facebook-icon Twitter-icon

ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

Ψเกลียวคลื่นที่ “ XVIII ”

ชื่อตอน : Ψเกลียวคลื่นที่ “ XVIII ”

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย y

คนเข้าชมทั้งหมด : 2.6k

ความคิดเห็น : 9

ปรับปรุงล่าสุด : 29 ก.ย. 2562 11:57 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
Ψเกลียวคลื่นที่ “ XVIII ”
แบบอักษร

Ψเกลียวคลื่นที่ “ XVIII ”

 

 

 

เทคโนโลยีของมนุษย์เป็นสิ่งที่น่าสนใจและน่าตื่นตาตื่นใจมากไม่ว่าจะเป็นลิฟต์ โทรทัศน์หรือแม้แต่พวกโทรศัพท์ สิ่งที่กำลังเรียกความสนใจของผมในตอนนี้คือหน้าจอขนาดเล็กที่ถูกติดตั้งอยู่ในห้องน้ำด้านข้างของอ่างซึ่งสามารถฟังคำสั่งของเสียงได้อย่างบอกว่าอยากดูหนังก็จะเปลี่ยนเป็นช่องที่กำลังมีหนังฉายให้

“ข่าว...อยากดูข่าว” ผมเอ่ยบอกหน้าจอบางๆ ตรงหน้าเมื่อหนังที่ดูมาหลายสิบนาทีจบลง

ตอนนี้ผมกำลังเพลินกับการแช่น้ำในอ่างฟองสีขาวแสนนุ่ม ท่อนล่างที่เป็นหางปลาถูกยกขึ้นเล็กน้อยและพาดไปกับขอบอ่าง ด้วยความยาวของร่างกายทำให้อ่างแคบเกินไปนิดสำหรับเงือก เวลาแช่จะมีส่วนปลายหางที่โผล่พ้นฟองออกมาเสมอ

บนหน้าจอเปลี่ยนภาพจากหนังเป็นช่องที่กำลังมีการถ่ายทอดสดข่าวซึ่งกำลังเป็นประเด็นร้อนอยู่ นักข่าวด้านในกำลังยืนมุงกันอยู่บริเวณท่าเรือราวกับกำลังรอการมาเยือนของอะไรบางอย่าง และเมื่อมีเสียงเข็นรถดังขึ้นกล้องก็ซูมเข้าไปยังสิ่งมีชีวิตที่อยู่ในโหลแก้วในสภาพที่ด้านบนโหลถูกปิดอย่างมิดชิดคล้ายจะกลัวว่าสิ่งมีชีวิตนั้นจะหลุดออกมาได้

สิ่งมีชีวิตด้านในนั้นเป็นเช่นเดียวกันกับผมนั่นคือมีท่อนบนเป็นมนุษย์และท่อนล่างเป็นปลา พูดให้ชัดเจนกว่านั้นคือภายในโหลมีเงือกอยู่และไม่ใช่หนึ่งแต่ถึงสองกำลังส่งสายตาอ้อนวอนให้ปล่อยพวกเขากลับสู่ทะเล แต่เหมือนตัวตนของเงือกอย่างพวกเราจะเป็นที่ต้องตาของใครหลายๆ คน การจะได้กลับไปนั้นแทบไม่มีทางเป็นไปได้เลย

“...เดี๋ยว...หรือว่าจะเป็นซีวีดกับแพนวาล” พอเข้าไปใกล้หน้าจอเพื่อดูเงือกด้านในชัดๆ ดวงตาสีฟ้าน้ำทะเลของผมก็ต้องเบิกกว้างเพราะทั้งคู่ที่ถูกจับไว้ในโหลแก้วล้วนเป็นน้องๆ ที่ผมเคยเห็นและเคยเล่นด้วยกันในอาณาจักรทั้งนั้น

นี่มันเกิดอะไรขึ้นถึงได้ถูกจับแถมยังพร้อมกันสองคนแบบนี้

ไม่สิ...ตอนนี้ไม่ใช่เวลาที่จะมาคิดหาเหตุผล

ผมต้องทำอะไรสักอย่างเพื่อช่วยทั้งคู่ไม่งั้นคงได้ตกไปเป็นของใครคนหนึ่งแน่

พวกเราไม่ใช่สัตว์เลี้ยงแต่ดูเหมือนมนุษย์จะไม่คิดแบบนั้น เพราะแปลกแยกและแตกต่างจึงถูกทำเหมือนไม่ใช่สิ่งมีชีวิตในระดับเดียวกัน ทั้งที่พวกเราก็ไม่ได้ด้อยไปกว่ามนุษย์

โฟรช

อยู่ๆ ในหัวผมก็นึกถึงชื่อคนที่สามารรถจะช่วยผมในเรื่องนี้ได้ เมื่อคิดได้ผมไม่รอช้ารีบลงจากอ่างแล้วล้างตัวอย่างเร่งรีบ เวลาในการเช็ดตัวที่มักจะนานเนื่องจากต้องรอให้ขาแห้งครั้งนี้ผมออกจากห้องน้ำมาในสภาพที่ยังไม่แห้ง ใช้มือสองข้างเท้าไปยังพื้นเพื่อขยับเคลื่อนไหวแม้จะเชื่องช้าในช่วงแรกแต่พอลงไปในน้ำความเร็วกลับเพิ่มขึ้นทดแทนกับความอืดอาจเมื่อครู่

ผมมุดตัวรอดรางน้ำออกมายังท้องทะก่อนจะดำลงไปลึกขึ้นเพื่อเข้าไปหาโฟรชที่นั่งทำงานอยู่ยังชั้นล่างสุดของตัวบ้าน ทางเชื่อมสีใสซึ่งเชื่อมต่อกับด้านในห้องผมเคยมาไม่รู้กี่ร้อยครั้งแต่นี่เป็นครั้งแรกที่ผมเข้ามาด้วยความรีบร้อน

“โฟรช ช่วยผมหน่อยได้ไหม” ผมไม่รอช้าเปิดประเด็นโดยไม่มีการเอ่ยทักทายใดๆ

“มีอะไรฟีแซลล์” โฟชที่กำลังรับแฟ้มเอกสารจากเควสหันมามองผมเช่นเดียวกับเควสและโวร์ที่ดูจะตกใจไม่น้อยกับการปรากฎของตัวผม

“คือว่าผมกำลังแช่น้ำอยู่แล้วเห็นด้านในมีเงือกถูกจับ สายตาที่พวกเรามองมาเหมือนกำลังหวาดกลัวและขอร้องแถมผมยังรู้จัก อยากให้ช่วย...” ผมเล่าเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นรัวๆ ท่ามกลางใบหน้าเหมือนจะไม่เข้าใจของมนุษย์ทั้งสามคนด้านหน้า อาจเพราะพูดเร็วแถมเรื่องยังไม่ประติดประต่อเลยทำให้อีกฝ่ายไม่เข้าใจถึงสิ่งผมต้องการจะสื่อนัก

“ใจเย็นๆ ฟีแซลล์ ค่อยๆ พูดฉันฟังไม่รู้เรื่อง” โฟรชพยายามบอกให้ผมมีสติในการพูดหน่อย

“มีเงือกถูกจับไป ผมอยากให้คุณช่วย” ผมย่อยเหตุการณ์ทั้งหมดให้เหลือเพียงสองประโยคที่น่าจะมากพอให้อีกฝ่ายเข้าใจ

“เงือก? ที่ไหน” ดวงตาสีเทาอ่อนหรี่ลงเมื่อได้ยิน

“ผมไม่รู้ ผมเห็นจอในห้องน้ำกำลังถ่ายทอดสดอยู่”

“โวร์” โฟรชหันไปหาคนสนิทที่พยักหน้าก่อนจะเปิดโทรทัศน์จอแบนที่อยู่ไม่ไกลไล่หาช่องที่มีข่าว

“นั่น...ช่องนั้น” ผมบอกโวร์ที่เปิดผ่านช่องไป

“ช่องนี้?” โวร์ย้อนกับไปยังช่องเมื่อครู่

“ใช่ นั่นไงเงือก” พอกลับไปช่องเดิมผมชี้นิ้วไปยังรถเข็นเงือกที่กำลังจะถูกเอาขึ้นไปบนรถบรรทุก

“ออกข่าวแบบนี้ท่าจะแย่”

“หมายความว่ายังไง” ผมหันไปมองหน้าโฟรชด้วยใบหน้ากังวล

อะไรคือแย่

“เรื่องของเงือกจนถึงตอนนี้ยังเป็นที่ถกเถียงกันว่ามีจริงรึเปล่า ถึงจะมีนายที่ถูกนำมาประมูลแต่ด้วยจำนวนผู้เข้าประมูลแค่นั้นไม่ถือเป็นหลักฐานที่จะทำให้คนทั้งโลกเชื่อได้ ทว่าการออกข่าวนี่ไม่ใช่...ภาพของเงือกถูกกระจายไปทั่วโลก ตอนนี้ทั่วโลกคงรู้แล้วว่าสิ่งมีชีวิตในตำนานอย่างเงือกมีจริง”

“...ทำไงดี” เรื่องของเงือกไม่ใช่เรื่องที่ต้องปิดแต่ไม่ควรเปิดเผยให้ใครต่อใครรู้เพราะมันจะพาให้เงือกคนอื่นๆ ได้รับอันตรายจากการถูกล่าหรือนำไปใช้ประโยชน์ ประชากรของเงือกหากเทียบกับมนุษย์ถือว่าน้อยกว่าเยอะมาก

“อย่างแรกต้องไปพาตัวเงือกพวกนั้นมาก่อน เควสติดต่อไปว่าฉันต้องการเงือก ทุ่มเงินไม่อั้น”

“ครับท่านโฟรเช่” เควสพยักหน้าก่อนจะหยิบโทรศัพท์ขึ้นมาติดต่อไปที่ไหนสักแห่ง

“โฟรช...จะดีเหรอ” ถึงผมจะเป็นขอให้เขาช่วยแต่การทุ่มเงินไม่อั้นแบบนั้นมันจะกระทบต่อโฟรชรึเปล่า

“ตัวตนของพวกนายไม่ควรจะถูกเปิดเผย มันอันตรายเกินไป”

“แต่เงินของคุณ” ผมรู้ว่าโฟรชรวยแต่การจะทุ่มเงินจำนวนมากขนาดนั้นเพื่อพวกเรามันออกจะ...

“ไม่เป็นไร แค่หาใหม่ก็พอแล้ว ถึงจะช่วยเด็กพวกนั้นได้แต่ข่าวที่แผ่ออกไปคงยากที่จะหยุด” โฟรชพูดด้วยน้ำเสียงเป็นกังวล ตอนนี้ภาพบนหน้าจอที่กำลังฉายภาพของเงือกอยู่ๆ ก็ถูกตัดเป็นจอดำไป

“เกิดอะไรขึ้น ทำไมหน้าจอถึงดำล่ะ” ผมถามด้วยความสงสัย

“คงมีใครหยุดการปล่อยสัญญาณแพร่ภาพ” โฟรชออกความเห็นขณะทำหน้าครุ่นคิด

“ใครหยุดเหรอ”

“ฉันก็ไม่รู้ ที่รู้คงมีอำนาจไม่น้อยถึงสามารถสั่งหยุดได้”

“ท่านโฟรเช่” เควสที่คุยโทรศัพท์อยู่สักพักใหญ่เรียก

“เป็นไงเควส”

“ขออภัยด้วยครับ เงือกทั้งสองคนถูกซื้อไปแล้วครับ” เควสบอกเสียงอ่อย ใบหน้านั้นเหมือนกำลังสำนึกผิดที่ไม่สามารถจัดการตามคำสั่งได้สำเร็จ

“บอกทางนั้นไปว่าฉันจะให้มากกว่าเท่านึง เพราะงั้นเงือกต้องเป็นของฉัน” โฟรชยังคงไม่ยอมแพ้

“คนซื้อจ่ายเงินพร้อมพาตัวเงือกไปแล้วครับ” คำพูดของเควสทำเอาผมถึงกับเม้มปากแน่น

ขนาดพวกเราว่ารู้เรื่องเร็วแล้วยังไม่ทันเหรอเนี่ย

ใครกันที่ซื้อพวกเด็กๆ ไป

“รู้ไหมว่าเป็นใคร” โฟรชถามต่อคล้ายยังไม่ยอมตัดใจง่ายๆ

“คนขายไม่ยอมเปิดเผยข้อมูลครับ”

“งั้นก็ใช้เงินซื้อสิ”

“ผมพยายามทำอยู่แต่เหมือนทางคนซื้อจะให้เงินปิดปากเผื่อมีใครถามด้วย คงไม่อยากให้ใครรู้หรือตามไปเอาเงือกได้” เควสอธิบายให้ฟัง

“ชิ...รอบครอบซะจริง ต้องตามสืบให้ได้ว่าเป็นใคร”

“ได้ครับ ผมจะจัดการเรื่องนี้เอง” เควสรับคำสั่งด้วยใบหน้าจริงจัง

“ฝากด้วย” โฟรชเองตอนนี้กำลังว้าวุ่นใจราวกับเงือกเหล่านั้นเป็นสิ่งสำคัญ

“โฟรช” ผมเอ่ยเรียก

“ไม่ต้องห่วง ฉันจะหาทางเอง”

“ขอบคุณนะ”

“ฟีแซลล์...”

“ทั้งที่คุณไม่ใช่เงือกและไม่ได้เป็นอะไรกับผมแต่คุณกลับยอมช่วยพวกเรา ขอบคุณจริงๆ” ผมไม่รู้จะเอ่ยอะไรไปมากกว่าคำว่าขอบคุณ

ตัวผมเองคงไม่สามารถทำอะไรได้เพราะไม่มีทั้งเงินหรืออำนาจ การจะเดินดุ่มๆ เข้าไปก็มีแต่จะถูกจับเพิ่มก็เท่านั้น

“พูดผิดนะฟีแซลล์” อีกฝ่ายบอกพลางหันหน้ามามอง

“พูดอะไรผิด?”

“ที่บอกว่าฉันไม่ได้เป็นอะไรกับนาย” โฟรชเฉลยในสิ่งที่ผมพูดผิด

“อ่า...จริงสิ คุณเป็นเจ้าของผม” พูดผิดไปนิดเดียวก็ยังไม่ยอมนะโฟรช

“ใช่ ฉันเป็นเจ้าของ...และอีกไม่นานจะเป็นคนรักของนายด้วยฟีแซลล์” คนตรงหน้าย้ำเสียงเข้ม

“โฟรช...”

“ดังนั้นเรื่องที่ทำให้นายต้องมีสีหน้ากังวลหรือเศร้าใจฉันจะจัดการหาทางทำอะไรสักอย่างเอง” โฟรชพูดต่อขณะที่เสียงโทรศัพท์บนโต๊ะทำงานดังขึ้นซึ่งเจ้าของโต๊ะเบนสายตาไปหาโวร์ที่กำลังปรึกษาบางอย่างกับเควสเป็นเชิงให้ไปรับโทรศัพท์

“เดี๋ยวผมรับให้ครับ” โวร์พยักหน้าก่อนจะก้าวเข้าไปรับโทรศัพท์

“ขอบคุณนะโฟรช ผมอยากทำอะไรให้คุณได้มากกว่าคำว่าขอบคุณจัง แต่ตัวผมคงทำอะไรไม่ได้นัก” แค่คำว่าขอบคุณมันดูน้อยเกินไปสำหรับสิ่งที่อีกฝ่ายทำมาทั้งหมด

“มีสิ่งที่นายทำได้”

“อะไรล่ะ” ผมถามกลับ

ถ้ามีสิ่งที่ผมพอจะทำได้ผมพร้อมจะทำให้

“ยิ้ม”

“...” ผมเงียบลงเมื่อได้ยินคำพูดนั้นจากปากโฟรช

“เงียบทำไม” โฟรชถามต่อยามเห็นผมเงียบไปสักพักใหญ่

“ก็ผมไม่ค่อยเข้าใจนี่ ยิ้มคือให้ผมยิ้ม?”

“ใช่ ยิ้มให้ฉันเห็น” พูดจบอีกฝ่ายก็มองมาคล้ายจะสื่อให้ผมทำตามคำพูดนั้น

“...ประมาณนี้พอไหม” พอมาพูดว่าให้ยิ้มมันเลยเกร็งๆ ปกติการยิ้มไม่ใช่สิ่งที่จะบอกให้ทำก็จะทำได้เพราะมันเป็นการแสดงออกถึงความรู้สึกในเวลานั้นๆ อย่างตอนนี้ที่ภายในใจผมเป็นกังวลถึงเงือกตัวน้อยที่กำลังโดนขาย ผมไม่สามารถยิ้มออกมาเหมือนทุกทีได้

“รอยยิ้มกังวลแบบนั้นฉันไม่อยากเห็น” โฟรชส่ายหน้าระหว่างมองรอยยิ้มที่ส่งไป

“ขอโทษ” แค่จะยิ้มแทนคำขอบคุณยังทำไม่ได้เลย

ทำไมถึงทำอะไรไม่ได้สักอย่างเลยนะตัวผม

“ถ้าจัดการเรื่องนี้ได้ ขอฉันเห็นรอยยิ้มที่มีความสุขของนายนะฟีแซลล์” ประโยคต่อมาของโฟรชราวกับจะให้โอกาสผมได้แก้ตัวอีกครั้งหนึ่ง

“ได้ ผมสัญญาว่าจะยิ้มอย่างมีความสุขให้คุณเห็นจนกว่าจะพอใจเลย” หากช่วยทั้งคู่ได้ผมมั่นใจว่าตัวเองจะสามารถยิ้มออกมาอย่างมีความสุขได้

“จะรอดู โวร์ปลายสายว่าไง” โฟรชหันไปถามประโยคสุดท้ายกับโวร์ที่กำลังขมวดคิ้วแน่นขณะคุยกับปลายสาย

“เอ่อ...ยามหน้าประตูติดต่อมาว่ามีรถบรรทุกต้องการจะมาส่งบางอย่างในบ้านครับ” โวร์บอกเนื้อหาให้โฟรชฟัง

“ส่งอะไร”

“...เงือกครับ” น้ำเสียงของโวร์เหมือนไม่รู้จะแสดงน้ำเสียงยังไงออกมาดีซึ่งไม่ต่างกับคนฟังอีก 3 คนอย่างเควสที่เลิกคิ้วขึ้น โฟรชที่ขมวดคิ้วแน่นอย่างใช้ความคิดไปจนถึงผมที่ได้แต่ทำหน้างงๆ ไม่เข้าใจสถานการณ์ที่เกิดขึ้น

เงือก?

ฮะ?!

อย่าบอกนะว่าเป็นซีวีดกับแพนวาลน่ะ

แต่ก่อนหน้านี้เห็นว่าถูกซื้อตัวไปแล้วนี่

สรุปมันเกิดอะไรขึ้นกันแน่!

“ส่งโทรศัพท์มา” โฟรชแบมือไปทางโวร์

“ครับ” โวร์พยักหน้าส่งโทรศัพท์ไปให้โฟรชโดยดี

“นอกจากรถบรรทุกแล้วมีใครมาอีก” และแล้วการคุยกับปลายสายก็เริ่มต้นขึ้น ถ้าเป็นโฟรชคงจะจับจุดแล้วบอกผมถึงเรื่องราวที่กำลังเกิดขึ้นได้

ระหว่างเอี้ยหูฟังการสนทนาเพียงฝ่ายเดียวผมก็ยักตัวขึ้นมานั่งริมขอบสระหยิบผ้าขนหนูมาซับยังร่างกายและเกล็ดสีฟ้าอมเขียวของตัวเองให้แห้งสนิท ในเมื่อมีเงือกถูกพามาผมก็ควรจะออกไปดูด้วยตัวเองไม่ใช่รออยู่แบบนี้

“เฟสต้า เกลฟิล” ชื่อของบุคคลที่สามซึ่งดังขึ้นนั้นเรียกผมให้หันควับไปมองร่างของโฟรชที่กำลังทำหน้าเคร่งขรึมปนหงุดหงิด

ไม่รู้ทำไมแต่พี่เฟสต้ากับโฟรชดูจะไม่ค่อยถูกกันนัก

พูดคุยกันอีกไม่กี่ประโยคโทรศัพท์ในมือก็ถูกวางลงพร้อมกับบรรยากาศกึ่งไม่พอใจที่แผ่ขยายไปทั่วทั้งห้อง ผมที่เช็ดหางจนแห้งสนิทแปรเปลี่ยนเป็นขาแล้วจึงรีบสวมเสื้อผ้าและลุกขึ้นไปหาโฟรช

“พี่เฟสต้าทำไมเหรอโฟรช” ผมเปิดประเด็ดถาม

“ฉันก็อยากรู้เหมือนกัน”

“หมายถึงยังไง”

“หมอนั่นบอกให้ออกไปแล้วค่อยคุยกัน ฉันอนุญาติให้เข้ามาแล้ว ขึ้นไปข้างบนเถอะ” โฟรชบอกก่อนจะเดินนำหน้าออกไปข้างนอก พวกโฟรชขึ้นไปด้านบนด้วยการใช้ลิฟต์ส่วนผมนั้นเดินขึ้นบันไดด้วยเหตุผลง่ายๆ คือไม่ชอบอยู่ในที่แคบๆ อย่างในลิฟต์

ถ้าให้เลือกระหว่างเดินเหนื่อยกับขึ้นลิฟต์สบายผมขอเลือกเดินเหนื่อยโดยไม่ลังเล

พวกเราเดินออกมายังหน้าบ้านซึ่งเป็นจังหวะเดียวกับที่รถบรรทุกขับมาจอดด้านหลังพอดี รถที่เข้ามาไม่ใช่แค่รถบรรทุกแต่ด้านหลังยังมีรถยนต์คันสีขาวแล่นมาจอดต่อท้ายด้วย ชายที่ลงมาจากรถคันขาวนั่นเรียกรอยยิ้มกว้างจากผมทว่าเรียกสายตาไม่พอใจจากโฟรช

“พี่เฟสต้า!” ผมตะโกนเรียกพี่เฟสต้าที่โบกมือส่งยิ้มมาให้

“ไม่ได้เจอกันนานเลย” พี่เฟสต้าไล่มองพวกเราทีละคนก่อนจะมาหยุดสายตาอยู่ที่ผม

“นั่นสิครับ...ทำไมพี่ถึงมาอยู่ที่นี่ได้แถมยังเห็นว่ามีเงือกอีก ไม่ใช่ว่าพวกเขาถูกซื้อไปแล้วเหรอ”

“รู้ข่าวเรื่องเงือกด้วย?” พี่เฟสต้ามีท่าทีแปลกใจไม่น้อยที่ผมรู้เรื่อง

“อืม ผมดูผ่านหน้าจอ ซีวีดกับแพนวาลถูกจับไปแถมพวกมนุษย์ยังถ่ายภาพพวกเราลงอีก แบบนี้จะอันตรายรึเปล่า” ผมถามพี่เฟสต้าต่อ

“อ่า...จะเริ่มจากตรงไหนดี เอาเป็นว่าคนที่ซื้อทั้งคู่มาคือพี่เอง” พี่เฟสต้าชี้ไปยังตัวเองขณะพูด

“คงต้องขอคำอธิบายนะเฟสต้า เกลฟิล” โฟรชที่เงียบมานานพูดบ้าง

“คำอธิบายน่ะมี แต่ก่อนอื่นพาพวกเขาออกมาก่อนดีไหมให้อยู่ในที่มืดและแคบนานๆ มันไม่ดีต่อเด็กนะ” พูดจบพี่เฟสต้าก็สั่งให้คนเปิดท้ายรถบรรทุกแล้วยกโหลแก้วใบใหญ่ลงมาวางบนรถเข็นเตรียมพร้อมสำหรับพาไปด้านใน

ภายในโหลแก้วขนาดใหญ่มีร่างของเงือกสองคนขดตัวอยู่ด้านใน หลับตาแน่นและกอดกันกลมคล้ายกำลังหวาดกลัวกับสิ่งรอบกายจนไม่อาจลืมตาขึ้นมามองได้ เงือกคนแรกมีเส้นผมสีเขียวเข้มและมีเกล็ดบริเวณหางเป็นสีเขียวอ่อนชื่อของเขาคือซีดวีด ส่วนเด็กอีกคนมีเส้นผมสีน้ำตาลยาวประบ่ากำลังม้วนหางเกล็ดสีเหลืองนวลด้วยร่างกายสั่นเทาชื่อของเด็กคนนี้คือแพนวาล

ดูเหมือนว่าทั้งคู่จะไม่รู้ว่าสถานการณ์ในตอนนี้ปลอดภัยแล้ว

คงไม่มีใครบอกอะไรพวกเขาล่ะมั้ง

ผมหันไปสบตากับพี่เฟสต้าเป็นเชิงถามว่าจะทำยังไงกับสถานการณ์ในตอนนี้ดีซึ่งสายตาที่ประสานนั้นบอกให้ผมทำตามใจที่อยากทำได้เลยนั่นทำให้ผมพยักหน้าก่อนจะเดินเข้าไปใกล้โหลแก้วนั้นมากขึ้น

“ซีวีด แพนวาล” ผมเอ่ยเรียกทั้งคู่ขณะย่อตัวลงมองดูพวกเขาจากอีกฝากของโหลแก้ว

การส่งเสียงเรียกจากด้านนอกอาจยากที่จะได้ยินโดยเฉพาะเวลาอยู่ในน้ำลึกแต่ในตอนนี้น้ำที่พวกเขาอยู่ไม่ได้ลึกแถมโหลแก้วนี่ก็ไม่ได้หนาด้วย เสียงของผมน่าจะส่งไปถึงด้านในได้ ทั้งคู่ที่ได้ยินเสียงเรียกชื่อตัวเองค่อยๆ ลืมตาขึ้นมองรอบกายก่อนดวงตาสองคู่จะเบิกกว้างขึ้นเมื่อเห็นผมโบกมือส่งยิ้มไปให้

“ท่านฟีแซลล์?!” ทั้งคู่โผล่หน้าขึ้นมาเหนือน้ำด้วยให้ตกใจก่อนน้ำตาจะเริ่มไหลรินออกจากดวงตาคู่สวยพร้อมๆ กัน

“ฮือออ~ ท่านฟีแซลล์” เสียงร้องไห้อย่างหนักมาพร้อมกับสองร่างที่กระโดดออกมาจากโหลแก้วโผลเข้ากอดผมเต็มแรงจนเกือบเซ หยาดน้ำตาลที่ไหลรินตกผลึกเป็นอัญมณีสีสวยตามพื้นเม็ดแล้วเม็ดเล่า

“โอ๋ๆ ไม่ร้องนะ ไม่เป็นไรแล้ว” ผมพยายามปลอบโดยใช้สองแขนลูบแผ่นหลังทั้งคู่พร้อมกัน

“พวกเรากลัว...ฮืออ~”

“ตอนนี้ไม่ต้องกลัวแล้ว ขยับมาบนนี้ก่อนมา” นอกจากปลอบแล้วผมยังกึ่งลากทั้งสองคนให้ขึ้นมาอยู่บนทางเดินกระเบื้องเพราะกลัวว่าพื้นปูนด้านล่างจะทำให้หางของพวกเขาร้อนจนเกินไป

“ท่านฟีแซลล์” สรรพนามที่ใช้เรียกผมแม้จะไม่นำหน้าด้วยเจ้าชายหรือองค์ชายแต่ยังคงเป็นคำที่แสดงถึงการให้เกรียติ ความจริงผมเป็นคนบอกว่าไม่ต้องเรียกองค์ชายเองแหละ มันดูแปลกๆ แต่ก็มีหลายคนที่ติดปากเรียก

ในกรณีของพี่เฟสต้า เขาเปรียบเหมือนพี่ชายคนสนิทที่ท่านพ่อและท่านแม่ต่างไว้ใจมาก เป็นเหมือนส่วนหนึ่งของครอบครัวก็ไม่ผิดซะทีเดียว

“พี่เฟสต้า มาช่วยผมปลอบหน่อยสิ” ผมหันไปเรียกพี่เฟสต้าที่มองมาด้วยสายตาเอ็นดู ส่วนพวกโฟรชส่งสายตาเหมือนทำอะไรไม่ถูกเมื่อเห็นเงือกตัวน้อยร้องไห้โฮ

“พี่ต้องคุยกับทางนี้ก่อน...”

“อึก...ท่านเฟสต้า?” ซีวีดที่ได้ยินหันไปมองตามเสียงก่อนจะหลุดยิ้มกว้างออกมาเมื่อเห็นคนคุ้นตา แขนที่กอดร่างผมไว้แน่นเริ่มคลายออกก่อนจะโผลเข้าใส่พี่เฟสต้าจนเกือบรับไม่ทัน

“อย่าขยับตัวแบบนั้น พวกเราไม่ได้อยู่ในน้ำนะ เดี๋ยวหางก็เจ็บหรอก” พี่เฟสต้าเริ่มบนเพราะระยะห่างจากผมไปหาพี่เฟสต้าค่อนข้างไกกล ซีวีดจึงใช้การกระโดดโดยเกร็งส่วนหางไว้ซึ่งอาจทำให้บาดเจ็บได้

“ท่านเฟสต้า” นอกจากจะไม่สนใจคำเตือนนั้นแล้วยังกอดเอวพี่เฟสต้าแน่นอีก

“...ท่านเฟสต้า? ท่านฟีแซลล์ทำไมถึงมาอยู่กับท่านเฟสต้าได้ล่ะครับแถมยังที่นี่อีก” เหมือนแพนวาลจะเป็นคนแรกที่หยุดร้องไห้แล้วเริ่มประเมินสถานการณ์รอบตัว

“มีหลายเหตุผลน่ะ ทั้งคู่เถอะทำไมถึงถูกจับมาได้” พี่เฟสต้าเป็นฝ่ายเปิดฉากถาม

“...พวกเราว่ายขึ้นมาเพราะอยากลองอยู่ในน้ำอุ่นๆ บ้าง แต่ระหว่างกำลังเล่นก็มีอะไรถูกเหวี่ยงลงมาจับพวกเราจนสลัดไม่หลุด รู้ตัวก็ถูกมนุษย์จับใส่โหลแคบๆ แล้ว” แพนวาลเป็นคนเล่าเหตุการณ์

“ไม่ควรว่ายขึ้นมาโดยไม่มีใครอยู่ดูนะ”

“ขอโทษครับ” ทั้งคู่ก้มหน้าลงยอมรับความผิดที่ทำ

“เรื่องตักเตือนไว้ค่อยทำ ตอนนี้ฉันอยากรู้ว่าคนที่จัดการเรื่องนี้ทั้งหมดคือนายสินะ” โฟรชที่ยืนเงียบมานานเปิดฉากถามพี่เฟสต้า

“ถ้าทั้งหมดก็ต้องตอบว่าไม่ใช่ ผมแค่เป็นส่วนหนึ่งเท่านั้น” พี่เฟสต้าตอบกลับ

“ส่วนหนึ่งงั้นเหรอ” โฟรชหรี่ตามองคล้ายจะต้องการรู้ถึงความจริงมากกว่านี้

“พวกเราก็มีความลับที่เป็นของพวกเรา อย่าพยายามซักดีกว่าเพราะผมคงให้คำตอบไม่ได้...อย่างน้อยก็ในตอนนี้”

“ได้ งั้นขอถามคำถามที่นายต้องตอบตอนนี้ ทำไมถึงพาพวกเขามาบ้านฉัน” โฟรชเลือกที่จะเปลี่ยนคำถามระหว่างมองร่างของแพนวาลที่กอดผมแน่นสลับกับร่างของซีวีดที่เกาะพี่เฟสต้าอยู่

“เพราะถ้าเป็นที่นี่นอกจากจะมีสถานที่เอื้ออำนวยต่อเงือกอย่างพวกเราแล้วยังปลอดภัยด้วย...หรือไม่จริง” พี่เฟสต้าย้อนถาม

“ฉันไม่เคยบอกว่าที่นี่ปลอดภัย” โฟรชเอ่ยเสียงนิ่ง

“อ้าว...ไม่ปลอดภัยเหรอ งั้นก็ได้ ฟีแซลล์กลับกับพี่เถอะ สถานที่ที่ไม่ปลอดภัยแบบนี้พี่คงให้เราอยู่ไม่ได้” พูดจบพี่เฟสต้าก็ทำท่าเดินไปยังรถ

“เฟสต้า เกลฟิล” โฟรชกดเสียงต่ำคล้ายคนกำลังเริ่มหงุดหงิด

“ผมไม่คิดจะปล่อยน้องชายสุดที่รักไว้ในสถานที่อันตรายหรอกนะ”

“ชิ...รู้แล้ว แค่รับฝากก็พอใช่ไหม”

“ตกลงแต่แรกก็จบเรื่อง ไม่เข้าใจว่าจะทำให้เรื่องยากไปทำไม” พี่เฟสต้าทำหน้าเหนื่อยใจในขณะที่โฟรชกัดฟันกรอด

“คิดจะให้อยู่นานแค่ไหน” โฟรชถามรายละเอียด

“สักพักนึง ต้องใช้เวลาในการจัดการหลายๆ อย่างถึงจะพาพวกเขากลับไปได้ ระหว่างนั้นก็ขอฝากไว้ด้วย ฟีแซลล์ฝากดูแลทั้งคู่ด้วย” พี่เฟสต้าหันมาบอกผมในประโยคสุดท้าย

“ได้ครับ” ผมพยักหน้ารับคำ

“นี่ๆ ท่านเฟสต้า ท่านฟีแซลล์...ทำไมหางของพวกท่านถึงหายไปล่ะ” ซีวีดเองพอหยุดร้องไห้ก็ยิงคำถามที่ทำเอาผมและพี่เฟสต้ามองหน้ากัน

“ถ้าหางแห้งก็จะกลายเป็นขาเหมือนอย่างมนุษย์” ผมตัดสินใจบอกความจริงเมื่อพี่เฟสต้าพยักหน้ามาให้

“มนุษย์? แปลว่าถ้าปล่อยไว้พวกเราก็จะวิ่งได้ใช่ไหมครับ” ทั้งคู่มองมาทางผมด้วยสายตาทอประกายวิบวับ

“ใช่แล้ว”

“งั้นพวกเราจะรอให้ขาแห้ง!” ทั้งคู่ประสานเสียงกัน

จากนั้นผมก็พาพวกเด็กๆ เข้ามาในบ้านโดยหน้าบ้านยังคงมีพี่เฟสต้ากับโฟรชรวมไปถึงเควสและโวร์ยืนคุยกันต่อ ใช่ว่าผมจะไม่อยากอยู่ฟังด้วยหรอกนะแต่บรรยากาศเครียดๆ ผมไม่อยากให้เด็กๆ รับรู้ถึงมันเท่าไหร่นัก เรื่องของเงือกที่แพร่กระจายไปอาจหยุดยั้งไว้ได้แต่เชื่อเถอะว่าจำนวนของผู้ที่รู้ถึงตัวตนของพวกเรานั้นเพิ่มขึ้น

ลางสังหรณ์ผมบอกว่าอีกไม่นานต้องมีเรื่องอะไรบางอย่างเกิดขึ้น และเรื่องนั้นคงทำให้ตัวตนของพวกเราถูกเปิดเผยออกมาต่อหน้าสาธารณะชนอย่างไม่มีวันยับยั้งได้อีก

ตลอดหลายวันที่ผ่านมาซีวีดและแพนวาลเข้ามาอาศัยอยู่ในบ้านด้วย ทั้งคู่ค่อนข้างตกใจที่เห็นว่าด้านหลังของบ้านนั้นเชื่อมติดกับทะเลแถมยังมีของแปลกตาอย่างรางน้ำซึ่งเชื่อมต่อยังด้านในของตัวบ้าน นี่ยังไม่พูดถึงเตียงและผ้าห่มของผมที่ถูกจัดวางอยู่ก้นทะเลนะ

เชื่อไหมว่าตอนนอนผมถูกเด็กสองคนแย่งทั้งที่นอนและผ้าห่มจนแทบไม่มีที่นอน ถึงผมจะเข้าใจความสนใจของพวกเขาที่มีต่อของที่มนุษย์สร้างขึ้นก็ตาม แม้แต่ในอาณาจักรเงือกของจากบนบกก็ไม่ได้มีให้ทำความรู้จักมากมาย เหล่าเงือกรุ่นใหม่ที่เกิดและเติบโตภายใต้ท้องทะเลต่างคิดว่าสักวันอยากจะขึ้นมาดูสิ่งที่อยู่เหนือผิวน้ำทั้งนั้น

ขนาดผมเองยังคิดแล้วแอบขึ้นมาจนได้เรื่องถูกจับไปเลย จะว่าพวกเด็กๆ ก็คงไม่ได้ แค่จากนี้คงต้องเตือนให้ระวังตัวมากขึ้น

“มาวิ่งแข่งกัน” เสียงท้าทายจากซีวีดดังขึ้นขณะยืดกล้ามเนื้อขา

วันนี้เป็นวันที่ 3 ที่ทั้งคู่มาอยู่ร่วมบ้านนี้ด้วย ของใต้ทะเลล้วนหน้าสนใจทว่าสำหรับเด็กๆ การได้มีขาและวิ่งเล่นถือเป็นเรื่องที่น่าสนใจกว่ามากซึ่งผมนั้นเข้าใจดี ช่วงแรกที่ตัวเองมีขาและสามารถก้าวหรือวิ่งได้เป็นเวลาที่ผมรู้สึกตื่นเต้นมาก พวกเราอเคลื่อนไหวใต้น้ำมาตั้งแต่เกิดไม่เคยที่ต้องขยับชาสองข้างสลับกันเลยเป็นอะไรที่สนุกแบบสุดๆ

“เอาสิ ใครไปถึงฝั่งนั้นก่อนชนะ” ดวงตาสีน้ำตาลอ่อนของแพนวาลทอประกายขึ้นก่อนจะพยักหน้ารัวๆ

“ระวังลื่นนะ” ผมพูดโดยนั่งอยู่ยังชุดโซฟาที่เพิ่งถูกนำมาตั้งเมื่อไม่กี่วันก่อน

“เริ่มได้!” คนให้สัญญาณเริ่มคือซีวีด ทันทีที่เริ่มทั้งคู่ต่างออกตัวและวิ่งสุดแรงผ่านหน้าผมไปอย่างรวดเร็วสมกับเป็นวัยเด็กที่มีพลังงานเหลือเฟือแต่แล้วยังไม่ทันได้เลี้ยวโค้งทั้งคู่ก็ชนเข้าไปร่างของโฟรชที่ถือถาดอาหารมาโดยไม่ทันตั้งตัวจนหงายหลังตึง

“โอ๊ย! เจ็บ!”

“ชนอะ...ไร” เสียงของแพนวาลแผ่วลงเรื่อยๆ ยามเงยหน้าขึ้นไปสบดวงตาสีเทาอ่อนของโฟรช พอรู้ว่าสิ่งที่ชนชื่ออะไรเด็กวัยสิบกว่าขวบที่กำลังสนุกและตื่นเต้นกลับโผลเข้ากอดกันกลมด้วยความกลัว

มาอยู่นี่ได้ก็ 3 วันแล้วแต่เหมือนจะมีปัญหาใหญ่อยู่อย่างหนึ่งคือซีวีดและแพนวาลดูเหมือนจะกลัวและเกรงโฟรชมาก...มากขนาดที่แค่มองหน้าก็สั่นไปทั้งตัวแล้วทั้งที่โฟรชก็ไม่ได้ทำอะไร...

อ่า...ความจริงอาจเพราะไม่ทำอะไรพวกเด็กๆ ก็เลยกลัวละมั้ง

เล่นทำหน้านิ่งออกแนวไม่สนใจแถมยังมองด้วยสายตาราบเรียบไม่ว่าเป็นใครก็คงคิดว่ากำลังถูกโกรธหรือไม่ชอบหน้าเป็นแน่

“ท่านฟีแซลล์” เด็กตัวน้อยสองคนเรียกชื่อผมด้วยน้ำเสียงราวกับเจอสัตว์ร้ายแห่งท้องทะเลสักตัวที่ไม่สามารถหลบหนีออกมาได้ แค่จะก้าวขายังก้าวไม่ออกเลย

“ไม่เป็นไร ไม่ต้องกลัว ผมบอกแล้วใช่ไหมว่าคนคนนี้คือเจ้าของบ้านและเขาเป็นคนใจดีมาก” ผมก้าวเข้าไปแตะไหล่ทั้งคู่ให้ผ่อนคลายขึ้น

“...แต่เขาเหมือนกำลังโกรธ” แพนวาลเอ่ย

“พวกเราทำอะไรให้ไม่พอใจเหรอครับ” ซีวีดเองก็เงยหน้าถามโฟรชขณะที่มือสองข้างกำชายเสื้อผมไว้แน่น

“โฟรช ยิ้มหน่อยสิ ทำหน้านิ่งแบบนั้นเด็กๆ ก็กลัวหมดพอดี” ผมเงยหน้าขึ้นมองเจ้าของบ้านระหว่างพูด

“ก็หน้าฉันมันเป็นแบบนี้นี่”

“อะไร...คุณออกจะยิ้มบ่อยแท้ๆ เอ้า ยิ้มหน่อยครับ” ผมเอื้อมมือไปจับแก้มของโฟรชแล้วยืดออกเพื่อส่งรอยยิ้มให้เด็กๆ หายกลัวทว่าสภาพที่เห็นไม่เหมือนกันที่คิดไว้นอกจากจะทำให้เด็กกลัวกว่าเดิมแล้วผมเองยังพลอยกลัวไปด้วย

“ฟีแซลล์” โฟรชเรียกเสียงนิ่งในขณะที่ผมยังยืดแก้มทั้งสองข้างนั้นเล่น

“...น่ากลัวจัง” ผมรีบปล่อยมือก่อนเด็กๆ จะร้องไห้อีกรอบ

“ท่านฟีแซลล์” เสียงเรียกคล้ายจะขอความช่วยเหลือทำให้ผมต้องคิดหาทางทำอะไรสักอย่าง ไหนๆ ก็ได้มาเจอกันทั้งทีไม่อยากให้ซีวีดและแพนวาลกลับไปพร้อมความกลัวที่มีต่อโฟรชหรอกนะ

“นี่รู้ไหมว่าอาหารที่พวกเรากินทุกมื้อโฟรชเป็นคนทำให้น่ะ” ผมลองเปลี่ยนหัวข้อเป็นอาหารที่ทั้งสองคนดูจะชอบมากเป็นพิเศษตั้งแต่มื้อแรกที่ได้กิน

“ฟีแซลล์” โฟรชเรียกผมเป็นเชิงให้หยุดพูดเรื่องนี้แต่มีเหรอที่ผมจะยอมทำตาม

“นี่มื้อกลางวันสินะ ดูสิ...น่ากินขนาดไหน” ผมยกถาดในมือโฟรชให้เด็กๆ ดู บนถาดมีข้าวผมส่งกลิ่นหอมกรุ่นถูกวางเป็นรูปปลาดาวโดยข้างข้างมีเนื้อปลาชุปแป้งทอดที่ถูกทำเป็นรูปปลาวางอยู่เคียงคู่กับไส้กรอกทรงปลาหมึกและซุปใส่ใส่แครอทหั่นเป็นรูปดาว

“ว้าว...” หน้าตาของอาหารดึงดูดได้ตั้งแต่เด็กตัวน้อยวัยสิบกว่าขวบมาจนถึงผู้ใหญ่วัยห้าสิบอย่างผม

ถึงจะทำหน้านิ่งแถมทำเป็นไม่สนใจแต่ความจริงกับคอยสังเกตดูท่าทีและปฎิกิริยาทุกอย่างว่าชอบกินอะไรเป็นพิเศษหรืออะไรที่กินไม่ได้อย่างซีวีดไม่ชอบกินหอมใหญ่มื้อต่อมาโฟรชจึงเปลี่ยนมาเป็นมะเขือเทศจิ๋วแทน

“สวยใช่ไหม”

“ครับ!” ทั้งคู่ประสานเสียงกัน อาหารจานนี้เหมือนจับทะเลมาย่อส่วนไว้บนจานเลย

“คนทำคือโฟรชนะ เพราะงั้นอย่ากลัวเขาเลย” ผมบอกทั้งสองคนด้วยรอยยิ้ม

“...ขอบคุณครับ” คำขอบคุณจากเด็กสองคนเรียกรอยยิ้มมุมปากที่มีแค่ผมที่สังเกตเห็น

“ไม่ยิ้มแค่นั้นสิ ต้องยิ้มกว้างๆ แบบนี้” ผมไม่ปล่อยโอกาสนี้ให้หลุดลอยไปฉีกยิ้มกว้างที่สุดในชีวิตเป็นตัวอย่างให้โฟรชเห็น

“ฮึ...นั่นยิ้มหรืออะไรน่ะฟีแซลล์” และเพราะใบหน้ายิ้มแย้มของผมทำให้โฟรชหลุดหัวเราะออกมาจนได้ เด็กสองคนที่เห็นโฟรชยิ้มเป็นครั้งแรกต่างก็ยิ้มตาม

“ยิ้มแล้ว”

“ยิ้มอีกๆ” แทบไม่อยากเชื่อว่าเด็กที่เคยกลัวจนตัวสั่นจะวิ่งเข้าไปขนาบข้างโฟรชด้วยรอยยิ้มและแววตาทอประกาย

โฟรชที่ถูกล้อมหน้าล้อมหลังเหมือนจะทำตัวไม่ถูกนักจึงส่งสายตาเป็นเชิงขอให้ผมช่วย ก็พอจะเดาได้ว่าอีกฝ่ายไม่ค่อยชินกับเด็กนักเลยมักจะเกร็งไม่รู้ตัว แน่นอนว่าความเกร็งนั่นส่งผลต่อใบหน้าและสายตาจนพานให้เด็กๆ กลัวไปหมด

แต่ในเมื่อเป็นแบบนี้คงไม่เป็นไรแล้วมั้ง

“มีเวลาอีกพักนึงก่อนจะถึงมื้อเที่ยง เล่นให้สนุกนะ” ผมส่งยิ้มก่อนจะหันหลังเดินกลับไปยังเก้าอี้โดยในมือมีถาดอาหารกลางวันวางอยู่ ทิ้งให้โฟรชอยู่เล่นกับเด็กๆ

ผมนี่เป็นเงือกที่ดีจริงๆ ช่วยสานสัมพันธ์มนุษย์กับเงือกด้วย

ผ่านไปกว่าหนึ่งสัปดาห์ในที่สุดพี่เฟสต้าก็กลับมารับซีวีดและแพนวาลกลับอาณาจักรใต้น้ำซึ่งภาพของทั้งคู่ที่เกาะโฟรชไม่ปล่อยแถมยังบอกว่าไม่อยากกลับนั่นทำเอาพี่เฟสต้าถึงกับเลิกคิ้วขึ้นราวกับเจอเรื่องน่าตกตะลึงของวัน ไม่นานจากนั้นก็หลุดหัวเราะเสียงดังลั่นจนเจ้าของบ้านเริ่มปล่อยบรรยากาศหงุดหงิดเพื่อข่มความอายออกมา

ผมและโฟรชโบกมือลาทั้งคู่ก่อนจะเดินกลับเข้าไปในบ้านเหมือนอย่างทุกวัน เสียงเจี๊ยวจ๊าวที่ได้ยินมาตลอดหนึ่งอาทิตย์กลายเป็นความเงียบในชั่วพริบตาทำเอาผมรู้สึกเหงาขึ้นมานิดหน่อยเหมือนกัน

“ทำไมทำหน้าหง๋อยแบบนั้น” โฟรชถามระหว่างเดินกลับ

“ก็อยู่ๆ บ้านก็เงียบกริบเลยนี่นา คิดถึงซีวีดกับแพนวาลเนอะ” ผมหันหน้าไปถาม

“เฉยๆ”

“ไม่ต้องมาแกล้งทำเป็นไม่รู้สึกอะไรเลยนะโฟรช หลายวันมานี่เอาแต่อยู่กับทั้งคู่จนแทบไม่ได้ทำงานเลยใช่ไหมล่ะ” คิดว่าผมไม่รู้รึไงว่าแฟ้มเอกสารบนโต๊ะไม่ได้น้อยลงเลย นอกจากจะไม่น้อยลงยังเพิ่มขึ้นเพราะมีโวร์และเควสยกมาเสริมอยู่ทุกเช้า

“นายเองก็สนุกไม่น้อยนี่ ยิ้มไม่หยุดเลย” โฟรชพูดบ้าง

“อืม...สนุกจริงๆ นี่ แต่ไม่เป็นไร...สักวันต้องได้เจออีกแน่” ยังไงทั้งคู่ก็ต้องกลับอาณาจักรเงือกอยู่แล้วถึงตอนที่ผมกลับค่อยไปเจอกันใหม่ก็ได้

“แค่นาย”

“ทำไมแค่ผมล่ะ คุณก็ไปเจอด้วยได้นะ” ผมมองอีกฝ่ายระหว่างถาม

“คิดจะให้พวกเขาขึ้นมาอีกรึไง ถ้าโดนจับอีกครั้งนี้อาจช่วยไม่ทัน” โฟรชบอกสาเหตุ

“ไม่ใช่สิ”

“ไม่ใช่อะไร”

“ผมไม่ได้จะให้พวกเขาขึ้นมาสักหน่อย” บอกตอนไหนว่าจะให้เด็กๆ ขึ้นมาหาในสถานการณ์ที่ดูเหมือนมีอันตรายแบบนี้

“ถ้าไม่ขึ้นมาแล้วฉันจะเจอยังไง” คิ้วทั้งสองข้างของโฟรชเริ่มขมวดเข้าหากันมากขึ้น

“ยอมรับว่าอยากเจอทั้งคู่เหรอโฟรช” ผมยกยิ้มกวนๆ ส่งให้

“อย่ามาเปลี่ยนเรื่องฟีแซลล์”

“ก็ได้ ไม่ต้องให้พวกเขาขึ้นมาก็เจอได้ แค่คุณไปที่อาณาจักรกับผมไง” ระหว่างพูดผมเงยหน้าประสานกับดวงตาสีเทาอ่อนด้วยรอยยิ้ม

“...นายจะพาฉันไป?”

“อืม” ผมพยักหน้ารัวๆ

“ไม่กลัวว่าฉันจะเอาที่อยู่ไปบอกคนอื่นรึไง” โฟรชถามต่อ

“ไม่” เป็นคำตอบที่ไม่จำเป็นต้องใช้เวลาคิดสักนิด

ผมเชื่อใจโฟรช...เขาไม่มีทางบอกเรื่องที่อยู่หรือตำแหน่งให้คนอื่นรู้แน่

“คิดก่อนตอบหน่อยฟีแซลล์” อีกฝ่ายบอกเมื่อเห็นผมตอบทันควัน ดวงตาที่จับจ้องมาทอประกายหวั่นไหวกับคำพูดผมอยู่ไม่น้อย

“ผมคิดดีแล้ว ผมเชื่อใจคุณโฟรช...เพราะงั้นถ้าผ่านช่วงอันตรายนี้ไปได้ผมจะพาคุณไปนะ...ยังอาณาจักรที่ผมเกิด”

“รู้ด้วยเหรอว่าช่วงนี้อันตราย”

“รู้สิ ผมน่ะความรู้สึกไวจะตาย”

“ฮืม...ก็ไวจริงๆ สัมผัสตรงไหนก็ตอบสนอง” ดูเหมือนสิ่งที่โฟรชเข้าใจจะเป็นคนละรู้สึกไวกับที่ผมต้องการจะสื่อนะ

“อย่าพูดอะไรลามกสิ” ความทรงจำยามถูกสัมผัสปรากฎขึ้นมาเป็นฉากๆ พานให้เลือดไหลขึ้นมาเลี้ยงบนใบหน้ามากขึ้นทั้งที่เหตุการณ์นั้นผ่านมาเป็นเดือนแล้วแท้ๆ

“พูดความจริงต่างหาก”

“โฟรช!” ยังจะพูดย้ำอีก

เปลี่ยนหัวข้อสนทนาสักทีเถอะผมขอร้อง

“หึ...นี่ฟีแซลล์” โฟรชเอ่ยเรียกขณะก้าวยาวๆ เข้ามาหาผมจนต้องก้าวถอยหลังไปตามสัญชาตญาณกระทั่งแผ่นหลังแนบสนิทกับผนัง

“...อะไร”

“จำที่สัญญาได้ไหมว่าจะยิ้มให้ดู” อยู่ๆ อีกฝ่ายก็ทวงสัญญาเมื่อทิตย์ก่อนขึ้นมา

“จำได้...จะให้ยิ้มตอนนี้เลย?” ผมถามกลับ

“ใช่” พูดจบใบหน้าหล่อคมคายก็ขยับเข้ามาใกล้คล้ายจะจับจ้องรอยยิ้มผมในระยะประชิด

“ใกล้ไปมั้ง”

“ไม่นี่ ยิ้มเร็วฉันมองอยู่” โฟรชเร่ง

“ยิ้มแล้ว” ผมฉีกยิ้มส่งไปให้

“ฉันยังไม่เห็นถึงความสุขเลยฟีแซลล์ เห็นแค่ใบหน้าแดงๆ ของนาย”

“ไม่ต้องมาล้อเลยนะ” เล่นเข้ามาใกล้ขนาดนี้ใครจะไปยิ้มออกได้เล่า เกร็งไปหมดทั้งร่างแล้ว

“ลองยิ้มอีกที” อีกฝ่ายให้โอกาสแก้ตัวอีกครรั้ง

“...ประมาณนี้ได้ไหม” ผมส่งยิ้มไปให้อีกรอบ

“ยังไม่ได้ มีเรื่องอะไรให้คิดสินะ” เหมือนโฟรชจะอ่านผมออก

“อ่า...นิดหน่อย”

“เรื่องเงือก?”

“คุณรู้?” ดวงตาสีฟ้าน้ำทะเลของผมเงยขึ้นไปสบดวงตาของโฟรชตรงๆ

“นายดูออกง่ายจะตาย ทำไมจะไม่รู้” โฟรชตอบก่อนจะรวบตัวผมเข้าไปกอดแน่นและซุกใบหน้าลงมาจนสัมผัสได้ถึงลมหายใจที่เป่ารดต้นคอชวนจั๊กจี้

“โฟรช...”

“ไม่ว่าจะเกิดอะไรฉันจะปกป้องนายเอง ฉันสัญญา” น้ำเสียงอันแสนอบอุ่นนี้ทำให้ความกังวลที่มีทุเลาลง ตรงกันข้ามกับหัวใจผมที่เต้นเร็วขึ้น

เวลาที่อยู่ในอ้อมกอดของโฟรชผมรู้สึกเหมือนตัวเองจะไม่เป็นไร

ผมจะปลอดภัยหากอยู่กับเขา

มาถึงขนาดนี้มันคงไม่ใช่คำว่าคนพิเศษแต่เป็นอะไรที่มากกว่านั้น

ต้องเป็นคำที่สื่อถึงความรู้สึกที่อัดแน่นอยู่ให้มากกว่านี้

หากถามว่าเป็นคำไหนก็คงเป็น...

ชอบ

ผมชอบโฟรช!

.....................................................

ตอนนี้น่ารักมากกก

คนอ่านเชียร์ให้โฟรชจับกดมาหลายตอนแล้ว ทว่ายังยอมให้จับกดไม่ได้ถ้าฟีแซลล์ยังไม่รู้ความรู้สึกของตัวเอง

ค่อยเป็นค่อยไปกันเนอะ

ในตอนหน้า...ทุกคนจะพบกับความมันส์ของเรื่อง

ฝากไว้ด้วยนะคะ

ขอบคุณสำหรับทุกๆ คอมเม้นท์และทุกๆ กำลังใจ

ไว้เจอกันใหม่ตอนหน้าน้าา

บ๊ายบาย

nicedog

♫ ♪ ♪ ღ♫ ♪ ♪ ღ♫ ♪ ♪ ღ♫ ♪ ♪ ღ♫ ♪ ♪ ღ♫ ♪ ♪

ความคิดเห็น