ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

วิญญานดวงที่หนึ่ง​

ชื่อตอน : วิญญานดวงที่หนึ่ง​

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย แฟนตาซี

คนเข้าชมทั้งหมด : 161

ความคิดเห็น : 0

ปรับปรุงล่าสุด : 09 ธ.ค. 2562 04:30 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
วิญญานดวงที่หนึ่ง​
แบบอักษร

บทที่​ 1

ไม่แพ้หรอกฝุ่น​ แพ้คุณมากกว่า

 

[ กำลังทำการ​เชื่อมต่อ​ใน​ 3...2​...1​ ]​

[ เชื่อมต่อเสร็จสมบูรณ์​ ค่าความเข้ากันได้ 100% ]​

[ เปิดระบบปฏิบัติการ​ทันที​หลังเชื่อมต่อเสร็จ.. ]​

[ อรุณสวัสดิ์​ครับโฮสต์​ ]​

เสียงเด็กผู้ชาย​ที่ฟังไม่คล้ายมนุษย์​ดังขึ้นมาจากที่ไกลๆ​ทำให้โรแซนด์​ต้องเปิดเปลือกตาที่ปิดสนิทขึ้นมา​สำรวจว่าตัวเองอยู่ที่ไหน​ แต่พอลืมตาขึ้นมาก็พบว่าตัวเองอยู่บนเตียงนอนควีนไซส์สีดำสนิท​ ดำไปหมดทั้งผ้าห่มและปลอกหมอน​ พอเงยหน้าขึ้นไปมองรอบๆตัวก็พบกับความมืดมิดภายในห้องแต่ก็ยังพอมองเห็นโดยรอบอยู่บ้างจากแสงจันทร์​ที่ส่องเข้ามาจากทางหน้าต่าง​

ภายในห้องไม่ได้มีข้าวของอะไรมากนัก​ มีตู้เสื้อผ้ากับโต๊ะเครื่องแป้งอย่างละหนึ่งเท่านั้น​ดูจากสภาพก็ไม่ใช่ของหรูหราไฮโซ​อะไร​ อยู่ในเกณฑ์​ธรรมดาสามัญ​ ไม่มีเครื่องปรับอากาศ​มีแต่พัดลมตั้งอยู่ตรงปลายเตียง อ่า​ ที่เหลือก็ช่างมันก่อนแล้วกัน​

“ รุย​ ตกลงเรามาทำอะไรที่นี้กันล่ะเนี่ย​ ไม่ใช่ว่าอยู่ในช่วงพักร้อนหรือไง​ ทำไมถึงโผล่มาอยู่ที่นี้ได้ล่ะฮะ ”

[ โฮสต์​คุณลืมไปแล้วหรอครับว่าคุณได้รางวัลจากทางระบบแม่​ให้เข้ามาตามหาอดีตของตัวเองก่อนที่จะกลายเป็นโฮสต์​ได้หลังจากที่ทำภารกิจเสร็จสิ้นหนึ่งร้อยภารกิจ​ ]

“ อ่า​ งั้นหรอ​ มีเรื่องแบบนั้นด้วยสินะ​ แต่มันผ่านมานานแล้วนะรุย​ ผ่านภารกิจ​มาเป็นพันๆโลกแล้วไหงมาทำในช่วงนี้แทนเล่า​ โธ่​ หมดกันเวลาพักร้อน.. ”

[ เพราะผมรู้ว่าโฮสต์​ต้องลืมนะสิครับ​ ถ้าคุยกันก่อนโฮสต์​ก็จะบ่ายเบี่ยงเอาแต่นอนหลับอุตุอยู่บนที่นอนจนหมดหน้าร้อน​ ผมเลยต้องส่งคุณมาโดยทันที​ แต่ไม่ต้องห่วงนะครับผมรายงานระบบแม่ไปแล้ว​ เพื่อนๆโฮสต์​ของคุณก็ส่งจดหมายไปบอกแล้วเรียบร้อย​ ถ้าเกิดปัญญา​อะไรขึ้นมาพวกเขาจะได้รู้ว่าคุณอยู่ที่ไหน​ ]​

“ จัดการเองเสร็จสรรพ​เลยนะ​ รุยออกมาเป็น​โฮสต์​เองเลยมาไม่ต้องเป็นมันแล้วไอ้ระบบเนี่ย! ”

[ ขอโทษ​ด้วยครับที่จัดการโดยพลการ​แต่เพื่อใช้เวลาให้เกิดประโยชน์​ผมเลยต้องทำ​ ]​

“ ก็ได้ๆ​ ยกโทษให้​แล้วกัน​ ส่งพล๊อตเรื่องมาสิ ”

[ โฮสต์​ครับ​ นี่ไม่ใช่ภารกิจแต่เป็นการทำความปรารถนา​ของโฮสต์​ให้เป็นจริงนะครับ​ ]​

“ งั้นขอรายละเอียด​คร่าวๆแล้วกันเพื่อจะคิดอะไรออกบ้าง​ ” ก็มันผ่านมาไม่รู้กี่พันกี่หมื่นปีแล้วนี่หนาแถมความทรงจำก่อนตายกลายมาเป็นโฮสต์​ก็ไม่มี​ ไอ้ความปรารถนา​ที่ตกตะกอนอยู่ข้างในจิตใจนั้นก็จำไม่ได้ซะแล้ว

[ ครับ​ มีแค่ความทรงจำที่เกี่ยวกับ​ความสัมพันธ์​ให้ครับ​ ส่วนอย่างอื่นมีแค่ประวัติคร่าวๆเท่านั้น​ โฮสต์​ตายด้วยอุบัติเหตุ​ก่อนวัยอันควร​ ความปรารถนา​สุดท้ายก่อนตายคือ​ ดูแลแม่ให้อยู่สุขสบายครับ​ คุณมีพี่น้องทั้งหมดห้าคน​เป็นผู้หญิงทั้งหมด​ พี่สาวสามคนของคุณก็แยกย้ายไปมีครอบครัวหมดแล้ว​ มีแต่พี่คนโตที่ส่งเงินมาให้แม่คุณใช้บ้างแต่ก็นานๆครั้ง​ ส่วนพ่อของโฮสต์​นั้นก็ส่งเงินมาให้ใช้บ้างแต่มันก็ไม่พอ​อยู่ดี พอโฮสต์​เรียนจบม.ปลายได้สองปีคุณก็ได้เดินทางด้วยรถประจำทางเพื่อออกไปหางานทำครับ​ แต่สุดท้ายก็เกิดอุบัติเหตุ​ซะก่อนคุณเลยได้กลายมาเป็นโฮสต์จนถึงทุกวันนี้​ครับ​ ]​

“ งั้นหรอ​ ขอความทรงจำหน่อยสิรุย​ ”

[ รับทราบครับ​ จะส่งให้ใน​ 3... 2... 1​ ]​

“ อึก! ”

เสียงสะอึกในลำคอดังขึ้นทันทีที่ได้ยินเสียงติ๊งขึ้นในหัว​ ความทรงจำนั้นมีน้อยมากมันไม่ได้ทำให้ปวดหัวแต่เป็นความรู้สึกต่างหากที่ทำให้เจ็บ​ ความรู้เศร้า​ รัก​ ห่วงหา​ ห่วงใย​ มันตีกระทบเข้ามาในอกจนเจ็บหนึบจนทนไม่ไหวต้องยกมือขึ้นมาขยุ้มมันไว้ผ่านเสื้อยืดตัวบาง​ ความรู้สึกก่อนตายที่เสียใจว่าจะไม่ได้กลับไปหาคนที่รักที่สุดมันเป็นแบบนี้นี่เอง..

“ อ่า.. เจ็บหัวใจจังแฮะ​ รุย​ เราย้อนกลับมาตอนไหน​”

[ ตอนโฮสต์​อยู่มอสี่ครับ​ ]​

“ ย้อนไกลไปหน่อยแต่ก็พอไหว​ เทคโนโลยี​ตอนนี้ยังไม่ได้ดีมากนัก​ยังพอแทรกแทรงอะไรได้อยู่บ้าง​ ”

[ แต่ปัญหา​ที่คุณต้องเผชิญ​ก็เยอะอยู่นะครับ​แล้วพวกมันก็ต้องใช้เงินเป็นปัจจัยทั้งนั้น​ ]​

“ จะกลัวอะไร​ ตอนที่ไม่มีระบบฉันก็ผ่านมาได้แล้วครั้งนึง​ คร่าวนี้ย้อนกลับมายิ่งมีรุยอะไรๆมันก็ยิ่งง่ายขึ้นไปอีก​ ”

[ อ่า​ ผมลืมบอกไปรึป่าวครับ​ ว่าคะแนนที่กองเป็นภูเขาของคุณระบบแม่อนุญาต​ให้ใช้ได้แค่​หนึ่งแสนพ๊อยท์​เท่านั้นครับ​ หลังจากนั้นคุณต้องทำภารกิจแลกคะแนนเหมือนเดิม​ ]​

“ หา! ขนาดคะแนนที่ตัวเองหามาอย่างยากลำบากก็ใช้ไม่ได้งั้นหรอ! ชิ! แล้วของในคลังกับสกิลติดตัวล่ะ​ ”

[ ของพวกนั้นยังใช้ได้เหมือนเดิมครับ​ ]​

“ ก็ยังดี​ ไม่งั้นได้เหนื่อยตายแน่ถ้าต้องออกไปจัดการพวกวิญญาณ​แปลกปลอมนั้นโดยที่ไม่มีอุปกรณ์​ ”

[ ต้องค่อยเป็นค่อยไป​นะครับโฮสต์​เพราะโลกนี้เป็นโลกธรรมดาไม่มีเวทมนตร์​หรืออะไรทั้งนั้น​ ]​

“ จ้าๆ​รู้แล้วๆ​ บ่นเยอะจริงรุยนี่ ”

มาเริ่มเลยแล้วกัน​ ขาเรียวสวยค่อยๆก้าวลงมาเหยียบ​พื้นอย่างแผ่วเบาก่อนจะก้าวออกไปคลำหาสวิตช์​ที่ข้างประตู​ พอไฟเปิดพรึบก็ทำให้เห็นข้าวของภายในห้องได้ชัดเจนมากยิ่งขึ้น​ มีชุดนักเรียนที่แขวนไว้หน้าตู้เสื้อผ้า​ บนโต้ะเครื่องแป้งก็มีกระเป๋านักเรียกสีดำแบบถือวางเอาไว้​ในนั้นมีแค่สมุดสองสามเล่ม​ เดาได้ว่าหนังสือที่เหลือคงอยู่ที่โรงเรียน​ หัวเตียงมีโทรศัพท์มือถือ​รุ่นเก่าวางเอาไว้อยู่​เป็นรุ่นที่ถ่ายรูปได้และโทรเข้าโทรออกได้เท่านั้น​ พอสำรวจหัวเตียงไปเรื่อยก็เจอกับกล่องเหล็กใบเล็กใบนึง​พอเปิดออกดูก็พบกลับธนบัตร​หลายใบรวมๆแล้วคงได้หลายพัน

ถ้าจำไม่ผิดดูเหมือนเราจะเก็บเงินเอาไว้ซื้อหนังสือที่อยากได้​เพราะซื้อทีก็หลายสิบเล่ม​และซื้อนานๆครั้ง​จะมีเงินเก็บเยอะก็ไม่แปลก​ เอ๊ะ! เดี๋ยวนะ​ รู้สึกว่าหลังจากนี้อีกครึ่งปีบ้านเราจะเข้าขั้นวิกฤติ​เพราะน้ำท่วมใหญ่เราและน้องสาวจะถูกส่งไปอยู่ที่เมือง​ K กับญาติฝั่งพ่อ​

พอสถานการณ์​สงบถึงได้ย้ายกลับมา​เพราะทั้งร้านและบ้านโดนน้ำท่วมทั้งหมด​ พวกเราเลยต้องย้ายไปอยู่ที่ศูนย์​กลางที่เขาจัดเอาไว้ให้​ จำได้ว่ามันลำบากอยู่บ้างแต่ก็ผ่านมาได้​แต่การเงินบ้านเราจะฝืดเคือง​อย่างหนัก

คงต้องรีบแล้ว​

“ รุย​แลกคะแนนเป็นเงินได้เท่าไหร่ ”

[ 10,000​ พ๊อยท์​ 100​ ล้าน​ ครับ​ ]​

“ อ่าเหลือเฟือ​ แลกมาเลยแล้วกัน​ แล้วเก็บไว้ในคลัง​เราเอาออกมาไม่ได้เอาไปฝากธนาคารก็ไม่ได้ไม่งั้นโดนตรวจสอบแน่ ” ตอนนี้คนยังนิยมใช้เงินสดกันอยู่อีกสามสี่ปีนู้นถึงจะนิยมใช้แอปพลิเคชั่น​ในมือถือ​

 

เช้าวันต่อมา

เมื่อฉันแต่งตัวเสร็จแล้วเดินลงมาจากห้องก็เจอเข้ากับแผ่นหลังที่ดูคุ้นเคยและแสนคิดถึงมากที่สุด​ แผ่นหลังของผู้หญิงคนนึงที่กำลังก้มๆเงยๆเดินทำงานบ้านไปมา​ไม่หยุด

“ แซนด์​ ยืนเหม่อทำไม​จะไปไหมโรงเรียนน่ะ ” ฉันสดุ้งหลุดออกจากภวังค์เมื่อคนที่ฉันยืนมองหยุดยืนเท้าสะเอวแล้วเอ่ยทัก​ ฉันกระพริบตาถี่ๆเพื่อให้ไม่ให้น้ำตาที่คลอหน่วยนั้นไหลลงมาก่อนจะตอบกลับอย่างรวดเร็ว

“ โถ่​ แม่​ช้านิดเดียวเอง​ ยังไงก็ไปทันอยู่แล้ว​ ”

“ เออๆ​รีบไปเลย ถ้าคุณครูโทรมาว่าเข้าเรียนสายอีกล่ะก็กลับมาโดนแน่ๆ​ ”

“ ขี้บ่นจริงจริ้งง​ ระวังจะแก่เร็วไม่รู้ด้วยนะ ”

“ เดี๋ยวเถอะๆ​ รีบไปโรงเรียนเลยอย่าไปเถลไถล​ที่ไหนล่ะ​ น้องมันรออยู่หน้าบ้านนานแล้วรีบไป​ เงินวางอยู่บนโต้ะอย่าลืมหยิบไปด้วยเดี๋ยวไม่มีตังกินข้าว​ ”

“ จ้าแม่​ ไปแล้วนะเจอกันตอนเย็น​ บ๊ายบาย​ ” ฉันวิ่งออกมาทันทีโดยไม่ได้หยิบเงินที่คุณหญิงแม่วางไว้ให้ออกมา​จะหยิบมาทำไมเล่าก็ฉันมีเงิน​ ไม่จำเป็นต้องขอแม่แล้วแต่จะบอกไปตรงๆก็ไม่ได้ไม่งั้นเดี๋ยวคุณหญิงเขาก็ถามอีกว่าไปเอาเงินมาจากไหน​ สู้ทำเป็นลืมไปให้จบๆดีกว่า

“ เซล​ เสร็จแล้วไปกัน ”

“ เออให้รอตั้งนานเดี๋ยวเข้าโรงเรียนไม่ทันประตูปิด​ ต้องไปฟังพวกยายแก่นั้นบ่นอีก​ รำคาญ​​ ”

“ เออๆโทษที​ ”

“ รีบเลย ”

“ เออบ่นจริงมึงนี่ ” คนที่ฉันกำลังจับมือพากันเดินอยู่นี้เป็นน้องสาวคนสุดท้องของฉันเอง​ ชื่อเต็มๆ​คือ​ ราพันเซล​ พวกเราสนิทกันที่สุดเพราะอายุใกล้กันห่างกันแค่ปีเดียว​ มีอะไรก็คอยปรึกษากัน​ ใครมีปัญหา​ก็คอยช่วย แต่ไม่เคยเรียกคำนำหน้าว่าพี่หรือน้องเพราะไม่ชิน​ ถนัดขึ้นมึงกูและด่าพ่อล่อแม่กันมากกว่า​ ถึงจะพ่อแม่เดียวกันก็เถอะ​ รู้ได้ไงหรอ​ ไม่เห็นยากแค่เห็นหน้าความทรงจำเก่าๆก็ฉายเข้ามาจนหมด

พอเดินมาถึงหน้าปากซอยพวกเราสองคนก็ยืนคอยรถสองแถวอยู่หน้าป้ายรถเมล์​ คอยชะเง้อชะแง้​มองรถบ้างก่อนจะเดินกลับมานั่งที่เดิม​ รอไปสักพักรถสองแถวที่จะต้องผ่านโรงเรียนลูกคุณหนูของน้องสาวฉันก็ผ่านมา​ ฉันลุกขึ้นไปโบกรถก่อนจะส่งราพันเซลขึ้นรถตามไปโบกมือบ๊ายบาย​กันเสร็จสรรพฉันก็เดินกลับไปนั่งที่เดิม​

ราพันเซลกับฉันเรียนคนละโรงเรียนกันเพราะว่าโรงเรียนลูกคุณหนูนั้นมีแค่ถึงมอต้น​ พอจบปอหกฉันก็ต้องย้ายไปเรียนโรงเรียนรัฐบาล​เพราะต้องลดค่าใช้จ่ายในบ้าน​ มันก็ไม่ได้แย่เจอเพื่อนเยอะแยะ​บางคนก็ดีบางคนก็ไม่​ แต่มันก็ทำให้ฉันคนเก่ารู้จักโลกมากขึ้น​และมันก็ทำให้ฉันเกเรมากขึ้นเช่นกัน​

ในความทรงจำช่วงมอต้นฉันค่อนข้างเกเรมากๆ​ โดดเรียนกลับบ้านดึก​ แต่ก็โชคดีที่คิดได้เร็ว​ เกเรอยู่ปีเดียวก็กลับมาตั้งใจเรียนได้เพราะเริ่มจัดเวลาของตัวเองเป็น​ เหมือนคำสอนของเพื่อนสนิทคนนึงที่ว่า​ เล่นได้ก็ต้องเรียนให้จบได้​ เขาเป็นกลุ่มเพื่อนผู้ชายที่อยู่ห้องเดียวกัน​และกลุ่มของพวกเราก็สนิทกันมาตั้งแต่มอหนึ่งจนถึงตอนนี้

[ โฮสต์​ครับ​ รถมาแล้วนะครับ​ ]​

อ่ะ​ พอมัวแต่นึกถึงความทรงจำเก่าจนเพลินเกือบลืมซะแล้วว่ากำลังรอรถประจำทางอยู่​ ฉันยืนขึ้นเพื่อรอรถสองแถว​ พอมันจอดฉันก็ก้าวเข้าไปนั่งตรงริมฝั่งนอกเพราะโดนลมจะทำให้ไม่เมารถ​ อีกตั้งครึ่งชั่วโมง​แหนะกว่าจะถึงโรงเรียน​ เข้าแถวตอนเช้าคงเสร็จไปแล้วแน่ๆแต่ก็ไม่เป็นอะไรเพราะฉันก็กะจะไม่เข้าอยู่แล้ว​ มันเสียเวลาน่ะ​ พวกผอ.โรงเรียนก็เอาแต่พูดอะไรไม่รู้แดดก็ร้อน​ พอไปถึงคงเลิกแถวขึ้นห้องพอดีเราก็เนียนๆเดินเข้าไปแล้วกัน​ ( เป็นพฤติกรรม​ที่ไม่ดีเด็กๆอย่าทำตามนะคะ​ )​

พอรถสองแถวมาจอดหน้าโรงเรียนฉันก็ลงจากรถเดินไปจ่ายเงินกับคนขับแล้วเดินแอบๆเข้าโรงเรียนมาเพื่อไม่ให้ยามหน้าประตูเห็น​ โรงเรียนกี่โลกๆก็คล้ายๆกัน​หมด​ มีอาคารเรียนมีสนามมีโรงอาหารแค่นั้น

พอเดินหลบยามมาได้ฉันก็เดินปะปนไปกับเด็กๆมอต้นที่กำลังเดินขึ้นห้องก่อนจะเดินหลบไปที่ศาลาที่นั่งประจำของกลุ่มเรา พวกมอปลายไม่มีเหมือนมอต้นที่มีห้องเป็นของตัวเอง​ พวกเขาต้องเดินเรียนเอาเลยมีที่นั่งประจำของกลุ่มอื่นๆอยู่เต็มศาลาไปหมด

“ เฮ้ย! ไอ้แซนด์มาแล้ว​ ”

“ สัส! เสียงดัง​คาบแรกเรียนอะไรวะ​ ” คุณต้องเข้าใจก่อนว่าระหว่างเพื่อนคำว่าสวัสดี​ไม่ใช่คำทักทาย​ต้องด่ากันต่างหากจึงจะถูกต้อง

“ ไม่รู้วะ ”

“ แล้วคนอื่นอะ​ พวกมันไปไหน​ ”

“ อยู่หลังโรงเรียนไปกินข้าว​ เดี๋ยวอีกสักพักคงปีนเข้ามาเอง​ ”

“ นั่งด้วยหลบไปดิ ” ฉันดันๆพวกกลุ่มเพื่อนออกก่อนจะเข้าไปนั่งเบียดๆกับพวกมันข้างในศาลา​ ยังมีเวลาอีกสักพักก่อนจะเข้าเรียน​ คนที่นั่งอยู่ในศาลามีอยู่เจ็ดแปดคน​ มีกลุ่มเพื่อนผู้หญิงคนของฉันสามคน​กับเพื่อนผู้ชายอีกสี่​ แค่เห็นหน้าพวกมันความทรงจำก็ฉายเข้ามาในสมองแล้วทำให้ฉันคุยกับพวกมันได้โดยที่ไม่มีพิรุจ​อะไร​

พวกเรานั่งคุยเรื่องตัวเองกันบ้างนินทาเรื่องคนอื่นบ้างไปเรื่อยเปื่อยเพื่อรอเวลาเข้าเรียนกับรอเพื่อนอีกสี่ห้าคนมาถึง​ พอคนที่เหลือมาถึงศาลาได้เคยกว้างก็เล็กลงทันตา​จนต้องนั่งเบียดกัน

กลุ่มผู้หญิงของฉันมีคนเยอะกว่านี้แต่ตอนนี้เหลือแค่สามรวมฉันเป็นสี่​ ส่วนคนที่เหลืออีกหกก็อยู่คนละห้องกันจะมาเจอตอนช่วงพักกลางวันและตอนเย็นเท่านั้น

แต่พวกเราไม่ได้มีเพื่อนแค่นี้ก็สนิทเกือบทุกระดับชั้นนั้นแหละแต่ยกเว้นพวกมอต้นบางกลุ่มที่ค่อนข้างจะ​ไม่ถูกชะตา พวกเรามีคนสนิทที่เป็นรุ่นพี่มากกว่าเพราะเจอกันบ่อยเลยสนิทกันมาก

พวกผู้ชายในกลุ่มก็เหมือนกันตอนนี้มีแค่สี่พวกที่เหลือก็อยู่คนละห้องแต่กลุ่มของพวกมันเป็นกลุ่มที่ค่อนข้างใหญ่​ มีพี่คนสนิทอยู่มอห้ามอหกทั้งนั้น​

ก็รวมกลุ่มแบบเด็กๆนั้นแหละ​แต่เท่าที่จำได้พวกนี้ก็คบกันจนถึงมหาลัยไม่รู้ว่าหลังจากเราตายจะยังคบกันอยู่รึป่าว​ แต่ถ้าให้เดาก็คงใช่​

สายสัมพันธ์​ตอนมอปลายหนะค่อนข้างจะบริสุทธิ์​เพราะผ่านด้วยกันมาหมดทั้งเรื่องที่ดีทั้งเรื่องที่ไม่ดี​ ต่อให้ไม่ได้เจอไม่ได้คุยกันมานาน​ พอมาเจอกันอีกครั้งก็เหมือนได้ย้อนไปตอนเด็กๆเรื่องเครียดที่สุดคือโดนแม่ตี​ เรื่องที่โกรธที่สุดก็คือเรื่องเพื่อนโดนรุมกระทืบ

“ อีแซนด์​ อีแซนด์! ”

“ เออๆกูได้ยินแล้วจะตะโกนทำไมมึงนี่​ ”

“ ก็กูเรียกมึงนานแล้วเอาแต่เหม่ออีห่า! เป็นอะไรผัวทิ้งหรือไง​ ”

“ ผัวทิ้งห่าไร! กูยังไม่มีผัว!! ”

“ ตอแหล! ความจำเสื่อมหรือไง​ เมื่อวานมึงก็กลับบ้านกับผัวมึงจะมาไม่มีผัวได้ไง​ เอ๊ะ! หรือมึงเลิกกันแล้ว​ เมาท์สิยังไง​ ” คนที่ส่งเสียงแว้ดๆด่าฉันอยู่นี้ชื่อ​ นานะ​ คงข้างเป็นตัวจี๊ด​มือตบ​ แต่นิสัยดีและค่อนข้างรักเพื่อน​ พอฉันได้ยินมันพูดถึงผัวๆก็หมุ่นคิ้วทันที​ ผัวที่ไหนวะ​ ? เรามีด้วยหรอ​ คิดไปคิดมาก็ปวดสมองขึ้นมาทันทีก่อนจะมีภาพฉายให้เห็นถึงผู้ชายคนนึงที่ค่อนข้างสูงไหล่กว้างผิวแทน​ หน้าตาหล่อเหลาที่จัดว่ามีเสน่ห์​อยู่บ้าง​ แต่สำหรับฉันมันก็งั้นๆหาได้ทั่วไป​ ก็แน่สิ​ ฉันผ่านภารกิจมาเป็นพันๆหมื่นๆโลกแล้วคนหล่อแบบไหนก็เจอมาหมด​ หล่อระดับนี้ยังถือว่าเบๆ

“ อีนานะ​แฟนก็พอ!​ ผงผัวอะไรน่าเกลียด​ ”

“ แหมๆ​ แรดนะมึง​ เออแล้วเป็นไงที่กูถามสรุปว่าเลิกกันแล้ว​ ไม่เป็นไรเดี๋ยวกูพาหาผู้ใหม่​ เอาแบบไหนดีมอสามกรุบๆหรือเอาแบบมหาลัยหนังเหนียวเคี้ยวยาก ”

“ ฮ่าๆ​ กรุบเลยนะมึงอีห่า​ ยังไม่เลิกแต่ก็ไม่แน่กูยังไม่เบื่อนี่ ”

“ เลิกเมื่อไหร่บอกกู ”

“ ทำไม ”

“ กูจะพาไปส่องหนุ่มๆ​ ช่วงนี้เหี่ยวเฉามาก​ อีพวกในโรงเรียนก็รู้ใส้รู้พุงกันหมดแล้ว​ ถ้าคบกันขึ้นมาคงขยะแขยงกันตาย​ บรึ้ยย​ พูดแล้วขนลุก​ ” พอนังนานะทำท่าขนลุกเสร็จพวกเพื่อนในกลุ่มก็พากันหัวเราะก๊าก​ทันที​ หน้าตามันสวยนะแต่ดันชอบทำหน้าฮาๆ​ให้คนอื่นหัวเราะ​จากจะได้ผู้ชายก็ได้เพื่อนเฉย

พอพวกมันพากันเปลี่ยนไปคุยเรื่องอื่นฉันก็มีเวลานั่งย้อนความทรงจำมากขึ้น​ พอรู้อยู่บ้างว่าเป็นแฟนแต่หลังจากนั้นก็จำอะไรไม่ได้แล้วคงต้องเจอตัวจริงสินะความทรงถึงจะย้อนกลับมา​ ยุ่งยากซะจริง

“ เห้ย! พวกมึงอาจารย์​ไม่สอนคาบเช้าเพราะต้องเข้าประชุมแต่เขาสั่งงานเอาไว้ให้มารับไป​ อีกสองวันส่ง​ ” เสียงจากเด็กเรียนในห้องตะโกนบอกให้ได้ยินกันทั่วพวกเราเลยต้องเป่ายิงฉุบกันว่าใครจะได้ลงไปเอา​ ผลปรากฏ​ว่าเป็น​ ไอ้ต้นไม้​ เพื่อผู้ชายตัวอวบในกลุ่ม​เพราะอยู่ด้วยกันมาตั้งแต่มอต้นเลยค่อนข้างรู้นิสัยกันหมด ต้นไม้ถึงจะตัวอ้วนแต่เรื่องต่อยตีนี่ที่หนึ่ง​ เคยล้มพี่มอหกด้วยตัวคนเดียวมาแล้วได้สบายๆพอขึ้นมอปลายมางานอดิเรก​ของมันก็เปลี่ยนไปเป็นการชกมวย​และวิ่ง​ น้ำหนักตัวเลยลดลงไปมากจากอ้วนเป็นอวบ​ ถึงมันจะต่อยตีเก่งแต่ก็นิสัยดีมาก​ ไม่เคยหาเรื่องใครก่อนและเป็นเพื่อนผู้ชายที่ฉันคนก่อนไว้ใจที่สุด

“ ว่างตั้งสามชั่วโมง​ เอาไงดี​ ” เสียงเพื่อนผู้หญิงชื่อ​ กาสะลองพูดขึ้น​ มันเป็นคนเหนือ​ที่พึ่งย้ายเข้ามาตอนช่วงมอสอง​แต่นิสัยดีและเรียกเก่ง​

“ นั่งๆนอนๆอยู่นี้ล่ะ​ ขี้เกียจวะ​ ” ฉันพูดขึ้นคนอื่นก็พยักหน้าตามก่อนจะหาผ้ามาปูที่พื้นศาลา​ พอได้ที่บางคนก็แยกย้ายกันไปซื้อน้ำไปซื้อของกินหลังโรงเรียน​ บางคนก็ลงไปนั่งบนผ้าที่ปูไว้ทำให้ในศาลามีพื้นที่มากขึ้น​

ไม่รู้ว่าเวลาผ่านมาเท่าไหร่รู้ตัวอีกทีกริ่งพักกลางวันก็ดังซะแล้ว​ ถ้ารอเวลาคนจะเยอะพวกเราเลยหยิบกระเป๋าสตางค์​ออกมาคนละใบก่อนจะแยกย้ายกันไปกินข้าว​ พอกินข้าวเสร็จก็ซื้อไก่ทอดลูกชิ้น​ ผลไม้ของกินเล่นออกมาตุนไว้ตอนบ่าย​ก่อนจะเดินกลับมาที่ศาลาตามเดิม​ นั่งเล่นไปสักพักเพื่อนที่เหลือก็วิ่งกลับมาด้วยหน้าตาตื่น​

“ อีเบลล์​ เป็นอะไรวะวิ่งมาหน้าตาตื่นเชียว ” อีเนเนะเพื่อนผู้หญิงในกลุ่มอีกคนพูดขึ้น​

“ อีอี้ผิงจะโดนรุมแล้ว​ กูวิ่งมาบอกพวกมึงก่อนให้อีพวกนั้นกันไว้ให้​!​ ” บลูเบลล์พูดด้วยน้ำเสียงร้อนรน

“ พวกไหน​ ” ฉันถาม

“ ก็อีพวกนั้นแหละ​ ถ้าไม่ติดว่าแม่มันใหญ่กูสอยร่วงไปแล้วไม่ให้มายื่นหมั่นหน้าอยู่หรอก​ ” พอบลูเบลล์พูดจบพวกเราก็คิดหนักทันที​ ถ้าจะตบก็ตบได้แต่ติดว่าอีเด็กมอสามที่เป็นหัวหน้ากลุ่มนั้นมีแม่ที่ค่อนข้างรู้จักคนเยอะ​ ถ้าตบกันขึ้นมายังไงพวกมันก็ต้องฟ้องแม่อยู่ดีที่นี้แหละจากเรื่องเล็กๆจะกลายเป็นเรื่องใหญ่ทันที​

พวกคุณคงคิดใช่ไหมล่ะว่าเด็กๆตบกันเนี่ยมันไร้สาระ​ มันก็ไร้สาระจริงๆนั้นแหละแต่เป็นเรื่องไร้สาระที่ครั้งนึงในชีวิตพวกคุณต้องเคยผ่านมันมา

“ เอางี้​ มึงไปตามพวกพี่เจ้าขามาก่อนแล้วไปเจอกันที่นั้น​ พี่เจ้าขารู้จักคนเยอะยังไงถ้าตบกันจริงน่าจะคุยกับแม่มันได้บ้าง​ ​ว่าแต่พวกมันอยู่ไหน​ ” ฉันพูด

“ ห้องน้ำหลังโรงเรียน​ กูไปตามพวกพี่คะนิ้งมอห้ามาแล้ว​ คงเดินไปถึงกันนานแล้ว ”

“ เออไปเจอกันที่นู้น​ ดูสถานการณ์​ก่อนว่าเอาไง​ ”

“ เออ​ ” พอบลูเบลล์รับคำฉันก็หันหน้าไปหาเพื่อนในกลุ่มแล้วพยักหน้าให้กันทันที​ ไม่ต้องพูดแค่มองตาก็เข้าใจกันแล้ว

“ อีกา​ มึงโทรไปให้น้องที่สนิทมึงดูต้นทางด้วย​ อาจารย์​รู้ขึ้นมาจะซวยกันหมด​ ” ฉันพูด​ ก็ตอนม.ปลายหนะถ้ามีเรื่องกันไม่มีใครกลัวอาจารย์​หรอกแต่ที่ให้รู้ไม่ได้คือพวกอาจารย์​จะชอบโทรฟ้องพ่อแม่​ หลังจากนั้นก็ซวยนะสิ​ เข้าห้องปกครองน่ะเรื่องเล็กแต่ถ้าพ่อแม่รู้ขึ้นมาเนี่ยไม่รู้จะเอาหัวไปไว้ที่ไหนเลย

“ เออ​แปป ”

ขณะที่กำลังเดินเร็วๆไปหลังโรงเรียน​ พวกเราเจอคนรู้จักมากมายที่แค่มองตาก็รู้แล้วว่ามีเรื่อง​ พยักหน้าให้กันเสร็จก็พากันเดินช้าๆเหมือนชมนกชมไม้ไปเรื่อยทั้งๆที่ข้างในร้อนรุ่ม​จนเจียนจะระเบิด ในความทรงจำไม่มีบอกว่าจะเกิดเหตุ​การณ์​นี้ขึ้น​ ครั้งแรกอาจไม่เกิดหรืออาจจัดการได้ง่ายๆทำให้ไม่มีความทรงเก็บเอาไว้​

เรื่องนี้มันไม่ใช่เรื่องใหญ่​เป็นเรื่องเล็กๆที่ไร้สาระมากเสียด้วยซ้ำ​ แต่ที่ต้องเอาคนรู้จักไปมากๆก็เพราะคนที่พอจะสู้กับแม่เด็กนั้นได้ก็มีแค่พี่เจ้าขาเท่านั้น​ ยังไงก็ต้องตกลงกันก่อนว่าจะแพ้หรือชนะจะไม่มีนอกรอบ​ แต่ถ้ามีขึ้นมาเมื่อไหร่​ ลูกสาวของมันจะโดนคืนทันที

ที่นี้แหละเรื่องราวไม่จบไม่สิ้นแน่

“ พวกมันโง่หรือป่าวถึงคิดรุมอีอี้ผิง​ ถ้ารุมอีแสนรักยังพอมีลุ้นอยู่บ้าง​ ” นานะพูดขึ้นทันทีเมื่อเราเดินใกล้ถึงที่หมาย​ แสนรักคือเพื่อนในกลุ่มอีกคนที่อยู่คนละห้อง​เป็นคนที่ตัวเล็กที่สุดในกลุ่ม

“ พวกมันคงเห็นอีอี้ผิงนิ่งๆไม่เคยมีเรื่องกับใครเลยคิดว่ามันอ่อนละมั้ง ” กาสะลองพูดตอบ

“ ไม่แปลกหรอกที่พวกมันจะไม่รู้ว่าอีอี้ผิงแรงเยอะยังกับควาย​แถมมันยังไม่เคยมีเรื่องในโรงเรียนสักครั้ง​ ” เนเนะพูดต่อ​

ฉันพยักหน้าเห็นด้วย​ในความทรงจำ​ อี้ผิง​ เป็นคนที่ไม่ควรมีเรื่องมากด้วยที่สุดเพราะมันแรงเยอะแถมค่อนข้างบ้าถ้าได้ออกแรง​ สู้สุดใจขาดดิ้นเลยล่ะ

พอเดินมาถึงก็เจอกลุ่มคนที่แยกเป็นสองกลุ่มยืนประชันหน้ากันอยู่เงียบๆ​ ฉันเดินแทรกกลุ่มเด็กๆเข้าไปหากลุ่มตัวเองทันที​ พวกเด็กนั้นก็เอาพี่ของตัวเองมาเหมือนกัน​ ไม่ได้เก่งนักดูจะกลัวพี่เจ้าขาด้วยซ้ำไป

พี่เจ้าขาพยักหน้าให้ฉันก่อนจะเดินออกไปคุยเองหลังจากรอให้พวกนั้นเถียงกันมานาน​ เรื่องที่คุยกันก็มีไม่กี่เรื่อง​ ห้ามรุม​ ตัวต่อตัว​

ถ้าพูดแล้วไม่ฟังพี่เจ้าขาจะลงแทนอี้ผิงเอง​ พอมาเจอกับตัวก็พอเดาได้ว่าพี่เจ้าขาก็ไม่ค่อยชอบเด็กกลุ่มนี้อยู่เหมือนกันแต่เพราะว่าพ่อแม่เป็นเพื่อนกันก็เลยแสดงออกมากไม่ได้​

พอตกลงกันได้ก็เริ่มสู้กัน​ คุณอย่าคิดว่าเป็นการจิกผมเอาหัวโขกกำแพงกันล่ะ​ นั้นมันการละเล่นของเด็กๆ​ สู้กันที่แปลว่าสู้กันจริงๆทั้งหมัดเข่าศอก​มาครบ​

ตัวเด็กหัวหน้านั้นก็พอมีฝีมืออยู่บ้างแต่ก็ยังเร็วไปที่จะสู้กับอี้ผิง​ มันเทควันโดสายดำเชียวนะแค่โดนเตะสองสามทีก็ล่วงแล้ว เป็นการสู้ที่จบเร็วชะมัดยังไม่หายเบื่อเลยด้วยซ้ำ​ พอเด็กคนนั้นล้มเพื่อนๆของมันก็จะพากันเข้ามารุมอี้ผิงแต่ฉันไวกว่า​

เลยเตะตัดขาให้ล้มกันไปทีละคนสองคน​แต่ยังไม่หายหมั่นใส้เลยเพิ่มแรงลงไปอีกนิดเด็กพวกนั้นก็ร้องโอดโอยซะแล้ว ถ้าไม่เพราะแม่มันเด็กพวกนี้คงไม่มีวันได้สู้กับอี้ผิงแน่แต่อย่างว่าละพวกที่สู้ด้วยตัวเองอย่างพวกฉันกับพวกที่ต้องพึ่งพ่อแม่เห็นๆกันอยู่แล้วว่าใครจะชนะ​ พี่เจ้าขาเดินเข้าไปคุยอะไรสักอย่างกับเด็กนั้นนิดหน่อยพอมันพยักหน้ารับพวกเราก็พากันเดินออกมาทันที​ อยู่นานไม่ดี​ อาจารย์​รู้จะซวยกันหมด

 

 

 

 

 

___________________________

แอบมาลงเพื่อเช็คกระแสค่ะว่านักอ่านชอบแนวนี้กันรึเปล่า

 

ถ้าใครอ่านเรื่องโฮสต์​เฮคาทีหรืออ้ายเยว่นั้นจะรู้สึกคุ้นๆใช่ใหมค่ะ

 

เรื่องนี้ถูกแต่งขึ้นมาก่อนที่จะเขียนเรื่องโฮสต์​เฮคาทีซะอีกค่ะ

 

พวกเขาเลยอยู่จักรวาล​เดียวกัน

 

ทำงานเป็นเจ้าหน้าที่เหมือนกัน แต่คนละระบบ

 

แต่ทั้งสองคนจะรู้จักกันรึไม่นั้น?

 

ต้องคอยลุ้นต่อไป คิกๆ

 

แถมในเรื่องยังแอบใส่ความเป็นตัวเอง

 

เมื่อสมัยเด็กๆยังเกเรเข้าไปนิดหน่อยด้วยค่ะ

 

โฮสต์​โรแซนด์​ไรท์วางคาแรกเตอร์​ให้เป็นผู้หญิงธรรมดาค่ะ

 

ไม่ได้แสนดีแต่ก็ไม่ได้ชั่วร้าย

 

มีรัก โลภ โกรธ หลง เหมือนหญิงสาวธรรมดาทั่วไป

 

นิสัยแตกต่างจากเฮคาทีมากค่ะเพราะไม่ใช่คนพูดน้อย

 

แต่นิสัยยังเหมือนโฮสต์​ระดับสูงสุดคือ รักคนยากค่ะ

 

นิสัยแน่วแแน่จดจ่ออยู่กับภารกิจมากกว่าสิ่งล่อตาล่อใจ

 

กว่าจะหลงรักพระเอกก็เรียกได้ว่านานจนแทบหลั่งน้ำตา

 

ส่วนมากเรื่องนี้เน้นไปที่ ครอบครัวและการงานและมิตรภาพ​ค่ะ

 

เรียกง่ายๆก็ชีวิตประจำวันละมั้ง?

 

ถ้ากระแสดีจะมาอัพต่อให้นะคะ

 

แต่ถ้าไม่ไรท์อาจจะปิดตอน

 

ชอบหรือไม่ชอบยังไง

 

เม้นเอาไว้หน่อยน้าา

 

ไรท์จะได้ตัดสินใจถูก

 

 

ความคิดเห็น