facebook-icon Twitter-icon

ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

บทที่九 “ยกทัพ”

ชื่อตอน : บทที่九 “ยกทัพ”

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย y

คนเข้าชมทั้งหมด : 1.8k

ความคิดเห็น : 7

ปรับปรุงล่าสุด : 15 ต.ค. 2562 21:27 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
บทที่九 “ยกทัพ”
แบบอักษร

บทที่九 “ยกทัพ”

 

*ตั้งแต่อาทิตย์หน้าเป็นต้นไปขอเปลี่ยนวันอัพจาก "วันอังคาร" ไปเป็น "วันพุธ" นะคะ*

 

 

 

“แคว้นซงเหิมเกริมเกินไปแล้ว พอสัญญาสงบศึกสิ้นสุดก็ยกทัพมารุกรานทันที” เสียงของแม่ทัพหลิ่วจินหางดังขึ้นด้วยน้ำเสียงขุ่นเคือง

ภายในห้องรับแขกของตำหนักบัดนี้มีแม่ทัพหลิ่วจินหางกับแม่ทัพจางเหวินตี้นั่งแผ่รังสีคุกคามอยู่ ตัวข้าซึ่งเป็นเจ้าของตำหนักและเป็นคนเรียกพวกเขามานั่งจิบชาอยู่หัวโต๊ะโดยในหัวกำลังวิเคราะห์สถานการณ์หลายๆ อย่างอยู่

แคว้นซงเป็นแคว้นที่อยู่ติดทางตอนเหนือของแคว้นเผยซวา เมื่อสิบปีก่อนสมัยที่เสด็จพ่อยังครองราชได้ยกทัพเข้ามาปะทะกับแคว้นซงหลายครั้งจนได้รับชัยชนะมา ทางแคว้นซงที่รู้ตัวว่าสู้ไม่ได้ขอทำสัญญาสงบศึกสิบปีและสัญญาที่ว่าก็เพิ่งหมดไปเมื่อสองอาทิตย์ก่อน ใครจะคิดล่ะว่าเพิ่งหมดสัญญาได้ไม่นานทางแคว้นซงก็ยกทัพมาตีเมืองหลงต้า...ด้วยความที่เหตุการณ์เกิดขึ้นกระทันหันทางทหารในเมืองไม่ทันตั้งตัวทำให้พ่ายแพ้เมืองหลงต้าถูกยึดภายในคืนเดียว

เหตุการณ์นั้นมีทหารขี่ม้าเร็วมาแจ้งเรื่องเมื่อคืนก่อน เหล่าขุนนางพากันถกเถียงอยู่ครึ่งค่อนวันก็มีแต่ด่าทอแคว้นซงแทบไม่ได้ช่วยคิดวิธีแก้ปัญหาเลยสักนิด จึงเรียกแม่ทัพผู้ชำนาญศึกทั้งสองคนมาเยือนเพื่อพูดคุยถึงเหตุการณ์ที่กำลังเกิดขึ้น

“เมืองหลงต้าถูกยึดไปแล้วพวกเราไม่สามารถรอช้าได้ ฝ่าบาท” แม่ทัพจางหันมาเรียกข้าที่ยังคงนิ่งอยู่

“พวกท่านมีความเห็นว่าอย่างไร” ข้าเอ่ยถามความเห็นแม้จะมีข้อสรุปในใจแล้วก็ตาม

“ควรจัดทัพ” แม่ทัพจางตอบ

“วิธีที่เร็วและง่ายที่สุดคือการยกทัพไปตีเมืองกลับมาโดยเร็ว” แม่ทัพหลิ่วขยายความต่อโดยมีแม่ทัพจางพยักหน้าเสริม

ความสัมพันธ์ของแม่ทัพทั้งสองภายนอกย่อมรู้ดีว่าพวกเขานั้นไม่ถูกกัน กระทั่งกองทหารทั้งหกกองยังถูกแยกฝั่ง ทุกครั้งที่ทหารทั้งสองกองเจอหน้ากันต่อให้ไม่ชักอาวุธก็มีต้องชักสีหน้าข่มกันบ้าง แต่นั่นเป็นสิ่งที่คนภายนอกรับรู้และตั้งแง่กันเองโดยไม่รู้เลยว่าความจริงแม่ทัพทั้งสองสนิทสนมกันมากเพียงใด

หากจะเล่าถึงเรื่องที่เกิดขึ้นต้องย้อนความกลับไปในช่วงยี่สิบกว่าปีก่อน แน่นอนว่าด้วยวัยของข้าไม่ได้อยู่ในช่วงที่จำความได้มากนักนี่จึงเป็นเรื่องที่ท่านพ่อเล่าให้ฟังอีกที สมัยก่อนแม่ทัพจางเปรียบเหมือนศิษย์พี่ของแม่ทัพหลิ่ว ทั้งคู่มีสายสัมพันธ์ราวกับพี่น้องแท้ๆ เข้าร่วมสนามรบและโค่นล้มศัตรูด้วยกันจนกระทั่งเสด็จพ่อคิดจะแต่งตั้งใครสักคนขึ้นเป็นแม่ทัพใหญ่

หลิ่วจินหางได้สนับสนุมศิษย์พี่หรือจางเหวินตี้ขึ้นเป็นแม่ทัพใหญ่สุดใจทว่าจางเหวินตี้กลับไม่เห็นด้วยเนื่องจากตัวเองก็อายุไม่น้อยแล้วอยากจะให้หลิ่วจินหางขึ้นเป็นแม่ทัพใหญ่มากกว่า พวกเขาต่างฝ่ายต่างผลักดันกันและกันให้ขึ้นไปนั่นทำให้เสด็จพ่อตัดสินใจที่จะแต่งตั้งทั้งคู่ให้เป็นแม่ทัพ

ผู้ที่เป็นคนต้นคิดให้แสดงตัวเป็นอริกันคือแม่ทัพจาง ส่วนเหตุผลนั้นไม่ใช่เรื่องที่เดายาก เมื่อมีแม่ทัพสองคนนั่นหมายถึงมีโอกาสที่คนอื่นจะแย่งชิงตำแหน่งนั้นเป็นสองเท่าหรือก็คือมีอันตรายรออยู่อย่างแน่นอน

การแสดงออกว่าไม่ถูกกันส่งผลให้คนที่คิดจะก้าวขึ้นมาด้วยวิธีขลาดเขลาหรือใช้กลโกงอย่างกำจัดแม่ทัพทิ้งต้องวิ่งเข้าไปหาแม่ทัพฝ่ายที่เป็นอริเพื่อขอกำลังในการโค่นล้มอีกฝ่าย

หากทั้งคู่เป็นอริกันจริงย่อมต้องการปะทะอย่างรุนแรงจนถึงขั้นเอาชีวิตกันแต่เมื่อความจริงนั้นไม่ใช่ผลลัพธ์ที่ได้จะกลับตลปัตร แผนการที่คิดจะใช้กำจัดถูกส่งต่อเพื่อวางแผนตลบหลังและจัดการ เรียกว่าต่างฝ่ายต่างปกป้องกันก็ไม่ผิด ดังนั้นการแสดงออกภายนอกของทั้งคู่จึงดูเหมือนไม่ถูกกันทว่าจริงๆ แล้วพวกเขายังคงเป็นศิษย์พี่ศิษย์น้องกันอยู่เหมือนเดิมแค่มีน้อยคนที่รู้เท่านั้น

“ข้าเองก็คิดเช่นเดียวกัน ให้จัดทัพและเคลื่อนทัพไปยึดเมืองหลงต้ากลับมาก่อน จากนั้นก็รอดูท่าทีของแคว้นซงหากทางนั้นคิดจะบุกมาอีกก็ไม่จำเป็นต้องยั้งมือ” สิ่งที่คิดอยู่ถูกอธิบายออกไป

“ทางนั้นมีจำนวนเท่าใด” แม่ทัพจางหันไปถามศิษย์น้อง

“ได้ยินมาว่าหนึ่งหมื่น” แม่ทัพหลิ่วหันไปตอบ

“ถือว่ายังไม่มากเท่าไร”

“ปัญหาคือใครจะเป็นคนไป” ข้าเอ่ยถามต่อมองใบหน้าของแม่ทัพทั้งสองสลับกัน แคว้นเผยซวามีแม่ทัพผู้เก่งกาจอยู่ถึงสองคนซึ่งไม่สามารถให้ทั้งคู่ออกทัพพร้อมกันได้จึงต้องเลือกเพียงหนึ่ง

“กระหม่อมขออาสาไป” แม่ทัพหลิ่วเสนอตัวเองด้วยใบหน้าจริงจัง

“ข้าเห็นด้วย” ข้าพยักหน้าน้อยๆ แม่ทัพจางอายุมากแล้วไม่ควรให้ลงสนามรบเพราะมีความเสี่ยงที่อาจเกิดอันตรายขึ้นได้

“กระหม่อมขอค้าน ศึกนี้ขอให้กระหม่อมเป็นคนไปเถอะพ่ะย่ะค่ะฝ่าบาท” เสียงของแม่ทัพจางเรียกให้ทั้งตัวข้าและแม่ทัพหลิ่วหันไปมองพร้อมกัน

“มีเหตุผลอันใด” ข้าไม่คิดว่าอีกฝ่ายไม่รู้ถึงความเสี่ยงด้านอายุของตัวเองนั่นหมายถึงต้องมีเหตุผลบางอย่าง

“หากกระหม่อมไปก็จะสามารถเลือกรองแม่ทัพจากในกองไปด้วยได้ กระหม่อมมีคนที่อยากให้ลองลงสนามรบอยู่ ถ้าให้เจ้าไปเขาคงไม่มีโอกาสได้ลงไปเหยียบในสนามรบจริง" แม่ทัพจางหันไปบอกศิษย์น้องในประโยคสุดท้าย

“คำพูดของท่านหมายถึงใครกัน หัวหน้าแต่ละกองของท่านล้วนเคยเหยียบสนามรบแล้วทั้งสิ้น” แม่ทัพหลิ่วถามต่อ คิ้วสองข้างของเขาขมวดเข้าหากันแน่น

เป็นอย่างที่แม่ทัพหลิ่วบอกรองแม่ทัพทั้งสามหรือหัวหน้ากองทหารที่สี่ถึงกองทหารที่หกล้วนเคยผ่านสนามรบจริงมาแล้วทั้งสิ้น แปลว่าคงเป็นคนอื่น...คนที่ทำให้แม่ทัพจางรู้สึกสนใจกระทั่งออกปากจะลงสนามรบเพื่อให้อีกฝ่ายได้ลงสนามจริง

“หลี่หวังหมิ่น” ทันทีที่ชื่อนั้นดังขึ้นหัวใจข้าก็บีบรัดทันควัน

“หลี่หวังหมิ่น...อย่าบอกนะว่าเป็นบุรุษที่มีข่าวลือมากที่สุดในวังขณะนี้น่ะ”

“ข่าวลือใด” พอเป็นเรื่องของหวังหมิ่นก็อดไม่ได้ที่จะอยากรู้

ข่าวลือของหลี่หวังหมิ่นนั้นตั้งแต่ถูกพาเข้าวังมาก็มีข่าวลือออกมาไม่หยุดหย่อนขนาดผ่านมากว่าสี่ปีแล้วข่าวลือเหล่านั้นก็เหมือนจะยังไม่จางหางไปแถมยังมีข่าวลือใหม่ๆ เกิดขึ้นไม่ขาด เรียกว่าทั้งวังหลวงตอนนี้คงไม่มีใครที่ไม่รู้จักหลี่หวังหมิ่น

“พระองค์เองน่าจะพอทราบว่ามีข่าวลือเรื่องเขาเป็นบุรุษคนโปรดของฝ่าบาท” อีกฝ่ายใช้สายตาลอบมองดูท่าทีของข้า

“ไม่ใช่ข่าวลือ เป็นความจริงต่างหาก” ข่าวลือนี้ข้าได้ยินบ่อยที่สุด คงเป็นเพราะทุกอาทิตย์หวังหมิ่นต้องมาหาและค้างคืนที่ห้องตลอดข่าวลือถึงได้กระจายออกไป ยิ่งผ่านมากว่าสี่ปีหวังหมิ่นก็ยังมาหาไม่ขาดข่าวลือก็ยิ่งหนาหูว่าเขาเป็นคนที่ฝ่าบาทโปรดที่สุด

อยากจะป่าวประกาศออกไปเหลือเกินว่าหวังหมิ่นเป็นคนรักของข้า แต่ก็รู้ว่าเจ้าตัวไม่อยากให้ทำเช่นนั้น

“ปกติฝ่าบาทไม่เคยออกปากว่าใครเป็นคนโปรดมาก่อน” แม่ทัพจางหันมามองมาเล็กน้อย

“เขาไม่เหมือนคนอื่น”

“กระหม่อมอยากพาเขาไปในฐานะของรองแม่ทัพ ดังนั้นขอพระองค์อย่างเพิ่งทำอะไรรุนแรงที่อาจทำให้เกิดอันตรายระหว่างเดินทางนะพ่ะย่ะค่ะ”

“ข้าอยากทำใจจะขาด” ข้ากัดฟันเอ่ยออกไป ไม่เคยมีครั้งไหนที่อยากกอดใครแล้วไม่ได้กอดซึ่งกอดในที่นี้ก็หมายถึงการร่วมรักนั่นแหละ

แต่ละครั้งที่มาหวังหมิ่นมีใบหน้าที่อิดโรยและอ่อนล้าจากการปฏิบัติหน้าที่มาตลอดอาทิตย์ พูดคุยหยอกล้อกันได้ไม่เท่าไรพอหัวถึงหมอนอีกฝ่ายก็มักจะหลับสนิทยาวจนถึงเช้าวันต่อไป จะให้ข้าฝืนปลุกอีกฝ่ายก็ไม่ใช่ อีกอย่างสถานะระหว่างพวกเราในตอนนี้หวังหมิ่นคงไม่ยอมอยู่ดี

“...เขาทำหน้าที่ได้ดี มีความรับผิดชอบและแนวคิดที่เกินกว่าอายุ กระหม่อมจึงมักจะไหว้วานเขาบ่อยๆ ฝ่าบาทโปรดอภัย” แม่ทัพจางคงรู้ถึงสาเหตุจองความเหนื่อยล้าจึงได้ออกปาก

“ลดงานเขาลงหน่อยเถอะ” เอาแต่ทำงานจนแทบไม่มีเวลาพักเช่นนี้ข้าก็เป็นห่วงไม่น้อย

“กระหม่อมจะให้งานเขาน้อยลงแต่กับหัวหน้ากองทั้งสามคนของกระหม่อมนั้นเกรงว่าคงไม่ง่าย”

“สามคน? ไม่ใช่ว่าหวังหมิ่นรับงานจากเซียวซื่อกับเจ้าเท่านั้นหรอกหรือ” ข้าถามต่อ

“โดยปกติทหารในกองจะขึ้นตรงกับหัวหน้ากองแล้วก็ข้าทว่าหลี่หวังหมิ่นได้ผ่านทดสอบทำให้เขาสามารถรับงานจากหัวหน้ากองคนอื่นๆ ได้”

“เรื่องนั้นข้าพอรู้เพียงแต่ส่วนมากหัวหน้ากองก็จะสั่งงานให้กับรองหัวหน้าของกองตัวเองจัดการต่อไม่ใช่หรือ”

“คงเพราะหลี่หวังหมิ่นทำงานดีแถมยังเสร็จเร็ว ทุกคนจึงมักจะมอบงานให้เขาจัดการ” เป็นเหตุผลที่ฟังขึ้นแต่แบบนี้จะไม่หนักเกินไปหน่อยหรือ

“ท่านบอกให้พวกเขาเพลาๆ หน่อยเถอะ”

“มีคนที่น่าสนใจไม่ว่าใครก็ล้วนอยากให้แสดงฝีมือ” แม่ทัพจางบอกพลางยกยิ้มขึ้น

“ท่านจึงคิดจะให้เขาเดินทางไปเมืองหลงต้าในฐานะรองแม่ทัพสินะ” ข้าสรุป

“พ่ะย่ะค่ะ พระองค์คงไม่คัดค้านกระมัง” สายตาที่มองมาทำเอาตัวข้าที่อยากค้านก็ค้านไม่ออก ไม่ใช่เพราะถูกสายตากดดันหรืออะไรแต่เป็นเพราะรู้ว่าหากหวังหมิ่นต้องการจะขึ้นเป็นแม่ทัพประสบการณ์ในฐานะรองแม่ทัพเป็นสิ่งจำเป็น

“ทำตามที่ท่านเห็นสมควรเถอะ แม่ทัพหลิ่วมีความเห็นอย่างไร” ระหว่างข้าโต้ตอบกับแม่ทัพจางแม่ทัพหลิ่วทำเพียงนั่งฟังอยู่เงียบๆ

“กระหม่อมเห็นด้วยกับแม่ทัพจาง เพียงแค่กำลังคิดถึงข่าวลือที่เคยได้ยินมาดูท่าแล้วคงเป็นจริงทั้งหมด”

“มีข่าวลือใดอีก” ข้าถามต่อ

“บ้างลือกันว่าเขาสามารถฝึกขี่ม้าและควงอาวุธได้ในสองสัปดาห์ บ้างเล่ากันว่าเขาสามารถรวบรวมทหารทั้งกองให้เป็นหนึ่งเดียวได้ในเวลาแค่สองเดือน บ้างบอกว่าเขามีฝีมือการทำอาหารที่ยอดเยี่ยมจนนายหญิงแห่งห้องเครื่องยังต้องขอคำแนะนำ บ้างก็พูดกันว่าเขาเป็นบุรุษในหมู่บุรุษที่เห็นใครมีปัญหาก็จะเข้าไปช่วยเหลือ เหล่าสตรีและบุรุษเกินกว่าครึ่งชมชอบเขากันทั้งนั้น” แม่ทัพหลิ่วเล่าข่าวลือมากมายให้ฟัง

ข้าฟังข่าวลืมพวกนั้นสลับกับพยักหน้าเห็นด้วย ทุกข่าวลือนับว่าเป็นความจริงทั้งสิ้นแต่พอเข้าสู่ช่วงท้ายข้าก็เริ่มพยักหน้าไม่ออกแล้ว...

“เหล่าสตรีและบุรุษกว่าครึ่งชมชอบที่พูดถึงนี่คือ?”

“ตอนนี้ทั้งวังหลวงไม่มีใครที่ไม่รู้จักหลี่หวังหมิ่นซึ่งกว่าครึ่งวังได้แสดงออกอย่างชัดเจนว่าชมชอบเขา มีข่าวว่าแต่ละวันหลี่หวังหมิ่นจะมีคนมาบอกรักไม่น้อยกว่าสองคน...ฝ่าบาท?” น้ำเสียงของแม่ทัพหลิ่วเบาลงเรื่อยๆ เมื่อรับรู้ถึงบรรยากาศไม่สู้ดีที่ข้าแผ่ออกมา

“มีคนชมชอบถึงเพียงนั้นเชียว” ข้าไม่รู้ว่าน้ำเสียงตัวเองนั้นเป็นเช่นไรแต่พอมองใบหน้าของแม่ทัพผู้ชำนาญศึกสองคนที่ยกแขนเสื้อขึ้นซับเหงื่อก็รู้ว่าคงไม่ใช่เสียงที่น่าฟังนัก

รูปร่างหน้าตาของหลี่หวังหมิ่นไม่ได้หล่อเหลา คมคายหรืองดงามน่ามองเหมือนอย่างข้าหรือน้องชายทว่าใบหน้าที่เหมือนจะธรรมดามักจะแฝงไปด้วยเสน่ห์ไม่ธรรมดาซึ่งข้าเคยคิดว่าตัวเองเป็นคนเดียวที่ได้เห็นแต่ตอนนี้ไม่ใช่แล้ว

ไม่คิดเลยว่าผ่านมาแค่ไม่กี่ปีข้าจะมีศัตรูหัวใจมากถึงครึ่งวังหลวง

“ประหารให้หมดเลยดีไหม”

“ฝ่าบาทโปรดระงับโทสะด้วยพ่ะย่ะค่ะ” แม่ทัพจางพูดต่อทันควัน

“เป็นเพียงข่าวลือเท่านั้น อาจไม่ใช่ความจริงก็ได้นะพ่ะย่ะค่ะ” แม่ทัพหลิ่วพูดต่อ

“ถ้าเป็นเช่นนั้นก็ดี” แต่ดูจากข่าวลือส่วนมากที่เป็นข้อเท็จจริงข้าไม่คิดหรอกนะว่าจะมีแค่ข่าวลือนี้ที่เป็นเรื่องโกหก

ไม่เป็นไร

วันนี้เป็นวันที่หวังหมิ่นจะมาหาข้า

แค่ถามกับเจ้าตัวตรงๆ ก็พอ หลังจากรู้คำตอบแล้วค่อยว่ากันอีกทีว่าจะประหารโดยวิธีใด

แม่ทัพทั้งสองเปลี่ยนหัวข้อในการสนทนาไปเป็นการออกทัพแทน พวกเขาคงรู้แล้วว่าต้องระวังเมื่อพูดถึงหวังหมิ่นให้มากมิเช่นนั้นอาจคาบเกี่ยวไปถึงชีวิตของใครหลายๆ คนได้ พูดคุยรายละเอียดกันได้สักพักใหญ่ทั้งคู่จึงขอตัวกลับไป

เมื่อเสร็จจากนั้น ข้าพักกินมื้อกลางวันแล้วตรงไปยังห้องทำงานสะสางทั้งฏีกาและเอกสารมากมายที่วางกองอยู่ ต้องรีบจัดการให้เสร็จ...อย่างน้อยก็ต้องทำพวกเร่งด่วนให้เสร็จก่อนจะได้มีเวลากอดหวังหมิ่นนานๆ หวังหมิ่นชอบเอาเรื่องที่ตัวเองจะกลับมาข่มขู่ให้ข้าต้องยอมนั่งทำงานอยู่ตลอด

สี่ปีก่อนขู่อย่างไรปีนี้ก็ยังขู่เช่นนั้น และไม่น่าเชื่อว่ายังได้ผลอยู่เสมอ

ข้าคิดว่าตัวเองไม่ใช่คนขี้หึงหรือขี้หวงนะแต่พอย้อนดูการกระทำของตัวเองตลอดระยะเวลาที่ผ่านมาเหมือนจะไม่ใช่เช่นนั้น ข้าเคยมีคนที่โปรดมากแต่ถึงจะโปรดมากเมื่อเวลาผ่านไปไม่เกินครึ่งปีความโปรดนั้นก็จะลดลงจนแทบไม่เหลือแต่กลับหวังหมิ่นไม่เป็นเช่นนั้น ตั้งแต่รู้จักกันมาก็ผ่านมากว่าห้าปีได้แล้ว ไม่เพียงแค่ความรู้สึกไม่ลดน้อยลงมีแต่จะเพิ่มมากขึ้นจนฉุดไม่อยู่ด้วยซ้ำ

“ฝ่าบาทหลี่หวังหมิ่นขอเข้าเฝ้าพ่ะย่ะค่ะ” เสียงขององครักษ์ด้านนอกรายงาน

“ให้เข้ามา” ข้าบอกอนุญาตโดยที่ยังคงจับพู่กันจัดการงานตรงหน้าอยู่ ความจริงเรื่องขออนุญาตทุกครั้งไม่ใช่เรื่องจำเป็น

จะขอไปทำไมในเมื่ออย่างไรก็อนุญาตให้เข้ามาอยู่แล้ว แต่คิดอีกทีแบบนี้ก็ดีเหมือนกันจะได้รู้ว่าหวังหมิ่นมาแล้ว

“ฝ่าบาท” หวังหมิ่นก้าวเข้ามาด้านในเอ่ยเรียกพร้อมทำความเครารพเหมือนอย่างทุกครั้ง

คืนวันที่ไหลผ่านส่งผลให้ใบหน้าของหวังหมิ่นดูเป็นผู้ใหญ่มากขึ้น อาจเพราะอยู่แต่ในค่ายทหารจึงมีบรรยากาศน่าเกรงขามแผ่ออกมาทั้งที่อายุเพียงยี่สิบเจ็ดเท่านั้น

“วันนี้มาช้านะ” ข้าเหล่มองเวลาที่ล่วงเลยมาถึงช่วงเย็น ปกติหวังหมิ่นจะมาเร็วกว่านี้อย่างน้อยครึ่งชั่วยาม

“กระหม่อมติดธุระเล็กน้อยพ่ะย่ะค่ะ” คำพูดที่อีกฝ่ายเอ่ยทำให้ข้าเบนสายตาไปหาขันทีคนสนิททั้งสองคนรวมไปถึงนางกำลังที่ยืนรับใช้อยู่ด้านข้าง ไม่จำเป็นต้องพูดหรือเอ่ยอะไรพวกเขาทั้งหมดก็รู้ดีโค้งศีรษะลงก่อนจะถอยหลังก้าวออกไปรอด้านนอก

ถ้าไม่ได้อยู่กันสองคนหวังหมิ่นจะไม่ใช้คำพูดปกติ

“ธุระอันใด” ข้าถามต่อไปอย่างนั้น ตอนนี้อยากเร่งทำงานให้เสร็จจะได้เดินไปกอดหวังหมิ่นให้หายคิดถึง

“...ไม่ใช่เรื่องสำคัญหรอก” น้ำเสียงที่อีกฝ่ายใช้เรียกความสงสัยให้เกิดขึ้น เป็นน้ำเสียงที่เหมือนกำลังมีเรื่องบางอย่างปิดบังอยู่

“บอกข้า” พู่กันในมือถูกวางลงหลังจัดการเอกสารที่สำคัญเสร็จเรียบร้อย

“พอดีมีคนเรียกไปคุยด้วยนิดหน่อย”

“คุย? คุยเรื่องใด” ข้าลุกขึ้นจากเก้าอี้ก้าวตรงไปหาหวังหมิ่นพร้อมกับใช้สายตาสำรวจท่าทางของอีกฝ่ายไปในตัว ลางสังหรของข้ากำลังร้องเตือนว่าต้องมีเรื่องบางอย่าง

“...มีคนเรียกข้าไปสารภาพรัก” หวังหมิ่นที่ถูกเค้นหนักเข้าก็ยอมเผยความจริงออกมา

“สารภาพรัก? ใครกัน!” ข้าก้าวเข้าไปประชิดใช้มือสองข้างจับไหล่คนตรงหน้าไว้แน่น

ว่าแล้วเชียว...ลางสังหรไม่มีผิด

ใครกันที่กล้ามาบอกรักกับหวังหมิ่นของข้า...ขนาดตัวข้ายังได้แค่บอกชอบเท่านั้นเอง

“ข้าไม่รู้จักชื่อเขา”

“เขา...แปลว่าเป็นบุรุษ?” ดวงตาสีดำขลับของข้าหรี่ลงจนเกือบจะเป็นเส้นตรง

“อืม”

“แล้วอย่างไรต่อ ปฏิเสธไปหรือไม่” หากตอบว่าไม่เรื่องคงไม่จบลงแค่นี้แน่

“ปฏิเสธอยู่แล้ว” คำพูดของหวังหมิ่นช่วยให้คลายความกังวลลงได้บ้าง

“ทำไมจึงไม่บอกข้า นี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่ถูกบอกรักไม่ใช่หรือ มีข่าวลือว่าเจ้ามีคนกว่าครึ่งวังหลวงชมชอบและต่อแถวรอสารภาพรักกับเจ้าเป็นพรวน” ข้าแต่งเติมประโยคเพิ่มเข้าไปเล็กน้อยขณะจับไหล่ของอีกฝ่ายแน่นขึ้น

“ท่านพูดเกินไปไม่ได้เยอะขนานนั้น”

“แล้วเยอะขนาดไหน”

“...แค่หลายสิบคน” อีกฝ่ายเงียบไปคล้ายไม่อยากตอบ

“หลายสิบที่ว่าคือกี่สิบ เก้าสิบ?” หากไม่ได้รับคำตอบที่แน่นอนอย่าได้คิดว่าข้าจะปล่อยเจ้าไปเชียว

“ประมาณสามสิบ”

“...” ข้าสูดหายใจเข้าเพื่อสะกดกลั้นอารมณ์ที่กำลังทยานขึ้น ขืนปล่อยอารมณ์มากไปกว่านี้เกรงว่าตัวเองคงได้ขาดสติแล้วแสดงอำนาจที่มีในมือออกไปแน่

สามสิบคนไม่ใช่จำนวนที่น้อยออกจะมากเกินกว่าที่คิดไว้ด้วยซ้ำ

ความน่ารักของหวังหมิ่นข้าไม่อยากให้คนอื่นได้เห็น

“ชูร์เชียน? เป็นอะไร” หวังหมิ่นมองข้าที่เงียบไปนาน

“...ข้ากำลังข่มอารมณ์ตัวเองไม่ให้เผลอสั่งประหารใครเข้า”

“ท่านจะประหารคนที่มาสารภาพรักกับข้า?”

“ใช่”

“ท่านรู้หรือหรือว่ามีใครบ้าง” อีกฝ่ายถามต่อ

“ต่อให้ไม่รู้ใช่ว่าจะหาตัวไม่ได้” ขอเพียงแค่ข้าบอกว่าต้องการที่จะรู้ไม่ว่าจะเป็นใคร เพศอะไรหรือแม้แต่สารภาพรักกับหวังหมิ่นวันไหนด้วยคำพูดอะไรก็สามารถขุดขึ้นมาได้ทั้งนั้น

“ท่านขี้หึงกว่าที่ข้าคิดนัก”

“ก็เจ้าเป็นคนรักของข้า จะไม่ให้หึงไม่ให้หวงได้อย่างไร” ของของตัวเองไม่ว่าใครก็ล้วนต้องหวงเป็นเรื่องธรรมดา

“ข้าไม่ใช่คนรักของท่าน อย่างน้อยตอนนี้ก็ยังไม่ใช่” หวังหมิ่นประสานดวงตาสีน้ำตาลอ่อนมาหาตรงๆ ระหว่างพูดสื่อความจริงจังผ่านน้ำเสียงและสายตา

“แต่ข้ารู้สึกกับเจ้า...”

“ข้ารู้ชูร์เชียน ข้าเคยบอกท่านแล้วว่าขอให้ท่านรอข้าก่อน” คนตรงหน้าไม่ยอมให้ข้าพูดคำคำนั้นออกไปเอ่ยแทรกพลางส่ายหน้าไปมา

หวังหมิ่นเคยบอกให้รอ...รอให้เขาได้เป็นแม่ทัพถึงตอนนั้นเขาจะเป็นฝ่ายจีบข้าเอง

“ข้าไม่อยากรอ...รู้ไหมว่าข้าเป็นถึงจักรพรรดิ ไม่มีผู้ใดมีอำนาจเทียบเคียงข้าได้ ไม่ว่าสิ่งใดที่ข้าต้องการล้วนต้องได้มาแต่ตอนนี้สิ่งที่ข้าอยากได้ที่สุดกลับไม่สามารถครอบครองได้” ข้าไม่เคยมีสิ่งไหนที่อยากได้แล้วต้องรอมาก่อน อะไรที่ต้องการขอเพียงแค่พูดไม่กี่ชั่วยามก็จะได้สิ่งนั้นมาอยู่ในมือ

“สิ่งที่ได้มาครอบครองง่ายๆ ไม่นานท่านก็ย่อมเบื่อหน่าย”

“เรื่องนั้น...”

“ท่านอย่าบอกว่าไม่จริง ข้าได้ยินข่าวลือเรื่องท่านมาไม่น้อย”

“ข่าวลือใด” ข้าเผลอกลืนน้ำลายลงคออึกใหญ่ เป็นฝ่ายไล่ต้อนอยู่ดีๆ ไม่รู้ทำไมถึงรู้สึกเหมือนกำลังโดนต้อนกลับ

“ข่าวเรื่องท่านเปลี่ยนคนอุ่นเตียงให้บ่อยๆ อย่างไรเล่า นานสุดไม่เกินครึ่งปี” คำพูดนั่นทำเอาข้ารู้สึกถึงเหงื่อไคลที่กำลังผุดออกมาบริเวณขมับ

“...ตอนนั้นข้ายังไม่เจอเจ้า”

“ต่อให้เป็นข้าก็ใช่ว่าจะไม่เป็นเช่นนั้น”

“นั่นคือเรื่องที่เจ้ากังวลและไม่ยอมตกลงเป็นคนรักของข้าหรือ” ข้าถามกลับพร้อมคิ้วสองข้างที่ขมวดเข้าหากันแน่น

“เรื่องนี้เป็นเพียงแค่ส่วนหนึ่งเท่านั้น ข้าต้องการเวลาไม่ใช่เพื่อให้ท่านพิสูจน์แต่เพื่อตัวเองจะได้รู้ถึงความรู้สึกที่มีต่อท่านว่าเป็นเพียงแค่ความรู้สึกชั่วครั้งชั่วคราวหรือไม่ ข้าไม่อยากเริ่มเพื่อจะจบ” น้ำเสียงของหวังหมิ่นฟังแล้วเหมือนเคยผ่านประสบการณ์ไม่ดีมาก่อน

“เจ้าเคยเจอเรื่องไม่ดีเกี่ยวกับความรักมาก่อนหรือ”

“ไม่เชิงว่าเป็นเรื่องไม่ดีเพียงแต่ความรักของข้าไปไม่ค่อยสวยเท่าไรนัก เอาเป็นว่าจนกว่าข้าจะได้ขึ้นเป็นแม่ทัพต่อให้ท่านพูดเช่นไรข้าก็ไม่ตกลงหรอก”

“เจ้าช่างหัวแข็งเหมือนคนหัวโบราณซะจริง”

“ชูร์เชียน”

“เช่นนั้นข้าจะฉุดเจ้าขึ้นเตียงแล้วครอบครองซะ” ข้าลอบมองปฏิกิริยาว่าหวังหมิ่นจะแสดงท่าทีตกใจหรือตื่นกลัวขึ้นมาบ้างหรือไม่ อยากเห็นท่าทีน่ารักๆ อย่างใบหน้าแดงก่ำบ้าง

“ท่านจะฉุดข้าขึ้นเตียง?” ไม่เพียงแค่ไม่แสดงอาการอะไรออกอีกฝ่ายยังเลิกคิ้วขึ้นคล้ายจะไม่เชื่อคำพูดที่ข้าเอ่ยออกไป

“ใช่ ทำไม”

“ถึงตอนนั้นข้าจะเป็นฝ่ายฉุดท่านเอง”

“มาลองดูกันตอนนี้เลยไหมว่าใครจะเป็นฝ่ายฉุดใคร” ข้าท้าทายด้วยรอยยิ้มเปี่ยมความมั่นใจ หากเป็นเรื่องนี้ข้าไม่คิดจะยอมแพ้หรอกนะ

“ข้ายังไม่อยากลอง ท่านทำงานเสร็จแล้วหรือ” หวังหมิ่นเปลี่ยนเรื่องถาม

“อืม เสร็จแล้ว” ข้ายอมปล่อยผ่านหัวข้อนั้นไปก่อนคว้าตัวอีกฝ่ายมากอดแน่นซุกใบหน้าลงกับลำคอหวังหมิ่นด้วยความคิดถึงที่โพยพุ่ง

“ปล่อยก่อน ข้าเพิ่งฝึกเสร็จยังไม่ได้อาบน้ำเลย” อีกฝ่ายใช้ฝ่ามือดันแผ่นอกข้าออก

“ข้าไม่ถือ”

“แต่ข้าถือ”

“เจ้ายังไม่ชินอีกหรือ ข้าก็กอดเจ้าเช่นนี้ตลอด” ตลอดระยะเวลาหลายปีที่ผ่านมาข้ากอดหวังหมิ่นมาไม่รู้กี่ร้อยครั้ง แม้จะกอดมากขนาดนั้นก็ยังไม่มีทีท่าว่าจะรู้สึกเบื่อแม้แต่น้อย

“ข้าขอไปอาบน้ำก่อน”

“ก็ได้ แต่คืนนี้เจ้าต้องให้ข้ากอดแน่นๆ นะ” ข้าต่อรอง

“ท่านพูดเหมือนทุกครั้งท่านไม่กอดข้าอย่างนั้น” คนในอ้อมแขนเงยหน้าขึ้นมองมา ใบหน้าที่อยู่กึ่งกลางระหว่างเอือมระอากับรู้ทันช่างน่าขบขันจนอดไม่ได้ที่จะกดจูบยังปลายจมูกนั้นเบาๆ

“อ๊ะ...ชูร์เชียน” ใบหน้าของหวังหมิ่นแดงขึ้นทันควันกับการกระทำที่ไม่มีเคร้ารางบอกล่วงหน้า

“น่ารักจังหวังหมิ่น หน้าแดงแล้ว” ข้ามองใบหน้านั้นด้วยรอยยิ้ม สายตาคล้ายกำลังถูกมนตร์สะกดให้หลงใหลจนถอนตัวไม่ขึ้น

“ปล่อยเลย ข้าจะไปอาบน้ำแล้ว” หวังหมิ่นออกแรงทั้งหมดบังคับให้ผมคลายอ้อมกอดออก จากนั้นเจ้าตัวก็ก้าวยาวๆ ออกไปด้านนอกปล่อยให้ข้ายืนอยู่กลางห้องด้วยรอยยิ้มที่ไม่อาจหุบลง

หลังจากนั้นข้ารอให้หวังหมิ่นอาบน้ำเสร็จและเข้าไปอาบต่อ เมื่ออาบเสร็จสำรับมื้อเย็นก็ถูกยกมาตั้งในห้องอาหาร พวกเรากินมื้อเย็นสลับกับพูดคุยกันเหมือนทุกครั้งกระทั่งกินเสร็จข้าไม่รอช้าคว้าแขนอีกฝ่ายกึ่งลากกึ่งบังคับให้หวังหมิ่นตามมาจนถึงห้องนอน

ร่างของหวังหมิ่นถูกสวมกอดก่อนข้าจะทิ้งตัวลงบนเตียงทั้งๆ แบบนั้น ความนุ่มของเตียงยังไม่น่าสัมผัสเท่าไออุ่นจากร่างกายของหวังหมิ่น ตลอดทั้งอาทิตย์ข้าเฝ้ารอช่วงเวลานี้มาตอลด...ช่วงเวลาที่จะได้นอนกอดอีกฝ่ายแน่นๆ อยู่บนเตียงตลอดคืน

“เพิ่งกินข้าวเสร็จไม่ควรนอนเลย” หวังหมิ่นไม่ได้ขัดขืนการถูกกอดรัด เขาทำเพียงหันมาเตือนเหมือนอย่างทุกที

“ไม่ได้หลับนี่แค่นอนกอดเจ้าเท่านั้นเอง” หากนอนหลับทันทีจะทำให้เสียสุขภาพได้ ข้าถูกหวังหมิ่นกรอกหูเรื่องสุขภาพมาตั้งแต่เมื่อหลายปีก่อน

“ถึงอย่างนั้นก็เถอะ” “ข้าคิดถึงเจ้าจะตายอยู่แล้ว อาทิตย์หนึ่งมาเจอข้าสักสองครั้งไม่ได้หรือ” ข้าลองต่อรองเผื่อว่าจะได้

 

 

“อาทิตย์ละครั้งดีแล้ว ช่วงนี้ข้ายุ่งมากและท่านเองก็ยุ่งมากไม่ต่างกัน อีกอย่างอีกสองวันข้าต้องไปออกทัพพร้อมกับท่านแม่ทัพเหวินตี้ซึ่งไม่รู้ว่าเมื่อใดจะได้กลับมาดังนั้นท่านควรจะชินกับการนอนคนเดียวให้ได้”

“เจ้ารู้เรื่องที่ได้เป็นรองแม่ทัพแล้วหรือ” เพิ่งจะคุยเรื่องนี้กับแม่ทัพจางเมื่อช่วงเที่ยงนี่เอง

“ช่วงบ่ายท่านแม่ทัพเรียกข้าไปคุย” หวังหมิ่นบอกขณะขยับตัวเล็กน้อยให้ตัวเองอยู่ในท่าที่นอนสบายขึ้น

“อีกสองวันหรือ” ข้าซุกตัวลงกับกลุ่มผมสีดำสนิทของหวังหมิ่นด้วยความรู้สึกว้าเหว่ชอบกล

“อืม ต้องรีบออกเดินทางโดยเร็วที่สุดกว่าจะถึงเมืองหลงต้าต้องใช้เวลาเกือบอาทิตย์”

“ข้า...ไม่อยากให้เจ้าไป” รู้ว่าไม่ควรพูดแต่กลับห้ามตัวเองไม่ได้

“ข้าจำเป็นต้องไป กว่าข้าจะได้รับความไว้ใจและขึ้นมาถึงจุดนี้ไม่ใช่เรื่องง่าย ท่านคงไม่คิดจะทำให้ความพยายามของข้าต้องสูญเปล่าหรอกนะ”

“ไม่ทำหรอก ข้ารู้ว่าเรื่องนี้สำคัญสำหรับเจ้ามาก” ไม่ว่าจะห้ามอย่างไรผลลัพธ์ก็เหมือนเดิมคือหวังหมิ่นต้องไป...ไปเพื่อจะได้เติบโตขึ้นอีกขั้น

“ขอบคุณชูร์เชียน” หวังหมิ่นใช้มือตัวเองแตะแขนข้าที่กอดรัด แม้จะเป็นเพียงการแตะสัมผัสเบาๆ แต่ก็มากพอให้รับรู้ได้ถึงความรู้สึกที่สื่อมา

“ความจริงข้าควรยกทัพไปด้วยตัวเอง” ข้าพึมพำเสียงเบา

“อย่าได้ทำเช่นนั้นชูร์เชียน วังหลวงจะขาดจักรพรรดิไม่ได้ อีกอย่างไม่ใช่ศึกที่ใหญ่ถึงขนาดองค์จักรพรรดิต้องออกโรงด้วยตนเอง” ความคิดข้าถูกค้านในชั่วพริบตา

“ข้าต้องคิดถึงเจ้ามากแน่หวังหมิ่น” ข้ากระชับวงแขนเน่นเท่าที่จะแน่นได้รั้งตัวอีกฝ่ายเข้ามาแนบชิดให้มากที่สุด ไออุ่นจากร่างกายยามแนบชิดทำให้ผมรู้สึกดีจนไม่อยากคล้ายอ้อมแขนนี้ออก

“...ข้าเองก็ไม่ต่างกัน” เสียงอันแผ่วเบาของหวังหมิ่นไม่สามารถเล็ดรอดประสาทสัมผัสของข้าไปได้

“อะไรไม่ต่าง”

“ข้าเองก็คงคิดถึงท่านมากแน่” หวังหมิ่นก้มหน้าลงน้อยๆ ราวกับไม่อยากให้ข้าที่ขยับตัวมาเกยคางอยู่บนไหล่เห็นใบหน้าแดงก่ำของตัวเอง

น่าเสียดายที่ต่อให้ไม่เห็นหน้าก็ยังเห็นใบหูแดงๆ ได้ชัดเจนอยู่ดี

“เจ้ากำลังทำให้ข้าไม่อยากปล่อยเจ้าไป” ยิ่งเห็นท่าทางเช่นนี้ยิ่งไม่อยากให้อีกฝ่ายห่างสายตาไปไหน

“อย่างไรข้าก็ต้องไป”

“ก่อนจะถึงวันที่ต้องไปข้าอยากให้เจ้ามาหาข้าทุกวันได้รึเปล่า” อยากจดจำไออุ่นและกลิ่นไอของหวังหมิ่นไว้ให้มากที่สุด ได้ชื่อว่าสงครามย่อมมีอันตรายรอบด้าน

“...ก็ได้”

“ความจริงข้าอยากขอให้เจ้ากอดข้าแน่นๆ บ้างแต่ไม่เป็นไรข้าจะเป็นฝ่ายกอดเจ้าแน่นๆ เอง” ไม่คิดจะฝืนใจบังคับให้หวังหมิ่นทำในสิ่งที่ไม่อยากทำหรอก

“ชูร์เชียน”

“ฮืม”

“ปล่อยข้าก่อนได้รึเปล่า”

“ทำไม อยากไปห้องน้ำหรือ”

“ข้าอยากพลิงตัว...ไปหาท่าน” คำพูดของหวังหมิ่นนั้นทำเอาภายในใจข้าต่อสู้กันอย่างรุนแรง ใจหนึ่งก็อยากปล่อยอีกฝ่ายจะได้หันหน้ามาหาทว่าอีกใจกลับต่อต้านและอยากกอดอีกฝ่ายไว้แน่นๆ ซุกไซร้ทั้งวันทั้งคืน

“หลี่หวังหมิ่น...เจ้านี่นะ” สุดท้ายข้าก็ยอมคลายอ้อมแขน หวังหมิ่นขยับพลิกตัวมาเผชิญหน้ากันทั้งที่นอนอยู่ ดวงตาสีน้ำตาลอ่อนประสานมายังดวงตาสีดำขลับของข้านิ่งๆ โดยไม่เอ่ยอะไร

“ท่านบอกว่าต้องคิดถึงข้ามากใช่รึเปล่า” หวังหมิ่นขยับใบหน้าเข้ามาใกล้ขึ้นระหว่างถาม

“ใช่” ข้าเกร็งใบหน้าโดยอัตโนมัติยามใบหน้านั้นในระยะประชิด ปกติจะเป็นข้าที่เป็นฝ่ายเข้าใกล้ไม่บ่อยนักที่หวังหมิ่นจะเป็นฝ่ายเข้าหาเช่นนี้

“ข้าจะทำให้ท่านคิดถึงข้ามากกว่านี้อีก”

“หมายถึงอะ...” ยังไม่ทันได้เอ่ยจบประโยคริมฝีปากนุ่มๆ ของหวังหมิ่นก็ประกบมา ปลายลิ้นร้อนๆ รุกล้ำเข้ามาเกี่ยวพันปลุกเร้าอารมณ์ให้ทยานขึ้น จูบของหวังหมิ่นไม่ได้รุนแรงตรงกันข้ามกลับค่อยเป็นค่อยไปหยอกเย้าในบางช่วงสลับกับปลุกเร้าเชิญชวนให้คล้อยตาม

ด้วยความที่จังหวะการจูบเชื่องช้าจนเกือบจะเรียกว่าเป็นการทรมานซึ่งข้าไม่รู้ว่าเป็นการจงใจรึเปล่าจึงตัดสินใจที่จะเป็นฝ่ายรุกกลับทว่ายังไม่ทันได้เริ่มหวังหมิ่นก็เหมือนจะรู้ทันผละริมฝีปากออกไปปล่อยให้ข้าอารมณ์ค้างอยู่เช่นนั้น

“หลังข้าออกทัพ เมื่อใดที่เจอกันอีกครั้งข้าจะให้ท่านจูบ” หวังหมิ่นส่งยิ้มบางๆ มาให้แล้วขยับหน้าถอยห่าง

“เจ้า...เจ้าจะทรมานข้าหรือหลี่หวังหมิ่น!” หลังออกทัพกว่าจะเจอกันอีกไม่รู้ว่าต้องใช้เวลากี่เดือน ดีไม่ดีอาจกินเวลายาวนานเป็นปี

“ข้าง่วงแล้ว” หวังหมิ่นไม่ตอบแต่ขยับตัวเข้ามาใกล้อีกครั้ง ซุกใบหน้าลงกับแผ่นอกข้าพร้อมกับแขนสองข้างที่สอดประสานกอดร่างข้าไว้อย่างแผ่วเบา

หวังหมิ่นเป็นฝ่ายนอนกอดข้าด้วย?!

ข้ามองภาพของหวังหมิ่นอยู่นานมากกว่าจะกระชับวงแขนตัวเองกอดรัดอีกฝ่ายไว้แน่น กดปลายจมูกลงพรมจูบยังเส้นผมสีดำนั่นอย่างไม่รู้เบื่อ หัวใจเต้นรัวจนเกรงว่าจะหลุดออกมายิ่งถูกหวังหมิ่นซุกจังหวะการเต้นก็ยิ่งรุนแรงขึ้น

ตลอดทั้งสองวันข้าใช้เวลาอยู่กับหวังหมิ่นแทบจะสิบสองชั่วยามซึบซับทุกอย่างของเขาไว้กระทั่งถึงเวลาที่ทัพของเผยซวาต้องเคลื่อนออกก็ยังไปส่งพวกเขาด้วยตนเอง กองกำลังกว่าหนึ่งหมื่นออกเดินทางมุ่งหน้าไปยังเมืองหลงต้าเพื่อยึดเมืองคืน

กว่าจะเดินทางไปถึงก็ใช้เวลาร่วมอาทิตย์ ส่วนเวลาในการทำศึกนั้นไม่แน่นอน แผนการที่วางไว้ในตอนแรกคือการบุกแบบสายฟ้าแล่บยึดเมืองคืนมาให้สำเร็จก่อน ขับไล่ทัพของซงออกไปหรือหากทำได้ก็กำจัดแม่ทัพของศัตรูซะแต่ถ้าไม่ได้หลังจากนำเมืองกลับมาได้ก็จะตั้งค่ายเพื่อดูท่าที

ถ้าทางแคว้นซงคิดจะบุกมาอีกก็จะเกิดเป็นสงครามระหว่างสองทัพ

หวังให้สามารถจัดการแม่ทัพของศัตรูตั้งแต่ครั้งแรกเพราะนั่นจะทำให้สถานการณ์ง่ายขึ้น

วันเวลาผ่านไปจากอาทิตย์เป็นสองอาทิตย์ล่วงเลยมาจนถึงสองเดือนสถานการณ์ก็เหมือนจะไม่สู้ดีนัก ข่าวจากม้าเร็วที่มารายงานเป็นระยะแจ้งว่าบัดนี้ได้ยึดเมืองหลงตากลับมาได้สำเร็จได้แล้วทว่าทัพของซงไม่ยอมรามือง่ายๆ ถอยทัพไปไม่กี่วันก็มุ่งหน้ากลับมาจู่โจมอีกครา

จากการรายยงานสถานการปัจจุบันทำให้รู้ถึงแค่ทัพของแคว้นซงกับทัพของเผยซวากำลังเข้าปะทะแต่ไม่ได้มีผลของการปะทะแจ้งมาด้วย ในฐานะที่จางเหวินตี้เป็นแม่ทัพเขาย่อมต้องขึ้นอาชามุ่งหน้าสู่สนามรบอย่างแน่นอนและหลี่หวังหมิ่นซึ่งเป็นรองแม่ทัพย่อมต้องออกไปทำสงครามเช่นเดียวกัน

ไม่รู้ทำไมข้าถึงมีลางสังหรไม่ดีนักมาตั้งแต่ได้ยินรายงานครั้งล่าสุด

ลางสังหรข้ามักจะใช้ได้ดีเสมอ เพราะอย่างนั้นข้าจึงสั่งการให้รองแม่ทัพเซียวซื่อจัดเตรียมทัพเสริมไว้ล่วงหน้าก่อนจะไปหาเชิงเทียนหรือน้องชายเล่าเรื่องเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นพร้อมกับบอกให้อีกฝ่ายจัดการทุกอย่างแทนในระหว่างที่ข้าไม่อยู่

ข้าคิดจะมุ่งหน้าสู่สนามรบหากได้ยินข่าวไม่สู้ดี ใครจะคิดล่ะว่าข่าวที่ว่าจะมาถึงในวันต่อมาแถมยังเป็นข่าวที่ทำเอาคนในกองทัพอกสั่นขวัญแขวนกันไม่น้อย...

แม่ทัพจางได้รับบาดเจ็บสาหัสอาการเป็นตายเท่ากัน ผู้ที่ขึ้นเป็นแม่ทัพชั่วคราวและสั่งการทั้งหมดแทนคือหลี่หวังหมิ่น!

ทันทีที่ได้ยินข่าวนั้นข้าไม่รอช้าสั่งเคลื่อนทัพเสริมที่เตรียมไว้มุ่งหน้าสู่เมืองหลงต้าด้วยจิตใจเป็นกังวลอย่างที่ไม่เคยเป็น หวังหมิ่นปีนี้เพิ่งอายุยี่สิบเจ็ด อายุเพียงแค่นี้ต้องมาแบกรับตำแหน่งแม่ทัพและคอยสั่งการณ์ในสถานการณ์ที่กองทัพกำลังขาดกำลังใจ

ไม่ง่ายเลยที่จะสำเร็จ

ต่อให้ภายในร่างนั้นเป็นผู้ใหญ่ในวัยเลขสี่ข้าก็ยังอดไม่ได้ที่จะกังวล

การเดินทางสู่เมืองหลงต้าต่อให้รีบเร่งเพียงใดก็ต้องใช้เวลาถึงห้าวันกว่าจะไปถึง ระหว่างนั้นก็ได้รู้ข่าวว่าทัพของแคว้นซงบุกเข้ามาอีกครา หวังหมิ่นมุ่งหน้าสู้สนามรบเข้าปะทะกับทัพของแคว้นซงด้วยจำนวนทหารที่น้อยกว่าหลายพันคน

ภายในหัวใจข้าสั่นไหวด้วยความกังวล ขนาดแม่ทัพจางที่ได้ชื่อว่าแข็งแกร่งที่สุดยังได้รับบาดเจ็บสาหัสประสาอะไรกับหวังหมิ่นที่เพิ่งเคยลงสนามรบไปเป็นแนวหน้าครั้งแรก

อย่าเป็นอะไรเลยหวังหมิ่น

ข้าเฝ้าภวนาอยู่ในใจกระทั่งเดินทางมาถึงเมืองหลงต้า สภาพภายในเมืองกำลังถูกฟื้นฟูทีละน้อย สถานที่ตั้งของค่ายคือทางที่เหนือสุดเป็นจุดที่มีประตูเข้าออกเมืองเหมาะแก่การตั้งค่ายเป็นที่สุด ในขณะที่มุ่งหน้าเข้าไปในค่ายแล้วเตรียมจะสั่งการให้ยกทัพเสริมไปในสนามรบเสียงฝีเท้าของกลุ่มอาชาก็ขับควบเข้ามาพร้อมกับร่างของคนที่ข้าเฝ้าภวนาให้ปลอดภัยนำขบวนทัพกับมาพร้อมกับชัยชนะ

แทบไม่ยากเชื่อกับสิ่งที่ได้ยินว่าหวังหมิ่นสามารถนำทัพที่มีจำนวนคนน้อยกว่าหลายพันเอาชนะได้แถมยังจัดการจนแม่ทัพฝ่ายศัตรูได้รับบาดเจ็บอีก

เจ้าเป็นใครกันแน่

เทพแห่งสงครามที่ลงมาจุติงั้นหรือ?!

“หลี่หวังหมิ่น” ข้าเอ่ยเรียกอีกฝ่ายขณะก้าวเข้าไปหา บรรดาทหารพากันทำความเคารพอย่างพร้อมเพียงเว้นก็แต่หวังหมิ่นคนเดียวที่มองหน้าข้าด้วยสีหน้าตกใจ

สภาพของหวังหมิ่นไม่อาจเรียกว่าดีได้ บนใบหน้าเต็มไปด้วยฝุ่นและคราบเลือด ทั้งเนื้อทั้งตัวมีร่องรอยของการถูกอาวุธกรีดแทง ต่อให้แผลจะไม่ลึกแต่ก็มากพอให้หัวใจคนมองเกือบหยุดเต้น

“เหตุใดพระองค์จึงมาที่นี่ได้” หวังหมิ่นลงจากหลังเจ้ามาชื่อแปลกอย่างโคล่าก้าวตรงมาหา

“ข้าได้ยินว่าแม่ทัพจางได้รับบาดเจ็บสาหัส จำนวนทหารเองก็เหลือน้อยเต็มทีจึงได้ยกทัพเสริมมา”

“นั่นไม่ใช่เหตุผลที่พระองค์จะมาปรากฏตัว ณ สนามรบแห่งนี้ หากไม่มีฝ่าบาทแล้วใครจะจัดการเรื่องภายในวังหลวง” อีกฝ่ายพูดต่อไม่สนเหตุผลที่ข้าเตรียมไว้สักนิด

“ข้าให้เชิงเทียนจัดการแทน เรื่องครั้งนี้ไม่ใช่เรื่องเล็ก การที่แคว้นซงบุกเข้ามาครั้งแล้วครั้งเล่านั่นหมายถึงอีกฝ่ายต้องการที่จะก่อสงครามกับแคว้นเผยซวาซึ่งข้าในฐานะจักรพรรดิย่อมต้องมาเยือนที่นี่ด้วยตนเอง” ข้าพูดด้วยน้ำเสียงและสายตาจริงจัง

“ฝ่าบาทไม่เชื่อว่ากระหม่อมสามารถเอาชนะได้หรือพ่ะย่ะค่ะ” หวังหมิ่นถามต่อ

“ไม่ใช่เช่นนั้น...ความจริงข้าเพียงแค่เป็นห่วงและคิดถึงเจ้ามากจึงได้ยกทัพมาที่นี่ด้วยตัวเองเพื่อจะได้เจอเจ้าหวังหมิ่น” ในเมื่ออีกฝ่ายต้องการเหตุผลจริงๆ ข้าก็พร้อมที่จะให้

ไม่ใช่เหตุผลเป็นทางการตามที่เตรียมมาแต่เป็นเพียงเหตุผลง่ายๆ คือคิดถึงอีกฝ่ายจนไม่สามารถนั่งติดเก้าอี้อยู่แต่ในวังหลวงได้

“ฝ่าบาท” เสียงของหวังหมิ่นดังขึ้น ดวงตาสีน้ำตาลอ่อนหันซ้ายขวามองใบหน้าของเหล่าทหารซึ่งเป็นทหารนับพันที่ได้ยินประโยคเมื่อครู่ ใบหน้าที่มักจะนิ่งอยู่เสมอเริ่มออกอาการตระหนกและเห่อแดงคล้ายจะเขินอายอยู่ในที

“ข้าคิดถึงเจ้า” คำสารภาพของข้าทำเอาผู้คนรอบข้างหันไปมองหวังหมิ่นเป็นตาเดียว ทุกคนกำลังรอดูว่าหวังหมิ่นจะตอบกลับมาเช่นไร

“...กระหม่อมขอตัวไปทำแผลก่อนพ่ะย่ะค่ะ” หวังหมิ่นเลือกที่จะไม่ตอบโค้งศีรษะบอกลาแล้วก้าวยาวๆ กลับกระโจม

“รองแม่ทัพเซียวซื่อระหว่างนี้ยกหน้าที่ให้ท่าน” ข้าหันไปบอกรองแม่ทัพที่ตามมาก่อนจะก้าวยาวๆ ตามแผ่นหลังของหวังหมิ่นไปในทันที

กระโจมซึ่งเป็นที่พักของหวังหมิ่นอยู่บริเวณกลางค่าย ไม่ได้มีทหารคุ้มกันเนื่องจากจำนวนทหารที่ลดลงจนต้องเกณฑ์ทุกคนที่สู้ไหวไปออกศึก แน่นอนว่ากระโจมย่อมไม่มีกลอนให้ลง ข้าสามารถเลิกผ้ากระโจมขึ้นแล้วบุกเดินเข้าไปด้านในได้ราวกับเป็นห้องของตัวเอง

เมื่อก้าวเข้ามาด้านในก็พบกับภาพของหวังหมิ่นที่เปลือยกายท่อนบนใช้สายตาสำรวจบาดแผลของตัวเองอยู่บนเตียงไม้ด้านในสุด ผิวกายของหวังหมิ่นไม่ได้ขาวเหมือนอย่างข้าเป็นผิวออกขาวเหลืองที่โดนแดดจนเหมือนจะกลายเป็นสีน้ำผึ้งอ่อนๆ มองแล้วก่อให้เกิดความรู้สึกชวนสัมผัส

เพียงแค่สองเดือนที่ไม่ได้เจอกันกลิ่นไอของบุรุษเพศจากตัวของหวังหมิ่นก็คละคลุ้งกว่าเดิมหลายเท่า อาจเพราะต้องอยู่ท่ามกลางสนามรบอันเต็มไปด้วยอันตรายจึงผลักดันให้เขาโตเป็นผู้ใหญ่เร็วขึ้น

“ชูร์เชียน?” เสียงฝีเท้าที่เก้าเข้าไปใกล้เรียกสายตาหวังหมิ่นให้เงยขึ้นมามอง

“ช้ำไปทั้งตัวเลย” ข้าก้าวเข้าไปหาไล่มองแผลฟกช้ำตามแผ่นอกและหน้าท้องนั้น ถ้าสามารถเจ็บแทนได้ข้าก็อยากจะรับบาดแผลนั้นมาทั้งหมด

“เป็นแผลเล็กน้อยเท่านั้น ท่านไม่ต้องกังวล” หวังหมิ่นหยิบตลับยามาเปิดไล่ทาบาดแผลที่ทั้งมีเลือดไหลซึมและแผลฟกซ้ำ

“ข้าทาให้ ด้านหลังเจ้าคงทาเองไม่ได้” บนแผ่นหลังนั้นมีร่องรอยไม่ต่างกับด้านหน้าเท่าไร

เห็นแล้วรู้สึกปวดใจนัก

“รบกวนท่านด้วย” อีกฝ่ายยอมส่งตลับยาและหันหลังมาให้โดยดี ข้าค่อยๆ ไล่ทายาให้ทีละจุด

“เจ้าฝืนเกินไปรึเปล่า ต่อให้บอกว่ามีเป้าหมายเป็นแม่ทัพแต่เจ้าไม่จำเป็นต้องรีบร้อนถึงเพียงนี้ ถนอมร่างกายตัวเองหน่อยเถอะ”

“ข้าไม่เป็นไรจริงๆ ขอบคุณ...โอ๊ะ!” หวังหมิ่นที่หันกลับบมารับตลับยาคืนถูกข้าคว้าตัวมากอดแน่นโดยไม่สนว่าอีกฝ่ายกำลังเปลือยท่อนบนอยู่

“ข้าเป็นห่วงเจ้ามากนะหวังหมิ่น” ข้ากระซิบบอก ช่วงเวลาที่ไม่รู้ข่าวคราวจิตใจว้าวุ่นจนแทบไม่เป็นอันทำอะไร กลัวว่าจะเกิดอะไรขึ้นเมื่อหวังหมิ่นไปอยู่ในที่ที่ข้าไม่อาจมองเห็น

“ข้าปลอดภัยดีท่านก็เห็น”

“แผลเต็มตัวเช่นนี้จะเรียกว่าปลอดภัยได้อย่างไร” ไม่เรียกว่าปลอดภัยสักนิด

“ท่านคงไม่คิดว่าข้าจะลงสนามรบแล้วกลับมาโดยไม่มีแม้แต่บาดแผลหรอกนะ”

“เรื่องนั้นก็ใช่” ในสนามรบเผลอเพียงชั่วพริบตาอาจจบชีวิตลงได้ง่ายๆ มีหลายคนที่ต้องพิการไปตลอดชีวิต ดีแค่ไหนแล้วที่ได้มาแค่แผลถากๆ กับรอยฟกซ้ำ

“ชูร์เชียน...”

“ข้าคิดถึงเจ้า” ข้าเปลี่ยนจากกอดมาเป็นใช้มือสองข้างสัมผัสใบหน้านั้นแทน ผิวของหวังหมิ่นไม่ได้นุ่มทว่ากลับให้ความรู้สึกดีไม่น้อยยามสัมผัส

“...ข้าก็คิดถึงท่าน”

“ในเมื่อพวกเราได้กลับมาเจอกันอีกครั้งหลังเจ้าออกศึกเช่นนี้...ข้าก็สามารถจูบเจ้าได้ใช่รึเปล่า” คำพูดของหวังหมิ่นข้ายังคงจำได้ขึ้นใจ และรอคอยให้วันนั้นมาถึงอย่างใจจดใจจ่อ

“ท่านคงไม่ได้ลงทุนมาที่นี่ด้วยเหตุผลนี้หรอกใช่ไหม” ดวงตาสีน้ำตาลอ่อนของหวังหมิ่นสั่นระริกยามได้ยินสิ่งที่เอ่ย

“หากข้าบอกว่าใช่ล่ะ”

“ลงทุนเกินไปแล้ว”

“ข้ายอมทำทุกอย่างเพื่อที่จะได้เจ้ามาครอบครองหลี่หวังหมิ่น” เอ่ยจบข้าไม่รอช้าแนบริมฝีปากของตัวเองกับริมฝีปากของหวังหมิ่นก่อนจะรุกรานด้วยจูบอันดูดดื่มและร้อนแรง เกี่ยวพันปลายลิ้น ลิ้มรสรสชาติของเลือดที่ปะปนมาเล็กน้อย

อารมณ์ที่ถูกกระตุ้นขึ้นมาไม่มีทางมอดดับบลงได้ง่ายๆ จูบหวังหมิ่นไม่เพียงแค่ครั้งเดียวแต่มากจนตัวเองยังจำไม่ได้ จูบจนกระทั่งอีกฝ่ายต้องประท้วงขอลมหายใจ

...................................................

ในที่สุด...ก็ได้จูบกันแล้ว!!

จุดพุฉลองงง

ตอนนี้หวังหมิ่นมาดแมนมาก แค่จินตนาการตอนขี่ม้ายกทัพเรานี่ก็แทบกัดหมอนขาด

ไม่แปลกใจเลยที่หลายคนเข้าใจผิด

ประกาศอีกรอบ หวังหมิ่นเคะนะคะะะะ

หวังหมิ่นเป็นคนที่หน้าตาธรรมดาไม่มีอะไรเป็นจุดเด่นแต่เพราะความธรรมดานั่นแหละที่ดึงดูดให้คนมาสนใจ พระเอกของเราเลยหึงวนไป 555

แต่งเรื่องนี้แล้วมีความสุขมากเลย

หวังว่าคนอ่านทุกคนก็จะมีความสุขเช่นกันนะคะ

ไว้เจอกันใหม่ตอนหน้าน้าาา

บ๊ายบายค่าา

nicedog

♫ ♪ ♪ ღ♫ ♪ ♪ ღ♫ ♪ ♪ ღ♫ ♪ ♪ ღ♫ ♪ ♪ ღ♫ ♪ ♪

ความคิดเห็น