเจ้ามาแล้ว"อัลเดนสบตาพูดกับร่างบางเสียงเรียบ ตอนนี้ดวงตาสีฟ้าคู่สวยของเจ็มกำลังมองเขาด้วยแววตาสั่นไหว ถึงแม้ภายนอกจะดูเหมือนเข้มแข็งแต่ภายในใจของเจ็มกลับรู้สึกหวั่นกลัว 

กลัวว่าจะต้องไปพบเจอเรื่องราวที่แย่กว่าเดิม ที่ผ่านมาชีวิตที่เกิดมาเป็นโอเมก้าของเขาก็ทรมานมากพอแล้ว 

"ท่านไม่เข้าใจความรู้สึกข้าหรอก ข้าไม่อยากไปเจอสิ่งที่แย่กว่าเดิม ข้าทุกข์มามากพอแล้ว"มือบางทั้งสองข้างของเจ็มจับลูกกรงขังไว้แน่นในขณะที่พูดเสียงสั่น ใบหน้าเนียนหลุบสายตามองต่ำด้วยความอดสูในชะตาชีวิตของตัวเองที่เขาไม่มีสิทธิ์กำหนดมัน 

ไม่นานใบหน้าของเด็กหนุ่มก็ถูกอัลเดนใช้มือลอดผ่านซี่กรงเชยคางให้เจ็มเงยหน้าขึ้นมาสบตากับเขา หัวใจของร่างบางพลันเต้นแรงขึ้นมาให้กับใบหน้าที่สมบูรณ์แบบราวกับสิ่งที่พระเจ้าตั้งใจสรรค์สร้างขึ้นมาของลอร์ดอัลเดน ดวงตาคู่คมที่ทอดมองมาด้วยความอ่อนโยนเริ่มทำให้เจ็มรู้สึกแปลกไป 

"เชื่อเราเถอะว่าชีวิตเจ้าจะดีขึ้นหากไปอยู่กับเรา" 

เสียงนุ่มทุ้มน่าฟังที่ออกมาจากริมฝีปากหยักทำให้หัวใจของเจ็มเต้นแรงกว่าเดิม ไหนจะรอยยิ้มอบอุ่นที่ส่งมาให้อีก ที่ผ่านมาเจ็มไม่เคยได้รับสายตาและรอยยิ้มแบบนี้จากอัลฟ่าคนไหนมาก่อนเลย คนพวกนั้นมักคิดว่าตัวเองสูงส่ง หยิ่งผยอง มองโอเมก้าเป็นเพียงสิ่งมีชีวิตที่อยู่ชั้นล่างสุด 

"ทำไมข้าต้องเชื่อท่าน"สัมผัสอ่อนโยนที่ส่งมายังไม่ทำให้เด็กหนุ่มยอมเชื่อโดยง่าย ถึงแม้ข้างในลึกๆ ของเขาจะบอกว่าลอร์ดอันเดลดูไม่ใช่คนเลวร้ายก็ตาม 

"เพราะแม่ของเราก็เป็นโอเมก้า เราเข้าใจสิ่งที่เจ้าพบเจอมา" 

"ท่านพูดเรื่องจริงเหรอ"พอได้ยินร่างสูงยกเรื่องนี้ขึ้นมาพูดเจ็มก็เริ่มสนใจจึงถามน้ำออกไปอีกครั้ง 

"จริงสิ แม่ของข้าเป็นโอเมก้า เจ้าอยากฟังเรื่องราวท่านแม่ของข้ารึเปล่า"เมื่อจับจุดได้ว่าเด็กคนนี้กำลังสนใจในสิ่งที่เขาพูด อันเดลจึงหาเรื่องพูดคุยเพื่อให้เขาสนิทกับเจ็มได้เร็วขึ้น ร่างบางจะได้เลิกระแวงเหมารวมว่าเขาเป็นพวกอัลฟ่านิสัยแย่เสียที 

"อยาก! ข้าอยากฟัง ท่านเล่าให้ข้าฟังหน่อยได้ไหม"เจ็มรีบพยักหน้าตอบรับด้วยน้ำเสียงตื่นเต้นแทบจะทันที เด็กหนุ่มอยากรู้เรื่องราวของคนที่เป็นเหมือนเขา 

"งั้นนั่งลงก่อนสิ เราจะเล่าให้เจ้าฟัง" 

ร่างบางยอมนั่งลงอย่างว่าง่าย สองมือยังจับที่ลูกกรงเหมือนเดิมทำให้คนอายุมากกว่าหลายปียิ้มออกมาด้วยความเอ็นดู จากนั้นอันเดลก็นั่งลงบนพื้นอย่างไม่ถือตัวพร้อมกับเริ่มเล่าเรื่องราวของแม่ตัวเองให้เจ็มฟัง... 

 

โอเมก้าหนุ่มนั่งฟังเรื่องเล่าจากลอร์ดอัลเดนอย่างเพลิดเพลินจนจบ เสียงทุ้มที่ดูน่าฟังบวกกับความไม่ถือตัวของอัลฟ่าคนนี้ทำให้เจ็มรู้สึกได้ว่าเขาแตกต่าง ความรู้สึกดีของทั้งสองเริ่มก่อตัวขึ้นในระยะเวลาสั้นๆ อัลเดนเองก็รู้สึกถูกใจเจ็มเป็นอย่างมาก ชอบที่ร่างบางดูตั้งใจฟังเรื่องราวที่เขาเล่า 

บางครั้งก็มียิ้มออกมาโดยที่ร่างบางไม่รู้ตัวเลยว่ารอยยิ้มของตัวเองกำลังทำให้คนมองใจเต้นแรงแค่ไหน ไม่ว่ามองอย่างไรเจ็มก็ช่างมีเสน่ห์ดึงดูดมากเหลือเกินในสายตาของเขามากเหลือเกิน 

เรื่องราวของทั้งสองคนอาจจะพัฒนาไปได้ไกลกว่านี้หากไม่เกิดเรื่องเลวร้ายขึ้นเสียก่อน ในเวลากลางดึกสงัดเมื่อกัปตันกำลังบังคับเรือผ่านช่องแคบบาร์ดันจู่ๆ ก็เกิดพายุฝนรุนแรงจนทำให้เรือลำใหญ่โคลงไปมาจนเริ่มควบคุมได้ยาก พวกลูกเรือต่างทำหน้าที่ตัวเองกันอย่างหนักเพื่อสู้กับพายุที่รุนแรงแบบไม่เคยพบเจอมาก่อน 

พวกลอร์ดที่นอนอยู่ในห้องพักต่างตื่นขึ้นมากันหมด แม้แต่พวกโอเมก้าที่ถูกขังอยู่ใต้ท้องเรือยังตกใจว่าเกิดอะไรขึ้นเมื่อท้องเรือโคลงอย่างรุนแรงจนต้องรีบหาที่ยึดเกาะเอาไว้ 

"ข้าเตือนแล้วว่าเส้นทางนี้มันเป็นทางต้องคำสาป ทำไมพวกเจ้าไม่เชื่อข้า!!! " 

อัลเดนที่กำลังเดินออกมาจากห้องพักได้ยินเสียงลูกเรือที่เป็นเบต้าคนหนึ่งตะโกนเสียงดังท่ามกลางสายฝน ภาพความโกลาหลตรงหน้าทำร่างสูงใหญ่ชะงักนิ่งไปเพราะไม่คิดว่าจะมีพายุฝนรุนแรงและคลื่นลูกใหญ่ขนาดนี้ ทั้งที่ก่อนหน้าทุกอย่างก็ปกติดีไม่สัญญาณบอกเหตุอะไรเลย 

"คราเคน!! มันมีอยู่จริง ข้าตายแน่ พวกเราตายกันหมดแน่!! "เสียงตะโกนของชายคนเดิมเรียกสติของอัลเดนให้กลับมา ลูกเรือคนนั้นกำลังร่ำร้องและเดินวนไปมาในขณะที่ใช้มือทึ้งศีรษะตัวเองเหมือนคนสติแตกก่อนที่เขาจะถูกทหารควบคุมตัวไว้ 

และสิ่งที่ทำให้ทุกคนแตกตื่นกันมากกว่าเดิมก็คือมีสิ่งขนาดใหญ่โผล่ขึ้นมาจากใต้น้ำและฟาดเข้ากับเสากระโดงเรือจนหักลงมา ดวงตาของอัลฟ่าหนุ่มเบิกกว้างด้วยความตกใจพยายามควบคุมสติ สิ่งแรกที่เขานึกถึงคือร่างบางที่ถูกขังอยู่ใต้ท้องเรือ 

คิดได้ดังนั้นอัลเดนจึงรีบวิ่งลงบันไดมุ่งหน้าไปยังใต้ท้องเรือ ตอนนี้ไม่มีคนเฝ้าอยู่ด้านล่างแล้วเพราะทุกคนต่างแตกตื่นกับสิ่งที่กำลังเผชิญ เมื่อทางสะดวกอัลเดนจึงรีบช่วยปลดล็อกกรงที่ขังเจ็มเพื่อพาร่างบางออกมา พวกโอเมก้าคนอื่นที่ถูกจังอีกฝั่งก็ต่างตกใจและร่ำร้องขอให้เขาช่วย 

ด้วยความสงสารอัลเดนจึงช่วยโอเมก้าทุกคนออกมาจากกรง จากนั้นก็พาวิ่งขึ้นมายังด้านบนที่กำลังถูกจู่โจมโดยสิ่งที่เขาไม่เคยได้พบเห็น เสียงร้องตกใจกลัวดังไปทั่วเมื่อทุกคนต่างกลัวตาย 

"เกิดอะไรขึ้น ทำไมทุกอย่างถึงเป็นแบบนี้" 

เจ็มถามเสียงสั่นด้วยความหวาดกลัว ตอนนี้เด็กหนุ่มกำลังแอบอยู่ตรงบันไดด้านหลังของลอร์ดอัลเดนที่กำลังเพ่งมองสิ่งที่โผล่ขึ้นมาจากน้ำเพื่อจู่โจมเรือและตวัดรัดร่างคนลงไปในทะเล เพราะฝนตกหนักจึงทำให้เห็นอะไรไม่ค่อยชัดแต่ตอนนี้อัลเดนมั่นใจแล้วว่าสิ่งที่กำลังจู่โจมเรือมีลักษณะคล้ายหนวดปลาหมึก 

พวกเขากำลังถูกปลาหมึกยักษ์ที่ขึ้นชื่อว่าเป็นอสุรกายใต้ท้องทะเลลึกโจมตี อัลเดนคิดว่ามันเป็นแค่เรื่องเล่าในตำนานมาตลอดไม่คิดว่า คราเคน จะมีชีวิตอยู่จริงๆ 

"พวกเรากำลังถูกคราเคนจู่โจม" 

"คะ คราเคน!! "ร่างบางร้องออกมาด้วยความตกใจ ใบหน้าที่เคยมีสีกำลังซีดเผือดด้วยความกลัว เขาพอเคยฟังเล่าที่สะเทือนขวัญของพวกนักเดินเรือมาบ้างจึงรู้ว่าคราเคนคืออะไร 

"เราต้องออกไปช่วยพวกเขา เจ้ารออยู่ตรงนี้นะ" 

อัลเดนพูดกับร่างบางก่อนจะเดินไปหยิบดาบเพื่อช่วยพวกทหารต่อสู้กับอสุรกายที่น่าหวาดกลัว ภาพที่เห็นทำให้หัวใจของเด็กหนุ่มเต้นรัวจนคุมสติไว้แทบไม่อยู่ เขาเห็นลอร์ดอัลเดนใช้ดาบฟันโดนตรงปลายหนวดขนาดยักษ์นั่นจนขาดออกจากกันเพื่อช่วยชีวิตลูกเรือคนนึงไว้ 

และนั่นก็ดูเหมือนจะทำให้คราเคนโกรธมากกว่าเดิมจนใช้หนวดที่มีขนาดใหญ่ตวัดขึ้นมาโจมตีรัดเรือจนขาดเป็นสองท่อน ทุกคนต่างตะเกียกตะกายหาวิธีรอดอย่างสุดชีวิต สิ่งที่เจ็มได้ยินจากอัลฟ่าร่างสูงใหญ่เป็นครั้งสุดท้ายก่อนที่จุดที่เขากับลอร์ดอัลเดนยืนอยู่จะแยกออกจากกันก็คืออัลเดนตะโกนให้เขาหนีเอาชีวิตรอด 

จากที่เตรียมรับความตายอย่างเลี่ยงไม่ได้ก็ทำให้เด็กหนุ่มได้สติทันทีเมื่อร่างตกลงมากระทบผิวน้ำ สองแขนไขว่คว้าหาที่ยึดเกาะโดยสัญชาตญาณเอาตัวรอด เจ็มพยายามกะพริบตากลางสายฝนเพื่อมองหาอัลเดนแต่ก็ไม่เจอ ภาพสุดท้ายที่เด็กหนุ่มเห็นก็คือคลื่นลูกใหญ่ที่ซัดร่างเขาออกมาจากจุดที่เรือลำใหญ่กำลังจมลงไปในทะเล 

 

// 

 

"ฮึ่ก!! อึ่กก... แค่กๆ "ร่างบางรู้สึกตัวขึ้นมาบนชายหาดท่ามกลางแดดที่ร้อนระอุพร้อมกับอาการสำลักน้ำออกมา เปลือกตาหนักอึ้งขยับลืมตาขึ้นมาและกะพริบหลายครั้งติดกันเพื่อให้เห็นภาพตรงหน้าชัดเจนขึ้น 

สิ่งเดียวที่เด็กหนุ่มแปลกใจมากที่สุดในตอนนี้คือเขารอดมาได้ยังไง ทำไมถึงยังไม่ตาย... 

เจ็มพยายามฝืนร่างกายที่อ่อนล้าเพื่อขยับตัวลุกขึ้นยืน ตอนนี้ดูเหมือนว่าร่างเขาจะถูกคลื่นซัดมาติดที่เกาะห่างไกลที่ไหนสักแห่ง ด้านหน้าของเขาเต็มไปด้วยป่าที่เขียวชอุ่มดูอุดมสมบูรณ์ ดูจากสายตาในตอนนี้ก็รู้แล้วว่าเกาะที่เจ็มยืนอยู่มีขนาดใหญ่เป็นอย่างมาก 

เพราะความกระหายน้ำจึงทำให้เด็กหนุ่มใช้มือปัดเศษทรายออกไปจากตัวแล้วตัดสินใจเดินมุ่งหน้าเข้าไปในป่าเพื่อหวังจะหาน้ำดื่มมาดับกระหาย เกาะใหญ่ขนาดนี้อาจจะมีแหล่งน้ำที่ช่วยดับกระหายของเขาได้ 

เมื่อเดินเข้ามาในป่าได้สักพักแขนเรียวจองเจ็มก็ต้องขยับมากอดกันไว้เมื่อตอนนี้ขนกำลังลุกชันไปทั้งร่าง ในป่านี้เงียบสงัดมากจนเจ็มได้ยินเสียงหายใจตัวเอง แถมอากาศยังเย็นและชื้นจนร่างบางรู้สึกหวาดกลัว ทั้งที่ยังไม่พบสิ่งมีชีวิตอะไรเลยแต่เจ็มกลับรู้สึกเหมือนมีใครกำลังจ้องมองเขาอยู่ 

ไม่ใช่แค่สายตาคู่เดียวด้วยเพราะเจ็มรู้สึกเหมือนกำลังถูกคนกลุ่มใหญ่จับตามองอยู่แต่พอมองรอบตัวก็ไม่เจออะไร ทุกอย่างมันเงียบจนน่ากลัวแต่ร่างบางก็ข่มใจเดินหาแหล่งน้ำต่อไปเพราะถ้าไม่ได้ดื่มน้ำเขาอาจจะตายจริงๆ 

และเจ็มก็ยังไม่อยากตายเพราะเขาอุตส่าห์มีชีวิตรอดตายมาจนถึงตอนนี้แล้ว นึกถึงเรื่องราวที่เกิดขึ้นก็ยังกลัวไม่หาย หากลอร์ดอัลเดนไม่ช่วยเขาออกมาจากกรงขังก่อนที่เรือจะแตกเขาอาจจะตายไปแล้วก็ได้ ถ้าเป็นไปได้เจ็มก็อยากจะให้อัลฟ่าที่แสนดีคนนั้นยังมีชีวิตรอดเหมือนกับเขา 

เจ็มไม่รู้ว่าตัวเองเดินมาลึกแค่ไหน แต่พอได้ยินเสียงน้ำไหลอยู่ไม่ไกลก็ทำให้เด็กหนุ่มรีบเดินไปยังต้นเสียงทันทีจนได้พบกับลำธารเล็กๆ ที่มีน้ำไหลผ่าน ไม่รอช้าเจ็มรีบคุกเข่าใช้มือวักน้ำขึ้นมาดื่มด้วยความกระหายทันที พอได้ดื่มน้ำและล้างหน้าจึงรู้สึกสดชื่นมีแรงขึ้นมาบ้าง 

เพราะเด็กหนุ่มมัวแต่สนใจสายน้ำเย็นฉ่ำจึงไม่รู้ตัวเลยว่ากำลังมีงูหลายหลายพันธุ์จำนวนนับพันตัวเลื้อยมาจากทุกทิศทางโดยมีเป้าหมายคือร่างของเจ็ม พอลุกขึ้นยืนดวงตาคู่สวยก็เบิกกว้างทันทีเมื่อเห็นงูจำนวนมากเลื้อยมาทางเขา 

"อึ่ก!! นี่มันบ้าอะไรเนี่ย ถอยไป!! อย่ามายุ่งกับข้านะ" 

ร่างบางพูดเสียงสั่นด้วยความหวาดกลัว จะเดินหนีไปก็ไม่สามารถทำได้เพราะตอนนี้บริเวณที่เจ็มยืนถูกรายล้อมเป็นด้วยงูทั้งตัวเล็กตัวใหญ่ เขากลัวจนแทบจะร้องไห้เพราะไม่เคยเห็นงูเยอะขนาดนี้มาก่อน หัวใจภายในอกเต้นแรงจนรู้สึกได้ เม็ดเหงื่อเริ่มผุดซึมขึ้นมาตามกรอบหน้าสวย 

"ไม่! ถอยไป อย่า ฮือออ" 

เจ็มร้องออกมาด้วยความขยะแขยงกับผิวสัมผัสที่ไม่คุ้นชินเมื่อมีงูเลื้อยผ่านเท้าของเขาไปมา น้ำตาไหลอาบแก้มเนียนพยายามใช้มือปัดป้องจนมีงูหลายตัวชูคอแผ่แม่เบี้ยใส่เขาทำให้เด็กตกใจล้มลงไปทับกองงู 

เด็กหนุ่มกรีดร้องลั่นป่าด้วยความตกใจกลัวและขยะแขยงเมื่อตอนนี้ร่างกายของเขามีงูเลื้อยผ่านเต็มไปหมด เจ็มแทบอยากจะกลั้นใจตายแต่ไม่นานงูนับพันตัวก็เริ่มเลื้อยหนีออกไปอย่างรวดเร็วราวกับกลัวอะไรบางอย่าง และเจ็มเองก็รู้สึกกลัวไม่ต่างกลัวเพราะเห็นเงาของสัตว์เลื้อยคลานขนาดใหญ่กำลังชูคออยู่ด้านหลัง 

ไม่ต้องหันไปมองก็รู้ว่ามันคงจะตัวใหญ่ถึงขั้นเรียกได้เป็นงูยักษ์อย่างแน่นอน! 

"ฮึกก..." 

เสียงสะอื้นและน้ำตาของเด็กหนุ่มยังไหลลงมาไม่ขาดสายด้วยความกลัวสุดขั้วหัวใจ ยิ่งเงาขนาดใหญ่ขยับเข้ามาใกล้เจ็มก็รู้สึกหายใจไม่ทั่วท้องเหมือนตัวเองจะสติแตกเสียให้ได้ 

"เจ้า... กล้าดียังไงมาเหยียบที่นี่!!"น้ำเสียงดุดันที่ฟังดูน่ากลัวทำให้เจ็มขนลุกชันไปทั้งร่าง เจ็มมั่นใจว่าไม่มีมนุษย์อยู่แถวนี้อย่างแน่นอน เพราะฉะนั้นเสียงที่เขาได้ยินจะมาจากไหนไปได้นอกจากสิ่งที่อยู่ด้านหลังของเขา 

ร่างบางพยายามข่มความกลัวแล้วหันกลับไปมองต้นตอของเสียง และภาพที่เห็นตรงหน้าทำให้หัวใจของเด็กหนุ่มเต้นรัวเร็วกว่าเดิม งูยักษ์ขนาดใหญ่ที่มีเกล็ดสีดำไปทั้งตัวกำลังชูคอมองเขาอยู่ รูปร่างและขนาดตัวของมันของมันดูน่ากลัวแตกต่างจากงูธรรมดาทั่วไปเป็นอย่างมาก 

"นานมากแล้วที่ไม่มีมนุษย์คนไหนกล้ามาเหยียบที่นี่ และมนุษย์คนไหนที่เข้ามาในเขตการปกครองของข้าก็ไม่เคยมีใครรอดกลับไปสักคน" 

งูยักษ์ตรงหน้าของเจ็มพูดพร้อมกับแยกเขี้ยวขู่จนเห็นลิ้นสองแฉกที่ใหญ่กว่างูทั่วไป นัยน์ตาสีทองทั้งสองข้างกำลังจ้องมองร่างบางราวกับเป็นเหยื่ออันโอชะ นานมากแล้วที่เขาไม่ได้กินมนุษย์เป็นอาหาร 

เจ็มไม่รู้ว่าทำไมงูยักษ์ตัวนี้ถึงพูดภาษาคนได้ ที่รู้ตอนนี้คือเขาขยับร่างกายตัวเองไม่ได้เลยหลังจากสบตากับงูยักษ์ มีเพียงแค่ริมฝีปากกับดวงตาทั้งสองเท่านั้นที่ขยับได้ 

"ฮึกก อย่ากินข้าเลย ข้ากลัวแล้ว" 

เด็กหนุ่มสะอื้นพูดอ้อนวอนทั้งน้ำตาเมื่อร่างกายที่ขยับไม่ได้กำลังถูกงูยักษ์เลื้อยเข้ามาโอบรัดพันธนาการร่างของเขาไว้ สัมผัสจากเกล็ดเรียบลื่นที่เสียดสีไปตามร่างกายทำให้เจ็มรู้สึกพะอืดพะอมอยากจะอ้วกอวกมา และยังมีอาการวูบวาบในช่องท้องบวกกับอาการเวียนหัวเพิ่มขึ้นมาอีกซึ่งเจ็มรู้ดีว่าอาการแบบนี้คืออะไร 

เขากำลังมีอาการฮีท! 

แน่นอนกลิ่นฮีทของโอเมก้าย่อมส่งผลรุนแรงต่อพวกอัลฟ่าไม่เว้นแม้แต่งูยักษ์ที่ใช้ลำตัวพันรัดร่างบางอยู่ อาการฮีทของพวกโอเมก้าจะทำให้อัลฟ่ารัทเพื่อตอบสนองไปตามกลไกของร่างกายอย่างห้ามไม่ได้ถ้าไม่มียาระงับอาการ 

จากกลิ่นฟีโรโมนหอมอ่อนๆ ที่ปล่อยออกมาจากร่างกายของเด็กหนุ่มก็เปลี่ยนเป็นกลิ่นหอมที่กระตุ้นมากขึ้นจนเจ็มทรมานไปทั้งร่างเพราะความร้อนรุ่มภายในร่างกาย เม็ดเหงื่อผุดซึมออกมาจากร่างกายของเจ็มไม่หยุด ช่องทางด้านหลังเริ่มชื้นแฉะจากอาการฮีท และตอนนี้เจ็มก็ไม่มียาเพื่อกินระงับอาการด้วย นี่เขาจะตายทั้งทียังต้องมาในช่วงฮีทที่แสนทรมานอีกเหรอ 

"เจ้าเป็นโอเมก้า!! "เสียงคำรามต่ำจากงูยักษ์ทำให้ร่างบางตื่นกลัวมากกว่าเดิม เด็กหนุ่มสะอื้นร้องไห้ไม่หยุดทั้งกลัวและทรมาน 

"อึกก ปล่อยข้าเถอะ ข้าทรมาน ได้โปรด..."ร่างบางสะอื้นพูดเสียงสั่นด้วยแววตาอ้อนวอน ตอนนี้ภายในร่างกายร้อนรุ่มราวกับถูกแผดเผา แววตาคู่สวยเสมองไปยังลำธารเพราะหวังว่าสายน้ำเย็นฉ่ำอาจจะช่วยอะไรได้บ้าง 

ทางด้านงูยักษ์ก็มีอาการรัทเพราะกลิ่นฟีโรโมนของร่างบางไม่ต่างกัน เขาไม่เคยพบเจอมนุษย์ที่เป็นโอเมก้ามาก่อน จากที่คิดจะกินร่างบางในคราแรกก็คงต้องเปลี่ยนใจมาสมสู่เพื่อระงับอาการกระหายที่เริ่มรุนแรงขึ้น 

หึ! ได้พบเจอโอเมก้าหลงมาติดเกาะแห่งนี้ก็ดีเหมือนกัน เขาได้จะสมสู่ให้เจ้าโอมาก้านี่ท้องจนให้กำเนิดทายาทที่แข็งแรงสมบูรณ์แก่เขา 

 

 

ความคิดเห็น