ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

ชื่อตอน : SILVER BULLET [14]

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย y

คนเข้าชมทั้งหมด : 12.2k

ความคิดเห็น : 24

ปรับปรุงล่าสุด : 05 พ.ย. 2562 18:49 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 100
× 0
× 0
แชร์ :
SILVER BULLET [14]
แบบอักษร

-14- 

 

ไคจำไม่ได้แล้วว่านานแค่ไหนที่เขาไม่ได้ตกอยู่ในสถานการณ์แบบนี้... 

ต้องมานั่งขัดสมาธิอยู่บนรถมืดๆ เก่าๆ ที่ให้ความรู้สึกวังเวงไม่ต่างจากสถานที่ในความทรงจำ สองมือถูกมัดไพล่หลังแน่นจนรู้สึกได้และคิดว่าหากเป็นคนอื่นคงต้องเจ็บปวดอย่างไม่ต้องสงสัย 

ต่างกันนิดเดียวตรงที่เขาลืมไปแล้วว่าเจ็บเป็นยังไง ไม่ใช่เพราะไม่เคยรู้สึก ไม่ใช่เพราะรู้สึกไม่เป็น แต่เพราะ ‘เจ็บจนชินชา’ ไปหมดแล้วจึงไม่คิดว่าจะแสดงอาการใดๆ ออกมาได้อีก 

“นายจะติดต่อหาทางนั้นเอง ที่เราต้องทำก็แค่จอดรถรอจนกว่าจะนัดหมายกันได้”  

“นายจะเอาชีวิตคุณมิคาเอลจริงๆ หรือวะ” 

“มาถึงขนาดนี้คิดว่านายจะทำเพื่ออะไรล่ะ... ถึงขั้นยอมลงทุนชิงตัวคนคนนี้มา ถ้าคุณมิคาเอลไม่ตายก็เป็นเราเองที่ต้องตาย!” 

“นี่เรา...เลือกข้างถูกจริงๆ ใช่ไหม” 

“…ไม่รู้” 

เสียงกระซิบกระซาบของคนที่มีหน้าที่นั่งเฝ้าตัวประกันทำให้ไคเข้าใจสถานการณ์ได้อย่างรวดเร็ว โชคดีที่เขาเป็นคนเฉยชาโดยธรรมชาติ แม้ยามเฝ้าฟังคำพูดของผู้อื่นอยู่จึงยังคงดูเหมือนเหม่อลอยอยู่ตลอดเวลาไม่ต่างไปจากในยามปกติ 

อา...ตอนโดนจับตัวมาก็เหมือนกัน นั่นอาจเป็นเหตุผลที่ทำให้นอกจากรอยแดงที่ข้อมืออันเกิดจากการถูกเชือกรัดแน่นเกินไป ไคก็แทบไม่มีบาดแผลหรือรอยช้ำใดๆ อีกเลย 

จะว่าไปแล้วบรรยากาศแบบนี้... 

ดวงตาคู่คมกวาดมองไปรอบรถคันเก่าคับแคบที่ดูน่าอึดอัดไม่น้อย ก่อนจะถอนหายใจออกมาเบาๆ แล้วหลับตาลงช้าๆ เพื่อฆ่าเวลาในการรอคอยอะไรบางอย่าง อดคิดไม่ได้ว่าโลกอาจกำลังเล่นตลกกับเขาอยู่ บางทีอาจเป็นเพราะได้มาเจอบรรยากาศที่คุ้นเคย หรืออยู่ห่างจากคนที่ช่วยสร้างพื้นที่ปลอดภัยให้มากเกินไป สมองจึงวนกลับไปนึกถึงเรื่องเดิมๆ อีกครั้ง 

ทั้งที่หลุดพ้นออกมาจากวังวนนั้นแล้วแท้ๆ แต่กลับยังจดจำได้ไม่ลืมเลือน  

น่าเศร้าจริงๆ 

 

 

‘ทำไมแกถึงเกิดมาโง่แบบนี้!’ 

‘ไอ้ตัวไร้ประโยชน​์!’ 

ไคเกิดมาจากครอบครัวชนชั้นล่าง แม่ของเขาเป็นโอเมก้าธรรมดาๆ ที่ได้ผูกพันธะกับพ่อซึ่งเป็นอัลฟ่าชั้นสูงโดยไม่ได้ตั้งใจ แม้จะไม่ได้มีเชื้อสายรัสเซีย แต่เพราะแม่ย้ายกับพ่อต่างย้ายมาอยู่ที่นี่ เขาจึงเข้าใจภาษานี้ตั้งแต่เกิด พอๆ กับที่เข้าใจภาษาไทยซึ่งแม่มักจะใช้ด่าพ่อ และเข้าใจภาษาญี่ปุ่นที่พ่อใช้ด่าแม่ 

ตอนที่จำความได้เขาก็รู้แล้วว่าพ่อกับแม่เกลียดชังกันแทบตาย เพราะแม่โทษพ่อที่ทำให้ตัวเองไม่มีลูกค้า ไปหลอกคนอื่นว่าบริสุทธิ์ผุดผ่องไม่ได้เนื่องจากมีรอยกัดที่คอแล้ว ขณะที่พ่อโทษแม่ว่าทำให้ตัวเองถูกถอนหมั้นจนตระกูลล่มสลาย ต้องมาติดแหงกอยู่ในห้องเช่าเก่าๆ ด้วยกันอย่างไร้ที่ไป 

เพล้ง! 

“จะเขวี้ยงแก้วมาทำบ้าอะไร!” 

“สมควรแล้ว ถ้าไม่ใช่เพราะนาย ฉันจะย่ำแย่ขนาดนี้หรือไง!” 

“เพราะเธอต่างหากฉันถึงแย่ขนาดนี้...” 

ชายหญิงที่ครั้งหนึ่งเคยสวยหล่องดงาม ยามนี้กลายเป็นเพียงผู้ติดเหล้าติดยาที่เอาแต่ตะโกนด่าทอกันไปมาต่อหน้าเด็กชายอายุไม่เกินห้าขวบซึ่งนั่งกอดเข่าร้องไห้อยู่ตรงมุมห้อง 

“ฮึก…”  

ไคในยามนั้นยังมีความรู้สึก เขารู้เห็นทุกอย่างตั้งแต่แรก ไม่ว่าจะเรื่องที่พ่อแม่ทะเลาะกัน เรื่องที่แม่ชอบพาผู้ชายคนอื่นๆ มานอนค้าง หรือที่พ่อชอบพาคุณน้าคุณอาที่มีกลิ่นหอมฉุนมากอดก่าย เขาก็รู้และอยู่ในเหตุการณ์แทบทั้งหมด ทุกครั้งเวลามีคนแปลกหน้ามาที่ห้อง พ่อกับแม่จะสั่งให้หุบปากเงียบแล้วซ่อนตัวอยู่ในตู้ บอกว่าถ้าส่งเสียงให้คนอื่นรู้จะต้องถูกทำโทษ ไคจึงไม่เคยกล้าส่งเสียงอะไรออกมาเลยสักครั้ง 

ถึงอย่างนั้น... 

“จะร้องอะไรนักหนา!” 

“แม่...แม่ครับ ผมเจ็บ” เด็กชายตัวเล็กจับกุมมือแม่แท้ๆ เอาไว้แน่นพลางส่ายหน้าทั้งน้ำตา ร้องขอให้หยุดทำร้ายเขา ทว่ายังไม่ทันได้เอ่ยห้าม เข็มขัดเส้นยาวก็ถูกหวดฟาดลงบนร่างกายจนเด็กที่ยังควบคุมอารมณ์ไม่เป็นกรีดร้องเสียงดัง  

“หุบปากเดี๋ยวนี้!” 

ครั้งแล้วครั้งเล่าที่โดนทำร้าย แผ่นหลังขาวสะอาดที่ควรเรียบเนียนของเด็กชายมีเพียงรอยแผลซ้ำซ้อนทั้งที่เพิ่งได้มาและยังไม่หายดี ชีวิตของเขาผ่านไปอย่างทรมานวันแล้ววันเล่า จากที่ยกมือร้องขอเริ่มแปรเปลี่ยนเป็นนิ่งเงียบเพราะรู้ว่ายิ่งพูดก็ยิ่งเจ็บ ไม่รู้ตั้งแต่เมื่อไหร่ที่ไคกลายเป็นเด็กไร้ปากเสียงที่เอาแต่ซุกตัวอยู่ตรงมุมห้อง ใช้เวลาทั้งหมดไปกับการวาดรูปที่ทำให้รู้สึกสบายใจเหมือนได้ปลดปล่อยอารมณ์อึมครึมออกไป 

คำถามแรกที่ไคเคยนึกอยากถามพ่อกับแม่คือเขาผิดอะไร แต่ไม่ช้ามันก็เปลี่ยนเป็นอีกคำถามที่เขาคิดซ้ำไปซ้ำมาอยู่บ่อยครั้ง 

ทำไมต้องทำให้เขาเกิดมา... 

สี่ถึงห้าปีหลังจากนั้นเขาเริ่มเคยชินกับความเจ็บปวดที่ได้รับ จากที่รู้สึกกลายเป็นไม่รู้สึก จากที่เจ็บปวดกลายเป็นเฉยชา เมื่อรู้ว่าไม่พูดก็เจ็บ พูดเจ็บยิ่งกว่า ไคจึงเลือกสงบปากสงบคำ ไม่พูดคุยกับใครนานหลายปี แม้กระทั่งยามไปเรียนหนังสือในโรงเรียนทรุดโทรมใกล้บ้าน เขาก็ไม่พูดคุยหรือเล่นกับใครแม้แต่คนเดียว 

“อ๊ะ...มีเด็กด้วยเหรอคะ”  

“ไม่ต้องสนใจ” 

ไคมองตามร่างชายหญิงสองคนที่พากันเดินเข้าไปในห้องอย่างเฉยชา กระทั่งเงาร่างของคนทั้งคู่หายไปแล้วเขาจึงเผยสีหน้ารังเกียจออกมา มือผอมที่เกิดจากการขาดสารอาหารยกขึ้นบีบจมูกตัวเอง ก่อนจะคว้าเอากระดาษกับกล่องสีเก่าๆ เดินออกไปนอกห้อง 

กลิ่นฟีโรโมนของโอเมก้าที่รับรู้ได้ในช่วงชีวิตหลายปีจนกลายเป็นความชินชาทำให้เขาเกลียดชังมันยิ่งกว่าใคร แม้เวลาจะผ่านมาเรื่อยๆ จนเขาอายุสิบสอง ได้รู้อีกเพศของตัวเองว่าเป็นอัลฟ่าแล้ว เขาก็ไม่เคยหลงระเริงไปกับกลิ่นของมันจนขาดสติ มีแต่จะขยะแขยงและรังเกียจมากขึ้นเรื่อยๆ จนอยากหนีไปให้พ้น 

โชคดีที่ช่วงหลังๆ พ่อกับแม่ออกไปข้างนอกแทบทุกวัน นอกจากถูกตบตีสองสามวันครั้ง เขาก็ไม่ได้รับความสนใจอีก ไม่ว่าจะไปไหน หายไปนานหลายชั่วโมงก็ไม่มีใครรู้ ไคเรียนรู้ที่จะทำตัวเป็นอากาศ หลังๆ เริ่มเอาเหล้าออกมาวางเตรียมพร้อมให้พ่อแม่ดื่มเมื่อกลับมาถึงห้อง รอให้ผ่านไปสามสี่ชั่วโมงค่อยกลับ แล้วก็จะพบว่าคนทั้งคู่เมาจนหลับไป เหลือเพียงสภาพห้องสกปรกให้เขาคอยเก็บกวาด แต่ก็ยังดีกว่าต้องมารองรับอารมณ์โมโหอันไร้ที่มานั่นอยู่ดี 

จุดเปลี่ยนแรกเริ่มขึ้นเมื่อพ่อของเขาป่วยหนัก หลังทรุดจนลุกไม่ขึ้นได้ไม่ถึงอาทิตย์ก็เสียชีวิต ไคจำได้ว่าเขายืนอยู่ข้างเตียง มองร่างไร้ลมหายใจของพ่อด้วยแววตาว่างเปล่า ไร้ซึ่งความรู้สึกนึกคิดใดๆ หลังจากนั้นไม่นานนักแม่ก็เริ่มเที่ยวหนักขึ้น จากที่กลับบ้านวันสองวันทีกลายเป็นอาทิตย์ละที ท้ายที่สุดก็จากไปไม่กลับมาอีก 

ประสบอุบัติเหตุเสียชีวิต... 

วันนั้นไคยืนรับโทรศัพท์โดยไม่ได้ตอบอะไรกลับไปแม้แต่คำเดียว เขาวางโทรศัพท์เก่าๆ ลงอย่างเฉยชา จ้องมองรอบห้องเก่าๆ แล้วเริ่มเก็บกวาดข้าวของอย่างไร้ความรู้สึก กระทั่งเดินผ่านไปหน้ากระจกและเห็นภาพสะท้อนของตัวเอง เด็กหนุ่มจึงหยุดชะงักทุกการกระทำแล้วยืดตัวตรง  

เขามองดวงตาว่างเปล่าของตัวเองในกระจกแล้วเอียงศีรษะไปมา ก่อนจะค่อยๆ ไล่สายตาไปตามรอยแผลที่ยังไม่หายดีเงียบๆ แล้วค่อยๆ ถอดเสื้อออก ตามเนื้อตัวผอมแห้งขาวซีดด้านหน้าไม่ได้มีอะไรผิดปกติไปจากเด็กทั่วไปนอกจากมองเห็นซี่โครงได้ชัดเจนมากไปหน่อย ทว่าเมื่อหันหลัง... 

ร่องรอยบาดแผลเป็นจำนวนมากปรากฏให้เห็นเด่นชัดแม้ไม่ต้องเพ่งมอง ไม่ต้องคาดเดาเลยว่าช่วงเวลาที่ถูกทำร้าย ร่างเล็กๆ ของเด็กคนหนึ่งจะทรมานขนาดไหน 

แต่ทุกอย่างจบลงแล้ว... คนพวกนั้นหายไป ไม่มีวันกลับมาอีก ใต้พรมกับในตู้ยังมีเงินจำนวนหนึ่งที่พ่อแม่ซุกซ่อนไว้เหลือทิ้งให้เขาใช้เลี้ยงชีพตัวเองต่อไปได้อีกสักพัก 

ไคค่อยๆ นั่งขัดสมาธิกับพื้นแล้วถามตัวเองในใจว่าเขารู้สึกอย่างไร 

คำตอบคือ...ไม่รู้สึกอะไรเลย 

จุดเปลี่ยนครั้งที่สองเกิดขึ้นเมื่อวันหนึ่งเขาแบกอุปกรณ์วาดภาพเก่าๆ ที่ใกล้หมดเต็มทีไปนั่งวาดภาพอยู่ที่ริมทะเลสาบไม่ไกลจากโรงเรียนเท่าไหร่นัก ไคได้เจอคุโจ อิชิดะ จิตรกรชาวญี่ปุ่น และได้แสดงพรสวรรค์ในการวาดภาพของตัวเองให้อีกฝ่ายเห็นโดยไม่รู้ตัว 

แววตาว่างเปล่าและบาดแผลบนร่างของเขาทำให้คุโจสนใจจนไปไถ่ถามเรื่องของเด็กที่ไม่ยอมพูดกับชาวบ้านแถวนั้น ในสลัมเล็กๆ ที่ผู้คนรู้จักกันกว้างขวาง ประวัติของครอบครัวอัลฟ่าโอเมก้าตกอับไม่มีใครไม่รู้ เพียงจ่ายเงินให้เล็กน้อยพวกเขาก็เล่าเรื่องราวชีวิตอันแสนน่าสงสารของไคให้คุโจฟังอย่างหมดเปลือก 

จิตรกรผู้เดินทางมาพักผ่อนแถบชาญเมืองตัดสินใจให้ความช่วยเหลือเด็กชายแทบจะทันที เขาสอนไควาดภาพ สอนวิธีทำมาหากิน ช่วยส่งเสียให้เด็กชายเรียนต่อ รวมไปถึงช่วยสอนภาษาอังกฤษให้แม้ไคจะไม่เคยพูดอะไรออกมาเลยก็ตาม เรียกได้ว่าเป็นผู้มีพระคุณเพียงหนึ่งเดียวในชีวิตของเด็กอายุสิบกว่าขวบที่หลงลืมแม้กระทั่งการแสดงความรู้สึกไปแล้ว  

คุโจค้นพบว่าเด็กที่เขาช่วยเหลือมีพรสวรรค์ด้านศิลปะและภาษาเป็นอย่างมาก ไม่ใช่เพียงเข้าใจภาษาญี่ปุ่นที่เขาพูด แต่ยังเรียนรู้ภาษาอังกฤษได้อย่างรวดเร็ว แม้ไม่เคยพูดให้ได้ยินแต่กลับทำแบบทดสอบได้คะแนนเต็ม ไม่มีผิดเลยสักข้อ 

“ไค... อีกสองวันอาจารย์ต้องเดินทางต่อแล้ว” คุโจจ้องมองลูกศิษย์ที่ยังคงวาดภาพต่อราวกับไม่ได้ยินสิ่งที่เขาพูดพลางยกยิ้มอ่อนใจ ท้ายที่สุดก็ทำได้เพียงลูบหัวทุยๆ ของอีกฝ่ายอย่างอ่อนโยน “ไม่เปลี่ยนใจไปด้วยกันจริงๆ เหรอ” 

“…” 

“เอาเถอะ ดูแลตัวเองให้ดีก็แล้วกัน ส่วนเรื่องเรียนไม่ต้องเป็นห่วง อาจารย์คุยไว้ให้เรียบร้อยแล้ว ไปสอบให้ตรงเวลาก็พอ” 

เมื่อหลายวันก่อนคุโจตัดสินใจชักชวนไคให้เดินทางไปกับเขาในฐานะลูกบุญธรรม แต่เด็กคนนี้กลับส่ายศีรษะปฏิเสธแทบจะทันที เขารู้ดีว่าไคยังไม่ไว้ใจตัวเองเต็มร้อยแม้จะอยู่ในสถานะอาจารย์ของอีกฝ่ายก็ตาม ตอนแรกเขายังเป็นห่วงว่าเด็กนี่จะอยู่เพียงลำพังได้ยังไง หากพอได้ตามดูชีวิตอันแสนเรียบง่ายที่ไม่มีอะไรซับซ้อน คุโจรู้ได้ในทันทีว่ามันคือ ‘ความเคยชิน’ 

ความเคยชินเป็นสิ่งที่น่ากลัวมากจริงๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อมันฝังรากลึกอยู่ในใจของเราไปแล้ว ไคเป็นเด็กน่าสงสาร เขาเคยชินกับความเจ็บปวดจนไม่รู้สึกเจ็บ เคยชินกับการดูแลตัวเองจนไม่รู้สึกต้องการใคร และเคยชินกับการอยู่ในสถานที่แบบนี้โดยไม่คิดแสวงหาอะไรใหม่ๆ 

ไคเข้าใจว่าขอแค่พ่อแม่ไม่อยู่แล้วเขาก็ไม่ต้องทนกลิ่นฟีโรโมนของโอเมก้าไม่ซ้ำหน้าที่แสนชิงชังอีก เพราะงั้นต่อให้อยู่ที่เดิมก็ไม่เห็นเป็นอะไร เขาไม่รู้และไม่เคยเข้าใจว่าในโลกใบนี้ยังมีอะไรที่สวยงามอีกมากมาย 

น่าเสียดายที่คุโจไม่ใช่คนที่ถูกเลือกให้ฉุดรั้งเด็กคนนี้ออกไปจากโลกอันแสนมืดมิด 

และนั่นก็เป็นที่มาของจุดเปลี่ยนครั้งที่สาม... จุดเปลี่ยนครั้งสำคัญที่สุด 

ไคเติบโตขึ้นอย่างโดดเดี่ยว ไม่มีใครหรืออะไรให้พูดคุยด้วย นับวันเขายิ่งกลายเป็นคนมืดมนมากขึ้นทุกที โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อจู่ๆ ก็มีเจ้าหนี้เก่าของพ่อแม่มาทวงเงินคืนจากเขาแทน และพูดคล้ายจะสงสารว่าเจ้านายอนุญาตให้ผ่อนคืนได้เป็นงวดๆ นับจากนั้นมาชีวิตไคก็วนเวียนอยู่กับกิจวัตรไม่กี่อย่าง นอกจากช่วงเวลาที่ต้องออกไปส่งภาพวาดให้ร้านค้าแห่งหนึ่งเพื่อหาเงินกับออกไปซื้ออาหารและข้าวของจำเป็น เขาก็แทบไม่ได้ออกไปไหนให้ใครเห็นหน้าเลย  

วันหนึ่งไคได้รับอีเมลจากอาจารย์เหมือนที่ได้รับเป็นประจำทุกปี ภาพที่ส่งมาคือภาพวิวทิวทัศน์ของประเทศประเทศหนึ่ง แต่แตกต่างจากทุกครั้งตรงที่คราวนี้มันดึงดูดความสนใจของเขาได้ ไม่รู้เป็นเพราะมันคือวิวบนภูเขาที่อาจารย์เคยบอกว่าไม่ชอบเลยไม่ค่อยได้ถ่ายมาหรือไม่ แต่ที่แน่ๆ การได้เห็นภาพท้องฟ้าตัดกับแนวต้นไม้บนที่สูง มีพระอาทิตย์ดวงโตที่ใกล้ลาลับขอบฟ้าเป็นองค์ประกอบสำคัญทำให้ไครู้สึกสนใจได้นิดหน่อย 

นั่นเป็นจุดเริ่มต้นที่ทำให้เขาจัดเก็บอุปกรณ์วาดภาพใส่กระเป๋าแล้วแบกขึ้นบ่า เดินเท้าออกจากห้องตัดผ่านโรงเรียนเก่าทรุดโทรมที่เคยเรียนเข้าไปในป่าข้างทาง จุดนั่งวาดภาพที่ไคเลือกไม่ใช่สถานที่ที่เป็นความลับอะไร แต่เป็นทางอ้อมออกจากหมู่บ้านไปยังถนนใหญ่ ผู้คนเลยไม่ค่อยนิยมใช้ อีกทั้งยังมีเพียงต้นไม้ใหญ่ไม่ได้สวยงามอะไรมากมาย เลยไม่ได้กลายเป็นสถานที่ประจำของใครต่อใคร 

แต่จัดที่นั่งเตรียมวาดภาพอะไรเรียบร้อยแล้วก็ยังได้แต่นั่งนิ่ง ในหัวสมองว่างเปล่าไม่รู้ว่าจะวาดอะไรลงไป เพราะแม้จะมีภาพวิวให้เห็นตรงหน้าชัดเจน หากใจกลับไม่นึกอยากลากเส้นลงบนแผ่นกระดาษเลยสักนิด 

เอาเถอะ...ก็แค่ทำไป 

เมื่อสมาธิถูกดึงไปกับการลากเส้นวาดภาพ สิ่งอื่นใดภายนอกล้วนถูกลืมเลือน กระทั่งมีชายคนหนึ่งเดินตรงออกมาจากชายป่าแล้วหยุดเท้ามองมายังแทบไม่รู้สึกตัว 

ไม่ได้เรื่อง... 

ไคหยุดมือที่ลากเส้นไปได้เพียงไม่กี่เส้นลงเมื่อจิตใจไม่ได้รู้สึกอยากทำมัน ในตอนนั้นเองที่เขาสัมผัสได้ถึงสายตาของใครบางคนที่จ้องมองมาตาเขม็ง ชายหนุ่มค่อยๆ หันไปมอง แล้วก็พบชายคนหนึ่งยืนนิ่งอยู่ไม่ไกลนัก 

แม้จะมีเลือดไหลอาบหน้าไปซีกหนึ่งก็ไม่อาจปิดบังความงดงามสมบูรณ์แบบขององค์ประกอบบนใบหน้านั้นได้ ชั่ววินาทีหนึ่งไคมองเห็นภาพซ้อนทับของอะไรบางอย่างบนร่างของชายผู้นั้น  

บางทีอาจเป็นภาพซ้อนทับของตัวเขาเอง...  

แตกต่างกันก็ตรงที่ตัวเขาไม่ได้ดูงดงามจับต้องไม่ได้เหมือนเช่นคนคนนั้น ยิ่งยามอีกฝ่ายเดินเข้ามาใกล้ก็ยิ่งพบว่าเรือนผมสีขาวเงินประหลาดตานั่นช่างเข้ากันได้ดีกับดวงตาสีเขียวเย็นชาราวกับไม่ใช่มนุษย์ 

เทวทูต... 

อืม...เทวทูตที่ถือมีด 

ในวินาทีที่คนตรงหน้าทิ้งมีดลงกับพื้น เขาพลันเบนสายตาไปมองใบหน้างดงามนั่นอีกครั้ง หากคราวนี้ไม่ได้จ้องค้างเหมือนเช่นคราแรก แต่เลือกหันกลับไปสนใจงานศิลปะของตัวเองเพื่อลงมือวาดภาพของอะไรบางอย่างซึ่งแทรกเข้ามาในหัว ปรับเปลี่ยนความคิดที่จะวาดวิวทิวทัศน์ธรรมดาไปอย่างรวดเร็ว 

ไคก็ยังเป็นไคที่ไม่สนใจอะไรทั้งสิ้นเวลาต้องใช้สมาธิ เขาลงมือวาดภาพของสิ่งที่คิดจินตนาการช้าๆ อย่างตั้งใจ คำถามเกี่ยวกับคนที่ดูเหมือนเพิ่งถูกทำร้าย...ไม่สิ เหมือนเพิ่งทำร้ายใครมาไม่มีอยู่ในหัว ต่อให้เจ้าตัวเดินมานั่งลงด้านข้าง จ้องมองเขาเขม็งก็ไม่ได้ทำให้รู้สึกอะไร 

“ไม่ใช่วิวเหรอ...” คำถามนั้นไร้ซึ่งคำตอบ แต่ผู้พูดก็ไม่ได้เรียกร้องอะไร ราวกับแค่เอ่ยออกมาเฉยๆ  

แค่วันเดียวไม่ได้ทำให้รู้สึกอะไรหรอก พอฟ้าเริ่มเปลี่ยนสีเขาก็แค่ต้องเก็บข้าวของกลับห้อง เอาไว้ค่อยมาวาดต่อพรุ่งนี้ แล้วที่ต้องกลับมาที่เดิมก็ไม่ใช่เพราะคาดหวังจะได้เจอคนคนเดิมอะไร แต่เป็นเพราะมันคือนิสัย ที่เวลาเริ่มวาดภาพภาพหนึ่งที่ไหนต้องกลับไปวาดที่เดิมจนกว่าจะเสร็จ 

หากกลับผิดคาดเมื่อวันต่อมาก็ยังได้เจอคนคนเดิม... 

วันต่อมาก็ด้วย 

สามสี่วันต่อมาก็เหมือนกัน 

อืม...ตอนนี้จำไม่ได้ว่ากี่วันแล้ว 

จู่ๆ ก็ได้พามาที่ห้องแบบงงๆ แต่ก็ดีเหมือนกันเพราะยามมีกลิ่นฟีโรโมนจากโอเมก้าด้านนอกพุ่งเข้ามา คนคนนั้นกดหน้าเขาให้ซุกเข้าหาซอกคอตัวเอง ทำให้ได้กลิ่นหอมประหลาดที่เหมือนกับกลิ่นอาหารอันแสนน่ากินฟุ้งเข้ามาแทนที่ น่าแปลกเหมือนกันที่มันช่วยลบล้างความน่ารังเกียจของกลิ่นฟีโรโมนนั่นได้ 

มันไม่ใช่เพียงระยะเวลาหนึ่งอาทิตย์หรือหนึ่งเดือนที่ชายชื่อมิคาเอลเข้ามาทำตัวใกล้ชิด ไคเองก็จำไม่ได้แล้วว่าตอนไหนที่มันกลายเป็นเรื่องปกติกับการได้เจออีกฝ่ายทุกวัน เดี๋ยวก็เอานั่นมาให้ เอานี่มาให้ ชวนไปนั่งวาดรูปที่อื่นโดยให้ขึ้นรถยนต์คันหรูที่ดูมีราคาแพงระยับไปด้วยกัน จากนั้นก็ขนเอาเรื่องเล่ามากมายมาพูดให้ฟังไม่รู้เบื่อ 

“ครั้งหนึ่งฉันเคยถูกส่งไปทำงานแถวท่าเรือ G นั่นก็หลายปีมาแล้ว จำได้ว่าตอนนั้นฉันพาลูกน้องไปสิบคน ฆ่า...หมายถึงจัดการงานจนสำเร็จเรียบร้อย ทำให้ท่าเรือกลายเป็นของเราได้ภายในเวลาไม่ถึงชั่วโมง แต่สุดท้ายท่าเรือนั่นกลับถูกยกให้ญาติคนอื่นไป เอาจริงๆ ฉันก็ไม่ได้รู้สึกอะไรหรอก เพียงแต่นึกสงสัยขึ้นมาว่าในโลกใบนี้...” 

“…” 

“มันมีอะไรที่เป็นของฉันจริงๆ บ้างนะ” 

ในดวงตาเย็นชาของคนพูดไม่ปรากฏวี่แววของความเสียใจใดๆ หากกลับจ้องมองเขาเขม็งแล้วยกยิ้มน่าสยดสยองเหมือนจะบอกอะไรบางอย่าง ไคไม่อยากคาดเดาความหมายที่ซ่อนอยู่ เลยแค่พยักหน้าทีหนึ่งแล้วหันกลับไปสนใจภาพวาดต่อ 

ไม่คิดเลยว่าไม่นานหลังจากนั้นตึกเก่าๆ ที่มีห้องของเขาเป็นหนึ่งในนั้นจะถูกเผาทำร้ายเพราะเหตุก่อการร้ายบางประการ ความอบอุ่นจากอ้อมกอดทางด้านหลังช่วยพยุงหัวใจวูบโหวงที่ลืมไปแล้วว่ามีได้ชะงัก แล้วก็อาจเป็นเพราะความอบอุ่นนั่นเองที่ทำให้เขายอมเดินตามแรงลากจูงไปยังสถานที่ที่อีกฝ่ายเรียกว่า ‘บ้าน’ ง่ายๆ 

“ไคอยากไปประเทศไทยใช่ไหม” 

วันหนึ่งคนคนนั้นกลับมาหาเขาในสภาพที่ใบหน้ามีบาดแผล  

“…” 

“หลายวันก่อนฉันเห็นไคเปิดเน็ตดูรูปของประเทศนั้น”  

“...” 

“ถ้างั้น...รอให้ฉันเก็บเงินจนเราไปใช้ชีวิตอยู่ที่นั่นได้แบบสบายๆ แล้วค่อยไปกันดีไหม” 

ครั้งนี้ไม่ใช่เพียงพยักหน้า แต่ไคหันไปมองมิคาเอลเต็มตา ต่อให้โง่หรือคิดช้าอย่างไรก็ไม่มีทางไม่เข้าใจว่าคนตรงหน้ากำลังคิดอะไรอยู่ 

แม้ระยะเวลากว่าหนึ่งปีที่ผ่านมามิคาเอลจะไม่เคยบอกให้รู้ว่าตัวเองเป็นใคร ทว่าก็ไม่เคยปกปิดเลยสักครั้ง ต่อให้ไคไม่รู้ว่าชาลอฟคือใครก็ยังเข้าใจว่าเขาไม่ใช่คนธรรมดา แต่เป็นคนที่ฆ่าคนได้หน้าตาเฉยโดยไม่เปลี่ยนสีหน้าเลยสักนิด หากเป็นคนทั่วไปคงมีหวาดกลัวบ้าง โชคดีที่เขาคือไค...ไคที่เคยชินกับเรื่องพวกนี้มานานมากแล้ว 

สิ่งที่ทำให้คาดไม่ถึง...คือการที่คนตรงหน้าคิดจะหยุดทุกอย่างเพื่อคนอย่างเขาต่างหาก 

...แล้วอีกฝ่ายก็ทำตามที่พูดสำเร็จจริงๆ 

ครั้งหนึ่งตอนพวกเขาย้ายไปอยู่ประเทศไทยด้วยกันเรียบร้อยแล้วหลังจากมิคาเอลเก็บเงินจากงานนายแบบที่รัสเซียได้สองสามปี ไคเคยนึกสงสัยและถามตัวเองว่าคนคนนี้เห็นอะไรในตัวเขา ทำไมถึงยอมทิ้งชีวิตที่ดูสมบูรณ์แบบ มีทั้งพลังและอำนาจพร้อมสรรพมาอยู่กับคนธรรมดาๆ ที่แม้แต่คำว่า ‘รัก’ ยังไม่รู้ว่าหมายถึงอะไร 

“ช่วงนี้ไคเริ่มพูดกับฉันมากขึ้นแล้ว...ดีจัง” 

“…” 

พูดมากขึ้นเหรอ... 

เขาชะงักไปเล็กน้อย ขณะมองตามแผ่นหลังของคนที่กำลังทำอาหารอยู่หน้าเตาแล้วนิ่งค้างไปนาน เพิ่งรู้ตัวในตอนนี้เองว่าแม้แต่ตัวเขาก็เปลี่ยนแปลงไปเพราะคนคนนี้เช่นกัน 

 อา...อย่างนี้เองเหรอ 

เพราะแม้แต่คนที่ลืมไปแล้วว่า ‘ความรู้สึก’ เป็นยังไง ก็ไม่อาจต้านทานสิ่งที่เกิดขึ้นในใจได้เช่นกัน แล้วมันจะแปลกอะไรหากคนคนหนึ่งจะมาเกาะติดใครอีกคนเพียงเพราะแค่สบตาก็รู้แล้วว่า ‘ใช่’ 

“ไค เป็นอะไรหรือเปล่า”  

ไคค่อยๆ หลับตาลงช้าๆ เมื่อได้ยินเสียงถามไถ่พร้อมกันกับที่ฝ่ามืออบอุ่นวางทาบลงบนแก้มด้วยความเป็นห่วง กระแสของสิ่งที่เรียกว่าความรู้สึกบางอย่างส่งผ่านจากผิวสัมผัสเข้าไปถึงกลางใจ และท่ามกลางความมืดมนว่างเปล่าที่มองหาอะไรไม่เจอ กลับปรากฏแสงสว่างเล็กๆ ขึ้นอย่างเงียบงัน 

เป็นสัญญาณบอกให้รู้ว่าแม้แต่คนอย่างเขา...ก็ ‘เริ่มรู้สึก’ แล้วเหมือนกัน 

 

 

“เฮ้ย!”  

ไคกะพริบตาช้าๆ ขณะจ้องมองไปยังชายที่เข้ามาเขย่าตัวเขาด้วยแววตาว่างเปล่า เมื่อนึกไปถึงเรื่องราวในอดีตที่มีมิคาเอลเคียงข้างในทุกช่วงเวลา พอกลับมาสู่ปัจจุบันแล้วพบว่าถูกแยกห่างโดยไม่เต็มใจ เขาก็อดขมวดคิ้วน้อยๆ ไม่ได้ 

ความเคยชินช่างน่ากลัวจริงๆ... 

เพราะมีอยู่ข้างกายตลอด ไม่เคยต้องห่างไปไหนไกล เขาจึงไม่เคยคิดหาคำตอบของความรู้สึกให้ลึกลงไป คิดเพียงได้อยู่ด้วยกันก็มีความสุขมากแล้ว พอต้องมาถูกจับแยกแบบที่ไม่รู้ว่าจะได้เจอเมื่อไหร่ก็นึกขึ้นได้ว่าการต้องห่างจากคนคนนั้นไม่ใช่เรื่องที่เขาชอบใจเลยสักนิด ทั้งยังไม่อาจทำเป็นเฉยได้ด้วย 

แต่ไม่เป็นไร... 

“มองอะไร!” 

ไคจ้องตาคนที่บีบไหล่เขาแรงขึ้นนิ่งๆ ก่อนจะไล่มองรายละเอียดบนใบหน้านั้นอย่างใส่ใจผิดวิสัย ถ้าจะโทษก็คงต้องโทษที่เขาไม่เคยสนใจจดจำใบหน้าหรือชื่อใครเลยนอกจากมิคาเอล หากต้องการจำขึ้นมา แม้จะเห็นใกล้ๆ ในระยะประชิดก็ยังต้องใช้เวลาเล็กน้อย 

ส่วนคำถามที่ว่าจำไปทำไม... 

“หยุดมองฉันด้วยสายตาแบบนั้นเดี๋ยวนี้!” 

ผัวะ! 

แรงกระทบของหมัดหนักๆ ที่ข้างแก้มไม่ได้ทำให้ไคเปลี่ยนสีหน้า เขาแค่จดจำใบหน้าของคนที่โกรธจนหัวร้อนไปหมดต่อไป อดคิดในใจไม่ได้ว่านานแล้วเหมือนกันที่ไม่ได้โดนทำร้ายแบบนี้ 

ต้องจำเอาไว้... ตอนมิคาเอลถามจะได้ตอบถูกว่าใครเป็นคนทำ 

ตึง! 

“เปิดประตูเร็วเข้า!” เสียงทุบกระจกรถพร้อมตะโกนบอกอย่างตื่นตระหนกของคนที่อยู่ด้านนอกทำให้ทุกคนบนรถสะดุ้งจนหน้าซีด ชายคนที่นั่งอยู่ใกล้ประตูที่สุดรีบเปิดประตูให้เพื่อนซึ่งควรจะเฝ้าต้นทางอยู่ด้านหลังขึ้นมาแล้วถามอย่างตื่นตระหนก 

“เกิดอะไรขึ้น ทำไมมาตรงนี้ได้” 

“มันตามมาแล้ว!”  

“ว่าไงนะ มันเจอได้ยังไง เราปิดร่องรอยหมดแล้ว!” 

“ไม่รู้เหมือนกัน แต่ตอนนี้พวกเราโดนเก็บไปหมดแล้ว เหลือฉันคนเดียวที่วิ่งหนีมาได้ รีบออกรถก่อนเถอะ” 

กลุ่มคนที่ถูกว่าจ้างมาปะปนกับคนของอังเดรย์ที่มีอยู่แล้วมีสีหน้าซีดเผือดเมื่อก้มลงมองนาฬิกาแล้วพบว่านี่ยังผ่านมาไม่ถึงสองชั่วโมงเลยด้วยซ้ำ ถึงอย่างนั้นพวกเขาก็ไม่มีเวลาคิดอะไรให้มากความ คนที่ทำหน้าที่ขับรถรีบปีนไปยังเบาะหน้าเพื่อสตาร์ทรถแทบจะทันที จะอย่างไรตอนนี้ชีวิตก็สำคัญที่สุด 

น่าเสียดายที่ไคไม่ได้คิดเช่นนั้น... 

ดวงตาว่างเปล่าหรี่ลงเล็กน้อย ก่อนจะเบนขึ้นมองคนบนรถแล้วนับจำนวนทีละคน หากชายผู้นั้นวิ่งมาจากจุดที่เจอมิคาเอลก็หมายความว่าทางนั้นเข้ามาใกล้มากแล้ว หากถ่วงเวลาได้สักสองสามนาทีก็น่าจะตามมาทัน 

มีดสั้นคมกริบซึ่งดึงออกมาจากเอวการ์ดของมิคาเอลตอนที่ทางนั้นดึงตัวเขาเข้าไปหาเพื่อหลบการโจมตีจากฝั่งตรงข้ามตอนอยู่หลังเวทีถูกหยิบออกมาจากหลังเอวอย่างเงียบงัน ใช้เวลาไม่นานเชือกธรรมดาๆ ก็ฉีกขาดออกอย่างง่ายดาย  

ไคจับมีดด้วยมือซ้าย ตามองจนแน่ใจว่าคนทั้งสี่บนรถกำลังตกใจกลัวหน้าซีดและไม่หันมาสนใจตัวเองแล้ว เขาจึงกระชากไหล่คนใกล้ตัวที่สุดมาหา จับศีรษะของฝ่ายนั้นกระแทกกระจกด้านข้างอย่างแรงจนสลบคาที่ 

“เฮ้ย!” 

ร่างกายของคนหมดสติถูกใช้เป็นเกราะกำบังเพื่อป้องกันอาวุธจากอีกสามคนที่เหลือ โชคดีที่แม้เขาจะไม่ได้ต่อสู้เก่งกาจอะไร แต่กลับมีพละกำลังอย่างน่าเหลือเชื่อ ยามเหวี่ยงร่างคนหมดสติเข้าไปหาคนร้ายอีกคน ทางนั้นจึงโดนแรงอัดเข้ากระแทกกับประตูด้านหลังจนจุกไปทั่วร่าง 

“หยุดเดี๋ยวนี้นะ!” 

ไคไม่ได้สนใจคนร้ายอีกสองคนเพราะพวกมันนั่งอยู่เบาะหน้า เขาอาศัยจังหวะที่รถชะลอตัวเพราะคนขับไม่มีสมาธิเปิดประตูออกไปด้านนอก คิดจะกระโดดหนีออกไปโดยไม่รั้งรอทำใจอะไรทั้งสิ้น ทว่าคนร้ายที่ปีนข้ามมากลับดึงเสื้อทางด้านหลังเอาไว้ได้ก่อน ร่างที่สูงใหญ่พอๆ กันจึงกลิ้งไปอยู่ด้านหลังรถด้วยกันทั้งคู่ 

“ไม่ต้องสนใจ ขับรถไป!” คนร้ายที่ชกหน้าไคไปครั้งหนึ่งหันไปตะโกนบอกเพื่อนร่วมงานทางด้านหน้า อาวุธอันตรายล่วงหล่นลงพื้นตั้งแต่เขาปีนมาจึงไม่มีอะไรเอามาใช้เล่นงานใครอีกคน เช่นเดียวกันกับไคที่ปล่อยมีดในมือทิ้งไปตั้งแต่ถูกกระชากตัว 

น่าแปลกที่การต่อสู้ดูจะสูสีทั้งที่ฝ่ายหนึ่งเป็นมืออาชีพ ขณะที่อีกฝ่ายเป็นเพียงคนธรรมดา ไคใช้สองแขนปกป้องใบหน้าของตัวเองอย่างสุดความสามารถ เพราะเขารู้ดีว่ามิคาเอลขี้เป็นห่วงขนาดไหน หากหน้าเขาเป็นแผล คนคนนั้นต้องไม่กล้าเข้ามาลูบแก้มหรือแอบจูบจนกว่าแผลจะหายแน่นอน 

“หยุดดิ้นรน...อึก!” ชายร่างใหญ่ถูกถีบเข้ากลางตัวจนกระเด็นไปกระแทกกำแพงอีกด้าน แรงที่ส่งมาไม่ใช่แรงน้อยๆ แบบที่คนธรรมดาควรจะมีเลยสักนิด  

คนคนนี้สู้เป็น... 

เมื่อรู้ว่าการที่เพื่อนร่วมงานสองคนสลบไปไม่ใช่เพียงเพราะความประมาท แต่เป็นเพราะคนตรงหน้ามีความสามารถในระดับหนึ่ง ชายร่างใหญ่ก็เริ่มจริงจังมากขึ้น ทันทีที่หางตามองไปเห็นมีดด้ามหนึ่งหล่นอยู่ไม่ไกล เขาก็อาศัยจังหวะนั้นพุ่งตัวเข้าไปหามันแล้วเอามาชูขู่อีกฝ่ายอย่างรวดเร็ว 

น่าเสียดายที่ในมือทางนั้นก็มีอาวุธเช่นกัน... 

แกร๊ก 

ไคสไลด์ลำปืนอย่างเงียบงัน ใบหน้าที่มีรอยช้ำบางจุดหากก็ไม่ได้มากมายอะไรดูเฉยชาไม่ต่างจากทุกที ทำราวกับความเจ็บปวดที่ได้รับเป็นเพียงเรื่องธรรมดาที่เขาไม่ได้ให้ความสำคัญอย่างไรอย่างนั้น 

“…หัวหน้า” 

ในตอนนั้นเองที่เสียงสั่นๆ ของคนขับรถดังขึ้นตัดบรรยากาศตึงเครียด ชายร่างใหญ่ที่เหงื่อไหลท่วมตัวเพราะถูกต้อนจนมุมตวาดเสียงกร้าว 

“อะไร!”  

“…ทันแล้ว” 

“…” 

“มันตามเราทันแล้ว” 

ไม่รู้ตั้งแต่เมื่อไหร่ที่รถตู้คันเก่าหยุดเคลื่อนไหว ไม่รู้ตั้งแต่เมื่อไหร่ที่มีรถยนต์สีดำจำนวนมากขับมาขนาบข้าง ล้อมหน้าล้อมหลังทุกทิศทาง เพราะรู้ตัวอีกที...ก็หนีไปไหนไม่รอดเสียแล้ว 

ก๊อก ก๊อก 

เสียงเคาะกระจกเบาๆ อย่างมีมารยาทดังขึ้นท่ามกลางความเงียบงันอันน่าอึดอัด ในวินาทีนั้นคนร้ายที่ได้สติอยู่เพียงสองคนเผลอสูดหายใจเข้าโดยไม่รู้ตัว และไม่นานหลังจากนั้น ประตูรถคันเก่าก็ถูกเปิดออกโดยเจ้าของมือขาวผ่องผู้หนึ่ง 

“ไค…” 

แสงสะท้อนจากดวงอาทิตย์ที่อยู่เบื้องหลังทำให้คนบนรถมองเห็นใบหน้าของชายผู้นั้นไม่ชัดเจนเท่าไหร่นัก ถึงอย่างนั้นเรือนผมสีขาวเงินโดดเด่นและดวงตาสีเขียวงดงามก็บ่งบอกได้เป็นอย่างดีว่าเขาคือใคร 

มิคาเอลยกยิ้มอ่อนโยนราวกับเทวทูตผู้งดงามลงมาโปรดโลกมนุษย์ หากดวงตาคู่นั้นกลับทวีความเย็นชามากขึ้นเรื่อยๆ จนผู้ที่ถูกจับจ้องหนาวเหน็บไปถึงใจ 

ปัง! 

กระสุนนัดแรกพุ่งทะลวงเข้ากลางศีรษะของชายร่างใหญ่ที่บังอาจยกมีดจ่อหน้าไค ทำให้ร่างที่ยังเบิกตาค้างไหลลงไปกองกับพื้น กลายเป็นศพไปในเสี้ยววินาที ถึงอย่างนั้นปากกระบอกปืนสีเงินที่ไม่รู้ว่าถูกยกขึ้นมาตั้งแต่เมื่อไหร่ก็ยังไม่ถูกเก็บเข้าที่ หากกลับเลื่อนเปลี่ยนเป้าหมายไปยังชายสองคนที่หมดสติอยู่แทน 

ปัง! ปัง! 

เมื่อไม่มีใครเหลือให้เกะกะสายตานอกจากคนขับรถที่หน้าซีดน้ำตาไหลพรากและกำลังถูกลูก้าลากออกไปด้านนอก เทวทูตผู้แสนงดงามก็ลดมือลงอย่างเงียบงันแล้วหันไปมองไคอีกครั้ง คราวนี้แม้แต่ดวงตาสีเขียวคู่นั้นก็ทอประกายอ่อนโยนไม่ต่างจากน้ำเสียงเลยแม้แต่น้อย 

“กลับบ้านกันเถอะ” 

 มิคาเอลยื่นมือข้างที่ไม่ได้จับปืนไปด้านหน้า ยังคงยืนอยู่ในท่านั้นแม้จะถูกไคจ้องมองโดยไม่ได้ขยับไปไหนนานหลายวินาที ผ่านไปครู่หนึ่งเจ้าของใบหน้าเฉยชาจึงกะพริบตาช้าๆ คล้ายเพิ่งรู้สึกตัว สองเท้าเดินตรงไปหาคนเรียก...แล้วจับมือข้างนั้นเอาไว้แน่น ไม่ต่างจากที่เคยทำมาโดยตลอด 

“อืม” 

ความคิดเห็น