ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

ชื่อตอน : 3

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย y

คนเข้าชมทั้งหมด : 2.5k

ความคิดเห็น : 8

ปรับปรุงล่าสุด : 14 ธ.ค. 2563 13:02 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
3
แบบอักษร

เสียเวลาอยู่นานพอดูกว่าอู๋จิงจะผ่านเข้าเมืองมาได้เพราะจำนวนคนรอเข้าเมืองมีมาก พวกเขาตกลงกันว่าคืนนี้จะพักที่โรงเตี๊ยมไปก่อนเพราะใกล้ค่ำแล้ว พรุ่งนี้ค่อยออกหาบ้านเช่าและดูลู่ทางทำกินต่อไป 

อู๋จิงสอบถามชาวบ้านระหว่างที่รอผ่านประตูเมืองมาได้ข้อมูลไม่น้อย เขาจึงสามารถมุ่งน้าไปยังทิศที่ตั้งของย่านโรงเตี๊ยมราคาถูกได้โดยไม่หลงทาง เมืองตุนฮวงไม่เสียทีที่เป็นเมืองหน้าด่านติดชายแดน แม้ยามเย็นร้านรวงเริ่มจุดโคมถนนหนทางยังคึกคัก ร้านแผงลอยจำหน่ายอาหารเรียงรายไปตลอดทางส่งกลิ่นยั่วน้ำลาย 

"เราหาที่พักได้แล้วออกมารับประทานอาหารแผงลอยกันดีหรือไม่" อู๋จิงเสนอ  

"แม่เห็นด้วย อาหารเหล่านี้ล้วนทำให้ผู้คนหิวโหยแล้ว" อู๋เชียมองไปรอบๆ หากนางทำอาหารมาขายบ้างจะได้ไหมนะ 

"เห็นโรงเตี๊ยมแล้วขอรับคุณชาย เราจะพักที่ไหนดีขอรับ" อาจื่อถาม เด็กหนุ่มเริ่มหิวตั้งแต่ได้กลิ่นอาหาร 

"เราลองไปสอบถามราคาดูสักสองสามที่ก่อน ข้าจะไปถามทางฝั่งนี้ อาหยวนไปถามฝั่งนั้นนะ แล้วกลับมาเจอกันที่เกวียนเปรียบเทียบราคาก่อนค่อยตัดสินใจ" อู๋จิงให้อาจื่อจอดเกวียนไว้ริมรั้วที่ไม่บังหน้าร้านผู้ใดแล้วเลือกเข้าไปยังโรงเตี๊ยมที่ดูธรรมดา ได้ความว่าราคาห้องพักคืนละห้าสิบอีแปะ ทั้งสองที่ไม่ต่างกันนัก เมื่อกลับมาเจออาหยวนที่ไปถามก็พบว่าราคาเท่ากัน เขาจึงเลือกโรงเตี๊ยมที่ราคารวมน้ำอาบแล้ว หลังากชำระเงินเพิ่มให้เสี่ยวเอ้อดูแลลาของพวกเขาแล้วอู๋จิงก็พาทุกคนไปเดินชมร้านแผงลอย สุดท้ายจึงตัดสินใจเลือกร้านบะหมี่เนื้อแพะรสเผ็ดรับประทานกัน เป็นรสชาติกึ่งกลางระหว่างอาหารนอกด่านกับรสชาติของแคว้นเฉียน เมื่อได้ลิ้มลองแล้วถูกปากไม่น้อย 

“อร่อยมากเลยขอรับคุณชาย” อาจื่อคีบบะหมี่เข้าปากแก้มตุ่ย 

“อร่อยก็รับประทานให้มาก ลำบากมาตั้งหลายวันแล้วถือว่าชดเชยที่พาเจ้ามาลำบากแล้วกันนะ” อู๋จิงสั่งบะหมี่เพิ่มให้อาจื่ออีกชามหนึ่ง 

“แต่เราเหลือเงินไม่มากแล้วมิใช่หรือขอรับครับคุณชาย” อาจื่อกระซิบ 

“เจ้าไม่ต้องกังวลหรอก อย่างน้อยพอให้เจ้ากินจนท้องแตกได้อยู่” อู๋จิงยิ้มเอ็นดู 

“อาจิง ถ้าแม่จะขายอาหารบ้าง เจ้าคิดว่าเป็นอย่างไร” อู๋เชียถาม สตรีอย่างนางรับประทานชามเดียวก็อิ่มแล้ว 

“ข้าไม่อยากให้ท่านเหนื่อยมากเกินไป แล้วก็ไม่อยากเสี่ยงเจอคนรู้จักด้วย ถ้าเป็นไปได้ข้าอยากให้ท่านแม่ปักผ้าอยู่กับบ้านมากกว่า”  

“หากเจ้าคิดเช่นนั้นแม่ก็ไม่คัดค้าน เสื้อผ้าของชาวเผ่านอกด่านนั้นหลากหลายและยังมีสีสันสดใส แม่อาจจะปรับมาใช้กับผ้าของแคว้นเรา” อู๋เชียเป็นคุณหนูจากตระกูลพ่อค้าระดับกลาง ศาสตร์และศิลป์ต่างๆล้วนทำได้ดี  

“ข้าก็จะหางานทำด้วย” อาจื่อยืดอก 

“ข้าด้วยขอรับคุณชาย การค้าที่เมืองนี้เจริญนัก ข้าคิดว่าน่าจะพอหางานเสมียนทำได้” อาหยวนเองก็รู้หนังสือไม่น้อยเพราะติดตามบิดาของอู๋จิงมานาน 

“เหลือแต่ข้าสินะ ที่ไม่รู้ว่าจะทำอะไรดี” อู๋จิงอมยิ้มแกล้งทำเป็นน้อยใจมีเพียงอาจื่อที่ถูกหลอกรีบปลอบคุณชายของตัวเองใหญ่ 

“ขอบใจนะอาจื่อ นี่ก็ดึกแล้วข้าว่าพวกเรากลับไปพักผ่อนกันเอะ พรุ่งนี้ยังมีเรื่องต้องทำอีกมาก” อู๋จิงชำระค่าบะหมี่กลับถึงโรงเตี๊ยมก็หลับเป็นตาย  

ความเจริญในตุนฮวงทำให้อู๋จิงใจชื้นว่าน่าจะพอมีลู่ทางทำกินได้ อู๋จิงกับอาหยวนไปที่ศาลาว่าการเพื่อลองดูบ้านเช่า หรือถ้ามีบ้านราคาไม่แพงนักเขาก็อยากจะซื้อ 

“ข้าต้องการหาบ้านเช่าขอรับ หรือหากมีบ้านราคาไม่แพงนักก็อยากซื้อ” อู๋จิงถามเจ้าหน้าที่ด้วยความสุภาพ

“บ้านเช่าในเมืองราคาเริ่มต้นที่เดือนละห้าตำลึงเงิน บ้านเจ้ามีกันกี่คน” เจ้าหน้าที่กรมที่ดินประจำเมืองถามกลับ

“พวกเรามีกันสี่คนขอรับ”

“เช่นนั้นต้องหลังใหญ่ขึ้นมาหน่อย เดือนละแปดตำลึง หากเจ้าจะซื้อบ้านราคาถูกหากเป็นนอกตัวเมืองก็พอมี แต่สภาพบ้านต้องปรับปรุงเยอะเหมือนกันเพราะเป็นบ้านร้างมานานแล้ว” เจ้าหน้าที่ผู้นี้เห็นอู๋จิงมาจากต่างเมืองคงไม่รู้ถึงความหลังของบ้านหลังนี้คิดจะยัดเยียดขายไปให้พ้นๆ

“ไม่ทราบว่าข้าจะขอดูสภาพบ้านได้ก่อนตัดสินใจหรือไม่” อู๋จิงรอบคอบพอตัว

“ได้สิ” เจ้าหน้าที่เขียนแผนที่ให้อู๋จิงไปดูบ้านเอง

“คุณชาย หากซื้อบ้านเราแทบจะไม่เหลือเงินเลยนะขอรับ” อาหยวนท้วงด้วยความเป็นห่วง

“แต่ถ้าเช่าบ้านเงินของเราก็จะหมดไปเรื่อยๆเหมือนกัน” อู๋จิงค่อนข้างเอียงไปทางซื้อบ้านมากกว่า เดินจากศาลาว่าการมาครึ่งชั่วยามก็เจอกับบ้านที่บอกขาย

“เราเข้าไปดูกันเถอะ” อู๋จิงเข้าใจที่อาหยวนชะงัก ประตูหน้าถูกคาดด้วยกระดาษสีเหลืองไขว้ทับกันไว้ บ่งบอกว่าที่แห่งนี้เคยเกิดการฆาตกรรมมาก่อน ชายหนุ่มผลักประตูเข้าไปเห็นหญ้าขึ้นสูงถึงหัวเข่า บริเวณบ้านกว้างมากมีทั้งเรือนหลัก และเรือนรองรวมถึงเรือนบ่าว บ่อน้ำครบทุกอย่างที่บ้านขุนนางพึงมี เมื่อลองตักน้ำขึ้นมาก็เห็นว่าน้ำยังใสดีอยู่ หากเก็บกวาดใบไม้ที่ร่วงลงไปออกก็สามารถใช้ได้ สระบัวน้ำแห้งเหลือเพียงโคลนหย่อมหนึ่งกับซากใบบัวแห้ง เมื่อเข้าไปดูในบ้านพบคราบสีน้ำตาลคล้ำสาดกระจายไปทั่ว

“ข้าจะซื้อที่นี่หากได้ลดอีกเล็กน้อย” อู๋จิงเห็นบริเวณบ้านกว้างขวางอีกทั้งเครื่องเรือนยังครบและแข็งแรงก็ถูกใจ

“แต่ที่นี่เคยมีคนตายนะขอรับคุณชาย” อาหยวนแย้ง

“แล้วพวกเรามิใช่ว่าผ่านความตายมาแล้วครั้งหนึ่งหรอกหรือ เจ้าดูตัวเรือนสิ สร้างอย่างแข็งแรงลมสักนิดก็ไม่เล็ดรอดเข้ามา เราจะประหยัดในฤดูหนาวไปได้มาก” อู๋จิงชี้จุดดีให้อาหยวนฟัง

“ถ้าคุณชายตัดสินใจเช่นนั้นข้าก็ไม่คัดค้าน” อาหยวนเห็นด้วย ทั้งคู่จึงย้อนกลับไปที่ศาลาว่าการอีกครั้ง

“เจ้าตัดสินใจว่าอย่างไร” เมื่อเห็นอู๋จิง เจ้าหน้าที่ถามด้วยความกระตือรือร้น

“ข้าสนใจซื้อบ้านหลังนี้ขอรับ แต่ข้ามีเงินไม่มากนักอีกทั้งยังต้องใช้เงินนการซ่อมแซมอีกด้วย ข้าคงต้องเช่าบ้านอยู่ไปก่อน” อู๋จิง ท่าทางเสียดายมาก

“เช่นนั้นหรือเจ้ามีเงินเท่าไหร่ล่ะ ข้าจะลองถามเจ้านายของข้าดูให้” เจ้าหน้าที่ถามอย่างใจดี เขาพอใจกับกริยาสุภาพที่ชายหนุ่มแสดงออกแม้ตอนแรกจะเพราะต้องการขายบ้านไปให้พ้นๆ

อู๋จิงเปิดถุงเงินให้เจ้าหน้าที่ดู ในใจลอบขออภัย หากเขาไม่ต้องแสดงตัวว่าเป็นคนยากจนเขาอาจจะยอมซื้อบ้านหลังนี้ในราคาที่เสนอขายมาก็ได้ ในถุงมีเงินก้อนอยู่เพียงสามก้อน ที่เหลือเป็นเศษเงินที่อู๋จิงแลกเปลี่ยนมาตั้งแต่ก่อนหลบหนีออกจากเมืองหลวง เจ้าหน้าที่เห็นแล้วก็เวทนาจึงช่วยพูดกับหวหน้าให้ สุดท้ายชายหนุ่มจึงได้บ้านหลังนั้นมาในราคา 50 ตำลึงเงิน

“หากเจ้าต้องการซ่อมแซมบ้านให้ไปหาช่างซุ่น บอกว่าข้าแนะนำมาเขาจะคิดราคาพิเศษให้” เจ้าหน้าที่บอกส่งท้าย

“ขอบพระคุณมากขอรับ” อู๋จิงกล่าวลาก่อนจะพาอาหยวนไปรับมารดาและอาจื่อเดินทางไปยังบ้านใหม่ ทั้งหมดช่วยกันทำความสะอาดเรือนหลักก่อน เอาให้พออยู่ได้ โชคดีที่เมื่อเขาสำรวจบ้านอย่างละเอียดพบว่าข้าวของจำเป็นนั้นยังมีอยู่ครบ แม้แต่เรื่องครัว ไม้กวาด ถังน้ำ ทำให้แทบไม่ต้องซื้อสิ่งใดใหม่เลย อู๋เชียนั้นเมื่อเห็นคราบเลือดนางไม่กล่าวสิ่งใดทั้งสิ้นเพียงคว้าแปรงมาช่วยทำความสะอาด ส่วนอาจื่อนั้นแม้จะมีสีหน้าตระหนกแต่เมื่อถูกอาหยวนหยิกก็ได้สติรีบเข้ามาช่วยทำความสะอาดอีกแรงจนถึงยามอิ่ว (17.00-18.59 น.) ทุกคนก็หมดแรงไปตามกัน

“วันนี้เราออกไปรับประทานอาหารข้างนอกกันอีกวันเถิด” อู๋จิงนั่งลงกับพื้นอย่างหมดแรง คราบเลือดที่แห้งกรังมานานจนไม่รู้ว่าตั้งแต่เมื่อไหร่นั้นขัดยากนัก

“แล้วเงิน..” อู๋เชียเป็นห่วงว่าเงินจะไปพอ

“ท่านแม่ไม่ต้องเป็นห่วง ค่าอาหารในเมืองนี้ไม่แพงนัก เรายังเหลือเงินให้ใช้อีกหลายเดือน หากเร่งหางานให้ได้ก็ไม่มีสิ่งใดต้องเป็นห่วงแล้ว” อู๋จิงยิ้มปลอบมารดา

“พรุ่งนี้ข้าจะออกไปหาซื้อของสดมาประกอบอาหารเองขอรับฮูหยิน เราจะได้ประหยัดมากขึ้น แต่วันนี้คงไม่สามารถซื้อวัตถุดิบได้แล้ว” อาหยวนเสริม

“จริงของเจ้า ล้างหน้าล้างตาแล้วไปกันเถิด” อู๋เชียเหนียวตัวเป็นกำลัง พวกเขาใช้น้ำเย็นๆจากบ่อล้างตัวแล้วก็ยกขบวนออกไปหามื้อเย็นรับประทาน จากนั้นก็กลับมาหลับเป็นตายที่บ้าน

วันต่อมาอู๋จิงพาอาจื่ออกไปตามช่างไม้ให้มาตรวจดูหลังคา หากมีรอยรั่วก็ให้ซ่อมแซมให้เรียบร้อย ส่วนอื่นๆนั้นพวกเขาทำกันเองทั้งหมดเพื่อประหยัดเงินไว้ สวนที่เต็มไปด้วยหญ้ารกถูกพรวนดินยกแปลงไว้ปลูกผัก สระบัวเมื่อทำความสะอาดแล้วปล่อยน้ำเข้าก็เลี้ยงปลาไว้กิน นอกจากนี้อู๋จิงยังสร้างคอกไก่ถัดจากคอกม้าเดิมที่ตอนนี้นำลาทั้งสองตัวเข้าไปอยู่ ชายหนุ่มพยายามดูแลพวกมันให้ดีตอบแทนที่มันมาเขาหลบหนีมาจนถึงชายแดน กว่าจะจัดการทุกอย่างได้เรียบร้อยก็เสียเวลาไปถึงสิบวัน ระหว่างนั้นอู๋จิงที่มองหางานทำเป็นอาจื่อที่ได้งานเป็นลูกจ้างที่โรงเตี๊ยมแห่งหนึ่ง อาหยวนได้เป็นเสมียนที่ร้านค้าผ้า เขาสามารถซื้อผ้าในราคาถูกมาให้อู๋เชียปักที่บ้านก่อนจะนำไปขาย นับว่าลงตัวทีเดียว เหลือเพียงอู๋จิงที่มองหางานอยู่ ตอนแรกเขาตั้งใจจะไปเป็นเสี่ยวเอ้อกับอาจื่อแต่ถูกทุกคนทัดทานไว้ จะเป็นลูกจ้างร้านขายผ้ากับอาหยวนก็ถูกคัดค้านว่าไม่เหมาะสมจนอู๋จิงได้แต่ถอนใจ

“พวกเจ้าคงลืมไปว่าข้าไม่ใช่บุตรชายขุนนางอีกแล้ว ไม่จำเป็นต้องรักษาเกียรติอันใดหากไม่มีอาหารให้อิ่มท้อง”

“แต่แม่เห็นด้วยกับอาหยวนและอาจื่อนะลูก ร่างกายของลูกไม่เคยทำงานหนัก หากฝืนไปจะอาจจะเจ็บป่วยทำให้เรื่องแย่กว่าเดิมก็เป็นได้ ลูกลองหางานที่สมกับความรู้ดีไหม รายได้ก็น่าจะดีกว่างานอื่นด้วย” อู๋เชียกล่าวอย่างนุ่มนวล นางไม่อยากเห็นบุตรชายป่วยหนักเช่นเมื่อปีกลายอีกแล้ว

“นั่นสิครับคุณชาย งานสอนหนังสือก็ยังดีข้าจะลองถามลูกค้าที่ร้านให้” อาหยวนรีบสนับสนุนอู๋เชีย

“เช่นนั้นก็ได้ ระหว่างนั้นข้าจะเป็นคนรับผิดชอบงานบ้านเอง” อู๋จิงไตร่ตรองแล้วก็พบว่าหากต้องเสียค่าหมอค่ายา รองานที่เหมาะสมอาจจะดีกว่าจริงๆ

ความคิดเห็น