facebook-icon Twitter-icon

ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

บทที่七 “คิดถึง”

ชื่อตอน : บทที่七 “คิดถึง”

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย y

คนเข้าชมทั้งหมด : 1.9k

ความคิดเห็น : 8

ปรับปรุงล่าสุด : 01 ต.ค. 2562 20:57 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
บทที่七 “คิดถึง”
แบบอักษร

บทที่七 “คิดถึง”

 

 

 

“หิมะ” ผมพึมพำเสียงเบาหวิว

“ตกแล้วหรือ” ชูร์เชียนที่เพิ่งเข้ามาในห้องผมส่งเสียงถามขึ้น ตอนที่เขาเข้ามาด้านนอกมีอากาศเย็นจัดก็จริงแต่ยังไม่มีหิมะตกลงมา

“คิดว่าใช่นะ” สายตาของผมทอดมองออกไปด้านนอกผ่านทางหน้าต่างที่ปิดสนิท ด้านนอกนั่นเริ่มมีเกล็ดสีขาวของหิมะแรกโปรยปรายลงมายามค่ำคืน

“หิมะจริงด้วย” อีกฝ่ายก้าวเข้ามาหามองออกไปนอกด้านหน้าเช่นเดียวกัน

ห้องของผมอยู่ริมสุดด้านหลังตำหนักเป็นตำแหน่งที่ไม่สามารถเห็นพระอาทิตย์ขึ้นได้แต่หากเป็นตอนพระอาทิตย์ตกแสงสว่างสีส้มแสดจะสาดส่องเข้ามาเต็มๆ ผมยืนมองหน้าต่างมาหลายอาทิตย์หวังว่าจะได้เห็นหิมะกับตาตัวเองซึ่งก็ได้เห็นแล้วในวันนี้

“ข้าอยากออกไปดูสักหน่อย ท่านจะนอนก่อนเลยก็ได้” ผมหันไปบอกแล้วเตรียมก้าวออกจากห้อง

“มาแปลกนะที่วันนี้เจ้าไม่ไล่ข้ากลับ”

“ท่านจะยอมกลับหรือ” ดวงตาสีน้ำตาลอ่อนของผมหันไปประสานกับดวงตาสีดำขลับนั้นด้วยสายตาไม่อยากเชื่อ

ถึงอย่างไรต่อให้บอกให้กลับห้องตัวเองชูร์เชียนก็ไม่เคยจะทำตามอยู่ดี

“ไม่กลับ” ชูร์เชียนเอ่ยเสียงนิ่ง

นั่นปะไร

“เช่นนั้นข้าขอออกไปก่อน...” ยังไม่ทันได้เอื้อมมือไปยังประตูไหล่ของผมก็ถูกคว้าไว้และกดลงคล้ายจะบังคับให้หยุดการเคลื่อนไหว

“ข้าเคยบอกแล้วนี่ว่าจะพาเจ้าไปดูหิมะแรกด้วยกัน คิดจะไปคนเดียวหรือหวังหมิ่น” คำพูดนั้นทำให้ผมนึกถึงเหตุการณ์ของการฝึกขี่ม้าวันแรกได้ ชูร์เชียนเคยพูดไว้แบบนั้นจริง

“ข้างนอกหนาวท่านเพิ่งเดินตากลมมาอย่างเพิ่งออกไปดีกว่า” ภายในห้องค่อนข้างอุ่นกว่าด้านนอก ผมกลัวว่าหากเข้าออกที่อุ่นและที่เย็นสลับไปมาอาจทำให้ป่วยขึ้นมา

“ข้าไปได้ เจ้าเถอะคิดจะออกไปด้วยชุดบางๆ เช่นนี้หรือไร” ชูร์เชียนถามต่อพลางไล่มองผมที่อยู่ในชุดนอนสีเทาอ่อน เนื้อผ้านั้นไม่อาจเรียกว่าบางเป็นชุดสำหรับใส่ในช่วงหน้าหนาวโดยเฉพาะ

หลายอาทิตย์ก่อนมีคนนำเสื้อผ้าสำหรับหน้าหนาวมากมายมาส่งให้ผมถึงห้อง ไม่จำเป็นต้องถามก็เดาได้ว่าผู้ที่อยู่เบื้องหลังเสื้อผ้าเหล่านั้นคือใคร ตอนนี้ในตู้เสื้อผ้าจึงเต็มไปด้วยชุดตัวหนาเหมาะกับใส่ในช่วงนี้อย่างยิ่ง

“ข้าว่าก็หนาแล้วนะ” สำหรับคนที่อยู่ในประเทศเขตร้อนการสวมชุดแขนยาวขาวยาวแถมยังมีขนสัตว์บุอยู่ด้านในช่วยให้ความอบอุ่นนับว่าหนามากแล้ว ต่อให้อยู่ในฤดูหนาวของประเทศไทยอย่างมากสุดก็ใส่แค่เสื้อแขนยาว

“เจ้าอย่าได้ดูถูกความหนาวเย็นของฤดูหนาวไป สวมเสื้อคลุมอีกสักชั้นเถอะ” ระหว่างพูดชูร์เชียนเดินไปเปิดตู้เสื้อผ้าหยิบเสื้อคลุมสีน้ำเงินเข้มตัวหนามาสวมทับให้

“ข้าสวมเองได้ ท่านไม่ต้องทำเช่นนี้” พอถูกอีกฝ่ายค่อยๆ บรรจงสวมให้อย่างอ่อนโยนภายในใจก็เริ่มสั่นไหวมากขึ้นทุกที

“ข้าอยากทำ” อีกฝ่ายเผยรอยยิ้มบางๆ ออกมา ดูจะภูมิใจกับผลงานการสวมเสื้อคลุมของตัวเองมาก

“ท่านเองก็ควรจะสวมอีกสักชั้น”

“อืม...เจ้าเลือกมาสวมให้ข้าสักตัวละกัน” ชูร์เชียนเบนสายตาไปมองยังตู้เสื้อผ้าเป็นเชิงบอกให้ผมเลือกหยิบมาได้เลย

“ได้” ผมพยักหน้าเดินไปหยิบเสื้อคลุมที่ดูแล้วน่าจะหนาและอุ่นมากออกมาจากตู้ รูปร่างของผมกับชูร์เชียนนับว่าใกล้เคียงกันติดที่ผมเตี้ยกว่าหน่อยและตัวเล็กกว่านิดแต่โดยรวมเสื้อผ้าของผมเขาสามารถสวมใส่ได้

ผมเลือกเสื้อคลุมสีขาวซึ่งมีขนของสัตว์สีเดียวกันประดับมอบทั้งความสวยงามและความอบอุ่นให้ในขณะเดียวกัน ยิ่งสวมทับอยู่บนร่างอันสง่างามของชูร์เชียนยิ่งเสริมเสน่ห์ให้มากขึ้นอีกเท่าตัว ความจริงไม่ว่าจะเป็นชุดเสื้อผ้าแบบใดแค่มาอยู่บนร่างชูร์เชียนก็กลายเป็นชุดของแบร์นเนมดังได้ทั้งนั้น

ใบหน้าของชูร์เชียนในยามนี้ประดับด้วยรอยยิ้มชวนให้ใจเต้น รอบกายแผ่บรรยายากาศมีความสุขออกมาไม่ขาด พวกเราเดินออกไปด้านนอกตำหนักหามุมที่สงบมุมหนึ่งยืนอยู่ท่ามกลางผืนหิมะซึ่งกำลังโปรยปรายลงมา

“หิมะ” ผมแบมือทั้งสองข้างออกรองรับเกล็ดหิมะตกลงมาให้ความรู้สึกนุ่มๆ ประสานกับความเย็น

นี่คือหิมะ

“เหมือนอย่างที่เจ้าจินตานาการไว้รึเปล่า” ชูร์เชียนเดินเข้ามาขนาบข้างระหว่างถาม

“หิมะนุ่มกว่าที่คิด ตอนแรกนึกว่าจะแข็งกว่านี้”

“ชอบไหม”

“ชอบ” ผมไม่ลังเลที่จะพยักหน้าใช้มือรองหิมะเหล่านั้น อาจเพราะอุณหภูมิโดยรอบค่อนข้างเย็นต่อให้หิมะอยู่ในมือก็ยังไม่ละลาย

ครั้งแรกเลยที่ได้สัมผัสกับหิมะ

“พอแล้ว ระวังหิมะจะกัดมือเอา” ชูร์เชียนมองดูผมใช้มือรองหิมะอยู่สักพักใหญ่จึงเข้ามาห้าม หิมะในมือถูกปัดทิ้งและแทนที่ด้วยฝ่ามือของชูร์เชียนที่ประสานมาแนบแน่น ไออุ่นของร่างกายนั้นส่งผ่านมายังมือเย็นๆ ของผม

“ข้าอยากสัมผัสหิมะอีกสักหน่อย”

“อีกไม่นานเจ้าจะได้สัมผัสจนเบื่อเลย ครั้งหน้าใส่ถุงมือกันไว้ด้วยล่ะ...มือเจ้าเย็นมากเลย” แค่มือเดียวที่มอบไออุ่นให้เหมือนจะยังไม่มากพอชูร์เชียนจึงได้ใช้มือทั้งสองข้างกุมมือผมไว้

“ทำไมมือท่านอุ่นจัง” อยู่ท่ามกลางหิมะเหมือนกันแท้ๆ แต่ทำไมมือทั้งสองข้างถึงได้อุ่นถึงเพียงนี้

“เพราะข้าซุกมือไว้ในแขนเสื้อตลอด ไม่ได้ปล่อยมือให้โดนหิมะเหมือนอย่างเจ้า” ชูร์เชียนให้เหตุผล

“ก็จริง...ข้าคงตื่นเต้นเกินไปหน่อย”

“จากที่ข้ามองไม่หน่อยแล้ว”

“น่าอายจริง...อายุขนาดนี้ยังตื่นเต้นเหมือนเด็กๆ ซะได้” ยังดีที่ร่างของหวังหมิ่นยังนับได้ว่าเป็นวัยรุ่นอายุยี่สิบสองขืนเป็นร่างเดิมที่อายุสามสิบห้าคงไม่ใช่ภาพที่น่ามองนักหรอก

“ไม่เห็นเป็นไร ข้าชอบเวลาได้เห็นท่าทางหลากหลายของเจ้า ปกติเจ้าไม่ค่อยแสดงอารมณ์อะไรให้เห็น เอาแต่หน้านิ่ง ยิ้มก็ไม่ค่อยยิ้ม”

“เรื่องนั้น...”

“ข้ารู้ว่าคงเป็นนิสัยของเจ้า ดังนั้นพอได้เห็นเจ้าตื่นเต้นหรือยิ้มข้าถึงได้รู้สึกเหมือนได้รับสิทธิ์พิเศษ มีเพียงข้าที่ได้เห็น” ชูร์เชียนกุมมือผมสักพักก่อนจะดึงตัวผมให้เข้าไปอยู่ในวงแขน

“ชูร์เชียน?” ผมไม่ได้ผลักไสหรือตอบรับ ยืนนิ่งๆ ให้อีกฝ่ายกอด

“ได้กอดเจ้าเช่นนี้อุ่นมากเลย”

“กลับห้องกันเถอะ ท่านจะได้ไม่หนาว” ออกมาได้สักพักใหญ่แล้วด้วย สิ่งที่อยากเห็นก็ได้เห็นแล้วนับว่าสำเร็จตามเป้าหมายที่วางไว้

“เป็นเช่นนี้ตลอด” เสียงพึมพำมาพร้อมกับวงแขนที่รัดแน่นขึ้น

“...หมายถึงอะไร”

“ทุกครั้งมีเพียงข้าที่เป็นฝ่ายกอดเจ้าเสมอ ไม่เคยมีครั้งไหนเลยที่เจ้าจะเป็นฝ่ายกอดข้าบ้าง” สิ่งที่ชูร์เชียนพูดก็ไม่นับว่าผิด...ผมไม่เคยเป็นฝ่ายกอดและไม่เคยกอดตอบอ้อมแขนนั้นสักครั้ง

“ท่านอยากให้ข้าเป็นฝ่ายกอดบ้างหรือ” ผมถามกลับทั้งที่พอจะเดาคำตอบได้

“ใช่” ชูร์เชียนพยักหน้ารัวๆ ส่งมา

“...ก็ได้” คิดสักพักผมจึงตัดสินใจตอบรับ

อย่างไรผมก็ชอบการเป็นฝ่ายกอดมากกว่าถูกกอด ยามเป็นฝ่ายกอดผมรู้ว่าควรกอดอย่างไรหรือมืออยู่ตรงไหนแต่พอกลายมาเป็นฝ่ายโดนกอดผมไม่รู้ว่าควรจะทำอย่างไร ควรจะวางมือไว้ที่เอวหรือบนแผ่นหลัง เพราะลังเลที่จะทำผมจึงมักจะยืนนิ่งๆ ไม่ตอบรับแต่ก็ไม่ปฏิเสธ พูดให้ตรงกว่าคือผมไม่รู้ว่าควรตอบรับเช่นไร

“ข้าจะยืนนิ่งๆ ให้เจ้ากอดตามใจเลย” ชูร์เชียนคลายอ้อมแขนขณะก้าวถอยหลังเล็กน้อยเว้นระยะกับผม

“จะไม่นับว่าเป็นการล่วงเกินท่านหรือ” ต่อให้อยู่กันสองคนสถานะของชูร์เชียนก็ไม่ได้เปลี่ยนไป

“สำหรับเจ้าไม่มีคำว่าล่วงเกิน”

ผมมองอีกฝ่ายที่ยืนนิ่งตามคำพูดด้วยความขบขันเล็กๆ กับท่าทางที่เอามือแนบลำตัวทั้งสองข้าง ความรู้สึกประหม่าปนเขอะเขินเหมือนจะมลายหายไป ผมก้าวเข้าไปหาไม่ได้เข้าไปกอดจากด้านหน้าแต่เป็นกอดจากด้านหลัง แขนทั้งสองข้างโอบกอดบริเวณแผ่นอกข้างหนึ่งบริเวณลำตัวข้างหนึ่ง ด้วยความสูงที่เตี้ยกว่าเล็กน้อยผมเลยไม่สามารถเกยคางผมศีรษะนั้นได้จึงเปลี่ยนมาเป็นเกยคางบนไหล่แทน

กลิ่นไอจากร่างกายของชูร์เชียนทำเอาอุณหภูมิในร่างกายพุ่งสูงขึ้น เลือดลมฉูบฉีดไปทั่วร่าง คงจะต้องใช่คำว่าฟีโรโมนของบุรุษเพศจะตรงที่สุด เป็นฟีโรโมนที่มีผลต่อทั้งผู้ชายและผู้หญิง

“ชูร์เชียน” ผมเอ่ยเรียกเสียงเบาหวิวขณะกระชับวงแขนแน่นขึ้น เหมือนอย่างที่อีกฝ่ายบอกพอได้กอดแล้วรู้สึกอุ่นขึ้นจริงๆ ด้วย

ร่างกายของชูร์เชียนแข็งเกร็งทันใด มือที่ตอนแรกแนบอยู่บริเวณลำตัวตอนนี้ก็ยังคงอยู่ที่เดิมไม่ขยับ หากไม่ได้ยินเสียงหายใจกับจังหวะการเต้นของหัวใจที่เพิ่มขึ้นผมคงคิดว่าอีกฝ่ายแข็งไปแล้ว

“...หลี่หวังหมิ่น” เงียบไปสักพักใหญ่ชูร์เชียนก็เรียกชื่อเต็มผม

“อ่า...ไม่กอดแล้ว” ผมตีความน้ำเสียงนั่นว่าให้เลิกกอดจึงได้คลายวงแขนออกแล้วเตรียมจะหมุนตัวเพื่อเดินกลับห้องแต่แล้วในชั่วพริบตาผมกลับถูกสวมกอดจากชูร์เชียนอีกครา

“เจ้า...เจ้าช่าง...” เหมือนอีกฝ่ายมีความในใจบางอย่างอยากจะบอกแต่คำที่ออกมากลับจับใจความแทบไม่ได้

“กลับกันเถอะ อากาศเย็นมากแล้ว” พอยืนอยู่นานๆ ผมรู้สึกเหมือนตัวเองสามารถถูกแช่แข็งได้

“ข้ายังอยากกอดเจ้าอยู่”

“ท่านพูดราวกับเมื่อกลับไปจะไม่กอดข้าอย่างนั้น” นอนด้วยกันทีไรผมมักจะถูกดึงเข้าไปกอดอยู่ร่ำไป

“...กลับก็กลับ” ชูร์เชียนไม่ปฏิเสธคำพูดของผม ยอมปล่อยผมจากวงแขน พวกเราเดินกลับห้องอย่างค่อยเป็นค่อยไป พอได้ขยับร่างกายอย่างการเดินทำให้รู้สึกอุ่นขึ้น

“พรุ่งนี้ท่านต้องกลับไปตำหนักเช้าหน่อย” ผมเปิดหัวข้อสนทนาขึ้น

“เพราะเจ้าต้องรีบไปรายงานตัวที่กองทหารงั้นหรือ” เหตุผลนั้นชูร์เชียนย่อมรู้ดีเพราะเขาเป็นคนจัดการเรื่องนี้ให้ผม

“อืม ขอบคุณนะชูร์เชียน” ถ้าไม่ได้เขาช่วยก็ไม่รู้ว่าจะมีโอกาสได้เข้าร่วมกองทหารเมื่อไร

“สองอาทิตย์ที่ผ่านมาเจ้าพัฒนาฝีมือได้เร็วจนน่าตกใจ เจ้า...ม้าเจ้าชื่ออะไรนะ” อีกฝ่ายหันมาถามชื่อม้าที่ผมได้รับเป็นของขวัญเมื่อสองอาทิตย์ก่อน ที่ชูร์เชียนจำชื่อไม่ได้คงเป็นเพราะผมเลือกที่ตั้งชื่อม้าตัวนั้นด้วยศัพท์ที่ผมคุ้นเคย

“โคล่า” ผมบอกชื่อของม้าตัวนั้นอีกครั้ง ดูเหมือนชื่อนี้ออกจะจำยากไปหน่อยสำหรับคนในยุคนี้แต่สำหรับผมพอได้เห็นขนสีน้ำตาลเข้มของมันก็ตั้งชื่อนี้ทันที

“ใช่...โคล่า เป็นชื่อที่แปลกซะจริง...เจ้าบอกว่าเป็นชื่อของน้ำ?”

“อืม เป็นชื่อยี่ห้อน้ำอัดลมที่ข้าชอบมาก”

“ที่นี่เหมือนจะไม่มี...แต่ถ้าเจ้าอยากดื่มแล้วรู้วิธีทำก็ไปบอกห้องครัวได้” ชูร์เชียนพูดต่อ

“ไม่ง่ายที่จะทำ ข้าเองก็ไม่รู้ขั้นตอนที่ละเอียดเช่นกัน”

“งั้นหรือ เจ้ากับโคล่าเข้ากันได้ดีมาก”

“ข้ารู้สึกผูกพันธ์กับมันมากทีเดียว”

ตลอดสองอาทิตย์ที่ผ่านมาผมฝึกทักษะการขี่ม้าแทบทั้งวัน ในอาทิตย์แรกฝึกการควบคุมไม่ว่าจะเป็นการเดินหรือวิ่งส่วนอาทิตย์ต่อมาผมเริ่มฝึกการใช้อาวุธบนหลังม้า ชูร์เชียนที่คอยประเมินฝีมือผมอยู่ตลอดยังเอ่ยชมว่าผมจับจุดได้เร็วมากสามารถหาสมดุลของการขี่ม้าและใช้อาวุธไปพร้อมกันได้ เมื่อวานชูร์เชียนจึงยอมทำเรื่องให้ผมเข้าร่วมกองทหารได้สักที

วันพรุ่งนี้ผมจะได้เริ่มชีวิตการเป็นทหารเต็มตัว

เมื่อเข้าไปอยู่ในกองทหารผมไม่รู้ว่าจะมีโอกาสได้กลับมานอนที่ห้องเหมือนเดิมรึเปล่า เท่าที่รู้ทหารส่วนมากมักกินอยู่รวมกันสร้างสายสัมพันธ์ให้แน่นแฟ้น ดังนั้นคืนนี้ผมจึงยินยอมและยินดีที่จะเป็นฝ่ายซุกอยู่ในอ้อมกอดของชูร์เชียนกระทั่งช่วงเช้าของวันใหม่มาเยือน

การไปเยือนกองทหารในวันแรกให้ความรู้สึกไม่ต่างกับการเข้าทำงานในบริษัทครั้งแรก สภาพแวดล้อมที่ไม่คุ้นเคย สังคมที่เปลี่ยนไป ทุกอย่างทำให้ผมรู้สึกกดดันอยู่ไม่น้อย แค้วนเผยซวานี้มีแม่ทัพอยู่สองคน...คนแรกคือหลิ่วจินหางบุรุษในวัยสามสิบห้าซึ่งนับว่าเป็นคนที่ขึ้นมาเป็นแม่ทัพที่อายุน้อยที่สุดก็คืออายุยี่สิบเก้าปี ชำนาญการต่อสู้และมีไหวพริบในการพลิกแพลงสถานการณ์ อีกคนคือจวนเหวินตี้แม่ทัพผู้ชำนาญด้านการศึกยกทัพทุกครั้งคว้าชัยชนะมาได้ตลอดน่าเสียดายที่อายุล่วงเลยมาเกินเลขสี่แล้วอีกไม่นานคงถึงเวลาเกษียณแล้ว

เรื่องที่ควรรู้ไว้คือแม่ทัพหลิ่วจินหางกับแม่ทัพจวนเหวินตี้นั้นไม่ถูกกัน กองทหารที่มีการแบ่งออกเป็นกองย่อยหกกองจึงมีการแบ่งฟากเป็นสองฝั่งอย่างชัดเจน...กองย่อยที่หนึ่งถึงกองย่อยที่สามอยู่ภายใต้แม่ทัพหลิ่วจินหาง ส่วนกองย่อยที่สี่ถึงกองย่อยที่หกอยู่ภายใต้แม่ทัพจวนเหวินตี้

ตัวผมนั้นได้ถูกส่งมาให้เข้าร่วมกองที่ห้าซึ่งมีผู้นำคือแม่ทัพจวนเหวินตี้ ผมเข้าใจเหตุผลที่ชูร์เชียนเลือกที่จะให้ผมเข้าร่วมกับกองนี้ แม่ทัพจวนเหวินตี้มีอายุมากแล้วอีกไม่กี่ปีต้องหาคนขึ้นมาดำรงค์ตำแหน่งแม่ทัพแทน หลายคนอาจมองว่าผู้ที่สมควรจะเป็นแม่ทัพคนต่อไปต้องเป็นลูกหลานหรือเชื้อสายทว่าแม่ทัพเหวินตี้นั้นไม่มีทั้งภรรยาหรือหลานที่ไหน ได้ยินจากชูร์เชียนมาว่าเขาจะเลือกผู้ที่มีความสามารถอันโดดเด่นขึ้นไปแทน

แน่นอนว่าย่อมไม่ใช่เรื่องง่ายเนื่องจากผู้ที่คู่ควรในยามนี้มีทั้งสิ้นสามคนนั่นคือหัวหน้ากองทหารที่สี่ถึงกองที่หกซึ่งเป็นรองแม่ทัพ พวกเขาทั้งสามจะผลัดเปลี่ยนกันตามแม่ทัพเหวินตี้ไปยังสนามรบเรียกว่ามีประสบการณ์พร้อมที่จะขึ้นรับตำแหน่งต่างจากผมที่ตอนนี้เป็นเพียงนายทหารคนหนึ่งในกอง

ชีวิตของผมเมื่อเข้าไปเป็นส่วนหนึ่งในกองย่อยที่ห้าเริ่มต้นด้วยการถูกมองด้วยสายตาระแวดระวังปนสงสัยของทุกคนในกองเนื่องจากผมเป็นผู้ที่ถูกส่งเข้ามาอย่างกะทันหันโดยไม่ต้องผ่านการทดสอบเหมือนคนอื่นๆ เรียกว่าเป็นเด็กเส้นก็คงใช่ ในทุกปีจะมีการทดสอบเพื่อรับทหารเข้ากองแต่ช่วงนั้นหมดไปหลายเดือนแล้วจะรอให้เปิดอีกรอบก็ช้าเกินไป

เมื่อรู้ว่ากำลังถูกมองด้วยสายตาไม่สู้ดีผมไม่ได้เข้าไปชี้แจงหรืออธิบายแต่ใช้การกระทำเพื่อบอกให้พวกเขารู้ว่าต่อให้ผมไม่ได้เข้าร่วมการทดสอบทว่าฝีมือผมก็ไม่ได้ด้อยไปกว่าใคร ในวันที่สองมีการฝึกต่อสู้มือเปล่าทุกคนจะจับคู่กันแล้วต่อสู้ ผู้ชนะต้องไปต่อสู้กับผู้ชนะอีกคนเพื่อหาคนที่เก่งที่สุด หลายคนคงคิดว่าน้องใหม่อย่างผมจัดการง่ายจึงพากันเข้ามาเป็นคู่ต่อสู้ไม่ขาดกระทั่งได้เห็นฝีมือของผมทุกคนก็พากันเปลี่ยนความคิดและสายตาที่มองมา

รอบกายผมเริ่มมีเพื่อน มีพวกพ้องและได้รับความไว้วางใจทีละน้อย หัวหน้ากองย่อยที่ห้าหรือไถเซียวซื่อเป็นชายอายุสามสิบนิดๆ มีใบหน้าค่อนข้างน่ากลัวประกอบกับรอยแผลบนใบหน้าทำให้คนในกองส่วนมากกลัวกันจนไม่กล้าแม้แต่จะคุยเล่นปกติผิดจากผมที่เดินเข้าไปคุยด้วยตั้งแต่วันแรก...การเข้าไปแนะนำตัวพร้อมทักทายนับเป็นมารยาทพื้นฐาน ไม่ได้ต้องการจะประจบหรือเอาหน้าแม้จะมีเป้าหมายคือการให้อีกฝ่ายจดจำผมได้ก็ตามที

ภายนอกหัวหน้าเซียวซื่อจะดูเป็นคนพูดน้อยและเคร่งขรึมแต่นั่นไม่ได้ทำให้ผมกลัว ตอนเป็นตำรวจได้เจอกับผู้คนมากหน้าหลายตาและคนที่น่ากลัวจริงๆ ไม่ใช่คนที่มีใบหน้าโหดหรือไม่น่าคบแต่เป็นคนที่เต็มไปด้วยรอยยิ้มที่พร้อมจะแว้งกัดได้ทุกเมื่อต่างหาก

พอได้พูดคุยกับหัวหน้าเซียวซื่อผมก็ได้รู้ว่าคนคนนี้ไม่ได้น่ากลัวแค่เป็นคนที่พูดไม่เก่งเท่านั้นเอง อาจเพราะผมไม่แสดงออกว่ากลัวและยังสามารถพูดคุยสื่อสารได้ปกติหัวหน้าเซียวซื่อจึงมักจะให้ผมเป็นตัวแทนของคนทั้งกองมารับหัวข้อการฝึกไม่ก็กระจายหน้าที่อย่างออกราดตะเวน เป็นต้น

คนในกองคนอื่นๆ ไม่มีทีท่าว่าจะขุ่นเคืองที่ผมเหมือนจะได้รับความโปรดปรานจากหัวหน้าเซียวซื่อตรงกันข้ามกลับพากันพูดเป็นเสียงเดียวกันว่าตั้งแต่ผมเข้ามาบรรยากาศรอบตัวหัวหน้าดูจะเป็นมิตรและเข้าถึงง่ายขึ้น เมื่อมีผมเป็นคนกลางการจะสื่อสารกันก็ไม่อึดอัดเหมือนก่อนหน้านี้ผมจึงถูกยกให้เป็นรองหัวหน้ากองแบบงงๆ จากบรรดาเพื่อนร่วมกอง

ตลอดระยะเวลากว่าสองเดือนผมอาศัย กินอยู่กับเพื่อนพ้องมิตรสหายในกองทั้งวันไม่ได้กลับไปนอนในห้องยังตำหนักเดิมอีก คงเพราะมีเรื่องมากมายที่ต้องทำผมจึงแทบไม่มีเวลาให้คิดเรื่องอื่น เวลาว่างเพียงน้อยนิดผมหมดไปกับการถูกกลุ่มเพื่อนคว้าคอไปสังสรรค์ไม่ก็ถูกหัวหน้ากวักมือเรียกให้ไปเป็นคู่ซ้อมเดินหมาก ตอนแรกที่ถูกสอนให้เล่นผมยังงงกับการวางแต่ละหมากอยู่เลยแต่พอเล่นบ่อยเข้าก็มีหลายคราที่ชนะตั้งแต่นั้นก็มักจะถูกเรียกให้เป็นคู่ซ้อมเป็นครั้งคราว

ความรู้สึกของการได้อยู่รวมกลุ่มกันทำให้ผมนึกถึงตอนอยู่ในหน่วยปราบปราม มีทั้งหัวหน้าใหญ่คอยสั่งการ มีทั้งลูกน้องและเพื่อนที่คอยห้อมล้อม บรรยากาศอันแสนคุ้นเคยทำให้ผมเป็นตัวของตัวเองได้มากขึ้น ผมรับรู้ได้ด้วยสัญชาตญาณว่าพวกเรากลายเป็นครอบครัวเดียวกันแล้ว

บางทีระยะเวลาคงไม่จำเป็น ที่จำเป็นคือความไว้ใจที่มอบให้กัน

“หวังหมิ่น” เสียงเรียกของหัวหน้าเซียวซื่อดังขึ้นท่ามกลางเสียงหอบหายใจของบรรดาทหารหลังการฝึกซ้อมในช่วงเย็นจบลง เหล่ามิตรสหายพากันนั่งกองไม่ก็นอนราบกับพื้นดินหอบหายใจกันไม่ขาดสาย

“ขอรับ” ผมเองก็หอบไม่น้อยแต่ก็ยังวิ่งเหยาะๆ ไปหาหัวหน้าที่ยืนทำหน้าเครียดอยู่

“ช่วงนี้เจ้าได้ไปทำอะไรรึเปล่า”

“หัวหน้าหมายถึงทำอะไรหรือ” คำถามนั้นผมไม่เข้าใจ

ทำอะไรที่ว่าคือทำอะไรล่ะ

“ก็อย่างเช่นไปทำให้ฝ่าบาทกริ้ว” หัวหน้าเซียวซื่อใช้ดวงตาสีดำสนิทมองประสานมาคล้ายกำลังสอบสวนหาความจริง

“ฝ่าบาท? ข้าไม่ได้เจอพระองค์เลยนะ” ผมตอบกลับทันควัน ในรอบสองเดือนที่ผ่านมาผมไม่ได้ออกไปไหนเลยนอกจากไปสังสรรค์กับเพื่อนในกอง ไม่ต้องพูดถึงชูร์เชียนผมไม่ได้เจอเขาเลยตั้งแต่คืนที่ไปดูหิมะแรกด้วยกัน

ทำไมอยู่ๆ ถึงได้ถามแบบนั้น

หรือมีอะไรเกิดขึ้นกับชูร์เชียน?

“เจ้าอาจเจอโดยบังเอิญก็ได้ หรือเจ้าอาจไม่รู้ว่าพระองค์คือฝ่าบาท” อีกฝ่ายตั้งข้อสังเกต

“หากข้าเจอข้าต้องจำได้แน่” กับชูร์เชียนไม่มีทางเลยที่หากบังเอิญเจอแล้วผมจะไม่รู้ว่าเขาเป็นใคร รูปลักษณ์เช่นนั้นเห็นเพียงครั้งเดียวก็มากพอให้จดจำไปทั้งชีวิต

“เจ้าแน่ใจนะ”

“ขอรับ เกิดอะไรขึ้นหรือ” ผมถามกลับ ใบหน้าของหัวหน้าเซียวซื่อดูตรึงเครียดกว่าทุกครั้ง

“ฝ่าบาทเจาะจงเรียกเจ้าให้ไปเข้าเฝ้าที่ห้องทรงงาน”

“ข้า?”

“ใช่ ข้าเองก็ไม่รู้ว่ามีเรื่องอะไรเช่นกัน ได้ข่าวมาว่าช่วงสองเดือนที่ผ่านมาอารมณ์ของฝ่าบาทรุนแรงขึ้นมาก โกรธเกรี้ยวและหงุดหงิดบ่อยครั้ง ข้าเลยเกรงว่าการที่เรียกเจ้าไปอาจเป็นเพราะเจ้าไปทำอะไรเข้า” หัวหน้าเซียวซื่ออธิบายให้ฟังด้วยสีหน้าไม่สู้ดีนัก ขนาดหัวหน้าที่พูดไม่เก่งยังเอ่ยรัวๆ ได้เช่นนี้แปลว่าเขากังวลเรื่องผมไม่น้อย

“ให้ข้าไปเข้าเฝ้าตอนนี้เลยหรือ” ผมถามต่อ ยอมรับว่านึกภาพตอนที่ชูร์เชียนโกรธขนาดนั้นไม่ออก...ปกติอีกฝ่ายไม่ใช่คนใจร้อนหรือขี้โมโหแม้จะเอาแต่ใจประสาคนถูกตามใจตั้งแต่เด็กแต่ไม่ใช่คนชอบใช้อารมณ์ การที่แสดงออกถึงขั้นกลายเป็นข่าวกระจายไปทั่วนับเป็นเรื่องไม่ปกติ

“ใช่”

“ขอบคุณที่ท่านมาบอก ข้าขอตัวก่อน” ผมโค้งศีรษะลงน้อยๆ เพื่อขอบคุณและบอกลา

“หวังหมิ่นหากฝ่าบาทลงโทษเจ้า ข้าจะพยายามหาทางช่วย” คำพูดนั้นฟังแล้วเหมือนเขามั่นใจหลายส่วนว่าผมต้องถูกชูร์เชียนลงโทษแน่

“ขอบคุณท่านหัวหน้า” พูดจบผมส่งยิ้มบางๆ ไปให้ก่อนจะเดินจากไปอีกทาง

ผมค่อนข้างมั่นใจว่าชูร์เชียนจะไม่ลงโทษเพราะผมไม่ได้ทำความผิดใดๆ แม้แต่น้อย และต่อให้ทำจริงผมก็ยังไม่คิดว่าเขาจะลงโทษผมอยู่ดี

ห้องทรงงานที่ว่าอยู่ในตำหนักของชูร์เชียนซึ่งมีระยะห่างไม่น้อยเมื่อเดินทางจากกองทหาร ประมาณสองเดือนแล้วที่ผมไม่ได้กลับมาที่นี่ ทุกอย่างยังคงเหมือนเดิมไม่มีอะไรเปลี่ยน ช่วงฤดูหนาวจะมีหิมะตกลงมาบางครั้งบางคราล่าสุดเพิ่งตกติดต่อกันหลายวันเมื่ออาทิตย์ก่อน ผมและคนในกองเองได้รับคำสั่งจากหัวหน้าเซียวซื่อให้ไปช่วยกวาดหิมะด้วย

องครักษ์ที่เฝ้าอยู่ด้านหน้าคงจะได้รับรายงานเรื่องของผมแล้วจึงเปิดทางให้ผ่านเข้าไปด้านในได้โดยไม่มีการตรวจเช็คร่างกายหรือแม้แต่ถามชื่อ มีเพียงแค่สายตาเห็นใจมองมาเท่านั้น ให้ผมเดาพวกเขาคงคิดว่าผมเป็นคนที่ทำให้ฝ่าบาทอารมณ์ปั่นป่วนและต้องมารับโทษจึงได้รู้สึกสงสารจับใจ

ด้านหน้าห้องทรงงานมีองครักษ์เฝ้าอยู่อีกสองคน พอพวกเขาเห็นผมก็ส่งเสียงรายงานเข้าไปด้านในก่อนจะเปิดประตูให้ผมเข้าไปเมื่อได้รับอนุญาต ทันทีที่ก้าวเข้าไปด้านในบรรยากาศกดดันไม่สู้ดีกระจายอบอวนอยู่รอบห้องซึ่งผู้ที่ปล่อยบรรยากาศเช่นนี้ออกมาก็คือเจ้าของห้องอย่างชางชูร์เชียน ผมสัมผัสได้ถึงอารมณ์ที่รุนแรงได้ยิ่งยามที่ดวงตาสีดำขลับซึ่งไม่ได้เห็นมากว่าสองเดือนเงยจากกองเอกสารขึ้นมาประสาน ความขุ่นเคืองและไม่พอใจก็พุ่งตรงเข้าร่างผมฉับพลัน

การเคลื่อนไหวทั้งร่างหยุดชะงักก่อนอาการเกร็งจะลุกลามไปทั่วร่าง

ชูร์เชียนกำลังโกรธจัด

ไม่เคยเห็นอีกฝ่ายเป็นแบบนี้มาก่อน

“ฝ่าบาท...กระหม่อมมาตามที่ทรงเรียกพ่ะย่ะค่ะ” ผมคุกเข่าลงข้างหนึ่งหลบเลี่ยงสายตาที่ประสานมา หากสายตานั้นเป็นอาวุธผมคงไม่หลงเหลือแม้แต่ลมหายใจแล้ว

ทำไมถึงได้โกรธแบบนั้น

“ออกไป” น้ำเสียงกดต่ำนั่นฟังแล้วเหมือนอีกฝ่ายกำลังพยายามสะกดกลั้นอารมณ์ไม่ให้พุ่งสูงมากไปกว่านี้

“กระหม่อมหรือ” ผมเงยหน้าขึ้นเพื่อถาม

เพิ่งจะมาถึงก็โดนไล่ให้ออกไปซะแล้ว

“พวกเจ้าออกไป” ชูร์เชียนไม่ตอบคำถามผมแต่เบนสายตาไปหาขันทีคนสนิทสองคนและนางกำนัลที่ยืนรับใช้อยู่ด้านข้างท่ามกลางบรรยากาศแสนกดดัน

“พ่ะย่ะค่ะ/เพคะ” ทุกคนต่างโค้งศีรษะลงก่อนจะพากันออกไปด้านนอก

เมื่อภายในห้องเหลือเพียงผมกับชูร์เชียนความเงียบก็เข้าปกคลุมพร้อมกับบรรยากาศที่กดดันขึ้น ผมซึ่งก้มหน้ามองพื้นเริ่มมีเหงื่อไหลซึมออกมาบริเวณขมับเมื่อได้เห็นอีกฝ่ายโกรธจัดเป็นครั้งแรก

อยากจะเอ่ยปากถามว่าเกิดอะไรขึ้นทว่าเสียงกลับไม่สามารถเปล่งออกมาได้ ผมไม่เคยรู้สึกโดนคุมคามถึงขนาดนี้มาก่อน หรือนี่คืออำนาจของจักรพรรดิผู้ปกครองแคว้นอย่างนั้นหรือ เป็นอีกมุมที่ผมไม่เคยได้เห็นชูร์เชียนแสดงออกมา

“ดูเจ้าจะมีความสุขมากนะ” ผ่านไปสักพักในที่สุดก็มีการส่งเสียงออกมาสักทีแม้จะเป็นน้ำเสียงที่ฟังแล้วเสียวสันหลังก็ตาม

“พ่ะย่ะค่ะ กระหม่อม...”

“หลี่หวังหมิ่น” ไม่รอให้พูดจบประโยคชูร์เชียนก็เรียกชื่อผมขึ้นมา

“พ่ะย่ะค่ะ” ผมขานรับโดยที่ยังไม่เงยหน้าขึ้น

ชูร์เชียนในเวลานี้น่ากลัว

“เงยหน้าขึ้นแล้วเรียกชื่อข้า อย่าให้ข้าต้องเอ่ยซ้ำ”

“...ชูร์เชียน” ผมทำตามที่อีกฝ่ายต้องการเงยหน้าขึ้นแล้วเอ่ยเรียกชื่ออีกฝ่ายตรงๆ ใบหน้าถมึงทึงคลายลงเล็กน้อยเมื่อได้ยินชื่อของตัวเองจากปากผม

“เจ้าดูจะมีความสุขมากนะที่ได้อยู่ในกองทหาร” ชูร์เชียนวางพู่กันลงเลิกสนใจกระดาษบนโต๊ะเปลี่ยนมาจ้องมองผมแทน

“ตอนแรกอาจรู้สึกผิดแปลกไปบ้างแต่ตอนนี้ทุกคนเป็นทั้งเพื่อนและพวกพ้องที่ไว้ใจได้ ข้ามีความสุขที่ได้อยู่ที่นั่น” การฝึกอันเข้มงวดที่ต้องเผชิญในแต่ละวันพอได้ผ่านช่วงเวลาเหล่านั้นไปพร้อมกันทำให้พวกเราสนิทสนมกันมากขึ้น

“...งั้นหรือ มีความสุขมากสินะ”

“ชูร์เชียน?”

“คงมีแต่ข้าที่ไม่มีความสุข” อีกฝ่ายพูดต่อ น้ำเสียงอ่อนลงอย่างเห็นได้ชัด

“ท่านหมายถึงอะไร” ผมถามกลับเพราะไม่เข้าใจ

“คงมีแต่ข้าที่คิดถึงเจ้าและอยากเจอเจ้า คงมีเพียงข้าที่คิดไปเองฝ่ายเดียว” คำพูดตัดเพ้อมาพร้อมกับใบหน้าที่หม่นลงเรียกหัวใจผมให้บีบรัดจนรู้สึกเจ็บ

“เรื่องนั้น...”

“ข้ารู้ตั้งแต่ตอนที่เจ้าบอกจะเข้าไปเป็นทหารแล้วว่าพวกเราคงไม่ได้เจอกันเหมือนเดิมแต่ข้าก็ยังคิดว่าคงมีสักวันที่เจ้าคิดถึงแล้วกลับมาให้ข้าพบหน้าบ้าง ข้าเฝ้ารอโดยพยายามข่มใจและสะกดกลั้นความคิดถึงที่มีต่อเจ้า หนึ่งวัน หนึ่งอาทิตย์ ผ่านไปกระทั่งหนึ่งเดือนก็ยังไม่มีวี่แววของเจ้า มาจนถึงตอนนี้เป็นเวลากว่าสองเดือนความอดทนของข้าได้หมดลงแล้วต่อให้เจ้าไม่คิดถึง ต่อให้เจ้าไม่อยากเจอข้าแต่ข้าก็จะสั่งให้เจ้ามา” ชูร์เชียนลุกขึ้นจากเก้าอี้เดินตรงมาหาผมพร้อมย่อตัวลง ฝ่ามือข้างหนึ่งจับปลายคางผมให้เงยขึ้น

“ชูร์เชียน...”

“ข้าคิดถึงเจ้าจนแทบบ้าอยู่แล้ว” ดวงตาสีดำขลับของชูร์เชียนประสานมายังดวงตาสีน้ำตาลอ่อนของผมตรึงทุกการเคลื่อนไหวไว้เพียงแค่ใช้สายตา

“ข้า...ข้าเองไม่ใช่ว่าไม่คิดถึงท่าน” ผมกลั้นใจบอกไปแม้เสียงจะสั่นไม่น้อยก็ตาม

“...เจ้า...พูดว่าอะไรนะ พูดอีกทีหวังหมิ่น” ชูร์เชียนขยับใบหน้าเข้ามาใกล้ขึ้น ดวงตาคู่นั้นกำลังจับจ้องมาเร่งรัดให้ผมตอบบคำถาม

“ข้าไม่ใช่ว่าไม่คิดถึงท่าน...”

“พูดดีๆ เจ้าคิดถึงข้า?”

“...ข้าคิดถึงท่าน” ผมจำต้องเอ่ยออกไปแม้หัวใจจะเต้นรัวจวนเจียนจะหลุดออกมาก็ตาม ตลอดสองเดือนที่ผ่านมาจริงอยู่ว่าผมยุ่งมากและไม่มีเวลาได้คิดเรื่องอื่นเท่าไรนักแต่ช่วงที่นอนเป็นช่วงเดียวที่ผมสามารถคิดอะไรเรื่อยเปื่อยได้และทุกครั้งก็มักจะคิดถึงชูร์เชียนอยู่เสมอ

ตั้งแต่กลับมาที่วังหลวงผมนอนหลับอยู่ภายใต้อ้อมกอดของชูร์เชียนมาตลอดทำให้เกิดความคุ้นเคยและเคยชินโดยไม่รู้ตัว กว่าจะรู้ก็เป็นตอนที่ไม่ได้รับสัมผัสนั้นอีกแล้ว ห้องนอนผมในกองทหารนอนรวมกันห้องหนึ่งเกือบสิบคน ให้ความรู้สึกเหมือนตอนเข้าค่ายทว่าทุกครั้งที่หลับตาและหลับไปผมมักจะนึกถึงสัมผัสที่ได้รับจากชูร์เชียนเสมอ

“ในเมื่อคิดถึงแล้วทำไมไม่มาหาข้า” คนตรงหน้าใช้เรี่ยวแรงที่มีกึ่งบังคับให้ผมยืนขึ้นเพื่อเผชิญหน้ากัน

“...ข้ามาได้หรือ” ผมไม่ได้กำลังยั่วโมโหอีกฝ่ายแต่อย่างใด

ทุกครั้งที่เจอกันมักจะเป็นช่วงกลางคืนซึ่งจะให้ผมบุกไปถึงห้องนอนของชูร์เชียนมันก็ออกจะแปลกและเสียมารยาทเกินไป ช่วงกลางวันเองผมก็เอาแต่ฝึกอยู่กับทหารคนอื่นรวมไปถึงทำงานอื่นๆ ตามคำสั่งของหัวหน้าเซียวซื่อไม่ได้มีเวลาพักมากมาย และต่อให้มีเวลาพักจะให้ผมเดินเข้ามาที่ตำหนักแล้วบอกองครักษ์หน้าประตูว่าขอพบฝ่าบาท พวกเขาคงยอมให้นายทหารธรรมดาคนหนึ่งเข้าไปหรอก

“ทำไมจะมาไม่ได้ ข้ารอให้เจ้ามาหาอยู่ตลอด” ชูร์เชียนพูดจบก็คว้าตัวผมเข้าไปกอดแน่น ไออุ่นของร่างกายที่ไม่ได้สัมผัสมาเนิ่นนานก่อให้เกิดความคิดขึ้นและโหยหาอย่างรุนแรง

“ชูร์เชียน” ผมที่มักจะยืนให้อีกฝ่ายกอดนิ่งๆ ครั้งเป็นฝ่ายกอดตอบเป็นครั้งแรก ผมใช้มือทั้งสองข้างโอบแผ่นหลังนั้นขยับตัวเข้าไปแนบชิดจนได้ยินกระทั่งเสียงของหัวใจที่เต้นรัวอยู่ข้างหู การกระทำของผมส่งผลให้ชูร์เชียนรั้งตัวผมเข้าไปแนบชิดจนไม่เหลือช่องว่างให้ขยับเคลื่อนไหว บรรยากาศอันหนักอึ้งแปรเปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง

“ข้าบอกองครักษ์ด้านหน้าแล้วว่าถ้ามีคนชื่อหลี่หวังหมิ่นมาขอเข้าเฝ้าให้รีบเปิดทาง”

“...เรื่องนั้นข้าไม่รู้”

“เจ้าควรจะรู้”

“แล้วทำไมท่านไม่บอกข้า” หากผมรู้ก่อนหน้านี้คงมาหาชูร์เชียนบ้าง

“ก็เจ้าไม่เคยถามนี่” อีกฝ่ายสวนกลับ

“ความผิดข้าหรือ”

“เจ้าน่าจะรู้ว่าข้าคิดถึงเจ้าเพียงใด” วงแขนของชูร์เชียนกระชับแน่นขึ้น ใบหน้าอันงดงามคลอเคลียอยู่ไม่ห่าง

“...ข้าไม่รู้”

“เช่นนั้นก็รู้ซะ”

“ที่ท่านอารมณ์แปรปรวนหงุดหงิดตลอดเป็นเพราะ...ข้าไม่มาหาท่านหรือ” ผมเดาเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นจากหลายๆ ปัจจัย

“ใช่ เพราะไม่ได้เจอเจ้า เพราะเจ้าไม่มาหาและเพราะคิดถึงเจ้าทำให้ข้าหงุดหงิดทั้งวัน อยากจะไปหาเจ้าแต่ก็กลัวจะอดใจไม่ไหวลากเจ้ากลับมา รอให้เจ้ามาหาก็ไม่ยอมมาสักที สุดท้ายข้าก็ทนไม่ไหวต้องเรียกเจ้ามาหาข้าจนได้” ชูร์เชียนยอมรับโดยที่ยังไม่ยอมคล้ายอ้อมแขนออก

“ขอโทษ อย่าโกรธข้าเลย” ได้ยินแบบนั้นความรู้สึกผิดก็แล่นขึ้นมา

“หากสำนึกผิดจริงๆ ก็อย่าปล่อยให้ข้าคิดถึงเจ้านักสิ”

“ท่านอยากให้ข้าทำเช่นไร” เท่าที่ฟังผมว่าชูร์เชียนมีวิธีอยู่ในใจแล้ว

“ทุกสามวันต้องมาหาข้า ให้ข้าได้เห็นหน้าเจ้า”

“สามวันเร็วไป ถ้าเป็นเดือนละครั้ง...”

“เจ้าคิดจะให้ข้าได้เจอเจ้าแค่เดือนละครั้ง? อยากเห็นข้าเป็นบ้าเพราะคิดถึงเจ้าหรืออย่างไร” ชูร์เชียนพูดสวนทันควัน

“เช่นนั้นก็สองอาทิตย์ครั้ง” ผมเองก็คิดว่าเดือนละครั้งออกจะนานเกินไปเหมือนกันแต่อย่างไรสามวันก็เร็วเกินกว่าจะตอบตกลงได้

“ยังนานอยู่ ความจริงข้าอยากให้เจ้ามาหาทุกวันด้วยซ้ำ”

“แบบนั้นไม่ได้...ถ้าเป็นอาทิตย์ละครั้งเล่า” ผมลองเสนออีกครา

“ก็พอจะทนไหว”

“เช่นนั้น...”

“แต่มีข้อแลกเปลี่ยน” ชูร์เชียนคลายอ้อมกอดเปลี่ยนมาจับไหล่ผมทั้งสองข้างไว้

“ข้อแลกเปลี่ยนอะไร”

“ข้ายอมให้เจ้ามาหาอาทิตย์ละครั้งแต่ทุกครั้งที่เจ้ามาต้องค้างคืนกับข้า” ข้อแลกเปลี่ยนถูกเอ่ยออกมาก่อนจะปิดท้ายด้วยรอยยิ้มแพรวพราว

“...ห้องข้าหรือ” ผมถามกลับเสียงสั่นแม้จะพอเดาได้ลางๆ ว่าไม่ใช่ก็ตาม

“แน่นอนว่าต้องเป็นห้องข้า”

“แบบนั้นไม่ดี ถ้าคนอื่นรู้เข้า...”

“ก็ให้รู้ไปสิว่าข้าโปรดเจ้ามากเพียงใด” ชูร์เชียนพูดต่อ

“คนอื่นจะมองท่านไม่ดี”

“เจ้าคิดมากไปแล้ว อย่าปฏิเสธข้าเลยหวังหมิ่น ข้าอยากใช้เวลาที่เหลือกกกอดเจ้าให้แน่นๆ” แววตานั้นสะท้อนความหมายตามคำพูด

“หากข้าตกลงพรุ่งนี้ข้าก็กลับไปกองทหารแล้วมาหาท่านใหม่อาทิตย์หน้าใช่รึเปล่า” ผมถามเพราะอยากให้แน่ใจว่าไม่ได้เข้าใจอะไรผิด

“แน่นอนว่าไม่ใช่”

“ไม่ใช่?”

“เจ้าให้ข้ารอมาตั้งสองเดือนคิดว่าแค่อยู่ด้วยแค่คืนเดียวจะลบล้างความคิดถึงของข้าได้งั้นหรือ อย่าดูถูกความคิดถึงของข้าเชียวหวังหมิ่น” อีกฝ่ายหรี่ตาขณะจ้องมองมา

“แล้วข้าต้องทำเช่นไร” ไม่ใช่ผมไม่อยากคิดแต่ชูร์เชียนมีคำตอบที่อยากได้อยู่แล้ว

“พรุ่งนี้ทั้งวันเจ้าต้องคอยอาลักขาข้าอย่างใกล้ชิด”

“...หมายถึงให้ข้าเป็นองครักษ์ส่วนพระองค์?”

“เข้าใจถูกแล้ว” ชูร์เชียนพยักหน้า

“ถึงช่วงเย็นแล้วค่อยให้ข้ากลับไปใช่รึเปล่า”

“เจ้าดูอยากรีบกลับไปนะ ไม่อยากอยู่กับข้าหรือ” น้ำเสียงไม่พอใจมาพร้อมกับสายตาขุ่นเคือง

“ช่วงนี้ข้ากำลังได้รับความไว้วางใจจากหัวหน้าเซียวซื่อจึงไม่อยากทำให้เขาผิดหวัง” หนทางสู่การเป็นแม่ทัพไม่ใช่เรื่องที่รีบร้อนแล้วจะสำเร็จ ผมต้องสร้างความไว้ใจสลับกับสร้างผลงานและแสดงความเป็นผู้นำออกมาให้ประจักต่อสายตาของทุกคน

“ได้ยินมาเหมือนกันว่าไถเซียวซื่อมีคนที่กำลังโปรดมาก”

“คงเพราะอายุใกล้ๆ กันเลยคุยถูกคอกระมัง” ผมกับหัวหน้าเซียวซื่อมีเรื่องให้คุยกันได้ไม่น้อย ความชอบหลายอย่างของพวกเราตรงกันอย่างการปลูกต้นไม้ และคงเพราะมีอายุไล่เลี่ยกันถึงคุยได้ลื่นไหลไม่มีช่องว่างของอายุมากนัก

“อายุยี่สิบสองกับสามสิบสี่น่ะหรือ”

“ท่านอย่าลืมว่าอายุจริงข้าคือสามสิบห้า” ต่อให้อยู่ในร่างของเด็กวัยยี่สิบสองก็ไม่ได้ทำให้ตัวตนภายในเปลี่ยนแปลงไป

“เจ้าไม่ได้ถูกใจไถเซียวซื่อหรอกใช่รึเปล่า”

“ถ้าในฐานะสหายข้าย่อมถูกใจ”

“แล้วถ้าเป็นคนรู้ใจเล่า” ชูร์เชียนถามต่อไม่ยอมหยุด

“เขามีภรรยากับลูกสาวแล้ว” เรื่องนี้ชูร์เชียนก็น่าจะรู้ดี

“เจ้าชอบคนที่มีพันธะแล้วนี่”

“นั่นเป็นความชอบของหลี่หวังหมิ่น” ผมไม่ได้มีความชอบเช่นนั้นแม้แต่นิดเดียว

“ข้าจะเชื่อเจ้าละกัน ไปนอนกันเถอะ” พูดจบชูร์เชียนก็คว้าแขนผมแล้วกึ่งดึงกึ่งลากเข้าไปยังห้องด้านในซึ่งเป็นห้องนอนส่วนตัว

ห้องนอนขนาดใหญ่มีข้าวของเครื่องใช้ประดับอย่างหรูหรา มองไปทางไหนก็เห็นแสงสีทองสะท้อนวิบวับบ่งบอกถึงมูลค่าได้เป็นอย่างดี เตียงขนาดใหญ่ถูกปูด้วยผ้าปูสีเทาสลับทองโดยบนเตียงนั้นมีหมอนอยู่ถึงสี่ใบเรียกว่าใหญ่กว่าเตียงในห้องผมถึงสองสามเท่า

ผมถูกพาไปจนถึงเตียงก่อนจะถูกคว้าตัวให้ล้มลงไปนอนบนเตียงยักษ์ด้วยกัน ชูร์เชียนนอนกอดผมแน่นจากด้านหลังเป่ารดลมหายใจร้อนๆ กับต้นคอของผม

“ชูร์เชียนปล่อยก่อน” ผมเริ่มออกแรงดิ้น ทั้งที่สามารถใช้ศอกแทงไปด้านหลังเพื่อให้อีกฝ่ายปล่อยได้แต่ผมกลับไม่ลงมือเพราะเกรงว่าชูร์เชียนจะเจ็บ

“ไม่ปล่อย ตลอดทั้งคืนเจ้าอย่าคิดว่าจะได้เป็นอิสระจากอ้อมกอดข้า” ชูร์เชียนเบียดร่างกายเข้ามาแนบสนิทกับแผ่นหลังผมซุกปลายจมูกลงตามลำคอผมอย่างไม่รีบร้อน

“ข้าเพิ่งฝึกเสร็จเหงื่อออกเยอะมากอย่างน้อยขอข้าไปอาบน้ำเถอะ” ผมไม่ว่าอะไรที่โดนกอดแต่ผมไม่อยากให้เขาได้กลิ่นเหม็นจากตัวผม

“ไม่ต้องกังวล...เจ้าไม่เหม็นสักนิด” ระหว่างพูดชูร์เชียนยังจงใจสูดดมกลิ่นกายผมตามลำคอเป็นหลักฐานซึ่งการกระทำเหล่านั้นทำให้เลือดในกายฉูบฉีดขึ้นมาบนใบหน้า

“ชูร์เชียน”

“ข้าปล่อยเจ้าไปตอนนี้ไม่ได้หวังหมิ่น ถ้าเข้าใจแล้วก็ปล่อยตัวให้สบาย” อุณหภูมิจากร่างของชูร์เชียนแผ่มายังร่างกายผมแม้จะมีเสื้อผ้าเนื้อหนากั้นก็ดูเหมือนจะไม่เป็นอุปสรรคแต่อย่างใด

ความรู้สึกที่คุ้นชินทำให้อาการขัดขืนหายไป ไม่นานดวงตาก็ปิดลงซึบซับความรู้สึกยามอยู่ในอ้อมกอดของชูร์เชียนด้วยความรู้สึกคิดถึงและโหยหามากกว่าที่เคย หัวใจสองดวงแข่งกันเต้นรัวอย่างไม่มีใครยอมใคร ทั้งที่เป็นแบบนั้นแต่พวกเรากลับสามารถหลับตาลงแล้วปล่อยให้สติหายไปได้

คืนที่ถูกกอดรัดเช่นนี้ทำให้ผมหลับสนิทกว่าทุกวันซึ่งชูร์เชียนก็คงเป็นเหมือนกัน

เช้าวันต่อมาชูร์เชียนตื่นขึ้นมาด้วยใบหน้าสดใส เส้นผมที่ยุ่งน้อยๆ หลอมรวมกับรอยยิ้มกว้างกลายเป็นของขวัญยามเช้าแสนพิเศษจนผมพานนึกไปว่าตัวเองกำลังตกอยู่ในห้วงฝัน

ก่อนจะทำหน้าที่อารักขาผมขอชูร์เชียนอาบน้ำก่อน ในช่วงฤดูหนาวไม่มีใครอาบน้ำทุกวันแต่เพราะต้องฝึกหนักอยู่ไม่ขาดผมจึงชอบที่อาบน้ำอย่างน้อยก็วันหรือสองวันครั้ง ชูร์เชียนไม่ได้ปฏิเสธตรงกันข้ามยังสั่งการให้เด็กรับใช้ไปเตรียมน้ำอุ่นให้อีก ห้องน้ำที่ผมใช้เป็นห้องน้ำส่วนพระองค์...แน่นอนว่าตอนแรกผมไม่ได้นึกเอะใจแต่พอเห็นด้านในเท่านั้นผมก็รู้ได้ทันทีและเตรียมจะหันหลังเดินออก ชูร์เชียนคงเดาปฏิกิริยาผมได้ถึงได้เดินตามมาผลักแผ่นหลังผมให้ก้าวเข้าไปด้านในแล้วปิดประตูพร้อมกับบอกว่า...

‘ข้าจะยืนรออยู่ตรงนี้ ถ้าเจ้าไม่อาบข้าจะเป็นฝ่ายเข้าไปช่วยอาบให้’

เพราะประโยคนั้นผมจึงหมดทางเลือกจำต้องลงแช่น้ำในถังไม้ที่เตรียมไว้ชำระล้างร่างกายจนสะอาดแล้วค่อยกลับออกไป ด้านนอกมีร่างของชูร์เชียนยืนรออยู่ทั้งที่ผมบอกให้เขาไปรอในห้องก่อน

พวกเราร่วมโต๊ะมื้อเช้าด้วยกันก่อนผมจะติดตามชูร์เชียนไปออกว่าราชการในช่วงแปดโมง ในห้องโถงขนาดใหญ่เต็มไปด้วยขุนนางหลายสิบคนนั่งอยู่ทั้งฝั่งซ้ายและฝั่งขวาโดยตรงกลางมีบัลลังก์มังกรซึ่งเป็นที่ประทับขององค์จักรพรรดิหรือชูร์เชียนตั้งไว้ ทันทีที่ชูร์เชียนนั่งลงก็เปิดฉากการพูดคุยโต้ตอบที่กินเวลาไปกว่าครึ่งวัน

ผมยืนรวมอยู่ด้านข้างกับองครักษ์คนอื่นๆ มองดูท่วงท่าอันสง่างามและเปี่ยมด้วยอำนาจด้วยสายตาชื่นชม ชูร์เชียนตอนถกปัญหาต่างๆ กับเหล่าขุนนางเป็นมุมที่ผมไม่เคยได้เห็นมาก่อน ทั้งน่าเกรงขามและเปี่ยมด้วยความเป็นผู้นำ เมื่อเขาเปร่งเสียงทุกคนในห้องโถงก็ยุติการโต้เถียงเพื่อรับฟังและเห็นด้วยกับวิธีการแก้ไขปัญหาต่างๆ

หมดช่วงเช้าผมตามชูร์เชียนกลับมายังห้องทำงานอีกครั้ง ขันทีคนสนิททั้งสองคนถูกสั่งให้ออกไปรอด้านนอก ภายในห้องจึงเหลือเพียงผมกับชูร์เชียนตามลำพัง

“เจ้าเพิ่งเคยเห็นข้าออกว่าราชการครั้งแรกเป็นอย่างไรบ้าง” ชูร์เชียนเอ่ยถามด้วยแววตาสงสัย

“เท่มาก” ผมตอบไปตามจริง

“เท่? ศัพท์แปลกๆ อีกแล้ว มีความหมายว่าอย่างไร ใช่คำชมรึเปล่า” คิ้วของชูร์เชียนขมวดน้อยๆ กับคำศัพท์ใหม่ที่ไม่เคยได้ยิน

“เป็นคำชมมีความหมายว่าดูดีมาก”

“ฮืม ข้าดูดีหรือ” เหมือนอีกฝ่ายจะชอบใจกับคำพูดผมไม่น้อยถึงได้ยิ้มไม่หุบ

“ดูดีมาก เพิ่งเคยเห็นท่านในมุมเอาจริงเอาจังเป็นครั้งแรก”

“ใจเต้นเลยล่ะสิ”

“...” ผมไม่ตอบแต่พยักหน้าเบาๆ ตอบกลับไป เพียงแค่นั้นก็มากพอให้เขาก้าวเข้ามาประชิดและรวบตัวผมเข้าไปกอดแน่น

“ข้าไม่อยากให้เจ้าไปเลย อีกตั้งอาทิตย์กว่าจะได้เจอกัน” ชูร์เชียนพูดเสียงอู้อี้ซบหน้าลงกับไหล่ผม

“แค่อาทิตย์เดียวก็ได้เจอกันแล้ว” คำว่าตั้งให้ความรู้สึกยาวนานกว่าคำว่าแค่นัก

“แค่วันเดียวข้าก็คิดถึงเจ้าแล้ว”

“ก่อนหน้านี้ท่านทนมาได้ตั้งสองเดือนนี่” แค่อาทิตย์เดียวไม่เท่าไรกระมัง

“ข้าชื่นชมตัวเองนักที่ทนมาได้นานขนาดนั้น”

“ข้าจะไปช่วงเย็น ระหว่างนี้ท่านทำงานเถอะ” ผมเอื้อมมือข้างหนึ่งแตะแผ่นหลังนั้นสลับกับลูบไปมาอย่างแผ่วเบา การกระทำนั้นของผมยิ่งทำให้อีกฝ่ายกอดแน่นกว่าเดิม

“ข้าอยากกอดเจ้าไปจนกว่าจะถึงเวลานั้น”

“แล้วงานเล่า” กองกระดาษบนโต๊ะไม่ใช่จำนวนน้อยๆ เลย

“ไว้ค่อยทำ”

“ท่านเป็นเด็กหรือ”

“ก็เด็กกว่าเจ้าละกัน”

“ชูร์เชียน”

“ข้าไม่ทำงาน จะกอดเจ้าแน่นๆ ไม่ยอมปล่อยแบบนี้จนกว่าจะเย็น” น้ำเสียงดึงดันนั้นทำเอาผมแทบจะถอนหายใจออกมาซะเดี๋ยวนั้น

มุมที่เป็นผู้ใหญ่แสนจะน่าเกรงขามตอนนั่งอยู่บนบัลลังก์มังกรหายไปไหนซะแล้ว หรือเพราะนั่งอยู่บนบัลลังก์วิญญาณของจักรพรรดิองค์ก่อนๆ เลยมาเข้าสิง พอลุกขึ้นวิญญาณนั้นเลยออกจากร่าง?

ดูหนังมากไปแล้วตัวผม

“หากท่านไม่ยอมปล่อยและข้าหาทางหลุดออกไปได้ ข้าจะกลับไปทันทีไม่รอให้ถึงช่วงเย็น” ผมพยายามทำเสียงนิ่งเอ่ยออกไป

“...เจ้าขู่ข้า?” คำพูดผมไม่เชิงว่าเป็นการข่มขู่แต่ดูเหมือนว่าจะได้ผลไม่น้อยเมื่อมองจากปฏิกิริยาของอีกฝ่าย

“แล้วแต่ท่านจะคิด”

“หลี่หวังหมิ่น”

“...” ผมเลือกที่จะเงียบก่อนจะเริ่มขยับตัวเล็กน้อยเพียงแค่สัมผัสได้ถึงการขยับตัวของผมวงแขนของชูร์เชียนก็รัดแน่นราวกับกลัวว่าผมจะหลบหนีไป

“ก็ได้ ข้ายอมแล้ว ข้ายอมทำงานก็ได้แต่เจ้าห้ามกลับไปจนกว่าจะถึงช่วงเย็นเด็ดขาด” ชูร์เชียนยอมตกลงในที่สุด

“เช่นนั้นก็ปล่อยข้า”

“ขออีกครู่หนึ่งเถอะ...นะ” คำพ่วงท้ายพยางค์สั้นๆ ส่งผลกระทบต่อจิตใจเหลือเกิน

“แค่ครู่เดียวนะ”

“อืม” อีกฝ่ายพยักหน้าซุกหน้าลงคลอเคลียไม่ห่าง

ดูเหมือนว่าไม่ใช่แค่ชูร์เชียนที่ยอมผม ตัวผมเองก็ยอมเขาไม่ต่างกัน

หากเป็นการต่อสู้ก็คงต้องให้เสมอสินะ

................................................

มาต่อแล้วค่าา

งื้อออ ตอนนี้น่ารักมาก

เป็นตอนที่เราชอบมากเลย

เวลาห่างกันแล้วได้กลับมาเจอกันอีกครั้งความคิดถึงมันทำให้ชูร์เชียนน่ารักขึ้นอย่างบอกไม่ถูก

ส่วนหวังหมิ่นนั้น เขาเป็นคนที่แสดงออกไม่ค่อยเก่งทว่าตอนนี้ก็เริ่มจะมีการพัฒนาแล้ววว

ถ้าทุกคนชอบก็คงดีนะคะ

ปล.เราปรับแก้พาทของชูร์เชียนแล้ว สามารถกลับไปอ่านใหม่ได้น้า

ขอบคุณทุกๆ คอมเม้นท์เลยนะคะ

ไว้เจอกันใหม่ตอนหน้า

บ๊ายบายค่าา

nicedog

♫ ♪ ♪ ღ♫ ♪ ♪ ღ♫ ♪ ♪ ღ♫ ♪ ♪ ღ♫ ♪ ♪ ღ♫ ♪ ♪

ความคิดเห็น