ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

ชื่อตอน : Dirty Suekrob :: Episode.17 [200%]

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย อีโรติก

คนเข้าชมทั้งหมด : 4.6k

ความคิดเห็น : 1

ปรับปรุงล่าสุด : 21 พ.ย. 2558 03:40 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
Dirty Suekrob :: Episode.17 [200%]
แบบอักษร

 

เครดิตภาพ tumblr , weheartit , pinterest , flickr

เครดิตเพลง youtube เนื้อเพลง aelitaxtranslate

 

 

  SONG : stupid in love - rihanna

 

 

EPISODE 17

{A wolf in sheep's clothing}

หน้าใสใจเสือ เชื่อไม่ได้

_____________
 
 

มันเฮงซวยเพราะฉันเกลียดเธอมาก แต่ก็ชอบเธอมากด้วย...

เส้นเสียงแหบต่ำดังชิดใบหู ลมหายใจของเขาก็ด้วย... มันเริ่มกระชั้นขึ้น ยิ่งถี่ยิ่งร้อน ยิ่งซอกซอนยิ่งเหนี่ยวรั้ง ยิ่งตอกย้ำว่าเขากำลังทำอะไร

"..."

ฉันกัดริมฝีปากเมื่อขอบตาฝ้าฟางเต็มกำลัง ฝ่ามือฉันขยำบีบรัดกับต้นแขนของศึกรบ พยายามถีบตัวออกให้ห่างเขา แต่ยิ่งดันก็ยิ่งถูกแผ่นอกแข็งแกร่งเบียดเร้าจนแนบสนิทมากขึ้น

"ไม่ถามสักหน่อยว่าเกลียดกับชอบ... แบบไหนมากกว่ากัน" ทุกครั้งที่ศึกรบขยับปากพูด แนวกรามของเขาจะขบแน่นจนเสียดสีกับขมับฉัน

"ไม่..." ฉันกลั้นเสียงสะอื้นและเริ่มหนีบขาเข้ากับเอวสอบ สองมือทั้งผลักบ้างรั้งบ้างราวกับห้ามตัวเองไม่ได้

บางที...

ตอนนี้ฉันพูดอะไรไม่ออก นึกอะไรไม่ทันเพราะศึกรบกำลังตบหัวแล้วลูบหลังฉันอีกครั้งอย่างตรงไปตรงมา

ตบฉันซะแรงด้วยคำว่าเกลียด จากนั้นคำว่าชอบที่ตามหลังมาติดๆ ก็กลายเป็นการลูบหลัง แต่สุดท้ายก็ลากจี้ผ่านใจกลางความรู้สึกของฉันด้วยการกระทำ เน้นย้ำและบีบให้ฉันต้อนรับมันอย่างแนบเนียน

"อยากรู้หน่อยไม่ได้รึไง" ทุกครั้งที่เขาพูดพร้อมสะบัดพริ้วฝ่ามือ ชีพจรในร่างฉันจะ... จะบรรยายยังไงดี

นี่มันบ้าเกินไปแล้ว ไม่เอาแบบนี้สิ...

"ไม่ ไม่เอา" ฉันส่ายหน้าให้ทั้งที่ขอบตายังรื้นด้วยม่านน้ำตา ความรู้สึกหลากหลายตีพันกันมัวในหัว

"ทีอยากบอก ก็ไม่ฟัง" เขากระซิบข้างหูขัดกับการกระทำของตัวเอง พร้อมทั้งขยับแขนอีกข้างดันให้ตัวเราสองคนนาบกัน "แล้วก่อนหน้านั้นทำถาม"

"ไม่อยากถามแล้ว" ฉันสะอึกและพยายามนึกหาวิธีให้ตัวเอง ควรจะทำอะไรที่ดีกว่าการกำฝ่ามือกับมัดกล้ามตรงต้นแขนเขาไหม นี่มันเหมือนคนโง่ไม่มีผิด

"เมนส์ก็ไม่ได้มา ทำไมเดี๋ยวอยากรู้... เดี๋ยวไม่อยากรู้" คำถามพวกนี้มันอะไร ยิ่งถามก็ยิ่งรุก

"พูด... อะไร..."

"..."

"ไม่อยากรู้แล้ว" ฉันเอ่ยพร้อมทั้งกลั้นเสียงหลังจากนั้น สิ่งที่น่ากลัวมากกว่าน้ำตาคือการที่ช่องท้องฉันเริ่มบิดมวนจนหวิวไปทั้งตัว "ฉันไม่อยากรู้แล้วศึกรบ"

"เธอไม่อยากรู้ ฉันไม่อยากหยุด แฟร์ๆ ดี" เขาไม่น่าจะพูดแบบนี้ตอนนี้เลย พูดออกมาได้ยังไง

"ฉันจะเป็นเมนส์แล้ว ฮึก..." เกลียดการที่เสียงสั่นและควบคุมตัวเองไม่ได้ที่สุด หูตาพร่าเลือน ขนลุกทั้งตัว กล้ามเนื้อเกร็งเครียดไปหมดแล้ว

"จริงเหรอ?" 

เขาย้อนถามพร้อมทั้งกดจูบที่ขมับก่อนจะใช้หน้าผากไสกับแก้มฉันเพื่อดึงดันให้เราสบตากัน ใบหน้าของศึกรบแดงระเรื่อตอนที่ใช้ลิ้นไต่ไปตามริมฝีปากล่างของตัวเขาเอง โฉบตวัดคล้ายอยากยั่วเย้าให้ฉันโอนอ่อนผ่อนตาม

"ฉันเป็นแล้ว ตอนนี้เลย เป็นแล้ว... ออกไปเลย"

เสียงฉันติดขัดเมื่อใช้มือข้างหนึ่งดันแผ่นอกร้อนจัดเพราะพิษไข้ของศึกรบไว้ นึกอยากจะจิกลงบนรอยช้ำในทุกครั้งที่เขาวาดวนคล้ายอยากจะสำรวจอารมณ์ของฉันโดยไม่สนการต่อต้าน

อะไรที่มันจะหยุดความรู้สึกของฉันและสิ่งที่ศึกรบทำได้ ฉันจะพูดให้หมด

"เหรอ... แล้วเมนส์เธอสีไร" ฉันมองไม่รู้เรื่องตอนที่เขาพูดประโยคนี้ รู้แค่ว่าศึกรบกักฉันไว้โดยมีขอบเตียงเป็นผนังทางด้านหลัง

"สี... สีแดง" ส่วนหนึ่งคงเป็นเพราะฉันกำมือจนแน่น มือขามันแข็งแต่เรี่ยวแรงกลับอ่อนยวบจนต้องหลบสายตาเขาด้วย นี่ฉันตอบบ้าอะไรออกไป ฟังดูก็รู้แล้วว่าเขาแค่หยั่งเชิง

"แล้วทำไมไม่มีเลือด"

เขาถามโดยใช้ริมฝีปากละเลียดกับแนวสันจมูกของฉัน ก่อนจะลากมาสัมผัสกับใต้ขอบตาของฉันอีกที จูบของเขาอุ่นวาบในคราวแรก และค่อยๆ ไต่ระดับความร้อนขึ้นจนถึงขีดสุด

"ไม่รู้ ฉันไม่รู้อะไรทั้งนั้น" ฉันขยับตัวพร้อมส่ายหน้าให้ ความร้อนไล้เลียไปทั่วตัวตั้งแต่หัวจรดเท้า ปลายนิ้วเท้าของฉันเกร็งไว้กับพื้นห้องเมื่อกะพริบตาแล้วเห็นชัดเจนว่าศึกรบลดสายตาลง

"ตรงที่เปียก ทำไมไม่มีสีแดง" เขากำลังคิดจะพูดอะไร มองอะไร นี่มันบ้าชะมัด

"น่าเกลียด... มันน่าเกลียดเข้าใจมั้ย" ฉันพูดพร้อมจับแขนเขาไว้เพื่อรั้งให้ออกไป แต่หลายครั้งหลายหนที่ฉันสู้แรงคนป่วยไม่ได้

"ก็ใสๆ อยู่มั้ง"

ใบหน้าฉันชาวาบตามความรู้สึกของตัวเองเมื่อได้ยินเสียงของศึกรบ คำว่าใสของเขา... ฉันไม่อยากคิดว่าหมายถึงอะไร แต่มันทำให้ฉันกลั้นใจหลับตาลงพร้อมยกมือขึ้น...

"นายไม่ใส... !!" ฉันตั้งใจจะทุบแก้มเขาให้เจ็บจะได้หยุด แต่กลับต้องเปลี่ยนเป็นกอดรอบคอเขาไว้แทน

"หึ"

ปฏิกิริยาน่ากลัวเกิดขึ้นกับร่างกายฉันในวินาทีที่ได้ยินเสียงแค่นหัวเราะของศึกรบ หัวใจฉันเต้นกระหน่ำและเกร็งไปทั้งร่าง

บางอย่างถูกกระตุ้นโดยสิ่งที่เขาทำ มันฉุดให้ฉันเกร็งกายเหยียดเข้าเบียดกับร่างเขา สั่นสะเทือนไปทั้งร่าง บางอย่างที่มีต้นเหตุมาจากความเร่าร้อนทำให้ฉันเผยอปากไว้

ซอกเนื้อของหัวใจฉันกระหน่ำรัวเมื่อความเร่าร้อนเปลี่ยนเป็นคลื่นโหมกระหน่ำที่กระจายตัวออกมาภายนอก ดวงตาฉันรื้นไปด้วยแสงสว่างวาบจนสมองขาวโพลน

มองอะไรไม่รู้เรื่อง รู้แค่ว่าศึกรบกำลังจ้องมองสีหน้ากัน เมื่อเขาผละมือออกมาใช้นิ้วที่ชื้นนิดหน่อยเกลี่ยริมฝีปากฉันช้าๆ

"นายเพิ่งบอกว่าเกลียดฉัน" ฉันหอบหายใจ หันซ้ายหันขวา รู้สึกประหม่าและร้อนเห่อไปทั้งตัวอย่างไม่เคยเป็นมาก่อน มือฉันสั่นเมื่อรู้ว่าเมื่อครู่นี้ร่างกายเปลี่ยนไปยังไง

"แล้วฉันได้บอกมั้ยว่าชอบเธอด้วย" ความหน้าด้านของศึกรบคือการที่เขาปลดตะขอกางเกงออกจนเห็นเนื้อผ้าบ็อกเซอร์

นี่มัน...

"บอก แต่ไม่ต้องทำ" อยากจะลุกหนีไปจากตัวเขา แต่ถูกกักตัวไว้ตลอด เราสองคนแทบจะหลอมรวมกันอยู่แล้ว

"ฉันไม่หยุด" เขาพูดดักไว้พร้อมยึดมือทั้งสองข้างของฉันไว้ไม่ให้ต่อต้าน

"แต่ฉันอยากหยุด ไม่ให้ ไม่" นึกคำพูดอะไรไม่ออกเลยจริงๆ การอยู่ใกล้ชิดกับศึกรบกลายเป็นเรื่องน่าอายตั้งแต่เมื่อไหร่ ไม่สิ... ต้องบอกว่าลักษณะของการเขินอายมันแตกต่างกันต่างหาก

"รู้ไว้ด้วยว่าร่างกายเธอมันกำลังหักหลังแผนเล่นตัวของเธออยู่" ศึกรบกวาดตามองทั่วตัวฉัน

“บอกแล้วไงว่า...” ฉันเปิดริมฝีปากพูดแต่ถูกริมฝีปากหยักลึกฉกวูบเข้าหาด้วยสัมผัสรุกเร้า ความอ่อนนุ่มของลิ้นไกล่เกลี่ยอยู่กับกรอบปากฉัน

“ถ้าไม่อยากให้ฉันทำ เธอก็ทำให้สิ” เขากระซิบพูดเมื่อดึงมือสั่นๆ ของฉันให้รั้งซิปกางเกงออก แถมยังเอียงใบหน้าไล่ตามสายตาฉันอีก

ถ้าตรงนี้มีดินอยู่ ฉันคงมุดดินหนีแน่ๆ อยากจะหนีไปที่อื่น คือฉันแค่อยากจะ...

“ฉันไม่ได้ยอมให้นายทำแบบนี้” มือฉันสั่นมากกว่าเดิมเมื่อพยายามจะดึงออก

“ถ้าไม่ทำให้ ฉันก็ทำเธอ” เสียงของศึกรบฉายแววเอาแต่ใจ แต่ฉันต้องผวาเมื่อความกรุ่นร้อนจากร่างกายเขาเฉียดผ่านโดนนิ้วใดสักนิ้ว “แพร่เชื้อหวัด ฟันให้กระจุย สามคืนสี่วัน...จัดร้อยแถมสิบ”

“ศึกรบ!” ฉันหรี่ตา รู้สึกมือแข็งและร้อนไปทั้งตัวยิ่งกว่าเดิม คำขู่นี่ยังไม่น่ากลัวเท่าสิ่งที่เขากำลังบังคับเลยด้วยซ้ำ “ฉัน...”

ศึกรบช้อนสะโพกฉันไว้ไม่ให้หนีไปไหนได้ ก่อนที่ฝ่ามือข้างนั้นจะเคลื่อนขึ้นมาตามแนวกระดูกสันหลังและหยุดอยู่เพื่อเกลี่ยตรงท้ายทอย ออกแรงบีบนวดเบาๆ จนฉันเผลอมองสบตาเขาอีกครั้ง

สายตานั้นทั้งหยั่งเชิง ข่มขู่ ลึกลับ และไล่ต้อนฉันเมื่อเขากำมือไว้รอบมือฉันอีกที

“เมื่อกี้เห็นบอกเป็นเมนส์ ขอเป็นด้วยแล้วกัน” ศึกรบล้อเลียนฉันนิดหน่อย ขัดกับการกระทำที่บีบบังคับ “ขุ่นๆ”

“ฉันไม่ชอบที่นายทำแบบนี้จริงๆ ไม่ชอบที่นายบังคับเลยรู้ไว้ด้วย” ฉันเม้มปากและหลับตาลง

มันร้อนผ่าวจนสั่นไหว... เมื่อความกรุ่นร้อนบีบบังคับให้ต้องขยายฝ่ามือออกทีละนิด จนถูกศึกรบขบเม้มริมฝีปากกับใบหูพร้อมทั้งกระซิบ

“ถึงจะ 'สตรอง'[1] แต่บางทีฉันก็บอบบาง... อย่าลืมอ่อนโยนด้วย”

 

 

 

“อื้อ...”

ฉันตื่นสายนิดหน่อย พอได้สติ สมองฉันก็ฉายภาพเมื่อคืนนี้ทันที และนั่นทำให้ฉันเกือบจะยกมือขึ้นปิดหน้า

นี่มันบ้าชัด ทำไปแล้ว จับไปแล้ว...

แต่แล้วฉันก็เปลี่ยนใจลดมือลง พยายามไม่สนใจมือตัวเอง ไม่นึกด้วยว่าเมื่อคืนนี้ศึกรบหยุดที่ตรงไหน รู้แค่ว่าทนไม่ไหวจนหลับไปเอง และร่างกายตอนนี้ก็ปกติ แต่ที่รู้ๆ คือหมอนั่นบังคับให้ฉัน...

“เลิกคิดสิ เลิกคิด” ฉันท่องในใจเมื่อเดินเข้าห้องน้ำ มองเห็นรอยจูบทั่วตัวในกระจกแล้วแทบจะเบือนหน้าหนีทันที

ฉันถอนหายใจพร้อมทั้งเตรียมตัวจะไปวิทยาลัยเพราะสายมากแล้ว ทว่าในจังหวะที่เดินมาตรวจความเรียบร้อยในห้องครัว ฉันก็เห็นจานข้าวและกับข้าวสองอย่างวางอยู่

อะไรน่ะ... ฉันคิดในใจ พอรู้ว่าใครทำไว้ ช่วงสองวันนี้มีแค่ศึกรบกับฉันอยู่ในห้องสองคน

ไม่กินหรอก... ถึงจะคิดแบบนั้น แต่ฉันก็นั่งลงพร้อมทั้งเอื้อมมือไปหยิบช้อน ในวินาทีนั้นสายตาฉันดันเห็นแหวนวงใหม่ถูกใส่ไว้ที่นิ้วนางข้างซ้ายของตัวเอง ที่บอกว่าแหวนวงใหม่เพราะฉันชอบใส่แหวนแฟชั่นไง

ตึกตัก...

ในหัวฉันมีแต่คำว่าอะไรเต็มไปหมดเมื่อก้มมองแหวนบนนิ้วตัวเองที่มีสัญลักษณ์เหมือนเลขแปดติดอยู่

ฉันคิดไปด้วยกินข้าวไปด้วย และสิ่งสุดท้ายที่เข้ามาในหัวคือ... ฉันดันชอบมันมาก อารมณ์ประมาณได้กินของโปรดที่ไม่ได้แตะมานานนับปี แล้วก็ไม่เคยรู้มาก่อนเลยว่าต้มจืดกับไข่เจียวคือของโปรดของตัวเอง

และตรงข้างจานข้าว... มีแหวนอีกวงวางไว้ มองเผินๆ ดูรู้เลยว่าไม่ใช่ของที่เพิ่งซื้อใหม่ รูปทรงของมันเป็นแบบเดียวกับแหวนตรงนิ้วฉันแต่ขนาดใหญ่กว่า สิ่งที่ทำให้ต้องหยุดนิ่งคือ...

แหวนวงใหญ่มีชื่อของฉันสลักไว้ด้านใน ส่วนแหวนอีกวงที่สวมพอดีอยู่บนนิ้วนางของฉัน ดันเป็นชื่อของเขา

‘SUEKROB’

 

 

 

ฉันมาถึงตึกอิเล็กทรอนิกส์ในวิทยาลัยแล้วตอนนี้ ตลอดเวลาที่นั่งรถมาฉันนึกตลอดว่าจะถอดแหวนออกดีไหม จนแล้วจนรอดก็ยังใส่มาถึงตอนนี้ที่กำลังจะเดินเข้าห้อง

“อ้าวลูกพีช ทำไมใส่เสื้อแขนยาว ไม่ร้อนเหรอ” หนึ่งในเพื่อนของศึกรบที่กำลังจะเดินเข้าห้องเหมือนกันทักขึ้น “แล้วทำไมมาสาย นึกว่าจะมาพร้อมไอ้รบซะอีก”

แค่มีคนพูดชื่อของศึกรบ เรื่องที่ทำเมื่อคืนก็วาบเข้ามาในหัวอีกจนได้ เพราะเขาเป็นต้นเหตุที่ทำให้ฉันต้องใส่เสื้อหนาวทับชุดพละทั้งที่วันนี้ไม่มีเรียนพละและมันก็ไม่ใช่หน้าหนาว

เพราะว่า... บังคับหรอกนะมันถึงได้ออกมาเป็นแบบนั้น

ไม่ได้อยากรู้เลยว่าร่างกายผู้ชายเป็นแบบไหน

ให้ตาย... แสดงว่าก่อนหน้าที่จะความจำเสื่อม เราต้องเคยทำแบบนี้มาก่อนเหรอ

ของแบบนั้น... ใส่เข้ามาได้ด้วยหรือไง...

“เอ่อ... ไง” ฉันไม่ชินกับการถูกทักแบบปกติเลยตอบไปสั้นๆ

“จู่ๆ ก็หน้าแดงเฉย แล้วนั่นรอยอะไรข้อมืออ่ะ ทำไมแดงๆ นั่นด้วย... เธอ...” เพื่อนผู้ชายของศึกรบมองจ้องฉัน วูบหนึ่งที่ฉันเบนสายตาเข้าไปในห้องแล้วเห็นศึกรบที่นั่งอยู่บนเก้าอี้ของฉันกำลังมองมาทางนี้

“ยุงกัด ไม่มีอะไร” ฉันตอบพร้อมเบือนหน้าไปทางอื่นและเริ่มมีความรู้สึกว่าอยากโดดเรียนสุดๆ

“ยุงกัดจริงอ๋อ? ใช่อ๋อ?” เพื่อนคนนี้ถาม ถามทำไมนักหนา

อืม... อื้ม” ฉันลดตาลงต่ำ ไม่เคยรู้สึกแปลกๆ แบบนี้มาก่อนเลย

ห้ามแสดงท่าทางประหลาดๆ ออกมาตอนนี้นะขอร้อง ห้ามให้มันน่าอายมากกว่านี้นะ

แต่ไม่ทันไรเพื่อนคนเดิมก็เดินเข้าไปในห้อง แล้วตะโกนถามศึกรบด้วยเสียงดังลั่นจนทุกคนหันมามอง

“เฮ้ยไอ้รบ ไม่มาเรียนหลายวัน หายดีแล้วดิ ไปทำอะไรมาวะ โผล่มาอีกทีหน้างี้ใสเลย ใสกิ๊งแบบนี้ช่วยตัวเองมาแน่นอน ทำวิธีไหนวะขอเอาไปใช้บ้างดิ”

เกือบทุกสายตาหันมามองฉันทันที รวมทั้งศึกรบที่นั่งอยู่บนเก้าอี้ประจำของฉันด้วย มองทำไมเล่า

“...” ฉันเบือนหน้าหนี ได้ยินหัวข้อสนทนาแล้วมือชาแปลกๆ หน้าร้อนตลอดเวลาด้วย

“ก็คงต้องจิ้นถึงกลิ่น เสียง ความหนุบหนับ” ฉันได้ยินเสียงศึกรบพูดตอบเพื่อนของเขาด้วยน้ำเสียงธรรมดาสุดๆ “เมนส์สีใสๆ ตรงนิ้ว...”

“...” ฉันกัดริมฝีปาก รู้สึกได้เลยว่าผิวกายทั่วตัวร้อนฉ่าเพราะหมอนี่พูดบ้าอะไรอีกแล้ว

“เดี๋ยวนะ เมนส์สีใสๆ นี่คืออะไรวะ ฮ่าๆ” หนึ่งในเพื่อนของศึกรบขัดขึ้น แต่สิ่งที่ฉันได้ยินต่อไปคือเสียงฝีเท้า

ทำอะไรสักอย่างสิ เดินออกจากหน้าประตูไปเลย ไม่ต้องเรียนมันแล้ว... ฉันสั่งตัวเองโดยหลุบตามองปลายเท้าที่แข็งทื่อไว้

“ผิวของเธอ มือคู่นั้น” แต่ครั้งนี้เสียงศึกรบดังใกล้มากจริงๆ

“...” ไม่นานฝ่ามือหนาก็เอื้อมมาเชยคางฉันขึ้นพร้อมทั้งพูดต่อ...

มองฉันสิ”

 

 

“...”

ปากฉันมันไม่ขยับ ไม่ว่าอะไรก็ไม่ขยับทั้งนั้น ฉันรู้ว่าทุกคนในห้องนี้กำลังมองมาที่เรา ส่วนศึกรบน่ะจ้องตาฉันอีกทีหนึ่งด้วย แต่การโดนจับคางไว้ก็ทำให้อึดอัดจนเผลอเอื้อมมือไปดึงมือเขา

“ทำหน้าให้มันดีๆ” ศึกรบลดตาลงมองมือของฉันที่มีแหวนประดับอยู่ วูบหนึ่งฉันมองเห็นรอยยิ้มของเขา แต่เมื่อเขาเบนสายตาขึ้นมามองมันก็จางหายไป

“พูดแต่อะไรโง่ๆ อยู่ได้” ในที่สุดฉันก็หาคำพูดมาสานต่อจนได้ โดยไม่ลืมเบี่ยงตัวเข้าไปในห้องและเดินไปที่โต๊ะด้วย

“พูดเรื่องจริงมันโง่ตรงไหน” เขาเดินตามมาติดๆ ชนิดที่ว่าไออุ่นจากร่างกำยำวูบวาบเสียดสีใกล้แผ่นหลังตลอดเวลาเลย “เมื่อคืนเธอทำตรงนั้น ลูบตรงนี้ ฉันสกรีม[2]ในใจหนักมาก”

“ไอ้ศึกรบ!” ฉันวางกระเป๋ากระแทกกับโต๊ะพร้อมทั้งกำมือยกขึ้นโดยอัตโนมัติ

“อะไร” เขาคว้าไว้ได้ทัน ก่อนจะผลักฉันลงไปนั่งเก้าอี้พร้อมนั่งลงตามและเอียงหน้ามากระซิบเบาๆ เอาแค่เราได้ยินกันสองคน “ขึ้นไอ้ขึ้นอี... ไว้หน้าฉันบ้าง ไม่อยากโดนหาว่ากลัวเมีย”

“เมื่อตอนนั้น... นายทำอะไรอีก” ฉันเปลี่ยนเรื่องโดยพูดเสียงเบาเช่นกัน ขณะที่ศึกรบผละตัวออกไปแล้วกวาดตามองเสื้อหนาวบนตัวฉัน

“เยอะแยะ” เขาตอบอย่างไม่ใส่ใจ เมื่อฉันเบือนหน้าหนีก็จับคางฉันให้หันมาสบตาด้วยอีกรอบ “ไม่ต้องทำเป็นหวีดในใจก็ได้มั้ง”

“ฉันทำแบบนั้นตอนไหน” ศึกรบสังเกตฉันจากอะไร ฉันไม่ได้แสดงออกว่าคิดอะไรสักหน่อย

“เธอรู้ดีอยู่แก่ใจ” เขายอกย้อน ก่อนจะใช้ปลายนิ้วเกลี่ยเรียวคางฉันช้าๆ พร้อมทั้งพูดต่อ “แล้วฉันก็ไม่นิยมลักหลับใคร”

“เชื่อนายได้ทุกเรื่องจริงๆ” ฉันประชด ที่ผ่านมามันไม่ใช่แบบนั้นเลยสักนิด คิดว่าฉันจะเชื่อเขาทุกอย่างเลยหรือไง

“ถ้าทำจริง จะไม่ให้หลับ จะให้มองแต่ฉันยันเช้า เอาให้ครบร้อย...”

โอเค รู้แล้วว่าศึกรบแค่อยากจะพูดว่าเมื่อคืนนี้เขาคงไม่ได้ทำอะไรต่อจากนั้น เพราะแบบนั้นฉันถึงล้วงเอาแหวนวงใหญ่มายัดใส่มือศึกรบโดยที่เขายังพูดไม่จบประโยค และลดตาลงมองแหวนตรงข้อนิ้วของตัวเองต่อ

“...” กำลังนึกอยู่ว่าจะคืนดีไหม คืนไปเถอะ เก็บไว้แล้วฉัน...

“ไม่ต้องถอด” ศึกรบคว้ามือฉันไว้ สายตาเขาหรี่ลงมองราวกับอยากไล่ต้อนด้วยสายตา

“เอาของนายคืนไป” ฉันเบือนหน้าไปทางอื่น ช่วงนี้โดนหมอนี่จับมือบ่อยเกินไป

ทว่าศึกรบกลับบีบมือฉันไว้ เขาสวมแหวนวงใหญ่สำหรับผู้ชายที่มีชื่อฉันเข้ากับนิ้วโป้งของฉันอีกที ไม่นานเขาก็พูดต่อ...

“ของฉัน... มันก็ต้องมีชื่อฉัน” เสียงของเขา... ดูรู้เลยว่ากำลังปั่นประสาทกันอีกครั้ง ไม่เท่านั้นเขายังวางมือไว้ตรงหน้าฉันพร้อมกระดิกนิ้วก้อย “อันไหนมีชื่อฉัน คืนอันนั้นมา แล้วก็ใส่ให้ด้วย”

อยากจะบ้าตาย และเพราะไม่อยากมีปัญหา ฉันถึงได้ถอนหายใจพร้อมทั้งถอดแหวนจากนิ้วนางออก

“เฮ้ยไอ้รบ ขอลอกงานวิชา 3000-1306 หัวข้อ 'พอเพียงหน่อยดิ มึงเขียนว่าไร” ในจังหวะที่ฉันกำลังเม้มปากแล้วสวมแหวนลงบนนิ้วก้อยของศึกรบ เสียงเพื่อนที่นั่งอยู่ทางด้านหน้าก็ดังขึ้น

“ก็... เศรษกิจพอเพียง ต้องมีเมียคนเดียว จับใช้งานให้พอใจ ไม่ฟุ่มเฟือย” เขาตอบโดยยังจ้องหน้าฉัน

“...” ฉันกัดริมฝีปาก ไม่อยากแสดงออกอะไรทั้งนั้น จนกระทั่งสวมแหวนที่เคยอยู่บนนิ้วนางของตัวเองลงบนนิ้วก้อยของเขา และมันพอดีสุดๆ

“เฮ้ยรู้ป่าว ถ้าผู้หญิงใส่แหวนที่นิ้วนางข้างซ้ายได้ แล้วขนาดแหวนมันเท่ากับนิ้วก้อยของผู้ชายพอดีแสดงว่าทั้งคู่เป็นเนื้อคู่กันนะ” เพื่อนคนเดิมพูดขึ้นอีก

“นายไม่มีอะไรทำเหรอ” ฉันหันไปถามเพื่อนคนนั้น ทำไมทุกคนชอบเอาเรื่องเนื้อคู่มาใส่หูฉันตลอด

“เออๆ ไอ้รบ ถามการบ้านอีกข้อดิ วิชาคณิตศาสตร์ประยุกต์  7 อ่ะ ค.ร.น. นี่มันย่อมาจากอะไรวะลืมแล้ว” แต่ไอ้เพื่อนคนเดิมดันเมินฉันแล้วถามศึกรบต่อ นั่นเป็นตอนที่นิ้วก้อยของศึกรบเกี่ยวกับนิ้วก้อยฉันพอดี

ฉันอยากจะดึงมือออก แต่เขาเกร็งนิ้วไว้ ส่วนคนอื่นๆ ก็มองอยู่ได้

“ค.ร.น. จำไม่ได้ จำได้แต่ ค.น.ร.” ศึกรบตอบเล่นๆ กับเพื่อนแต่ยังจ้องหน้าฉันที่นั่งอยู่ข้างๆ เหมือนเดิม

“มีด้วยเหรอวะ ย่อมาจากอะไรทำไมคุ้นๆ เหมือนเคยฟังจากที่ไหนมาก่อน”

“คงย่อมาจาก คนน่ารัก มั้ง” ศึกรบตอบเพื่อน มันทำให้ฉันคิดไปว่าทำไมทุกคนต้องมาถามหมอนี่ เอาเรื่องแบบนี้มาถามคนที่ชอบมีเรื่องไปทั่วอย่างศึกรบเนี่ยนะ

“ไหนวะคนน่ารัก ฮ่าๆ เอาฮาป่ะเนี่ย” เพื่อนคนนั้นหัวเราะแห้งๆ ส่วนฉันก็ไม่รู้จะทำหน้ายังไงดี

แรกๆ ที่เรานั่งข้างกัน ศึกรบแทบจะไม่คุยกับฉันด้วยซ้ำถ้าไม่อยากหาเรื่องจริงๆ ทว่าไม่นานศึกรบก็เบนสายตาไปมองเพื่อนเขาด้วยสายตาหงุดหงิด พร้อมทั้งพูดอะไรบ้าๆ ออกมาจนนิ้วก้อยของเราที่เกี่ยวกันร้อนผ่าว

“ค.ร.น. คนน่ารัก นั่งอยู่ข้างๆ ทำไมหาไม่เจอ” ว่าจบเขาก็เบือนบุ้ยหน้ามาทางฉันด้วยสีหน้าแบบเดิมๆ

“อ้วกกกกก!! แหวะ!!!!

เท่านั้นแหละ เพื่อนทุกคนที่ได้ยินก็หันมามองฉันกันหมด บางคนทำหน้าเหมือนเห็นผี บางคนทำหน้าเหมือนไม่อยากเชื่อ บางคนทำหน้าเหมือนเจอเรื่องแปลกแต่จริง บางคนอ้าปากค้าง ส่วนฉันนี่ทำหน้าเหมือนอยากตาย

“หัดมีบ้างนะยางอาย นายทำฉันจะเป็นบ้าอยู่แล้ว” ฉันพูดพร้อมทั้งดึงมือลงเมื่ออาจารย์เข้าสอน ศึกรบที่ไม่ยอมปล่อยมือนิ้วก้อยออกจากนิ้วก้อยฉันก็ยอมง่ายๆ

มันเลยกลายเป็นว่านิ้วของเราเกี่ยวกันและถูกซ่อนไว้ตรงร่องกลางระยะห่างของเก้าอี้ โชคดีคืออาจารย์ไม่เห็น แต่โชคร้ายศึกรบดันแนบแก้มลงกับโต๊ะและเอาแต่จ้องหน้าฉัน เสียงของเขาดังขึ้นเบาๆ ต่อจากนั้น...

“ไม่ต้องแกล้งบ้า เรื่องแค่นี้ไม่จำเป็นต้องอาย ฉันไม่ได้ใจเสาะแสะเหมือนเธอ”

 

 

ฉันออกมาซื้อนมกับขนมปังที่มินิมาร์ทตอนเที่ยง ตอนนี้รู้สึกแปลกๆ เหมือนจะลืมอะไรสักอย่าง แต่ดันนึกไม่ออก ทว่าเมื่อกำลังจะเดินขึ้นตึก แขนฉันกลับถูกรั้งด้วยฝ่ามือของใครอีกคน

“ลูกพีช” ยีสต์เรียกฉันไว้

“มีอะไรรึเปล่า” ฉันดึงแขนออกแต่ยีสต์รั้งไว้ จำได้ว่าครั้งล่าสุดหมอนี่แอบตามฉันมาถึงห้อง แล้วก็เป็นฉันเองที่ตัดบทไล่ให้เขากลับไป “ถ้าเรื่องเดิมๆ ไม่ต้องพูด”

“ฉันแค่ทักเธอไม่ได้รึไง” เขาลดตาลงมองถุงในมือฉัน “ไปซื้อของมาเหรอ ช่วยถือเอามั้ย หน้าตาเธอดูเหมือนง่วงๆ ไม่สบายรึเปล่า”

“ไม่เป็นไร ฉันโอเคดี” ฉันบอกปัด ตอนนี้ไม่รู้ด้วยซ้ำว่าคุยกับยีสต์ในฐานะอะไร เพื่อนฉันเขาไม่เป็น ตอนนี้ดูก็รู้ว่าศึกรบไม่ค่อยโอเคกับยีสต์เท่าไหร่ด้วย

“เป็นอะไรอีกแล้ววะไอ้รบ เมื่อกี้ยังยิ้มอยู่เลย ทำไมจู่ๆ ก็เงียบวะ”

“เปล่า แค่หิว”

แต่แล้วเสียงของผู้ชายกลุ่มหนึ่งก็ดังขึ้น ดูเหมือนศึกรบจะเดินมากับเพื่อนคนอื่นในแผนก เขาจ้องมาทางนี้และโฟกัสไว้ที่มือของยีสต์ที่ยังจับแขนฉันไว้

“ยีสต์ นายต้องปล่อยฉัน” ฉันขืนแรงออกจากมือยีสต์ แต่เขากลับยิ่งบีบแน่นและดึงฉันเข้าหาตัว

"โธ่ไอ้เวร นึกว่าเป็นไรทำหน้าซะดุเลย ที่แท้ก็แค่หิวข้าว ไปกินดิ" เพื่อนศึกรบพูดกับเขา

"ไปไม่ได้" ศึกรบตอบพร้อมทั้งเริ่มเหยียดตาลงต่ำมองปลายเท้าฉันและค่อยๆ ไล่ขึ้นมาถึงด้านบนด้วยสายตากดดัน ณ วินาทีที่เราสบตากัน ความผ่อนคลายที่เคยมีในช่วงแรกก็จางหายไปด้วย

"อ้าว เป็นงั้นไป ทำไมวะ"

"เมียมัวแต่อ่อยผู้ชาย กูไม่มีตังค์ ไม่ต้องกินก็ได้ อีกหน่อยก็หิวตายเอง..."

โครม!!

หลังจากนั้นศึกรบก็คว้าเก้าอี้พลาสติกที่วางอยู่แถวๆ นั้นมาถือไว้ เขาสไลด์มันมาคั่นกลางระหว่างฉันกับยีสต์ นั่นทำให้ยีสต์หันไปมองศึกรบพร้อมทั้งปล่อยมือจากแขนฉันทันที

“...” ฉันมองหน้าศึกรบ ได้เห็นสายตาแบบเดิมๆ ของเขา เหยียดมองคล้ายอยากจะต่อว่าฉัน

“มองทำไม ขึ้นไปข้างบนให้หมดเลยไป” ศึกรบไล่ ในขณะที่คนอื่นๆ ซึ่งอยู่รอบตัวศึกรบก็มองหน้ากันแล้วเดินมาทางฉันด้วย

หนึ่งในนั้นดึงฉันให้ขึ้นบันไดไป ก่อนจะพูดขึ้นมา

“เธอไม่น่าจะไปยุ่งกับไอ้ยีสต์นะลูกพีช พวกเรารู้กันหมดแล้วว่ามันชอบเธอ พวกเด็กแผนกเมคคาทรอนิกส์[3]ลือกันให้แซดว่าเมื่อเช้านี้ไอ้รบไปบอกไอ้ยีสต์ให้เลิกดูแลเธอแล้วเว้ย”

“ที่จริงอย่างไอ้รบคงไม่ห้ามให้เธอเลิกคุยกับไอ้ยีสต์หรอก แต่จับแขนดึงเข้าหาตัวแบบเมื่อกี้มันก็น่าเอาเรื่องอยู่”

“แต่ถ้าไอ้รบจะมีเรื่องในวิทลัย พวกเราว่าไม่ค่อยเวิร์ค ถึงมันจะเป็นหัวหน้าห้อง เป็นที่หนึ่งของชั้นปี แต่ถ้ามีปัญหาอีกทีมันก็โดนไล่ออก โดนทัณฑ์บนมาสองครั้งแล้วมั้ง”

ฉันฟังแล้วรู้สึกว่าคนอื่นๆ กำลังกดดันให้ฉันไปห้ามศึกรบ เพราะพวกเขาพูดจบก็ทิ้งชั้นไว้ตรงชั้นหนึ่ง และมันทำให้ฉันตัดสินใจลงมาด้านล่างอีกครั้ง

“เธอฟังภาษาคนไม่รู้เรื่องเหรอลูกพีช” ศึกรบปรายตามองฉันทันทีที่สังเกตเห็น

“ไปด้วยกัน” ฉันพูดกับศึกรบพร้อมเดินไปใกล้เขา “ยีสต์แค่ทักฉันเหมือนที่เพื่อนเค้าทักกัน”

“ทักเหมือนเพื่อน?” เขาย้อนถามด้วยสีหน้าเอาเรื่อง "เพื่อนที่ชอบเพื่อนที่เป็นแฟนเพื่อน?"

“...” คำว่าเพื่อนถึงสามคำหลุดออกมาจากริมฝีปากศึกรบในประโยคเดียว ตรงประเด็นมากจนฉันต้องเม้มปาก

“รู้ใช่มั้ยว่าเธอควรจะทำตัวยังไงกับไอ้คนที่ชอบแค่ไหนก็เป็นได้แค่เพื่อน” ฉันมองเห็นความร้ายกาจบนใบหน้าและเสียงของศึกรบ

แต่น่าแปลกที่ครั้งนี้ไม่ได้ส่งผลกระทบมาถึงฉันเลยสักนิดเดียว

“ไอ้...” ฉันเห็นยีสต์กำหมัดไว้ คำเตือนของคนอื่นก็ดังเข้ามาในหัว

“ฉันไม่ได้โง่ขนาดนั้น” ฉันพูดตัดหน้ายีสต์ พร้อมทั้งจับแขนศึกรบไว้เมื่อเห็นอาจารย์ท่านหนึ่งกำลังเดินมาทางนี้

“รู้ว่าเธอไม่ได้โง่ ฉันถึงไม่ห้าม” ศึกรบลดตาลงมองมือฉัน เขาทำหน้าเหมือนฉันเป็นก้างขวางคอ “แต่อย่าให้มันบ่อย อย่าให้ต้องร้ายโชว์ ความอดทนไม่ค่อยมี”

“เออ ทางนี้ก็ไม่ค่อยจะมีความอดทนเหมือนกัน” ยีสต์เลิกคิ้วมองศึกรบ ยีสต์ไม่ได้อยู่แผนกเดียวกับพวกเรา แต่เขาไม่เคยแสดงออกว่ากลัวศึกรบเลยสักครั้ง

“แล้วหมดรึยัง ถ้าหมดบอก บวกกันหลังวิทลัยได้ไม่เกี่ยง” ศึกรบยกยิ้ม แต่มันเป็นการยิ้มแค่ปากไม่รวมดวงตา

 

“ศึกรบ!” ดังนั้นฉันจึงกลั้นใจใช้มือดึงข้อมือศึกรบให้เดินออกมาจากตรงนั้น จิกเล็บลงไปเมื่อเขาขัดขืน ก่อนจะปล่อยมือเขาออกทันทีที่มาถึงมุมตึกอีกด้าน “ทำไมต้องพูดแบบนั้น”

“จำเป็นต้องพูดดีกับคนที่คิดจะแย่งเธอด้วย?” เขาแค่นหัวเราะ

“นายกำลังหาเรื่องคนอื่น” ฉันเบือนหน้าไปทางอื่น ไม่ได้อยากจะพูดแบบนี้เท่าไหร่ แต่...

“เออ ฉันจะหาเรื่องทุกคนถ้าข้องใจ จะตามติดเธอให้เหมือนหมาหวงเจ้าของเลยคอยดู” ศึกรบกักฉันไว้กับผนังพร้อมทั้งรัวคำพูดเอาแต่ใจใส่

“ยีสต์ไม่ได้แย่ง เขาเป็นเพื่อน” ฉันบอกศึกรบไปแบบนั้น ถึงจะรู้ว่ายีสต์ไม่ได้อยากเป็นเพื่อนก็ตาม ไม่งั้นจะให้พูดยังไง บอกศึกรบว่ายีสต์ไม่ได้อยากเป็นเพื่อนฉันแต่เป็นเพื่อนเขาคนเดียว? คุยกันในฐานะที่เขาชอบฉัน? มันไม่ใช่ไง

“...” ศึกรบอ้าปากจะพูดอะไรอีก... ไม่ไหว ฉันไม่อยากฟังแล้ว

“กินไปสิ หิวไม่ใช่รึไง” แต่ฉันเจาะนมรสสตรอเบอร์รี่ในมือด้วยหลอดแล้วยัดใส่ปากเขาแทน พร้อมทั้งยัดเงินสองร้อยใส่กระเป๋าเขาด้วย “ไม่ต้องหาเรื่องคนอื่นด้วยก็ดี”

อย่างที่รู้กัน ที่ต้องทำแบบนั้นเพราะศึกรบไม่ยอมเอาบัตรคืนไปต่างหาก

“อย่าคิดนะว่าฉันชอบแล้วจะสั่งแค่ไหนก็ได้ ถ้ามีอีกครั้ง... ฉันเก็บเสื้อผ้าย้ายไปอยู่กับเธอแน่

 

 

Yeast Talk

ชอบเหรอวะ...

ทำไมผมจะไม่รู้ว่าช่วงนี้ศึกรบกำลังกันผมออกจากลูกพีช... ตั้งแต่มีเรื่องกันครั้งนั้น ถ้าเป็นคุยเรื่องจิปาถะมันก็ปกติ แต่ถ้าเมื่อไหร่ที่ผมหาทางคุยกับลูกพีช มันจะ

ตอนนี้ผมเดินตามสองคนนั้นมา ได้ยินทุกเรื่องที่คุยกันด้วย... เพราะงั้นผมถึงได้หยิบมือถือขึ้นมาโทรหารุ่นน้องคนหนึ่ง

“เฮ้ยพวกเรา สร้างข่าวฉาวกันหน่อย ให้พวกรุ่นน้องกระจายข่าวไปให้ถึงหูไอ้ศึกรบว่า ลูกโซ่กำลังจะโดนดักฉุดเย็นนี้’ ทำยังไงก็ได้ให้มันไปที่นั่น”

ว่าจบผมก็วางสายในทันที ที่จริงไม่มีใครรู้หรอกว่าผู้หญิงที่ชื่อลูกโซ่เป็นอะไรกับศึกรบเพราะมันไม่เคยบอกใคร แต่ยังไงการตามดูแลก็แปลว่าเธอสำคัญ

การที่มันเก็บผู้หญิงสองคนไว้แสดงว่าแม่งคงเห็นแก่ตัวมาก ถ้างั้น... ขอลูกพีชให้ผมแล้วกัน

ไม่สนอยู่แล้วว่าเริ่มแรกผมรู้จักลูกพีชเพราะอะไร ผมชอบเธอเพราะอยากจะชอบ แล้วถ้ามันเปลี่ยนจากชอบเป็นรัก ผมก็จะเอามาให้ได้

ผมไม่ได้อ่อนเหมือนไอ้เพชร ที่สำคัญ ตามติดตัวผัวไปก็ใช่ว่าจะได้ตัวเมีย’ รู้หรอกว่าไอ้ศึกรบเป็นคนวู่วามและอารมณ์ร้อนเวลาโมโห ส่วนลูกพีช... ผู้หญิงคนนั้นก็ใจอ่อนง่าย ผมรู้ว่าเธอไม่ได้หูเบา แต่เชื่อในสิ่งที่เห็นกับตามากกว่า

การที่ผมดีกับไอ้ศึกรบ ไม่ได้หมายความว่าผมอ่อนแอกว่ามัน ที่ผ่านมานั่นก็แค่มิตรภาพเล็กๆ ของลูกผู้ชาย

เมื่อเหลือบตามองลูกพีชที่กำลังป้อนนมให้ศึกรบ ฝ่ามือผมก็กดโทรหาผู้หญิงคนหนึ่งด้วย เคยได้ยินชื่อมานาน แต่เพิ่งรู้จักกันได้ไม่ถึงเดือน...

“มายา ฉันจะร่วมมือกับเธอก็ได้”

[แต่ตอนนี้มายากลัวว่าศึกรบจะรู้ เวลามายาทำอะไร เขาเหมือนรู้ทุกเรื่องเลยนะยีสต์]

“ไม่ต้องกลัว ไอ้รบรู้ก็เรื่องของมัน ปล่อยให้มันเป็นไปตามนั้นแหละ”

[แต่...]

“ไม่ต้องมีแต่... ฉันจะทำให้ทุกอย่างกลายเป็นฝีมือของมัน หลังจบงานเธอก็เอาไอ้รบไป ส่วนลูกพีช... ฉันเอาเอง”

กร๊อบ!!

เสียงฝีเท้าของใครอีกคนดังขึ้นจากทางด้านหลังทำให้ผมรีบหลบเข้าช่องเล็กๆ ตรงมุมผนังแล้วเอาแผ่นไม้มาบังไว้ ผมนั่งลง... สอดส่องสายตาผ่านช่องกลมๆ แล้วเห็นว่าเซินหนึ่งในเพื่อนสนิทของศึกรบกำลังเดินไปหาสองคนนั้น

ไม่รู้ว่ามันเห็นผมไหม... แต่ดูจากทรงแล้วผมอาจหลบทัน

ผมมองผ่านรูเล็กๆ แล้วเห็นว่าสามคนนั้นกำลังเดินมาทางนี้ กำลังจะผ่านหน้าผมไป ศึกรบจับข้อมือลูกพีชไว้แล้วดันให้เธอเดินนำหน้า น่าโมโหตรงช่วงนี้ที่พอเป็นศึกรบจับ เธอกลับไม่ค่อยต่อต้านเท่าเมื่อก่อน

และตอนนั้นเองที่ผมได้ยินเสียงไอ้เซินพูดขึ้น

“เฮ้ยไอ้รบ มีอะไรจะบอก...” ไม่ใช่แค่พูดเท่านั้น แต่มันยังกอดคอศึกรบอีกด้วย

“ไม่ต้องบอกหรอก” เสียงศึกรบตอบเซิน พวกมันไม่ได้หันมามองทางนี้ด้วยซ้ำ

“แต่...” เซินทำท่าจะทักท้วง แต่ก็เป็นศึกรบเองที่ยกมือขึ้นกอดคอเพื่อนของมัน

“เคยได้ยินคำคมนี้มั้ยไอ้เซิน”

“...”

“กำแพงที่ขวางกั้น มีแค่ รู’ ให้ส่องถึงกัน มันพอแล้วเหรอ?” ทันทีที่มันพูดจบ...

ผมไม่อยากจะคิดว่าเป็นเรื่องจงใจ แต่ศึกรบหลุบตาลงต่ำพร้อมทั้งหันไปมองเซิน ทว่าไม่กี่วินาทีหลังจากนั้นมันกลับเบนสายตามาทางนี้ มองลอดผ่านรูเล็กๆ ที่ผมใช้แอบมองพวกมัน

เราสบตากันเพียงเสี้ยววินาทีก่อนที่ทั้งสามคนจะเดินผ่านไป

ราวกับเป็นเรื่องบังเอิญ... เหมือนมันแค่กราดสายตาไปรอบตัวเท่านั้น

โดยปกติคนเราเวลาจ้องอะไรมักจะเกร็งนัยน์ตาและแสดงสีหน้าออกมาประมาณว่า กูเห็นมึงนะ’ อยู่แล้ว

แต่เมื่อกี้มันไม่ใช่ สายตาของไอ้ศึกรบราบเรียบ ว่างเปล่า

เหมือนแค่มองผ่านมาแล้วผ่านเลยไป... เหมือนไม่ใช่เรื่องสำคัญ

แล้วมันจะต้องเสียใจ

 

 

 

LOOKPEACH TALK

“บอกแล้วไงว่าไม่ไป”

ฉันกำลังขืนแรงไว้ พยายามสะบัดแขนออกจากฝ่ามือแข็งแกร่ง แต่ก็ยังโดนลากอยู่ดี

“เถอะน่า” เขาพูดกับฉันและลากฉันออกจากวิทยาลัย

“ฉันไม่ชอบมีปัญหา” ฉันที่ถูกบังคับให้เดินตามไปพูดด้วยสีหน้าเหนื่อยใจ

“มีปัญหากับใคร ไอ้รบเหรอ วันนี้มันนัดเธอไว้รึไง” ยีสต์หันมาถามฉันก่อนจะออกแรงลากต่อ “มันได้บอกเธอเหรอว่าจะพาเธอไปส่งบ้าน เธอดูมีความสุขกับมันดี บอกไว้เลยว่าฉันอิจฉา”

“อย่าบังคับฉันยีสต์” ฉันสะบัดมือสุดแรง แต่ไม่หลุดนี่สิ

ที่จริงก็ใช่... ศึกรบบอกให้ฉันกลับบ้านพร้อมเขาจริง แต่ช่วงคลาสสุดท้ายฉันเผลอหลับ ตื่นมาอีกทีก็ไม่เห็นใคร และฉันไม่ได้ตกลงว่าจะรอเขาด้วย

“ถ้ามันนัดเธอไว้เย็นนี้ ฉันบอกไว้เลยว่ามันโกหก เธอรอเก้อแน่ มานี่เถอะน่า ฉันไม่พาเธอไปปล้ำหรอก!

“ยีสต์ ฉันเหนื่อย” พูดไปก็เหมือนเข้าหูซ้ายทะลุหูขวา

พอฉันไม่อยากจะไปกับเขา ยีสต์ก็บังคับจนได้ ตอนนี้ฉันอยู่ตรงริมถนนหลังตู้ไปรษณีย์กับยีสต์ ถนนที่เรายืนอยู่เป็นจุดเดียวกับที่เคยเจอลูกโซ่เมื่อตอนนั้นไง

“นั่นไง ผู้ชายคนนั้นมาอีกแล้ว น่ารักโน๊ะ แต่เอ๊ะ ทำไมวันนี้เขาดูเหนื่อยๆ เหมือนรีบยังไงก็ไม่รู้”

“ฉันทำงานที่นี่มาเกือบปีก็เห็นเขามาที่นี่ทุกเย็นเลย สงสัยมาแอบมองผู้หญิงแน่เลย”

“เป็นปีเลยเหรอ ดูท่าจะเป็นคนรักเดียวใจเดียวมากเลยนะ อิจฉาผู้หญิงคนนั้นจัง”

ฉันได้ยินแม่ค้าขายของจิปาถะตรงริมถนนพูดถึงศึกรบ... ยีสต์บอกว่าศึกรบจะมาที่นี่ทุกวัน ยืนอยู่ตรงมุมหนึ่งของถนนในช่วงเย็นที่มีคนพลุกพล่าน และยีสต์บอกให้ฉันสังเกตเอาเอง และฉันก็เจอเขาจริงๆ

จนกระทั่ง...

ฉันเห็นลูกโซ่ในชุดนักศึกษาเดินผ่านหน้าไป เมื่อหันไปมองศึกรบ ฉันก็เห็นว่าเขามองเธอจากมุมนั้น มองตามทุกฝีก้าว...

“เห็นหรือยัง” ยีสต์ที่ยืนอยู่ข้างๆ ถามฉัน

“...” ฉันไม่ได้พูดอะไร ได้แต่มองศึกรบและเห็นว่ามุมปากของเขายกขึ้นเล็กน้อยตอนที่เห็นลูกโซ่ทำท่าทางแปลกๆ ออกมา สายตาที่อ่อนโยนแบบนั้น ฉันไม่เคยเห็นมันมาก่อนแม้แต่ในความทรงจำของตัวเอง

แบบนี้นี่เอง... ฮ่าๆ ตลกดี

เวลาที่ไม่ได้มาตามรังควานกัน เขาเอาเวลาพวกนั้นไปเฝ้าดูเธอ เขาคงมีรักเดียวเหมือนที่แม่ค้าพวกนั้นบอก แต่มันติดอยู่ตรงที่ว่า...

...ผู้หญิงคนนั้นคงไม่ใช่ฉัน

และแววตาแบบนั้น เขาไม่เคยแสดงออกให้ฉันได้เห็นเลยสักครั้งเดียว

ถ้ามันลำบากใจขนาดนั้น จะยึดฉันไว้กับตัวทำไม

“เฮ้ย ฉันถามว่าเธอเห็นหรือยัง” ยีสต์กระตุกแขนฉันด้วยความรุนแรงจนต้องเงยหน้าขึ้นมอง

กลั้นไว้... ฉันสั่งตัวเองเมื่อรู้สึกถึงความอุ่นวาบตรงใต้ขอบตา

“เห็นแล้ว แต่มันไม่เกี่ยวกับฉัน” ฉันพูดพร้อมทั้งตั้งท่าจะเดินหนีไป ขอเวลาให้ฉันตั้งตัวอีกนิดเถอะ

“เหรอ เธอแลดูเชื่อใจมันมากเกินไปนะลูกพีช” แต่ยีสต์ไม่ยอมให้ฉันหนี

“ถามจริง นายต้องการอะไรจากฉัน” ฉันกัดฟันพูด พยายามกลั้นทุกอย่างไว้

“ให้เธอหายโง่ไง ถ้ายังไม่เชื่อ... ตามมานี่” แต่แล้วเขาก็ลากฉันไปอีกซอยหนึ่งก่อนจะพูดต่อ “ฉันจะพิสูจน์ให้ดู!

“...” ฉันไม่ได้พูดอะไรเพราะเริ่มหมดแรงจะหนี สีหน้าอ่อนโยนของศึกรบติดอยู่ในเลนส์ตาไม่หาย

ยีสต์บังคับลากฉันให้เดินลัดมาโผล่อีกซอยหนึ่ง ก่อนจะผลักฉันให้ซ่อนตัวอยู่หลังตู้ไปรษณีย์ ตรงจุดนี้ไม่ค่อยมีคนเดินผ่านมากนัก ถัดไปอีกไม่กี่ก้าว... ลูกโซกำลังเดินมาทางนี้

“รออยู่ตรงนี้” ยีสต์พูดกับฉันสั้นๆ

ก่อนจะเขาเดินไปดักหน้าลูกโซ่ไว้ในตอนที่เธอกำลังจะเดินผ่านไป นั่นทำให้ฉันมองเห็นแค่แผ่นหลังของลูกโซ่และใบหน้าของยีสต์ พวกเขายืนอยู่ในระยะประชิดโดยไม่ห่างจากฉันเท่าไหร่

“นายเป็นใคร” เสียงลูกโซ่ดังขึ้น ส่วนฉันที่ไม่อยากรับรู้ก็ทำท่าจะเดินกลับไปทางเก่า

“ถามหน่อย เธอกับไอ้รบเป็นอะไรกัน ทำไมมันต้องตามเธอด้วย” เสียงยีสต์ถามลูกโซ่ดังลั่น และนั่นทำให้ขาฉันหยุดในทันที

“...” เสียงของพวกเขาเงียบไปอึดใจหนึ่ง

ที่จริง... ใจหนึ่งฉันก็อยากรู้ แต่อีกใจกลับไม่อยากรู้ด้วย มันผสมๆ กัน

“เธอคือลูกโซ่ใช่มั้ย ฉันรู้ว่าเธอต้องรู้ว่าทำไมไอ้รบถึงได้ต้องคอยแอบตามเธอ มันรู้สึกยังไงกับเธอกันแน่ เธอกับมันเป็นอะไรกัน ตอบ!” เสียงยีสต์ดังขึ้นเมื่อฉันหันกลับไปมอง

แผ่นหลังของลูกโซ่เหยียดตรง เธอไม่ได้ขยับตัวใดๆ ทั้งสิ้น และหลังจากนั้นเสียงของเธอก็ดังขึ้น

"ฉันคือคนรักของศึกรบ"

"..."

“ศึกรบรักฉัน และฉันก็รักเขา”

“...”

“เรารักกันมาก รู้แล้วยังไง พอใจรึยัง”

วูบ... คำตอบสามประโยคจากปากลูกโซ่ทำให้หัวใจฉันชา รู้สึกโชคดีพิกลที่ไม่ได้เห็นสีหน้าของเธอตอนที่พูดว่า เรารักกัน

ยีสต์บังคับให้ฉันมาฟังอะไร... ฉันคิดในใจและเริ่มเดินกลับทางเก่าโดยไม่หันไปมองอีก

“ไม่รอกันเลยนะเว้ยลูกพีช” แต่ยีสต์ก็วิ่งมาคว้าแขนฉันไว้เมื่อเดินมาได้พักหนึ่ง

“พิสูจน์พอแล้วไม่ใช่เหรอ ฉันอยากกลับแล้ว”

ฉันพูดพร้อมทั้งเดินต่อโดยไม่ได้สนว่าแขนจะโดนรั้ง รู้สึกเจ็บใจพิลึกเมื่อย้อนคิดไปว่า ตลอดเวลาที่ผ่านมา ไม่ถึงสามเดือนด้วยซ้ำที่ฉันเจอศึกรบ

เวลากอดฉัน... ใจเขากอดใคร เวลามองฉัน... ใจเขามองใคร

เขารักใคร...

ลูกโซ่ไง ก็ได้ยินแล้วนี่... ศึกรบรักผู้หญิงคนนั้น คนที่เคยยืนร้องไห้อยู่ข้างเขาในวันที่ฉันบอกว่าท้อง พวกเขาก็แค่รักกันถึงได้ดูแลกัน เพราะพวกเขารักกัน และฉันคือส่วนเกิน... ใช่ไหม?

“ทำไมต้องทำท่าทางเสียใจด้วยวะลูกพีช เธอรักมันใช่มั้ย” ยีสต์ถามทั้งที่ยังเดินตามฉันมาจนกระทั่งเราหยุดอยู่หน้ามินิมาร์ทแห่งหนึ่ง “มันบอกว่าชอบเธอแล้วหรือไง”

“ทำไมฉันต้องบอกนาย” ฉันอึ้งไปเล็กน้อย คำถามของยีสต์เหมือนจะหยั่งเชิงอะไรสักอย่าง เขาจ้องฉันตาไม่กะพริบ

“หึ มันบอกว่าชอบเธอแล้วล่ะสิ ท่าทางเธอมันบอกนี่” ยีสต์ใช้มือคว้าแขนฉันไว้ บังคับให้ฉันหยุดเดิน

“...” ฉันพูดไม่ออก แต่รู้ไหมว่ายีสต์ทำอะไร

หมับ!

ยีสต์ดึงแขนฉันให้หันไปหาพร้อมก้มหน้าลงมาจนชิด บางส่วนของริมฝีปากเขาแตะเฉียดริมฝีปากฉัน และนั่นทำให้ฉันมองเห็นว่าศึกรบกำลังเดินมาทางนี้ เรามองสบตากันโดยมียีสต์คั่นกลางไว้

ระยะห่างที่ไม่ใกล้ไม่ไกล... หัวใจเต้นอย่างอ่อนแรงเมื่อยีสต์พูดกับฉัน

“ชอบไม่ได้แปลว่ารัก... เธอเข้าใจคำนี้มั้ย”

ถ้อยคำของยีสต์กระแทกเข้ามาในอกฉัน วินาทีนั้นศึกรบสาวเท้ามาทางนี้ ส่วนยีสต์ก็ผละถอยไปเล็กน้อย ขาฉันมันแข็ง และเริ่มแข็งไปทั้งตัว ไม่รู้ว่าศึกรบจะเห็นหรือเปล่า

แต่มันจะสำคัญอะไร... ชอบไม่ได้แปลว่ารัก มันก็ถูกอย่างที่ยีสต์พูด

“ถ้าจะแอบจีบกันก็ช่วยหลบเข้าซอกตึกหน่อย” ศึกรบพูดด้วยสีหน้าเย็นชา เขาเดินมาอยู่ข้างยีสต์และจ้องมองริมฝีปากของฉัน

“ฉันไม่ได้จีบกับยีสต์” ฉันเชิดหน้าขึ้นสูงเข้าไว้เพราะกลัวว่าน้ำตาจะไหล ฉันไม่อยากร้องไห้ให้เรื่องแบบนี้อีกแล้ว “เขาแค่ชอบ ไม่ได้รักฉัน”

“...”

“นายก็ด้วย...” อีกนิดเดียว... ฉันเกือบจะเก็บความร้อนตรงใต้ขอบตาได้แล้ว

“ไม่ได้จีบ? ไม่ได้รัก?” ศึกรบย้อนคำพูดแรกของฉันพร้อมทั้งหัวเราะเบาๆ ด้วยสีหน้าที่แสดงออกนั่น ฉันไม่รู้เลยว่าเขาคิดอะไรอยู่ “โกหกฉันอีกสิลูกพีช”

“...”

 

“ปกป้องมันเข้าไป เฟคเข้าไป... ฉันแม่งรักคำโกหกของเธอจริงๆ”

 

TO BE CONTINUED...

_________________________________________

[1] สตรอง หรือ Strong อ่านว่า (สทรอง, ซทร็องสตรอง) แปลว่า แข็งแรงมีกำลังเข้มแข็งแข็งแกร่งแน่นหนาชัดเจนรุนแรง 
[2] สกรีม หรือ Scream อ่านว่า (สกรีมสครีม) แปลว่า กรีดเสียงร้องกรี๊ดตะโกนแผดเสียงตะเบ็งเสียง
[3] เมคคาทรอนิกส์ หรือ  Mechatronics คือสาขาวิชาแผนกหนึ่ง เกิดจากคำสองคำรวมกันคือ mechanical + electronic มีการผสมระหว่าง เครื่องกล กับ อิเล็กทรอนิกส์
 
 

.:: WARNING ::.

 

ฝากเรื่องใหม่ค่ะ เมนชั่นไว้ที่เด็กดี

http://writer.dek-d.com/dek-d/writer/view.php?id=1063845

 

 

 

 

 

ความคิดเห็น

เพิ่มนิยายเรื่องนี้ลงคลังแล้ว