ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

"ร้อนรักอันตราย" ตอนที่ 41 คนที่เปลี่ยน

ชื่อตอน : "ร้อนรักอันตราย" ตอนที่ 41 คนที่เปลี่ยน

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย y

คนเข้าชมทั้งหมด : 3.3k

ความคิดเห็น : 35

ปรับปรุงล่าสุด : 06 ต.ค. 2562 14:21 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
"ร้อนรักอันตราย" ตอนที่ 41 คนที่เปลี่ยน
แบบอักษร

ตอนที่ 41 คนที่เปลี่ยน 

 

ย้อนกลับไปก่อนหน้านั้น

ตะวันเดินตามหลังวิชิตาต้อยๆ ด้วยเหตุเพราะความแปลกสถานที่ กับอีกหนึ่งเหตุผลว่าถ้าปล่อยมือรับรองได้เลยว่าตัวเองอาจจะหลงเด็ดๆ หลงแน่ๆ... ดังนั้นมือบางจึงยึดมือคนแก่กว่าไว้แน่นแล้วเดินตามโดยไม่ปริปากแม้แต่คำเดียวถึงแม้ท่าทางที่ทำจะเหมือนเด็กหลงทางไปนิดก็เถอะ

เมื่อเข้ามาหยุดยืนในเพนเฮาส์สุดหรูที่ตะวันบอกได้เลยว่าชาตินี้ทั้งชาติตนคงไม่สามารถหาเงินมาเนรมิตให้ได้แบบนี้

จากนั้นวิชิตาก็บอกให้ทำตัวตามสบาย ส่วนเธอก็หยิบโทรศัพท์ของตัวเองออกมากดๆ จิ้มๆ โดยไม่หันมาสนใจตะวันอีกและคนอ่อนวัยกว่าก็ได้แต่มองซ้ายทีมองขวาทีอย่างตื่นเต้น หากแต่ก็ไม่ได้ส่งเสียงอะไรออกไปเพราะกลัวว่าจะเป็นการรบกวนการทำงานของอีกฝ่าย

อึดใจต่อมาวิชิตาก็วางโทรศัพท์ในมือแล้วเดินเข้าห้องส่วนตัวหายเงียบไปเฉยๆ... ตะวันได้แต่ชะเง้อคอตาม... ใจก็อยากจะเดินดูรอบๆ แต่ก็กลัวว่าความเซ่อซ่าของตัวเองจะเป็นเหตุทำให้ข้าวของของเขาเสียหายโดยใช่ทีจึงได้แต่นั่งอยู่ที่เดิม ผิดกับตาหวานที่กวาดมองไปทั่วห้องที่นั่งอยู่อย่างชื่นชม

ทุกอย่างตอนนี้จึงเงียบกริบ

เงียบจนคนแปลกถิ่นเริ่มคิดไคร่ครวญ

แน่นอนว่าถึงจะแม้จะไม่ฉลาดนัก บางครั้งอาจไม่ทันคนและป้ำๆ เป๋อๆ ไปนิดแต่ตะวันก็ไม่ได้โง่ขนาดนั้น แม้อาสาวจะไม่ได้บอกออกมาเป็นคำพูด แต่ท่าทางกับการกระทำมันก็ช่างโจ่งแจ้งจนคล้ายกับว่าได้เขียนแปะบอกกำกับเอาไว้ที่ข้างฝาชนิดที่ถ้ายังเดาความหมายนั้นไม่ออกก็คงต้องบอกตัวเองให้กลับไปกินหญ้าแทนข้าวแล้วละคราวนี้

กว่าสิบนาทีที่วิชิตาเดินหายเข้าห้องไปช่างคุ้มแสนคุ้ม และพอเดินกลับออกมาคราวนี้เธอก็ยังเห็นตะวันนั่งอยู่ที่เดิม แต่สิ่งที่แปลกตาไปคือสีหน้าที่แช่มชื่นนั้น

“มีอะไรดีๆ จะบอกอามั้ย”

คนฟังส่ายหน้า แต่ยิ้มหวานที่แสดงออกมาทั้งปากทั้งตามีหรือว่าคนที่ผ่านร้อนผ่านหนาวมาก่อนจะเชื่อ

“จ้า ไม่บอกก็ได้... อาได้ของแล้ว ป๊ะ เราไปกัน”

“แล้วไหนล่ะครับ” ตะวันมองหา แล้วชะเง้อไปด้านหลังของอีกฝ่ายเพราะเห็นวิชิตาเดินออกมามือเปล่า

“อยู่ในกระเป๋าแล้วนี่ไง ของชิ้นเล็กๆ เองไม่หนักมากหรอก อาถือเองได้”

คนบอกเดินมาคว้ามือเรียวของเด็กโดดเดี่ยวลากให้เดินตามออกจากห้องจนมายืนอยู่ในลิฟท์ด้วยกัน

“ขอบคุณครับอาวิ”

“มีเรื่องอะไรที่ต้องขอบคุณกัน ไม่เห็นจะรู้เรื่อง”

ตะวันยิ้มหวาน จากที่แต่แรกยังรู้สึกเศร้าและกลัวไปหมดเพราะมีแต่คนแปลกหน้า แต่ตอนนี้หัวใจดวงน้อยที่เคยห่อเหี่ยวกลับสดชื่นราวกับได้น้ำทิพย์ชโลมใจ

ตะวันยิ้มไม่ยอมหุบเลยจนวิชิตาแซวว่าต๊อง นั่นแหละคนต๊องจึงหัวเราะคิกออกมาเพราะขำตัวเองที่เป็นไปได้ถึงขนาดนี้

จวบจนได้ยินเสียงสัญญาณ ทั้งคู่ที่จะพากันก้าวออกจากลิฟท์... แล้วก็ต้องพากันชะงักกึกอย่างพร้อมเพรียงเพราะขนาดวิชิตาผู้ที่ไม่เคยต้องกลัวอะไรยังถึงกับขาสะดุด

ภายนอกตัวลิฟท์เต็มไปด้วยชายฉกรรจ์ในสูทสีดำไม่ต่ำกว่ายี่สิบคนกำลังยืนเอามือกุมหว่างขาท่าทางสุภาพผิดกับหน้าตาที่ต่างก็เคร่งเครียด และไม่ต้องบอกก็รู้ว่ากำลังมีเหตุการณ์ที่ไม่ค่อยสู้ดีนักเกิดขึ้น

ตะวันบีบมือวิชิตาแน่น ความทรงจำทั้งหลายแหล่เกี่ยวกับเหตุการณ์ที่คาดไม่ถึงทำให้นึกกลัวขึ้นมาในเสี้ยววินาที

“คนเยอะจังนะครับ”

“นั่นสิ เมื่อกี้ตอนเข้ามายังไม่เห็นมีเลย แล้วทำไมต้องมายืนปิดทางกันแบบนี้ด้วยเนี่ย หงุดหงิดจริง”

“อาวิครับ ทางนั้นใช่ทางออกมั้ยครับ”

วิชิตาพยักหน้า และทางโล่งๆ ที่ตะวันชี้ไปก็ไม่น่ามีปัญหาแม้จะต้องเดินไกลไปสักหน่อย

ในจังหวะที่กำลังเดินตามกันอยู่นั้น ตะวันก็อดไม่ได้ที่จะเหลือบตาไปมองชายกลุ่มนั้นอีกครั้ง จึงทันได้เห็นว่าหนึ่งในนั้นกำลังยืนกอดอกท่าทางเคร่งเครียดเหมือนๆ กับคนอื่น แต่บุคลิกของเขาคนนั้นกลับผิดแผกจากคนที่ยืนอยู่รายล้อมอย่างสิ้นเชิง

ชายหนุ่มร่างสูงใหญ่ ใบหน้าที่หล่อเหลาเหลือร้ายราวกับได้รวบรวมความเพอร์เฟคของทุกอย่างเข้าด้วยกัน ตะวันมองแว๊บแรกเห็นผมสีน้ำตาลที่เข้มจนเกือบดำนึกว่าคนเอเชียด้วยซ้ำ แต่ทว่าร่างกายที่สูงใหญ่เกินไปนั้นทำให้ต้องคิดใหม่

แต่ก็เท่านั้น...

จากนั้นตะวันก็หมดความสนใจ พลางสลับขาก้าวตามหลังวิชิตาให้ทันเพราะดูเหมือนว่าอาสาวจะเดินเร็วขึ้นอย่างเห็นได้ชัด

วิชิตาเองก็นึกหงุดหงิดกับล็อบบี้ของเพนเฮาส์ที่อยู่มานมนาน เมื่อก่อนไม่เห็นจะรู้สึกว่ามันกว้างขวางเหมือนอย่างวันนี้เลย

ทว่า... ในวินาทีที่ทั้งคู่กำลังจะพากันถอนหายใจโล่งอกเพราะคิดว่าได้พากันเดินจนพ้นบริเวณดังกล่าวแล้ว เสียงหนึ่งก็ตะโกนขึ้นดังลั่น

“เดี๋ยว!!... อย่าเพิ่งไป”

“อาวิรู้จักพวกเขาเหรอครับ”

ตะวันหันไปถาม ส่วนวิชิตาก็ยังไม่ทันจะตอบก็ต้องพากันหน้าตื่นเมื่อจู่ๆ ชายกลุ่มนั้นก็กรูกันเข้ามาล้อมกรอบพวกตนไว้ และสิ่งที่น่าตกใจที่สุดคือต้นแขนของตะวันถูกใครคนหนึ่งกระชากจนทำให้มือบางข้างที่กุมมือของวิชิตาไว้หลุดออก

“จะหนีไปไหน”

“จะทำอะไร ปล่อยแขนหลานฉันเดี๋ยวนี้”

วิชิตาชี้หน้าคนที่ทำการอุกอาจต่อหน้าต่อตาเธอแล้วตวาดลั่น ยื่นมือที่เพิ่งหลุดจากกันดึงแขนตะวันให้กลับมาแล้วใช้ตัวเองบังไว้เหมือนจงอางหวงไข่ ตาคมเฉี่ยวที่แต่งไว้อย่างดีของสาวมั่นเขียวปั๊ด มองกวาดไปทั่วทุกคนแล้วเชิดหน้าขึ้นอย่างไม่กลัวเกรง

หนอยแนะ นี่ถ้าตัวเท่ากันหน่อยจะชกให้หน้าหงาย... วิชิตาคิดในใจอย่างเดือดดาล

และแววตาเด็ดเดี่ยวของหญิงสาวก็ทำให้ชายหน้าเหี้ยมที่ทำตัวกร่างแต่แรกชะงักไป ก่อนจะพากันขมวดคิ้วแล้วมองคนผมดำที่หลบอยู่หลังหญิงสาวที่กำลังโมโหตรงหน้า

แต่ก่อนที่จะทันได้ขยับตัวทำอะไร ภาษาแปลกหูก็ดังขึ้นอย่างดุดันทำให้ชายที่ทำตัวกร่างแต่แรกก้มหัวลงแล้วพากันหลีกให้เจ้าของเสียงทรงอำนาจนั้นราวกับทะเลแหวก และพากันถอยออกไปมองห่างๆ... แต่ถึงกระนั้นวิชิตากับตะวันก็ยังรู้สึกเหมือนโดนล้อมเอาไว้จนหาทางแหวกออกไปไม่ได้อยู่ดี

“ต้องขอโทษแทนคนของผมด้วย ทางเรากำลังตามหาคนที่มีลักษณะผมดำตาดำซึ่งเป็นคนเอเซีย ซึ่งผมค่อนข้างแน่ใจว่าไม่ใช่พวกคุณ แต่ก็ห้ามลูกน้องเอาไว้ไม่ทัน”

“ในเมื่อแน่ใจอย่างนั้นแล้วก็ช่วยกรุณาบอกให้คนของคุณหลีกทางให้พวกเราด้วยค่ะ พวกเรากำลังรีบ”

“จะไม่ทำความรู้จักกันก่อนเหรอครับ อย่างน้อยก็ในฐานะคนที่อยู่เพนเฮาส์เดียวกัน ผมเข้าใจถูกใช่มั้ยครับ”

เป็นใครก็ต้องคิดอย่างนั้น เพราะเพนเฮาส์แห่งนี้สนนราคาไม่ธรรมดาจนน่าขนลุกและการที่คนนอกจะเข้ามาเดินเล่นชิวๆ แค่ บริเวณล็อบบี้ก็เป็นอะไรที่ทำได้ยากยิ่ง

“ผมริว ยินดีที่ได้รู้จักครับคุณ...”

“วิชิตาค่ะ ส่วนทางนี้ตะวัน”

วิชิตาไม่อยากสาวความยืด ฝั่งตรงข้ามอุตส่าแนะนำตัวเองมาทางนี้จะหยิ่งไปก็กระไรอยู่

ทำไมเธอจะไม่รู้จัก ชิราอิชิ เดวิน ริว เพลย์บอยรูปงามที่ขึ้นชื่อเรื่องความสามารถ เจ้าของบ่อนคาสิโนชื่อดังและใหญ่เป็นอันดับต้นๆ ในโซนยุโรป และตอนนี้ก็ขยายเครือข่ายไปทั่วภาคพื้นเอเชีย

นักธุรกิจสีเทาที่ทำทุกอย่างโดยไม่แคร์กฏหมาย

ก็แหงละ ปู่ของหมอนี่เป็นยากุซ่า พ่อน่ะญี่ปุ่นแท้ ส่วนแม่เป็นลูกครึ่งจีนกับอเมริกา... แน่นอนว่าต้นตระกูลของหมอนี่ต้องมีความเกี่ยวข้องกับยากุซ่าและมาเฟียจีนเห็นๆ หน้าตาหล่อเหลาเกินห้ามใจนั้นก็ถูกผสมผสานระหว่างความเป็นเอเชียกับยุโรปได้อย่างลงตัวจนไร้ที่ติ

พูดง่ายๆ ว่าหล่อกระชากใส้ เอ้ย! กระชากใจใครหลายคน แต่ไม่ใช่สำหรับเธอแน่ๆ

ที่รู้ข้อมูลขนาดนี้เพราะวิชิตามีเพื่อนที่ทำงานเป็นปาปารัสซี่อยู่พักนึง หมอนั่นบังอาจไปขุดคุ้ยใส่สีตีแผ่และตามถ่ายภาพพี่แกเข้าจนเกือบเอาชีวิตไม่รอด ก่อนถอนตัวออกจากวงการแล้วกลับบ้านมันยังอุตส่าห์ทิ้งภาพกับไฟล์ข้อมูลทั้งหมดของริวไว้กับเธอเป็นกระบุงโกย โดยให้เหตุผลง่ายๆ ว่า 'เสียดาย'

มันใช่เรื่องมั้ย... แล้วเธอก็บ้าจี้เก็บไว้อย่างดีอีกด้วยนะ

“ยินดีที่รู้จักครับคุณวิชิตา คุณตะวัน”

ก่อนที่ริวจะได้พูดอะไรต่อ ลูกน้องตัวโตก็ขยับเข้ามากระซิบกระซาบอะไรบางอย่างจากทางด้านหลัง ครู่เดียวริวก็ขมวดคิ้ว จากนั้นก็พยักหน้า

“ต้องขอโทษจริงๆ ที่เกิดการเข้าใจผิดขึ้น รู้สึกว่าเราจะได้ตัวคนที่เรากำลังตามหาตัวแล้ว”

“ไม่เป็นไรค่ะ”

“แต่ถึงอย่างนั้นให้ผมเลี้ยงน้ำชาเพื่อเป็นการขอโทษ”

“ไม่ใช่เรื่องใหญ่ค่ะ อีกอย่างพวกเรากำลังรีบคงต้องขอตัว” วิชิตาไม่ปล่อยให้มีช่องว่างเธอรีบปฏิเสธทันทีทำเอาลิ้นแทบพันกัน

แต่ทว่า... คนที่ไม่เคยต้องรับคำสั่งใครเหมือนจะไม่ได้ยินคำปฏิเสธนั้น

ร่างสูงยืนขวางคนทั้งคู่ไว้ไม่ขยับไปไหนแม้แต่มิลเดียว และที่แย่ไปกว่านั้นคือเมื่อเจ้านายไม่ขยับหรือให้สัญญาณไดๆ ก็แล้วแต่ เหล่าสมุนตัวโตก็ยืนนิ่งเป็นยักษ์ปักหลั่นคล้ายกำแพงสูงและดำทะมึนจนคนหน้าหวานทั้งคู่เริ่มมองหน้ากัน

“หรือว่ารังเกียจผม”

“ไม่ใช่อย่างนั้นค่ะ แต่วันนี้พวกเราไปไม่ได้จริงๆ ”

“งั้นวันอื่นคงได้”

ว๊อทท!

วิชิตาอึ้ง ขนาดเอาน้ำเย็นเข้าลูบแล้วยังไม่ได้ผลเหรอเนี่ย แต่การจะแรงออกไปก็ใช่ว่าจะดี เพราะการทำให้หหมอนี่โกรธไม่ใช่เรื่องที่ฉลาดเลยสักนิด

“ถ้างั้นจะไปที่ไหนกันครับ ให้เกียรติผมไปส่ง”

“ไม่ ไม่รบกวนดีกว่าค่ะ เรามีคนมารอรับอยู่แล้ว และตอนนี้ก็คงจะเริ่มสงสัยแล้วว่าทำไมเราไม่ออกไปกันสักที”

ขอเถอะพ่อคุ๊ณ ช่วยไปที่ชอบที่ชอบทีเถอะนะ อย่าได้ให้พวกเราเข้าไปยุ่งกับคุณมากกว่านี้เลย ได้โปรด... แค่เข้าใจผิดนิดเดียวกะจะเลี้ยงน้ำชาเพื่อขอโทษ นี่ถ้าเกิดถลำลึกไปนั่งด้วยจริงๆ เกิดวันหลังไปทำอะไรขัดใจเฮียแกเข้าไม่คว้าปืนมายิงหัวโป้งเดียวจอดเหรอเนี่ย

SOS แอลอยู่ไหน รีบๆ โผล่มาสักทีสิ

วิชิตาเผลอกลืนน้ำลายที่ไม่ค่อยจะมีลงคอที่เริ่มแห้งผาก ตาก็แอบเหลือบมองรอบๆ อย่างที่ไม่ให้ใครสังเกตเห็น... จากประสบการณ์ของเธอก็พอจะรู้ว่าแถวนี้มีลูกน้องของแอลอยู่แน่ๆ และในหัวก็หมุนติ้วเพื่อคิดหาทางออก จนเผลอกำกระเป๋าแน่นอย่างลืมตัว คิดอยู่อย่างเดียวว่าจะปฏิเสธยังไงแบบบัวไม่ให้ช้ำน้ำไม่ให้ขุ่น เพราะไม่อยากเข้าไปยุ่งเกี่ยวกับคนตรงหน้าจริงๆ และพยายามใช้ตัวเองบังคนข้างหลังไว้จนสุดความสามารถเลยก็ว่าได้

ตะวันมองการสนทนาตรงหน้าด้วยใจที่เต้นแรง... ตาหวานเหลือบมองเสี้ยวหน้าของอาสาว ในระยะห่างแค่นี้จึงทันได้เห็นเหงื่อที่เริ่มซึมไปทั่วไรผมของคนที่ยืนบังตัวเองไว้ ขณะที่ในหัวเองก็นึกถึงความรู้ทางภาษาที่มีอยู่อย่างน้อยนิด ตะวันอาจจะพอฟังได้แต่จะให้พูดรัวเร็วเหมือนอย่างที่สองคนตรงหน้ากำลังทำ บอกเลยว่าไม่สามารถ

แต่มาถึงจุดนี้ตะวันก็อยากจะทำอะไรสักอย่างเพราะไม่อยากได้ชื่อว่ายืนหลบอยู่หลังผู้หญิง และไม่อยากทำตัวไร้ประโยชน์จนทำให้ใครปกป้อง...เหมือนที่แล้วๆ มา

“ขอโทษนะครับคุณ...”

“หือ?”

ริวเบี่ยงสายตาไปมองหน้าขาวหวานของคนที่เอาแต่ก้มหน้าก้มตาแต่แรก ก่อนจะเลิกคิ้วขึ้น ในแวบแรกที่เห็นเขาคิดว่าทั้งคู่เป็นผู้หญิงสองคนด้วยซ้ำ จนเมื่อรู้ชื่อจึงได้ลองมองใหม่ แต่เมื่ออีกฝ่ายเงยหน้าขึ้นมองสบตามานิ่งๆ วินาทีนี้คำว่า 'สวย' ยังบรรยายความหมายนั้นได้ไม่หมด

“มันเป็นการเข้าใจผิดเล็กน้อยเท่านั้นลืมมันเถอะครับ ช่วยกรุณาบอกลูกน้องของคุณให้หลีกทางให้พวกเราหน่อย เพราะเราต้องรีบไปจริงๆ”

มันเป็นการรวบรวมความกล้าและงัดเอาความรู้ทั้งหมดที่เคยเรียนมาของตะวันเลยทีเดียว แม้ภาษาที่เปล่งออกไปจะเป็นประโยคช้าๆ ไม่ชัดเท่าไหร่แต่ก็ทำให้คนฟังเข้าใจได้

อยู่ที่ว่าคนที่ยืนขวางอยู่ตอนนี้จะยอมเข้าใจ และยอมหลีกทางให้แต่โดยดีหรือไม่... เท่านั้น

ตะวันได้แต่ภาวนา... กลืนน้ำลายลงคอที่เริ่มแห้งผาก อยากให้อีกฝ่ายรีบๆ บอกหรือให้สัญญาณลูกน้องที่ล้อมอยู่เป็นโขยงให้ถอยห่างออกไปสักที หากแต่วินาทีนี้ริวกลับได้ทำสิ่งที่ตรงกันข้ามอย่างสิ้นเชิง

ร่างสูงแกร่งที่ไม่ต้องบอกก็พอจะรู้ว่าต้องแข็งแรงมากแน่ๆ ยังยืนเฉย ตาคมกริบสีแปลกมองคนตัวบางหน้าหวานที่เตี้ยกว่าตัวเองเพียงแค่ปลายคางนิ่งนาน

อยู่ชั่วอึดใจ

แล้วในจังหวะนั้นเอง เหล่าลูกน้องร่างยักษ์ที่ยืนทำหน้าเครียดก็เริ่มพากันขยับตัวมองหน้ากันเลิกลั่ก เพราะเหมือนกับกำลังได้เห็นสิ่งที่แปลกประหลาดที่สุดในชีวิต

ชิราอิชิ เดวิน ริว กำลังยิ้มมุมปาก และหลังจากนั้นพักเดียวริวก็ยิ้มกว้างจนเห็นไรฟันขาวสะอาด ทำเอาเหล่าลูกน้องอดที่จะพากันเบนสายตาไปมองหน้าคนที่ริวกำลังสนทนาด้วยไม่ได้ นั่นก็เพราะ

เจ้านายของพวกเขาไม่เคยยิ้มพร่ำเพรื่อ

ปฏิกิริยาที่เกินคาดเดานั้นทำให้วิชิตาที่ยืนเยื้องอยู่ด้านหลังเกือบอ้าปากค้าง พอสติกลับเข้าร่างปากอิ่มของอาสาวก็เกือบอ้าค้างรอบสองเพียงเพราะตะวันหันมาคว้ามือเธอแล้วดึงให้เดินตาม

“ไปกันกันเถอะครับอาวิ ป่านนี้แม่แพรคงเป็นห่วงแล้วละ คนอะไรเข้าใจยากเย็น บอกว่าเรากำลังรีบยังจะขวางอยู่ได้ ไม่รู้ว่าใหญ่มาจากไหน”

ภาษาไทยแท้ๆ และชัดเปรี๊ยะแบบตั้งใจให้รู้เรื่องกันแค่สองคนแถมยังมีบ่นเล็กๆ ตอนท้ายยิ่งทำให้วิชิตาอยากลงไปดิ้นถูขากับพื้นอย่างขัดใจ

“คนไทย?”

ห๊า!

ตะวันเกือบขาสะดุด ก่อนจะหันขวับกลับไปมองด้านหลังตรงตำแหน่งของหนุ่มหล่อที่ตนกับอาสาวเพิ่งเดินผ่านหน้ามาได้สามก้าวถ้วน

หากนั่นยังเซอร์ไพร้ส์ไม่พอละก็ ประโยคต่อมายิ่งทำให้ตะวันตาโตขึ้นอีกสามเท่า

“ยินดีอย่างยิ่งที่ได้รู้จักกับคนไทย เห็นแว๊บแรกผมคิดว่าพวกคุณเป็นคนเกาหลีซะอีก”

ชิราอิชิ เดวิน ริว หนุ่มผู้มากความสามารถ โดยเฉพาะอย่างยิ่งความสามารถทางด้านภาษา... จากบทสัมภาษณ์ที่เคยอ่านผ่านตา วิชิตาพอจะรู้ว่าเหตุผลเดียวที่ชายคนนี้พูดได้หลายภาษาเพียงเพราะไม่ชอบถูกใครนินทาลับหลัง โดยเฉพาะอย่างยิ่งภาษาไทย ที่บอกเลยว่าคุยได้เก่งเหมือนเจ้าของภาษาเองเลยทีเดียว เพราะธุรกิจของชายคนนี้บางส่วนอยู่ในไทยและเขตแนวชายแดน รอยต่อระหว่างพม่า ลาว กัมพูชา และอีกหลายประเทศทั่วเอเชีย

จะเป็นเพื่อนหรือคิดเป็นศัตรูกับชายคนนี้คงต้องคิดให้ดีๆ หลายตลบเลยละ... นี่ไงที่วิชิตาอยากตบกะโหลกตัวเองที่ห้ามตะวันเอาไว้ไม่ทันจริงๆ

“คุณพูดไทยได้” เสียงรำพึงของตะวันยิ่งทำให้อาสาวรีบสะกิดสีข้าง

“อย่าเพิ่งพูดอะไรตอนนี้ หาทางกลับบ้านก่อน”

“ทำไมละครับอาวิ”

คนมองโลกในแง่ดียังไงก็ยังมองโลกในแง่ดีอยู่วันยังค่ำ ผิดกับวิชิตาที่อยากลงไปนอนดิ้นซ้ำซ้อนอยู่กับพื้นในความซื่อจนเกือบเข้าขั้นเซ่อของว่าที่หลานสะใภ้

ลงทุนเก๊กมาตั้งนานมาตายเอาตอนจบซะงั้น

“นายคนนี้เป็นมาเฟีย กลับบ้านก่อนแล้วอาจะเล่าให้ฟัง”

หา!

เสียงกระซิบที่แทบจะลอดไรฟันออกมาเพื่อให้ได้ยินกันแค่สองคนทำให้คนเอ๋อเริ่มได้สติ

หน้าหวานค่อยๆ หันเหมือนหุ่นยนต์ขัดข้องไปมองคนที่กำลังทำท่ากระแอมกระไอเพราะถึงแม้จะเป็นเสียงกระซิบ แต่ระยะห่างแค่นั้นมีหรือว่าริวจะไม่ได้ยิน

ริว เป็นมาเฟียไม่ใช่ปัญหา แต่ปัญหามันอยู่ที่ว่าถ้าเขาเกิดถูกใจอะไรหรือใครเข้าและต้องเอามาให้ได้นั่นต่างหากที่เป็นปัญหาใหญ่

ใหญ่มาก (ก.ไก่ได้อีกสิบล้านตัว) วิชิตาคิด... ได้แต่ภาวนาในใจขอให้ริวไม่ได้ถูกใจใครอย่างที่เธอนึกกลัวอยู่ตอนนี้

“เราสายมากแล้วนะครับอาวิ แม่คงไม่ปลื้มถ้าพวกเราไปถึงช้า”

วิชิตากับตะวันหันขวับไปทางต้นเสียงอย่างพร้อมเพรียง รู้สึกขอบคุณสวรรค์ที่ได้ส่งเทวดาตัวเป็นๆ ลงมาช่วย

หากแต่หนุ่มตาสีฟ้าไม่ได้มองสบตาคนทั้งคู่ หากแต่มองนิ่งไปยังอีกคนที่ตนไม่อยากเข้าไปสุงสิงด้วยไม่ว่าจะด้วยกรณีไดๆ แต่ที่มองแค่กำลังจะบอกว่าที่มาที่นี่ไม่ได้กะจะมาหาเรื่อง

“โทษทีนะแอล มีเรื่องเข้าใจผิดกันนิดหน่อย พวกเราขอตัวก่อนนะคะ”

จังหวะนั้นเองที่วิชิตาดึงแขนตะวันให้เดินตาม... แต่วินาทีที่ทั้งคู่เดินผ่านมาได้หลายก้าวก็ต้องพากันตกใจ เมื่อจู่ๆ ข้อมือขาวของตะวันก็ถูกริวฉุดไว้แน่นจนต้องพากันหยุดเดิน

“คราวหน้า คงได้มีโอกาสเลี้ยงน้ำชาคุณตะวัน”

หลังมือบางถูกยกขึ้นจูบ และเสี้ยววินาทีที่สติกลับเข้าร่างตะวันก็รีบดึงมือตัวเองหนี หากทว่าคนเอาแต่ใจกลับหงายฝ่ามือบางที่ยึดไว้แล้วกดจุมพิตลงไปซึ่งๆ หน้า ต่อหน้าต่อตาคนทั้งหมดที่ยืนอยู่ในบ็อบบี้แห่งนี้

“ขอบคุณครับ แต่ผมคงต้องขอปฏิเสธ”

'เพราะผมกำลังจะกลับบ้าน' ตะวันบอกกับตัวเองในใจ

มาถึงตรงนี้เป็นฝ่ายตะวันเองที่ดึงมือวิชิตามากุมไว้แน่นก่อนจะพากันเดินเร็วๆ จนเกือบเป็นวิ่งเข้าไปหาลีอองกับลูกน้องที่ต่างก็ขยับตัวเตรียมจะไฝว้กับทางนี้เต็มที่ถ้าเกิดมีเรื่องกันขึ้นมาจริงๆ

“ไม่เป็นไรนะ”

“ไม่เป็นไรครับ” แต่คนบอกไม่เป็นไรหน้าเสียไปแล้ว

“อยากต่อยหน้ามัน”

ถ้าต่อยถึงอ่ะนะ วิชิตาเป็นเดือดเป็นแค้น ความผิดเธอเองที่มัวแต่รีรอไม่ปฏิเสธอย่างจริงจังตั้งแต่แรกไม่งั้นก็ได้กลับบ้านแล้ว

“ช่างมันเถอะครับอาวิ ผมไม่เป็นไร ไม่บุบสลายอะไรสักหน่อย”

ถึงมันจะเป็นแค่การจูบมือ แต่นั่นก็เป็นการลวนลามอย่างเอาแต่ใจชัดๆ อาสาวคิด ตวัดตาค้อนไปยังทิศทางที่เพิ่งเดินจากมา ขณะที่ในใจตะโกนก้อง

'ตูคิดไว้แล้วว่ามันต้องออกมาอีหรอบนี้ ทำไมซื้อหวยไม่ถูกแบบนี้บ้างวะ'

คนที่ไม่รู้จักริวอย่างตะวันคงไม่ทันคิด หากแต่วิชิตารู้พอๆ กับลีอองว่า 'ริวน่ะเสือไบ' ทั้งเจ้าชู้และเอาแต่ใจตัวเองเป็นที่สุด ไม่สนใจว่าตัวเองกำลังจะทำให้ใครเดือดร้อนเพื่อความพอใจของตัวเองหมอนั่นจะไม่รีรอเลยที่จะทำ

“เรากลับกันเถอะครับ”

วิชิตากับลีอองหันไปมองหน้ากัน อยู่ต่างถิ่นแบบนี้ท่ามกลางคนแปลกหน้าที่ไม่รู้จัก ตะวันคงวางตัวลำบาก พอขึ้นรถได้ก็ซุกตัวซุกหน้ากับพนักพิงเพราะไม่อยากคุยกับใคร ไม่ใช่ว่าน้อยเนื้อต่ำใจ แค่รู้สึกว่าทำไมชีวิตช่วงนี้มันช่างวุ่นวายเหลือเกิน

'คิดถึงยายจัง'

'ตะวันเอ้ย ไม่มียายอยู่ด้วยหนูต้องเข้มแข็งไว้นะลูก ตนเป็นที่พึ่งแห่งตน ในโลกนี้ไม่มีใครเขาช่วยเหลือเราได้ทั้งหมดหรอกนอกจากตัวเราเอง'

ตาหวานวาวด้วยน้ำใสเพียงครู่ก่อนจะหายไปอย่างรวดเร็ว เปลือกตาสีอ่อนค่อยๆ หลับพริ้มลงราวกับจะบอกคนที่แอบเหลือบตามองกระจกหลังว่าขอพักสักครู่

วิชิตาเหลือบตาไปมองว่าที่หลานสะใภ้ ถึงไม่บอกออกมาเป็นคำพูดก็พอจะดูออกว่าตะวันตกใจแค่ไหนที่ใครก็ไม่รู้มาให้ความสนใจอย่างเปิดเผยและออกนอกหน้าท่ามกลางคนมากมายแบบนั้น

ลีอองขับรถค่อนข้างเร็ว ไม่นานก็ถึงบ้าน

ทันทีที่ก้าวลงจากรถตะวันก็ชะงักเมื่อเห็นผู้สูงวัยกว่ายืนหน้าเครียดตรงเทอเรสทางเข้า... ดูจากท่าทางคุณพีรดาคงรู้เรื่องทั้งหมดแล้ว

“เป็นยังไงบ้างลูก หนูบาดเจ็บตรงไหนหรือเปล่า”

นางเดินเข้ามาจับแขนจับมือพลิกไปมาราวกับหารอยบุบสลายทั้งๆ ที่ตะวันไม่ได้ไปสู้รบปรบมือกับใครที่ไหน แต่หากกิริยาอ่อนโยนเป็นห่วงเป็นใยนั้นทำให้หัวใจดวงน้อยอุ่นวาบ

“ผมไม่เป็นไรครับ”

“แค่โดนจูบมือเองครับแม่ ยังไม่ได้โดนทำร้าย”

“แต่มันคือการทำร้ายจิตใจ” วิชิตายังเดือดปุดๆ “นี่ถ้าอีตานั่นเป็นตาลุงแก่ข้างถนนมาทำแบบนี้นะ วิต่อยตาแตกไปแล้ว... พูดมาแล้วแค้น ไปตะวัน ไปเอายาฆ่าเชื้อล้างมือ เดี๋ยวเชื้อบ้ามันจะซึมเข้าผิว”

“โธ่อาวิครับ แค่ล้างมือก็พอมั้งครับ”

“แต่แม่เห็นด้วยนะ ไปลูกไปเข้าบ้าน เดี๋ยวแม่ให้เด็กไปหยิบน้ำยาฆ่าเชื้อมาให้”

เอาจริงดิ

ตะวันขำไม่ออก มีแต่ลีอองเท่านั้นที่ระเบิดหัวเราะออกมาแล้วส่ายหน้า เดินนำเข้าไปก่อน... ส่วนตะวันก็ถูกผู้หญิงสองคนที่ดูเหมือนจะเข้ากันดีเป็นปี่เป็นขลุ่ยเจ้ากี้เจ้าการในการล้างมือด้วยยาฆ่าเชื้อจนแน่ใจว่าสะอาดเอี่ยมแล้วนั่นแหละถึงได้ถูกปล่อยตัวกลับเข้าห้อง

จนเมื่อถึงเวลาอาหารเย็น

ประมุขของบ้านคุณภาคภูมินั่งอยู่ทางหัวโต๊ะ ข้างๆ กันก็คือภรรยาคู่ทุกข์คู่ยากคุณพีรดา ถัดมาคือลีออง ส่วนตะวันกับวิชิตาก็นั่งอยู่ฝั่งตรงข้าม ถ้าถามว่าพวกแม็ค เจ โคลด์ แดนี่ไปไหน สวนองุ่นทางใต้ที่ปลูกไว้สำหรับทำไวน์เกิดปัญหานิดหน่อยจึงต้องพากันไปดูแลความเรียบร้อย อีกสองวันถึงจะกลับ

หลังจากเมดจัดการดูแลทุกอย่างบนโต๊ะเสร็จก็พากันถอยออกไปปล่อยให้เจ้านายทานกันเงียบๆ มีเพียงเสียงสนทนาบางช่วงบางตอนเกี่ยวกับงานที่แต่ละคนรับผิดชอบอยู่เท่านั้น

เมื่อเสร็จจากมื้ออาหาร จึงพากันเดินเข้าไปรวมกันที่ห้องนั่งเล่น บทสนทนาที่ตะวันคิดว่านาจะพากันลืมไปแล้วกลับถูกนำขึ้นมาเป็นประเด็น

“คงต้องให้ตะวันอยู่แต่ในบ้านสักพัก”

คุณภาคภูมิเปรยเมื่อรู้เรื่องราวบางส่วนจากภรรยา ซึ่งทั้งหมดก็พยักหน้าเห็นด้วย ผิดก็แต่ตะวันที่แย้งขึ้นมาว่ามันคงไม่ใช่เรื่องใหญ่ขนาดนั้น ป่านนี้ทางนั้นคงลืมไปแล้ว

“น้อยไปสิไม่ว่า” วิชิตาแก้ให้ “หมอนั่นเรียกได้ว่ามีอิทธิพลเลยนะ เป็นเพลย์บอย เป็นเจ้าของบ่อนคาสิโน พวกยากุซ่าพวกมาเฟียจีนรู้จักหมด เขาถึงได้ไม่กลัวใครเลยยังไงล่ะ”

“การจูบมือไม่ใช่เรื่องใหญ่ แต่การที่เขาแสดงออกมาว่าสนใจใคร นี่สิเรื่องใหญ่ เขาคงไม่ปล่อยตะวันไปง่ายๆ แน่”

“ไม่ใช่ว่ากลัว แต่อีกฝ่ายเป็นประเภทที่ไม่ค่อยสนวิธีการเท่าไหร่”

“แต่จากที่รู้มาหมอนี่ค่อนข้างหยิ่งในศักดิ์ศรีนะครับ แต่ก็เดาทางยาก”

“ขอผมกลับเมืองไทยได้มั้ยครับ” ทุกคนนิ่งไปทันทีที่ตะวันทะลุปล้องขึ้น “ถ้าไม่มีผมสักคนทุกคนที่นี่คงไม่ต้องวุ่นวายแบบนี้”

“อย่าพูดอย่างนั้นสิจ๊ะ หนูเป็นคนสำคัญของลูกแม่ก็ต้องเป็นคนสำคัญของแม่ด้วย เรื่องแค่นี้ไม่เหลือบ่ากว่าแรงของพวกเราหรอก”

“ต แต่ ผมเป็นแค่เลขาเองนะครับ”

“แค่นั้นจริงๆ เหรอ” คุณพีรดาถามอย่างเอ็นดู แต่เมื่อเห็นอีกฝ่ายอ้ำอึ้งไม่กล้าตอบเธอจึงหันไปทางสามี

“คุณกลับมาเหนื่อยๆ ขึ้นไปพักผ่อนก่อนนะคะ อีกเดี๋ยวแพรจะตามขึ้นไปค่ะ”

คุณภาคภูมิพยักหน้าไม่อิดออด แต่แทนที่จะขึ้นห้องไปพักผ่อนอย่างที่ภรรยาบอกกลับชวนลีอองเข้าห้องทำงานเสียอย่างนั้น ทำให้คนเป็นภรรยาส่ายหน้าอย่างอ่อนใจ

“คนบ้างาน”

“งั้นวิก็ไปพักบ้างดีกว่า เจอคนพิลึกเข้ารู้สึกปวดหัวชอบกล ไว้เจอกันตอนเช้านะตะวัน”

“ราตรีสวัสดิ์ครับอาวิ”

เมื่อทุกคนเดินออกไปผู้สูงวัยกว่าจึงลุกจากโซฟาที่เธอนั่งอยู่เดินมานั่งลงข้างๆ ตะวัน... มือเรียวงามที่มองยังไงก็ไม่เหมือนมือของคนวัยใกล้ห้าสิบเอื้อมมาจับมือบางของเด็กขี้อายไปกุมไว้

“ตั้งแต่ได้เข้ามาเป็นเลขาให้พี่เขา ลูกชายแม่เคยเล่าเรื่องของพวกเราทางนี้ให้ตะวันฟังบ้างมั้ยจ๊ะ”

“ไม่เคยเลยครับ... เพิ่งจะมารู้จักกันตอนที่ผมมาที่นี่” ตะวันตอบอย่างรู้สึกผิด ก่อนหน้านั้นก็ไม่มีความคิดที่จะหาข้อมูลอื่นๆ ของพจน์มาประดับหัวไว้เลย

“ขอโทษครับ”

“ไม่จ้ะ ไม่ต้องขอโทษ หนูไม่ได้ทำผิดอะไรสักหน่อย สาเหตุอาจจะเป็นเพราะพจน์ไม่ใช่คนช่างคุยนัก เขาไม่ชอบคุยเรื่องตัวเองให้ใครฟังนักหรอก ลูกชายแม่คนนี้จะคุยแต่ละเรื่องทำเหมือนดอกพิกุลจะร่วงออกจากปาก” คุณพีรดายิ้ม เมื่อนึกไปถึงคนที่เธอกำลังนินทาเล็กๆ ป่านนี้คงจามจนจมูกแดงไปแล้ว

“นานทีปีหนพ่อคนโตจะโทรหาแม่สักที” เสียงของคุณพีรดาเว้นวรรคอยู่ชั่วอึดใจเมื่อเห็นคนอ่อนวัยกว่าทำหน้าเหมือนอยากรู้แต่กลับไม่ยอมถามอะไรออกมา

“แต่มาช่วงหลังๆ แม่นึกแปลกใจว่าทำไมพจน์โทรหาแม่บ่อยขึ้น ซึ่งก็ไม่ได้บ่อยมาก แต่ก็ผิดสังเกต... จากที่เดือนละครั้งจะโทรหาแม่สักที โทรมาทีก็บอกคิดถึงแม่แต่ไม่มีเรื่องอะไรจะคุยมาก ถามสารทุกข์สุกดิบกันไม่ทันไรก็วางหู นั่นล่ะพจน์ แต่ตะวันรู้มั้ยว่าหลังๆ มานี่พจน์โทรมาหาแม่เดือนละหลายครั้งเชียวนะ”

“ดีจังเลยครับ”

“ใช่จ้ะดีมากๆ แล้วหนูรู้มั้ยว่าเพราะอะไรพจน์ถึงได้เปลี่ยน” คนถูกถามส่ายหน้า

“เพราะหนูไงตะวัน”

“จะ... จะเป็นเพราะผมได้ยังไงกัน” คำเฉลยของคุณพีรดาทำให้แก้มเนียนร้อนวาบขึ้นมาอย่างไม่อาจห้ามได้ สงสัยว่าตนเข้าไปเกี่ยวข้องอะไรด้วย

“ช่วงแรกแม่ก็ไม่รู้หรอก แค่พี่เขาโทรมาหาแม่ก็ดีใจแล้ว มาเอะใจที่พักหลังพี่เขามักจะคุยได้นานขึ้นนี่สิ ตะวันอยากรู้มั้ยว่าพี่เขาคุยอะไรกับแม่”

จริงๆ แล้วตะวันควรจะส่ายหน้าถึงจะถูกเพราะเรื่องของแม่ลูกคนนอกไม่ควรเข้าไปยุ่ง แต่ไหงกลับทำตรงกันข้ามซะก็ไม่รู้ เพราะส่วนลึกในใจนึกอยากรู้ขึ้นมาติดหมัดว่าโหมดตอนที่พจน์คุยมากกว่าปกติมีด้วยเหรอ

“พี่เขาบอกแม่ว่า ตอนนี้เขาหาคนที่ทำกับข้าวอร่อยให้กินทุกวันเจอแล้ว”

สีหน้ากระอักกระอวนของตะวันยิ่งทำให้คนมองยิ้มอย่างเอ็นดู

“...เสื้อผ้าที่เคยกองสุมไว้ก็มีคนคอยซักให้ แถมบ้านยังสะอาดเอี่ยมด้วยนะครับแม่” คุณพีรดาอมยิ้มเมื่อเอ่ยทวนประโยคที่ลูกชายคนโตเคยเล่าให้ฟังเหมือนอยากอวด

“ตอนนั้นแม่รู้สึกว่าพี่เขากำลังย้อนอดีตกลับไปเป็นเด็กสิบขวบ”

“ตอนเป็นเด็กเจ้านายเป็นยังไงเหรอครับ”

“พูดเป็นต่อยหอยเลยละจ่ะ ถามแล้วไม่ตอบเซ้าซี้จะเอาคำตอบจนได้ พ่อเขาโดนประจำ”

“แล้วคุณภีมละครับ”

“รายนั้นต่างจากพี่ชายลิบลับเลย”

ไม่อยากจะเชื่อ

“ตอนเด็กภีมเขาขี้กลัว แต่พอเริ่มโตหน่อยนิสัยก็เปลี่ยนไปจนกลายเป็นแบบนี้ไปได้ยังไงแม่ก็ไม่รู้”

เจ้านายช่างคุยกับคุณภีมขี้กลัว นึกภาพตอนนั้นไม่ออกเลยจริงๆ

ตะวันเผลอขมวดคิ้วพราะสงสัยเหลือจะกล่าว คิดว่าเวลาทำให้คนเปลี่ยนได้จริงๆ เหรอ... ตาก็มองตามคุณแม่ลูกสองที่ยังดูกระฉับกระเฉงคล่องแคล่วและสวยกว่าวัยลุกขึ้นจากโซฟา บอกไปใครจะเชื่อว่าเธอคนนั้นมีลูกชายสองคนแถมตัวโตซะจนหมาเลียตูดไม่ถึงแล้ว

“แม่มีรูปพี่เขาตอนเด็กเยอะเลยนะ”

คนพูดเดินกลับมาพร้อมกับของในมือ มองแค่ภายนอกอาจจะเหมือนหนังสือเล่มบิ๊กเบิ้ม แต่พอเปิดออกตั้งแต่หน้าแรกเท่านั้นภาพถ่ายในอริยาบทต่างๆ กันของเด็กน้อยสองคนที่จัดไว้อย่างเป็นระเบียบกับคำบรรยายใต้รูปบอกวันเวลาระเอียดยิบทำเอาตะวันตาพร่าอย่างตื่นเต้น

“...คนไหนพจน์ดูออกมั้ยจ๊ะ”

คำถามของคุณพีรดาดูเหมือนจะไม่ได้รับคำตอบ เพราะตาหวานกำลังพราวระยับวิบวับอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน เนื้อตัวพลันเต้นยิกๆ ราวกับได้เห็นของเล่นถูกใจเป็นครั้งแรก

พลันในหัวของตะวันนึกไปถึงเมื่อตอนสมัยที่ยังเรียนอยู่... เพื่อนบางคนมักจะคุยกันถึงเรื่อง 'โอตาคุ' ตอนนั้นตะวันไม่เคยสนใจฟัง ไม่อยากรู้ความหมาย ไม่อินกับความรู้สึกที่เพื่อนมันบอกว่าอยากลงไปนอนชักดิ้นชักงอเพราะความฟิน แถมยังคิดว่าเพื่อนมันไร้สาระเอามากๆ ซะด้วยซ้ำ

ทว่า... ทันทีที่ได้เห็นรูปถ่ายของเด็กชายตัวอ้วนขาวจ้ำม้ำนามว่าพจน์ พงษ์สกุลธร เข้า คำว่า 'โอตาคุ' ที่เพื่อนมันพูดกัน ตะวันเพิ่งจะมาเข้าใจอย่างถ่องแท้ก็วินาทีนี้นี่เอง

ในยามค่ำคืน

อากาศภายนอกคฤหาสน์หลังใหญ่ที่ตั้งอยู่นอกเมืองที่ค่อนข้างเย็นหากแต่ก็ไม่ได้หนาวจัด เพราะหิมะสีขาวที่หนาแน่นเมื่อก่อนหน้าได้เริ่มเบาบางลงไปมากจนเกือบเรียกได้ว่ากลับมาเป็นปกติ

ขณะที่ใครต่อใครต่างก็พากันหลับไหลอย่างแสนสุขบนเตียงอันอ่อนนุ่มและอบอุ่นในห้องของตัวเอง

ทว่า... ภายในห้องห้องหนึ่งยังคงเปิดไฟหัวเตียงเอาไว้เพราะดูเหมือนว่าเจ้าของห้องคงยังไม่รู้สึกง่วง... ในมือบางมีอัลบั้มเล่มใหญ่ และอีกหลายเล่มวางซ้อนกันไม่ไกลเกินมือเอื้อมถึง อัลบั้มบางเล่มยังคงเปิดค้างเอาไว้ ตาหวานพราวระยับทุกครั้งที่เปิดหน้าถัดไปแล้วเห็นรูปถ่ายของใครบางคนตั้งแต่แบเบาะ ตอนหัดนั่ง เริ่มคลาน และเริ่มตั้งไข่ จนเริ่มเข้าสู่ช่วงวัยรุ่น

“ไม่อยากเชื่อเลย... นี่เจ้านายจริงๆ เหรอเนี่ย”

เสียงหวานไม่ได้เอ่ยถามใคร แค่อยากยืนยันกับสิ่งที่ตนกำลังมองอยู่นี่ไม่ได้ใช้เทคนิคพิเศษทำขึ้นมาใช่มั้ย

“หล่อจัง...”

มือบางยกขึ้นปิดปากของตัวเอง พลางเหลียวซ้ายแลขวา ขนาดรู้ทั้งรู้ว่าที่นี่เป็นห้องส่วนตัวแต่ก็ยังกลัวว่าใครจะมาได้ยินเสียงที่เพิ่งรำพึงออกไปเมื่อครู่

“ขอเก็บไว้เองสักรูปจะเป็นไรมั้ยน๊า” รูปถ่ายขนาดไม่ใหญ่ถูกถอดออกจากอัลบั้มแล้วนำมาพิศดูใกล้ๆ

ตะวันรู้สึกว่าตัวเองผิดปกติไป มีอะไรกับพจน์ก็ไม่รู้ตั้งกี่ครั้ง มองหน้ากันหรือก็บ่อย แต่ตอนนี้มาหลงอะไรกับรูปตอนเด็กก็ไม่รู้ แต่ที่แน่ๆ พจน์ในเสื้อนักศึกษาสีขาวกับกางเกงขายาวดูเรียบร้อยทำตะวันพิศดูอยู่นาน ใบหน้าหล่อเหลาที่ยังอยู่ในช่วงเยาว์วัยกำลังยิ้มขณะกำลังก้มดูอะไรบางอย่างในมือถือและคงไม่รู้ด้วยซ้ำว่าถูกแอบถ่าย... ยิ้มแบบนั้นกำลังดูอะไรอยู่นะอยากรู้จัง

ตาหวานเหลือบมองนาฬิกา พร้อมๆ กับมือบางปิดอัลบั้มเล่มหนาที่ตั้งหน้าตั้งตาดูแบบมาราธอน

เที่ยงคืนกว่า เป็นเวลาที่สมควรจะปิดไฟนอน แต่ไม่รู้ทำไมตะวันกลับไม่รู้สึกง่วง ไม่แม้แต่จะเพลียอย่างที่คิดทั้งๆ ที่เมื่อกลางวันเพิ่งเจอมาเฟียตัวเป้งตัวเป็นๆ มาหยกๆ หรืออาจจะเป็นเพราะตื่นเต้นเกินไปเลยทำให้สมองตื่น ถ้าอย่างงั้นก็ควรจะปิดไฟและหลับตานิ่งๆ ทำแบบนั้นแล้วอาจจะทำให้หลับได้ง่ายขึ้น

พรุ่งนี้ไม่รู้ว่าจะต้องเจอกับอะไร

คนหน้าหวานคิดขณะเก็บรวบรวมอัลบั้มทั้งหมดไปวางไว้บนโต๊ะข้างเตียงราวกับของมีค่า

“เมื่อไหร่จะได้เจอกันสักทีละครับ” เสียงหวานพึมพำท่ามกลางความมืด

ทว่า... ความเงียบที่ได้กลับมาทำให้คนรอฟังหลับตาลงอย่างยอมจำนน มันคงเป็นคำตอบที่ตอบคำถามของตนได้ดีที่สุดในตอนนี้กระมังนะ

 

หลายวันต่อมา

หลังจากที่ได้นั่งคิดและนอนคิดมาหลายเพลาตั้งแต่ได้มาอยู่ที่นี่ คิดจนนอนไม่ค่อยหลับมาหลายคืน นอนคิดจนตาโหลแต่ทว่าก็ไม่มีใครท้วงหรือถามอะไรจนตะวันคิดว่าน่าจะถึงเวลาพูดในสิ่งที่ตัวเองคิดออกไปเสียที

“หือ...”

แต่ใช่ว่าพอได้พูดออกไปแล้วจะโล่งใจหรอกนะ

ตะวันเสตามองจานอาหารตรงหน้านิ่ง หัวใจเต้นแรงอย่างที่ไม่ควรจะเป็น เหตุเพราะเสียงในลำคอของแม่แพรนี่แหละ แต่จนแล้วจนรอดผู้สูงวัยกว่าก็ไม่ได้กล่าวอะไรออกมาจึงทำให้คนหน้าหวานค่อยๆ เหลือบตาขึ้นไปมอง

แล้วตะวันก็เกือบเผลอถอนหายใจออกมาเฮือกใหญ่เมื่อเห็นคุณพีรดายิ้มให้ ซึ่งตะวันไม่รู้สักนิดว่าสิ่งที่คุณพีรดากำลังรออยู่คือสิ่งนี้ หรือถ้าตะวันมีฌาณหยั่งรู้ความในใจของอีกฝ่ายละก็ อาจจะร้อง 'เฮ้ย!' ออกมาดังๆ ก็ได้

ตะวันขี้เกรงใจเกินไป คุณพีรดาคิด... บางครั้งความขี้เกรงใจอาจนำภัยมาสู่ตัว นางอยากให้ตะวันเรียกร้องมากกว่านี้ กล้าพูดในสิ่งที่ตัวเองคิดมากกว่านี้ ต้องเข้มแข็งและดูแลตัวเองได้ และนอกจากจะดูแลตัวเองได้แล้วยังสามารถดูแลคนอื่นได้ด้วย... จริงๆ แล้วนางก็ไม่ต้องการให้ตะวันไปปกป้องใครที่ไหนหรอก แต่งานบางอย่างของพจน์ซึ่งนางก็พอจะรู้อยู่ว่าเป็นยังไงทำให้เริ่มเป็นห่วง

คุณพีรดาไม่ได้เป็นห่วงพจน์ แต่ห่วงคนตรงหน้ามากกว่า

“ได้สิจ๊ะ เริ่มกันเลยมั้ย แม่จะได้ให้ทุกคนเตรียมตัวตั้งแต่ตอนนี้เลย”

สิ้นเสียงบอกของคุณพีรดาและจบมื้อเช้าด้วยข้าวต้มทรงเครื่องถ้วยโต คอสเรียนสุดหินของตะวันจึงได้เริ่มขึ้น

สำหรับคนที่มีพื้นฐานภาษาอังกฤษมาบ้างอย่างตะวันไม่มีปัญหา แต่ว่าสิ่งที่ตามมาแบบไม่ได้เรียกร้องคือมันไม่ได้มีแต่ภาษาอังกฤษเท่านั้นไง แถมเป็นภาษาที่ฟังแล้วแทบไม่กระดิกหูอีกต่างหาก เพราะคำสั่งของนายหญิงที่ถ่ายทอดออกไปทำให้เหล่าการ์ดทั้งหลายต่างพากันทำตามอย่างเคร่งครัด

แน่นอนว่าไม่ใช่เฉพาะการ์ดฝีมือดีที่มาจากหลายสถานที่หลายสัญญาติเท่านั้น คำสั่งนั้นยังรวมทั้งเมด ทั้งพวกของลีออง ไม่เว้นแม้แต่พ่อภาคหรือแม้กระทั่งวิชิตาก็รวมเข้าไปด้วย

ที่พูดไม่ออกคือทุกคนดูสนุกที่ได้แกล้งคนที่ฟังรู้เรื่องบ้างไม่รู้เรื่องบ้างเสียด้วยสิ

เท่านั้นคงยังไม่หินพอสำหรับตะวันกระมัง คุณพีรดายังหวังดีให้การ์ดที่เก่งการต่อสู้หลายอย่างสอนให้ตะวันเป็นกรณีพิเศษอีกด้วย

ตั้งแต่ตื่นจนถึงเวลาเข้านอน นอกจากตะวันจะต้องพูดภาษาอังกฤษได้เป็นต่อยหอยแล้ว ร่างกายยังต้องแข็งแรงราวกับฝึกทหารก็ไม่ปาน

เวลาผ่านไป

จากคนหน้าหวานที่ผอมแห้งติดจะแรงน้อย ต้องตื่นแต่เช้าเพื่อออกไปวิ่ง วิชาการต่อสู้ที่ตอนแรกโดนพี่ๆ บอดี้การ์ดเหวี่ยงทีเดียวติดผนังห้องก็เริ่มเปลี่ยนไป กล้ารุกเพื่อที่จะต่อกรกับคนที่ตัวใหญ่กว่า สกิลการต่อสู้ที่เหล่าอาจารย์ทั้งหลายเริ่มยิ้มได้ ตอนนี้กล้ามแขนกล้ามไหล่เริ่มขึ้นรูป แต่กลับไม่ได้ดูน่าเกลียดเพราะกล้ามมันไม่ได้ใหญ่มากมายเหมือนพวกนักเล่นกล้าม แต่ทว่างามแบบคนสุขภาพดี

ดูดีขึ้นมากซะจนเจ้าตัวเองยังพอใจ

ตะวันยืนมองตัวเองในกระจก แม้จะยังไม่ค่อยอยากเชื่อในสิ่งที่เห็น แต่ทว่ามือเรียวที่ยังคงเรียวบางแต่หากสากขึ้นเพราะนอกจากการออกกำลังกายอย่างหนักแล้ว ยังมีคอสฝึกยิงปืนที่ลีอองฝึกให้เป็นพิเศษในตอนเย็นพ่วงเข้ามาอีก และตอนนี้มือน้อยมันกำลังลูบไล้ไปทั่วซิกแพ็คเล็กๆ ของตัวเองอย่างรู้สึกดี

แบบนี้ใช่มั้ยที่เคยฝันอยากจะมี

คนหน้าหวานยิ้มให้คนในกระจก รู้สึกว่าตัวเองหล่อขึ้นเป็นกองก็ตอนนี้... ความรู้สึกคิดถึงใครบางคนอย่างหนักในช่วงแรกเริ่มหายไป อาจจะเพราะมีอะไรให้ทำเยอะแยะซะจนสมองไม่ว่างไปนั่งคิดเรื่อยเปื่อย และแม้จะย่างเข้าสู่เดือนที่สองตั้งแต่รู้สึกตัวตื่นขึ้น มาจนถึงตอนนี้ก็ยังไร้ซึ่งวี่แววของพจน์

หรืออีกทีพจน์อาจจะเปลี่ยนใจไปแล้ว

ไม่ ไม่ ไม่

ตะวันส่ายหน้า... เอ็ดตัวเองว่าอย่าคิดอะไรเรื่อยเปื่อย พจน์ไม่ใช่คนแบบนั้น... แล้วแบบไหนตะวันเองก็ไม่แน่ใจ แต่ที่ไม่ได้ตามมาอาจจะเพราะยังไม่รู้ว่าตนหายมาอยู่ที่นี่ก็ได้

ใช่แน่ๆ เพราะไม่รู้จึงตามมาไม่ถูก และก็คงไม่รู้ว่าจะหาเบาะแสได้จากไหนด้วย

มันต้องแบบนั้น

ใจที่เอนเอียงไปหาอีกฝ่ายมากกว่าครึ่งทำให้ตะวันคิดเข้าข้างพจน์ เชื่อว่าอีกฝ่ายจะต้องตามหาตนเจออย่างแน่นอน

มัวแต่คิดนั่นคิดนี่เพลินจนเกือบลืมเวลา ตาหวานเหลือบมองนาฬิกาแล้วรีบเดินเข้าห้องน้ำจัดการกับตัวเองอย่างรวดเร็ว

 

 

“เดี๋ยวนี้ตะวันดูดีขึ้นมากเลยนะ”

“ขอบคุณครับ”

“ดูดีจนอาใจสั่นเลยรู้มั้ย”

“อาวิ!...”

ตะวันหน้าตื่น เพราะแทนที่วิชิตาจะชมแค่ปากเปล่าแต่กลับเอามือมาลูบไปมาบนแผ่นท้องที่เพิ่งขึ้นรูปซิกแพ็คเล็กๆ ของตะวันไปมาทำเอาคนถูกลูบถึงกับเหลียวซ้ายแลขวา

“อ อาวิ”

ก็จะไม่ให้ตะวันเหลียวมองได้ยังไง นี่มันกลางห้างดังเลยนะ ถึงแม้จะไม่มีใครหันมามองหรือหันมาสนใจ แต่กับคนขี้อายถึงกับหน้าแดงเมื่อโดนสาวสวยรุกแบบถึงเนื้อถึงตัว

“อาวิอย่าล้อผมเล่นสิครับ”

“อาไม่ได้ล้อเล่น อารู้สึกว่าตอนนี้ตะวันดูมีเสน่ห์ขึ้น น่าค้นหา และท้าทาย”

หน้าสวยเฉี่ยวที่แต่งไว้อย่างดียื่นเข้ามาใกล้จนปากแทบจะแตะกันทำให้ตะวันทำหน้าเหมือนจะร้องไห้ นั่นแหละคนขี้แกล้งถึงกับหลุดขำพรื๊ดจนคนถูกแกล้งถึงกับไปไม่เป็น

“ถ้าพจน์มาเห็นตะวันตอนนี้นะ ถ้าไม่กระโดดเข้ามาขย้ำ เอาปืนมายิงหัวอาได้เลย”

“อาวิแกล้งผมจริงๆ ด้วย”

“จ้า ก็คนมันน่าแกล้ง” วิชิตายอมรับอย่างไม่ลังเล “อุ๊ย หน้าแดง เขินเหรอจ๊ะหนุ่มน้อย” วิชิตายังไม่เลิก ส่วนตะวันนั้นถึงกับรีบขอตัวเข้าห้องน้ำ

“อาไร้!” อาสาวยิ่งเบิกตาโต “พูดถึงพจน์แค่นี้ถึงกับขอเข้าห้องน้ำเลยเหรอ ต๊าย! แรงนะหนู”

“อาวิ ผมไม่คุยด้วยแล้ว”

ตะวันแก้มร้อนฉ่าเมื่ออาสาวเข้าใจผิดไปไกลถึงดาวพลูโต... ร่างบางรีบผละหนี ปล่อยให้วิชิตาหัวเราะคิกๆ อยู่ด้านหลังก่อนจะได้ยินเสียงตะโกนบอกมาว่าจะไปรอที่จุดนัดพบ

ทันทีที่พ้นสายตาคนสูงวัยกว่าตะวันก็ยกมือขึ้นลูบแก้มตัวเอง

“ร้อนวูบเลย สงสัยจะแดงจริงๆ ”

'ชิบ... ไหงซวยแบบนี้วะ'

คนไม่เคยพูดคำหยาบสบถในใจ เพราะมัวแต่ก้มหน้าก้มตาเดินจนเมื่อเงยหน้าขึ้นอีกที พลันสายตาก็สบตากับชายสามคนที่มองมาที่ตนเป็นตาเดียว นั่นแหละทำให้ตะวันกระแอมกระไอแล้วเดินเลี่ยงไปเข้าห้องน้ำห้องที่ว่าง และลืมคิดไปว่าแก้มขาวที่ยังระเรื่อแดงของตนเรียกร้องความสนใจได้มากพอดู

หน้าเนียนหวานที่แตกต่างจากคนภายในท้องถิ่นอย่างสิ่นเชิงทำให้เป็นจุดสนใจได้ง่าย บางครั้งก็ง่ายซะจนตะวันยังนึกรำคาญหน้าตัวเอง ทรงผมที่ยาวเป็นรากไทรจนมัดได้เมื่อเดือนก่อนถูกตัดเป็นลองทรงสูงและแน่นอนคนที่พาไปจัดการเป็นคนเลือกทรงเองอย่างเอาแต่ใจ แต่ตะวันกลับค่อนข้างถูกใจทรงผมใหม่พอควร หากทว่าอย่างหนึ่งที่ไม่อาจเปลี่ยนไปได้คือโครงหน้าที่หวานสวยมองเผินๆ แล้ว เหมือนทอมบอยเท่ๆ แทนที่จะเหมือนชายแท้อย่างที่ควรจะเป็น

ทรงผมใหม่ทำให้ตะวันดูดีจนเตะตา บางครั้งก็มากไปจนทำให้หลายคนมองตามจนเหลียวหลัง

แต่วันนี้กลับต่างจากวันอื่นๆ ที่บังเอิญอยากออกมาเดินเล่นข้างนอกบ้างหลังจากอุดอู้อยู่แต่ในบ้าน และคำชวนของวิชิตาก็น่าสนใจไม่น้อย

เสียอยู่อย่างเดียวคือดันเกิดอยากเข้าห้องน้ำผิดเวลาแบบนี้ไง

ก๊อก ก๊อก ก๊อก

นั่นไง คิดไว้ผิดซะที่ไหน

“อะไร?”

“เท่าไหร่?”

ว๊อททททท! พวกนั้นคิดว่ากูเป็นอะไร

ตะวันแอบสบถ อึดใจต่อมาก็ถอนฉุนอย่างเหนื่อยหน่าย กี่ครั้งแล้วที่เจอเหตุการณ์แบบนี้

“ไม่ได้ขาย ไปหาคนอื่น!”

“แต่พี่อยากได้น้อง รับรองจะทำให้ลืมพี่ไม่ลง”

'ไอ้เหี้....!'

ตะวันอยากจะตะโกนให้ก้องห้องน้ำ หรืออีกทีก็อยากตะโกนใส่หน้าคนพูดเอาแบบภาษาไทยชัดเปรี๊ยะนี่แหละ แต่ติดที่ประตูยังขวางไว้จึงได้แต่ฮึ่มฮ่ำในใจ... เสียงรังควานยังดังไม่หยุดทำให้ตะวันรู้สึกหงุดหงิด

ข้อมือเรียวยกขึ้นเพื่อดูเวลา หนังที่ตั้งใจมาดูกับอาสาวกำลังจะเริ่มและถ้าไม่รีบออกไปวิชิตาอาจจะสงสัยว่ามัวทำอะไรอยู่ คิ้วเรียวจึงขมวดมุ่นครุ่นคิด จะทำยังไงดีตอนจะเปิดประตูออกไปเพราะด้านนอกต่อให้ไม่ต้องเดาก็พอจะรู้คำตอบดีอยู่แล้ว

ในขณะที่ร่างบางกำลังยืนนิ่งหูก็พลันได้ยินเสียงคนเดิน ซึ่งแน่นอนว่าตะวันไม่ปล่อยโอกาสแบบนี้ให้หลุดลอย

ในฉับพลันที่มือเรียวปลดกลอน ไอ้ยักษ์ที่ยืนขวางอยู่ด้านนอกก็แสยะยิ้มเพราะคิดว่าอีกฝ่ายรับข้อเสนอ แต่ก่อนที่มันจะทันแทรกตัวอันใหญ่ยักษ์ของมันเบียดตะวันเข้าประตูห้องน้ำแคบๆ นั้นเข้ามา ร่างหนาของมันก็ถึงกับผละถอยหลังและเซต่ออีกหลายก้าว เนื่องมาจากคนที่มันคิดว่าเป็นหมูให้เคี้ยวได้ประทับรอยบนหน้าอกของมันเข้าโครมใหญ่และหลักฐานก็ยังเด่นหราเห็นได้ชัดเจนบนเสื้อลายเวียนหัวที่มันกำลังใส่อยู่ตอนนี้

“โอ๊ะ ซอรี่!”

เสียงหวานว่า แต่ทว่าหน้าตาของตะวันกลับไม่ได้บ่งบอกถึงความรู้สึกเสียใจเลยแม้แต่น้อย หนำซ้ำตาหวานยังพราวระยับเมื่อเห็นไอ้ยักษ์ฮึดฮัดเพราะทำอะไรไม่ได้ เนื่องด้วยคนที่กำลังเดินเข้ามาในห้องน้ำนั้นต่อให้เป็นเด็กสามขวบก็ดูออกว่าเป็นใคร

“เกิดอะไรขึ้น”

ช่างเป็นจังหวะที่เหมาะเสียนี่กระไรที่ตำรวจนายหนึ่งเดินเข้ามาพอดีทำให้ร่างบางเบี่ยงตัวออกจากประตูห้องน้ำ บอกว่าไม่เป็นไรแล้วรีบเผ่นแน่บปล่อยให้ไอ้ยักษ์ฮึดฮัดอย่างทำอะไรไม่ได้อยู่ด้านหลัง เท้าเรียวสาวให้เร็วขึ้นอีกเนื่องจากไม่แน่ใจว่ายังมีเพื่อนของมันอยู่บริเวณนั้นหรือไม่ ทางที่ดีปลอดภัยไว้ก่อน

ทันทีที่พ้นจากซอกเปลี่ยวแล้วเดินเข้ามาปะปนกับคนในห้างร่างบางก็ลดฝีเท้าลงกลายเป็นเดินเอื่อย แล้วก็โบกมือตอบเมื่อเห็นวิชิตาโบกมือไหวๆ แต่ไกล

“เป็นอะไรน่ะเรา”

“หือ เปล่าครับ ห้องน้ำคนเยอะ เลยมีปัญหากันนิดหน่อย”

“แล้วเป็นอะไรมั้ย เห็นหน้าเราเมื่อกี้อาก็ว่าแปลกๆ”

“แปลกยังไงครับ?” ตะวันยกมือขึ้นลูบหน้าตัวเองแล้วยิ้มให้อาสาว

“ไม่รู้สิ ดูแล้วไม่ค่อยเหมือนตะวันคนก่อนเท่าไหร่”

“คนก่อนเป็นยังไง คนนี้ก็ยังเหมือนเดิมครับอาวิ”

“แน่เหรอ อาคิดว่าไม่นะ อย่างน้อยก็แววตาละอย่างหนึ่ง ตะวันคนก่อนทั้งขี้เกรงใจและขี้กลัว แต่ตะวันคนนี้เหมือนกับเวอร์ชั่นใหม่ เครื่องดีขึ้น แข็งแรงและว่องไว”

“โห พูดซะผมรู้สึกว่าตัวเองเป็นโทรศัพท์เลย”

“เออนี่ พูดถึงโทรศัพท์ อามีอะไรให้ดู”

“ครับ?”

ตะวันเอียงหน้าเข้าไปมอง และถึงแม้จะเห็นแล้วว่าเป็นใครแต่ก็อยากมองให้ใกล้ขึ้นอีกจึงทำให้หัวของทั้งสองแทบจะเกยกัน ทว่าทั้งคู่ก็ไม่ได้สนใจตรงนั้น ผิดกับคนนอกที่มองมาก็อาจจะนึกว่าคู่รักที่พากันมาดูหนังเหมือนอย่างกับคู่อื่นๆ

“ไง ซึมไปเลย อย่าเพิ่งคิดมาก คนนี้น้องเพื่อนแถมนิสัยดีมาก ไม่ใช่กิ๊กใช่ก๊อกอะไรหรอก”

“ผมเปล่า”

“เหรอ แล้วที่ทำหน้าเหมือนหมาถูกทิ้งนี่คืออะไร”

ภาพของหญิงสาวที่กำลังคล้องแขนพจน์อย่างสนิทสนมทำให้ตะวันพูดไม่ออก แม้กระทั่งว่าโทรศัพท์ในมือถูกวิชิตาดึงไปเก็บใส่กระเป๋าตอนไหนก็จำไม่ได้ คิดแค่ว่าหากพจน์จะเปลี่ยนใจไปรักชอบใครคนอื่นตนก็คงไม่มีสิทธิ์ไปห้าม ไม่แม้กระทั่งจะแสดงความยินดีด้วยซ้ำ เพราะจนถึงป่านนี้ก็ยังไม่มีวี่แววว่าพจน์จะมารับ

สองเดือนที่จากมา ไม่ได้เห็นหน้า ไม่ได้พูดคุย ไม่มีแม้แต่การบอกกล่าว คิดเป็นอย่างอื่นไปไม่ได้เลยว่าพจน์จะถอดใจเลิกตามหาตนไปแล้ว คิดมาถึงตอนนี้ภาพยนต์ที่กำลังฉายอยู่ตรงหน้าตะวันบอกเลยว่าไม่รู้เรื่องเลยสักนิด ไม่ใช่ว่าฟังภาษาไม่ออก แต่สมองน้อยๆ กำลังคิดวุ่นวายไปจนดูเหมือนว่ามันจะวนกลับมาที่เคยคิดไว้

บางครั้งตะวันเคยคิดเผื่อไว้ว่า... ความไม่ถูกต้องบางอย่างอาจจะต้องทำให้เลิกกับพจน์ และเมื่อถึงเวลานั้นตนจะทำยังไง

 

.........................................

รอดูว่าพจน์จะทำหน้ายังไงเมื่อเด็กน่ารัก นุ่มนิ่ม อ่อนหวานและตรงสเป็กตัวเองสุดๆ จู่ๆก็เปลี่ยนไป

ยิ่งเมื่อได้รู้ว่าอริเก่าหวังเคลมเด็กตัวเองพ่อคนขี้หวงจะทำยังไง จะฟาดงวงฟาดงาแค่ไหน ใครโดนหางเลขบ้าง

TBC...................

ความคิดเห็น