email-icon facebook-icon Line-icon

ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

บทที่ 5 แผนร้าย

ชื่อตอน : บทที่ 5 แผนร้าย

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย y

คนเข้าชมทั้งหมด : 823

ความคิดเห็น : 2

ปรับปรุงล่าสุด : 04 ต.ค. 2562 16:38 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
บทที่ 5 แผนร้าย
แบบอักษร

“เสด็จพี่ใหญ่ ท่านจะมาเยี่ยมหงหลินรึ? ทำไมถึงไม่เข้าไปล่ะพะย่ะค่ะ?” แฝดผู้น้องเอ่ยถามแฝดผู้พี่ เมื่อเห็นว่าอีกฝ่ายกำลังทำอะไรลับๆล่อๆอยู่ข้างตำหนักรับรอง

“ข้า...ข้าแค่ผ่านมาเฉยๆ ทำไมรึ?” เหวินหรงรีบแก้ตัวทันที่ที่น้องชายฝาแฝดเอ่ยอย่างรู้ทัน

“ข้าก็นึกว่าท่านจะมาเยี่ยมหงหลินเสียอีก ถ้าข้าเข้าใจผิดก็ช่างเถิดพะย่ะค่ะ แต่หงหลินหลับไปแล้ว ถ้าเผื่อเสด็จพี่ใหญ่เปลี่ยนใจอยากจะไปเยี่ยมเขาตอนนี้ อาจจะเป็นการรบกวนเขาก็เป็นได้พะย่ะค่ะ ข้ามีธุระอื่นที่ต้องไปทำ ขอตัวพะย่ะค่ะ” เหวินอี้ยกยิ้มพลางเอ่ยกับพี่ชายฝาแฝด ก่อนจะเดินจากไป ทิ้งให้คนที่อยู่ข้างหลังได้ทำท่าฮึดฮัดใส่

“อะไรของเขากัน? คิดจะกีดกันข้ารึอย่างไรกัน? เฮอะ!” เหวินหรงรู้อยู่แก่ใจว่าน้องชายฝาแฝดของเขามีใจให้หงหลินเพราะเจ้าตัวยอมรับออกมาเอง แต่เขาก็ไม่อาจจะหักห้ามใจของตัวเองได้เช่นกัน ถ้าจะบอกออกไปว่า เขาก็‘มีใจ’ให้กับหงหลินเหมือนกัน ก็กลัวว่าจะมีเรื่องบาดหมางกับน้องชาย จึงได้แต่พยายามเก็บความรู้สึกเอาไว้คนเดียว

 

 

 

 

“ท่านแม่ทัพ ข้าน้อยนำซุปรังนกผสมโสมมาให้เจ้าค่ะ” หญิงสาวในชุดสาวใช้ประจำจวนของแม่ทัพในวังหลวง เดินถือถาดใส่ถ้วยซุปหอมกรุ่นเข้ามาในห้องเขียนหนังสือ

“เข้ามาได้” ร่างสูงใหญ่ที่กำลังยืนถอดชุดเกราะอ่อนของตัวเองออกขานรับ

“เจ้า เป็นสาวใช้คนใหม่รึ? ข้าไม่เคยเห็นหน้ามาก่อน” สายตาคมมองหญิงสาวผู้มาใหม่ นึกแปลกใจจึงเอ่ยถามหญิงสาว ใบหน้าขาวนวลหมดจดงดงาม ผิวพรรณละเอียดละออดูดีเกินกว่าที่จะเป็นสาวใช้ทั่วไป

“เจ้าค่ะ ท่านแม่ทัพ ข้าน้อยเพิ่งมาทำงานที่จวนแห่งนี้เป็นวันแรกเจ้าค่ะ” หญิงสาววางถาดลงบนโต๊ะไม้ขนาดใหญ่ที่เป็นโต๊ะเขียนหนังสือของเจ้าของห้องนี้ ก่อนจะเดินไปด้านหลังชายหนุ่มที่กำลังแกะเชือกออกจากปลอกแขนของตน

“อย่างนั้นหรอกรึ?” เซียวเหยียนพลางครุ่นคิดบางอย่าง

“ให้ข้าน้อยช่วยถอดเสื้อเกราะให้นะเจ้าคะ” มือบางเอื้อมมาแตะเสื้อเกราะอ่อนด้านหลัง ก่อนจะเคลื่อนไปจับเชือกเพื่อแก้ปมเชือกออก

“เจ้าเคยถอดรึ?” ร่างสูงใหญ่ชะงักนิ่งเพียงเสี้ยวลมหายใจ ก่อนจะเอ่ยถามคนด้านหลัง

“สมัยก่อนท่านพ่อของข้าน้อยก็เคยเป็นทหาร ข้าจึงเคยเห็นท่านแม่ช่วยท่านพ่อถอดเสื้อเกราะแบบนี้เจ้าค่ะ” ริมฝีปากอิ่มเอ่ยตอบ มือเรียวบางยังคงช่วยแกะเชือกออกจากตัวเสื้อเกราะ “โอ๊ย!!”

“เจ้าเป็นอะไรรึ?!” ร่างสูงใหญ่หันมาด้านหลังอย่างรวดเร็ว เพื่อมาดูว่าเกิดอะไรขึ้นกับอีกฝ่าย

“ข้าน้อยไม่ทันระวัง จึงโดนหมุดปักเกราะบาดเอาเจ้าค่ะ” มือเรียวบางกุมกันแน่น ปลายนิ้วชี้มีโลหิตผุดซึมออกมา

“ขอข้าดูหน่อยสิ” มือหนาจับมือของอีกฝ่ายขึ้นมาดูบาดแผล

“อย่าเจ้าค่ะ!” ร่างอรชรเริ่มดีดดิ้น เมื่อปลายหางตาเหลือบเห็นผู้มาใหม่ก้าวเท้าเข้ามาในห้อง ร่างสูงชะงักงันทันทีที่เห็นว่าผู้ที่เดินเข้ามาในห้องเป็นใคร

“ท่าน...ข้า...ขอโทษที่มาขัดจังหวะ ขอตัว” มือเรียวของผู้มาใหม่กำแน่นจนซีด ดวงเนตรกลมโตไหววูบเริ่มรื้นไปด้วยน้ำตา ริมฝีปากบางสั่นระริก ก่อนจะรีบหันหลังวิ่งออกไปจากห้อง

“องค์ชาย!! พระองค์เข้าใจผิดแล้ว!! องค์ชาย!!” มือหนารีบผละออกจากมือบางของหญิงสาวทันที ก่อนจะรีบวิ่งตามร่างเพรียวออกไป แต่ยังไม่ทันได้ก้าวพ้นประตูหน้าห้อง ก็มีชายร่างสูงคนหนึ่งมาขวางเขาไว้เสียก่อน

“ช้าก่อนท่านแม่ทัพ ท่านจะไปไหนรึ? ฝ่าบาทมีรับสั่งให้ท่านไปเข้าเฝ้าด่วน” องครักษ์คนสนิทของผู้ที่กำลังจะเป็นว่าที่พ่อตาของคนตรงหน้าเอ่ยรั้ง ทำให้ใบหน้าคมขมวดคิ้วเข้าหากันทันที

“ตอนนี้เลยรึ? ข้ามีธุระ ท่านชิงหลงไปทูลฝ่าบาทก่อน เดี๋ยวข้าจะตามไป” เซียวเหยียนเริ่มที่จะระแคะระคายอะไรบางอย่าง ก่อนจะหันไปมองหญิงสาวที่ยืนก้มหน้าไม่กล้าสบตากับเขา‘ฝ่าบาทคิดจะให้ร้ายเขาซึ่งๆหน้าอย่างนี้เลยรึ?!’

“ท่านกล้าขัดราชโองการของฝ่าบาทเชียวรึ? ท่านแม่ทัพ” ชิงหลงเอ่ยย้ำอีกครั้ง ครานี้เขาอ้างรับสั่งขององค์จักรพรรดิขึ้นมาขู่ทันที

“ข้ามิกล้าจะขัดราชโองการหรอก ถ้าอย่างนั้นก็ไปกันเถิด ท่านชิงหลง” ร่างสูงกำหมัดแน่น ก่อนจะเดินตามองครักษ์คนสนิทของเยี่ยนเฟยไป ความคิดในใจตอนนี้ของเขาก็คือ ต้องหาวิธีการมารับมือกับว่าที่พ่อตาคนนี้ให้ได้ มิเช่นนั้นในภายภาคหน้าเขาอาจจะถูกชายาในอนาคตเข้าใจผิดจนมิอาจครองคู่อย่างสงบสุขก็เป็นได้

 

 

 

ชายสูงอายุผู้หนึ่งเดินออกมาจากมุมหนึ่งของทางเข้า ก่อนจะเข้าไปในห้องเขียนหนังสือของจวนแม่ทัพ แล้วยื่นถุงผ้าแพรลวดลายปักงดงามสีแดงสดให้กับหญิงสาวที่ยังอยู่ภายในห้อง “นี่รางวัลของเจ้า รับไปแล้วก็รีบออกไปจากวังหลวงซะ ห้ามให้ใครเห็นเจ้าในช่วงนี้เป็นเด็ดขาด มิเช่นนั้นเจ้าจะไม่เหลือเงาหัวอีกต่อไป เข้าใจหรือไม่?!”

“เจ้าค่ะ! กงกง” มือบางรีบรับถุงรางวัลมาเปิดดู ก่อนจะรีบออกไปจากห้องทันที ราวกับว่าไม่เคยมีตัวตนอยู่ที่จวนแห่งนี้มาก่อน หลังจากนั้นชายสูงอายุก็เดินออกจากห้องรีบกลับไปรายงานความคืบหน้ากับผู้เป็นเจ้านายทันที

 

 

 

 

“จื่อหลัน เจ้ามาทำอะไรแถวนี้รึ?” หงหลินที่กำลังออกมาเดินยืดเส้นยืดสาย กลับเห็นใครบางคนที่คุ้นเคยยืนอยู่ริมทะเลสาบในอุทยานหลวง จึงรีบเดินเข้าไปหา

“หงหลิน!...เจ้าล่ะ? ข้อเท้ายังไม่หายดี ออกมาเดินข้างนอก เดี๋ยวจะอักเสบกว่าเดิมนะ” ร่างเพรียวของผู้ที่ยืนอยู่สะดุ้งตกใจเล็กน้อย ก่อนจะรีบใช้แขนเสื้อของตัวเองเช็ดร่องรอยบางอย่างที่ไม่อยากให้คนที่กำลังเดินเข้ามาจากด้านหลังได้เห็น แต่ยังไม่ยอมที่จะหันไปมองหน้าอีกฝ่าย

“จื่อหลัน...เจ้าเป็นอะไรรึเปล่า? หันหน้ามาหาข้าสิ” หงหลินเริ่มเห็นความผิดปกติของร่างเพรียวตรงหน้า ซึ่งปกติจะหันมายิ้มให้เขาเสมอ แต่คราวนี้กลับไม่แม้แต่จะหันมามองหน้าของเขา

“ข้า...ข้าไม่ได้เป็นอะไร ข้า...จะกลับตำหนักแล้ว ไปล่ะ” ใบหน้างามก้มลงมองพื้น พยายามจะหลีกหนีจากคนตรงหน้าจึงคิดจะเดินจากไปทั้งอย่างนั้น แม้จะรู้สึกผิดกับอีกฝ่ายก็ตาม แต่ตอนนี้เขาไม่อยากรับรู้อะไรทั้งนั้น!

“จื่อหลัน! ข้าบอกให้หันมา!” หงหลินคว้าแขนเรียวกระชากให้คนที่คิดจะหนีไปดื้อๆแบบนี้ให้หันกลับมาสบตากับเขา

“อ๊ะ!! หงหลิน!” ร่างของจื่อหลันถลาเข้าหาคนที่ฉุดรั้งทันที ใบหน้างามที่รื้นไปด้วยน้ำตา แล้วกำลังจะหยดไหลออกมาเป็นสายนั้น ทำให้หงหลินถึงกับเบิกตากว้าง

“เจ้า!...ร้องไห้ทำไมรึ?! ใครรังแกเจ้า?! บอกข้ามานะ!” มือเรียวจับไหล่ของอีกฝ่ายแน่น ก่อนจะเอ่ยถามอย่างร้อนรน ใครกัน?! บังอาจมาทำให้คนตรงหน้าคนนี้มีน้ำตา! เขาจะเอาเรื่องให้ถึงที่สุด!

“ไม่...ไม่มีใครทำอะไรข้า ข้า...ข้าแค่ไม่ระวัง ฝุ่นเลยเข้าตา” จื่อหลันรีบเช็ดน้ำตา เมื่อเห็นว่าไม่สามารถปกปิดอีกฝ่ายได้อีกต่อไปแล้ว จึงเอ่ยเพื่อขอตัวกลับตำหนักกับคนตรงหน้าอีกครั้ง “ข้ากลับตำหนักก่อนนะ ไว้ข้าจะไปเยี่ยมเจ้าใหม่”

“ข้าจะไปส่งเจ้า แล้วจะอยู่เป็นเพื่อนเจ้าด้วย” หงหลินยังไม่ยอมปล่อยมือ พยายามปรับเสียงให้ดูธรรมดาที่สุด สะกดกั้นอารมณ์โกรธเอาไว้ เพื่อให้คนงามตรงหน้าได้ผ่อนคลาย

“ไม่...ไม่เป็นไร ข้ากลับเองได้” ดวงเนตรกลมโตหลุบต่ำ พยายามยื้อตัวออกจากคนตรงหน้า

“จื่อหลัน...ข้าเป็นเพื่อนของเจ้านะ เจ้าไม่คิดจะพึ่งพาเพื่อนคนนี้เลยรึอย่างไร? เห็นข้าเป็นคนอื่นเช่นนั้นรึ?” เมื่อเห็นว่าร่างเพรียวตรงหน้ายังดื้อดึงอยู่ หงหลินจึงเอ่ยในสิ่งที่ตนเองไม่ค่อยอยากจะเอ่ยออกไปเสียเท่าไหร่นัก เพราะมันทำให้หัวใจเขารู้สึกเจ็บแปลบอย่างบอกไม่ถูก

“ข้า...อึก…” จื่นหลันเริ่มสะอื้นไห้ มือเรียวกำแน่น ไหล่บางเริ่มสั่นไหว

“ไม่ร้องนะ...ข้าจะอยู่เป็นเพื่อนเจ้าเอง ไม่ร้องนะ ไม่ร้อง” หงหลินขยับเข้าไปโอบกอดคนตรงหน้าเพื่อต้องการปลอบประโลม

“อึก...หงหลิน...ข้าเจ็บ…” จื่อหลันยิ่งสะอื้นหนักขึ้น ริมฝีปากบางขยับเอ่ยเสียงเบา แต่อีกฝ่ายก็ยังคงได้ยินอย่างชัดเจน

“เจ็บตรงไหน? บอกข้ามาสิ” เสียงนุ่มเอ่ยอย่างอ่อนโยน มือเรียวลูบหลังคนที่อยู่ในอ้อมกอด พยายามปลอบอีกฝ่ายอย่างเต็มที่

“ข้า...ข้าเจ็บตรงอก ตรงนี้...มันเจ็บมากเลย” จื่อหลันยิ่งหลั่งน้ำตา ราวกับว่าหัวใจถูกบีบรัด เพราะไม่เคยประสบพบกับความผิดหวังมาก่อน จึงไม่เคยรู้สึกถึงความเจ็บปวด แต่นี่เป็นครั้งแรกที่เห็นภาพบาดตานั่น ใจของเขาก็เหมือนกับถูกมีดกรีดลึก เจ็บเหลือเกิน

“มีอะไร ค่อยเล่าตอนกลับตำหนักนะ ไปกันเถอะ” หงหลินตบหลังอีกฝ่ายเบาๆ ก่อนจะพยุงคนงามให้เดินไปด้วยกัน

“อืม…”

ความคิดเห็น