ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

[บทที่ 30] ขอโทษ

ชื่อตอน : [บทที่ 30] ขอโทษ

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย รัก,โรแมนติค

คนเข้าชมทั้งหมด : 1.8k

ความคิดเห็น : 9

ปรับปรุงล่าสุด : 29 ก.ย. 2562 22:12 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
[บทที่ 30] ขอโทษ
แบบอักษร

บทที่ 30

 

 

 

ภาพวุ่นวายของเหล่าพยาบาลที่วนเวียนอยู่ตรงหน้าห้องไอซียู พร้อมกับเสียงร้องไห้ระงมของหญิงวัยกลางคนและอาเม่ยซึ่งเป็นแม่และน้องสาวของเหวินอี้ 

และไม่ต่างจากเพ่ยอิงในตอนนี้

หญิงสาวยกสองมือขึ้นมาปิดหน้าตัวเอง เมื่อไม่อาจข่มกลั้นน้ำตาที่กำลังหลั่งไหลเอาไว้ได้

รู้สึกหดหู่ในใจจนไม่อาจบรรยายออกมาเป็นคำพูดได้เลย

เหมือนกับความฝันที่อยู่กึ่งกลางระหว่างความเป็นจริง!

จื่อโจวโน้มลำตัวเข้าไปพร้อมดึงร่างของเพ่ยอิงเข้ามาสวมกอดเบาๆ ปลอบประโลมร่างกายที่สั่นเทาของเธอเอาไว้ในอ้อมแขน

“ถ้าไม่ไหวก็ร้องมันออกมานะ ผมจะอยู่ข้างๆพี่เอง” น้ำเสียงทุ้มเอ่ยขึ้นเมื่อรู้สึกสงสารจับใจ

"ฮึก.." ดวงตากลมโตแดงก่ำมองใบหน้าของเด็กหนุ่มไปมาด้วยความรู้สึกที่หลากหลาย หลายครั้งที่เธอกำลังเศร้าโศกเสียใจ แต่กลับมีเขาคอยอยู่เคียงข้างเสมอ

“ฮึก ฮือ...”

เพ่ยอิงเบะปากร้องไห้อย่างสุดจะกลั้น เพียงได้ยินประโยคปลอบใจจากชายหนุ่ม หัวใจดวงน้อยที่พยายามทำเป็นเข้มแข็งก็อ่อนยวบโดยพลัน เสียงสะอื้นไห้ดังออกมาเมื่อไม่อาจข่มกลั้นมันไว้ได้

"ร้องออกมา...จนกว่าพี่จะดีขึ้น" ฝ่ามือหนาลูบเบาๆที่แผ่นหลังบางเป็นจังหวะช้าๆช่วยปลอบประโลมอารมณ์อ่อนไหวของเธอได้เป็นอย่างดี

 

“นายต้องปลอดภัยนะ...เหวินอี้อย่าทิ้งฉันไปนะ” ดวงตากลมโตค่อยๆปิดแน่นลง พร้อมกับภาวนาในใจขอให้เขาปลอดภัย

เป็นสิ่งเดียวที่เธอทำได้ในตอนนี้...คือรอคอยอย่างมีความหวัง!

 

 

 

 

ผ่านไปเกือบชั่วโมง...ประตูห้องฉุกเฉินถูกเปิดออกพร้อมกับหมอและพยาบาลที่กำลังเดินออกมาด้วยท่าทางเหนื่อยล้า

 

“คุณหมอ ลูกชายดิฉันเป็นยังไงบ้างคะ? ฮึก”

 

“ตอนนี้คนไข้ปลอดภัยแล้ว แต่คงต้องเฝ้าดูอาการต่อไปครับ”

 

เพ่ยอิงลุกขึ้นยืนอย่างช้าๆ ระยะห่างจากพื้นที่ตรงนี้พอจะได้ยินบทสนทนาของหมอและแม่ของเหวินอี้ แม้จะได้ยินไม่ชัดเจนนักแต่ก็พอจะคาดเดาได้ว่า อาการของเหวินอี้กลับมาปลอดภัยอีกครั้ง

รอยยิ้มบางๆปรากฏขึ้นบนใบหน้าของหญิงสาว เมื่อรู้สึกคลายความกังวลลง เธอก้าวเข้าไปใกล้ๆก่อนจะหยุดอยู่ตรงหน้าห้องไอซียูที่มีคุณหมอกำลังบอกเล่าอาการ โดยมีแม่ของเหวินอี้และน้องสาวของเขายืนอยู่ ก่อนทุกคนที่ยืนอยู่ตรงนั้นจะหันใบหน้ามองมาที่เธอเป็นสายตาเดียวกัน

 

“...” หัวใจดวงน้อยเต้นระรัวด้วยความประหม่า เธอขบเม้มริมฝีปากบางแน่นในขณะที่กำลังรวบรวมความกล้าเอ่ยร้องขอออกไป

“ขอให้ฉันเข้าไปเยี่ยมเหวินอี้หน่อยได้ไหมคะ...แค่รู้ว่าเขาปลอดภัย หลังจากนี้ฉันจะไม่มาเจอเขาอีก” นั่นคือประโยคร้องขอความเห็นใจเพื่อที่จะได้พบหน้าเขาอีกครั้ง โดยที่ไม่คาดหวังกับอนาคตต่อจากนั้น

 

“ฉันบอกว่าอย่ามาให้ฉันเห็นหน้าอีก ไม่เข้าใจที่พูดใช่ไหม?!” แม่ของเหวินอี้เปล่งเสียงตะคอกกลับ โดยไม่มีทีท่าว่าจะใจอ่อนลงเลยสักนิด

 

“กลับไปก่อนเถอะ...” อาเม่ยเดินเข้ามาบอกด้วยสีหน้าหวาดหวั่น เมื่อเห็นว่าสถานการณ์ในตอนนี้ดูตึงเครียดกว่าเดิม “ไว้หนูจะติดต่อไป” เด็กสาวขยิบตาราวกับส่งซิก

 

“...!” ประโยคแผ่วเบาราวกระซิบของเด็กสาวทำเอาเพ่ยอิงตกใจเล็กน้อย ดวงตากลมโตเปล่งประกายอย่างมีความหวัง ก่อนจะแอบชำเลืองมองไปยังใบหน้าตึงเข้มของหญิงวัยกลางคนที่ยืนถัดออกไปราวสี่ห้าก้าว

 

“กลับกันก่อนเถอะ...ถึงเข้าไปเยี่ยมตอนนี้เขาก็คงไม่รู้สึกตัวหรอก” จื่อโจวพูดเสริมขึ้น

 

เจ้าของใบหน้าหวานพยักหน้าเป็นคำตอบ เพราะคำพูดที่ให้ความหวังของอาเม่ย ทำให้เพ่ยอิงยอมกลับไปอย่างว่าง่าย เธอหันหลังเดินกลับออกไปอย่างช้าๆพร้อมกับหันกลับมามองเด็กสาวอย่างวิงวอนอีกครั้ง

 

 

 

 

 

หนี่งสัปดาห์ผ่านไป...

การเฝ้ารออย่างมีความหวังได้สิ้นสุดลง เมื่ออาเม่ยติดต่อเข้ามา..

เพ่ยอิงเหวี่ยงขาทั้งสองลงจากเตียงในช่วงเวลาสายๆของอีกวัน ใบหน้าหวานเปล่งประกายอย่างมีความหวัง เมื่ออาเม่ยน้องสาวของเหวินอี้โทรเข้ามาบอกว่าวันนี้แม่ของเธอไม่อยู่ และเป็นโอกาสที่เพ่ยอิงจะสามารถเข้าเยี่ยมเหวินอี้ได้

เพ่ยอิงอาบน้ำแต่งตัวอย่างรีบเร่ง เธอสางผมหมาดๆของเธออย่างลวกๆ พร้อมกับใบหน้าที่เปลือยเปล่าไร้การแต่งแต้ม ก่อนที่จะเอื้อมมือไปหยิบกระเป๋าสะพายโดยมืออีกข้างหนึ่งหยิบรองเท้าเข้ามาสวมใส่

 

เพียงไม่ถึงครึ่งชั่วโมง เพ่ยอิงก็มาถึงโรงพยาบาล

สองขาเรียวยาวก้าวเข้าไปยังห้องพักรักษาตัวของชายหนุ่มอย่างไม่รีรอ พร้อมกับหอบหิ้วความหวัง และหัวใจที่กำลังเต้นโครมครามอย่างบ้าคลั่ง

เมื่อแทบจะอดใจรอพบหน้าเขาไม่ไหว...

 

ตึก ตึก ตึก ตึก ตึก

เพ่ยอิงยืนอยู่ตรงหน้าประตูห้องพักรักษาตัวที่มีชื่อ “เหวินอี้” ซึ่งเป็นคนไข้ติดอยู่ตรงข้างประตู แม้จะเตรียมตัวเตรียมใจมาหลายวันและเฝ้าภาวนาให้เขาปลอดภัย แต่ความรู้สึกวิตกกังวลและหวาดหวั่นก็ไม่ได้ลดน้อยลงเลยสักนิด

 

แกร็ก~

ประตูห้องถูกเปิดออกพร้อมกับอาเม่ยที่ยืนอยู่ตรงหน้า ทั้งๆที่อยากจะเข้าไปหาใจแทบขาดแต่สองขากลับไม่แม้แต่จะขยับ

อยู่ๆก็รู้สึกขลาดกลัวที่จะยอมรับความจริงเสียดื้อๆ

 

“เข้าไปเถอะ เฮียคงดีใจถ้ารู้ว่าคุณ...พี่มาเยี่ยม” เด็กสาวเอ่ยบอกน้ำเสียงเรียบ ความกังวลปรากฏชัดบนใบหน้าของเด็กสาวยิ่งกระตุ้นความหวาดหวั่นให้เธอไม่น้อย

 

"อาเม่ย...ขอบใจนะ"

เพ่ยอิงส่งยิ้มให้เด็กสาวพร้อมเอ่ยคำขอบคุณ ก่อนที่จะค่อยๆก้าวขาเข้าไปในห้อง ไม่รู้ว่าเป็นอุณหภูมิห้องหรือหัวใจที่หดหู่ของเธอในตอนนี้ ทำให้ห้องแห่งนี้เย็นเยียบจนขนลุกชันทั่วร่างกาย

 

สายตาสะดุดลงตรงร่างชายหนุ่มที่นอนอยู่บนเตียง โดยมีเครื่องอ็อกซิเจนและอุปกรณ์ทางการแพทย์ตั้งอยู่โดยรอบ กลิ่นยาและแอลกอฮอล์คละคลุ้งไปทั่วห้อง

ได้ยินเสียงอัตราการเต้นของหัวใจดังเป็นระยะๆภายในห้องสี่เหลี่ยมแห่งนี้

สองขาสั่นเทาค่อยๆก้าวเข้าไปให้ใกล้ชิดกว่าเดิม เพื่อมองเห็นใบหน้าไร้สีเลือดของชายหนุ่มให้ชัดเจนขึ้น

 

เขา...คนที่กวนใจเธออยู่บ่อยๆต้องตกอยู่สภาพนี้เช่นนี้ก็เพราะเธอ

 

ดวงตากลมเห่อร้อนขึ้นในทันที ภาพตรงหน้าค่อยๆพร่ามัวหลังถูกบดบังด้วยหยาดน้ำตาก่อนที่มันจะที่เอ่อล้นออกมาไหลอาบสองเรือนแก้ม

 

ความรู้สึกผิดและสงสารจนแทบขาดใจ

 

“ฮึก...” เพ่ยอิงข่มเสียงสะอื้นไห้ไว้สุดกำลัง เธอค่อยๆเอื้อมมือเข้าไปสัมผัสฝ่ามือหนาเบาๆ

 

“คุณหมอเพิ่งให้เฮียย้ายลงมาพักฟื้นที่ห้องนี้เมื่อวาน หลังจากที่อยู่ห้องไอซียูมาเกือบอาทิตย์” อาเม่ยบอกเล่าน้ำเสียงแผ่ว “แม้จะพ้นขีดอันตรายแต่ก็ต้องเฝ้าระวังกันตลอดเวลา”

 

“เขาจะต้องไม่เป็นอะไร...เฮียของอาเม่ยไม่ได้เป็นคนอ่อนแอซะหน่อย” เพ่ยอิงพูดขึ้นขณะสายตายังคงจับจ้องไปยังใบหน้าของชายหนุ่มก่อนจะกวาดสายตามองทั่วเรือนร่างที่เต็มไปด้วยผ้าพันแผล

มันเจ็บปวดในใจจนไม่อาจบรรยายออกมาได้เลย

 

“วันที่เกิดเหตุ ตำรวจและหมอบอกว่าเฮียหมดสติและตรวจพบแอลกอฮอล์ในร่างกาย โชคดีที่กล้องวงจรปิดบันทึกภาพได้ว่าคู่กรณีเป็นฝ่ายขับรถตัดหน้ารถเฮีย ครอบครัวของคนที่เสียชีวิตก็เลยเอาผิดเฮียไม่ได้”

 

“...”

 

“ตะ..แต่...หม่าม้าโกรธมาก หลังจากที่รู้ความจริงว่าเฮียเหวินอี้กำลังจะไปหาพี่” อาเม่ยถอนหายใจอย่างลังเลก่อนจะตัดสินใจเอ่ยคำพูดออกไปตามความจริง

 

“ฮึก...” เพ่ยอิงยกมือขึ้นมาปาดน้ำตาออกจากใบหน้า เมื่อได้ยินคำพูดทิ่มแทงใจเมื่อครู่

เพ่ยอิงยอมรับผิดอย่างไม่คิดแก้ตัว สมควรที่จะถูกครอบครัวของเขาเกลียดและไม่ให้อภัยกับเรื่องที่เกิดขึ้น

เพราะเธอ...เหวินอี้ถึงต้องตกอยู่ในสภาพนี้

 

"แต่ฉันก็ไม่อยากเป็นคนใจร้ายหรอกนะ...เพราะถ้ามันจะทำให้อาการของเฮียดีขึ้น" อาเม่ยเอ่ยคำพูดทิ้งท้าย ก่อนเด็กสาวจะเดินเลี่ยงออกไปเพื่อปล่อยให้เพ่ยอิงอยู่กับพี่ชายของเธอเพียงลำพัง

 

 

“ขอโทษ...ฉันขอโทษ ฮึก...” เพ่ยอิงพร่ำบอกน้ำเสียงสั่นสะอื้น แม้จะรับรู้อยู่แก่ใจว่าร่างกายที่ไร้สติของชายหนุ่มไม่อาจได้ยินในสิ่งที่เธอพูด ก่อนจะโน้มใบหน้าลงไปจูบเบาๆที่หลังมือของชายหนุ่ม

 

“ฉันขอโทษ...ตื่นมาลงโทษฉันสิ ฉันจะไม่หนีไปไหนอีกแล้ว...ฮืออ~”ใบหน้าที่เปรอะเปื้อนไปด้วยหยาดน้ำตาค่อยๆฟุบลงตรงข้างเตียง เมื่อหัวใจกลับมาอ่อนแออีกครั้ง

 

 

-----------------------------------------------------------------------------------------------

ขอโทษที่มาช้าค่ะ ช่วงนี้ไม่ติดเหรียญนะคะ กราบขออภัยที่ให้รอค่า

มีคำผิดแจ้งได้ค่า...

ความคิดเห็น