facebook-icon Twitter-icon

ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

Ψเกลียวคลื่นที่ “ XIX ”

ชื่อตอน : Ψเกลียวคลื่นที่ “ XIX ”

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย y

คนเข้าชมทั้งหมด : 2.5k

ความคิดเห็น : 10

ปรับปรุงล่าสุด : 06 ต.ค. 2562 11:56 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
Ψเกลียวคลื่นที่ “ XIX ”
แบบอักษร

Ψเกลียวคลื่นที่ “ XIX ”

 

 

 

“นี่เรากำลังจะไปไหนกันน่ะโฟรช” ผมเอ่ยถามเป็นรอบที่สิบนับตั้งแต่รถยนต์คันสีขาวแล่นออกจากบ้านในช่วงสายของวัน

เรื่องมันเริ่มขึ้นและจบลงอย่างรวดจนผมยังไม่ทันได้ทำความเข้าใจอะไรสักอย่าง หลังจบมื้อเช้าโฟรชรั้งตัวผมยังไม่ให้เดินออกไปซึ่งผมก็ยืนนิ่งๆ รอให้ทางนั้นเป็นฝ่ายเปิดบทสนทนาทว่านอกจากโฟรชจะไม่พูดอะไรแล้วยังคว้าข้อมือผมก้าวออกจากตัวบ้าน เปิดประตู พาขึ้นรถและขับออกไปยังท้องถนนท่ามกลางเครื่องหมายคำถามที่ลอยอยู่เหนือหัว

กว่า 2 ชั่วโมงผมพยายามคิดแต่ก็อย่างที่รู้กันว่าคิดไม่ออก

และถึงจะถามโฟรชก็จะใช้ความเงียบตอบกลับมาจนผมชักเริ่มหงุดหงิดมากขึ้นทุกที

“...ทำหน้าหงุดหงิดเชียว” ดวงตาสีเทาอ่อนเหล่มองมายังผมที่ย่นคิ้วเข้าหากันแน่น

“เพราะคุณนั่นแหละ”

“ฉันทำอะไร” อีกฝ่ายทำหน้าใสซื่อราวกับไม่เข้าใจสิ่งที่ตัวเองทำตลอดหลายชั่วโมงที่ผ่านมา

“คุณก็น่าจะรู้ตัวนี่” ผมสวนกลับพลางทำหน้าย่น

“ฮึ...ทำหน้าแบบนี้ยิ่งเหมือนพะยูนเข้าไปใหญ่” เสียงหัวเราะมาพร้อมกับรอยยิ้มที่ทำเอาคนมองอย่างผมถึงกับทำอะไรไม่ถูก

อย่างที่รู้กันนว่าโฟรชไม่ใช่คนยิ้มเก่ง ตลอดทั้งวันอาจมีไม่ถึง 5 นาทีที่เขาจะยิ้ม นั่นอาจทำให้เจ้าตัวไม่รู้ว่ารอยยิ้มของตัวเองมีเสน่ห์มากมายขนาดไหน

ผมชอบรอยยิ้มของโฟรช

“...ไม่เหมือนสักหน่อย” ผมเบนหน้าหนีออกไปมองกระจกด้านข้างทางแทน พะยูนที่เปรียบกับตัวผมซึ่งเป็นเงือกนั้นถูกล้อมาจนชักจะชินขึ้นทุกที ยิ่งวันก่อนได้ดูสารคดีการใช้ชีวิตของพะยูนก็ยิ่งรู้สึกว่าพะยูนเป็นสัตว์ที่น่ารักมากๆ ตัวหนึ่ง

“อยากรู้ว่าฉันจะพาไปไหน?” โฟรชเปิดประเด็นเมื่อเห็นผมเงียบ

“ใช่...แต่คุณไม่ยอมบอกสักที” พอถูกสะกิดต่อมอารมณ์ก็เริ่มปะทุอีกครั้ง

“ถ้าบอกแล้วจะรู้จักรึเปล่าล่ะ”

“...หมายถึงจะพาผมไปสถานที่ที่ไม่รู้จักเหรอ” ผมถามกลับตามที่เข้าใจ

“นายอาจไม่รู้จัก”

“ก็ลองบอกมาเผื่อผมจะรู้จักก็ได้” เห็นแบบนี้ข้อมูลของสถานที่ต่างๆ บนโลกผมค่อนข้างจะรู้จักเพราะดูทั้งหนัง เปิดทั้งโทรทัศน์และอ่านทั้งหนังสือ

ต่อให้ไม่รู้จักอย่างน้อยๆ ก็ต้องคุ้นบ้างแหละน่า

“น้ำตก”

“...น้ำสีดำๆ ที่ทำจากเลือดของหมู?” ผมนิ่งเพื่อคิดสักพักก่อนตอบกลับไป

“ฮึ...นั่นก็น้ำตกนี่นะ” เป็นอีกครั้งที่โฟรชหลุดคำออกมาขณะเลี้ยวซ้ายเข้าซอย

“ไม่ใช่เหรอ” น้ำตกที่รู้จักเป็นชื่อของอาหารที่ทำมาจากเลือดหมูโดยน้ำจะเป็นสีขุ่นเข้มๆ ปกติจะกินคู่กับเส้นไม่ก็ข้าวสวย โฟรชยังเคยทำให้กินตั้งหลายครั้ง

“ไม่ใช่” อีกฝ่ายส่ายหน้า

“...ขอคำใบ้อีก”

“ถ้าไม่รู้จักใบ้ไปก็เท่านั้นมั้ง”

“น่า ขอคำใบ้”

“ไม่ต้อใบ้หรอกฉันจะขยายความให้ล่ะกัน สถานที่ที่จะพาไปคือภูเขา...จะพาไปเล่นน้ำตก” โฟรชขยายความให้ผมฟัง

“อ้อๆ ผมนึกออกแล้วสถานที่ท่องเที่ยวขึ้นชื่อที่มีน้ำไหลลงมาจากภูเขาใช่ไหม” เพราะได้คำอธิบายผมเลยนึกขึ้นมาได้ว่าน้ำตกยังมีอีกความหมายอยู่

“นั่นแหละ”

“โฟรชจะพาผมไปเหรอ” ดวงตาสีฟ้าน้ำทะเลของผมทอประกายวิบวับยามหันไปมองคนขับรถข้างกาย

“เพิ่งรู้ตัวรึไงฟีแซลล์ ฉันก็บอกอยู่ว่าจะพาไป”

“ไม่ได้บอกนี่ว่าจะพาไปไหน”

“ตอนนี้ก็บอกแล้ว”

“บอกช้าไปแล้ว ตื่นเต้นจังเลยจะได้ไปน้ำตก” พอรู้ถึงสถานที่ที่จะไปความตื่นเต้นก็แผ่ซ่านไปทั่วร่าง ได้ยินมาเหมือนกันว่าน้ำตกเป็นน้ำจืดที่ไหลลงจากภูเขาลงมาตามซอกหรือโขดหิน

“ถ้าบอกเร็วเดี๋ยวก็ตื่นเต้นตั้งแต่ยังไม่ออกบ้านจนถึงปลายทาง” โฟรชให้เหตุผล

“ไม่ขนาดนั้น” อย่างมากก็แค่ตื่นเต้นตั้งแต่ตอนออกมาพอถึงกลางๆ ทางคงหายตื่นเต้นแล้ว

“ต้องแวะกินมื้อเที่ยงก่ออน”

“เราซื้อไปกินที่น้ำตกไม่เหรอ” ผมถามบ้าง

“ไม่ได้ บนภูเขาห้ามเอาอาหารขึ้นไปและห้ามเอาอะไรออกมาด้วย”

“ห้ามไม่ให้เอาอะไรเข้าแล้วจะมีใครเอาอะไรออกมาอีกเหรอ” ค่อนข้างงงกับกฎที่ตั้งขึ้นทีเดียว ในเมื่อเราไม่ได้เอาของขึ้นไปแล้วจะเอาอะไรกลับออกมาล่ะ

“บางคนเอาพวกก้อนหินหรือต้นไม้ออกมา ถ้าไม่มีการตั้งกฎนี้แล้วทุกคนต่างหยิบออกมาคนละอันของที่อยู่ในป่าคงหายไปหมด” โฟรชอธิบายเพิ่มให้ผมเข้าใจ

“แบบนี้นี่เอง” เข้าใจแล้วว่าทำไม

ผมกับโฟรชคุยกันเรื่อยเปื่อยสักพักรถยนต์คันสีเข้าก็เลี้ยวเข้าไปจอดยังปั๊มน้ำมันซึ่งพวกเราแวะกินมื้อเที่ยงกันที่ร้านแฮมเบอร์เกอร์ที่ตั้งอยู่ด้านข้าง การกินแฮมเบอร์เกอร์ครั้งแรกผลลัพธ์ออกมาเป็นที่น่าพอใจไม่ว่าจะด้วยรสชาติหรือความแปลกใหม่ ตั้งแต่มาอยู่กับโฟรชเพิ่งมีมื้อนี้ที่ไม่ใช้ช้อนส้อมกินแต่ยกแฮมเบอร์เกอร์ขึ้นแล้วกัดเข้าปาก

จากนั้นการเดินทางก็ยังคงดำเนินต่อไปจนกระทั่งช่วงบ่ายจึงมาถึงยังจุดหมาย ภาพแรกซึ่งผมคิดไว้ในหัวคือรถจะจอดอยู่ด้านหน้าน้ำตกพร้อมให้ลงไปเล่นทว่าความเป็นจริงกลับเป็นลานจอดรถโล่งที่มีรถอยู่เพียงไม่กี่คันเท่านั้น

แม้ในหัวจะเต็มไปด้วยความสงสัยผมก็ยังคงลงจากรถแล้วก้าวตามหลังโฟรชเดินเข้าไปด้านใน บริเวณด้านหน้ามีเจ้าหน้าที่ยืนให้บริการอยู่และเมื่อทั้งคู่เห็นหน้าโฟรชก็รีบมก้มหัวพร้อมเปิดประตูไม้ให้พวกเราเข้าไป ทางเดินด้านในนี้ใช้พวกวัสดุจากธรรมชาติอย่างหินและขอนไม้มาช่วยเพิ่มความสะดวกสบาย พื้นที่ของป่าและภูเขาเต็มไปด้วยต้นไม้ทั้งสองข้างของทางเดินซึ่งลาดขึ้นไปด้านบนเรื่อยๆ โดยมีป้ายบอกทางติดอยู่เป็นระยะ

การเดินเท้าไม่ใช่สิ่งที่ผม ไม่สิ ต้องบอกว่าเงือกอย่างพวกเราไม่ถนัดการเดินก้าวสลับไปมาสักเท่าไหร่ ถึงผมจะค่อนข้างชินกับการเดินแต่กับการขึ้นบันไดแถมยังเป็นทางลาดขึ้นยาวสุดสายตานี่ทำเอาผมค่อนข้างท้อและล้ามาก

“โฟรช...อีกนานไหมกว่าจะถึง” ผมถามเสียงหอบ

“ไม่นาน เหนื่อยแล้ว?” โฟรชหันกลับมามองด้วยท่าทีปกติไม่มีอาการเหนื่อยล้าหรือหอบอย่างที่ผมเป็น

“อืม...ก่อนหน้านี้ก็มีทางแยกบอกว่าไปน้ำตกนี่ ทำไมพวกเราถึงยังเดินขึ้นมาอีกล่ะ” ผมอุตส่าห์ดีใจที่เห็นป้ายชี้ไปทางน้ำตกที่อยู่ทางซ้ายมือแต่โฟรชกลับเดินดุ่ยๆ ขึ้นต่อซะงั้น

“ชั้นบนจะสวยกว่า มาทั้งทีก็ไปที่สวยๆ เถอะ อีกนิด อดทนหน่อย” ตอบเสร็จอีกฝ่ายก็ก้าวขึ้นบันไดต่อไปด้านบนในขณะที่ผมถอนหายใจยาว สูดลมหายใจเข้าก่อนจะก้าวตามแผ่นหลังนั้นไป

 

แทบไม่อยากเชื่อว่าพวกเราทั้งคู่เดินขึ้นมาจนถึงบนไดขั้นสุดท้ายที่มีสร้างไว้ ป้ายบอกทางไปน้ำตกทางซ้ายมือและทางเดินตรงๆ ที่ไม่ชันเรียกรอยยิ้มจากผมได้อย่างดี

ความเหนื่อยหอบจากการเดินขึ้นติดๆ กันเกือบชั่วโมงหายเป็นปลิดทิ้งเมื่อเห็นภาพของน้ำตกขนาดใหญ่ที่ไหลลงมาตามแนวของโขดหินจนถึงแอ่งด้านล่างซึ่งมีจุดหนึ่งที่จะไหลลงไปด้านล่างอีก น้ำสีใสทอประกายระยิบระยับยามถูกแสงจากดวงอาทิตย์ส่องลงมากระทบแถมบรรยากาศโดยรอบอย่างต้นไม้สีเขียวขจีช่วยเสริมให้น้ำตกนี้เหมือนอัญมณีที่ถูกปกป้องด้วยผืนป่าเลย

“ว้าว! สวยจัง” หากจะมีคำไหนที่จะบรรยายภาพต้องหน้าได้มากกว่านี้ก็คงเป็นคำว่างดงาม ยิ่งด้านบนของน้ำตกที่กำลังไหลลงมาเกิดการกระทบของแสงอาทิตย์ทำให้เกิดเป็นสีรุ้งทั้งเจ็ดยิ่งสวยงามจนแทบละสายตาไม่ได้

“คุ้มกับที่เหนื่อยรึเปล่า” โฟรชถามโดยสายตายังคงจับจ้องไปยังภาพเบื้องหน้า

“คุ้ม” ผมพยักหน้ารัวๆ

ถ้ารู้ว่าจะได้เห็นภาพนี้ผมคงไม่บ่นตลอดทางหรอก

“ก็ดี จะไปว่ายไหม” คนข้างกายถามขณะก้าวเข้าไปใกล้น้ำตกมากขึ้น

“ได้เหรอ”

“ทำไมจะไม่ได้”

“ก็...ถ้ามีใครมาเห็นเข้าคงไม่ดีเท่าไหร่” ผมตอบไปตามจริง สถานที่เปิดที่ไม่ว่าใครก็สามารถเข้าได้มีโอกาสสูงมากที่จะถูกล่วงรู้ตัวจริง

“เรื่องนั้นไม่ต้องห่วง” โฟรชบอกพลางส่งสายตาเป็นเชิงให้ผมลงไปเล่นได้

“ไม่ต้องห่วงคืออะไร” ผมยังไม่ก้าวลงไปหากไม่ได้รับคำตอบที่ชัดเจน

“ฉันจัดการเรื่องนี้แล้ว ตลอดทั้งวันจะไม่มีใครขึ้นมาบนน้ำตกนี่” คำตอบอันน่าตกใจดังขึ้นด้วยน้ำเสียงราบเรียบคล้ายเป็นเรื่องง่ายๆ ที่ไม่ว่าใครก็สามารถทำได้

“คุณจัดการยังไงน่ะ” ความอยากรู้มีมากจนต้องถามต่อ

“พอดีมีคนรู้จักที่เกี่ยวข้องกับทางนี้เลยให้ช่วยหน่อย ก็แค่นั้น” โฟรชยักไหล่ระหว่างเงยหน้ามองบริเวณที่เกิดรุ้งกินน้ำด้านบน

“ทำเพื่อผมเหรอ” มันอาจเป็นคำถามที่ฟังดูแปลกซึ่งก็ใช่ คนเอ่ยอย่างผมยังคิดเลยว่ามันแปลกแต่นอกจากเหตุผลนี้ผมก็คิดอะไรไม่ออกแล้ว

โฟรชไม่ใช่คนที่ชอบออกไปไหนโดยเฉพาะการออกไปเที่ยวน๊านนานทีจะไปสักครั้ง และแทบทุกครั้งสาเหตุที่เขาไปก็มักจะพาผมออกไปเปิดหูเปิดตาข้างนอกเสมอ นั่นทำให้ผมคิดว่าครั้งนี้เองก็คงไม่ต่างกัน

“รู้ก็ดี รีบลงไป เวลาเล่นเหลือไม่กี่ชั่วโมงแล้ว” โฟรชยกนาฬิกาข้อมือขึ้นมามองขณะพูด

“อ่า...ผมถามได้ไหมว่าทำไมถึงพาผมมานี่ หรือเพราะผมทำหน้าเบื่อๆ เหรอ” ผมยิงคำถามพร้อมขยับตัวไปยังโขดหินอันใหญ่ที่ผมสามารถใช้เป็นที่ถอดเสื้อผ้าได้

“เพราะนายทำหน้ากังวลต่างหาก”

“กังวล?” ไม่เห็นรู้ตัวเลยว่าทำสีหน้าแบบนั้นออกไป

ขณะกำลังย้อนคิดผมก้าวขาลงไปในน้ำก่อนขาสองข้างจะเชื่อมติดกันและแปรเปลี่ยนกลับคืนสู่รูปลักษณ์เดิม เกล็ดสีฟ้าอมเขียวสามารถมองเห็นได้อย่างชัดเจนแม้จะอยู่ใต้น้ำเพราะน้ำของที่นี่ใสมากอีกทั้งน้ำยังไม่ลึก ยิ่งด้านล่างเป็นหินสีเข้มยิ่งพานให้สีของส่วนหางผมเด่นชัดขึ้นไปอีก

“ฉันรู้ว่านายมีเรื่องที่กำลังกังวลอยู่...ให้เดาคงเป็นเรื่องก่อนหน้านี้ที่ภาพของเงือกเผยแพร่ออกไป” โฟรชขยับตัวขึ้นมานั่งเอาขาจุ่มน้ำอยู่บนโขดหินโดยมีผมว่ายเข้าไปใกล้ๆ

“ผมคงทำให้คุณกังวลไปด้วยสินะ” ผมไม่ปฎิเสธหรอกว่าไม่จริง ตลอดหลายสัปดาห์ที่ผ่านมาผมคิดเรื่องนี้มาตลอด

คิดหาทางออกเผื่อในกรณีที่คนทั้งโลกต่างรู้ถึงการมีอยู่ของพวกเรา

“ฉันน่ะช่างเถอะ แต่นายไม่จำเป็นต้องกังวล”

“โฟรช...”

“ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้นฉันจะปกป้องนายเอง” คำพูดและน้ำเสียงอันแสนอบอุ่นของโฟรชทำให้เผยรอยยิ้มออกมาบางๆ ก่อนจะว่าเข้าไปหาและเท้าแขนยังขานั้นขณะเงยหน้าขึ้นประสานดวงตาสีฟ้าน้ำทะเลของผมกับดวงตาสีเทาอ่อนของโฟรช

“ขอบคุณนะโฟรช” อยู่ๆ ภายในอกก็อุ่นวาบขึ้นมาเพียงแค่ได้ยินคำว่าปกป้องจากปากของโฟรช

“เลิกทำหน้ากังวล ไปเล่นน้ำไป” โฟรชเอ่ยไล่แต่ยังไม่วายเอื้อมมือมาลูบพวงแก้มผมเล่น

“ลูบแก้มผมอยู่แบบนี้จะให้ไปได้ยังไง”

“แค่ขยับออกไปง่ายจะตาย” อีกฝ่ายพูดต่อ

“ง่ายที่ไหน ก็คุณเล่นลูบอย่างอ่อนโยนขนาดนี้ผมยังไม่อยากให้สัมผัสนี้หายไปนี่” ผมตอบกลับตามที่รู้สึก

การจะให้ผละออกมันไม่ยากเพียงแค่ตัวผมในตอนนี้ยังไม่อยากออกห่างจากสัมผัสที่โฟรชมอบให้ ผมชอบเวลาที่ถูกสัมผัสแบบนี้ มันให้ความรู้สึกราวกับตัวเองเป็นคนสำคัญ

“กล้าพูดนะฟีแซลล์” ดวงตาสีเทาอ่อนเหมือนจะทอประกายบางอย่างยามได้ยิน

“ผมพูดจริงนะ”

“งั้นจะให้ฉันลูบแบบนี้ไปถึงพระอาทิตย์ตกเลยไหมล่ะ”

“...นานไป ผมอยากว่าน้ำเล่นบ้าง”

“หึ...ไปได้แล้ว” สุดท้ายคนที่เป็นฝ่ายละออกก่อนก็คือโฟรช

ผมพาร่างตัวเองกลับลงไปใต้น้ำ แหวกว่ายไปทั่วบริเวณของน้ำตกด้วยความสนใจ น้ำของน้ำตกไม่ได้มีรสชาติเหมือนอย่างน้ำทะเลแถมเพราะมีต้นไม้ปกคลุมเลยพานให้อุณหภูมิของน้ำค่อนข้างเย็น หากเป็นทะเลระดับน้ำประมาณนี้บวกกับแสงของดวงอาทิตย์จะทำให้อุณหภูมิของน้ำค่อนข้างอุ่น

บริเวณใต้น้ำตกมีกระแสน้ำที่ค่อนข้างหนักแต่ด้วยความเคยชินผมสามารถว่ายผ่านได้โดยไม่รู้สึกอะไรนัก ความลึกของน้ำมีทั้งจุดที่ตื่นและจุดที่ลึกซึ่งจุดที่ลึกที่สุดอยู่ประมาณอกผม หากเทียบกับทะเลก็คงต้องใช้คำว่าตื้นมาก

ยังไม่ทันได้มุดก็หัวโขกกับหินด้านล่างซะแล้ว

“โฟรชไม่ลงมาด้วยกันเหรอ” ผมโผล่หน้าขึ้นเหนือน้ำโบกมือถามโฟรชซึ่งยังคงนั่งอยู่ที่เดิมไปลุกไปไหน

“ไม่” คำตอบที่ได้มานั้นไม่ต่างจากที่คิดไว้

ได้มาสถานที่สวยๆ ทั้งทีแถมน้ำก็ไม่ลึกมากอยากให้โฟรชลงมาเล่นด้วยจัง

แต่จากที่ลองถามคำตอบที่ได้มาก็เดาได้ว่าต่อให้ขยั้นขยอคำตอบคงไม่เปลี่ยน ถ้าผมอยากให้โฟรชลงมาด้วยคงต้องหาวิธีอื่นที่ดีกว่าการบอกให้ลงมาด้วยกัน

ความยากคือจะด้วยวิธีไหน

“อืม...อ๊ะ!” ระหว่างกำลังคิดอยู่ๆ ครีบปลายหางของผมก็เข้าไปติดอยู่ในช่องหินอย่างไม่ทันตั้งตัว

“ฟีแซลล์? มีอะไร” โฟรชที่ได้ยินเสียงแปลกๆ ของผมส่งเสียงถามทันที นั่นทำให้ในหัวผมคิดแผนการบางอย่างขึ้นมาได้

ในเมื่อพูดปกติไม่ได้ผลงั้นก็...

“โฟรช ช่วยด้วย!” ผมส่งเสียงร้องขอความช่วยเหลือ

“เกิดอะไรขึ้นฟีแซลล์” เหมือนจะได้ผลเพราะโฟรชที่นั่งอยู่พาตัวเองลงมาในน้ำแล้ว

“หางผมติดอยู่ในซอกหิน” อันนี้ไม่ได้โกหกนะขาผมติดอยู่จริงๆ แต่แค่สบัดกับเคลื่อนไหวนิดหน่อยก็สามารถหลุดออกมาได้แล้ว แน่นอนว่าผมเลือกที่จะไม่ทำแบบนั้น

“รออยู่นิ่งๆ อย่าขยับเดี๋ยวหินบาดเอา รอฉันไปหา” โฟรชพูดขณะก้าวยาวๆ มาทางผม บริเวณที่ผมอยู่เป็นจุดที่น้ำลึกไม่ลึกมานักอยู่แค่ระดับสะโพกเท่านั้น

ใบหน้าร้อนรนปนเป็นกังวลนั่นทำเอาความรู้สึกผิดผุดขึ้นมา

จะให้หยุดตอนนี้คงไม่ทันแล้ว

ใช้เวลาไม่กี่นาทีโฟรชก็เข้ามาถึงตัวผม ส่วนหางที่ติดอยู่ในโขดหินอีกฝ่ายหรี่ตามองไปรอบๆ คล้ายจะหาวิธีที่ทำให้ผมเจ็บน้อยที่สุด ถึงระดับน้ำจะไม่ลึกทว่าการมองเห็นคงคลาดเคลื่อนเลยต้องระวังเป็นพิเศษ ฝ่ามืออุ่นๆ สัมผัสบริเวณปลายหางทำเอาผมมีปฎิกิริยาเล็กน้อย

“เจ็บเหรอ โทษที” โฟรชแปลการสะดุ้งของผมว่าเป็นความเจ็บทั้งที่ความจริงก็แค่รู้สึกตกใจกับความอุ่นที่แผ่ซ่านมาก็เท่านั้น

“ไม่เป็นไร” ผมส่ายหน้าแล้วปล่อยให้อีกฝ่ายจัดการต่อ

“ถ้าเจ็บบอกนะ” พูดจบโฟรชก็เอามือเข้าไปช่องที่หางผมติดอยู่ก่อนจะค่อยๆ นำหางผมออกมา สัมผัสของฝ่ามือที่ประคองส่วนหางราวกับกำลังทะนุถนอมไม่อยากให้ต้องบาดเจ็บหรือมีแผล

เป็นความอ่อนโยนที่พานให้ร่างกายที่เย็นอุ่นขึ้นทันตา

“โฟรช!” ทันทีที่หางเป็นอิสระผมไม่รอช้ากระโดดโอบรัดอีกฝ่ายจนหงายหลังลงไปในน้ำทำให้ตอนนี้ผมอยู่ในสภาพขึ้นคร่อมโฟรชอยู่ด้านบน ตอนนี้ทั้งกางเกงและเสื้อผ้าของโฟรชต่างเปียกชุ่ม

“ฟีแซลล์? อะไร” โฟรชดูจะตกใจกับการกระทำของผมไม่น้อย

“มาเล่นน้ำกัน” ผมส่งยิ้มกว้างก่อนจะสาดน้ำใส่หน้าอีกฝ่าย

“นี่คงไม่ได้จงใจทำเป็นหางติดหรอกใช่ไหม”

“อึก...” คำพูดคล้ายรู้ทันทำเอาผมถึงกับสะอึก

“ฟีแซลล์” น้ำเสียงกดต่ำนั้นเริ่มแฝงความไม่พอใจมากขึ้นทุกที

“...ขอโทษ ผมแค่อยากให้โฟรชลงมาเล่นน้ำด้วยกัน” ในเมื่อถูกมองออกก็ไม่จำเป็นต้องปิดบังอีกต่อไป

“แค่จะให้ฉันลงมาต้องเอาตัวเองไปเสี่ยงเลยรึไง” โฟรชบ่นเสียงเข้มโดยไม่มีทีท่าจะผลักผมที่กำลังคร่อมอีกฝ่ายอยู่สักนิด

“ผมเปล่า...หางมันเข้าไปติดจริงๆ”

“...” ความเงียบกับสายตาที่ประสานมาทำเอาผมถึงกับต้องเม้มปากแน่น

“...ผมก็รู้ว่าสามารถเอาออกได้ ตอนนั้นเห็นคุณมองมาผมเลยคิดว่าถ้าทำเป็นว่าหางติดโฟรชคงลงมา...ผมไม่ได้ตั้งใจจะทำอะไรเสี่ยงๆ นะ” ผมเล่าทุกอย่างตั้งแต่ต้นจนจบให้คนด้านล่างที่กำลังทำหน้านิ่งฟัง

“ถ้าตอนฉันช่วยแล้วเกิดทำให้หางนายบาดเจ็บขึ้นมาจะทำยังไง” โฟรชพูดต่อ

“ไม่บาดเจ็บหรอก”

“เอาอะไรมามั่นใจ”

“ทะนุถนอมผมซะขนาดนั้น ถ้าจะบาดเจ็บคงเป็นมือคุณไม่ใช่หางผม” สัมผัสยามถูกฝ่ามือของโฟรชค่อยๆ พาออกมายังตราตรึงอยู่ เขาใช้ฝ่ามือลองทั้งด้านใต้และด้านบนเพื่อป้องกันการบาดเจ็บของผมเป็นอย่างดี

แทบเป็นไปไม่ได้เลยที่ผมจะได้แผล

หากเป็นตอนที่ผมขยับเอาหางออกมาเองยังมีสิทธิ์บาดเจ็บได้มากกว่าตอนโฟรชทำเยอะ

เพราะงั้นผมถึงมั่นใจมาก

“...อย่าทำแบบนี้อีก” เงียบไปสักพักโฟรชก็พูดต่อ ร่างที่ยังนอนเอนหลังอยู่ค่อยๆ ขยับขึ้นมานั่งโดยมีผมนั่งอยู่บนตัก พอผมคิดว่าควรจะขยับออกอีกฝ่ายจะได้ไม่หนักก็เป็นจังหวะเดียวกับที่ผมถูกวงแขนนั้นรวบไว้แน่

“โฟรช?” ผมเงยหน้ามองอีกฝ่ายงงๆ

“สัญญาก่อนว่าจะไม่ทำแบบนี้อีก” นอกจากจะถามซ้ำแล้วยังขยับใบหน้าเข้ามาใกล้อีก

“อืม...ผมจะไม่ทำแล้ว”

“ดีมาก” โฟรชพยักหน้าพอใจก่อนจะจรดปลายจมูกหอมแก้มผมหนักๆ

“อ๊ะ! ทำอะไรน่ะ” ผมรีบขยับหน้าหนียามถูกสัมผัสที่พานให้ใบหน้าเห่อร้อน

“หอมแก้มไง”

“เรื่องนั้นผมรู้น่า” แค่หอมแก้มทำไมผมจะไม่รู้จัก

“ก็ถามนี่ว่าทำอะไร ฉันเลยตอบว่าหอมแก้ม”

“ไม่ต้องมากวนผมเลย...ปล่อยผมด้วย” เหมือนอยู่ในสภาพที่ไม่สู้ดีนักผมจึงอยากถอยหนีไปตั้งหลักก่อน ติดแค่อย่างเดียวคือโฟรชรั้งเอวผมไว้แน่นไม่ยอมให้ขยับหนีไปไหนได้

“ไม่ปล่อย” โฟรชมองดูท่าทีกระวนกระวายกับใบหน้าแดงๆ ของผมด้วยรอยยิ้มพึงพอใจ

“โฟรช” จะแกล้งให้ผมเขินตายรึไง

“หน้านายแดงนะฟีแซลล์”

“...อย่าพูด” ยิ่งพูดมันก็ยิ่งแดงน่ะสิ

“หัวใจก็เต้นแรงมาก” อีกฝ่ายยังคงพูดต่อแถมยังแนบหูมาชัดกับผิวหนังอันปราศจากเสื้อผ้าบริเวณหน้าอกด้านซ้ายอีก

“อย่าฟัง...เอาหน้าออกไปเลย” ครั้งนี้ผมไม่อาจอยู่เฉยให้อีกฝ่ายแนบหูมาได้นานนัก

นี่มันเกินกว่าคำว่าเขินอายไปไม่รู้กี่เท่า

เล่นฟังเสียงหัวใจแบบนี้ผมจะเอาหน้าไปไว้ที่ไหนได้!

“ฟีแซลล์” เสียงเรียกของโฟรชดังขึ้นก่อนดวงตาสีเทาอ่อนจะขยับขึ้นมาประสาน แดงดึงดูดที่แผ่มาทำเอาผมไม่อาจหลบสายตาหรือขยับหนีได้คล้ายร่างกายถูกตรึงไว้ด้วยดวงตาคู่นั้น

“...อะไร” ผมเอ่ยเสียงสั่น

“ฉันรักนาย” คำสารภาพรักในขณะที่ผมกำลังคร่อมอีกฝ่ายในสภาพเปียกปอนนั้นอาจไม่ได้ดูโรแมนติกนั้นทว่าน้ำเสียงและสายตาที่สื่อมานั้นมันเปี่ยมไปด้วยความหมาย

“ฟะ...โฟรช...”

“รักมาก แล้วนายรักฉันขึ้นมาบ้างรึยังฟีแซลล์” โฟรชถามพร้อมฝ่ามือมืออุ่นๆ แนบมายังใบหน้าผมทั้งสองข้าง

หัวใจสั่นไหวอย่างรุนแรงราวกับกำลังตอบรับคำถามนั้นเช่นเดียวกับอุณภูมิภายในร่างที่ทะยานสูงตอบสนองน้ำเสียงนั้นโดยไม่มีคำพูดใดๆ

 

 

คำตอบมันชัดเจน...ชัดมากจนตัวเองยังแปลกใจ

ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมาผมไม่เคยรู้สึกแบบนี้กับใครมาก่อน

โฟรชเป็นคนแรกที่ทำให้หัวใจผมตอบสนองในทุกการกระทำของเขา...

และคงเป็นคนเดียวที่ทำได้

“ผม...”

“ไม่ต้องรีบฟีแซลล์” อีกฝ่ายเกลี่ยใบหน้าผมเล่นอย่างไม่เร่งรัด โฟรชกำลังให้เวลาผมเพื่อคิดและรวบรวมความกล้า

“...ผมก็ชอบคุณโฟรช” ใช้เวลาอยู่หลายนาทีเพื่อเตรียมใจในที่สุดก็สามารถเอ่ยทั้งประโยคออกไปได้สำเร็จ

“แค่ชอบเหรอ?” ดูเหมือนว่าแค่คำว่าชอบจะไม่ทำให้อีกโฟรชพอใจนัก

“โฟรช” ผมเอ่ยด้วยน้ำเสียงขอร้อง

แค่นี้ก็มากเกินกว่าจะรับไหวแล้ว

ถ้าให้พูดต่อผมคงไม่เหลือแรงกลับบ้านแน่

“หึ...ครั้งนี้จะยอมให้ก่อนก็ได้ แต่ครั้งหน้าที่ถามฉันไม่ยอมให้ผลัดแล้วนะ” โฟรชยกยิ้มใช้ปลายจมูกคลอเคลียปลายจมูกของผมไปมาก ในจังหวะที่ผมเผลอริมฝีปากร้อนๆ ก็แนบสนิทและผละออกในเวลาต่อมา

ไม่มีการรุกล้ำใดๆ น่าแปลกที่จูบนั่นกลับทำให้ผมรู้สึกไม่ต่างกับตอนถูกจูบอย่างดูดดื่มเลย

เหตุการณ์หลังจากนั้นไม่ได้มีอะไรมากนัก แค่ผมถูกโฟรชปล่อยให้เป็นอิสระก่อนพวกเราจะว่ายน้ำเล่นกันสักพักและจึงกลับขึ้นฝั่ง เสื้อผ้าผมไม่มีปัญหาเพราะถอดก่อนจะลงแล้วแต่เสื้อผ้าขอโฟรชนี่สิทำเอาผมค่อนข้างกังวล แต่ยังไม่ได้เอ่ยถามอะไรโฟรชก็จัดการถอดเสื้อผ้าตัวเองหยิบเสื้อผ้าในกระเป๋าเป้ที่เหมือนจะเตรียมไว้เผื่อกรณีแบบนี้มาเปลี่ยน

“ฉังสังหรณ์ว่าตัวเองต้องเปียก แล้วก็เปียกจริงๆ ด้วย”

นั่นเป็นคำพูดจากโฟรชหลังจากเห็นผมมองไปด้วยใบหน้าสงสัยที่เขาเตรียมเสื้อผ้ามาเปลี่ยนพร้อม ทั้งที่ตอนแรกไม่มีวี่แววว่าจะลงเล่นสักนิด

เมื่อเสร็จจากการแต่งตัวผมและโฟรชพากันเดินลงมาจากน้ำตก กว่าจะมาถึงยังรถยนต์ที่จอดไว้เวลาก็ล่วงเลยไปถึงช่วงเย็นแล้ว ดวงอาทิตย์สีแดงฉานค่อยๆ ตกลับขอบฟ้าในขณะที่โฟรชขับรถพากลับโดยใช้เส้นทางที่ติดกับทะเลซึ่งผมชอบมาก

การได้ดูพระอาทิตย์ตกขณะที่ร่างกายกำลังเคลื่อนที่ด้วยความเร็วหลายสิบกิโลเมตรต่อชั่วโมงไม่ใช่เรื่องปกติสำหรับสิ่งมีชีวิตใต้น้ำอย่างพวกเรา อีกอย่างผมชอบช่วงเวลาที่ได้อยู่แบบนี้กับโฟรช แม้จะไม่มีคำพูดมากมายแต่บรรยากาศที่แผ่ออกมาทำให้ผมอมยิ้มไปตลอดทาง

ผมหวังว่าจะสามารถใช้ช่วงเวลาแบบนี้กับโฟรชไปได้เลยๆ

ตึง!

เอี๊ยด!

เสียงของรถด้านหน้าที่กระแทกเข้ามายังรถที่พวกเรากำลังนั่งดังลั่น ยังดีที่โฟรชเหมือนจะคาดการไว้เลยเร่งความเร็วขึ้นรถที่พุ่งเข้ามาจึงชนเข้ากับช่วงท้ายของรถ

“โฟรช!” ผมหันไปมองหน้าโฟรชด้วยความร้อนรนปนกังวล

ผมรู้สึกสังหรณ์ไม่ดีเลย

“ไม่เป็นไร ระวังอย่าให้หัวกระแทกล่ะ” โฟรชหันมาบอกผมก่อนจะเหยียบคันเร่งเร็วขึ้นเพื่อหนีรถที่ไล่ตามมา

ถนนที่ใช้เป็นถนนสองเลนส์วิ่งสวนกันแต่เหมือนรถด้านหลังจะไม่เคารพกฎจราจรเร่งความเร็วขึ้นมาขับขนานก่อนจะเบียดรถมาจนเกิดเสียงเสียดสีระหว่างตัวรถกับรั้วกั้น ตอนแรกนึกว่ามีเพียงคันเดียวที่ตามมาแต่ไม่ใช่นอกจากคันด้านข้างที่กำลังเบียดมาแล้วยังมีคันด้านหลังที่เร่งความเร็วพุ่งชนจากด้านท้าย

รถทั้งสองคันต่างกระแทกและเบียดดันหมายจะให้รถของโฟรชตกลงไปจากรั้วกั้นทว่าโฟรชพยายามอย่างมากที่จะไม่ให้รถเสียสมดุลกระทั่งเสียงปืนจากหน้าต่างรถที่เลื่อนลงจะดังขึ้น

ปัง!

“หมอบลงฟีแซลล์!” โฟรชไม่ห่วงตัวเองแต่จับหัวผมให้ก้มหมอบขณะตัวเองใช้มือข้างเดียวในการบังคับพวงมาลัย ปืนในช่องเก็บของของรถถูกหยิบและเล็งยิงใส่ฝั่งตรงข้ามโต้คืนกระสุนด้วยกระสุน

แน่นอนว่าด้วยจำนวนแทบไม่มีทางเลยที่จะเอาชนะได้ในสถานการณ์นี้ โฟรชเองทำหน้าเหมือนกำลังคิดหนักก่อนจะหักพวงมาลัยเลี้ยวรถลงไปยังจุดชมวิวที่ยื่นออกไปในทะเล รถอีกสองคันขับตามมาพร้อมกระสุนที่ยิงต่อเนื่อง

“โฟรช...”

“ลงจากรถ!” ยังไม่ทันที่ผมจะได้พูดอะไรโฟรชก็จอดรถพร้อมกับดึงตัวผมให้ออกไปนอกรถด้วยกัน

เหล่ารถที่ไล่ตามมาเองหยุดจอดเช่นเดียวกับกลุ่มคนประมาณ 8 คนที่ก้าวลงมา ใบหน้าของหนึ่งในนั้นเรียกดวงตาสีฟ้าน้ำทะเลของผมให้เบิกกว้างขึ้นเพราะจำได้ว่าอีกฝ่ายเป็นใคร

“...เกรดี้ คอนเฟรส” ผมพึมพำชื่อนั้นด้วยร่างกายที่เริ่มสั่นกลัว

คนคนนี้อีกแล้ว

คนที่ทำร้ายโฟรช

“ไง ไม่ได้เจอกันนานนี่ ช่วงนี้เอาแต่เก็บตัวเงียบนึกว่าจะกลัวหัวหด ในที่สุดก็ยอมออกจากรังสักทีนะ” เสียงทุ้มต่ำกับนัยตาสีดำสนิทจ้องมองมายังโฟรชพร้อมกับเล็งปืนมา

“คิดจะทำเรื่องเปล่าประโยชน์ไปอีกนานแค่ไหน เกรดี้ คอนเฟรส” โฟรชพูดเสียงนิ่งคล้ายจะไม่กลัวกระบอกปืน 8 กระบอกที่จ่อยิงมา

“หึ จนกว่าแกจะหายไปไงโฟรเช่ บูค์แซง” อีกฝ่ายสวนกลับ

“เหมือนฉันไม่ได้ไปทำอะไรให้นายต้องมาไล่ตามเอาชีวิตนะ”

“การฆ่ามันไม่จำเป็นต้องมีเหตุผล แค่บังเอิญว่าเห็นหน้าแกแล้วอยากฆ่าก็แค่นั้น อ้อ...ตอนนี้ก็มีเหตุผลที่อยากฆ่าอยู่อีกอย่าง เงือกที่ฉันอยากได้มาเป็นสัตว์เลี้ยงถูกแกตัดหน้าขโมยไป!!” อีกฝ่ายตะโกนเสียงดังลั่น

“พวกเขาไม่ใช่สัตว์เลี้ยง” ดวงตาสีเทาอ่อนหรี่ลงเหมือนไม่พอใจกับสิ่งที่ได้ยิน

“ใช่สิ ฉันจะทำให้ใช่เอง ส่งมันมาแล้วฉันอาจจะปล่อยแกไปก็ได้” ใบหน้าของเกรดี้ คอนเฟรสดูน่ากลัวจนผมต้องกำชายเสื้อโฟรชไว้แน่น

“ไม่มีทาง!” โฟรชปฎิเสธข้อเสนอทันควัน

“โฟรช...ให้ผมไป...”

“ไม่ฟีแซลล์ ฉันบอกแล้วไงว่าจะไม่ยกนายให้ใคร” ยังไม่ทันที่ผมจะได้พูดจบโฟรชก็หันหน้ามามองพร้อมกับเอ่ยย้ำถึงคำพูดในอดีต

“แต่ว่า...” ในสถานการณ์แบบนี้หากผมสามารถช่วยโฟรชได้ละก็

“มาสิคุณเงือก หรืออยากให้ฉันสั่งลูกน้องระดมยิงมันซะก่อนล่ะ” เกรดี้ คอนเฟรสหันมามองผมบ้าง

“อย่าไปเชื่อ ยังไงหมอนั่นก็ไม่คิดจะปล่อยฉันไปอยู่แล้ว” โฟรชบอกผมก่อนจะก้าวถอยหลังไปจนถึงสุดขอบของทางเดิน ถอยหลังอีกเพียงก้าวเดียวเป็นอันตกทะเล

“โฟรช...กระโดดลงไปผมจะพาหนีเอง” ผมกระซิบบอกคนด้านหน้า หากเป็นในน้ำผมค่อนข้างมั่นใจในความเร็วและความคล่องตัวของตัวเองอยู่ไม่น้อย

“ไม่ไหวหรอก พวกมันจะระดมยิงตอนนายว่ายน้ำ ช่วงน้ำลงแบบนี้ระดับน้ำต่ำเกินไปที่จะดำลงไปลึกๆ” โฟรชให้เหตุผลค้านความคิดผม

“ถึงอย่างงั้นผมก็จะพาคุณหนีให้ได้”

“เลิกคิดจะพาฉันไปถ่วง นายไปซะฟีแซลล์” ประโยคที่ได้ยินพานให้จังหวะการเต้นของหัวใจหยุดชะงักไปชั่วครู่

“พูดอะไร ผมจะไม่ไปถ้าคุณยังอยู่” เขาคิดจะให้ผมหนีไปคนเดียวงั้นเหรอ

ไม่มีทาง

ผมไม่ทำแบบนั้นแน่

ดูจากสถานการณ์ก็รู้แล้วว่าขืนปล่อยไว้โฟรชก็คง...

“ฟีแซลล์” น้ำเสียงของโฟรชคล้ายกับจะเร่งให้ผมรีบไป

“ไม่...ผมไม่ไป!”

ยังไงก็ไม่ไปเด็ดขาด!

“อย่ามาดื้อตอนนี้ฟีแซลล์”

“คุณนั่นแหละที่ดื้อ ผมบอกแล้วไงว่าจะอยู่ด้วย!”

“ฉันให้นายตายไม่ได้!” โฟรชพึมพำด้วยเสียงสั่นๆ

“ต่อให้ผมลงไปในน้ำพวกเขาต้องยิงมาอยู่ดี ไม่มีอะไรรับประกันนี่ว่าผมจะไม่ตาย” ผมตอบกลับไปตามที่คิด พวกเขาไม่ยอมให้ผมได้หนีไปอยู่แล้วเพราะงั้นแทนที่จะมาให้ผมหนีสู้หาทางที่พวกเราจะรอดไปด้วยกันจะดีกว่า

“ฉันจะปกป้องนายเอง จนกว่านายจะไปไกลผมฉันจะไม่ให้ใครได้ยิงปืนใส่นายแน่”

“พวกเขาจะได้ยิงใส่คุณน่ะสิ!” ผมสวนกลับเสียงเคือง

ความคิดบ้าๆ อย่างการใช้ตัวเองเพื่อปกป้องผมแบบนี้ผมไม่ต้องการ

“พวกแกเลิกซุบซิบกันได้แล้ว เลือกมาว่าอยากตายคู่หรืออยากรอดทั้งคู่ ถ้าอยากรอดก็เดินมาฉันฉันนซะ” สายตาของเกรดี้ คอนเฟรสมองมายังผมเป็นเชิงกดดันให้เลือก

“ฟีแซลล์” เสียงเรียกของโฟรชมาพร้อมกับมือข้างนึงที่จับแขนผมแน่นราวกับจะไม่ยอมให้ผมตกลงตามที่ทางนั้นเสนอมา

ผมเองก็ไม่คิดจะตกลงอยู่แล้ว

แค่มองหน้าผมก็รู้ว่าฝ่ายนั้นเชื่อใจไม่ได้

“แล้วอย่าคิดจะหนีลงทะเลล่ะไม่งั้นฉันจะระดมยิงมันให้พรุนแล้วโยนตามแกลงไป” อีกฝ่ายตะโกนเสียงเหี้ยม ไม่แน่ว่าบทสนทนาเมื่อครู่อาจได้ยินไปถึงฝั่งนั้น

“หนีไป” โฟรชย้ำคำพูดอีกรอบ

“ไม่หนี คุณบอกเองนี่ว่าคุณเป็นเจ้าของผมน่ะ คิดจะให้ผมไปงั้นเหรอโฟรช” ตั้งแต่อยู่ด้วยกันมาเขาย้ำถึงความเป็นเจ้าของผมมาตลอด แล้วครั้งนี้จะให้ผมไปรึไง

“ฟีแซลล์”

“อะไร...อุ๊บ! อื้อออ~!” ยังไม่ทันได้พูดอะไรโฟรชก็คว้าหน้าผมไปประกบจูบอย่างดูดดื่ม สัมผัสของเรียวลิ้นที่เกี่ยวพันตอกย้ำตัวตนของเจ้าของลิ้นจนในปากรู้สึกชาและเจ็บ รสจูบครั้งนี้ไม่ได้รู้สึกดีนักแต่มันเต็มไปด้วยความรู้สึกมากมายจากโฟรช

“นายเป็นอิสระแล้ว”

“โฟรช?”

“ลาก่อน” รอยยิ้มบางๆ มาพร้อมกับมือที่ผลักร่างผมให้ตกลงไปในทะเลอย่างไม่ทันตั้งตัว

ระดับน้ำด้านล่างไม่ได้ลึกมากแต่ก็ลึกพอให้ผมสามารถเคลื่อนไหวร่างกายได้อย่างอิสระ ทันทีที่ผมจัดการกับพวกชุดที่เกะกะผมรีบโผล่หน้าขึ้นไปหาโฟรชที่บัดนี้ถูกตีกรอบไว้ด้วยคนกว่า 8 คน

“โฟรช!” ผมตะโกนเรียก

“ไปซะฟีแซลล์!” โฟรชตะโกนกลับมาโดยไม่มีแม้แต่การหันมามอง

ปัง!

“ลองไปสิ! ถ้าแกอยากให้บนร่างของมันเต็มไปด้วยรูละก็นะ” คำขู่จากเกรดี้ คอนเฟรสมาพร้อมกับเสียงปืนที่ยิงเฉี่ยวแขนของโฟรชจนเลือดไหลอาบแขน

“รีบไปซะ!” โฟรชตะโกนย้ำคำพูดเดิม

“ผมไม่ไป!” ผมเองก็ตะโกนย้ำเช่นกัน

“หึหึ...ดีมาก กลับขึ้นมาซะถ้าไม่อยากให้ฉันยิงมาเดี๋ยวนี้” ดวงตาสีดำสนิทของเกรดี้ คอนเฟรสประสานมาหาผมแกมบังคับ

“ผมจะไม่ขึ้นไป” พอได้ลงมาในน้ำผมก็คิดได้...วิธีที่จะรอดไปได้ทั้งคู่

“ว่าไงนะ อยากให้มันตายรึไง!” ปืนกระบอกดำหันไปทางร่างโฟรชคล้ายจะย้ำถึงสิ่งที่กำลังจะเกิดขึ้น

“ไม่ยอมให้ตายหรอก ผมไม่ยอมให้คุณทำอะไรเขาอีกแน่” ผมเอ่ยด้วยน้ำเสียงนิ่งๆ ความกลัวที่อ่อล้นพอได้กลับคืนสู่ทะเลก็คล้ายจะสลายความกลัวนั้นไปด้วย

“แกจะทำอะไรได้ สัตว์ที่อยู่ในน้ำอย่างแกจะกระโดดมารับลูกกระสุนแทนมันรึไง!”

“คุณพูดถูก เงือกอย่างพวกเราเป็นสัตว์น้ำ...แล้วคุณรู้ไหมว่าสิ่งที่มีเพียงสัตว์น้ำอย่างเราทำได้คืออะไร” ดวงตาสีฟ้าน้ำทะเลของผมจ้องเขม็งอย่างไม่เกรงกลัว มือทั้งสองข้างแตะสัมผัสและลากยาวเหนือผิวน้ำ ทันทีที่สะบัดน้ำเกลียวคลื่นขนาดกลางก็ปรากฎขึ้นขนาบข้างตามการใช้พลังของผม

เงือกอย่างพวกเราเกิดมาอยู่ภายใต้มหาสมุทร เติบโตมาท่ามกลางท้องทะเลและย่อยสลายกลับคืนสู่ก้นสมุทร พวกเราที่ผูกพันธ์กับทะเลมีความสามารถที่จะยืมพลังของทะเลได้ซึ่งความรุนแรงจะแปรเปลี่ยนไปตามอารมณ์ของแต่ละคน

ภาพของเกลียวคลื่นที่ลอยขึ้นเหนือผิวน้ำเรียกสายตาทุกคู่ให้เบิกกว้างขึ้นไม่เว้นแม้แต่เกรดี้ คอนเฟรสหรือโฟรชที่หันมามองด้วยความตกตะลึง ผมไม่รอให้อีกฝ่ายได้ทันตั้งตัวจัดการควบคุมสายน้ำซัดเข้าใส่ร่างทั้ง 8 จนกองหมอบอยู่บนพื้นไม่เป็นท่า

น่าจะนึกถึงวิธีนี้ได้ตั้งนานแล้ว!

“แก...เป็นแค่เงือก อย่าคิดจะมาลองดีกับมนุษย์ สัปหลาดอย่างพวกแกไม่ควรขึ้นจากน้ำ!”

ปัง!

“ถ้ายังไม่หยุดพล่ามกระสุนได้เจาะหัวแกแน่เกรดี้ คอนเฟรส” เสียงปืนนั้นมาจากโฟรชที่เล็งยิงเฉี่ยวใบหน้านั้นไปเพียงไม่กี่มิล

“เอาสิ! เอาเลย! ตอนนี้ทั้งโลกคงได้รู้ถึงตัวตนและความอันตรายของเงือกกันเต็มตาแล้ว คนทั้งโลกต้องตามล่าและฆ่าพวกแกจนไม่เหลือแม้แต่ตัวเดียว!” เกรดี้ คอนเฟรสตะโกนลั่นก่อนที่เสียงใบพัดจากด้านบนศีรษะจะดังขึ้น

พอเงยหน้ามองก็พบกับเฮอร์ริคอปเตอร์ที่มีทั้งกล้องสีดำขนาดใหญ่กำลังหันกล้องมาทางผมที่อยู่ในน้ำโดยมีผู้หญิงอีกคนกำลังถือไมค์คล้ายรายงานสถานการณ์อยู่

“เกรดี้ คอนเฟรส!!” โฟรชเรียกชื่ออีกฝ่ายเสียงกร้าว

“ครั้งที่แล้วไม่รู้หรอกนะว่าใครที่กล้ามาขัดการถ่ายทอด แต่ครั้งนี้ฉันเชื่อมต่อสัญญาณไปกับโทรทัศน์ทุกช่องทั่วโลก ไม่มีทางที่แกจะปกป้องเงือกนั่นได้อีกแล้ว ฮ่าฮ่าฮ่า” เสียงหัวเราะของเกรดี้ คอนเฟรสทำให้ความกลัวที่เคยสลายไปกลับเข้ามาในร่างอีกครั้ง

ตัวตนของเงือกกำลังถูกปิดเผยต่อหน้ามนุษย์ทั่วโลก!

.................................................

สวัสดีค่าา

มาอัพแล้วว

สำหรับตอนนี้เรียกว่าเป็นตอนที่ดราม่าที่สุดแล้วล่ะค่ะ เราแต่งดราม่าไม่เก่ง ความจริงไม่ควรเรียกว่าดราม่าแค่หน่วงนิดๆ หน่อยๆ เท่านั้นเอง

เรื่องราวต่อจากนี้หลายคนอาจกังวลแต่บอกเลยว่าไม่มีอะไรให้ต้องเครียดค่ะ 555

มาสายฟิลหวานๆ อยู่แล้ว

อ่านสบายๆ กันเนอะ

อีกไม่กี่ตอนก็จะจบแล้ว แอบใจหายนิดๆ เหมือนกัน

ขอบคุณทุกๆ กำลังใจและคอมเม้นท์นะคะ

หวังว่าจะติดตามกันจนจบเรื่องน้าาา

ไว้เจอกันใหม่ตอนหน้า

บ๊ายบาย

nicedog

♫ ♪ ♪ ღ♫ ♪ ♪ ღ♫ ♪ ♪ ღ♫ ♪ ♪ ღ♫ ♪ ♪ ღ♫ ♪ ♪

ความคิดเห็น