facebook-icon Twitter-icon

ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

บทที่八 “ข้าจะเป็นฝ่ายจีบท่านเอง”

ชื่อตอน : บทที่八 “ข้าจะเป็นฝ่ายจีบท่านเอง”

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย y

คนเข้าชมทั้งหมด : 1.8k

ความคิดเห็น : 7

ปรับปรุงล่าสุด : 08 ต.ค. 2562 11:57 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
บทที่八 “ข้าจะเป็นฝ่ายจีบท่านเอง”
แบบอักษร

บทที่八 “ข้าจะเป็นฝ่ายจีบท่านเอง”

 

 

 

วันเวลาได้ไหลผ่านไปตั้งแต่ได้ตกลงกับชูร์เชียนว่าจะมาหาทุกอาทิตย์จนถึงตอนนี้การมาเยือนของผมก็ไม่ได้สร้างความแปลกใจให้ใครอีกไม่ว่าจะเป็นสหายในกองทหาร หัวหน้าเซียวซื่อ องครักษ์ส่วนพระองค์หรือกระทั่งเหล่าขันทีและนางกำนัลที่ก่อนหน้านี้ยังมองมาด้วยแววตาแปลกใจกับการมาเยือนขของผมแต่พอพ้นหนึ่งเดือนพวกเขาก็เริ่มคลายความแปลกใจกลายมาเป็นความสงสัยแทนว่าเพราะเหตุใดผมถึงได้มาเข้าเฝ้าองค์จักรพรรดิบ่อยถึงเพียงนี้

ขนาดขุนนางระดับเสนาบดีหรือแม่ทัพผู้เลื่องชื่อยังไม่มาเยือนบ่อยเท่าผมเลย แถมมาเยือนแต่ละครั้งมีอันต้องค้างคืนด้วยทุกครั้งไป ข่าวลือเรื่องผมเลยยิ่งกระจายออกไปว่ากลายเป็นบุรุษคนโปรดขององค์จักรพรรดิเข้าแล้ว

ดูเหมือนว่าการที่ชูร์เชียนชมชอบบุรุษจะไม่ใช่เรื่องที่เป็นความลับ ได้ยินมาจากหลายคนว่ามีบ่อยครั้งที่ชูร์เชียนเรียกบุรุษเข้าไปปรนิบัติทว่าตั้งแต่ผมเข้ามาก็ไม่ได้เรียกใครเข้าไปอีกเลย ผู้คนส่วนใหญ่ไม่กล้าเข้ามาถามเรื่องนี้ตรงๆ ข่าวที่กระจายออกไปเลยมีแต่ข่าวไม่มีมูลโดยตัวผมเองก็ไม่ได้อธิบายหรือเล่าให้ใครฟัง

ในกองทหารไม่ได้ตีตัวออกห่างจากผมด้วยเรื่องนี้ เท่าที่สังเกตเรื่องชายรักชายไม่ใช่เรื่องผิดแปลกสำหรับที่นี่เพราะอย่างไรผู้ที่ได้ชื่อว่าเป็นจักรพรรดิก็มีรสนิยมไปในทางนั้น ผู้คนเลยไม่รู้สึกว่าเป็นเรื่องผิดแปลก จะมีก็แต่เข้ามาปลอบและให้คำแนะนำผมว่าอย่าถลำความรู้สึกลึกไปเพราะได้ชื่อว่าเป็นจักรพรรดิมีสถานะที่แตกต่างกันอย่างมาก ที่เขาสนใจผมอาจเป็นเพียงแค่อารมณ์หรือความรู้สึกชั่วครั้งชั่วคราว

ให้เวลาเต็มที่ก็ไม่น่าจะเกินครึ่งปีทว่าตอนนี้เวลาล่วงเลยมาเกินหนึ่งปีแล้วผมก็ยังไม่เห็นว่าความสนใจของชูร์เชียนที่มีต่อผมจะลดลงแต่อย่างใด เจอกันทีไรอีกฝ่ายแทบจะละทิ้งงานทุกอย่างดึงผมเข้าไปกอดแน่น

คำแนะนำของมิตรสหายผมยังคงจดจำไว้เพียงแต่น่าเสียดายที่เหมือนว่าความรู้สึกของผมจะถลำลึกเกินกว่าจะเรียกกลับคืนมาได้ซะแล้ว ยิ่งนานวันเข้าผมก็ยิ่งเข้าใจความรู้สึกของตัวเองที่มีต่อชูร์เชียน

เป็นความรู้สึกที่ชัดเจนจนตัวเองยังรู้สึกตกใจทว่าในความชัดเจนยังแฝงไปด้วยความกลัวและกังวล

ก่อนหน้านี้ใช่ว่าผมจะไม่มีคนที่ชอบหรือรัก ตัวผมไม่ได้มองคนด้วยเพศแต่เป็นความรู้สึกยามอยู่ด้วยกันซึ่งตลอดการใช้ชีวิตก่อนหน้านี้ผมมีทั้งคนรักที่เป็นผู้ชายและผู้หญิงซึ่งทุกครั้งก็มักจะคบกันไม่ยืดเต็มที่ไม่เกินครึ่งปี คิดแล้วก็เศร้าไม่น้อย

อายุผมก็ไม่ใช่น้อยๆ แล้วที่จะเริ่มต้นใหม่ได้ทุกครั้ง พออายุได้สามสิบสามผมก็เลิกที่จะจริงจังเรื่องความรัก คิดว่าการมีคนเคียงคู่คงไม่เหมาะกับตัวเองจึงมีเพียงออกไปปลดปล่อยบ้างเป็นครั้งคราว แต่มาพอตอนนี้ร่างกายผมกลับไปเป็นหนุ่มวัยยี่สิบสามซึ่งเป็นวัยที่สามารถเริ่มต้นรักครั้งใหม่ได้อีกครั้ง

“ฝ่าบาทส่งกลับมาอีกแล้วหรือ” เสียงของสตรีในวัยประมาณสี่สิบดังขึ้นจากด้านในห้องเครื่องหรือห้องครัว

ตอนนี้ผมกำลังเดินทางไปยังตำหนักเพื่อพบกับชูร์เชียนหลังไม่ได้เจอกันมาหนึ่งอาทิตย์เต็ม เส้นทางที่ใช้นั้นเป็นเส้นทางเดิมๆ คือจะผ่านห้องเครื่องก่อนจะไปถึงตำหนัก ปกติผมมักจะไปพบกับชูร์เชียนช่วงเย็นและอยู่ด้วยกันทั้งวันจนถึงช่วงเย็นของอีกวันแล้วค่อยกลับไปทว่าวันนี้ผมมาในช่วงกลางวันเนื่องจากวันนี้ไม่มีงานที่ต้องสะสาง

“เจ้าค่ะ ฝ่าบาทบอกว่ายังไม่ใช่รสชาติที่ต้องการเจ้าค่ะ” เสียงของสตรีอีกนางดังขึ้นตามมา

“ฝ่าบาทไม่เคยโปรดขิงมาก่อนไม่รู้ทำไมวันนี้จึงสั่งให้ทำเมนูขิง” คำพูดที่ได้ยินทำให้ขาผมที่กำลังจะก้าวผ่านไปหยุดชะงักทันควัน

ชูร์เชียน...สั่งเมนูขิง?

เป็นเรื่องที่น่าแปลกใจไม่น้อย ผมมีโอกาสได้ร่วมโต๊ะกินมื้อเย็นด้วยบ่อยๆ จึงรู้ว่าเมนูอาหารแต่ละอย่างนั้นไม่มีส่วนผสมของขิงแต่อย่างใด ไม่คิดว่าจะได้ยินชูร์เชียนสั่งเมนูขิงแถมยังส่งกลับมาอีกเพราะรสชาติไม่ถูกใจอีก

“ข้าเองก็แปลกใจเช่นกัน นี่ก็ทำใหม่มาสองรอบแล้วแต่เหมือนยังไม่ใช่รสชาติที่ฝ่าบาทต้องการ จะทำอย่างไรดีเจ้าคะ” น้ำเสียงที่เอื่ยนั้นแฝงไปด้วยความกังวลอยู่ไม่น้อย

“คงต้องลองอีกครั้ง ยังมีปลาเหลืออยู่นำไปทอดเตรียมไว้ข้าจะซอยขิง”

“ขอเสียมารยาทได้ไหมขอรับ” ผมโผล่หน้าเข้าไปในห้องครัวที่มีสตรีหลายคนกำลังทำหน้าที่ของตัวเองอยู่ไม่ว่าจะเป็นล้างผัก หั่นเนื้อหรือแม้แต่ล้างและเช็ดจานชาม

“ท่านเป็นใคร...ห้องเครื่องนี้หากไม่ได้รับอนุญาตไม่สามารถให้คนนอกเข้าได้นะเจ้าคะ” ฟังจากเสียงคิดว่าเธอคนนี้ต้องเป็นหัวหน้าห้องเครื่องแน่

“ขออภัยที่เสียมารยาท ข้าเพียงแค่อยากช่วยเท่านั้น” ผมพอจะเดาได้ว่าทำไมรสชาติอาหารที่พวกเธอทำถึงได้ไม่ถูกปากชูร์เชียน

“ช่วย? ท่านจะช่วยอย่างไร...”

“นายหญิงเจ้าคะ หรือว่าเขาคือหลี่หวังหมิ่น” สตรีด้านข้างมองหน้าผมก่อนจะหันไปหานายหญิงที่ยังคงยืนนิ่งอยู่

“หลี่หวังหมิ่น? บุรุษที่ฝ่าบาทพาเข้าวังมาผู้นั้นน่ะหรือ” นายหญิงเอ่ยขึ้นคล้ายจะไม่แน่ใจ

“เจ้าค่ะ ได้ยินมาว่าเขาเป็นคนที่คอยดูแลฝ่าบาทตอนได้รับบาดเจ็บ หากเป็นเขาอาจรู้รสชาติที่ถูกใจฝ่าบาทก็ได้นะเจ้าคะ”

“ท่านคือหลี่หวังหมิ่นผู้นั้นหรือ” นายหญิงเดินเข้ามาหาผมขณะถาม

“ขอรับ ข้าหลี่หวังหมิ่น” ผมแนะนำตัว

“ข้าซูเพียงอันเป็นหัวหน้าห้องเครื่อง ท่านสามารถช่วยข้าปรุงรสชาติที่ฝ่าบาททรงโปรดได้หรือไม่” อีกฝ่ายแนะนำตัวก่อนจะเข้าเรื่อง

“ย่อมได้ เช่นนั้นข้าขออนุญาตเข้าไปนะขอรับ”

“รบกวนท่านด้วย” นายหญิงเพียงอันผายมือเชิญให้ผมเข้าไปด้านใน

เหล่านางกำนัลหรือเด็กรับใช้ในห้องเครื่องพากันหยุดมือที่ทำงานเงยหน้าขึ้นกล่าวทักทายผมอย่างพร้อมเพียงซึ่งผมก็ตอบรับกลับไปตามมารยาทเช่นกัน ภายในห้องครัวประกอบด้วยหลายส่วนโดยส่วนที่ผมถูกพามาอยู่ใกล้กับเตาไฟด้านข้างมีไหเครื่องปรุงอยู่หลากหลายรวมไปถึงขิงหลายหัวที่ถูกนำมาวางเตรียมไว้

“ขอให้ข้าเป็นคนทำเองได้รึเปล่า” ผมหันไปถาม

“ได้เจ้าค่ะ เพียงแต่ข้าขอดูวิธีการทำของท่านได้หรือไม่” นายหญิงเพียงอันถามต่อ

“ได้สิ ที่รสชาติไม่ได้ตามที่ฝ่าบาทต้องการคงเป็นเพราะตัวขิงมีรสชาติที่เด่นเกินไป” ผมบอกขณะล้างขิงให้สะอาดแล้วเริ่มทำการซอยให้เป็นเส้นเล็กๆ เพื่อให้ง่ายต่อการกิน

“เด่นเกินไปหรือ แต่ปกติปลาทอดผัดขิงก็ต้องปรุงโดยชูรสของขิงนี่”

“ย่อมใช่ แต่กับฝ่าบาทที่ไม่โปรดขิงย่อมไม่ชอบให้มีกลิ่นขิงที่เด่นเกินไป” ตั้งแต่วันแรกที่รู้ว่าอีกฝ่ายไม่ถูกกับขิงจริงอยู่ว่าผมเฝ้าทำอาหารจากขิงอยู่ไม่ขาดแต่ไม่ได้คิดจะแกล้งเพียงอยบ่างเดียวหรอกนะ ผมใช้วิธีง่ายๆ อย่างการนำขิงที่ซอยไปแช่น้ำเกลือพักไว้และปรุงรสชาติของเนื้อปลาก่อนนำไปทอดให้รสเข้มขึ้นเพียงเท่านี้ก็เพียงพอแล้ว

กรรมวิธีอื่นๆ ในการทำไม่มีอะไรแตกต่าง ใช้เวลาไม่นานเมนูปลาทอดผัดขิงก็เสร็จสมบูรณ์ กลิ่นหอมของขิงผสมกับกลิ่นของปลาทอดและเครื่องเทศอื่นๆ อย่างลงตัว

“ท่านทำอาหารเก่งนัก” เสียงชมดังขึ้นจากสตรีที่ได้ชื่อว่าเป็นหัวหน้าห้องเครื่องทำให้ผมรู้สึกเขินอยู่ไม่น้อย

“คงไม่อาจเทียบเท่าท่าน” ถึงผมจะทำอาหารกินเองบ่อยแต่ไม่คิดว่าประสบการณ์ตัวเองจะสู้กับนายหญิงซึ่งเป็นถึงหัวหน้าห้องเครื่องได้หรอกนะ

“ถ่อมตัวเกินไปแล้ว ข้าได้เรียนรู้หลายอย่างจากท่าน ปกติบุรุษมักชอบฝึกฝนทักษะการต่อสู้และใช้อาวุธมากกว่าทักษะด้านการทำอาหาร ข้าจึงอดไม่ได้ที่จะแปลกใจและชื่นชม”

“ข้าชอบทำอาหารกินเองเลยพอมีทักษะอยู่บ้าง” ผมตอบ

“แค่มองท่านตอนอยู่หน้าเตาก็รู้แล้วว่าทักษะด้านนี้มีไม่น้อย การทำอาหารก็เหมือนการใช้อาวุธต้องหมั่นฝึกฝน หากท่านต้องการสามารถมาทำอาหารที่ครัวได้นะเจ้าคะ ที่อื่นเกรงว่าคงไม่ง่ายหากต้องการหาสถานที่ฝึกทำอาหาร” นายหญิงเพียงอันพูดต่อ สายตาที่มองมาคล้ายจะยินดีไม่น้อยที่ได้เห็นผู้มีฝีมือในการทำอาหาร

เป็นอย่างที่นายหญิงบอกในวังหลวงแห่งนี้มีห้องครัวอยู่หลายแห่งก็จริงแต่ใช่ว่าคิดจะเข้าไปขอทำอาหารก็ทำได้ ส่วนมากมีแต่จะถูกไล่ออกมาหากไม่ได้รับอนุญาต ตั้งแต่ผมกลับมาที่นี่ก็ไม่ได้จับมีดจับหม้ออีกเลย ผ่านมาปีนิดๆ รู้สึกว่าไม่คล่องแคล่วเหมือนเมื่อก่อน สงสัยผมคงต้องหาเวลามีเข้าครัวก่อนจะลืมจริงๆ แล้ว

“จะไม่ถือเป็นการเสียมารยาทหรือรบกวนหรือ” ผมถามกลับด้วยน้ำเสียงเกรงใจ ภายในห้องเครื่องมีแต่สตรีการให้ผมซึ่งเป็นบุรุษเข้ามาเกรงว่าจะทำให้รู้สึกไม่ดีกัน

“ไม่หรอกเจ้าค่ะ ยินดีต้อนรับท่าน”

“เช่นนั้นจากนี้คงต้องขอรบกวนและฝากตัวด้วย”

“ยินดีเจ้าค่ะ จานนี้ท่านจะนำไปด้วยตัวเองไหมเจ้าคะ” นายหญิงเพียงอันหันมองไปจานปลาทอดผัดขิงด้านข้าง ผมคิดว่าอีกฝ่ายคงรู้ตั้งแต่ได้ยินชื่อผมแล้วว่าผมเป็นใคร

“อย่าเลย ให้คนของท่านนำไปเถอะ” ผมอยากรู้เหมือนกันว่าหากเป็นจานที่ผมลงมือทำโดยไม่บอกจะถูกส่งกลับให้ทำใหม่อีกครั้งรึเปล่า

จากนั้นผมได้ขอตัวออกจากห้องเครื่องตรงไปยังตำหนักตามปกติ องครักษ์ด้านหน้าเปิดทางให้ผ่านเข้าไปอย่างง่ายดายโดยปราศจากคำถามหรือการตรวจค้น ปกติผมจะไปหาชูร์เชียนที่ห้องทำงานแต่วันนี้ผมเดินเลยขึ้นไปยังห้องอาหารส่วนตัวที่อยู่ถัดไปอีกสามห้อง

องครักษ์คนสนิทเฝ้าอารักขาอยู่ด้านนอก ผมผงกหัวทักทายส่วนพวกเขาก็โค้งศีรษะเล็กน้อยตอบกลับมาแล้วเอ่ยรายงานว่าผมมาถึงแล้ว

“ให้เข้ามา” เสียงของชูร์เชียนแฝงไปด้วยความยินดีจนผมอดไม่ได้ที่จะยกมุมปากขึ้นพร้อมกับก้าวเข้าไปด้านในหลังองครักษ์ทั้งสองเลื่อนประตูเปิดอ้าออก

“กระหม่อมมาแล้วพ่ะย่ะค่ะ” ผมเอ่ยทักทายอย่างมีมารยาท ภายในห้องไม่ได้มีเพียงผมกับชูร์เชียนแต่ยังมีขันทีเม่าจื่อกับขันทีจิ่วอวี๋รวมไปถึงนางกำนัลอีกสี่คนยืนอยู่ด้านข้างคอยรับใช้

ชูร์เชียนนั่งอยู่ตามลำพังบนโต๊ะที่เรียงรายด้วยเมนูอาหารเกือบสิบอย่าง ดวงตาสีดำขลับของชูร์เชียนเงยขึ้นมาประสานกับดวงตาสีน้ำตาลอ่อนของผมด้วยใบหน้ายิ้มแย้ม บรรยากาศแห่งความสุขพวยพุ่งออกมาทำเอาผมพลอยรู้สึกเขินอายขึ้นมากระทันหัน

เพื่อหลีกเลี่ยงสถานการณ์ชวนกระอักกระอ่วนผมจึงเดินไปยืนด้านข้างถัดจากขันทีไปเล็กน้อย ผมเห็นว่าชูร์เชียนกำลังจะอ้าปากเพื่อเอ่ยอะไรบางอย่างทว่าหน้าประตูกลับมีเสียงของหนึ่งในองครักษ์ดังขึ้นบอกว่าห้องเครื่องนำอาหารมาส่งชูร์เชียนจึงตอบรับให้เข้ามาได้

นางกำลังที่นำอาหารมาเป็นคนเดียวกับที่ผมเจอในห้องเครื่องก่อนหน้านี้แต่ไม่ได้รู้จักชื่อ เธอนำจานปลาทอดผัดขิงวางลงยังตำแหน่งด้านหน้าของชูร์เชียนซึ่งเว้นว่างไว้ก่อนจะโค้งตัวลงถอยออกไปยืนด้านข้างรอรับฟังคำสั่งต่อไป

ผมมองดูชูร์เชียนที่ใช้ตะเกียบคีบปลาทอดกับขิงซอยเข้าปากด้วยความรู้สึกตื่นเต้นไม่น้อย ไม่ได้ทำอาหารมาตั้งนานไม่รู้ว่ารสชาติจะยังเหมือนเดิมกับที่อีกฝ่ายต้องการอยู่รึเปล่า ทันทีที่ชิมรสชาติดวงตาสีดำขลับหรี่ลงน้อยๆ แต่ยังไม่ยอมเอ่ยอะไรคีบเนื้อปลาและขิงอีกคำเข้าปาก

“รสชาติดีมาก” หลังกินไปถึงสามคำติดในที่สุดชูร์เชียนก็ยอมเอ่ยออกมา

“ขอบพระทัยเพคะ”

“เจ้ากลับไปได้แล้ว พวกเจ้าด้วยออกไปรอข้างนอก” ชูร์เชียนสั่งการต่อโดยใช้สายตาไล่มองแทนการบอกว่าใครบ้างที่ต้องออกไปซึ่งแน่นอนว่าไม่มีผมเป็นหนึ่งในนั้น

“พ่ะย่ะค่ะ/เพคะ” เหล่าผู้ที่ยืนอยู่ด้านข้างพากันรับคำก่อนจะถยอยออกไปด้านนอก

ภายในห้องเหลือเพียงผมกับชูร์เชียนตามลำพัง ตัวผมก็ไม่รู้ว่าจะเปิดบทสนทนาอะไรจึงทำเพียงยืนอยู่นิ่งๆ มองชูร์เชียนที่คีบขิงซอยเข้ามาอีกคราก่อนจะเบนสายตามามองผม

“จานนี้เป็นฝีมือเจ้าสินะ” ไม่มีการเกริ่นนำใดๆ ทั้งสิ้น ดูแล้วไม่น่าใช่ประโยคคำถามด้วยซ้ำ ชูร์เชียนเหมือนจะมั่นใจมากว่าจานนั้นเป็นฝีมือผม

“ไม่ใช่ฝีมือข้า” ผมลองโกหกเพื่อดูว่าอีกฝ่ายจะทำอย่างไรต่อ

“เจ้าโกหกข้าไม่ได้หวังหมิ่น”

“ท่านมั่นใจได้อย่างไรว่าเป็นฝีมือข้า” ผมถามกลับ ไม่ง่ายเลยกับการแยกรสชาติว่าใครเป็นคนทำเพราะเพียงแค่รู้สูตรก็สามารถทำอาหารที่มีรสชาติเหมือนๆ กันออกมาได้แล้ว

“ข้าให้ห้องเครื่องไปทำใหม่ถึงสองครั้งซึ่งแต่ละครั้งรสชาติล้วนไม่ใกล้เคียงที่ข้าอยากกินแต่พอมาจานนี้กลับเป็นรสที่คุ้นชินจนน่าแปลกใจ ไม่มีทางที่พวกนางจะปรุงรสชาติแบบนี้ออกมาได้ในทันที หากไม่ใช่เจ้าก็ไม่มีใครอื่นอีกแล้ว” ชูร์เชียนบอกเหตุผล

“ท่านพูดถูก เป็นข้าเองที่ทำ” ผมยอมรับ

“ว่าแล้ว”

“ข้าแปลกใจมากที่ได้รู้ว่าท่านสั่งเมนูขิง”

“ไม่ใช่แค่เจ้าหรอกที่แปลกใจ ข้าเองก็ยังแปลกใจตัวเองไม่น้อย ไม่รู้ทำไมอยู่ๆ ก็คิดถึงรสมือของเจ้าขึ้นมาทั้งที่มีหลายเมนูที่ไม่มีขิงแต่กลับนึกถึงเมนูที่มีแต่ขิงซะอย่างนั้น” ชูร์เชียนพูดต่อ สายตาจ้องมองไปยังปลาทอดผัดขิงที่เหลืออยู่ไม่มาก

หากไม่รู้มาก่อนว่าผมคงคิดว่าอีกฝ่ายต้องชอบกินขิงมากแน่เพราะอาหารจานอื่นแทบไม่พร่องลงไปเลย

“ขิงมีประโยชน์และสรรพคุณมากมาย ข้าดีใจที่ท่านอยากกิน ถ้าเป็นไปได้ก็อยากให้กินบ่อยๆ” ผมเผยรอยยิ้มบางๆ ออกไประหว่างพูด

“...ข้าจะยอมกินก็ได้หากเจ้าเป็นคนทำ” เงียบไปพักใหญ่ชูร์เชียนจึงยื่นข้อเสนอ

“ข้าจะบอกวิธีทำกับคนในห้องเครื่อง”

“หมายถึงเจ้าจะไม่ทำให้ข้ากิน?”

“ท่านก็รู้ว่าข้าทำให้ท่านทุกวันไม่ได้”

“ใครบอกว่าต้องทุกวันกัน เจ้าคิดว่าข้าชอบขิงนักรึไงหวังหมิ่น” คนไม่ชอบขิงใช้ตะเกียบคีบขิงซอยเข้าปากอีกครั้ง สงสัยคงเป็นเพราะได้รับอิทธิพลจากการถูกบังคับให้กินแต่เมนูขิงในทุกวันถึงสามารถกินได้แม้จะไม่ชอบก็ตาม

“หากกินทุกวันได้ย่อมเป็นผลดี”

“อาทิตย์ละครั้งก็พอแล้ว”

“อาทิตย์ละสองครั้งเถอะ หากข้ามีเวลาจะทำให้ท่านเองแต่ถ้าไม่จะให้นายหญิงเพียงอันจัดการ” อย่างน้อยอาทิตย์ละครั้งผมน่าจะไม่มีปัญหาแต่ถ้าเป็นสองครั้งผมไม่แน่ใจ

“เจ้าสนิทกับเพียงอันถึงขนาดให้นางจัดการให้ได้เลยหรือ” ชูร์เชียนเลิกคิ้วขึ้นน้อยๆ จ้องมองมาอย่างจับผิด

“เพิ่งเจอกันครั้งแรกแต่นับว่าสนิททีเดียว ยังอนุญาตให้ข้าเข้าไปใช้ห้องครัวได้ด้วย” ผมอดไม่ได้ที่จะยิ้มออกมาเมื่อนึกถึงเรื่องเมื่อครู่

“เจ้ากล้ายิ้มเพราะคิดถึงหญิงอื่นหรือหวังหมิ่น” น้ำเสียงไม่พอใจดังขึ้นพร้อมใบหน้าที่หมองลงทันตา

“ข้ายิ้มไม่ได้หรือ”

“ทีกับข้านานๆ ทีถึงจะได้เห็นเจ้ายิ้มสักครั้ง”

“อยู่กับท่านข้ายิ้มออกบ่อย” หากเทียบกับตอนอยู่กับคนอื่นแล้วผมมั่นใจว่าตัวเองยิ้มตอนอยู่กับชูร์เชียนมากกว่า ถึงจะมีหลายครั้งที่ผมกลั้นยิ้มไว้เพราะไม่อยากให้ตัวเองยิ้มมากเกินไปก็ตาม

“บ่อยที่ไหน อย่างน้อยตั้งแต่เจ้ามานี่ข้าก็ยังไม่เห็นเจ้ายิ้มให้ข้าเลย มีแต่ยิ้มเพราะคิดถึงผู้หญิงคนอื่น ข้าจะปลดนาง...”

“ชูร์เชียน ท่านเป็นเด็กหรือ” ใช้อำนาจด้วยเรื่องไร้สาระเช่นนี้

“เหอะ ใครจะเป็นผู้ใหญ่เหมือนเจ้าเล่า” ชูร์เชียนเท้าแขนกับโต๊ะหันหน้ามามองผมด้วยสายตาหงุดหงิดราวกับเด็กเอาแต่ใจที่กำลังเรียกร้องความสนใจอยู่ไม่มีผิด

“ข้าจะยิ้มให้ท่าน”

“...ฮืม”

“ข้าจะยิ้มให้ท่านเห็น ดังนั้นเลิกหงุดหงิดนะ” วิธีรับมือกับชูร์เชียนนั้นหากผมไม่รู้ก็คงไม่มีใครรู้อีกแล้ว ไม้แข็งใช้กับอีกฝ่ายได้เป็นครั้งคราวส่วนมากต้องใช้ไม้อ่อนจึงจะได้ผลดีที่สุด

“ยิ้มก่อนแล้วค่อยว่ากัน” ดวงตาคู่งามจับจ้องมายังริมฝีปากผมเพื่อไม่ให้พลาดแม้สักเสี้ยววินาที

ผมส่ายหน้าน้อยๆ กับการกระทำนั้นด้วยความเอือมระคนเอ็นดู การยิ้มไม่ใช่เรื่องยากเพียงแต่หากไม่มีเรื่องให้ยิ้มผมก็ไม่คิดที่จะยิ้มเรื่อยเปื่อยอย่างตอนนี้เองก็ไม่มีเรื่องให้ดีใจจึงยากที่จะยิ้มแต่พอมองสายตาและท่าทางของชูร์เชียนที่จริงจังกับเรื่องของผม อยู่ๆ รอยยิ้มก็คลี่ออกมาได้อย่างง่ายดาย

มองอย่างไรก็น่ารักจริงๆ นั่นแหละ

“ข้ายิ้มแล้ว” ผมบอกหลังหุบยิ้มลง

“แค่นี้หรือ ยิ้มอีกหน่อยน่า” ชูร์เชียนเงยหน้าขอ

“พอเถอะ รีบกินข้าวก่อนจะเย็นหมด” ผมเปลี่ยนเรื่องคุยเพราะขืนต่อบทสนทนาต่อไปคงไม่พ้นต้องยิ้มให้เห็นอีกครั้งเป็นแน่

“ก็ได้ รีบกินข้าวให้เสร็จจะได้รีบกอดเจ้า”

“ต้องรีบไปทำงานต่อไม่ใช่หรือ” ทำไมถึงกลายเป็นรีบกอดผมได้เล่า

“ฮืม เจ้าพูดอะไร” อีกฝ่ายทำเมินราวกับไม่รับรู้ถึงกองเอกสารที่วางกองอยู่บนโต๊ะ

ทุกอาทิตย์ที่ผมมาเยือนก็มักจะเป็นแบบนี้เสมอ ชูร์เชียนแทบจะไม่แตะต้องงานเวลาที่ผมมาหาซึ่งผมก็มักจะใช้ไม้แข็งให้อีกฝ่ายกลับไปทำเสมอ ข้ออ้างอย่างจะขอตัวกลับทำให้อีกฝ่ายจ้องผมเขม็งจำยอมจัดการงานที่คั่งค้างโดยคาดโทษผมไว้ แน่นอนว่าโทษนั้นผมต้องใช้คืนในยามค่ำคืนนั่นคือการถูกกอดรัดแน่นจนแทบหายใจไม่ออก ถูกทั้งซุก ทั้งไซร้และคลอเคลียไม่ห่างกระทั่งถึงเช้าวันต่อไป

หลายอาทิตย์ต่อมาผมได้มีโอกาสถูกแม่ทัพจางเหวินตี้เรียกให้ไปพบซึ่งคนที่มาบอกเรื่องนี้กับผมก็คือหัวหน้าเซียวซื่อ สถานที่นัดพบคือในห้องพักส่วนตัวของแม่ทัพเหวินตี้ ภายในห้องถูกตกแต่งด้วยโทนสีน้ำตาลของไม้อย่างเรียบง่ายบ่งบอกถึงนิสัยที่ไม่ติดฟุ้งเฟ้อ

แม่ทัพเหวินตี้เป็นชายรูปร่างออกกำยำไม่น้อย บนหน้ามีหนวดเคราให้ความรู้สึกดิบเถื่อนและน่าเกรงขาม ยิ่งเขานั่งอยู่บนเก้าอี้โดยแผ่บรรยากาศกดดันออกมาก็สร้างแรงกดดันให้ไม่น้อย

“ท่านแม่ทัพยินดีที่ได้รู้จักขอรับ ข้าหลี่หวังหมิ่น” ผมก้าวเข้าไปตรงหน้าเอ่ยทักทายและแนะนำตัวด้วยน้ำเสียงปกติราวกับสัมผัสไม่ได้ถึงแรงกดดันที่อีกฝ่ายพยายามสร้างขึ้น

“ใช้ได้นี่ เป็นอย่างที่เซียวซื่อบอก น่าสนใจไม่เลว” แม่ทัพเหวินตี้ใช้สายตาสำรวจประเมินผม

“ท่านแม่ทัพรียกข้ามาด้วยเรื่องอันใดหรือ” ผมปล่อยให้อีกฝ่ายสำรวจอยู่นานก่อนจะเป็นฝ่ายเปิดเข้าประเด็นเพราะอีกฝ่ายไม่มีทีท่าว่าจะพูดแต่อย่างใด

“สายตาดี รูปร่างใช้ได้ บรรยากาศไม่เลว”

“...” ดวงตาสีน้ำตาลอ่อนของผมกระพริบมองคนตรงหน้าไม่ได้เร่งรัดหรือถามอะไรอีก

“ข้ามีงานให้เจ้าทำ” รอไม่นานแม่ทัพเหวินตี้ก็พูดขึ้น

“ขอรับ”

“ไม่ถามหรือว่าเป็นงานอะไร” อีกฝ่ายถามต่อ

“หากเป็นงานที่ข้าจำเป็นต้องรู้ท่านแม่ทัพย่อมต้องบอกข้าเองแต่หากไม่บอกนั่นแปลว่าข้าไม่จำเป็นต้องรู้” ผมตอบไปตามที่คิด ตอนเป็นตำรวจเองก็มีหลายครั้งที่ต้องทำหน้าที่โดยที่ไม่รู้ข้อมูลอะไรเพราะหากล่วงรู้อาจนำมาถึงอันตรายซึ่งอีกแง่ก็ต้องเป็นคนที่ไว้ใจได้ถึงยอมให้ทำงานอะไรแบบนี้

ปิดหูปิดตาไว้ในบางเรื่องจะทำให้ใช้ชีวิตง่ายขึ้น

“เป็นคำตอบที่ดี หากไม่เห็นว่ารูปร่างเจ้าอายุยี่สิบกว่าข้าคงคิดว่าเจ้าเป็นคนรุ่นๆ เดียวกัน” แม่ทัพเหวินตี้ยกยิ้มมุมปากขึ้นน้อยๆ

“...” คำพูดที่ได้ยินทำให้ผมรู้สึกราวกับถูกธนูยิงมาปักอก รุ่นเดียวกับแม่ทัพเหวินตี้ก็หมายถึงผมดูเหมือนคนอายุสี่สิบกว่า?

ถึงภายในผมจะไม่เด็กแต่ผมก็ไม่ได้อายุมากขนาดนั้นนะ

“ข้ารู้สึกถูกชะตากับเจ้าไม่น้อย ข้าขอดูหน่อยว่าสามารถเชื่อใจและไว้ใจเจ้าได้มากเพียงใด” น้ำเสียงที่จริงจังขึ้นทำให้ผมรีบดึงสติกลับมา

“ท่านจะทดสอบข้าอย่างไร”

“ง่ายๆ ให้เจ้านำของสำคัญสิ่งนี้ไปให้จวงหมิงซึ่งเจ้าจะเปิดออกดูหรือไม่ก็ได้” อีกฝ่ายหยิบม้วนกระดาษออกมาวางบนโต๊ะพลางลอบสังเกตผม จวงหมิงที่ท่านแม่ทัพหมายถึงคงไม่พ้นซานจวงหมิงหัวหน้ากองย่อยที่หก

“ข้าจะไม่เปิด” ผมตอบทันที วิธีการทดสอบเช่นนี้ตอนเป็นตำรวจเคยทำมาไม่รู้กี่ครั้งแล้ว สำหรับมนุษย์พอได้ยินว่าเป็นของสำคัญย่อมเกิดความอยากรู้อยากเห็นยิ่งได้รับอนุญาตให้เปิดหรือไม่ก็ได้แม้จะรู้ว่าไม่ควรเปิดสุดท้ายก็มีไม่น้อยที่แอบเปิดอยู่ดี

“ข้าจะรอฟังข่าวดี จวงหมิงน่าจะอยู่หอตำรา เจ้าคงรู้ทางไปกระมัง” ท่านแม่ทัพเอ่ยถามก่อนยื่นม้วนกระดาษมาให้

“ขอรับ เช่นนั้นข้าขอตัว” ผมรับม้วนกระดาษนั่นมาแล้วก้าวออกไปจากห้อง

ภารกิจทดสอบเช่นนี้ไม่ใช่เรื่องยาก ผมเดาได้ว่าในม้วนกระดาษนี้คงไม่มีอะไรเขียนไว้ ท่านแม่ทัพคงจะบอกเรื่องนี้กับหัวหน้าจวงหมิงไว้และให้ดูว่าผมได้เปิดม้วนกระดาษนี้ออกดูรึเปล่าซึ่งถ้าถามว่าจะรู้ได้อย่างไรก็คงไม่พ้นวิธีการผูกเชือกที่พันม้วนกระดาษอยู่...เป็นวิธีการผูกเป็นเงื่อนเฉพาะที่ผมเองก็ไม่เคยเห็นการผูกแบบนี้มาก่อน

ขืนลอบดูเนื้อหาภายในแล้วผูกเชือกกลับไปโดยไม่ได้สังเกตวิธีการผูกก็มีแต่จะเผยพิรุจออกมาเท่านั้น

หอตำราที่ว่าอยู่อีกฝั่งหนึ่งของลานฝึกทหาร ปกติผมไม่ได้ไปแถวนั้นนักเนื่องจากอยู่คนละทิศกับที่พัก หอตำราแห่งนี้เป็นสถานที่ที่ไม่ว่าใครก็สามารถเข้าไปหยิบหนังสือตำรามาอ่านเล่นหรือศึกษาหาความรู้ได้โดยสามารถหยิบยืมไปอ่านได้หลังจากลงบันทึกด้านหน้า

ในยุคนี้การขโมยของหรือลักทรัพย์ยังคงมี ทางหอตำราจึงได้จัดคนดูแลไว้สามคนเพื่อคอยตรวจสอบและอำนวยความสะดวกแก่ผู้มาเยือน ความรู้สึกแรกที่ผมก้าวเข้าไปด้านในนั้นไม่ต่างกับการเข้าห้องสมุดในสมัยเรียนเลยแต่เป็นห้องสมุดที่ให้บรรยากาศโบราณไปสักหน่อย

กลิ่นของหนังสือลอยอบอวนอยู่ภายใน เป็นสถานที่ที่ผมไม่ค่อยได้มาเยือนนัก ผมชอบอ่านหนังสือแต่ไม่ชอบการเช่าหรือหยิบยืม หากผมสนใจหนังสือเล่มใดส่วนมากจะซื้อไปเก็บไว้มากกว่า

จะว่าไปหัวหน้าจวงหมิงมีรูปลักษณ์เป็นอย่างไรผมก็ไม่แน่ใจนัก จำได้ว่าเคยเขาอยู่ไกลๆ แต่ไม่เคยได้เข้าไปพูดคุยสนทนา เหมือนจะเป็นบุรุษตัวใหญ่ ผิวสีแทน....โอ๊ะ เหมือนผมจะเจอแล้ว

ผมมองรูปร่างสูงใหญ่ของบุรุษที่อยู่ด้านในสุดของหอตำราด้วยสายตาพินิจ เขายืนพิงพนักโดยมือข้างหนึ่งกางหนังสืออ่านส่วนมืออีกข้างนั้นกอดอกไว้หลวมๆ ทันทีที่ผมก้าวเข้าไปในระยะการสัมผัสดวงตาสีน้ำตาลก็เงยขึ้นจากตัวอักษรในหนังสือมาเป็นตัวผม

“ยินดีที่ได้รู้จักขอรับ ข้าหลี่หวังหมิ่นได้รับคำสั่งให้นำม้วนกระดาษมาให้หัวหน้าจวงหมิงขอรับ” ผมเอ่ยทักทายตามมารยาทก่อนจะหยิบม้วนกระดาษในอกเสื้อส่งให้คนตรงหน้า

“เจ้าหรือคนที่เซียวซื่อบอกว่ามีพรสวรรค์ไม่เลว” หัวหน้าจวงหมิงเอ่ยขณะมองสำรวจผม

“ขอรับ หลี่หวังหมิ่นคือข้าเอง”

“เจ้ารู้หรือไม่ว่าที่ท่านแม่ทัพสั่งการให้เจ้านำสิ่งนี้มาให้ข้าคือการทดสอบ?” อีกฝ่ายถามพลางรับม้วนกระดาษจากมือผมไปมองปมเชือกที่ผูกไว้เป็นอันดับแรก

“ข้าทราบดี”

“เช่นนั้นข้าขอถาม...เจ้าได้เปิดดูสิ่งในม้วนกระดาษแล้วรึยัง” ทั้งที่หัวหน้าจวงหมิงน่าจะทราบอยู่แล้วจากการตรวจสอบม้วนกระดาษในมือแต่เขาก็ยังเอ่ยถาม

“ข้าไม่ได้เปิด”

“เหตุใดจึงไม่เปิด ท่านแม่ทัพบอกว่าถ้าอยากจะเปิดก็เปิดได้ไม่หรือ”

“ก็จริงที่ท่านแม่ทัพเอ่ยเช่นนั้นทว่าคำว่าหากต้องการให้เปิดดูจริงๆ ไม่จำเป็นต้องพูดเช่นนั้นแค่บอกให้เปิดออกดูก็พอแล้ว นั่นหมายถึงท่านแม่ทัพไม่ได้ต้องการให้ข้าเปิด นั่นเป็นเพียงการลองใจเท่านั้น” ผมตอบกลับไปด้วยสีหน้าปกติ

“...น่าสนใจจริงๆ เจ้าน่ะ ผ่าน” หัวหน้าจวงหมิงชี้นิ้วมาทางผมพร้อมกับคลี่ยิ้มส่งมา

“ขอบคุณขอรับ”

“จากนี้เจ้าจะได้รับความไว้ใจจากพวกข้าและท่านแม่ทัพรวมไปถึงการทำภารกิจต่างๆ ที่ไม่ใช่แค่จากคำสั่งของเซี่ยวซื่อแต่รวมไปถึงข้ากับหวนเจิงด้วย” หวนเจิงที่หัวหน้าจวงหมิงพูดคือหัวหน้ากองย่อยที่สี่ต้าหวนเจิง

“ขอรับ” ผมพยักหน้าเข้าใจ การได้รับความไว้ใจอีกระดับทำให้ผมรู้สึกเป็นปลื้ม เพียงแค่ปีเดียวที่เข้ามาอยู่ในกองทหารผมสามารถขึ้นมาได้ขนาดนี้นับว่าเร็วมากแล้ว

ต้องทำงานที่ได้รับมาให้ดีที่สุด

“วันนี้เจ้าไปพักได้” อีกฝ่ายสะบัดมือน้อยๆ เป็นเชิงบอกให้ผมออกไปได้

ผมทำความเคาระก่อนจะหมุนตัวเดินกลับออกไปด้านนอก เส้นทางที่ผมใช้ขากลับเป็นทางเดียวกับที่มา เวลาในตอนนี้เป็นช่วงบ่าย วันนี้ช่วงบ่ายไม่มีการฝึกซ้อมและไม่มีภารกิจแน่นอนว่าวันนี้ยังไม่ครบรอบอาทิตย์ที่ต้องไปหาชูร์เชียนแม้ว่าผมจะรู้สึกอยากเจอเขาไม่น้อยก็ตาม

น่าขำที่อายุปูนนี้แล้วยังรู้สึกเหมือนกำลังมีรักแรกที่แค่ห่างหน่อยก็คิดถึง

“...เจ้า เดี๋ยวก่อนเจ้าน่ะ” เสียงเรียกที่ไล่หลังมาทำให้ขาผมซึ่งกำลังก้าวหยุดชะงักก่อนจะหันไปมองตามเสียงเรียกเพราะไม่แน่ใจว่าเสียงนั้นเรียกตัวเองหรือคนอื่นกันแน่

“ขอรับ?” เมื่อหันกลับไปผมก็เจอกับชายหนุ่มรูปร่างสูงออกกำยำ ใบหน้านั้นหล่อเหลาคมเข้มชวนให้สาวๆ ใจเต้นได้ไม่น้อยทว่าจุดที่ผมให้ความสนใจไม่ใช่ใบหน้าแต่เป็นดวงตาสีดำขลับซึ่งมองแล้วคล้ายกับชูร์เชียนอยู่หลายส่วน

“เจ้าคือหลี่หวังหมิ่น?” อีกฝ่ายก้าวมาหยุดตรงหน้าผมขณะถาม ถัดไปด้านหลังมีบรรดาขันทีและผู้ติดตามวิ่งตามกันมาเกือบสิบคน

“ขอรับ หรือว่าจะเป็นท่างอ๋องเชิงเทียน” ผมเอ่ยชื่อนั้นออกไปแม้จะไม่มั่นใจเต็มร้อยแต่ก็คิดว่าไม่น่าผิด ผมรู้มาว่าชูร์เชียนมีน้องชายซึ่งได้ถูกแต่งตั้งให้เป็นท่านอ๋อง

“ใช่ เป็นข้าเอง ได้ยินเรื่องของเจ้ามาไม่น้อย...จากนี้พอจะมีเวลาว่างหรือไม่” ท่านอ๋องเอ่ยถามสายตาที่มองมาไม่ต่างจากคมมีดที่กำลังชำแหละตรวจสอบร่างกายผมอยู่

“ช่วงบ่ายกระหม่อมว่าง...”

“เช่นนั้นก็ดี ตามข้ามา” ยังไม่ทันที่ผมจะเอ่ยจบประโยคก็ถูกท่านอ๋องเอ่ยแทรกก่อนจะหมุนตัวก้าวนำไปยังทิศที่ผมไม่เคยไปเยือนมาก่อน

ตอนแรกผมลังเลที่จะตามไปแต่เมื่อถูกดวงตาสีดำขลับที่หันกลับมาเร่งผมก็จำต้องก้าวตามแผ่นหลังนั้นไปจนถึงตำหนักของท่านอ๋องที่มีขนาดใหญ่ไม่แพ้กับตำหนักของชูร์เชียน ด้านในตกแต่งด้วยเครื่องเรือนโทนสีน้ำตาลอ่อนให้ความรู้สึกสบายตา

ท่านอ๋องเดินนำไปจนถึงห้องหนึ่งแล้วก้าวเข้าไป ตัวผมยังไม่มั่นใจว่าต้องตามเข้าไปด้านในหรือไม่จึงยืนอยู่ด้านนอกกรอบประตูรอจนอีกฝ่ายกวักมือเรียกผมจึงเดินเข้าไปนั่งบนเก้าอี้หลังถูกผายมือเป็นเชิงบอกให้นั่งลง ดูเหมือนว่าห้องนี้จะเป็นห้องรับแขกของตำหนักท่านอ๋องกระมัง

ผมนั่งนิ่งๆ โดยไม่เปิดปากอะไรให้อีกฝ่ายใช้สายตาแข็งๆ จ้องสำรวจมา ผ่านไปไม่นานเด็กรับใช้ก็นำน้ำชามาเสิร์ฟพร้อมกับของว่างยามบ่าย ขนมสีขาวถูกปั้นเป็นรูปดอกไม้มองแล้วชวนให้หลุดยิ้ม

“เจ้าคือหลี่หวังหมิ่นจริงๆ น่ะหรือ” ท่านอ๋องเชิงเทียนเปิดบทสนาขึ้น

“พ่ะย่ะค่ะ” ผมพยักหน้าตอบ

“หลี่หวังหมิ่นที่ข้ารู้จักไม่ได้มีรูปร่างเหมือนคนสุขภาพดีเช่นนี้แถมยังความสามารถในหลากหลายด้านที่ได้ยินมาไม่ขาดทั้งการต่อสู้ การขี่ม้า การใช้อาวุธรวมไปถึงการทำอาหาร...เจ้าเก่งขนาดนี้ตั้งแต่เมื่อไร” อีกฝ่ายยิงคำถามรัวๆ ไม่รอให้ผมได้อ้าปากตอบคำถามแรกคำถามที่สองและสามก็ดังขึ้นติดๆ กัน

“เพราะกระหม่อมต้องออกไปใช้ชีวิตตามลำพังจึงจำต้องปรับเปลี่ยนตัวเองเพื่อให้มีชีวิตรอด ท่านอ๋องก่อนจะคุยเรื่องอื่นกระหม่อมมีบางอย่างที่อยากพูด”

“ว่ามา”

“กระหม่อมขออภัยที่ในอดีตเคยล่วงเกินพระชายาเซียนหวา” ผมโค้งศีรษะลงเอ่ยขอโทษด้วยน้ำเสียงสำนึกผิด ต่อให้ผู้ที่พุ่งเข้าไปล่วงเกินพระชายาไม่ใช่ผมแต่ในฐานที่ตอนนี้ผมเป็นหลี่หวังหมิ่นก็อยากจะเอ่ยขอโทษออกไปแทน

“เจ้าสำนึกผิด?”

“พ่ะย่ะค่ะ กระหม่อมสำนึกแล้ว”

“นิสัยเจ้าที่ข้าได้ยินมาไม่ใช่คนที่จะก้มหัวขอโทษใครง่ายๆ ที่เสด็จพี่บอกว่าเจ้าเปลี่ยนไปเป็นเรื่องจริงสินะ”

“พ่ะย่ะค่ะ” ความจริงควรใช้คำว่าเปลี่ยนเป็นคนละคนจะตรงกว่า

“ข้ารับคำขอโทษนั้นของเจ้า”

“ขอบพระทัย” ได้ยินแบบนี้ค่อยโล่งอกหน่อย

“ข้ารู้มาว่าเจ้าเป็นคนช่วยเสด็จพี่ที่ถูกลอบทำร้ายและคอยดูแลจนกระทั่งหายดี” ท่านอ๋องเปลี่ยนเรื่องถาม น้ำเสียงที่จริงจังแปลว่าต้องเป็นเรื่องซีเรียสแน่

“พ่ะย่ะค่ะเป็นกระหม่อมเอง”

“เจ้าต้องการอะไรจากเสด็จพี่” ทันทีที่คำถามนั้นดังขึ้นผมก็ไม่รู้ว่าควรจะหัวเราะหรือร้องไห้ดี

เป็นคำถามที่ได้ยินในหนังและละครแทบทุกเรื่อง

“กระหม่อมไม่ได้ต้องการสิ่งใด” อืม...ทำไมคำตอบผมถึงเป็นคำตอบเดียวกับที่นางเอกชอบตอบกันล่ะ

“ข้าคงเชื่อเจ้าหรอก เจ้าเป็นคนขอให้เสด็จพี่พาเจ้ากลับเข้ามาในวังหลวงใช่หรือไม่”

“เรื่องนั้น...” ผมไม่ได้ขอแต่ทางเสด็จพี่ของคุณต่างหากที่บังคับให้ผมมาด้วย

“ตอบไม่ได้หรือ”

“กระหม่อมไม่ได้เป็นคนขอ”

“เจ้าจะบอกว่าเสด็จพี่พาเจ้ากลับมาด้วยตนเอง...เช่นนั้นทำไมเจ้าถึงไม่หาโอกาสลอบหนีออกไป เจ้าไม่อยากได้อิสระงั้นหรือหวังหมิ่น” ท่านอ๋องพูดต่อด้วยน้ำเสียงกดดัน

“คำถามจริงๆ ของท่านอ๋องคือในเมื่อกระหม่อมไม่ต้องการสิ่งใดแล้วทำไมจึงไม่จากไปใช่หรือไม่” ผมไม่ตอบคำถามนั้นแต่ถามกลับแทน

“ใช่ บอกตามตรงว่าข้าไม่เชื่อใจเจ้า การที่เสด็จพี่ให้เจ้าอยู่ข้างตัวแถมยังลือกันว่าเป็นคนโปรดอีก ไม่รู้ว่าเจ้าคิดจะเอาเรื่องนี้ไปสร้างเรื่องอะไร”

“ท่านอ๋องจริงอยู่ตอนแรกกระหม่อมไม่ได้มาที่นี่ด้วยความต้องการของตัวเองทว่าตอนนี้กระหม่อมมีเป้าหมายที่ต้องอยู่ต่อเพื่อที่จะทำให้เป็นจริง กระหม่อมอาจยังไม่ได้รับความเชื่อใจจากท่านอ๋องซึ่งกระหม่อมอยากให้ท่านอ๋องดูที่การกระทำนับจากนี้แทน” ไม่ใช่ดูเรื่องราวในอดีตแต่เป็นตัวผมในปัจจุบัน ผมจะทำให้เห็นเองว่าหลี่หวังหมิ่นในตอนนี้เป็นเช่นไร

“เป้าหมายที่เจ้าพูดคืออะไร” ท่านอ๋องถามต่อ

“ข้าจะขึ้นเป็นแม่ทัพ”

“เจ้า ช่างเหิมเกริมนัก” ดวงตาสีดำขลับนั้นหรี่ลงอย่างขุ่นเคือง

“อย่าเรียกว่าเหิมเกริมเลย นั่นเป็นความตั้งใจอันแน่วแน่ของเขา” เสียงของชูร์เชียนดังขึ้นหลังบานประตูถูกเลื่อนเปิด ชูร์เชียนก้าวเข้ามาด้านในด้วยรอยยิ้มนั่งลงตรงกลางระหว่างผมกับท่านอ๋ออง

“เสด็จพี่ มาได้อย่างไร” ทั้งท่านอ๋องและผมลุกขึ้นทำความเคารพแทบไม่ทัน

“ได้ยินว่าหวังหมิ่นถูกเจ้าพามา ข้าเลยมาหาสักหน่อย อย่าได้แกล้งเขานักเชิงเทียน” ชูร์เชียนเบนดวงตาสีเดียวกันไปหาน้องชาย

“ข้าเพียงแค่อยากรู้ว่าเขาคิดจะทำอะไร”

“ข้าบอกได้แค่ทุกอย่างเขาทำเพื่อข้า” เป็นชูร์เชียนที่ตอบคำถามนั้นให้ คนถูกตอบแทนเช่นผมรู้สึกใบหน้าเห่อร้อนขึ้นมากระทันหัน ถึงที่อีกฝ่ายพูดจะไม่ผิดแต่พอได้ยินจากปากชูร์เชียนแล้วให้ความรู้สึกแปลกชอบกล

“ถ้าเสด็จพี่เอ่ยเช่นนั้นข้าก็เบาใจ หลี่หวังหมิ่นเจ้าอย่าได้ทรยศความเชื่อใจของเสด็จพี่เชียว” ท่านอ๋องหันมาพูดประโยคสุดท้ายกับผม

“กระหม่อมไม่ทำเช่นนั้นแน่” ผมเงยหน้าขึ้นประสานดวงตาสีน้ำตาลอ่อนของตัวเองไปอย่างจริงจังซึ่งดูเหมือนอีกฝ่ายจะรับรู้ได้จึงพยักหน้าเบาๆ กลับมา

“เสด็จพี่ข้าขอล่วงเกินถาม...ท่านโปรดเขามากหรือ” บทสนทนาของพี่น้องไม่ใช่สิ่งที่คนนอกอย่างผมควรจะเข้าไปขัดแต่เพราะเป็นคำถามที่น่าสนใจผมจึงอดไม่ได้ที่จะหันไปมองใบหน้าด้านข้างของชูร์เชียน

“โปรดมาก” ชูร์เชียนแทบไม่ต้องใช้เวลาคิดคำตอบแม้แต่น้อย

“เช่นนั้นเขาเป็นคนรักของเสด็จพี่?”

“ชะ...”

“ไม่ใช่” ผมที่ตั้งใจว่าจะไม่พูดขัดเอ่ยแทรกออกไปโดยไม่ทันคิดทำเอาดวงตาสีดำขลับสองคู่หันมาหาเป็นตาเดียวทว่าสื่อความหมายไปคนละทางอย่างดวงตาของท่านอ๋องสื่อความสงสัยระคนแปลกใจมาให้ส่วนทางด้านชูร์เชียนเป็นสายตาที่สื่อความไม่พอใจปะปนกับความขุ่นเคือง

“อะไรคือไม่ใช่หวังหมิ่น” ชูร์เชียนลุกขึ้นจากเก้าอี้ก้าวตรงหน้าหาผมทันควัน

“ข้ากับท่านไม่ได้เป็นคนรักกัน”

“หลี่หวังหมิ่น”

“ข้าแค่พูดความจริง” ผมไม่ได้โกหกแต่อย่างใด ต่อให้ความสัมพันธ์ของพวกเราจะเกินกว่าคำว่าสหายรู้ใจไปแล้วแต่ก็ยังไม่ใช่คนรักกัน เป็นเพียงความสัมพันธ์ที่ไม่อาจระบุสถานะได้ชัดเจน

“ความจริงอะไร ความรู้สึกที่ข้ามีต่อเจ้า...เจ้าคงไม่พูดว่าไม่รับรู้อะไรเลยหรอกนะ” ชูร์เชียนก้มหน้าลงมาใกล้ เส้นผมสีดำยาวเลื่อนหลุดลงมาเสริมภาพลักษณ์ให้น่าดึงดูดยิ่งขึ้น

“ข้า...”

“ข้าชอบเจ้าถึงเพียงนี้ยังไม่เพียงพอที่จะเป็นคนรักกันอีกหรือ หรือความจริงแล้วมีเพียงข้าที่รู้สึกกับเจ้าอยู่ฝ่ายเดียว?” อีกฝ่ายพูดต่อโดยไม่รอให้ผมตอบคำถาม ผมสัมผัสได้ผ่านทางน้ำเสียงและสายตาว่าชูร์เชียนกำลังไม่พอใจอย่างมาก

“หากรู้สึกแล้วอย่างไร ท่านกับข้าสถานะของพวกเราไม่คู่ควรแม้แต่จะรู้จักกันด้วยซ้ำ” ก็จริงไหมล่ะ อดีตนักโทษประหารที่ได้รับเมตตาจึงได้มีชีวิตต่อและตอนนี้ผมก็เป็นเพียงนายทหารธรรมดาคนหนึ่ง

“เจ้า เจ้าจะบอกว่าเพราะเรื่องสถานะทำให้เจ้าไม่ยอมตกลงเป็นคนรักกับข้างั้นหรือ”

“ใช่”

“ข้าไม่ยอมให้เจ้าจากไปแน่ ต่อให้ต้องจับเจ้าขังไว้ก็ตามหลี่หวังหมิ่น” สายตาของชูร์เชียนจริงจังมาก

“ข้าไม่ได้พูดสักคำว่าจะจากไป” ผมพูดต่อ

“...เจ้าหมายถึง?” อารมณ์ที่กำลังทยานสูงของของชูร์เชียนเริ่มมอดลงเมื่อได้ยินคำพูดต่อมา

“ตัวข้าในตอนนี้ไม่คู่ควรที่จะเคียงข้างท่าน”

“หวังหมิ่น...”

“รอข้าก่อน”

“...รออะไร” ชูร์เชียนถามต่อ ดวงตาสีดำขลับคู่งามนั้นกำลังสั่นระริกยามจับจ้องมาคล้ายจะเร่งให้ผมตอบคำถามนั้นเร็วขึ้นแม้เสี้ยววินาที

“รอให้ข้าได้เป็นแม่ทัพ” ผมตอบ

“เป็นแม่ทัพแล้วอย่างไร” เหมือนตอนนี้ในสมองชูร์เชียนไม่สามารถประมวลหรือวิเคราะห์อะไรได้ถึงเอาแต่เอ่ยถามให้ผมอธิบายขยายความ

“รอให้ข้าเป็นแม่ทัพซึ่งเป็นสถานะที่อย่างน้อยก็คู่ควรมากกว่านายทหารธรรมดา ถึงตอนนั้นข้า...ข้าจะเป็นฝ่ายจีบท่านเองชูร์เชียน” ผมกลั้นใจเอ่ยประโยคออกไปจนจบด้วยใบหน้าแดงก่ำเพราะกำลังอายจัด ความจริงผมไม่คิดที่จะบอกออกไปแต่เพราะอีกฝ่ายเอาแต่ถามอยู่นั่น

ความรู้สึกของผมที่มีต่อชูร์เชียนก็ไม่ได้น้อยไปกว่าที่ชูร์เชียนมีต่อผมเพียงแต่ผมไม่ใช่คนที่จะแสดงความรู้สึกออกมาได้เก่งนัก

ในฐานะผู้ชายผมไม่อยากตอบรับทั้งที่จุดยืนของตัวเองยังไม่มั่นคง ไม่มีอะไรสักอย่างที่พอจะเชิดหน้าชูตาได้ ผมจึงคิดไว้แล้วว่าหากได้ขึ้นเป็นแม่ทัพต่อให้ความรู้สึกของชูร์เชียนเปลี่ยนไปผมก็จะเป็นฝ่ายตามจีบเอง

“หวังหมิ่น” ชูร์เชียนเรียกชื่อผมด้วยรอยยิ้มกว้างก่อนจะดึงตัวผมขึ้นแล้วกอดรัดอย่างแนบแน่นในชั่วพริบตา ไม่เปิดโอกาสให้ผมได้ปฏิเสธหรือขัดขืน

เพียงสามวันที่ไม่ได้เจอกันก็มากพอให้รู้สึกโหยหา กลิ่นไอของบุรุษเพศจากตัวของชูร์เชียนเป็นเหมือนยาเสน่ห์ที่ได้กลิ่นทีไรเป็นต้องหลงใหลจนอดไม่ได้ที่จะซุกใบหน้าลงซึบซับกลิ่นอายนั้นให้หายคิดถึง

ในใจอยากกอดตอบแต่เพราะถูกรัดแน่นเกินไปจึงไม่สามารถยกแขนขึ้นได้ดั่งใจ

ถึงจะพูดออกไปเช่นนั้นแต่ใช่ว่าผมจะไม่รู้สึกกังวล...ความรักที่ผ่านมาของผมไม่ได้ประสบความสำเร็จนักต่อให้ตอนนี้มีโอกาสได้เริ่มต้นใหม่แต่ใช่ว่าจะไม่มีการซ้ำรอยเดิม

จะบอกว่าผมกำลังกลัวที่จะรักก็คงไม่ผิด

ก็นี่เป็นครั้งแรกที่รู้สึกแบบนี้ ทั้งชอบ ทั้งรักและสับสนปนกังวล ซึ่งผมคิดว่าเวลาที่ได้ใช้ร่วมกันนับจากนี้จะทำให้ความสับสนลดน้อยลง...เพื่อจะได้พูดอย่างเต็มปากว่าผมรักเขา

“อะแฮ่ม!” เสียงกระแอ่มจากบุคคลที่ได้ชื่อว่าเป็นเจ้าของห้องดังขึ้น

“...” ในตอนนี้เองที่สติไหลกลับเข้าร่าง...ความอับอายพุ่งทยานจนถึงขีดสุดเมื่อรู้ตัวว่าสิ่งที่เอ่ยไปทั้งหมดมีท่านอ๋องเชิงเทียนได้ยินด้วยอีกคน

ทะ...ทำอย่างไรดี

อายจนไม่กล้าแม้แต่จะหันไปมองเลยด้วยซ้ำ

“เป็นอะไรหวังหมิ่น? ปกติเจ้าไม่ค่อยชอบซุกข้านี่” ชูร์เชียนเหมือนจะแปลกใจที่เห็นผมซุกหน้ากับเสื้อเขาไม่ยอมปล่อย

“ข้า...ข้า...” แค่จะพูดเป็นคำยังไม่ได้เลย

“เขาคงอายที่มีข้าได้ยินและได้เห็นทุกการกระทำของเขากระมัง” ท่านอ๋องเชิงเทียนคาดเดา

“จริงหรือ เจ้าไม่เห็นต้องอายเลย...ออกจะน่ารักขนาดนี้” ชูร์เชียนไม่ปล่อยโอกาสให้หลุดลอยกอดรัดตัวผมไว้แน่นสลับกับใช้ปลายจมูกคลอเคลียเส้นผมสีดำของผมเล่น

“...ไม่น่ารักสักนิด” น่ารักตรงไหนกัน

“น่ารักสิ เจ้าว่าน่ารักไหมเชิงเทียน” ผู้เป็นพี่หันไปขอความเห็นน้องชาย

“ไม่คิดว่าจะน่ารักเช่นนี้” พอได้ยินอีกคนเห็นด้วยผมก็ยิ่งอายเข้าไปใหญ่

“พอเลย เลิกมองได้แล้ว” ชูร์เชียนหมุนตัวผมเล็กน้อยคล้ายจะไม่ให้ผู้เป็นน้องชายได้เห็นผมมากไปกว่านี้

“เสด็จพี่หวงหรือ”

“ใช่ หวงมากด้วย”

“หวงขนาดนี้ระหว่างที่ยังไม่ได้เป็นคนรักเกิดมีคนมาจีบเขาเสด็จพี่จะทำเช่นไร” ท่านอ๋องถามด้วยน้ำเสียงคล้ายกำลังสนุก

“ประหาร” คำพูดสั้นๆ เพียงคำเดียวทำเอาทั้งห้องตกอยู่ในความเงียบ

“...หลี่หวังหมิ่น อย่าหาว่าข้ายุ่งเลยนะแต่รีบเป็นแม่ทัพเร็วๆ เถอะก่อนที่จะมีคนต้องถูกประหารเพราะความของหึงหวงขององค์จักรพรรดิเข้าสักวัน”

ชักกังวลแล้วสิ

ผมไม่ควรจะบอกไปแบบนั้นเลยจริงๆ

ขอไทม์แมชชีนของโดราเอม่อนย้อนเวลากลับไปได้รึเปล่า

......................................................

มาต่อแล้ววว

ความน่ารักของหวังหมิ่นกำลังอัพขึ้น รู้สึกว่าตอนนี้เป็นตอนที่น่ารักมาก

จากคอมเม้นท์ที่เราได้อ่านมาดีใจมากที่ทุกคนเอ็นดูชูร์เชียนกับหวังหมิ่น

ช่วยติดตามไปจนจบด้วยนะคะ

เรื่องนี้วางแผนไว้ตอนแรกว่าจะเป็นเรื่องสั้นเพราะเราเพิ่งเคยแต่งแนวนี้เลยไม่อยากใส่ปมไปเยอะหรือเขียนยืดเยื้อ แต่ไม่รู้ทำไมยิ่งแต่งเหมือนยิ่งยาวขึ้นเรื่อยๆ 555

ขอบคุณทุกๆ คอมเม้นท์และทุกๆ กำลังใจนะคะ

ไว้เจอกันใหม่ตอนหน้าน้าาา

บ๊ายบายค่าา

nicedog

♫ ♪ ♪ ღ♫ ♪ ♪ ღ♫ ♪ ♪ ღ♫ ♪ ♪ ღ♫ ♪ ♪ ღ♫ ♪ ♪

ความคิดเห็น