ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

ชื่อตอน : SILVER BULLET [15]

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย y

คนเข้าชมทั้งหมด : 14k

ความคิดเห็น : 28

ปรับปรุงล่าสุด : 05 พ.ย. 2562 18:52 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
SILVER BULLET [15]
แบบอักษร

-15- 

 

“คะ...คนอยู่กับเราเรียบร้อยแล้วครับนาย” 

[เป็นอะไร ทำไมเสี่ยงสั่นแบบนั้น] 

“คือ...คือผมแค่เหนื่อยๆ ครับ พอดีวิ่งไปดูต้นทางมา นายไม่ต้องเป็นห่วง ยังไงพวกมันก็ไม่เจอเราแน่” 

[ดูแลให้ดี อย่าให้หนีไปได้ ถ้ามันขัดขืนก็สั่งสอนได้เลย หลังจบงานเลี้ยงคืนนี้จะโทรไปบอกสถานที่อีกที แล้วแกค่อยขับรถมา เข้าใจหรือเปล่า] 

“ครับนาย เข้าใจแล้วครับ” 

มิคาเอลยังคงจ้องมองไคที่ยามนี้มีหมอพยาบาลทำแผลให้อย่างตั้งใจราวกับเป็นผู้ได้รับบาดเจ็บร้ายแรงโดยไม่ละสายตาไปไหน ส่วนเสียงพูดของคนขับรถให้พวกอังเดรย์ที่ถูกลูก้ามัดแขนลากมาขึ้นรถแล้วบังคับให้ติดต่อกับนายตัวเองนั้น หากให้พูดตามตรงคงต้องบอกว่าเขาไม่ได้สนใจฟังเลยแม้แต่น้อย  

ชายหนุ่มผู้กลายเป็นคนทรยศไปแล้วก้มหน้าลงมองพื้นอย่างหวาดกลัว ไม่กล้าเงยหน้ามองเจ้าของดวงตาเย็นชาคู่นั้น ด้วยรู้ดีว่าที่ยังมีชีวิตอยู่จนถึงตอนนี้ เป็นเพราะตอนขึ้นรถมา ทางนั้นหันไปถามคนชื่อไคว่าเขาได้ทำร้ายเจ้าตัวหรือเปล่าแล้วก็ได้รับคำตอบว่าไม่ โชคดีจริงๆ ที่เขาเป็นเพียงคนขับรถ ไม่ได้เข้าไปยุ่งเกี่ยวกับการขู่หรือทำร้ายด้วย มิเช่นนั้นแม้แต่ชีวิตก็คงไม่อาจรักษาเอาไว้ได้ 

“ลูก้า...” มิคาเอลเอ่ยเรียกคนสนิทด้วยน้ำเสียงเฉยชา ขณะแตะมือลงบนแก้มข้างที่ไม่มีบาดแผลของไคอย่างอ่อนโยน “สรุป” 

“ครับท่าน... ดูเหมือนคุณอังเดรย์จะมีคำสั่งให้คนพวกนี้ลอบจับตัวคุณไคเพื่อใช้เป็นตัวประกันให้ท่านไปพบเพียงลำพัง คิดว่าคงต้องการชีวิตท่านแลกกับชีวิตคุณไค ผมเดาว่าทางนั้นคงกลัวท่านตุกติกและตั้งตัวทันจึงไม่คิดติดต่อผ่านทางโทรศัพท์ แต่จะใช้งานเลี้ยงในคืนนี้เป็นจุดนัดพบแรก แล้วก็ใช้คุณไคมาขู่ให้ท่านขึ้นรถไปด้วยเลยจะได้มั่นใจแน่ๆ ว่าจะไม่มีอะไรผิดพลาด” 

“โง่” เพียงคำเดียวจากปากผู้เป็นนาย อธิบายความหมายของทุกสิ่งได้อย่างชัดเจน “เกิดมาไร้สมองแต่กลับอยากยกตัวเองขึ้นเป็นผู้ปกครอง... คิดได้ยังไง” 

ชายคนขับรถที่ถูกจับกุมมาด้วยตัวสั่นสะท้าน เผลอขยับกายถอยห่างกว่าเดิมโดยไม่รู้ตัว แม้จริงๆ ผู้พูดจะนั่งอยู่บนโซฟาของรถ ห่างจากเขามากที่สุดเท่าที่จะมากได้แล้วก็ตาม 

ขนาดนายยังถูกด่าว่าโง่...แล้วนับประสาอะไรกับลูกน้องอย่างพวกเขาที่ไปติดตามนายแบบนั้น 

ไม่รู้จะเรียกว่าเป็นโชคดีได้หรือไม่ เมื่อการเดินทางอันแสนยาวนานสิ้นสุดลงเสียที เพราะรถแล่นเข้ามาจอดหน้าบ้านพักส่วนตัวของมิคาเอลเรียบร้อยแล้ว นอกจากลูก้าที่ลงไปก่อนตามด้วยเจ้านายสองคน ทั้งพยาบาล หมอ และผู้ที่ถูกจับกุมมาล้วนแล้วแต่ถอนหายใจอย่างโล่งอก เนื่องจากตลอดเวลาที่อยู่บนรถถูกกดดันด้วยพลังอำนาจบางอย่างอยู่ตลอดเวลาจนแทบขยับไปไหนไม่ได้ 

โดยเฉพาะผู้ที่ช่วยทำแผลให้ไคซึ่งถูกจ้องเป็นพิเศษคล้ายจะดูว่ามือจะไปแตะโดนตัวของผู้บาดเจ็บตอนไหน 

“คุณมิคาเอลจะให้พวกเราอยู่ดูอาการของคุณไคต่อไหมครับ” นายแพทย์หัวหน้าทีมที่ถูกผลักออกมารับหน้ามิคาเอลเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงที่พยายามไม่ให้สั่นเกินไปนัก 

“ฉันจะให้คนจัดห้องให้” 

มิคาเอลจูงมือไคเดินเข้าไปในตัวบ้านโดยไม่สนใจผู้ใดอีก เพราะแค่คำพูดนั้นก็บอกได้แล้วว่าเขาต้องการให้อยู่ต่อเตรียมพร้อมหากเกิดเหตุการณ์ฉุกเฉินกับไคตลอดเวลา นายแพทย์อยากจะอธิบายว่าคนเจ็บเพียงแค่ฟกช้ำนิดหน่อย ไม่ได้มีอะไรอันตรายก็พูดไม่ออก เลยได้แต่ค้อมศีรษะรับคำแล้วเดินตามหลังคนนำทางไปเงียบๆ 

ทางฝ่ายของคนถูกจูงที่ได้รับการดูแลดีชนิดที่คนนอกอาจมองว่าเป็นโรคร้ายแรงไม่ได้แสดงอาการใดๆ ออกมามากมาย เพียงแค่ก้าวเท้าเดินตามแล้วจ้องมองแผ่นหลังของคนเดินนำนิ่งๆ ผ่านไปพักหนึ่งจึงค่อยๆ ออกแรงกอบกุมมืออีกคนกลับจนแนบสนิทไร้ช่องว่าง แม้ยามสัมผัสได้ว่ามิคาเอลชะงักไปครู่หนึ่งก็ไม่ได้ผ่อนแรงออกแต่อย่างใด 

ความรู้สึกเหมือนของหายแล้วได้คืนเป็นอย่างไร... ไคเพิ่งเข้าใจในวันนี้เอง 

“ไคนั่งรอก่อนนะ ฉันบอกให้คนเอาน้ำกับข้าวขึ้นมาให้บนห้องแล้ว” ว่าจบมิคาเอลก็นั่งลงบนเตียงด้านข้าง จดจ้องใบหน้าที่มีรอยแผลของคนสำคัญตาเขม็งราวกับกำลังจดจำมันเอาไว้ในใจ ไม่ว่าจะรอยเล็กรอยน้อยขนาดไหนก็ไม่มีพลาด ซ้ำยังทำท่าจะถอดเสื้อผ้าไคออกเพื่อดูบาดแผลในส่วนอื่นๆ ต่อด้วยซ้ำ หากไม่ใช่ว่าถูกใครอีกคนรั้งข้อมือเอาไว้ก่อน 

“ไม่เป็นไร” 

“ไม่เป็นไรไม่ได้”  

“…” ไคกะพริบตาอย่างเชื่องช้าเมื่อเห็นสีหน้าของมิคาเอลดูน่ากลัวยิ่งกว่าทุกที แต่เมื่อรู้ว่าแข่งจ้องตาไปก็คงไม่ชนะแน่ เขาจึงปล่อยมือแล้วเลิกเสื้อขึ้นด้วยตัวเอง 

ตามลำตัวแข็งแกร่งที่ถูกใครบางคนฟูมฟัก เฝ้าพาไปออกกำลังอย่างสม่ำเสมอมีร่องรอยเขียวช้ำปรากฏขึ้นประปราย ไม่ว่าจะเกิดจากแรงกระแทกหรือการต่อสู้ก็ตาม  

“ขอฉันดูข้างหลัง...” 

“ไม่ได้”  

ไคคว้ามือขาวๆ ที่ตั้งท่าจะอ้อมไปสัมผัสแผ่นหลังเขาไว้แล้วจับกลับมาวางลงบนหน้าอกตัวเอง ดวงตาเฉยชายังคงจ้องสังเกตอาการของคนตรงหน้าอยู่ตลอดเวลา พอเห็นมิคาเอลขมวดคิ้วเล็กน้อยก็ดันคางอีกฝ่ายขึ้นให้มองเขาชัดๆ 

“ไค?” 

“ไม่ได้...เดี๋ยวโกรธ”  

ที่ไม่ให้ดูไม่ใช่เพราะอับอายหรือไม่อยากให้ดู แต่เป็นเพราะรู้ดีว่าหากได้เห็นบาดแผลทั้งเก่าและใหม่มากมายบนแผ่นหลัง มิคาเอลต้องโกรธแบบไม่ต้องสงสัย เขาจึงไม่อยากให้เห็นเท่าไหร่นัก 

ดีที่พอได้สบตา ความตั้งใจก็ส่งไปถึงอย่างง่ายดาย 

“ฉันต้องโกรธอยู่แล้ว” มิคาเอลเอียงใบหน้า แนบแก้มกับฝ่ามือใหญ่ของไค แล้วพ่นลมหายใจออกมาอย่างหัวเสีย “แผลใหม่ฉันต้องเอาคืนอย่างสาสมแน่ แต่แผลเก่าที่คนทำตายไปหมดแล้ว ไม่รู้ต้องทำยังไงถึงจะหายแค้น” 

“…นานแล้ว” 

“ก็เพราะนานถึงน่าโมโห ถ้าตอนนั้นฉันรู้จักไคแล้ว มีหรือที่คนพวกนั้นจะกล้าทำร้ายไคจนมีแผลเป็นติดตัวมาได้” 

เมื่อพูดถึงอดีตที่เขาไม่อาจช่วยเหลืออะไรได้อยู่แล้ว มิคาเอลก็ดูจะหงุดหงิดขึ้นเล็กน้อย แม้ไม่ได้แสดงออกทางคำพูดหรือสีหน้า หากดวงตากลับทอประกายคุกรุ่นอย่างปิดไม่มิด ถ้าไม่ใช่เพราะพ่อแม่ไคตายไปหมดแล้ว เห็นทีเขาคงไปตามจัดการย้อนหลังแบบไม่ต้องสงสัย 

“อย่าหงุดหงิด”  

“ไม่หงุดหงิดก็ได้” มิคาเอลยกยิ้มเจ้าเล่ห์ ดวงตาเป็นประกายวาววับ เปลี่ยนสีหน้าไวยิ่งกว่ากิ้งก่าเปลี่ยนสี “งั้นมาคุยเรื่องที่ไคบอกว่ากลับบ้านค่อยว่ากันดีไหม” 

“…”  

พอเห็นสีหน้าเหมือนจะถามว่าเรื่องอะไรเหรอของไค มิคาเอลก็หัวเราะออกมาเบาๆ ไม่ได้โกรธหรือไม่พอใจอะไรเพราะรู้นิสัยไคดีอยู่แล้ว  

“เรื่องนั้นเอาไว้ก่อนก็ได้ มาคุยเรื่องแผลพวกนี้ดีกว่า” 

“…พยายามแล้ว” 

“ฉันรู้ว่าไคพยายามปกป้องตัวเองแล้ว” ดูจากที่ตามลำตัวมีแผลเยอะกว่าใบหน้า ท่าทางถ้าปกปิดได้คงอยากปกปิดไม่ให้เห็นด้วยซ้ำ “แล้วที่สู้ได้ถึงขนาดนี้นี่...ต้องยกความดีความชอบให้ใครนะ” 

ไคเอียงศีรษะเล็กน้อยขณะจับจ้องคนพูดคล้ายกำลังครุ่นคิด จนเมื่อเข้าใจว่ามิคาเอลต้องการอะไร ดวงตาคู่คมก็ทอประกายอ่อนลงโดยอัตโนมัติ มือยกขึ้นแตะแก้มขาวของคนที่จ้องมองกันอย่างเฝ้ารอ ก่อนจะขยับใบหน้าเข้าใกล้ แตะริมฝีปากลงบนปลายจมูกโด่งเบาๆ 

“ให้คนสอน” 

“ฉันบอกแล้วว่ามันต้องมีประโยชน์” มิคาเอลยกยิ้ม ดวงตาเป็นประกายระยิบระยับน่ามอง โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อใบหน้าคมของคนข้างกายขยับเข้าใกล้มากขึ้นเรื่องๆ “แล้ว...รางวัลของฉันล่ะ” 

แทบคำตอบ... ไคประทับจูบแนบแน่นลงบนริมฝีปากบางของคนที่รอคอยอยู่ก่อนแล้ว สองแขนแข็งแกร่งรวบกอดเอวของคนที่ไม่ได้ตัวเล็กกว่าเท่าไหร่เข้ามาแนบกาย ปล่อยให้มิคาเอลลากมือไปตามแผงอกตามใจชอบ ยิ่งเวลาผ่านไปจูบแนบแน่นก็เริ่มร้อนผ่าวมากขึ้นเรื่อยๆ เขาขบเม้มริมฝีปากล่างของคนช่างยั่วที่กล้าล้วงมือเข้ามาใต้เสื้อในเวลาแบบนี้อย่างต้องการทำโทษ หากแม้จะสั่นสะท้านไปทั้งกาย มิคาเอลก็ยังไม่หยุดการกระทำของตัวเองอยู่ดี 

จนกระทั่ง... 

ก๊อก ก๊อก 

พวกเขาไม่ได้ผละออกจากกันราวต้องของร้อนเช่นที่ควรจะเป็น ทว่าค่อยๆ ดันกายออกอย่างอ้อยอิ่ง โดยเฉพาะอย่างยิ่งกับคนที่อุตส่าห์แอบแกะกระดุมเสื้อไคออกหมดแล้ว มิคาเอลแลบลิ้นเลียริมฝีปากล่างของตัวเองอย่างเสียดาย แต่ก็ไม่ได้แสดงอาการไม่พอใจใดๆ ออกมา เขาเพียงลูบมุมปากที่ยังมองเห็นรอยแผลของไคอย่างอ่อนโยนแล้วยกยิ้มจาง 

“ขอบคุณสำหรับรางวัล”  

ตอนนี้ไคเจ็บอยู่... รอให้หายก่อนเถอะ 

มิคาเอลเดินไปเปิดประตูแล้วรับถาดอาหารมาจากแม่บ้านด้วยตัวเองเพราะไม่ต้องการให้ใครเข้ามาเห็นสภาพไคในเวลานี้ แต่พอหันหลังกลับไป เห็นคนตัวสูงยังนั่งนิ่งโชว์เรือนร่างก็เกือบทนไม่ไหวเอง ต้องวาดถาดอาหารลงแล้วเข้าไปจัดแต่งเสื้อผ้าให้เรียบร้อยก่อน 

“วันนี้...จะไปไหน” ประโยคยาวๆ ที่เดี๋ยวนี้ดูจะได้ยินบ่อยครั้งขึ้นเนื่องจากคนพูดพยายามจะสื่อสารด้วยมากกว่าเก่าทำให้มิคาเอลอารมณ์ดีกว่าเดิมหลายเท่า เมื่อจัดแต่งเสื้อผ้าให้ไคเรียบร้อยแล้วเขาก็นั่งมองอีกฝ่ายตักข้าวเข้าปากนิ่งงันไม่ยอมละสายตาไปไหน 

“วันนี้ฉันต้องไปงานเลี้ยง... แต่ให้ไคเข้าไปด้วยไม่ได้” 

“…” 

“อย่าทำหน้าแบบนั้น” มิคาเอลหัวเราะเมื่อคนฟังหยุดมือที่กำลังจะตักข้าวเข้าปากแล้วขมวดคิ้วน้อยๆ จ้องหน้ากันเขม็งคล้ายจะบอกให้รู้ว่าไม่พอใจ “หมดวันนี้ปัญหาน่ารำคาญก็จะหายไปแล้ว”  

“อา…” 

“ฉันจะให้โรมันพาไคไปรอที่ห้องพิเศษของโรงแรมที่จัดงาน พอจัดการงานเสร็จแล้วฉันจะรีบกลับไปหาไค แบบนั้นดีไหม” 

“ดี” 

“อาจจะมีสองสามชั่วโมงที่ฉันต้องไปที่อื่น...” 

“ชั่วโมงเดียว” 

“หืม”  

“ชั่วโมงเดียว” 

โดนพูดซ้ำคำเดิมสองรอบแบบนี้ ต่อให้ไม่เข้าใจก็คงต้องเข้าใจแล้ว มิคาเอลหัวเราะออกมาอีกครั้งอย่างหยุดไม่อยู่ ถ้าไม่ติดว่าไคเคี้ยวข้าวอยู่ในปาก เขาคงยกมือบีบแก้มด้วยความมันเขี้ยวไปแล้ว 

“ชั่วโมงเดียวก็ชั่วโมงเดียว ถ้าฉันหายไปจากจอเมื่อไหร่ ไคจับเวลาได้เลย” 

ในตอนแรกไคสงสัยไม่น้อยว่าหายไปจากจอหมายความว่าอย่างไร ทว่าเมื่อถึงเวลา เขาก็เข้าใจว่าจอที่ว่ามันหมายถึงหน้าจอจริงๆ... 

 

 

งานเลี้ยงขนาดใหญ่ที่ถูกจัดขึ้นในโรงแรมหรูเพื่อฉลองวันเกิดครบรอบอายุหกสิบปีเต็มของผู้ใหญ่ในวงการนักการเมืองมีแขกมากหน้าหลายตา ทั้งคนในวงการเดียวกัน รวมไปถึงดารานักแสดงและนายแบบนางแบบชื่อดังจำนวนมาก เนื่องจากภรรยาเจ้าของงานเป็นคนในวงการบันเทิงที่มีชื่อเสียง  

มิคาเอลมาที่นี่ในฐานะนายแบบซึ่งครั้งหนึ่งเคยร่วมงานกับผู้เป็นภรรยาเจ้าของงาน เธอคนนั้นเปิดบริษัทเครื่องเพชร และเคยระบุว่าต้องการให้เขาถ่ายแบบให้ ยอมลงทุนอ้อนวอนถึงสามสี่ครั้งกว่ามิคาเอลจะตกลง แต่ก็ไม่เคยใช้อำนาจใดๆ มาข่มขู่ ซึ่งมันก็เป็นเหตุผลที่ทำให้เขายินยอมมางานนี้แบบไม่ฝืนใจนัก 

อา... แต่นั่นก็แค่เหตุผลส่วนน้อย เหตุผลหลักๆ เป็นเพราะเขามีเป้าหมายในใจตั้งแต่แรกแล้วต่างหาก 

ในเมื่อเขาตอบตกลงมางาน มีหรืออังเดรย์จะไม่รู้ ไม่ว่าจะได้รับคำเชิญหรือไม่ก็ต้องหาทางมาที่นี่จนได้แน่นอน และนั่นก็เป็นสิ่งมิคาเอลคิดวางแผนเอาไว้ตั้งแต่แรกแล้ว 

“คุณมิคาเอล?” 

คนที่ยืนกอดอกถือแก้วไวน์อยู่บริเวณมุมโถงจัดงานเพื่อรอเหยื่อเพียงลำพังไม่ได้แสดงสีหน้าใดๆ แม้จะมีใครคนหนึ่งกล้าเรียกชื่อเขาและพยายามเข้ามาใกล้ราวกับต้องการทักทาย นอกจากตอนเข้ามาในงานที่มีผู้คนจับจ้องนายแบบหนุ่มเป็นจำนวนมากก็ไม่มีใครเข้ามายุ่งกับเขาอีกเลย เพราะมิคาเอลจงใจยืนหลบมุมมืดไม่ให้ใครมองเห็น  

ดังนั้นการที่อีกฝ่ายกล้าเข้ามาใกล้เช่นนี้ย่อมไม่ใช่เรื่องบังเอิญ... แต่เป็นเพราะจับจ้องเขาอยู่ตลอดตั้งแต่แรก 

“จะแสดงก็ให้มันเนียนหน่อย”  

แดนหน้าเจื่อนลงเล็กน้อยเมื่อถูกคนที่เขาจ้องมองตั้งแต่มาถึงงานรู้ทัน ตอนที่มิคาเอลปรากฏตัวที่ประตูในชุดสูทสีขาวสะอาด อีกฝ่ายดูโดดเด่นเหมือนมีแสงไฟบางอย่างส่องไว้ที่ตัวตลอดเวลาจนเขาเผลอจับจ้องโดยไม่อาจละสายตา ไม่ต่างจากคนอื่นๆ ในงานเลยแม้แต่น้อย ทว่าน่าแปลกที่จู่ๆ คนที่โดดเด่นขนาดนั้นก็แฝงตัวเข้าหาเงามืด รู้ตัวอีกทีก็หายไปจากสายตาของใครต่อใครอย่างรวดเร็ว ขนาดเขาจ้องอยู่ตลอดยังต้องใช้เวลาหลายนาทีในการมองหาแบบตั้งใจ จนเห็นเงาร่างนั้นอีกครั้งจึงรวบรวมความกล้า คิดจะเข้ามาทักแบบเนียนๆ แต่กลับโดนรู้ทันเสียก่อน 

โชคดีจริงๆ ที่เขายอมตกลงมางานเลี้ยงตามคำชวนของเพื่อนสนิทสมัยเรียนซึ่งเป็นลูกสาวเจ้าของงาน... 

“คือ...ผมมีเรื่องอยากจะบอกคุณครับ” แดนรวบรวมความกล้าพูดสิ่งที่ต้องการรวดเดียวจบโดยพยายามไม่ใส่ใจสายตาที่กวาดมองเขาตั้งแต่หัวจรดเท้าราวกับกำลังพิจารณาอะไรบางอย่าง “ผมอยากจะขอโทษเรื่องคราวนั้น” 

“…” 

“เอ่อ...หมายถึงในกองถ่ายที่ผมนินทาคุณ” 

“…นายเป็นใคร” 

คำถามนั้นเรียบง่ายไร้ซึ่งความกดดัน แต่กลับแทงทะลุใจคนฟังจนหน้าเสีย แดนได้แต่ส่งยิ้มแห้งแล้งให้มิคาเอล ก่อนจะค้อมศีรษะลงเล็กน้อยเป็นการบอกลา เพราะรู้ดีว่าเขากำลังโดนไล่ทางอ้อม  

“ยังไงก็ต้องขอโทษด้วยนะครับ... เอาไว้เจอกันใหม่” ท้ายประโยคช่างภาพหนุ่มเอ่ยด้วยน้ำเสียงแผ่วเบาพร้อมจะปลิวหายไปได้ทุกเมื่อ มาถึงตอนนี้ต่อให้อยากลองคุยต่อก็คงไม่ไหว เพราะบรรยากาศรอบกายคนตรงหน้ากดดันมากเกินไปจนเขารู้สึกอึดอัดไปหมด 

ขณะที่ช่างภาพหนุ่มเดินคอตกกลับไปหาหญิงวัยกลางคนหน้าตาดีคนหนึ่ง มิคาเอลก็มองตามแผ่นหลังของคนทั้งคู่ไปด้วย ชั่วขณะหนึ่งดวงตาคมเย็นชาเปล่งประกายวาววาบน่าหวาดหวั่นจนแดนกับมารดาแท้ๆ ขนลุกชัน ทว่าเมื่อหันกลับมามอง ผู้เป็นเจ้าของสายตานั้นก็หมุนกายเดินไปอีกทางแล้ว 

ทันทีที่ก้าวเท้าออกจากเขตงานผ่านทางประตูด้านหลัง ลูก้าก็ตรงเข้ามาประกบผู้เป็นนายแทบจะทันที มิคาเอลพยักหน้าให้คนสนิทเล็กน้อยเป็นการส่งสัญญาณให้เริ่มจัดการตามแผน ก่อนจะเดินไปหยุดอยู่ริมระเบียงกว้าง หันหน้าไปมองสวนหลังโรงแรมซึ่งยามนี้เงียบกริบ ไม่มีวี่แววของสิ่งมีชีวิตใดๆ 

“ท่านครับ...” 

“อืม”  

เสียงฝีเท้าหลายเสียงที่ดังขึ้นจากด้านหลังไม่ได้ทำให้มิคาเอลตื่นตระหนกแต่อย่างใด เขาโบกมือให้ลูก้าขยับไปยืนด้านข้าง ปล่อยให้กลุ่มคนผู้มาใหม่ตรงเข้ามาล้อมรอบตัวเอาไว้โดยไม่แม้แต่จะปรายตามอง กระทั่งผู้เป็นหัวหน้าของคนกลุ่มนั้นส่งเสียงเยาะเย้ยมาจากทางด้านหลังก็ยังยืนนิ่งไม่ไหวติง 

“ไง... ท่าทางดูเครียดๆ นะ ทำคนหายเหรอหลานชาย” 

มิคาเอลยกยิ้มเย็นโดยที่อังเดรย์มองไม่เห็นเพราะเขายังหันหลังอยู่ ในใจไม่รู้ว่าควรด่าอะไร เพราะคนที่พยายามทำตัวฉลาด ไม่เอาตัวประกันกลับไปหาตัวเองเพราะต้องการหลอกลวงเขาเรื่องที่อยู่ช่าง...โง่งมเกินกว่าจะใช้คำใดๆ มาบรรยายได้ 

ไม่รู้ควรจะใช้คำว่าพยายามทำให้ตัวเองดูฉลาดหรืออย่างไร จึงคิดวางหมากนำหน้าเอาไว้หลายก้าว ไม่ได้หันหลังกลับไปมองเลยสักนิดว่าทิศทางที่เดินหมากมันผิดไปหมดตั้งแต่เลือกคู่ต่อสู้แล้ว ทั้งหมดเป็นเพราะอังเดรย์ประมาทเขามากเกินไป คิดจริงๆ หรือไงว่าเขาจะยอมให้ไคไปไหนมาไหนโดยไม่มีอะไรให้ติดตามตัวเลย 

ไม่ใช่เพียงนาฬิกาข้อมือที่มีเครื่องติดตามขนาดเล็กราคาแพงระยับติดอยู่ แต่เสื้อผ้าทุกชุดของไค เขาสั่งให้ทำช่องพิเศษขนาดเล็กเอาไว้สำหรับใส่เครื่องติดตามจิ๋วที่ไม่มีวันตรวจพบเอาไว้ ขอเพียงตอนใส่เสื้อผ้าไคไม่ลืมหยิบมันใส่ช่อง และขอเพียงไม่มีใครเปลื้องผ้าไคหมดตัว ไม่มีทางเลยที่มิคาเอลจะตามหาอีกฝ่ายไม่เจอ 

เรื่องนี้ไครู้ตัวดีและยินยอมทำตามที่มิคาเอลต้องการทุกอย่างโดยไม่ขัดอะไรสักคำ ซ้ำยังไม่เคยลืมเอาเครื่องติดตามติดตัวไว้แม้จะไม่ได้ออกไปไหนก็ตาม ไม่แปลกเลยสักนิดที่มิคาเอลจะตามเจอโดยใช้เวลาไม่นาน 

“โง่จริงๆ...” 

คิดว่าเขาจะร้อนรนที่ไคหายไปแล้วไม่มีใครติดต่ออะไรมาเลยหรือไง คนที่จะยอมอยู่เฉยๆ รอความหวังทางโทรศัพท์จากผู้ร้ายก็มีแต่คนโง่เท่านั้น ต่อให้มิคาเอลไม่รู้ว่าไคอยู่ที่ไหน เขาก็ต้องพยายามเต็มที่เพื่อหาให้เจออยู่ดี ไม่มีทางนั่งอยู่บ้านรอความหวังลมๆ แล้งๆ เด็ดขาด 

“แกว่าอะไรนะ” 

“จะพาไปไหนล่ะ รีบไปสิ”  

อังเดรย์ขมวดคิ้วมุ่นเมื่อได้ยินคำพูดเฉยชาของมิคาเอล ยิ่งยามอีกฝ่ายหันมามองด้วยสีหน้าเย่อหยิ่งไม่ต่างจากปกติเขายิ่งรู้สึกว่ามันประหลาด ทั้งที่คิดว่าจะได้เห็นหน้าตาโมโหหรือทำอะไรไม่ถูกของมัน แต่ทุกอย่างกลับไม่เป็นไปตามที่คิดเลยสักนิด 

“นี่แก...” 

“จะไปได้หรือยัง ยิ่งช้า ‘ตัวประกัน’ ก็ยิ่งทรมานนะ”  

ทั้งที่ตัวเขาควรเป็นฝ่ายได้เปรียบ แต่กลับมีอะไรบางอย่างบอกว่าเรื่องนี้ไม่ถูกต้อง อังเดรย์คิดอย่างหวาดหวั่นจนถึงขั้นลืมเสียงตัวเองไปชั่วขณะ เดินมาถึงหน้ารถแล้วจึงรู้สึกตัวว่ามิคาเอลไม่ได้เดินมาเพียงลำพัง 

“แกมาคนเดียว”  

มิคาเอลหันไปพยักหน้าให้คนสนิทง่ายๆ เพียงเท่านั้นลูก้าก็ค้อมศีรษะ หมุนกายเดินจากไปโดยไม่ได้พูดอะไรเลยสักคำ  

ยิ่งเห็นการกระทำเหมือนไม่ได้เป็นรองของมิคาเอล อังเดรย์ก็ยิ่งรู้สึกแปลกมากขึ้นไปอีก แม้ยามขึ้นมานั่งอยู่บนรถที่มีคนของเขาอยู่เต็มไปหมด ไม่มีวี่แววว่ารถของใครจะตามมาแล้ว ความรู้สึกพวกนั้นก็ยังไม่จางหายไป  

“เป็นอะไร... กลัวเหรอ”  

เสียงเย็นๆ ของผู้ที่ไม่ได้มีทีท่าเดือดเนื้อร้อนใจใดๆ ทำให้อังเดรย์หนาวสั่นจับใจ ไม่มีอารมณ์คิดคำพูดเหยียดหยันโต้เถียงใดๆ เลยแม้แต่น้อย หากในตอนที่กำลังถามตัวเองว่าควรจะหยุดเรื่องนี้ไว้ชั่วคราวก่อนดีหรือเปล่า ด้านมืดในจิตใจกลับร้องบอกว่าช้ากว่านี้ไม่ได้ นี่เป็นโอกาสเดียวที่จะกำจัดมิคาเอลทิ้งโดยไม่มีใครรู้ หลังจากเขาวางแผนจัดการมันมานานแต่ไม่มีโอกาสเสียที  

อังเดรย์ไม่ใช่คนโง่ที่ไม่รู้ว่าชาลอฟอาจโดนเพ่งเล็งได้หากเขาทำตัวกระโตกกระตาก ต่อให้คนส่วนมากไม่รู้ว่าหน้าตาของมิคาเอลเป็นอย่างไร แต่เมื่อมีคนตายและมีคนรู้เห็น อย่างไรก็ต้องขุดคุ้ยกันจนเจอแน่ ดังนั้นวิธีที่ดีที่สุดก็คือการจัดการมันเงียบๆ แล้วเปลี่ยนถ่ายอำนาจแบบเนียนๆ เมื่อเขาได้ทุกอย่างไว้ในครอบครองแล้วก็จะมีอำนาจเต็มที่เพื่อใช้รับมือกับตระกูลอื่นๆ 

นั่นเป็นเหตุผลที่เขาเลือกใช้วิธีสกปรกอย่างการจับตัวประกันมา... ในเมื่อเจ้านั่นสำคัญกับมิคาเอลถึงขนาดนั้น ไม่ว่าอย่างไรมันก็ต้องยอมมาให้เขาฆ่าแต่โดยดีแน่ หรือต่อให้มีคนตามมาแบบไม่ให้เขารู้ตัว มันก็ต้องตายก่อนอยู่ดี 

ขอแค่พ้นเขตเมืองที่คนหนาแน่นก่อน...  

“เมื่อก่อนก็เคยเกิดเหตุการณ์แบบนี้ขึ้นนะ...” มิคาเอลเอียงคอพูดลอยๆ คล้ายไม่ได้ใส่ใจว่าใครจะฟังหรือไม่ แต่อะไรบางอย่างในใจกลับร้องเตือนให้อังเดรย์ตั้งใจฟัง เขาจึงลอบส่งสัญญาณให้ลูกน้องที่กำลังจะยกปืนขู่ให้มิคาเอลหุบปากเงียบหยุดการกระทำนั่นซะ...ซึ่งนับเป็นความคิดที่ถูกต้องที่สุด 

“เหตุการณ์อะไร” 

“ตอนฉันอายุสิบสองสิบสาม ถูกจับตัวไปเรียกค่าไถ่ระหว่างทางกลับจากสนามยิงปืนคนเดียว พวกนั้นคงไม่รู้ว่าเป็นคนของชาลอฟ แค่เห็นว่าแต่งตัวดีเฉยๆ... จำได้ว่ามีคนร้ายอยู่บนรถห้าหกนี่แหละ”  

“…” 

“พวกมันมีปืนสองกระบอกกับมีดอีกเล่ม ตอนนั้นฉันตัวเปล่า ไม่รู้ไปพูดอะไรเลยโดนโมโหเข้า มันคงตั้งใจจะใช้มีดแทง ไม่ได้รู้เลยว่าในตอนนั้นสิ่งที่ฉันถนัดยิ่งกว่าการยิงปืน...ก็คือการต่อสู้ระยะประชิด โดยเฉพาะเวลามีมีดเป็นอาวุธ” ดวงตาคู่คมเบนไปมองการ์ดทางซ้ายมือของอังเดรย์แล้วแสยะยิ้ม “ยิ่งถ้าเป็นมีดยาวแบบที่นายเหน็บไว้ที่เอวนั่น...ยิ่งถนัด” 

“อึก!” 

“ไม่ต้องกลัวขนาดนั้นก็ได้ ยังไงพวกนายก็ไม่ได้โง่พอจะทำแบบนั้นอยู่แล้วไม่ใช่เหรอ เอาไว้ไปถึง ให้ได้เห็นหน้าตัวประกันก่อนแล้วค่อยตายก็ยังไม่สาย” 

ไม่รู้ทำไมคำพูดที่ดูไม่มีอะไรพวกนั้นมันถึงได้ทำให้รู้สึกแปลกประหลาดมากขนาดนี้ อังเดรย์ขมวดคิ้วเคร่งเครียดขึ้นเล็กน้อยตามประสาคนขี้ระแวง ทว่าก่อนจะคิดอะไรออก ขบวนรถก็ตรงเข้าไปในพื้นที่ของโกดังแห่งหนึ่งซึ่งอยู่ในการดูแลของเขาเข้าเสียก่อน 

ถึงที่หมายแล้ว... 

ทั้งที่ทุกอย่างกำลังจะเป็นไปตามที่ต้องการ ไม่มีวี่แววว่าใครจะตามมาสร้างปัญหาให้หนักใจ แต่อังเดรย์กลับเริ่มรู้สึกว่ามันง่ายเกินไป... ง่ายจนผิดปกติ ไหนจะท่าทีของมิคาเอลอีก ทำไมมันถึงใจเย็นขนาดนั้น 

“แกดูไม่กลัวอะไรเลยนะ” สุดท้ายอังเดรย์ก็ทนไม่ไหว เอ่ยถามคนที่ถูกลูกน้องของเขาเอาปืนจ่อหลังด้วยน้ำเสียงที่พยายามทำให้ราบเรียบที่สุด 

“ถ้าไคโดนจับมา ฉันก็ต้องกลัวอยู่แล้ว”  

“แล้วทำไม...” 

“หึ” มิคาเอลหยุดเท้าที่กำลังก้าวเดินกะทันหันจนอังเดรย์และคนอื่นๆ ต้องหยุดตามไปด้วย เสี้ยวหน้าสมบูรณ์แบบที่เอียงมามองทางด้านหลังมีเพียงความเย็นชา ไร้ซึ่งความหวาดหวั่นใดๆ ทั้งสิ้น “ก็ ‘ถ้า’ ไคโดนจับมาน่ะนะ” 

“นี่แก...” 

“ปล่อยนะ!” 

เสี้ยววินาทีที่ได้ยินเสียงตะโกนอันแสนคุ้นเคยดังมาจากอีกฝั่งของโกดัง อังเดรย์พลันรู้สึกเย็นเยียบตั้งแต่หัวจรดเท้า และเมื่อได้หันไปเห็นใบหน้าที่เปรอะเปื้อนคราบน้ำตาของหญิงสาวที่ถูกชายคนหนึ่งจับมัดมือไพล่หลังอยู่ เขาถึงกับเข่าอ่อนจนแทบจะทรุดลงไปกองอยู่กับพื้น 

“เลล่า...” 

มิคาเอลโน้มใบหน้าเข้าหาอังเดรย์ กระซิบถ้อยคำหยามเหยียดด้วยน้ำเสียงไม่บ่งบอกความรู้สึก ทว่ามุมปากกลับยกขึ้นเป็นรอยยิ้มสมใจ เมื่อได้เห็นสีหน้าซีดเผือดของคนที่จ้องจะทำลายเขาโดยบังอาจคิดใช้ไคเป็นเครื่องมือ 

“ทีนี้...ใครต้องกลัวใครนะ” 

 

 

ขณะเดียวกันภายในห้องพักหรูหราขนาดใหญ่ของโรงแรมที่มีงานเลี้ยงสำคัญจัดขึ้นด้านล่าง ไคนั่งนิ่งอยู่บนโซฟาหลังจากแยกกับโรมันที่หน้าห้องเมื่อเกือบสองชั่วโมงก่อน ด้านหน้าของเขาคือจอภาพมอนิเตอร์หลายจอที่มีการจับภาพจากทุกจุดภายในห้องจัดเลี้ยงขนาดใหญ่ซึ่งมีแขกมากมายรวมตัวกันอยู่ 

เพราะรู้แต่แรกว่าไคคงไม่อยากรออยู่ที่บ้านทั้งที่ตัวเองต้องออกมาจัดการงานที่มีอันตราย มิคาเอลจึงเตรียมการไว้แต่เนิ่นๆ ไม่ใช่เพียงตั้งกล้องให้การ์ดกับโรมันที่อยู่อีกห้องคอยสอดส่องความปลอดภัย หากยังให้ไคได้ดูสถานการณ์อยู่ตลอดในห้องส่วนตัวจะได้ไม่เป็นห่วง เรียกได้ว่าคาดเดาทุกอย่างไว้ตั้งแต่ต้นโดยไม่มีอะไรผิดพลาดเลยแม้แต่อย่างเดียว 

สมเป็นมิคาเอล... 

ไคจ้องมองหน้าจอมอนิเตอร์อย่างไม่ใส่ใจเท่าไหร่นักเพราะคนของเขาไม่ได้อยู่ในงาน ดวงตาคู่คมกวาดมองหน้าจอสี่เหลี่ยมหลายจอเพียงคร่าวๆ แล้วก็เอนกายพิงพนักโซฟา หยิบนาฬิกาขึ้นมามองเวลานับถอยหลังหนึ่งชั่วโมงตามที่เคยคุยกับใครอีกคนไว้แล้วจ้องมันนิ่งอย่างรอคอย 

อีกไม่ถึงครึ่งชั่วโมง... 

ก๊อก ก๊อก 

ไคยังคงมีสีหน้าเฉื่อยชาแม้จะได้ยินเสียงเคาะประตูจากด้านนอก ในเมื่อไม่ใช่มิคาเอลเขาก็ไม่คิดจะสนใจ เพราะถ้าเป็นคนคนนั้นคงเปิดประตูเข้ามาแล้ว ไม่มีทางมายืนรอเคาะประตูแบบนี้แน่ 

“คุณไค ผมเอาอาหารมาให้ครับ” 

ถึงเวลากินข้าวแล้วเหรอ... 

ไคเบนสายตาไปมองนาฬิกาแล้วก็พบว่าถึงเวลาอาหารของเขาแล้วจริงๆ ชายหนุ่มลุกขึ้นยืนอย่างเชื่องช้า ก้าวเท้าเดินไปจนถึงหน้าประตูแล้วค่อยๆ เปิดออก ชายหน้าหวานคนหนึ่งในชุดบริกรเดินเข็นรถเข้ามาด้านใน ท่าทางลุกลี้ลุกลนแบบแปลกๆ และการแสดงออกที่ดูไม่เหมือนบริกรทั่วไปทำให้คนมองรู้สึกคล้ายมีอะไรบางอย่างไม่ชอบมาพากล 

ปัง! 

ไคกะพริบตาอย่างเชื่องช้าเมื่อประตูถูกปิดและล็อกเสียงดังด้วยฝีมือบริกรที่มีสีหน้าตื่นตระหนกคล้ายคนกลัวความผิด เขาจ้องมองอีกฝ่ายนิ่งงันเป็นเชิงถามว่าจะทำอะไร  

“คุณ…” 

“…” 

พลันกลิ่นบางอย่างที่รู้จักและคุ้นเคยดีลอยโชยมากระทบจมูก ไคขมวดคิ้วมุ่น ตั้งท่าจะกระชากประตูเปิดออกแล้วไล่คนออกไปด้วยความรังเกียจ หากกลิ่นดอกไม้ที่สอดแทรกมาตามอากาศ ควบคุมจิตใจและสมองของเขาให้ปั่นป่วนกลับทำให้ลืมเลือนสิ่งที่คิดไปชั่วขณะ 

สองมือของโอเมก้าที่กำลังเข้าสู่ช่วงฮีทกอบกุมมือไคไว้แน่น ดวงตากลมโตปริ่มน้ำเต็มไปด้วยความคาดหวังบางประการ ยิ่งยามพบว่าคนตรงหน้าเริ่มแสดงท่าทีทรมานคล้ายกำลังควบคุมอารมณ์แต่กลับทำได้อย่างยากเย็น เขายิ่งมีความกล้าเพิ่มขึ้น ร่างกายบอบบางบดเบียดเข้าหาคนตัวสูง เกาะเกี่ยวลำคอแข็งแกร่งให้โน้มหน้าลงมาหา เอียงคอให้ริมฝีปากที่กำลังเม้มแน่นเข้าใกล้จุดอ่อนไหวบริเวณต้นคอของตัวเองมากที่สุด 

“กัดสิครับ” 

และนี่ก็คือ...ความน่ากลัวของ ‘คู่แห่งโชคชะตา’ ที่แม้แต่ไคก็ไม่อาจต้านทาน 

ลำคอขาวผ่องที่ปรากฏอยู่ตรงหน้าทำให้อัลฟ่าหนุ่มสั่นสะท้านไปกาย ความรู้สึกบางอย่างร้องบอกให้เขากดคนตรงหน้าลงกับพื้น แสดงความเป็นเจ้าของด้วยการกัดให้จมเขี้ยว ทว่าเหตุผลและใบหน้าของใครอีกคนกลับฉายอยู่ในจิตสำนึกทุกครั้งที่หลับตา ห้ามไม่ให้ทำอะไรที่จะต้องเสียใจในภายหลัง 

ห้ามกัด... 

ห้ามกัดเด็ดขาด 

สุดท้าย...ไคก็กัดลงบนหลังมือตัวเองที่วางทับอยู่บนลำคอขาวของโอเมก้าจนเต็มแรง ระบายอารมณ์ดิบเถื่อนในใจทิ้งไป แม้มันจะไม่ได้ช่วยอะไรนักก็ตาม 

รีบกลับมา... 

ได้โปรดรีบกลับมาที 

ความคิดเห็น