ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

วิญญานดวงที่หก

ชื่อตอน : วิญญานดวงที่หก

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย แฟนตาซี

คนเข้าชมทั้งหมด : 119

ความคิดเห็น : 0

ปรับปรุงล่าสุด : 10 ธ.ค. 2562 18:28 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
วิญญานดวงที่หก
แบบอักษร

บทที่​ 6

หัวใจของฉันกลายเป็นทองและมือก็เย็นเฉียบ

 

ในที่สุดก็ถึงวันเปิดภาคเรียน ฉันหมุนตัวตรวจเช็คความเรียบร้อยของเสื้อผ้าหน้าผมอยู่หน้ากระจก​ ก่อนจะยกลิปสติก​สีแดงกุหลาบขึ้นมาเติมปากอีกนิดก็เป็นอันเสร็จ​ ​เนื่องในวันนี้เป็นวันเปิดเรียนวันแรก​ก็เลยต้องแต่งตัวจัดเต็มให้เกียรติ​คณะที่ตัวเองเรียนสักหน่อย​

ร่างสมส่วนเพรียวบางอยู่ในชุดเดรสหนังกระโปรงสั้นแขนกุดสีดำสนิท​ กระโปรงด้านหลังก็มีดีเทลแบบปล่อยชายข้างซ้ายผ้าด้านในเป็นสีม่วงมังคุด​ ช่วงเอวมีเข็มขัด​หนังทำให้ชุดหนังเรียบๆดูมีเอกลักษณ์​มากขึ้น​ ช่วงรอบแขนและทั่วตัวมีดีเทลเล็กๆเป็นซิปสีเงินทำให้ชุดดูไม่เรียบมากเกินไป​และดูดาร์กมากขึ้นไปอีก ส่วนกระเป๋าที่เข้าเซ็ตกันก็เป็นกระเป๋าหนังสีดำมีสายสะพายเป็นโซ่สีเงิน​จะถือหรือสะพายข้างก็ได้​ รองเท้าเป็นแบบส้นสูงหัวแหลมผ้ากำมะหยี่สีดำ​ ​ผมก็หนีบตรงแล้วปัดไปด้านขวา​ไม่ได้ใส่แหวนหรือเครื่องประดับเยอะนักแค่ต่างหูเพรชเม็ดเล็กๆก็เพียงพอแล้ว​ ดูเรียบๆแต่กลับมีเสน่ห์​อย่างน่าประหลาด​

ฉันเดินกลับเข้าไปในห้องแต่งตัวอีกรอบก่อนจะหยิบกระเป๋าทรงสี่เหลี่ยมผืนผ้า​ใบขนาดกลางออกมาจากตู้กระจกก่อนจะเอาแท๊บเล็ต​ ปากกา​ สมุด​ หูฟังไร้สาย​ ที่ชาร์จ​ไร้สาย​ แม็คบุ๊ค​สีดำด้านที่เก็บไว้ในกระเป๋าผ้ากันรอยใส่เข้าไปในกระเป๋า​ ไม่ลืมหยิบปากกาที่ใช้กับแท๊บเล็ต​ใส่เข้าไปด้วย​

สองอย่างสุดท้ายที่ต้องพกไปก็คือลิปสติก​แล้วก็โทรศัพท์มือถือ​กับกระเป๋าสตางค์​ใบเล็ก​ กระเป๋ามันใส่ได้แค่โทรศัพท์​กับลิปสติก​ กระเป๋าสตางค์​ก็ใหญ่เกินไปเลยต้องเอาไปใส่รวมกับกระเป๋าใบกลางที่เอาไว้ใส่อุปกรณ์​การเรียน​ พอตรวจเช็คจนแน่ใจว่าไม่ลืมอะไรแล้วฉันก็เดินออกจากห้องลงไปที่ลานจอดรถทันที​

พึ่งจะสตาร์ทเครื่องเสร็จโทรศัพท์​ในกระเป๋าก็ดังขึ้นทันที​ ฉันเปิดกระเป๋าหยิบมือถือออกมาก่อนจะกดรับโดยที่ยังไม่ได้ดูชื่อคนที่โทรมา อีกมือก็ควานหา​แอร์​พอดที่ใส่เคสลายเซเลอร์​มูน​สีชมพูม่วงขึ้นมาเสียบไว้ที่หูทั้งสองข้าง

“ ฮัลโหล ”

( ฮัลโหล​ ไอ้แซนด์​ได้ยินแม่พูดไหมเนี่ย!​ )​

“ แปปนะแม่​ ขอใส่หูฟังก่อน ” พอฉันใส่หูฟังและเชื่อมต่อเรียบร้อยก็วางโทรศัพท์​ไว้เบาะข้างๆก่อนขับรถออกมาจากคอนโด

“ เรียบร้อยแล้วแม่พูดมาเลย​ มีอะไรรึเปล่าโทรมาแต่เช้า ”

( เออๆก็จะโทรมาถามนะสิว่าไปมหาลัยหรือยัง​ เห็นแกรับโทรศัพท์​ได้แปลว่าตื่นแล้วสินะ​ )

“ โถ่​แม่​ หนูตื่นมาตั้งแต่เช้าแล้วตอนนี้กำลังขับรถไปมหาลัยอยู่เนี่ย​รถก็ติดจริง! ”

( เออๆขับระวังๆด้วยหละ​ ถ้ากลับบ้านเมื่อไหร่จะแวะเข้าไปหาอย่าลืมส่งโลเคชั่น​มาให้ด้วย​นะ )

“ รอให้แม่กลับมาก่อนเถอะแล้วนี่หนีไปเที่ยวที่ไหนอีกแล้วล่ะ​ ”

( ไม่ไกลหรอก​ มาเปิดหูเปิดตาแถวนี้แหละ​ )

“ แหม​ ไม่ไกล​ คราวก่อนก็หนีไปทะเลทรายกับเพื่อนไม่เคยจะโทรมาบอก​กันสักคำ​แล้วนี่เงินพอรึเปล่าหนูจะโอนไปให้​ ”

( เหลือเฟือน่า​ แม่ไม่ได้ใช้อะไรมากยังเที่ยวต่อได้อีกสามเดือนสบายๆ​ )

“ ถ้าใกล้หมดก็ติ๊งมาแล้วกันหนูจะโอนไปให้​แล้วไปเที่ยวเป็นไงสนุกหรือเปล่า​ เจอคนถูกใจบ้างไหม ”

( ​ก็สนุกดีไม่น่าเบื่อ​ ส่วนคนถูกใจหนะไม่มีหร๊อก​ มีเข้ามาคุยบ้างแต่แม่ยังไม่ถูกชะตาก็เลยเซย์โน​ไปหมดแล้ว )

“ แหม​ๆ​ ถ้าเจอเมื่อไหร่อย่าลืมส่งประวัติมาให้หนูสแกนก่อนนะ​ แค่นี้ก่อนนะแม่หนูถึงมหาลัยแล้ว​ อ๋อ!แม่อย่าไปเที่ยวในที่อันตรายๆนะถ้าเจอคนไม่น่าไว้ใจก็เตะผ่าหมากแล้ววิ่งเลยรู้ป่าว​ แค่นี้นะแม่​ บายจุ๊บ! ”

( รู้แล้วบ่นจริง! แค่นี้นะบายยย​ )

ติ๊ด!

พอแม่ฉันกดวางสายฉันก็ดึงหูฟังออกจากหูแล้วเอาไปเก็บใส่เคสชาร์จ​ไว้เหมือนเดิม​พอไฟแดงเปลี่ยนเป็นไฟเขียวฉันก็เหยียบคันเร่งให้รถเคลื่อนตัว​ไปข้างหน้า​ พอถึงแยกหน้าแล้วเลี้ยวซ้ายก็จะถึงทางเข้ามหาลัยพอดี​ ว่าแต่คณะของฉันมันอยู่ตรงไหนนะ?

ฉันคว้าโทรศัพท์​มาเปิดแผนที่ภายในโรงเรียนก่อนจะหาที่จอดรถของคณะตัวเอง​ ขับรถไปด้วยดูแผนที่ไปด้วยสุดท้ายก็เจอที่จอดรถของคณะตัวเองจนได้​ อยู่ซะเกือบในสุดเลยนะเนี่ย​

ฉันขับรถเข้าไปจอดในที่จอดรถในร่มของคณะก่อนจะดับเครื่องแล้วดึงกุญแจออก​ หันไปกวาดข้าวของที่รื้อออกมาใส่กระเป๋าใบใหญ่​ หยิบกระเป๋าเล็กออกมาสะพายไว้ข้างซ้าย​แล้วก็ถือกระเป๋าใบใหญ่ไว้ข้างเดียวกันก่อนจะเปิดประตูรถลงมา​แล้วกดล็อครถทันที​ เก็บกุญแจรถไว้ในกระเป๋าเสร็จก็หยิบโทรศัพท์​ออกมาดูว่าเขานัดประชุมกันที่ไหน

เอ๋ หอประชุมใหญ่ A1 แล้วไอ้หอประชุมใหญ่ที่ว่ามันอยู่ไหนหละเนี่ย​ จากถือกระเป๋าก็กลายเป็นยกขึ้นมาคล้องไว้ที่แขน​แล้วเอากระเป๋าสะพายใส่รวมๆกันเอาไว้ในกระเป๋าใหญ่อีกที​​

ฉันเดินไปด้วยหันมองรอบตัวไปด้วยแล้วก็ก้มมองโทรศัพท์​ไปด้วย​ ในลานจอดรถของคณะมีรถจอดอยู่เต็ม​ บางคนแค่มองก็รู้ได้ทันทีว่าเป็นรุ่นพี่หรือรุ่นเดียวกัน​ แอบคิดว่าตัวเองแต่งตัวเต็มแล้วนะคนอื่นในลานจอดรถยังแต่งตัวเต็มยิ่งกว่าฉันซะอีก​ สีสันละลานตาไปหมดแต่ก็ไม่ดูขัดกันเลยสักนิด

 

ฉันเดินๆหยุดๆเพื่อมองหาอาคารประชุมใหญ่ว่ามันอยู่ตรงไหน​ แผนที่ในมือถือบอกว่ามันอยู่ใกล้ๆนี้แต่ก็ไม่เห็นมีป้ายเขียนบอกไว้เลย​ อ่า​ ทำไงดีจะสายแล้วด้วยสิ

“ เธอ​ เธอคนนั้นน่ะ! ”

“ หืม​ ” เหมือนได้ยินเสียงอะไรแว่วๆ​ ฉันหยุดชะงักก่อนจะหันกลับไปมองต้นตอของเสียง​ก็พบกับผู้หญิงคนนึงที่มีผมตรงสีบลอนด์​เข้มยาวสลวยถึงบั้นเอวกำลังเดินตรงมาทางนี้​ พอเธอเดินมาหยุดยืนตรงหน้าฉันก็ส่งยิ้มมาให้​ ฉันส่งยิ้มกลับคืนพร้อมทำหน้าสงสัยว่าเธอเรียกฉันทำไม​

“ เธอเรียนคณะนี้สินะ​ สาขาอะไร​หรอ ” เธอถาม​

“ แฟชั่นดีไซน์​ ”

“ อ๊ะ! ดีจังอยู่สาขาเดียวกันเลย! กำลังจะไปหอประชุมใหญ่ใช่ไหม​ ? นั้นไปด้วยกันเถอะ​ ”

“ อะ​ อ๋อได้สิไปด้วยกันก็ได้​ ฉัน​ โรแซนด์​ อยู่ปีหนึ่งเธอหละ​ ”

“ ฉัน​ ลิซ่า​ ปีหนึ่งเหมือนกัน​ ”

“ นั้นยินดีที่ได้รู้จัก​ ขอฝากเนื้อฝากตัว​ด้วยค่ะ ”

“ เธอนี่น่ารักจัง! ยินดีที่ได้รู้จักเหมือนกัน​ ขอฝากเนื้อฝากตัวด้วย​ค่า ” พวกเราต่างโค้งทักทายกันและกันก่อนจะหลุดหัวเราะออกมา​ ลิซ่าเป็นผู้หญิงที่สวยแล้วก็ดูจะอารมณ์​ดีอยู่ตลอด​ เธอใส่เดรสสีแดงลายจุดสีขาว​ รองเท้าบูท​ส้นสูงสีดำ​แล้วก็ถือกระเป๋าสีดำลายกุหลาบ​ ชุดดูเหมือนจะไม่เข้ากันแต่พอมาอยู่บนตัวเธอกลับเข้ากันได้อย่างน่าประหลาด​ จากที่ฉันแอบสังเกต​ เธอไม่น่าใช่สาวหวานเหมือนชุดที่ใส่วันนี้ดูออกจะเป็นสาวเท่ๆสตรีทๆอะไรแบบนั้น​ แต่กลับแต่งตัวซะหวานเหมือนเจ้าหญิงแถมรังสีดวงวิญญาณ​ก็ค่อนข้างจะสว่างมากเสียด้วย

“ ว่าแต่​ลิซรู้ไหมว่าหอประชุมมันอยู่ที่ไหน​ ”

“ อ้าว​ โรแซนด์​ก็ไม่รู้หรอ​ แหะๆขอโทดน้า​ เราก็ไม่รู้เหมือนกัน​ที่เดินมาหาก็เพราะหวังพึ่งเธอเนี่ย​แหละ ”

“ โอ้โห​ หลุดความจริงมาแล้วสินะ​ ลาก่อน​ ”

“ อร๊าย​ยย​ เดี๋ยว​ก่อน! โถ่​ เราฝากเนื้อฝากตัว​กันแล้วนะยังไงก็ต้องเป็นเพื่อนกันสิ​ เรามาค่อยๆหาทางไปด้วยกันเถอะ​ ” ลิซ่าทำหน้าเหยเกทันทีที่ฉันพูดว่าลาก่อนเธอเดินมาดึงมือฉันไว้แล้วทำหน้างอแง​จนฉันที่เก๊กขรึมอยู่หลุดหัวเราะ

“ คิก— ล้อเล่นน่า​ อ๊ะมัวแต่คุยเล่นกันอยู่ได้เราเข้าประชุมสายแล้วนะลิซ ไปเร็ว! ” ฉันจูงมือลิซให้เดินตามทันที​แม้เจ้าตัวจะทำหน้างุนงงแต่ก็ยอมเดินตามมา

“ แล้วหอประชุมมันไปทางไหนอ่า ”

“ ไม่รู้สิ เดินๆไปก่อนอาจจะเจอก็ได้ ” ฉันบอก

“ ยัยบ้า! อะนั้นไง​ เดินตามผู้ชานคนนั้นไปไหม​ เขาน่าจะเป็นรุ่นพี่นะ​ คนอื่นๆก็เดินไปทางนั้นเหมือนกันน่าจะใช่​ ” ลิซพูด

“ เราลองเดินเข้าไปถามไหม​ ” ฉันเอ่ยถามเสียงอ่อย

“ ไม่เอา​ ฉันไม่กล้า​ ”

“ ฉันก็ไม่​ ” ฉันหนะถึงจะทำภารกิจมาเป็นพันๆโลกแต่สิ่งที่ไม่ชอบที่สุดก็คือการต้องเข้าไปทักหรือเริ่มบทสนทนา​กับใครสัก​คน​ มันน่าอึดอัดนี่นา แถมถ้าเป็นคนที่ไม่รู้จักหรือสนิทสนมฉันก็ดันเป็นพวกที่ตัดบทสนทนา​เก่งมากเสียด้วย ยิ่งถ้ามีตัวเลือกที่ว่า​เลือกเดินหลงทาง​ หรือ​ ถามทางคนอื่น​ ฉันคงเป็นคนจำพวกที่เลือกข้อแรกอย่างไม่ลังเล

“ นั้นเราเดินตามเขาไปก่อนแล้วกันถ้าไม่ใช่ค่อยเดินออกมา​ ”

“ โอเค​ ”

เราสองคนเดินตามรุ่นพี่เข้าไปในคณะฝั่งตรงข้าม​ ป้ายเขียนบอกว่าวิศวกรรมศาสตร์​ แถวนี้ก็เงียบไม่มีคนสักคนนอกจากพวกที่ดูก็รู้ว่าเป็นรุ่นพี่สองสามคนที่เดินนำเราอยู่ ฉันเดินตามไปด้วยหันไปสังเกตป้ายรอบตัวไปด้วย​ เอ๋ ป้ายเขียนว่า​ A2 แต่ที่เราจะไปคือA1 น่าจะมาถูกทาง​ คงต้องเดินเข้าไปลึกขึ้นอีก​นิด

เดินลึกมาอีกสักพักพวกเราก็เจอป้ายที่เขียนว่าหอประชุม​ใหญ่ A1 ฉันแทบอยากจะร้องกรี๊ดเพราะเดินจนปวดขา​ ไม่ปวดก็แปลกก็ใส่ส้นสูงมานี่

“ ใช่ด้วยวะลิซ ”

“ โชคดีชะมัด​ เข้าไปกัน ”

“ ป่ะ ” ฉันกับยัยลิซพากันเดินตามพี่ผู้ชายคนนั้นไปติดๆ​ แต่ทำไมมันเงียบจังละ​ ฉันเลยเอียงหัวโผล่ออกมาจากหลังรุ่นพี่ผู้ชายคนนั้น​ เอ่อ​ พวกเขามองอะไรกัน​ มีอะไรงั้นหรอ​ ฉันหันไปสบตากับยัยลิซพร้อมส่งกระแสจิตถามยัยลิซว่าพวกเขาเป็นอะไร​ ยัยลิซก็ทำหน้างงแล้วส่ายหัวตอบกลับมา​

“ เอ้าน้อง!! เข้ามาแล้วก็ไปหาคณะตัวเองสิครับ!! ”

“ แม่จ๋า!! / แม่ร่วง!!! ” ฉันกับยัยลิซตกใจเสียงที่ดังขึ้นมาอย่างกะทันหัน​จนเผลอหลุดสบถออกมา​พร้อมกันก่อนจะจับมือกันแน่น​ ไอ้บ้าที่ไหนมันพูดเสียงดังขนาดนี้เนี่ย! หัวใจเกือบวาย​แล้ว!

“ ดูจากชุดแล้วคงอยู่คณะศิลปกรรม​สินะ​ เห้ย! นังดีดี้​ มาเอาน้องคณะตัวเองไปสิ! ”

“ โอ๊ยยย! พูดธรรมดาก็ได้ยินแล้วไอ้ภาค​มึงจะตะโกนใส่ไมค์ทำไม​กูปวดหู! ”

“ เรื่องของกู! ”

“ ไอ้เวร! น้องๆทั้งสองคนมานี้เร็วอย่าไปอยู่ใกล้พวกวิศวะมันลูก​ มาๆพวกหนูอยู่สาขาไหนค่ะลูกสาว​ ” คนที่ชื่อดีดี้เดินมาจูงมือฉันกับลิซ่าให้เดินไปที่ที่นั่งฝั่งตรงข้ามกับฝั่งประตูที่พวกฉันเดินเข้ามา​

“ แฟชั่นดีไซน์​ค่ะ​ ” ฉันบอก

“ อ๋อ​ แฟชั่นดีไซน์นั่งริมนี้เลยจ้ะ​ ทำความรู้จักกันเอาไว้นะ​ สาขานี้คนเข้าน้อยมากๆ​ สนิทสนมกันไว้ดีกว่านะจ้ะ​ ”

“ ขอบคุณค่ะ​ ”

“ ไม่เป็นไรจ้า​ ” พอผู้ชายที่แต่งหญิงชื่อดีดี้เดินกลับไปฉันก็จูงมือยัยลิซไปนั่งบนเก้าอี้เบาะสีแดงกำมะหยี่ของสาขาตัวเองทันที​ พอนั่งลงผู้หญิงสวยๆอีกสามคนที่นั่งอยู่ก่อนแล้วก็เอ่ยทักฉันกับลิซทันที​ ทำความรู้จักกันสักพักก็สนิทกันได้อย่างรวดเร็วแลกเบอร์แลกไลน์กันเรียบร้อยก็ตั้งกลุ่มแชทกันทันที​

 

ผู้หญิงคนแรกที่หน้าสวยเหมือนแมวชื่อว่า​ รูบี้​ เธอใส่ชุดสูทขายาวลายเส้นสีฟ้าขาวแบรนด์​ดัง​ กระเป๋าก็เป็นลายแบบเดียวกับชุด​ รองเท้าส้นสูงสีดำคาดสายมุกสีขาวนวล​ ผมยาวสลวยสีดำสนิทปัดไปด้านขวา​ ใส่ต่างหูแบบโลหะสีเงิน มือซ้ายใส่แหวนลายเรียบๆไว้ที่นิ้วชี้และนิ้วกลาง​ เป็นคนสวยที่มีเสน่ห์​มากเลยหละ​ พอไม่ยิ้มก็ดูสวยเฟียส แต่พอยิ้มออกมาโลกก็ละลายไปเลย​

 

คนที่สองที่หน้าสวยหวานชื่อว่า​ อาคาริ เธอใส่ชุดสูทกระโปรงสั้นลายเส้นสีขาวดำตัดแดง​ รองเท้าสีน้ำตาลปักเพรชหัวแหลมส้นเหลี่ยม​ ผมยาวสลวยสีน้ำตาลเข้มปัดไปด้านซ้ายแล้วติดกิ๊บตัวใหญ่​สีเงิน​ กระเป๋าหนังด้านสีดำแบรนด์​หรู อาคาริเป็นคนที่สวยมากๆไม่ว่าจะทำอะไรก็สวย​ จะเดินยืนลุกนั่งหรือทำหน้าตลกๆ​ก็ไม่น่าเกลียดเลยสักนิด​ พูดง่ายๆก็คงเป็น​พวกสวยทุกอิริยาบถล่ะมั้ง

 

ส่วนคนสุดท้าย​ชื่อ​ ไอรี​ณ​ เธอเป็นผู้หญิงหน้าสวยแบบอธิบายไม่ถูก ไม่หวานแต่ก็ไม่เฟียส มันอยู่กลางๆระหว่างกัน​ออกแนวเซ็กซี่โดยธรรมชาติ​ ถ้าใส่เสื้อยืดกางเกงยีน​ธรรมดาๆรังสีความเซ็กซี่​ยังแผ่ออกมาเลยมั้ง ไอรีณเป็นคนหน้าหยิ่งถ้าทำหน้านิ่งๆหรือไม่ยิ้ม​ แต่พอยิ้มออกมาทีก็กลายเป็นสาวหวานไปเลย เธอใส่ชุดเดรสสายเดี่ยวสีดำกระโปรงฟูฟ่อง​ รองเท้าหนังหัวแหลมส้นสูงสีดำ​ ถือกระเป๋าสีขาวทองใบเล็ก ผมยาวสีดำสนิทสวมหมวกเบเร่ต์​ทำให้ลุคของเธอดูน่ารักขึ้น​ไปอีก เพิ่มเติมด้วยต่างหูสร้อยคอและแหวนสีขาวทองลายเดียวกันทั้งเซต

แต่สิ่งฉันชอบมากที่สุดก็คือสีของดวงวิญญาณ​ของพวกเธอ มันเป็นสีดวงวิญญาณ​ที่สว่างมากๆค่อนข้างจะหายากในหมู่ดวงวิญญาณ​ของพวกวัยรุ่น​ที่มีจิตใจอ่อนไหวง่ายและมีแรงดึงดูด​ต่อสิ่งชั่วร้ายค่อนข้างมาก

แตกต่างจากฉันเลยน้าา​ ดวงวิญญาณ​ของฉันน่ะเป็นสีเงินประกายสีแดงเลือด โฮสต์​ระบบต่างๆส่วนมากก็จะมีสีดวงวิญญาณ​ที่แตกต่างกันออกไป​ บางคนก็เป็นสีแดง​ สีฟ้า​ สีม่วง​ ต่างจากพวกเทพที่มีดวงวิญญาณ​สีทองแสบตา​ ผู้คุมโลกวิญญาณ​จะเป็นสีแดงเลือดนกหรือสีแดงไฟ​ แต่มนุษย์​น่ะมีได้แค่ไม่กี่สี​ ขาว​ เทา​ ดำ​

เมื่อทำสิ่งชั่วร้าย​มากๆเข้า​สีของดวงวิญญาณ​จะค่อยๆถูกย้อมให้เป็นสีที่เข้มขึ้น​จากขาวสว่างสุดท้ายก็จะกลายเป็นความมืดมิด

อ่า​ เผลอนอกเรื่องซะแล้วสิ..

ฉันเคยบอกหรือเปล่านะว่ามหาวิทยาลัย​นี้ไม่มีชุดประจำเหมือนประเทศอื่น​ อยากใส่อะไรก็ใส่​ แต่มีพวกวิศวะนี้แหละที่มีชุดประจำ​เป็นชุดหมีแบบพวกช่าง​ สีที่เห็นเยอะที่สุดก็คือ​สีแดงเลือดหมู แต่ละสาขาก็เปลี่ยนไปคนละสีอะไรแบบนั้น​ รู้ได้ไงหนะหรอ​ ก็พวกวิศวะที่นั่งจ้องพวกฉันอยู่ฝั่งตรงข้ามนี้ไง​ กวาดตาไปก็เจอครบทุกสีแล้วมองเร็วๆนึกว่ารุ้งกินน้ำ

แถมยังเอาแต่นั่งจ้องมาทางฝั่งนี้ไม่ยอมเบนสายตาออกไปสักนิด​ ฉันก็มั่นหน้าในร่างตัวเองอยู่น่ะว่าโลกนี้เป็นคนหน้าตาดีอยู่พอสมควร​ ยิ่งมาอยู่รวมกันกับเพื่อนของฉันก็ยิ่งดูเด่นมากขึ้นไปอีก​ แต่พอผ่านไปสักพักก็คิดได้ว่าคงจะไม่ใช่เพราะหน้าตาอย่างเดียว

พวกเขาคงตะลึงที่พวกเราแต่งตัวกันจัดเต็มซะขนาดนี้ล่ะมั้ง​ พวกฉันหนะยังถือว่าเบๆนะเจอรุ่นพี่ในคณะเข้าไปสิ​ โดนกลบรัศมี​ไปหมดไม่มีเหลือ​ เงี้ยล่ะ​ พวกสาขาแฟชั่น​ คนอื่นอาจจะมองเราแปลกๆแต่ถ้าเจอพวกเดียวกันเองก็จะรู้ว่าแต่งแค่นี้ถือว่า​ธรรมดามาก

“ เอาล่ะ​ เด็กๆ​ ฟังทางนี้ก่อนเร้วว​ ” พวกเราห้าคนนั่งคุยนั่งเม้าท์​กันไปสักพัก​ พี่ดีดี้สาวประเภท​สองคนสวยก็ส่งเสียงให้คนในคณะตั้งใจฟังเธอพูดก่อน

“ เก่งมากจ้ะ​ ทุกคนคงสงสัยกันใช่ไหมล่ะว่าพวกเราคณะศิลปกรรมทำไมถึงได้มานัดรวมตัวกันที่คณะเพื่อนบ้านสุดป่าเถื่อนอย่างวิศวะได้​ก็เพราะว่าคณะเราน่ะมันเล็ก! รวมนักศึกษา​ทั้งหมดสี่ปียังมีไม่ถึงสามร้อยคนเลย​ด้วยซ้ำพวกเราก็เลยต้องมาขอเบียดเบียนห้องประชุมของคณะเพื่อนบ้านแทน​ กระซิกๆ​ แต่ลูกสาวทั้งหลายของคุณแม่ไม่ต้องกลัวไปนะจ้ะ​ วันนี้ที่เรานัดรวมตัวกันก็เพื่อให้เด็กใหม่มาจำหน้าพี่ๆเอาไว้ถ้ามีปัญหาขึ้นมา​จะได้ช่วยเหลือกัน​ได้ถูก อ่า​ แล้วก็ขอตัวแทนสาขาล่ะสองคนมาลงแข่งขันสตาร์กับมูนของคณะด้วยจ้า ”

“ หืม​ อะไรคือสตาร์กับมูน​วะรูบี้ ” ลิซ่าเอ่ยถามเสียงงุนงง

“ ก็คนหล่อคนสวยนั้นแหละ ”

“ สาขาเรามีกี่คนนะ ”

“ ก็ถ้ารวมพวกเราไปห้าก็มีอยู่สิบสามคน ”

“ แล้วใครจะลงไปแข่งอะ​ ”

“ กูขอบาย​ / กูก็ไม่​ / เหมือนกัน​ ” ฉัน​ อาคาริแล้วก็ไอรีณพูดต่อทันทีที่ลิซ่าถาม

“ เอาล่ะค่ะน้องๆถ้าเลือกกันไม่ได้ก็เปิดศึกเป่ายิงฉุบกันเดี๋ยวนี้เลย​ กติกาง่ายๆ ใครแพ้คนนั้นเป็นจ้า ” พี่ดีดี้ที่เหมือนจะรู้ชะตากรรมของสาขาที่ฉันอยู่พูดขึ้นทันทีเมื่อเห็นว่าพวกเราจะตกลงกันไม่ได้

“ มาเลยกูพร้อมสุดๆ! ” ฉันพูดขึ้นก่อนจะทำท่าหมุนข้อมือไปมาเหมือนจะไปแข่งชิงแชมป์​โลก​ คนอื่นพอเห็นท่าทางของฉันก็มีแรงฮึดสู้ขึ้นมาบ้างเพราะสาขาฉันมีผู้ชายที่ไม่ใช่ชายแท้อยู่คนเดียวเขาจึงได้รับเลือกให้เป็นมูนสาขาทันทีโดยไม่ต้องลงแข่ง​ เหลือแค่สาวๆอีกสิบสองคนที่ยืนจ้องตากันเป็นมัน​ รู้สึกว่าสาขาของฉันจะไม่มีใครอยากเป็นเลยสักคน​ ไม่แปลกหรอกฟังแค่ชื่อก็รู้ได้ทันทีเลยว่าต้องทำงานหนัก​เพราะฉะนั้นต้องปัดมันให้พ้นตัว!

ใช่เวลาเกือบสิบนาทีก็เป็นศึกตัดสินระหว่างผู้แพ้ทั้งสองคนได้​แก่ ลิซ่า​ และ​ ฉัน! เวรเอ้ย! ใครจะรู้ว่าพอไม่มีสกิลตัวเราจะเอาดีด้านนี้ไม่ได้​ ซวยติดต่อกันตั้งแต่คนแรกยันคนสุดท้าย​ แต่คราวนี้แหละฉันต้องชนะ!

“ นับสาม ” ลิซ่าพูดขึ้นก่อนจะตั้งท่าทันที​ คนอื่นที่ชนะไปแล้วก็มามุงดูกันว่าใครจะเป็นผู้โชคร้ายที่สุดในสาขา​จะเป็นฉันหรือยัยปากเป็ดลิซ่า!

“ พร้อมหรือยัง ” ลิซ่าถามเสียงดัง

“ มาเลย! ” ฉันตะโกนตอบรับประกอบความฮึกเหิมที่ปะทุขึ้นมาในใจทันที

“ หนึ่ง ”

“ สอง​ ”

“ สาม!! ”

“ กรี๊ดดดดด!​! ”

“ ม่ายยยยยยยยย!!! ”

ฟังจากเสียงแล้วพวกคุณคงจะเดาถูกกันว่าใครคือคนที่ซวยที่สุดในห้องนี้.. ไม่ต้องเดาให้เสียเวลา​ เฉลยเลยก็ได้ว่าคนที่ตะโกนคร่ำคราญเสียงดังลั่นห้องนั้นมันใคร​ มันคือ​ ฉัน! ฉันเอง!! ฮึก—แม่จ๋า​ หนูจะลาออก!

ฝากไว้ก่อนยัยปากเป็ดลิซ่า! ถึงเราจะเป็นเพื่อนกันแต่สักวันฉันจะมาเอาคืนแน่ๆ​ แต่ตอนนี้...ขอฝากไว้ก่อน​//สะบัดผมแล้วเดินสวยๆออกไปหาเพื่อนร่วมชะตากรรม​ทันที

“ อ่า​ มาค่ะน้องๆ​ เราได้ตัวแทนแต่ละสาขามาแล้วนะคะ​ ต่อไปก็ได้เวลาโหวตจ้า!แต่จะโหวตจากหน้าตามันก็น่าเบื่อไปหน่อย​ว่าไหมคะทุกคน?​ ฉะนั้นเรามาโชว์ความสามารถ​กันเถอะ​พวกคณะอื่นมันจะได้รู้ว่าคณะเราไม่ได้มีดีแค่สวยอย่างเดียว!​ แต่ทั้งสวยทั้งอร่อยด้วย!! ”

“ กรี๊ดดดด​ด! / เริศค่าคุณแม่!! ”

ฉันอยากจะเอ่ยปากถามคุณแม่ดีดี้จริงๆว่าความสามารถ​มันเกี่ยวยังไงกับความอร่อย​ แต่ดีที่ยั้งปากไว้ทันไม่งั้นคงโดนส้นสูงสี่นิ้วตบกลับมาก่อนจะได้โชว์ความสามารถ..

“ เมื่อทุกคนเห็นว่าดี​นั้นมาจับฉลากเลยจ้า! เอ้าเร็วๆเด็กๆมาต่อแถว​ แต่หยิบแล้วอย่าพึ่งเปิดน้า​ค่อยเปิดพร้อมกัน​ ใครแอบเปิดคุณแม่จะตีนะคะ” คุณแม่ดีดี้จีบปากจีบคอ​เม้าท์​ต่อไปในขณะที่คนอื่นค่อยๆเดินออกไปจับฉลากจนครบ​ ฉันได้ออกไปจับเป็นคนแรกๆเลยด้วยซ้ำเลยต้องยืนรอคนอื่นสักพัก

“ เอาล่ะ​ เรามาเปิดพร้อมกันนะ​ นับหนึ่ง​ นับสอง​ นับสาม​ เปิดได้เลยจ้า! ”

ฉันค่อยๆคลี่กระดาษออกดู​ปรากฏ​ว่าฉันได้เลข​ 1​ ฉันไม่ได้ตกใจนักเพราะไม่รู้ว่ามันดีหรือไม่ดี​ คุณแม่ดีดี้อาจจะสุ่มเลขให้ไปแสดงก็ได้​ ใครจะไปรู้

“ คนที่ได้เลข​ 1​ แสดงเป็นคนแรกแล้วเรียงตามหมายเลขไปเลยค่าา​ ให้เวลา​ 10​ นาทีเตรียมการแสดง​ เอ้า! จับเวลา! ” เวรเอ้ย! วันนี้ฉันก้าวขาข้างไหนออกจากบ้านนะทำไมมันซวยซ้ำซวยซ้อนซวยซ่อนเงื่อน​อย่างงี้วะ!

“ ไง​ สตาร์​ ” ลิซ่าเอ่ยทักด้วยน้ำเสียงยียวนกวนอารมณ์​ทันทีที่ฉันเดินกลับมาหาพวกเธอ​ก่อนทำหน้าเซ็งสุดขีดส่งกลับไปให้แล้วทรุดตัวนั่งลงข้างๆไอรีณ

“ ซวยชะมัดเลย​ ” ฉันพูดเสียงอ่อยพร้อมขยับหัวไปพิงไหล่ไอรีณคนแสนดี

“ แกได้ที่เท่าไหร่ ” อาคาริเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงกระตือรือร้น​

“ หนึ่ง​ ”

“ พรืดด—อุ๊บส์​ ฮ่าๆๆ​ โทษทีๆ​ อะไรจะชวยขนาดนั้นวะแซนด์ ” รูบี้หลุดขำพร้อมถามฉันกลับด้วยน้ำเสียงที่กลั้นหัวเราะเต็มที่​

“ เอออ่ะดิ​ ”

“ แล้วแกจะโชว์อะไร​ ” ไอรีณคนแสนดีถาม

“ ก็คงร้องเพลง​มันเร็วสุดแล้ว ”

“ จะซ้อมรึเปล่า ” ลิซ่าถาม

“ ไม่​ ”

“ แต่ฉันเห็นคณะเพื่อนบ้านเขามีกีต้าร์​ด้วยนะแก​ ไปยืมมาหน่อยไหม​ ถึงแกจะไม่อยากเป็นแต่ก็ต้องตั้งใจหน่อยให้เกียรติสาขาเรานิด​นึง ” อาคาริพูดขึ้นแถมยักพยักเพยิดหน้าให้หันไปมองตามว่ามีกีต้าร์วางอยู่จริงๆ​ ฉันนิ่งคิดไปพักนึงว่าจะเอายังไงดี​ สุดท้ายก็ต้องยอมจำนนต่อคำพูดของอาคาริก็จริงของเธอแหละถึงฉันจะไม่อยากเป็นแต่ก็ต้องไม่ทำให้ขายหน้า​ ยิ่งในหอประชุมไม่ได้มีแค่คณะเราคณะเดียวด้วยแล้วก็ยิ่งต้องตั้งใจ

“ ก็ได้​เห็นแก่สาขาเราหรอกนะ​ ฉันไปยืมกีต้าร์แปปเดียวมา​ ”

“ ไปดีมาดีจ้า ” อาคาริตอบกลับพร้อมโบกมือลาที่เหมือนจะโบกไล่มากกว่า​ ส่วนคนอื่นก็ส่งสายตาให้กำลังใจฉันที่กล้าไปสู้กับพวกป่าเถื่อน​อย่างคณะเพื่อนบ้าน​ ฉันค่อยๆสูดลมหายใจเข้าลึกๆก่อนจะก้าวเดินไปที่คณะฝั่งตรงข้ามทันที​ พวกเขาไม่ได้สนใจฉันนักเพราะมัวแต่คุยอะไรกันสักอย่างที่ฉันจับใจความไม่ได้แต่ก็ดีแล้วที่ไม่สนใจ​ ไม่งั้นฉันคงไม่กล้าเดินเข้ามาแน่

ฉันเดินไปหาผู้ชายคนนึงที่นั่งหันหลังอยู่ข้างตัวเขามีกีต้าร์​โปร่งตัวนึงวางเอาไว้​ ฉันเดาว่าอาจจะเป็นของเขาหรืออาจจะไม่ใช่​

“ พี่คะ​ ” ฉันหยุดยืนอยู่ข้างๆเขาแล้วส่งเสียงเรียกแต่เขาไม่ได้ยิน​ ฉันเลยต้องส่งเสียงเรียกอีกครั้งให้ดังกว่าเดิมสุดท้ายก็ต้องมีออฟชั่นเสริมคือการสะกิดที่หัวไหล่

“ ว่าไงคณะเพื่อนบ้าน​ ” พอเขาเห็นว่าเป็นฉันที่เป็นคนสะกิดเรียกก็ทำหน้าแปลกใจนิดหน่อยก่อนจะเอ่ยถามเสียงนิ่ง​

“ ขอยืมกีต้าร์​หน่อยได้ไหมคะ​ ”

“ หืม​ นี่นะหรอ​ ” เขาชี้ไปที่กีต้าร์​โปร่งข้างตัวฉันเลยพยักหน้ารับ

“ ไอ้ภาค! คณะเพื่อนบ้านมาขอยืมกีต้าร์!! ” พอฉันพยักหน้าจบผู้ชายคนนั้นก็ตะโกนเรียกคนชื่อภาคทันที! ฉันจะไม่โกรธเขาเลยถ้าเขาไม่ตะโกนเสียงดังขนาดนั้น! ตะโกนดังจนพวกคณะวิศวะกว่าครึ่งพันหันขวับมาจ้องฉันทันที​ ฮึก—กูคิดถูกหรือคิดผิดเนี่ย!!

ความคิดเห็น