facebook-icon Twitter-icon

ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

Ψเกลียวคลื่นที่ “ XX ”

ชื่อตอน : Ψเกลียวคลื่นที่ “ XX ”

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย y

คนเข้าชมทั้งหมด : 2.5k

ความคิดเห็น : 12

ปรับปรุงล่าสุด : 13 ต.ค. 2562 12:30 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
Ψเกลียวคลื่นที่ “ XX ”
แบบอักษร

Ψเกลียวคลื่นที่ “ XX ”

 

 

 

ข่าวเรื่องตัวตนและการมีอยู่ของสิ่งมีชีวิตในจินตนาการอย่างเงือกได้แพร่กระจายไปทั่วโลกในเวลาไม่กี่ชั่วโมง ภาพของเงือกหรือฟีแซลล์ที่ใช้น้ำทะเลโจมตีใส่พวกเกรดี้ คอนเฟสถูกถ่ายทอดสดไปในโทรทัศน์ทุกช่องทั่วโลก อีกทั้งยังมีการพูดถึงอย่างแพร่หลายไม่ว่าจะเป็นทางข่าว หนังสือพิมพ์ อินเตอร์เน็ตหรือแม้แต่ในแวดวงของนักวิชาการเพียงชั่วข้ามคืน

แม้ตอนนี้เรื่องจะผ่านมา 2 วันแล้วในโทรทัศน์ก็ยังคงพูดถึงเรื่องนี้กันไม่หยุด แถมยังมีพวกนักข่าวมามุงอยู่หน้าบ้านผมอีกหลายสิบชีวิต ภาพวิดีโอไม่เพียงถ่ายติดฟีแซลล์แต่ยังรวมไปถึงตัวผมด้วย นั่นทำให้พวกนักข่าวสืบทราบมาได้ว่าผมมีเงือกอยู่ในครอบครอง

“ท่านโฟรเช่มีโทรศัพท์จากทางยามหน้าประตูครับ” โวร์ยกสายโทรศัพท์แทนผมที่กำลังยืนอยู่ริมกระจกแผ่นยักษ์โดยดวงตาสีเทาอ่อนของตัวเองกำลังจับจ้องไปยังร่างปราดเปรียวอันมีเกล็ดสีฟ้าอมเขียวปกคลุมตั้งแต่สะโพกไปจนถึงส่วนหางที่แหวกว่ายอยู่ท่ามกลางท้องทะเล

ตั้งแต่วันที่เกิดเรื่องแม้อีกฝ่ายจะทำท่าทีปกติแต่ผมจับสังเกตได้ว่าฟีแซลล์กำลังคิดมากในสถานการณ์ตอนนี้

มันไม่ใช่เรื่องดีเลยที่ตัวตนของเงือกถูกเปิดเผยแถมยังมีภาพตอนที่ทำร้ายมนุษย์ ทั่วโลกจะตีความและลงความเห็นไปในทิศทางผิดๆ อย่างเงือกเป็นสิ่งมีชีวิตหัวรุนแรงที่ทำร้ายมนุษย์ นั่นอาจทำให้มีคำสั่งการออกล่าหรือกวาดล้างเงือกเพื่อความปลอดภัยของมนุษย์ก็เป็นได้

“บอกแล้วไงถ้าเป็นพวกนักข่าวก็ไม่ต้องไปสนใจ” ผมตอบโวล์กลับโดยสายตายังคงมองการเคลื่อนไหวของฟีแซลล์อยู่

การเคลื่อนไหวใต้น้ำเป็นทักษะของเงือกที่ทุกคนต่างรู้ดี แต่ที่อาจไม่รู้คือการเคลื่อนไหวเหล่านั้นงดงามยิ่งกว่าสัตว์น้ำชนิดไหนจะเทียบเคียงได้ ผมมองอีกฝ่ายมาตลอดตั้งแต่วันแรกจนถึงวันนี้ก็ยังไม่อาจละสายตาออกมาได้

“ไม่ใช่นักข่าวครับ เฟสต้า เกลฟิลต้องการจะเข้ามาด้านในครับ”

“เฟสต้า เกลฟิล...อีกแล้วเหรอ” พอชื่อนี้ปรากฎขึ้นทีไรความหงุดหงิดก็มักจะก่อตัวขึ้นทุกครั้ง

ก็รู้ว่าหมอนั่นเป็นเงือกเหมือนกับฟีแซลล์และดูสนิทกันมากเป็นพิเศษแต่ท่าทีที่แสดงออกกับฟีแซลล์ทำเอาผมรู้สึกไม่ชอบนัก ทั้งโอบไหล่ ทั้งลูบหัว ทั้งแกล้งหยอก แถมพอเห็นผมจ้องไปยิ่งแตะต้องฟีแซลล์มากกว่าเดิมคล้ายจะยั่วให้อารมณ์ผมปะทุ

“ครับ...เอายังไงดีครับท่านโฟรเช่”

“ให้เข้ามา” ถึงจะไม่ค่อยถูกชะตาแต่ในสถานการณ์นี้คงมีแต่ต้องอดทนไปก่อน

ไม่รู้ว่าการมาเยือนครั้งนี้จะเกิดปัญหาอะไรขึ้นอีก ทุกครั้งที่เจอเฟสต้า เกลฟิลมักจะมาพร้อมกับปัญหาเสมอ แต่ครั้งเหมือนจะมีปัญหาใหญ่ตั้งแต่อีกฝ่ายยังไม่มาน่ะนะ

ช่วงนี้เป็นช่วงที่ผมเก็บตัวไม่ออกสื่อเพราะกำลังคิดหาวิธีการจัดการกับเรื่องที่เกิดขึ้นอยู่ การจะจัดการกับข่าวที่ตีแผ่ออกไปทั่วโลกไม่ใช่เรื่องง่ายโดยเฉพาะข่าวนั้นเกี่ยวกับสิ่งมีชีวิตที่ทุกคนต่างคิดว่าเป็นเพียงจินตนาการมาโดยตลอด อำนาจในมือผมอาจมีเพียงแต่การจะจัดการกับทั้งโลกไม่ใช่เรื่องง่าย

ระหว่างในหัวกำลังคิดหลายๆ อย่างผมเดินขึ้นไปยังหน้าประตูบ้านซึ่งเป็นจังหวะเดียวกับที่เฟสต้า เกลฟิลลงมาจากรถพอดี พวกเรามองหน้ากันนิ่งๆ อยู่สักพักก่อนผมจะตัดสินใจก้มหัวทักทายเล็กน้อย...เพราะยังไงฝ่ายนั้นก็มีอายุมากกว่า ควรจะมีมารยาทด้วย

“เรื่องใหญ่ขนาดนี้คิดจะจัดการยังไง” เฟสต้า เกลฟิลเปิดประโยคสนทนาทันทีที่ก้าวเข้ามา

“กำลังหาทางอยู่” ผมตอบไปตามตรง

“รู้ไหมว่าผมกำลังคิดอะไรอยู่” อีกฝ่ายถามพลางประสานดวงตามานิ่งๆ

“คิดอะไร”

“คิดผิดที่ให้ฟีแซลล์อยู่ที่นี่ ถ้าคุณไม่สามารถปกป้องเขาได้ก็ไม่ควรพาเขามาเกี่ยวข้องด้วย เหมือนจะเคยบอกไปแล้วแต่คงต้องย้ำอีกรอบสินะว่าฟีแซลล์เป็นคนสำคัญของอาณาจักรเงือกของพวกเรา ครั้งนี้เขาอาจไม่ได้รับบาดเจ็บแต่หากมีครั้งหน้าผมจะพาเขาไปแน่” คำพูดเหล่านั้นแสดงออกถึงความห่วงใยที่มีเกินกว่าจะเป็นเพียงคนรู้จักหรือคนสนิท

“นายไม่มีสิทธิ์จะพาเขาไป” ผมไม่ยอมยกฟีแซลล์ให้กับใครทั้งนั้น

“แค่ปกป้องตัวเองยังทำไม่ได้ คิดว่าพวกเราจะปล่อยให้ฟีแซลล์อยู่กับคุณงั้นเหรอ” เป็นประโยคที่กรีดหัวใจดีจริงๆ

ตั้งแต่เกิดเหตุการณ์ที่เกรดี้ คอนเฟรสไล่ยิงจนเกือบไม่รอดผมโทษตัวเองในความอ่อนหัดและความประมาทที่มี หากฟีแซลล์ไม่มีพลังที่สามารถควบคุมน้ำได้ผมคงตายอยู่ตรงนั้นแล้ว ดีไม่ดีนอกจากผมอาจพาให้ฟีแซลล์จบชีวิตลงไปด้วยอีกคน

“จะไม่มีครั้งหน้าอีก” ผมเอ่ยเสียงแน่วแน่ การให้ฟีแซลล์เจอกับอันตรายผมจะไม่ยอมให้เป็นแบบนั้นอีก ครั้งนั้นเพราะผมประมาทอยากพาฟีแซลล์ไปเที่ยวตามลำพังแต่ครั้งต่อไปผมจะพาพวกเควสและโวร์ไปด้วย

“แค่พูดใครๆ ก็ทำได้ เพราะงั้นขอดูจากการกระทำละกัน”

“ดูจะเป็นห่วงฟีแซลล์เกินคนสนิทไปมั้ง” ว่าจะปล่อยผ่านแล้วแต่ยังไงมันก็คาใจอยู่ดี

“ฟีแซลล์บอกว่าผมกับเขาเป็นแค่คนสนิทกันเหรอ” อีกฝ่ายถามกลับ

“หมายความว่ายังไง” ผมกดเสียงต่ำระหว่างถามความสัมพันธ์ที่ดูจะไม่ธรรมดานี่

“พี่เฟสต้า?” ระหว่างที่กำลังรอคำตอบเสียงของฟีแซลล์ก็ดังขึ้นพร้อมกับก้าวเข้ามาหาพวกเรา

“มาได้จังหวะเลย มานี่ๆ ฟีแซลล์” เฟสต้า เกลฟิลกวักมือเรียกฟีแซลล์ให้เข้าไปหา

“ครับ? มีอะไรพี่เฟสต้า” ฟีแซลล์ทำหน้างงขณะเดินผ่านหน้าผมเข้าไปหาอีกฝ่าย

“บอกเขาให้รู้หน่อยสิว่าพี่กับเราเป็นอะไรกัน” นอกจากโอบไหล่ฟีแซลล์เข้าไปกอดแล้วยังมีการกระซิบข้างหูอีก

จงใจให้ผมเห็นชัดๆ

“ผมกับพี่เฟสต้า?”

“ใช่” ดูเหมือนคนถูกถามจะงงเฟสต้าจึงพยักหน้าส่งไปให้

“เป็นพี่ที่สนิทด้วยที่สุด...”

“ไม่ใช่สิ...อย่างอื่นนอกจากพี่ที่สนิทสิ” คนฟังส่ายหน้าคล้ายจะบอกว่าไม่ใช่คำตอบที่ต้องการให้พูด

“เป็นคนในครอบครัวของผม” นิ่งไปสักพักฟีแซลล์ก็พูดต่อ

“นั่นแหละๆ อย่างที่ได้ยินผมกับฟีแซลล์เราเป็นครอบครัวเดียวกัน” รอยยิ้มพึงพอใจยกขึ้นเมื่อได้ยินคำตอบ

“...เป็นพี่น้องแท้ๆ?” ผมคิดออกแค่ความหมายนี้แม้ดูยังไงทั้งคู่ก็ไม่มีเคร้าหน้าเหมือนกันสักนิด

“ผิดแล้ว เป็นเขยต่างหาก”

“...” ผมถึงกับนิ่งยามได้รับคำตอบที่น่าตกใจ เขยของครอบครัวฟีแซลล์หมายถึงเป็นคนรักของฟีแซลล์...ไม่สิ...ถ้าใช่ไม่มีทางที่ฟีแซลล์จะไม่บอก

“ทำหน้างงใหญ่แล้ว เรื่องนี้เอาไว้ก่อน ที่มาวันนี้เพราะจะมาพาตัวฟีแซลล์กลับอาณาจักร” อยู่ๆ อีกฝ่ายก็เปลี่ยนเรื่อง

“กลับบ้าน?” ฟีแซลล์เงยหน้ามองคนพูดด้วยแววตาไม่เข้าใจนัก

“ใช่ สถานการณ์ที่เกิดขึ้นเป็นเรื่องใหญ่มากและตอนนี้กำลังจัดมีการจัดประชุมใหญ่ ทั้งเราและพี่ต้องเข้าร่วมด้วย”

“เข้าใจแล้ว โฟรชผมขอกลับบ้านสักพักนะ” ฟีแซล์หันมาบอกผมในประโยคสุดท้าย

“ไม่ให้กลับ” ผมเอ่ยเสียงแข็ง

“นี่ไม่ใช่เวลามาทำตัวเป็นเด็กน้อยนะโฟรเช่ บูค์แซง เรื่องนี้ต้องรีบจัดการให้เร็วที่สุด” เฟสต้า เกลฟิลพูดต่อ

“ฉันไม่คิดจะให้ฟีแซลล์ไปกับคนไม่น่าไว้ใจ” ความสัมพันธ์ของทั้งคู่ก็ยังไม่รู้แน่ชัดแล้วจะให้ผมปล่อยไปได้ยังไง อีกอย่างการประชุมทำไมต้องให้ฟีแซลล์เข้าร่วมด้วย

จะบอกว่าเพราะเป็นต้นเหตุที่ถูกถ่ายคลิปได้ก็คงไม่ใช่ประเด็นหลัก

มีแต่เรื่องที่ยังสงสัยและคาใจอยู่เต็มไปหมด

“พี่เฟสต้าไว้ใจได้นะโฟรช” ฟีแซลล์พูดแย้งแทน

“จะบอกว่าที่ไว้ใจได้เพราะเป็นเขยของครอบครัวนายรึไง!”

“อืม พี่เฟสต้าเป็นคนที่ท่านพ่อและท่านแม่เลือกและยังเป็นคนที่น้องสาวผมรักมากด้วย”

“...คนรัก...ของน้องสาว?” ผมมองหน้าเฟสต้า เกลเฟลเพื่อถามย้ำในความจริง

“โถ่ บอกไปจนได้ พี่อยากเก็บไว้แกล้งเขาอีกหน่อยแท้ๆ เชียว หมดกัน” เฟสต้า เกลเฟลถอยหายใจพลางยกมือขึ้นลูบหัวตัวเองปอยๆ

แปลว่าเป็นเรื่องจริงสินะ

“นายมีน้องสาวด้วย?” ผมถามฟีแซลล์

“อืม มีคนนึง...ผมไม่เคยบอกเหรอ” อีกฝ่ายถามพร้อมทำหน้านึก

“ไม่เคย” เพิ่งจะเคยได้ยินก็วันนี้แหละ

“คงลืมมั้ง แฮะๆ”

“ไม่ต้อมาแฮะเลย” ถ้ารู้ความจริงเร็วกว่านี้ก็คงไม่ตั้งแง่ขนาดนั้นหรอก

นี่ผมคงเป็นคนที่ขี้หวงมากๆ เพิ่มคำว่าขี้หึงไปด้วยน่าจะตรงกว่า

“ก็อย่างที่บอกไป เพราะงั้นก็ฝากฟีแซลล์ไว้ได้ เรื่องนี้ด่วนมากจริงๆ ต้องรีบจัดการทุกอย่างให้เสร็จโดยเร็วที่สุด”

“กี่วัน” ผมถามต่อ อยากรู้เรื่องระยะเวลา

“อาทิตย์นึง” อีกฝ่ายตอบ

“ทำไมนาน”

“นี่...อาณาจักรเงือกไม่ได้อยู่ใกล้ๆ นะ เดินทางไปทีมันต้องใช้เวลา แถมฟีแซลล์ไม่ได้กลับไปตั้งนานต้องให้อยู่นานหน่อย”

“ไหนบอกว่าเรื่องนี้ต้องรีบจัดการ?” แล้วมีเวลาให้ฟีแซลล์ได้เดินเยี่ยมเพื่อนบ้านรึไง

“ก็รีบแหละ แต่จะรีบยังไงคำนวณแล้วก็ต้องใช้เวลาประมาณนี้อยู่ดี ช่วงนี้ก็เหงาหน่อยล่ะ ฟีแซลล์บอกลาแล้วไปกัน” อีกฝ่ายพูดแทงใจผมในประโยคสุดท้าย

“เดี๋ยวตามไปครับ โฟรช” ฟีแซลล์ดันตัวเฟสต้า เกลฟิลให้ออกไปรอที่รถก่อนจะขยับเข้ามาเผชิญหน้ากับผมตรงๆ

“จะกลับมาใช่ไหม” อาจฟังเหมือนคำถามแปลกๆ ซึ่งผมก็ไม่ปฎิเสธหรอก

ภายในอกกำลังกลัว...กลัวว่าหากฟีแซลล์กลับไปที่ที่เกิดและเติบโตมาเขาจะไม่กลับมาหาผมอีก

เพราะงั้นผมถึงอยากได้ยินคำว่าจะกลับมาจากปากของฟีแซลล์

“คุณนี่เป็นคนขี้กลัวและขี้กังวลจริงๆ นะ” ฟีแซลล์เผยรอยยิ้มบางๆ ออกมาเมื่อได้ยินคำพูดจากปากผม

“...” ความเงียบที่เกิดขึ้นก็ไม่ต่างกับการยอมรับว่าเป็นเรื่องจริง สำหรับผมเรื่องของฟีแซลล์ไม่ว่าจะเล็กน้อยแค่ไหนสามารถทำให้ผมเป็นกังวลและกลัวได้เสมอ

“คิก...”

“ไม่ใช่เรื่องขำนะฟีแซลล์” ผมส่งสายตาเคืองๆ ไปให้ฟีแซลล์ที่หลุดขำออกมา

“อืม นั่นสินะ ผมไม่รู้ว่าคุณอยากได้ยินคำตอบแบบไหนแต่ผมจะกลับมาแน่นอน...จะกลับมาหาคุณโฟรช” ประโยคที่ผมอยากได้ยินมากที่สุดถูกเอ่ยออกมาพร้อมรอยยิ้มก่อนอีกฝ่ายจะขอตัวแล้วเดินจากไปขึ้นรถที่มีเฟสต้า เกลฟิลนั่งรออยู่

ใจจริงผมอยากที่จะไปด้วยแต่ก็รู้ว่าเรื่องนี้ถือเป็นเรื่องภายในของเหล่าเงือกที่ประชุมหาวิธีการจัดการด้วยตัวเอง เพราะงั้นถึงผมจะอยากไปด้วยแต่ไม่ว่าจะมีอำนาจแค่ไหนการจะจัดการปิดเรื่องที่คนทั้งโลกรู้ไปแล้วไม่มีทางทำได้อย่างหมดจดราวกับไม่มีอะไรเกิดขึ้น

ผมเองอยากจะรู้เหมือนกันว่าพวกเขาคิดจะจัดการเรื่องนี้ด้วยวิธีไหน

ช่วงที่ฟีแซลล์กลับบ้านไปผมไม่ได้นั่งทำงานอยู่ที่บ้านแต่ออกไปจัดการงานทุกงานของบริษัทรวมถึงเข้าร่วมประชุมความคืบหน้าต่างๆ ติดกันตลอดหลายวันที่ผ่านมา ที่ผมไม่ออกไปข้างนอกในช่วงนี้ไม่ใช่เพียงเพราะมีนักข่าวมาคอยตามแต่ผมไม่อยากให้ฟีแซลล์ต้องอยู่ตามลำพังโดยมีสีหน้ากังวลแบบนั้น

การประชุมไม่ได้เพียงจัดขึ้นยังบริษัทหลักเท่านั้นยังรวมไปถึงบริษัทย่อยในเครือที่ผมต้องคอยจัดการอยู่อีก ธุรกิจของผมเป็นธุรกิจเกี่ยวกับน้ำซึ่งทำเกือบทุกอย่างตั้งแต่การนำน้ำทะเลมาผ่านระบบการกลั่นและกรองจนสามารถใช้แทนน้ำปะปาไปจนถึงผลิตน้ำดื่มและพิพิธภัณฑ์สมุทรศาสตร์ติดกับเขตทะเล ซึ่งแต่เดิมธุรกิจเป็นสิ่งที่คุณตาและคุณพ่อทำสืบต่อกันมา พอผมขึ้นไปเป็นประธานจึงได้มีการขยายธุรกิจออกไป

ผมชอบการทำธุรกิจเกี่ยวกับน้ำเพราะเวลาที่มองน้ำความทรงจำในยามเด็กที่ตกจากเรือและถูกเงือกช่วยไว้จะปรากฎขึ้นมา เหมือนเป็นการย้ำเตือนเพื่อจะไม่ให้ลืมเลือนเรื่องของเงือกไปตามกาลเวลา

วันนี้เป็นวันที่ 7 นับตั้งแต่ฟีแซลล์กลับไปหรือก็คือครบอาทิตย์แล้วนั่นเอง ผมรู้ว่าอีกฝ่ายจะกลับวันนี้เลยรีบเคลียร์งานที่ต้องออกไปข้างนอกให้หมดตั้งแต่เมื่อคืนเพื่อจะได้มารออีกฝ่ายได้ เวลาที่แน่นอนผมไม่รู้แต่มีการติดต่อมาในช่วงบ่ายให้ยามหน้าบ้านเปิดประตูให้ ในตอนแรกผมก็คิดแค่ว่าเฟสต้า เกลฟิลคงพาฟีแซลล์มาส่งเลยออกไปยืนรอหน้าบ้านแต่แล้วขบวนรถกว่า 10 คันก็พากันแล่นเข้ามาจอดจนเต็มพื้นที่หน้าบ้าน

ดวงตาสีเทาอ่อนของผมหรี่ลงอย่างใช้ความคิดซึ่งยังไม่ทันได้คิดอะไรประตูรถทั้งหมดก็เปิดอ้าขึ้นพร้อมกับร่างอันทรงอิทธิพลของบุคคลระดับตำนานไม่ว่าจะเป็นทั้งในหรือต่างประเทศอย่างชายผมสีน้ำตาลแดงอันมีรอยบากบริเวณตานั้นถือเป็นหนึ่งในผู้บัญชาการที่ได้รับความเชื่อใจในแวดวงความมั่นคง ต่อด้วยหญิงสาววัยกลางคนซึ่งมีชื่อเสียงในวงการแสดงระดับแนวหน้าของโลกโดยสามีของเธอเป็นเจ้าพ่อค้าน้ำมันยักษ์ใหญ่

คนที่ได้เห็นถัดมาเป็นชายผมสีดำสนิท ดวงตาเรียวและใบหน้ากร้านโลก ใบหน้าของเขาไม่ได้เป็นที่รู้จักตามสื่อทว่าคนในวงการต่างรู้จักกันดี พ่อค้าตลาดมืดที่ค้าขายทุกอย่างตั้งแต่เกลือยันอาวุธนิวเคลียร์ นี่ยังไม่รวมกับหญิงสาวที่ลงมาจากรถคันเดียวกันที่เป็นถึงนายหญิงผู้ทรงอิทธิพลในวงการกฎหมาย

เหล่าบุคคลซึ่งเปี่ยมไปด้วยอิทธิพลแต่ละวงการต่างๆ ก้าวลงมาจากรถยืนเรียงแถวกันขนาบซ้ายขวาก่อนประตูรถตรงกลางจะเปิดออกพร้อมกับร่างของชายวัยกลางคนที่มีเส้นผมสีน้ำตาลยื่นมือไปรับผู้หญิงผมสีส้มตุ่นที่อยู่ด้านในให้ก้าวออกมาก่อนจะตามมาด้วยร่างสูงโปร่งของฟีแซลล์ที่ผมเฝ้าคิดถึงมาหลายวัน ปิดท้ายด้วยเฟสต้า เกลฟิลและสาวน้อยผมสีส้ม

“ยินดีต้อนรับสู่โลกมนุษย์ครับ/ค่ะ...องค์ราชากูครอน องค์ราชินีกรีลเย่ องค์ชายฟีแซลล์ องค์หญิงลามีและท่านเฟสต้า” เหล่าผู้เปี่ยมไปด้วยอิทธิพลและอำนาจที่ยืนขนาบสองข้างก้มศีรษะลงพร้อมเอ่ยประโยคเดียวกัน น้ำเสียงของทุกคนเปี่ยมไปด้วยความเคารพและความภักดี

เหตุการณ์ทั้งหมดเกิดขึ้นโดยมีผมยืนมองอยู่ด้านข้างด้วยความมึนงง ไม่รู้ว่าควรจะเริ่มวิเคราะห์หรือประเมินสถานการณ์ตั้งแต่ตรงไหนดี

“โฟรช กลับมาแล้ว!” เสียงจากกฟีแซลล์ดังขึ้นก่อนจะวิ่งเข้ามาหาผมด้วยรอยยิ้มสดใสต่างจากก่อนหน้านี้ที่เหมือนมีเรื่องให้คิดหนัก สายตานับสิบคู่หันมองมาทางผมอย่างพร้อมเพียง...และกว่าครึ่งกำลังประเมินผมอยู่

“โฟรเช่ บูค์แซงรึ...ก็ว่าอยู่ว่าคุ้นๆ หน้า” ชายผมน้ำตาลแดงเจ้าของตำแหน่งผู้บัญชาการด้านความมั่นคงพึมพำขณะมองใบหน้าผมนิ่งๆ

“เคยได้ยินมาว่ารูปหล่อ...เพิ่งจะเคยเจอตัวจริง หล่ออย่างที่ลือกันเลย” สาวสวยผมสีเทาเจ้าแม่แห่งวงการข่าวสารพูดต่อ

“ข่าวที่ว่าถูกกมนุษย์ประมูลไปไม่นึกว่าจะเป็นเขา ถ้าแค่ระดับนี้ท่านเฟสต้าน่าจะพาองค์ชายฟีแซลล์กลับไปได้นี่ครับ” ชายหัวโล้นในชุดสูทเจ้าของธุรกิจขนส่งทางเรือระหว่างประเทศเจ้าใหญ่หันไปคุยกับเฟสต้า เกลฟิลด้วยน้ำเสียงนอบน้อม

“ฟีแซลล์ยังไม่อยากกลับน่ะ” คนถูกถามตอบกลับไปตามจริง

แรงกดดันมหาศาลของบุคคลระดับแนวหน้าทำเอาผมรู้สึกกดดันอยู่ไม่น้อย

“นี่โฟรช เป็นอะไร...ยืนนิ่งตลอดเลย” ฟีแซลล์เขย่าแขนเสื้อผมเล็กน้อยระหว่างชายตาขึ้นมอง

“มากันเยอะขนาดนี้ฉันก็ต้องตกใจสิ” แถมแต่ละคนไม่ใช่ระดับธรรมดาด้วย

อย่าบอกนะว่าทุกกคนล้วนเป็นคนรู้จักของฟีแซลล์น่ะ ไม่สิ มีอีกอย่างที่คาใจยิ่งกว่าคือสรรพนามที่ทุกคนให้เรียกฟีแซลล์นำหน้าว่า...องค์ชาย?

“จริงด้วย ผมเองก็เพิ่งรู้ว่าพวกพี่ๆ จะมารวมตัวกันแบบนี้ ไม่ได้เจอกันเป็นสิบปีผมก็ยังห่วงอยู่เลย ขึ้นมาบนโลกมนุษย์แล้วก็ไม่กลับลงไปเยี่ยมพวกเราบ้างเลย” ฟีแซลล์หันไปพูดกับบรรดาผู้ทรงอิทธิพลราวกับสนิทสนมกันมานาน

“งานพวกเราเยอะ อีกอย่างลงไปทีไรองค์ชายก็หนีเที่ยวไม่อยู่ตลอด” แทบไม่อยากเชื่อว่าเสียงนี้จะมาจากเจ้าพ่อคาสิโนอันโด่งดังของลาสเวกัสที่สร้างรายได้วันนึงไม่รู้กี่แสนล้าน

“ผมไม่ได้หนีเที่ยวบ่อยขนาดนั้นสักหน่อย” ท่าทางผ่อนคลายจากฟีแซลล์เรียกรอยยิ้มและบรรยากาศตึงๆ ให้ผ่อนคลายขึ้น

“ก่อนจะเข้าเรื่อง ผมขอแนะนำทุกคนให้คุณรู้จักอย่างเป็นทางการอีกครั้ง ผู้ที่อยู่ด้านข้างไม่ต้องแนะนำคุณคงรู้จักหน้าคร่าตาดีอยู่แล้ว” เฟสต้า เกลฟิลก้าวมายืนตรงหน้าผมก่อนจะผายมือไปยังทั้งสองแถวที่ยืนขนาบข้างอยู่ แม้จำนวนคนกว่า 10 คนจะยากต่อการจำชื่อทว่าพวกเขาทุกคนล้วนเป็นผู้ที่ไม่ว่าใครเห็นต่างต้องรู้จักทั้งนั้น

ไม่จำเป็นต้องแนะนำเพราะผมสามารถเอ่ยชื่อของพวกเขาทั้งหมดได้

“...” ผมพยักหน้าโดยในหัวกำลังประมวลหลายๆ อย่างเข้าด้วยกัน ทั้งมารยาทและการเคารพต่อฟีแซลล์และครอบครัวนั้นไม่เหมือนกับเพื่อนหรือคนรู้จัก เป็นความรู้สึกที่ยิ่งกว่าเจ้านายซะอีกแถมคำที่ผมเคยได้ยินอย่างอาณาจักรหรือกระทั่งองค์ราชา องค์ราชินี

นี่อย่าบอกนะว่าตัวจริงของฟีแซลล์คือ...

“ทางด้านนี้คือกษัตริย์ผู้ปกครองมหาสมุทรและเป็นผู้นำของเหล่าเงือก องค์ราชากูครอน ริงค์กวินีและองค์ราชินีกรีลเย่ ริงค์กวินี ส่วนผู้ที่กำลังกระตุกชายเสื้อของคุณอยู่คือองค์ชายฟีแซลล์ ริงค์กวินีเจ้าชายของพวกเรา...สุดท้ายคือแงค์หญิงลามี ริงค์กวินีที่น่ารักของผมเอง” ประโยคแนะนำตัวพร้อมผายมืออย่างมีมารยาทนั้นแทบไม่เข้าหัวเลยตั้งแต่รู้ว่าเงือกที่ผมเฝ้าตามหาจนได้มาอยู่เคียงข้างจะเป็นถึงเจ้าชายของอาณาจักรเงือก

“แหม ท่านพี่เฟสต้าละก็...น้องเขินนะ” น้องสาวของฟีแซลล์ตบแขนคนพูดด้วยใบหน้าแดงๆ

“ข้าได้ยินมาจากลูกชาย เจ้าคอยดูแลและปกป้องเขามาตลอด ต้องขอขอบคุณ” องค์ราชาของอาณาจักรเดินเข้ามาคุยกับผม

“ยินดีครับ ผมโฟรเช่ บูค์แซงครับ ยินดีที่ได้พบ” แม้ภายในหัวกำลังตีกันมั่วเพราะเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นอย่างกระทันหันแต่ผมจำต้องควบคุมสติให้ดี

“ยินดีแช่นกัน ฟีแซลล์เล่าเรื่องเจ้าเยอะเลย...แต่ไว้ค่อยคุยกันทีหลัง ตอนนี้มีเรื่องที่ต้องจัดการก่อน เห็นเฟสต้าบอกว่าเจ้าเตรียมสถานที่ให้พวกเราแล้ว?” คำพูดจากองค์ราชาเรียกสายตาผมให้หันไปสบกับดวงตาสีเขียวของเฟสต้า เกลฟิล

“สถานที่อะไร” ผมเอ่ยถามเสียงเบาเพื่อไม่ให้เป็นการเสียมารยาท

“อะไร อย่าเสียงเบาขนาดนั้นน่า พูดออกมาเลยคนกันเองทั้งนั้น โอ๊ะ...เหมือนตอนนี้คุณจะเป็นมนุษย์เพียงคนเดียวนี่นะ” รอยยิ้มกวนๆ นั่นผมทำเป็นไม่สนใจเพราะได้รู้ถึงข้อมูลที่น่าตกใจ

ที่บอกว่าเป็นมนุษย์คนเดียวหมายความว่าทุกคนนอกจากกผมคือ...เงือก?

เงือกงั้นเหรอ?!

จะไม่ให้ตกใจคงไม่ได้ ตั้งแต่ผมยังเด็กๆ เคยได้ยืนชื่อพวกเขามาตลอดซึ่งแม้แต่คุณพ่อหรือคุณตาก็ต่างพูดถึงพวกเขาให้ฟังว่าเป็นบุคคลที่ต่อให้จะไม่ได้เกี่ยวข้องกับธุรกิจที่ทำอยู่แต่ก็ห้ามไปเป็นศัตรูโดยเด็ดขาด ไม่คิดเลยว่าทุกคนจะเป็นเงือก ความจริงผมน่าจะเดาได้ตั้งแต่พวกเรามารวมตัวกันที่นี่แล้ว

เสียงของเงือกที่ควรจะพาให้ผู้คนหลงใหลเหมือนจะถูกดัดไว้อีกทั้งหลายคนยังมีเครื่องเปลี่ยนเสียงที่ใส่อยู่บนคอในรูปแบบของสร้อยคอที่มองด้วยตาเปล่าคงไม่รู้ว่าเป็นเครื่องเปลี่ยนเสียง คงสร้างขึ้นมาโดยเฉพาะ

“เพราะเป็นการนัดที่ค่อนข้างกระทันหันจึงมีอีกมากที่ไม่สามารถมาร่วมในครั้งนี้ได้ พวกเราต้องขออภัยด้วยองค์ราชา” ชายผู้มีแผลเป็นบนใบหน้าบอกเสียงสุภาพ

“ไม่เป็นไรๆ แค่นี้ก็มากพอให้จัดการเรื่องนี้แล้ว ข้าอยากให้ทุกคนหาวันว่างกลับมาเจอกันบ้าง...จะได้จัดงานเลี้ยงฉลอง” องค์ราชากูครอนส่งยิ้มให้กับทุกคน เป็นรอยยิ้มที่คล้ายกับฟีแซลล์เหลือเกิน

ดูก็รู้ว่าฟีแซลล์คงได้ส่วนนี้ของพ่อมาเยอะ

“พวกเราจะหาวันไปแน่นอน”

“แต่ก่อนจะฉลองเราต้องจัดการเรื่องที่ตัวตนของพวกเราถูกเปิดเผยก่อน”

“เรื่องนั้นเป็นความผิดของข้าที่สะกัดการแพร่ภาพไม่ทัน” ชายตัดผมสั้นระต้นคอโค้งศีรษะเล็กน้อยระหว่างพูด คนคนนี้เป็นเจ้าของดาวเทียมหลายสิบลำที่ลอยอยู่ในอวกาศ

สาเหตุที่อยู่ๆ การแพร่ภาพก็ถูกดับแล้วกลายเป็นจอดำเป็นเพราะได้อิทธิพลของเขาช่วยจัดการนี่เอง ถ้าเหล่าเงือกมีอิทธิพลขนาดนี้ควรจะเป็นมนุษย์ที่ต้องเริ่มกลัวไม่ใช่พวกเขา

“ช่างเถอะ ข้าคิดไว้แล้วว่าสักวันเรื่องนี้ต้องเกิดขึ้น”

“พวกเราขอห้องว่างสักห้องกับเครื่องคอมพิวเตอร์ อ้อ...มีกล้องสำหรับวิดีโอคอลรึเปล่า” เฟสต้า เกลฟิวเดินเข้ามาถาม

“มีอยู่ชั้นใต้ดินที่ 2 น่าจะใหญ่พอ” ดูจากจำนวนห้องรับแขกของบ้านยังเล็กเกินไปด้วยซ้ำ

“นำไปที”

“ฟีแซลล์” ผมเอ่ยเรียกท่ามกลางสายตาขุ่นเคืองๆ เล็กๆ จากบรรดาผู้ที่เดินตามมา

“ฮืม? ว่าไงโฟรช” พอทุกคนเห็นว่าฟีแซลล์ไม่มีท่าทีกับการถูกเรียกชื่อห้วนๆ อะไรจึงผ่อนคลายแรงกดดันที่ส่งมา

พวกเขาคงกำลังคิดว่าผมเสียมารยาทกับฟีแซลล์อยู่แน่

ถึงจะรู้เขาเป็นองค์ชายหรือเจ้าชายก็ไม่เกี่ยว

ไม่ว่าจะเป็นใครผมไม่คิดจะปล่อยเขาไป

“คิดจะจัดการสถานการณ์นี้ยังไง” ผมกระซิบถามขณะพาเดินลงบันได

“จะให้พี่วีเชื่อมระบบที่นี่เข้ากับดาวเทียมเผื่อถ่ายทอดภาพพวกเรากระจายให้คนทั่วโลกรู้ ในเมื่อไม่สามารถยับยั้งได้พวกเราก็จะเปิดเผยตัวตนต่อมนุษย์ทุกคนพร้อมกับข้อตกลงนิดๆ หน่อยๆ” ฟีแซลล์อธิบายให้ผมฟังคร่าวๆ

“ข้อตกลงอะไร”

“เรื่องนั้นเป็นข้อตกลงทางทะเลว่าด้วยการห้ามล่าพวกเราหรือเงือก” เฟสต้า เกลฟิลเข้ามาตอบแทน

“จำเป็นต้องให้ทุกคนมางั้นเหรอ” ผมหันไปถามต่อ เรื่องพวกนั้นไม่น่าต้องให้ระดับกษัตริย์ออกมาพูดด้วยตัวเองแค่ส่งตัวแทนออกมาพูดก็น่าจะพอแล้ว

“พวกเรากระจายตัวกันอยู่ทั่วทุกมุมโลก และผู้ที่พวกเราจะทำตามไม่ใช่หนึ่งในตัวแทนที่ออกมาพูดแต่ต้องเป็นราชาของพวกเราเท่านั้น อีกอย่างมันเป็นเหมือนการแสดงอำนาจที่พวกเรามี ไม่ว่าจะเป็นเหล่าบุคคลที่เปี่ยมด้วยอิทธิพลหรือกระทั่งความน่ากลัวของพวกเราหากพวกเขาไม่ยอมทำตามข้อตกลงนั้น”

“คิดจะข่มขู่มนุษย์?” ผมสรุปออกมาได้แบบนั้น

“อย่าเรียกว่าขู่เลย พวกข้าแค่อยากอยู่อย่างสันติเท่านั้น” ครั้งนี้เป็นองค์ราชาที่ตอบ

“มนุษย์เป็นสิ่งมีชีวิตที่หากไม่เห็นหรือพบเจอด้วยตาตนเองก็จะไม่เกรงกลัว พวกเราเลยจำต้องใช้วิธีเยี่ยงนี้” องค์ราชินีหรือแม่ของฟีแซลล์พูดบ้าง

“เข้าใจแล้วครับ” เป็นอย่างที่ได้ยิน มนุษย์ก็เป็นแบบนี้มักคิดว่าตัวเองอยู่สูงกว่าสิ่งมีชีวิตอื่นเสมอ หากจะทำให้เกิดความเท่าเทียมมีเพียงต้องแสดงอำนาจที่ทัดเทียมหรือเหนือกว่าซึ่งนั่นคงเป็นวิธีที่ดีสุด

นำทางได้สักพักก็มาถึงยังห้องประชุมภายในตัวบ้านที่ผมสร้างไว้สำหรับวิดีโอคอลเข้าร่วมประชุมในที่ต่างๆ โดยที่ไม่ต้องเสียเวลานั่งรถไปจริงๆ จะคุยผ่านหน้าจอหรือคุยแบบต่อหน้าผลก็ไม่ได้ต่างกันมากมายนัก

ที่ต่างคือการประหยัดเวลา ใช้วิธีนี้แล้วผมมีเวลามากขึ้น

ห้องประชุมในชั้นใต้ดิน 2 นี้ถูกล้อมรอบด้วยผนังสีขาวโดยมีโต๊ะสำหรับนั่งประชุมอยู่ 4 ตัว...น้อยเกินไปสำหรับจะให้ทุกคนได้นั่ง

“จะหาเก้าอี้เพิ่มให้”

“ไม่เป็นไร พวกเราจะยืนข้างหลัง” ก่อนที่ผมจะได้ยกหูโทรศัพท์เหล่าผู้ที่เดินตามหลังมาก็บอกปฎิเสธก่อนจะทยอยเข้าไปยืนด้านหลังเก้าอี้

ก๊อก ก๊อก ก๊อก

“เข้ามา” เสียงเคาะประตูเรียกสายตาหลายคู่ให้หันไปสนใจ

“ขออนุญาต พวกเรานำเครื่องดื่มมา...” เควสและโวร์ที่ผมบอกให้นำเครื่องดื่มมาให้ถึงกับเบิกตากว้างด้วยความตกใจยามเห็นใบหน้าของแต่ละคนที่ยืนเรียงหน้ากระดานอยู่

ถ้าไม่ตกใจคงเป็นเรื่องแปลก

เชื่อเถอะไม่ว่าใครที่ได้เห็นบุคคลเหล่านี้อยู่พร้อมหน้ากันก็มีต้องเกร็งตัวกันทั้งนั้น

แบบนี้ข้อตกลงที่ถูกเอ่ยให้แต่ละประเทศรับฟังคงต้องคิดหนักหากไม่ทำตามหรือไม่เห็นด้วย

เครื่องดื่มเย็นๆ ถูกแจกจ่ายให้ทุกคนขณะที่เจ้าของดาวเทียมนับสิบลำกำลังเชื่อมต่อระบบดาวเทียมเพื่อเผยแพร่ภาพไปทุกช่องทางทั่วทั้งโลก ในระหว่างที่ผมยืนคิดหลายๆ อย่างฟีแซลล์ก็เดินเข้ามาใกล้พร้อมกับควงแขนผมแล้วลากไปยังโต๊ะที่มีทั้งราชา ราชินีและคนอื่นๆ อีกหลายคนกำลังคุยกันอยู่

“โฟรชน่ะทำอาหารเก่งเป็นที่ 1 เลย” ทันทีที่ดึงผมไปถึงหน้าโต๊ะฟีแซลล์ก็บอกทุกคนด้วยน้ำเสียงภูมิใจ

“ลูกแลชอบอาหารของโลกมนุษย์มากนะ” องค์ราชินีหันไปถามลูกชาย

“อืม อร่อยมาก แล้วก็มีรสชาติไม่เหมืนกับของอาณาจักรที่มีรสแนวเดียวกัน”

“องค์ชายคราวหน้าให้ดิฉันพาไปชิมอาหารทั่วโลกดีไหม” สาวสวยเจ้าแม่ของวงการการแสดงเอ่ยถามเสียงหวาน

“เอาสิ ผมอยากลองไปชิมหลายๆ ที่ แต่ไม่ว่าจะไปที่ไหนมาสำหรับผมชอบรสมือของโฟรชที่สุดแล้ว” ฟีแซลล์บอกพร้อมกับหันมายิ้มให้ผม

“พูดขนาดนั้นพ่อก็อยากลองชิมดูเหมือนกันนะรสของอาหารที่ลูกชอบน่ะ” ราชาเอื้อมมือมาลูบเส้นผมสีน้ำตาลอมส้มของฟีแซลล์ด้วยความเอ็นดู

“พวกเราเองก็อยากชิมเช่นกัน” ทุกคนต่างหมองหน้ากันสักพักก่อนทุกสายตาจะจับจ้องมายังผมที่เริ่มเกร็งตัวขึ้นเล็กน้อย

“ได้สิ ทำให้ทุกคนชิมหน่อยได้ไหมโฟรช” ฟีแซลล์เงยหน้าขึ้นมาถามผม ดวงตาสีฟ้าน้ำทะเลที่ไม่ได้เห็นมากว่าอาทิตย์ช่างน่าคิดถึง

ถ้าไม่ติดว่ามีสายตาหลายคู่กำลังจับจ้องมาผมคงคว้าตัวอีกฝ่ายมากอดแน่นด้วยความคิดถึงไปแล้ว

“วัตถุดิบที่ทำคงไม่พอสำหรับทุกคน” ผมบอกไปตามจริง วัตถุดิบในตู้ที่ซื้อมาเตรียมไว้แต่ละอย่างไม่ได้มากกว่าแค่พอสำหรับ 3-4 คนกินเท่านั้น แถมยังมีเรื่องของระยะเวลาในการทำอีก

“ไม่พอก็ออกไปซื้อตอนนี้น่าจะทัน ขอชิมฝีมือที่องค์ชายโปรดหน่อยเถอะ...ถ้าทำให้พวกเรายอมรับไม่ได้ก็อย่าหวังว่าจะได้ครอบครององค์ชายนะโฟรเช่ บูค์แซง” เจ้าของคาสิโนระดับโลกเดินเข้ามากระซิบประโยคสุดท้ายให้ผมได้ยินเช่นเดียวกับสายตาหลายคู่ซึ่งจับจ้องมาคล้ายยังไม่ยอมรับ

นี่ผมคงกำลังโดนทดสอบอยู่เป็นแน่!

และหากไม่ผ่านการทดสอบพวกเขาคงไม่ยอมรับเรื่องของผมและฟีแซลล์

ความรู้สึกที่ผมมีต่อฟีแซลล์ถึงไม่ต้องบอกแต่ละคนคงสัมผัสหรือคาดการณ์ได้อยู่แล้ว ถึงยังไงผมก็ไม่คิดที่จะปิดบังความรู้สึกนี้...ความรักที่มีต่อฟีแซลล์ไม่ใช่เรื่องที่ต้องปิดบังไว้

ผมอยากจะบอกให้ทุกคนรู้ด้วยซ้ำถึงความรู้สึกนี้

เท่าที่กวาดสายตามองผู้ที่รู้ความรู้สึกที่ผมมีต่อฟีแซลล์นั้นคือเหล่าผู้ทรงอิทธิพลในแวดวงต่างๆ ส่วนครอบครัวของฟีแซลล์เหมือนจะไม่ระแคะระคายแม้แต่น้อย ส่วนนี้คงเป็นยีนส์ที่สืบทอดกันมาละมั้ง

“ได้ครับ จะทำอาหารให้ทุกท่านชิมเอง” ในเมื่อเป็นการทดสอบผมก็ไม่คิดจะค้านหรือหนี

ต้องผ่านไปให้ได้บททดสอบนี้

“ให้ผมไปช่วยซื้อของไหม” ฟีแซลล์ถาม

“ไม่เป็นไร อยู่นี่เถอะ” อีกไม่นานการเชื่อมต่อคงสมบูรณ์ ถึงตอนนั้นคนของราชวงศ์ควรนั่งอยู่พร้อมหน้าเพื่อแถลงเรื่องราวทั้งหมดไม่ใช่ไปเดินชอปปิ้งซื้อวัตถุดิบสำหรับทำอาหารบนห้าง

“ได้ ผมจะอยู่นี่”

“อยากกินอะไรเป็นพิเศษไหม” ผมถามต่อ

“สปาเก็ตตี้เผ็ดๆ” เมนูรีเควสจากฟีแซลล์ดังขึ้น

“เผ็ดๆ เหรอ ผัดกระเพราหรือผัดขี้เมาดีล่ะ” ถ้าพูดถึงสปาเก็ตตี้รสเผ็ดก็มีอยู่ไม่กี่อย่าง

“ผัดขี้เมา” อีกฝ่ายตอบกลับทันทีคล้ายมีสิ่งที่อยากกินในใจอยู่แล้ว

“เข้าใจแล้ว เดี๋ยวเจอกัน” ผมส่งยิ้มบางๆ ให้ฟีแซลล์ก่อนจะเดินนออกมา

สถานที่ที่ผมมาคือซูปเปอร์มาเก็ตซึ่งอยู่ใกล้กับบ้านมากที่สุด มุมของอาหารสดนั้นมีค่อนข้างครบครันเนื่องจากซูปเปอร์นี้อยู่รายล้อมด้วยหมู่บ้านจัดสรร ใกล้ๆ กับแผนกอาหารสดเป็นแผนกเครื่องใช้ไฟฟ้า โทรทัศน์จอแบนที่มักจะมีพวกสารคดีฉายกลับปรากฎภาพของฟีแซลล์และบรรดาผู้เกี่ยวข้องทุกคน

ภาพและเสียงต่างเรียกความสนใจของทุกคนไม่เว้นแม้แต่ตัวของพนักงานเอง การแทรกแซงและเชื่อมต่อสัญญาณดาวเทียมทำให้การฉายภาพทุกช่องเปลี่ยนมาเป็นภาพเดียวกันทั้งหมด

ระหว่างกำลังหยิบพวกวัตถุดิบซีฟู้ดหลายชนิดลงรถเข็นหูผมก็เงี่ยฟังคำพูดที่ดังออกมา ในเริ่มแรกมีการกล่าวถึงว่าพวกเราเป็นใครและทำไมถึงต้องออกมาจนกระทั่งต้องการอะไรจึงได้ออกมาเปิดเผยตัวตนแบบนี้

“...พวกเราไม่ได้ต้องการจะเป็นศัตรูกับใคร และไม่ได้ต้องการที่จะทำร้ายใคร ขอเพียงอย่ามาทำร้ายหรือตามล่าเรา พวกเราก็ไม่คิดจะทำอะไร หากเป็นไปได้พวกเราอยากอยู่ร่วมกับมนุษย์เหมือนในอดีตหลายพันปีที่ผ่านมา แต่หากมีการล่าเงือกเกิดขึ้นก็อย่าบอกว่าพวกเราเป็นสิ่งมีชีวิตที่ดุร้ายเพราะพวกเราไม่ใช่ของประดับตกแต่งหรือสัตว์เลี้ยงที่จะอยู่ในตู้โชว์” คำพูดขององค์ราชาของอาณาจักรแม้จะพูดด้วยน้ำเสียงเรียบๆ แต่หากฟังให้ดีจะเห็นว่ามันแฝงไปด้วยความกดดันอันมากล้น

จะมีสักที่คนที่กล้าขืนคำพูดนั้น ต่อให้มี...ด้วยอิทธิพลและอำนาจขนาดนี้คงไม่ง่ายเลยที่หลุดรอดไปได้

เมื่อได้วัตถุดิบที่ต้องการมาครบทุกอย่างผมขับรถกลับบ้านและเข้าครัวเพื่อเตรียมมื้อค่ำที่เหลืออีกเพียงไม่กี่ชั่วโมงเท่านั้น การเตรียมอาหารให้คนจำนวนมากไม่ใช่สิ่งที่ผมถนัดหรือทำบ่อยแต่ใช่ว่าจะทำไม่ได้เพียงแค่ต้องใช้เวลาในการทำมากกว่าปกติหลายเท่า

มื้อค่ำของบ้านวันนี้ครื้นเครงด้วยบุคคลที่มากเป็นพิเศษ อาหารที่ผมทำอย่างสปาเก็ตตี้ผัดขี้เมาทะเลทานคู่กับซุปมะเขือเทศสไตล์อิตาลีถูกเสิร์ฟให้กับทุกคนด้วยฝีมือของเควสและโวร์ซึ่งเริ่มจะชินกันบรรยากาศหนักๆ ของพวกเขาแต่ละคนแล้ว

“ของทะเล นี่เจ้ากล้าให้พวกเรากินเพื่อนร่วมทะเลตั้งแต่มื้อแรกที่เจอกันเลย?” เสียงทุ้มหนึ่งในแขกเอ่ยเสียงเหี้ยม

“อื้มม~...สุดยอด ความเผ็ดนี่เข้ากับของทะเลได้มากเลยนะเนี่ย” เสียงต่อมาขององค์ราชาทำเอาคนที่เพิ่งเอ่ยเงียบลงพร้อมถอนหายใจออกมาคล้ายจะหมดอารมณ์แหย่ผมเล่น

“จริงด้วย รสอร่อยมากเลย เพิ่งเคยกินรสจัดแบบนี้” องค์ราชินีพูดบ้าง

“หนูก็ชอบนะ อร่อยกว่าที่พี่เฟสต้าทำอีก” น้องเล็กของครอบครัวบอกพร้อมตักสปาเก็ตตี้เข้าปากอีกรอบ

“อย่าพูดแบบนั้นสิที่รัก พี่จะฝึกปรือฝีมือให้น้องชมว่าอร่อยให้ได้”

“จะรอนะพี่เฟสต้า” รอยยิ้มหวานๆ นั่นไม่ต่างกับฟีแซลล์ในร่างหญิงสาวเลย ครอบครัวนี้ยิ้มได้น่ามองกันทุกคน

“โฟรเช่ บูค์แซง” เสียงเรียกจากผู้บัญชาการอันทรงอำนาจของกระทรวงความมั่นคงดังขึ้น

“ครับ” ผมขานรับ

“เหมือนจะมีปัญหาอยู่กับเกรดี้ คอนเฟรสสินะ” อีกฝ่ายเปิดประเด็น

“นิดหน่อยครับ” ความจริงจะเรียกว่านิดหน่อยคงไม่ได้เพราะสิ่งที่โดนมีทั้งถูกผลักลงทะเลในวันที่พายุเข้า ถูกไล่ล่าจนเกือบเอาชีวิตไปทิ้ง

พูดถึงเรื่องเกรดี้ คอนเฟรสผมคงปล่อยให้อีกฝ่ายรอยนวลไม่ได้

ต้องการขั้นเด็ดขาดซะละมั้ง

“หึ ยังเรียกว่านิดหน่อยได้นะ เจ้านั่นฉันจะจัดการเอง” อยู่ๆ อีกฝ่ายก็บอกเสียงต่ำคล้ายกับมีเรื่องแค้นเคืองส่วนตัว

“ผมเองก็อยากจัดการเหมือนกัน” ครั้งนี้ถ้าไม่มีเหตุผลสมควรอะไรคงยอมให้มาแย่งไม่ได้

“ใจกล้าดีนี่ น่าสนใจ แต่เรื่องนี้คงไม่ได้...เจ้าเกรดี้ คอนเฟรสไม่เพียงแค่คิดจะสังหารองค์ชายของอาณาจักรแต่ยังเป็นคนเผยแพร่เรื่องของเงือกให้คนทั้งโลกรับรู้ อีกทั้งยังเป็นแกนนำปุกระดมให้เกิดการล่าเงือกขึ้น เหตุผลเท่านี้คงพอที่จะยกเจ้านั่นให้ฉันนะ” เหตุผลแต่ละอย่างล้วนเกี่ยวข้องกับเงือกทั้งสิ้น ผมพอรู้อยู่ไม่กี่อย่างแต่ไม่คิดว่าจะมีการปลุกระดมให้ออกล่าเงือกด้วย

ถ้าเป็นแบบนั้นก็ควรจะยกให้กับคนที่เหมาะสมล่ะน่ะ

“เข้าใจแล้วครับ” ผมพยักหน้าตกลง

“ดี...เดี๋ยวจะให้ชดใช้ในส่วนที่ทำร้ายเจ้าด้วย”

“ขอบคุณครับ” ดวงตาที่ทอประกายราวกับสัตว์ร้ายใต้ท้องทะเลลึกนั่นน่ากลัว ไม่รู้ว่าเขาคิดจะทำอะไรแต่เป็นโชคดีที่สายตานั้นไม่ได้มองมายังผมแต่เป็นเกรดี้ คอนเฟรส

ถึงจะเป็นศัตรูแต่ผมก็ชักรู้สึกสงสารขึ้นมาแล้วสิ

ขอให้มีชีวิตรอดละกัน

ระหว่างมื้ออาหารกำลังดำเนินผมได้แว่บออกมาด้านนอกซึ่งเป็นสวนขนาดไม่ใหญ่มากของบ้าน แม้บรรยากาศจะเริ่มเป็นกันเองกับผมมากขึ้นแต่ผมอยากออกมาสูดอากาศคลายความล้าหลังทำอาหารติดกันหลายชั่วโมงสักหน่อย

เวลาในยามนี้คือช่วงราตรีอันมืดมิดซึ่งพอเงยหน้ามองบนฟ้าจะเห็นดวงดาวแต่ไม่มากเท่าด้านในตัวบ้านบริเวณระเบียงเหนือทะเล อาจเพรราะฝั่งนี้หันหน้าเข้าหาตัวเมืองพวกแสงไฟคงทำให้ความสว่างของดวงดาวลดน้อยลง

“โฟรช...มาอยู่นี่เอง” เสียงเรียกมาพร้อมกับร่างของฟีแซลล์ที่ก้าวเข้ามาหา

ก่อนหน้านี้เพราะมีสายตาหลายคู่จับจ้องมาผมเลยไม่มีโอกาสได้ทำทว่าในตอนนี้รอบข้างมีเพียงผมและฟีแซลล์ยืนอยู่ผมจึงไม่รอช้าพออีกฝ่ายก้าวเข้ามาในระยะผมเอื้อมมือไปดึงตัวอีกฝ่ายมากอดแน่นซุกใบหน้าลงไปยังลำคอสูดดมกลิ่นของทะเลที่มักจะมีติดตัวฟีแซลล์มาเสมอด้วยความคิดถึง

“ได้กอดนายสักที” ผมพึมพำระหว่างกระชับอ้อมแขนแน่นมากขึ้น

“โฟรช...”

“คิดถึงฉันไหม” กระซิบถามเสร็จก็เปลี่ยนมาประสานดวงตากับฟีแซลล์ตรงๆ

“อืม...คิดถึง” ฟีแซลล์พยักหน้าพลางส่งยิ้มหวานมาให้ ไม่เพียงแค่นั้นเขายังเป็นฝ่ายเข้ามากอดผมแน่นด้วยตัวเอง

“ฉันก็คิดถึงนาย”

“ผมคิดถึงมากกว่า” ดวงตาสีฟ้าที่ซุกอยู่บริเวณหน้าอกเงยขึ้นมาประสานกับดวงตาสีเทาอ่อนของผมอีกครั้ง

“ฉันต่างหากที่มากกว่า” ถ้าเป็นเรื่องนี้คงยอมให้ไม่ได้

ผมมั่นใจว่าตัวเองคิดถึงฟีแซลล์มากกว่า

“อย่าเถียงผมนะ รู้แล้วนี่ว่าผมเป็นใคร”

“หึ...เจ้าชายฟีแซลล์” ผมเอ่ยเรียก

“รู้แล้วก็ต้องยอมแพ้ผมนะ”

“เรื่องนี้ยอมไม่ได้ ฉันคิดถึงมากกว่าจริงๆ นี่”

“ผมคิดถึงมากกว่า” ฟีแซลล์ยังคงไม่ยอม

“ฉัน”

“ผม”

“ฉันสิ”

“โฟรเช่!” ชื่อเต็มของผมถูกน้ำเสียงหวานๆ ปนขุ่นเคืองเรียงด้วยใบหน้างอๆ

“หึ...ฉันรักนาย” ผมบอกทั้งที่ดวงตาของพวกเรายังคงประสานจ้องมองกันและกันผ่านทางสายตา

“โฟรช...” อีกฝ่ายดูจะตกใจที่ผมอยู่ๆ ก็เปลี่ยนเรื่อง

“รักนะ...ฟีแซลล์”

“ผมรู้”

“นายไม่รู้หรอกว่าฉันรักมากขนาดไหน” พูดจบผมจึงเชยคางอีกฝ่ายให้เงยหน้าขึ้นมารับจูบที่มอบให้แทนความคิดถึงตลอดอาทิตย์ที่ผ่านมา

รักมาก...มากจนตัวเองยังไม่เข้าใจว่าทำไมถึงได้รักมากขนาดนี้

เพราะถูกช่วยเหลือไว้ตอนวัยเด็กเหรอ

ไม่ใช่

หรือเพราะรูปลักษณ์ที่ตราตรึงผู้พบเห็นไม่ว่าจะเป็นดวงตาสีฟ้าน้ำทะเล เส้นผมสีน้ำตาลอมส้มหรือแม้แต่เกล็ดสีฟ้าอมเขียวที่ทอประกายยามสะท้อนกับแสง

ไม่แน่ว่าอาจเป็นเสียงที่ดึงดูดผู้ที่ได้ยินให้หลงใหลจนไม่เป็นอันทำอะไร

ไม่ว่าจะคิดหาเหตุผลเท่าไหร่ก็ยังไม่ใช่เหตุผลหลักที่ทำให้ผมรักเขาอยู่ดี

หากถามหาเหตุผล...นั่นสินะ...

ที่คิดออกในตอนนี้ไม่ใช่เพราะรูปลักษณ์หรืออะไรแต่เป็นเหตุผลที่ง่ายกว่านั้น

ฟีแซลล์

นั่นแหละเหตุผล

เพราะเป็นฟีแซลล์ผมถึงได้รัก

.........................................

มาต่อแล้ววว

จากตอนที่แล้วที่เรื่องเงือกถูกเปิดเผย ตอนนี้ก็ได้บทสรุปแล้ว

เราตั้งใจไว้แล้วว่าไม่อยากให้เรื่องของเงือกถูกปิดเงียบแต่ให้ทุกคนรู้ไปเลยว่ามีสิ่งมีชีวิตนี้อาศัยอยู่ทั้งบนบกและใต้น้ำ ส่วนอำนาจที่โฟรชมีนั้นแน่นอนว่าค่อนข้างมากแต่มากในที่นี้ไม่ได้มากถึงขนาดจะจัดการได้ทั้งหมด เราอยากให้เงือกได้แสดงอำนาจบ้าง แน่นอนว่าคงไม่ใช่ทั้งหมดที่จะยอมรับการมีอยู่ของเงือกแต่ไม่ต้องกังวลไปนะคะ ไม่มีดราม่าอะไรแล้ววว

หวังว่าทุกคนจะชอบตอนนี้นะคะ

บอกแล้วว่าอย่าเรียกว่าดราม่าเลย เราแต่งดราม่าหนักๆ ไม่เก่งแต่ก็พยายามให้มีสอดแทรกบ้าง

นับถอยหลังสู่ 3 ตอนสุดท้ายยย

ไว้เจอกันใหม่ตอนหน้า

บ๊ายบาย

nicedog

♫ ♪ ♪ ღ♫ ♪ ♪ ღ♫ ♪ ♪ ღ♫ ♪ ♪ ღ♫ ♪ ♪ ღ♫ ♪ ♪

ความคิดเห็น