email-icon facebook-icon Line-icon

ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

บทที่ 4 ดูแลเอาใจใส่

ชื่อตอน : บทที่ 4 ดูแลเอาใจใส่

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย y

คนเข้าชมทั้งหมด : 887

ความคิดเห็น : 4

ปรับปรุงล่าสุด : 01 ต.ค. 2562 22:04 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
บทที่ 4 ดูแลเอาใจใส่
แบบอักษร

“ท่านแม่ทัพ ไหนท่านบอกจะไม่พูดหาเรื่องหงหลินแล้วอย่างไรล่ะ? ทำไมถึงยังพูดแบบนั้นอีก?” เมื่อออกมาจากตำหนักรับรองได้สักพัก จื่อหลันจึงหันไปหาคนที่เดินตามตนมา

“กระหม่อมก็ไม่ได้พูดเกินเลยอะไรนี่พะย่ะค่ะ” ร่างสูงใหญ่เอ่ยเสียงเรียบ ราวกับว่าตัวเองนั้นไม่ได้ทำอันใดผิดเลยแม้แต่น้อย นั่นทำให้ร่างเพรียวสะกดกั้นอารมณ์โกรธที่เริ่มจะก่อตัวขึ้นมา

“ข้าว่าท่านคงจะเหนื่อยจากการเดินทางจริงๆแล้วล่ะ ท่านกลับไปพักผ่อนเถิด ข้าขอตัวก่อน” จื่อหลันสูดหายใจเข้าทีหนึ่ง ก่อนจะเอ่ยกับร่างสูงตรงหน้า เขาไม่อยากทะเลาะกับอีกฝ่ายในเวลาแบบนี้ จึงคิดที่จะปลีกตัวกลับตำหนักของตน

“องค์ชายจะไปไหนพะย่ะค่ะ?” ร่างสูงเอ่ยถามเสียงเรียบ ดวงเนตรคมเริ่มส่อแววไม่สบอารมณ์ขึ้นมาทันที

“ข้าจะกลับตำหนัก” จื่อหลันไม่สนในคำถามของคนตรงหน้าแล้ว จึงเอ่ยแบบขอไปทีแล้วหันหลังให้อีกฝ่าย เพื่อที่จะเดินกลับไปยังตำหนักของตน

“กระหม่อมจะไปส่งเองพะย่ะค่ะ” มือหนาคว้าข้อมือเรียวเอาไว้ ก่อนจะบอกจุดประสงค์ที่รั้งร่างเพรียวเอาไว้

“ไม่ต้องลำบากท่านแม่ทัพหรอก ระยะทา...อ๊ะ!! ท่านแม่ทัพ!” ถึงน้ำเสียงของร่างสูงจะอ่อนลง แต่จื่อหลันก็ไม่อยากอยู่ตรงนี้แล้ว จึงดึงข้อมือของตัวเองออก แต่มือหนากลับบีบแน่น แล้วดึงร่างเพรียวให้เดินตามตนเองไป ถึงแม้ร่างเพรียวจะพยายามยืดตัวออกก็ตาม แต่ก็ยังสู้แรงของอีกฝ่ายไม่ได้อยู่ดี

 

 

“อึก! ท่านแม่ทัพ! ข้าเจ็บนะ! อื้อ! เจ็บ!” เมื่อประตูตำหนักของจื่อหลันปิดลง ร่างเพรียวก็ถูกดันไปติดกับผนังห้องทันที โดยที่ถูกร่างสูงใหญ่กักเอาไว้ แรงกระแทกทำให้ใบหน้างามเยเกเพราะความเจ็บ

“องค์ชาย ทรงรู้หรือไม่? ว่ากระหม่อมไม่ชอบให้องค์ชายเห็นคนอื่นสำคัญกว่ากระหม่อม และยิ่งเป็นองค์รัชทายาทหงหลินแล้ว กระหม่อมยิ่งไม่ชอบเป็นอย่างยิ่ง!” น้ำเสียงทุ้มกร้าวขึ้นทันที ทั้งใบหน้าคมที่แสดงสีหน้าอย่างไม่พอใจอย่างชัดเจน

“หงหลินเป็นเพื่อนข้า! ทำไม่ข้าจะเป็นห่วงเพื่อนไม่ได้ล่ะ?!” ร่างเพรียวไม่เข้าใจว่า อีกฝ่ายจะจงเกลียดจงชังหงหลินทำไม? จึงเถียงอีกฝ่ายกลับอย่างไม่ยอมแพ้

“องค์ชายทรงรู้ได้อย่างไร?ว่าองค์รัชทายาทหงหลินคิดกับพระองค์เพียงแค่เพื่อนคนหนึ่ง ไม่ได้คิดเป็นอย่างอื่น” เมื่อเห็นว่าตัวเขาพูดให้อีกได้ฟังยังไม่ชัดเจนพอ เซียวเหยียนจึงเริ่มสื่อถึงความหมายในคำพูดในตอนแรกของเขา

“ข้า...ข้าคิดว่าหงหลินก็คิดเช่นเดียวกันกับข้า เขาเป็นบุรุษ แล้วจะมาคิดเกินเลยกับข้าได้เยี่ยงไร?”

“กระหม่อมก็เป็นบุรุษ กระหม่อมก็คิดเกินเลยกับองค์ชายมาตั้งแต่ทรงพระเยาว์ ไยคนอื่นจะคิดเหมือนกับกระหม่อมมิได้ล่ะพะย่ะค่ะ?” คำพูดตรงไปตรงมาแบบนี้ทำให้ร่างเพรียวเก้อเขินอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

“คือ...ข้า…” จื่อหลันอึกอัก ไม่รู้ว่าจะตอบเช่นไรดี ทั้งที่เขินอายแต่ก็คิดทบทวนในคำพูดของอีกฝ่าย และนั่นก็ทำให้เขาเองก็ไม่แน่ใจว่า หงหลินคิดอย่างไรกับเขากันแน่ ถ้าคิดเกินเลยกับเขาจริง คนอย่างหงหลินที่เป็นคนพูดตรงไปตรงมา ย่อมต้องบอกเขาอยู่แล้ว แต่กลับไม่เคยมีสักครั้งที่หงหลินจะบอกเขาเลย ยิ่งคิดจื่อหลันก็ยิ่งไม่เข้าใจ

“องค์ชาย...อีกไม่นานก็จะถึงวันอภิเษกของพวกเราแล้ว กระหม่อมไม่อยากให้องค์ชายไปสนใจใครอื่นมากกว่ากระหม่อมนะพะย่ะค่ะ ทรงรู้หรือไม่ว่ากระหม่อมรู้สึกหึงหวงพระองค์มากแค่ไหน?” ร่างสูงยอมที่จะเปิดเผยความรู้สึกอย่างตรงไปตรงมากับร่างเพรียว เพราะความไร้เดียงสาของคนตรงหน้า อาจจะทำให้อีกฝ่ายเข้าใจอะไรผิดๆ หรือคิดเองเออเอง จนทำให้พวกเขาต้องมาทะเลาะกันโดยใช่เหตุ เมื่อจื่อหลันได้ยินประโยคนี้ของร่างสูง ใบหน้างามจึงเห่อร้อน ขึ้นสีแดงเรื่อในทันที

“ข้า...ไม่…” ริมฝีปากหนาค่อยๆละเลียดชิมริมฝีปากบาง ราวกับจะหยอกเย้ายั่วยวนคนตรงหน้าให้ตกหลุมพลาง ก่อนจะเปลี่ยนเป็นจูบหนักหน่วงที่ทำให้ร่างเพรียวอ่อนยวบอย่างไร้เรี่ยวแรง “อื้อ! ท่านแม่ทัพ...อย่า…”

 

 

 

 

“หงหลิน เจ้าเป็นอย่างไรบ้าง?” ร่างสูงเดินเข้ามาในตำหนักรับรอง ก่อนจะเอ่ยถึงอาการบาดเจ็บของคนที่นั่งหน้างออยู่บนเตียง

“พี่เหวินอี้...ท่านมาได้อย่างไรกัน?” ใบหน้างามที่กำลังบึ้งตึงอยู่หันมาตามเสียงเรียก

“ข้าก็มาเยี่ยมเจ้าอย่างไรล่ะ” ร่างสูงของผู้มาใหม่เดินเข้ามานั่งที่ขอบเตียง

“ข้าไม่ได้เป็นอะไรมากเสียหน่อย แค่ประคบร้อนไม่กี่วันก็หายแล้ว” ร่างเพรียวขยับตัวลงมานั่งบนขอบเตียงเช่นกัน แล้ววางให้เท้าข้างที่บาดเจ็บลงบนตั่งเตี้ยข้างเตียง

“แล้ววันนี้ประคบร้อนไปหรือยัง?” ดวงเนตรคมจับจ้องไปยังข้อเท้าเรียวของคนที่นั่งข้างๆ ผ้าพันแผลสีขาวสะอาดตาพันข้อเท้าไว้อย่าฃเป็นระเบียบเรียบร้อยโดยหมอหลวง

“หมอหลวงประคบไปแล้วเมื่อตอนเช้า เดี๋ยวอีกไม่นานก็มาประคบอีกรอบแล้วล่ะ” ใบงาทที่หน้าบูดบึ้งเมื่อครู่คลายลงเป็นปกติ ก่อนเอ่ยตอบอีกฝ่าย

“อืม งั้นรึ?”

 

“องค์รัชทายาท กระหม่อมหมอหลวงจากสำนักหมอหลวงนำโอสถมาถวายและจะมาประคบร้อนให้พระองค์พะย่ะค่ะ” หมอหลวงชราส่งเสียงแจ้งจากนอกประตูหน้าตำหนัก

“เชิญเข้ามา” หงหลินขานรับ เมื่อได้ยินเช่นนั้น หมอหลวงชราจึงเดินเข้ามาภายในห้อง และเมื่อเห็นว่ามีใครอีกคนอยู่ด้วย จึงรีบกล่าวคำนับทันที

“ถวายบังคมองค์รัชทายาท ถวายบังคมองค์ชายรอง”

“ไม่ต้องมากพิธีหรอกท่านหมอหลวง” เหวินอี้กล่าวกับผู้ที่คุกเข่าคำนับตรงหน้า

“โอสถแก้ปวดพะย่ะค่ะ องค์รัชทายาท” หมอหลวงชราจึงลุกขึ้นแล้วนำโอสถยื่นให้กับร่างเพรียว เมื่อหงหลินรับถ้วยยามาดื่มแล้ว หมอหลวงจึงนั่งคุกเข่าลงข้างเท้าที่บาดเจ็บของร่างเพรียว ก่อนจะใช้มือกดบีบที่ข้อเท้าเบาๆ “องค์รัชทายาททรงยังปวดอยู่อีกหรือไม่พะย่ะค่ะ?”

“ไม่ปวดมากเท่าตอนแรกแล้ว” หงหลินนิ่งเฉยอยู่ เมื่อหมอหลวงชราบีบข้อเท้าแรงขึ้นอีกเล็กน้อยนั่นแสดงให้เห็นว่า อาการบาดเจ็บทุเลาลงมากแล้ว เพราะก่อนหน้านั้นตอนที่ใช้แรงบีบเท่าๆกันกับครั้งนี้ สีหน้าของอีกฝ่ายเหยเกเพราะความเจ็บ

“ถ้าอย่างนั้นกระหม่อมจะทำการประคบร้อนให้อีกครั้งพะย่ะค่ะ” หมอหลวงเริ่มลงมือแกะผ้าพันแผลออกจากข้อเท้าเรียว

“ท่านหมอหลวง หงเจินดื่มโอสถหมดแล้ว ท่านก็กลับไปทำงานของท่านต่อเถิด เดี๋ยวข้าจะช่วยประคบร้อนให้เขาเอง” ร่างสูงลุกขึ้น ก่อนจะช้อนตัวร่างเพรียวขึ้นไปวางบนเตียง

“อ๊ะ! พี่เหวินอี้!” หงหลินสะดุ้ง แขนเรียวรีบโอบคว้าคอของร่างสูงเอาไว้อย่างรวดเร็ว เพราะกลัวว่าตัวเองจะตกพื้น

“เอ่อ...องค์ชายรอง กระหม่อมว่า...เอ่อ” เสียงของหมอหลวงชราทำให้สายตาคมตวัดไปมองอย่างไม่สบอารมณ์ นั่นทำหมอหลวงผู้นั้นต้องรีบปลีกตัวออกมาโดยเร็ว เพื่อไม่ให้ตัวเองต้องหัวหลุดจากบ่า “พะย่ะค่ะ กระหม่อมก็มีงานที่ค้างอยู่อีกมากมาย ขอบพระทัยองค์ชายรองที่เมตตาพะย่ะค่ะ”

“อืม ไม่เป็นไร”

“กระหม่อมทูลลาพะย่ะค่ะ” น้ำเสียงราบเรียบของร่างสูงยิ่งทำให้หมอหลวงรีบเก็บของกลับออกไปทันที ไม่กล้าเหลียวหลังกลับไปมองผู้ที่อยู่ภายในห้องอีก

“พี่เหวินอี้ ทำไมถึงไม่ให้หมอหลวงทำล่ะ? ลำบากท่านเปล่าๆ ถ้าอย่างนั้นข้าทำเองดีกว่า” หงเจินที่เห็นหมอหลวงทำท่าทางร้อนรนออกไปจากห้อง จึงหันมาหาคนที่เพิ่งวางร่างของตัวเขาลงบนเตียง ก่อนจะไปนั่งบนขอบเตียงฝั่งปลายเท้าของร่างเพรียว

“ข้าทำเอง” มือหนาเริ่มแกะผ้าพันแผลออกจากข้อเท้าเรียวอีกครั้งอย่างเบามือ

“ตามใจท่านก็แล้วกัน ข้าขี้เกียจเถียงกับท่านแล้ว” หงหลินถอนหายใจครั้งหนึ่ง ก่อนจะเอ่ยกับคนที่เขาคิดว่าพูดไป อีกฝ่ายก็คงไม่ยอมหยุดมือง่ายๆเป็นแน่

เมื่อผ้าพันแผลหลุดออกจากข้อเท้าเรียวทั้งหมดแล้ว รอยม่วงช้ำก็ปรากฏแก่สายตาคม ปลายนิ้วเรียวแตะลงบนผิวช้ำอย่างแผ่วเบา “เจ้าไม่เจ็บจริงๆรึ?”

“รอยช้ำแค่นี้เอง ข้าเป็นบุรุษ ไยต้องมาสำออยกับอาการบาดเจ็บแค่นี้กันเล่า” แววตาทะนงตนเยี่ยงชายชาตรีของร่างเพรียวทำให้ร่างสูงนึกขันในใจ

‘เจ้าก็ไม่ได้ต่างจากจื่อหลันไปสักเท่าไหร่หรอกนะ หงหลิน’

 

มือหนาเริ่มทำการประคบร้อนให้กับร่างเพรียว ความอุ่นร้อนพอดีทำให้ หงหลินรู้สึกสบายจนเคลิ้มหลับ ร่างสูงเองก็ไม่ได้ส่งเสียงอันใดออกมาเพื่อเป็นการรบกวนอีกฝ่าย เมื่อประคบร้อนเสร็จแล้ว ร่างสูงจึงลุกขึ้นแล้วเดินไปนั่งข้างๆคนที่หลับพริ้มอยู่ เหวินอี้โน้มลงจูบบนหน้าผากเนียน ปลายนิ้วเรียวเกลี่ยไล้พวงแก้มนุ่ม ก่อนจะผละออกแล้วดึงผ้าห่มผืนหนามาคลุมตัวให้ร่างเพรียว แล้วเดินออกไปจากห้อง

คนที่ถูกคิดว่าหลับสนิทไปแล้วกับลืมตาขึ้นมาหลังจากที่ร่างสูงเดินออกไปแล้ว ในใจก็คิดว่าพี่ชายคนนี้คอยดูแลเอาใจใส่จื่อหลันเสมอ และก็ชอบทำแบบนั้นกับเขาเช่นกัน

“ทำอย่างกับข้าเป็นจื่อหลันไปได้…” ร่างเพรียวยู่ริมฝีปากบาง ก่อนจะบ่นพึมพำ “ข้าไม่ใช่เด็กเล็กๆเสียหน่อย ที่จะต้องให้ท่านต้องมาคอยดูแลแบบนี้ พี่เหวินอี้”

ความคิดเห็น