ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

ชื่อตอน : 2

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย y

คนเข้าชมทั้งหมด : 2.6k

ความคิดเห็น : 9

ปรับปรุงล่าสุด : 14 ธ.ค. 2563 12:57 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
2
แบบอักษร

หูจิ่นเทาพาทุกคนเดินทางรอนแรมกันมาในป่าหลายวัน อาศัยจำแนกทิศทางจากพระอาทิตย์จนกระทั่งป่ารกทึบเกินกว่าที่เกวียนจะผ่านได้ จำต้องตัดออกมาทางหลวง 

"ข้าเห็นว่าพวกเราจำเป็นต้องเปลี่ยนชื่อแซ่ แม้ไม่มีประกาศจับจากทางการแต่มิได้หมายความว่าคนเหล่านั้นจะปล่อยเรา" หูจินเทาเปรยขึ้น

"เช่นนั้นใช้แซ่เดิมของมารดาดีหรือไม่ คนแซ่อู๋ซ้ำกันมากมายไม่สะดุดหูผู้ใด" หูหรานเสนอ

"เช่นนั้นข้าเปลี่ยนชื่อเป็นอู๋จิง" หูจิ่นเทาตั้งชื่อให้ตัวเองเสร็จ

"เช่นนั้นเรียกมารดาว่าอู๋เชีย พวกเจ้าจากนี้ก็ใช้แซ่อู๋เถิด" อู๋เชียสั่ง เมื่อตกลงกันได้และทบทวนว่าจะไม่หลุดชื่อจริงออกไปแล้วพวกเขาก็มุ่งหน้าเข้าเมือง อู๋จิงแบ่งเศษเงินมาเก็บไว้ในถุงข้างเอวเพื่อไม่ให้เป็นที่สะดุดตา พวกเขาได้พบเห็นเพื่อนร่วมทางเป็นครั้งแรก เป็นขบวนรถสินค้าเทียมม้าจำนวนยาวเหยียด อาจื่อรีบบังคับเกวียนหลบเข้าข้างทางให้ขบวนสินค้าผ่านไปก่อน อู๋จิงมองขบวนด้วยความตื่นตา เขาไม่ได้เดินทางบ่อยนักจึงอดตื่นเต้นไม่ได้ ผู้คนในรถม้านำหน้าขบวนล้วนพกอาวุธท่าทางเข้มแข็งองอาจไม่แพ้ทหารหลวง ทุกคนอยู่ในชุดรัดกุมสีน้ำเงินเข้มแบบเดียวกันดูเป็นระเบียบเรียบร้อย จากนั้นก็เป็นรถม้า ทุกหกคันจะมีผู้คุ้มกันสองคน ขบวนรถม้ายาวถึง 40 คัน ปิดท้ายด้วยผู้คุ้มกันอีกกลุ่มหนึ่ง ฝีเท้าม้าตะกุยฝุ่นฟุ้งตลบ กว่าขบวนจะผ่านไปร่างกายของพวกเขาก็เต็มไปด้วยฝุ่นดินแดงเสียแล้ว

"แบบนี้ก็ดีเหมือนกัน จะได้ไม่มีผู้ใดจำพวกเราได้" อู๋จิงถอนหายใจ ช่วยปัดฝุ่นออกจากมารดาลวกๆ

"พวกเรารีบเดินทางกันเถิด มีขบวนพ่อค้าเปิดทางเช่นนี้น่าจะปลอดภัย" อู๋เชียเห็นด้วยกับบุตรชาย พวกนางไม่มีวิชาปลอมแปลงโฉมจึงยอมทนไม่สบายตัวไปก่อน

ใช้เวลาเดินทางอีกกว่าหนึ่งชั่วยามจึงถึงตัวเมือง อู๋จิงชำระค่าเข้าเมืองคนละ 10 อีแปะโดยที่ไม่มีผู้ใดสนใจพวกเขา สอบถามชาวบ้านที่เข้าแถวรออยู่ด้วยกันพอรู้ทิศทางก็พากันไปหาที่พักในย่านชนชั้นล่างเขากับมารดาพักกันคนละห้อง อาหยวนและอาจื่อพักด้วยกัน ฝากให้เสี่ยวเอ้อดูแลลาให้ดีแล้วเข้าห้องพักชำระร่างกายผลัดเปลี่ยนเสื้อผ้าที่มีเพียงชุดเดียว แล้วสั่งอาหารมารับประทานในห้องร่วมกัน

"ท่านแม่ พรุ่งนี้ข้าจะออกไปหาซื้อของจำเป็นเพิ่มสักหน่อย ท่านต้องการอะไรหรือไม่" อู๋จิงถามหลังรับประทานอาหารเสร็จ

"เสื้อผ้าสักชุดไว้ผลัดเปลี่ยนก็พอแล้วลูก เราเหลือเงินไม่มากเก็บไว้ใช้ที่จำเป็นดีกว่า" อู๋เชียถอนหายใจ หลังจากสามีติดคุกนางเสียเงินไปกับการติดสินบนผู้คุมไม่น้อยเพื่อให้สามีได้รับการดูแลที่ดี แต่ผลของมันกลับแย่ยิ่งนัก เมื่อคิดขึ้นมานางถึงกับหลั่งน้ำตาอีกครา

"ท่านแม่" อู๋จิงรีบซับน้ำตาให้ นางจึงได้สติรีบปาดน้ำตา

"แม่ไม่เป็นไร เจ้ารีบไปพักผ่อนเสียเถิด เหนื่อยกันมาหลายวันแล้ว" อู๋เชียยืนยันมั่นเหมาะว่านางอยู่คนเดียวได้บุตรชายจึงแยกไปพักด้วยความวางใจ

เช้าวันถัดมาหลังจากรับประทานอาหารเช้าแล้ว อู๋เชียขอเอนหลังพักผ่อนอยู่ที่โรงเตี๊ยมมีอาหยวนอยู่เป็นเพื่อน อู๋จิงจึงออกไปซื้อของกับอาจื่อ

"คุณชาย เราจะซื้ออะไรกันบ้างขอรับ" อาจื่อมองไปรอบๆ อย่างสนใจ

"อาหารแห้ง เสื้อผ้าอีกสักคนละชุดแล้วก็ยาสักนิดหน่อย ข้าจะพยายามเดินทางเลี่ยงทางหลวงให้มากมียาติดไว้จะอุ่นใจกว่า แล้วจะซื้อลาเพิ่มอีกตัว ใช้ตัวเดียวเทียมเกวียนข้าสงสารมัน"

"เช่นนั้นเราซื้อรำไปให้มันด้วยดีไหมขอรับ เป็นอาหารเสริมให้มันจะได้แข็งแรง" อาจื่อเสนอ

"นั่นสิ หากเจ้าไม่บอกข้าคงจะลืมไปเสียแล้ว ขอบใจนะอาจื่อ" อู๋จิงชมทำให้อาจื่อยิ้มหน้าบาน พวกเขาถือโอกาสเดินชมเมืองไปด้วย เดินไปถึงศาลากลางดูป้ายประกาศไม่เห็นหมายจับพวกตนก็โล่งใจไปส่วนหนึ่ง อู๋จิงใช้จ่ายอย่างระมัดระวังที่สุด เขาเก็บมาได้เพียงสินเดิมของมารดา ทรัพย์สินของบิดานั้นนอกจากแจกจ่ายให้บ่าวไพร่ในเรือนไปตั้งตัวก็ใช้ในการช่วยเหลือบิดาเป็นจำนวนมาก กว่าเขาจะรู้ว่าเจ้านายของบิดาไว้ใจไม่ได้ก็เสียของกำนัลไปมากหลาย ชายหนุ่มสะบัดหน้าไล่เรื่องราวในอดีตออกไปจากความคิด เขาจะไม่แค้น มิใช่ว่าไม่กตัญญู แต่เพื่อให้ตัวเองมีชีวิตสืบไปไม่ถูกกัดกินด้วยความพยาบาท บิดาของเขาเป็นคนดี หากเขามีกำลังมากกว่าย่อมหาทางพิสูจน์ความบริสุทธิ์ให้ได้ในสักวัน อู๋จิงถอนหายใจ มิทราบเลยว่าใบหน้างดงามของตนเป็นที่สนใจของคนรอบข้าง

พวกเขาพักกันที่เมืองนี้อีกหนึ่งคืน หลังจากรับประทานอาหารเช้าแล้วก็ออกเดินทาง ลาสองตัวทำให้การเดินทางเร็วขึ้นเล็กน้อย ขณะที่แสงแดดเริ่มแรงขึ้นโชคดีที่อู๋จิงซื้อผ้าเนื้อหยาบผืนใหญ่มาด้วยจึงใช้ขึงบังแดดได้จนผ่านครึ่งวันเช้าจึงเริ่มเข้าเขตป่าโปร่ง

"เราหาที่พักกันดีหรือไม่ขอรับคุณชาย" อาจื่อหันมาถาม

"ดีเหมือนกัน จะได้ให้ลาพักดื่มน้ำด้วย" อู๋จิงเห็นด้วย อาจื่อจึงเริ่มมองหาร่มไม้จนได้ที่เหมาะแห่งหนึ่งจึงบังคับลาเข้าไป พักผ่อนกันอยู่ครึ่งชั่วยามก็เดินทางต่อ พวกเขาเดินทางรอนแรมไปทางทิศประจิม(ตะวันตก) อาศัยเดินทางในป่าเลียบไปกับทางหลวงเพื่อปกปิดร่องรอย นานๆครั้งจะเข้าเมือง หรือพบบ้านชาวป่าก็ใช้เมล็ดพืชที่ติดมาแลกเนื้อสัตว์ นับว่ายังพอผ่านมาได้ ผ่านมาครึ่งเดือนก็นับว่าได้เกือบครึ่งทางไปเมืองตุนฮวงแล้ว ขณะที่คนอื่นเริ่มผ่อนคลายความระมัดระวังแต่อู๋จิงกลับหน้านิ่วอยู่ทั้งวัน

"อาจิง ลูกทำหน้าเช่นนี้นับว่าทำร้ายความงามที่ได้ไปจากแม่มากเลยนะ" อู๋เชียอดแหย่บุตรชายไม่ได้ นางหวังจะให้เกิดความผ่อนคลายบ้างสักเล็กน้อยก็ยังดี

"ข้ามิคิดว่าคนเหล่านั้นจะปล่อยพวกเราไปง่ายๆเช่นนี้ นี่มันเงียบผิดปกติเกินไป" อู๋จิงตอบอย่างครุ่นคิด

"พวกมันอาจจะไปดักที่บ้านเดิมของฮูหยินก็ได้นะขอรับ มันคงคิดไม่ถึงว่าเราจะเลือกเดินทางไปตรงกันข้าม" อาหยวนที่ฟังอยู่ออกความเห็นบ้าง

"ถ้าเป็นเช่นที่เจ้าว่าก็ดี แต่ข้ายังภาวนาให้คนเหล่านั้นไม่รู้ว่าเรารู้ความจริงและมีหลักฐานอยู่" อู๋จิงถอนหายใจ กลุ้มใจมากไปก็ไม่ดี เขาเริ่มคิดว่าเมื่อไปถึงตุนฮวงจะทำเช่นไร เงินที่ติดตัวมาไม่พอจะลงทุนค้าขายแน่นอน และเขาไม่อาจทำการใดที่อาจเรียกความสนใจจากผู้คนด้วย อาจจะต้องทำงานรับจ้างไปก่อน ที่จริงแล้วชายหนุ่มเป็นบัณฑิตอนาคตไกลผู้หนึ่ง หากมิใช่ปีที่แล้วเขาป่วยหนักช่วงการสอบเคอจี่ ป่านนี้เขาคงสอบได้ตำแหน่งใดตำแหน่งหนึ่งไปแล้ว

ยิ่งเดินทางใกล้ถึงเมืองตุนฮวงอู๋จิงยิ่งเห็นขบวนพ่อค้ามากหน้าหลายตา หลายขบวนแต่งกายด้วยสีสันสดใสแตกต่างไปจากที่คุ้นตา คาดว่าคงเป็นขบวนพ่อค้าจากนอกด่านแล้ว เขาสั่งให้อาจื่อบังคับเกวียนตามหลังขบวนพ่อค้าไป คนคุ้มกันที่เห็นมิได้ว่ากล่าวกระไร พวกเขาคุ้นชินเสียแล้วที่มีชาวบ้านหวังพึ่งพาความปลอดภัยจากขบวนใหญ่ อีกทั้งดูท่าทางของอู๋จิงมิสามารถมีแรงยกดาบเสียด้วยซ้ำ จึงไม่ถูกระแวงว่าเป็นโจรปลอมตัวมา

เดินทางตามขบวนพ่อค้ามาหลายวัน ยามตั้งค่ายพักอู๋จิงจะเลี่ยงไปให้ห่างไม่รบกวนแต่อยู่ในระยะพอมองเห็นได้ ผู้คุ้มกันก็เริ่มเข้ามาพูดคุยด้วย แรกเริ่มเป็นการหยั่งเชิง อู๋จิงบอกว่าพวกเขาเป็นชาวบ้านที่ประสบภัยน้ำท่วมที่เมืองน่ายง รวบรวมเงินมาได้เล็กน้อยทำการค้าที่เมืองหลวงแต่ก็ขาดทุน จึงคิดจะไปตายเอาดาบหน้าที่เมืองตุนฮวง

"เจ้าคิดถูกแล้ว เมืองตุนฮวงเศรษฐกิจดีไม่แพ้เมืองหลวงขอเพียงขยันย่อมไม่อดตาย" ผู้คุ้มกันชื่อหวังเว่ยตบไหล่อู๋จิง

"แล้วเจ้าเดินทางตัวเปล่าเช่นนี้รึ ไยจึงไม่บรรทุกสินค้าจากเมืองหลวงไปขายด้วยเล่า" ผู้คุ้มกันอีกคนหนึ่งกล่าว

"ข้าไม่มีเงินทองมากนัก คิดจะทำงานรับจ้างไปก่อน พอเก็บเงินได้สักก้อนค่อยหาลู่ทางอื่นต่อไป" อู๋จิงโป้ปดตาไม่กระพริบ

"คนหนุ่มย่อมมีปณิธานของคนหนุ่ม ไม่เลวๆ แต่ท่าทางเจ้าบอบบางเช่นนี้จะทำงานรับจ้างไหวหรือ" หวังเว่ยถาม ยามนี้เขามองอู๋จิงเป็นน้องชายตัวน้อยของเขาไปเสียแล้ว

"ข้าพอรู้หนังสืออยู่บ้าง อาจจจะไปรับจ้างเป็นเสมียนหรือคัดลอกหนังสือก็ได้" อู๋จิงไม่แน่ใจนักว่าจะมีงานให้เขาทำหรือเปล่า

"เช่นนั้นดียิ่ง ข้าจะถามนายท่านให้ว่าต้องการรับคนเพิ่มหรือไม่ได้ความอย่างไรแล้วจะมาบอก ถึงอย่างไรก็มีจุดหมายเดียวกันอยู่แล้ว" หวังเว่ยตบอกตัวเอง

"ขอบคุณพี่เว่ยมาก" อู๋จิงประสานมือขอบคุณ ท่าทางนุ่มนวลของเขามิได้พบเห็นโดยง่ายในหมู่ผู้คุ้มกันอันหยาบกระด้างทำให้เขาเป็นที่นิยมขึ้นมาโดยไม่รู้ตัว

"พูดไปแบบนั้นจะดีหรือลูก" อู๋เชียถามเมื่อเหล่าผู้คุ้มกันจากไปแล้ว

"ท่านแม่สบายใจเถิด ถึงอย่างไรข้าก็คิดจะทำตามที่บอกเขาไปไม่น่ามีเรื่องเสียหายอันใด กลุ่มพ่อค้านี้ท่าทางร่ำรวยไม่น้อยหากข้าได้ทำงานกับเขาก็มิเห็นมีใดไม่ดี" อู๋จิงปลอบมารดา

ตลอดทางหลังจากนั้นจนถึงเมืองตุนฮวง อู๋จิงเดินทางตามหลังขบวนพ่อค้าโดยตลอด แม้ว่าเขาใช้ลาเทียมเกวียนซึ่งเดินทางได้ช้ามากแต่เพราะขบวนพ่อค้าที่บรรทุกสินค้าเต็มรถม้าจนเพียบแปล้ก็ไม่สามารถเร่งความเร็วได้เช่นกัน การเดินทางจึงใช้ความเร็วไม่ต่างกันมากนักทำให้เกวียนของอู๋จิงตามได้ทัน จนในที่สุด พวกเขาก็เห็นกำแพงเมืองตุนฮวงอยู่ข้างหน้า

"น้องจิง ข้าต้องตามไปกับขบวนเราต้องแยกกันตรงนี้ หากมีปัญหาใดไปหาข้าได้ที่สำนักคุ้มภัยเหยี่ยวทะเลทราย พวกเขาจะพาเจ้าไปพบข้าเอง"

"ขอบคุณพี่เว่ย" อู๋จิงประสานมือคารวะ หวังเว่ยชักม้าจากไป เห็นได้ว่านายจ้างของเขามีอิทธิพลไม่น้อย ขบวนสินค้ามีช่องทางพิเศษเข้าเมืองต่างหากไม่ปะปนกับนักเดินทางทั่วไป เขาโชคดีมากที่ได้เจอคนดีเช่นนี้ ชายหนุ่มมองกำแพงเมืองด้วยสายตามุ่งมั่น

"เราจะเริ่มต้นชีวิตใหม่กันที่ ข้าจะต้องมีชีวิตที่ดี ล้างมลทินให้บิดาให้ได้ในสักวันหนึ่ง" อู๋จิงปฏิญาณกับตัวเอง

ความคิดเห็น