ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

Make It Right SP √ { นาย x รถถัง } Unconsciously, it’s beginning.

ชื่อตอน : Make It Right SP √ { นาย x รถถัง } Unconsciously, it’s beginning.

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย y

คนเข้าชมทั้งหมด : 43.4k

ความคิดเห็น : 14

ปรับปรุงล่าสุด : 19 ม.ค. 2557 01:30 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
Make It Right SP √ { นาย x รถถัง } Unconsciously, it’s beginning.
แบบอักษร

SP Chapter { นาย รถถัง }

Unconsciously, it’s beginning.

 

 

  

 

 

 

  

            “มึงจะหนีไปไหน!!! มานี่เลยไอ้สัด!!!

 

            “โอ้ยยยยยยยยยยยๆๆๆ พี่นาย!!! อย่าดึงปกเสื้อดิ่เดี๋ยวยับเฮ๊ยยยยยยยยยยยยย”

 

            “แล้วมึงกำลังจะไปไหน!?” เจ้าของร่างสูงขึ้นเสียงดังต่อเนื่องจนรุ่นน้องรอบข้างพากันหันมองอย่างหวาดๆ อาจเป็นเพราะเด็กชายคนนี้มีศักดิ์เป็นถึงรองประธานเชียร์ที่โดนเด่นเรื่องความโหด เนียบ มีระเบียบกับรุ่นน้องทุกคน หากใครกลัวคงไม่ใช่เรื่องแปลกอะไร

 

            “ไปสยามมมมมมมมมมม” แต่ดูเหมือนรุ่นน้องม.ผู้พ่วงตำแหน่งนักร้องนำวงดนตรีโรงเรียนคนนี้จะแตกต่างออกไป

 

            คำตอบของอีกฝ่ายดูไม่น่าพิศมัย จนคนตัวสูงกว่าเบิกตากว้าง แล้วเปลี่ยนมาขึงขังในวินาทีถัดมา “โห----- สำคัญมากดิ่!! มานี่เลย!!!

 

            ท่ามกลางแสงแดดเจิดจ้าสาดส่องพื้นสนามอิฐหน้าโรงเรียน เวลาบ่ายสองโมงสี่สิบของวันพุธแบบนี้เป็นอันรู้กันดีว่า เป็นเวลาเลิกเรียนของนักเรียนชั้นม.2 และม.ถนนด้านหน้าคลาคล่ำไปด้วยเด็กชายชุดนักเรียนกางเกงน้ำเงินเดินกันควักไคว่ บ้างก็โบกมือบอกลาเพื่อน บ้างก็กอดคอกันเดินกลับบ้าน หรือนัดเจอกับแฟนสาวจากโรงเรียนคอนแวนต์ซอยข้างๆ ก็มี และเจ้าของใบหน้าเรียว ผู้มีส่วนสูงกว่า 170 ซม.คงได้ไปเที่ยวสยามต่อตามใจอยากแล้ว ถ้าไม่ถูกรุ่นพี่ตัวสูง ผิวสีน้ำผึ้ง ใบหน้าหล่อเหลาจริงจังอยู่ตลอดเวลา ผู้พ่วงตำแหน่งรองประธานเชียร์ปีนี้ ลากลู่ถูกังให้ตามเขากลับเข้าโรงเรียนเสียก่อน

 

            “กูบอกมึงแล้วใช่มั้ยว่าเย็นนี้ต้องอยู่ซ้อมดรัมฯให้เพื่อนกู อย่าบอกนะว่าลืมอีก มึงตาย” นายพ่นลมหายใจแรง ก่อนตวัดนิ้วชี้หน้าคาดโทษรุ่นน้องตัวแสบที่ถูกตนลากแขนอยู่

 

            “ไม่ลืมมมมม แต่จะไปซื้ออัลบั้ม Deluxe Version ของ London Grammar วันนี้มันขายวันแรกอ่ะ ผมโคตรของโคตรแฟนพันธุ์แท้เลย! นี่ถ้ามันหมดต้องรอล็อตต่อไปเดือนหน้านะ ของยิ่งนำเข้าน้อยๆ อยู่ หาไม่ได้ง่ายๆ อ่ะ” รถถังเจ้าของทรงผมเปิดข้าง เสื้อนักเรียนตัวเล็กจิ๋ว กางเกงขาสั้นเลยหัวเข่าเกือบสองคืบ และถุงเท้าสั้นจู๋จนแทบไม่เห็นสีขาวเลยออกมาจากขอบรองเท้า เรียกว่าไม่มีอะไรในตัวถูกกฎระเบียบโรงเรียนเลยสักอย่าง กว่าวอ้างไปถึงอัลบั้มสุดโปรดของเขา จากวงอินดี้เล็กๆ สัญชาติอังกฤษ ที่เพิ่งวางขายเฉพาะร้านดนตรีไม่กี่แห่งในสยามเท่านั้น “ไปแล้วเดี๋ยวกลับมาได้ป่ะ แป๊บเดียวเอง นะพี่นะ ขอเหอะ”

 

            ซึ่งแน่นอนถ้านายเชื่อคำขอนั้นก็ใกล้บ้าเต็มที เพราะครั้งก่อนเจ้าเด็กนี่ก็บอกจะมาฝึกให้ แต่อยู่ดีๆ หายไปซะเฉย ยังดีหน่อยที่มีจิตสำนึก ฝากไอ้เมธวงโยฯมาบอกว่าไปไหนในนาทีสุดท้าย แต่มันช่วยได้ไหมล่ะ!

 

            “ไม่โว้ย อัลบั้มนั่นซื้อวันไหนก็ได้ แต่งานเนี้ยมันงานโรงเรียน... อาทิตย์หน้าแล้วนะเว่ย ตั้งใจช่วยๆ กันหน่อยดิ่วะ”

 

            “โห่ยพี่.....

 

            “มึงรักโรงเรียนมั้ย??”

 

            พออีกฝ่ายเอาหน้าตาโรงเรียนมาอ้าง และยังทำเสียงสุดเครียดขนาดนั้น คนตัวเล็กกว่าจะทำอะไรได้นอกจากเบ้ปากอย่างขัดใจอยู่ในที “ก็ได้วะ.....

 

 

 

 

 

 

 

 

            สนามหลังโรงเรียนกว้างขวางสุดลูกหูลูกตาเช่นเคย พื้นที่ใต้ร่มต้นไม้แถวหน้าอัฒจรรย์ ถูกแซมด้วยกลุ่มน้องม.2 ซึ่งเพิ่งเลิกเรียนหยกๆ วันนี้มีนัดซ้อมเชียร์เหมือนหลายวันที่ผ่านมา และคงเห็นเด็กๆ มีจำนวนคนหนาตาขึ้นเมื่อถึงเวลานัดตอนบ่ายสามโมงครึ่ง นายวิ่งเข้าไปตบไหล่เพื่อนสต๊าฟคนหนึ่งแถวนั้น โดยมืออีกข้างหนึ่งยังดึงแขนเจ้าเด็กรถถังไว้ไม่ให้หายไปไหน

 

            “วันนี้พี่สต๊าฟมาเยอะป่าววะเท้มป์” เสียงทุ้มเอ่ยถามเพื่อนเจ้าของชื่อเท้มป์ พลางสอดส่ายสายตาหาเพื่อนคนอื่นๆ ไปด้วย พออีกฝ่ายได้ฟังดังนั้น จึงส่ายหน้ารัวพร้อมคำตอบ

 

            “ไม่รู้ว่ะ ตอนนี้เห็นแค่ไอ้แม็กซ์ กับไอ้โต้ง คนอื่นยังไม่เลิกเรียนมั้ง อย่างพวกห้อง วันนี้เรียนเคมีจนถึงสี่โมงยี่ฯอ่ะ” โห แล้วพี่ๆ น้อยแบบนี้จะคุมน้องตั้งสองระดับชั้นไหวหรอวะ สงสัยต้องเพิ่มดีกรีความโหดขึ้นอีกหน่อยซะแล้ว.... นายคิดพลางถอนหายใจด้วยความเหนื่อยหน่าย  ถ้าไม่ติดว่าโดนพี่เมฆลากให้มารับตำแหน่งนี้ เขาก็ไม่อยากทำหรอก มันเป็นงานหนักใช่ย่อย แถมเขาไม่ชอบตัวเองในลุคแบบนี้เอาซะเลย มีแต่คนกลัวใครจะอยากทำล่ะ...

 

            “โอเคๆ ไม่เป็นไร  แต่.... วันนี้แดดร้อนว่ะ ถ้ามึงว่างหาคนไปยกคูลเลอร์น้ำมาให้น้องๆ หน่อยดิ ที่ห้องพักครูใต้ตึกร้อยปีอ่ะ ข้างๆ ตู้สีเหลือง”

 

            “อ้าว ตู้เชี่ยไรอยู่ตรงไหนวะ? กูไม่รู้ มึงไปด้วยกันดิ่” ทว่าคำขอของเท้มป์คงต้องเป็นหมันไป เมื่อนายหันมองรุ่นน้องที่ตัวเองจูงแขนอยู่ รถถังยักคิ้วหลิ่วตากวนประสาทจนนายเกือบเผลอพ่นคำด่าออกมา ดีที่กัดฟันยั้งไว้ทัน ...ก็ไอ้หมอนี่ไงตัวปัญหา

 

            “มึงลองถามคนอื่นดู กูขอจัดการกับไอ้เวรนี่ก่อน เดี๋ยวแม่งหนีอีก”

 

            “อะไรมึงวะ? อ้าว น้องรถถังหวัดดี” เท้มป์ยิ้มทักรุ่นน้องด้านหลังเพื่อนของตน

 

            “หวัดดีคร้าบพี่เท้มป์” เช่นเดียวกับร่างบางก็คลี่ยิ้มกลับไป จริงๆ เขาไม่แน่ใจว่าตัวเองรู้จักรุ่นพี่คนนี้แน่ไหม เพียงแค่เคยร่วมทำกิจกรรมเวลามีงานโรงเรียนด้วยกันหลายครั้ง และคุ้นๆ ว่าชื่อเทย์ หรือ เทม มาตั้งนาน... กระทั่งได้รู้จักอย่างเป็นทางการวันนี้นี่เอง

 

            ร่างสูงโปร่งหันไปตกลงกับเพื่อนต่ออีกนิดหน่อย ก่อนแยกย้ายกันไปคนละทาง

 

            รถถังถึงกับงง หลังจากยืนฟังเขาคุยกันอยู่เพลินๆ ก็ถูกนายลากออกมาอีก เจ้าของนัยน์ตาสีน้ำตาลช็อกโกแลตขมวดคิ้วมองมือข้างที่ถูกเกาะกุม สลับกับแวดล้อมรอบด้าน

 

            “ปล่อยได้แล้วพี่ ผมไม่หนีหรอกน่า น้องเขามองกันแปลกๆ หมดทั้งสนามแล้วเนี่ยยยย” จะไม่ให้คนตัวบางกว่าโวยได้ยังไง ในเมื่ออีกฝ่ายจับข้อมือเขาไว้แน่นตั้งแต่เมื่อกี้ (เดี๋ยวต้องเป็นรอยแดงแน่ๆ) แล้วสายตาน้องๆ แต่ละคนที่มองมาแลดูกรุ้มกริ่มแปลกๆ ทั้งนั้น เฮ้ย คิดไปถึงไหนวะน้อง!?

 

            นายเองคงเผลอจับแขนข้างนั้นเพลินไปหน่อย หลังจากถูกเตือนจึงเพิ่งรู้สึกว่าเป็นจุดสนใจของเด็กม.ต้นรอบข้างจริงๆ  เนื่องด้วยกลัวเสียภาพลักษณ์สุดโหดเหี้ยมของรองประธานเชียร์ มือหนารีบปล่อยอีกฝ่ายให้เป็นอิสระ

 

            รถถังเห็นท่าทางแบบนั้น จึงหัวเราะออกมาเบาๆ “ไม่ทันแล้วมั้งพี่ น้องเขาเอาไปโม้แน่ๆ หึหึหึ”

 

            “หุบปากหมาๆ ของมึง แล้วตามมานี่” นายทำเสียงเข้มแก้เก้อ ใบหน้าเขาขึ้นสีแดงด้วยความโกรธผสมอายอย่างปิดไม่มิด แต่อีกฝ่ายไม่มีโอกาสได้เห็นมัน  เมื่อเขาหันหลังเดินนำหน้ามายังโรงยิมใหม่ฝั่งตรงข้ามสนาม เสียงหัวเราะร่ายังดังตามมากระตุกต่อมประสาทเขาไม่หยุด จนอดสงสัยเคืองๆ ไม่ได้ว่าทำไมไอ้เชี่ยนี่ถึงกวนตีนได้ขนาดนี้? ยิ่งทำให้เกลียดขี้หน้าแม่งเข้าไปอีก... ถ้าไม่ติดว่างานนี้เป็นธุระของโรงเรียน เขาคงไม่อยากยุ่งกับเจ้าเด็กเวรนี่เลย

 

            นายพยายามควบคุมอารมณ์ตลอดทาง จนถึงห้องเก็บของขนาดไม่เล็กไม่ใหญ่ในโรงยิมโดยสวัสดิภาพ (หมายถึงไม่ทำร้ายร่างกายรุ่นน้องที่เดินตามหลังเสียก่อน)

 

            “มาที่นี่ทำไมอะ เพื่อนพี่อยู่ข้างในอ่อ? หืมม... เลือกที่ซ้อมดีเนอะ” โอ๊ยยยยยยยยยยย ปากมันวอนโดนต่อยไม่ไหวแล้ว

 

            “มาเอาคฑาให้มึงไง ทีหลังก็จำด้วยว่าอยู่ห้องนี้ กูจะได้ไม่ต้องพามาอีก”

 

            “โอเคครับผม!

 

            นายหันหลังกลับมาไขกุญแจเปิดประตูเหล็กขึ้นสนิมของห้องเก็บของตรงหน้า มันค่อนข้างฝืด เพราะส่วนใหญ่ของใช้บ่อยๆ จะถูกเก็บไว้อีกห้องหนึ่ง กว่าจะเปิดประตูได้ต้องออกแรงดันพอสมควร ภายในปรากฏให้เห็นของเก่ารกรุงรังไปหมด บางอย่างน่าจะทิ้งไปตั้งนานแล้ว ยังถูกเก็บไว้ทำไม เขาก็ไม่เข้าใจเหมือนกัน

 

            “อื้อหือ ฝุ่นเยอะชิบ...” คนตัวเล็กกว่าด้านหลังถึงกับยกมือขึ้นปัดไปมาไล่ฝุ่นละอองจากด้านในห้องเก็บของ “พี่ว่าทำไมภารโรงเค้าไม่มาทำความสะอาดห้องนี้วะ แม่งฝุ่นหนาเป็นเมตรอ่ะ”

 

            “ถามกู กูจะรู้มั้ย ไม่ใช่ภารโรง”

 

            “พูดเล่นด้วยก็ไม่ได้” รถถังบ่นงึมงำขณะกวาดสายตามองไปรอบๆ ห้อง เขาสะดุดตากับไม้คฑาลูกตุ้มสีฟ้าซึ่งเขาเคยใช้สมัยเป็นดรัมเมเยอร์กีฬาสีของโรงเรียนเมื่อปีก่อน วางนิ่งสนิทไว้บนตู้เก่าๆ ด้านในสุดของห้อง “ทำไมอยู่ซะในขนาดนั้นอ่ะ น่าจะเอาไปเก็บอีกห้องมากกว่าป่ะ”

 

            และเป็นครั้งแรกที่นายรู้สึกเห็นด้วยกับคำพูดของรถถัง “เดี๋ยวใช้เสร็จแล้ว เอาไว้ข้างนอกเลยแล้วกัน” เขาเองก็ขี้เกียจเปิดปิดห้องนี้บ่อยๆ สูดฝุ่นมากๆ เข้า อันตรายต่อสุขภาพปอดน้อยซะที่ไหน...

 

            ทั้งสองคนย่างเท้าเข้าไปแต่ละก้าวด้วยความยากลำบาก ของแต่ละอย่างถูกวางไว้ระเกะระกะ แถมไม่ใช่ชิ้นเล็กๆ เลย อย่างเหล็กแผงนี้กินที่ทางเดินไปเกือบครึ่ง ซึ่งรถถังคิดแล้วคิดอีก ก็ยังไม่เห็นประโชยน์ นอกจากเอาไปชั่งกิโลฯขายคงได้เป็นพัน ทั้งสองคนฝ่าสิ่งกีดขวางมาถึงด้านในสุด กว่าจะมาถึงตรงนี้ได้ว่ายากแล้ว ทว่าการหยิบไม้สองอันนั้นออกมา.... ท่าจะยากกว่า

 

            “แม่ง...” เสียงแตกหนุ่มของรถถังสบถอออกมาเบาๆ เมื่อเขาเอื้อมมือไม่ถึงไม้สองท่อนนั้นสักที

 

            “มานี่กูเอง เตี้ยแล้วไม่เจียมนะมึงอะ”

 

            แล้วโดนดูถูกแบบนั้นใครจะไปยอม“ไม่เตี้ยเว่ย พี่อ่ะสูงเกิน!” ร่างบางกว่าไม่ยอมแพ้ง่ายๆ แถมไม่ถอยให้รุ่นพี่ผู้ตัวสูงกว่าเขาเกือบ 10 ซม. เข้าไปหยิบของแทนด้วย นายถอนหายใจอีกระลอกใหญ่ในความดื้อด้านประหลาดๆ ของเด็กคนนี้

 

            “ตามใจแล้วกัน”

 

            เมื่อได้คำอนุญาตกรายๆ รถถังก็เขย่งสูงขึ้นอีกนิด... อีกนิด....อีกนิด และอีกนิ๊ดด อีกหน่อยวะจะได้แล้ว! ได้แล้ว! แต่..... “แม่งติดไรวะ!!” เขาบ่นอุบอย่างไม่สบอารมณ์ พลางออกแรงดึงเจ้าคฑาด้ามนั้นให้หลุดจากอะไรสักอย่าง

 

            นายค่อยๆ หรี่ตาลงมองกล่องลังไม้ข้างๆ ตู้ซึ่งดูโอนเอนอย่างแปลกประหลาด ตอนแรกเขานึกว่ามันโยกตามแรงสั่นสะเทือน แต่ท่าจะไม่ใช่แฮะ เพราะยิ่งรถถังพยายามดึงด้ามไม้เท่าไหร่ ลังนั้นยิ่งคล้ายจะล้มลงมาเท่านั้น................

 

            “ได้แล้ว!!” ไม้คฑาหลุดออกมาพร้อมธงกีฬาสีที่พันอยู่ตรงปลายด้าม และโชคร้าย... มันเกี่ยวอยู่กับด้านหลังลังไม้ขนาดใหญ่นั้นพอดี!

 

            “รถถัง!!!! ระวัง!!!!!!!!!!!!!!!!”   ด้วยสัญชาตญาณความเป็นรุ่นพี่ในตัวเต็มเปี่ยม นายกระชากร่างทั้งร่างของรถถังมากอดไว้ ก่อนผลักตัวทั้งคู่ออกมานอกรัศมีลังไม้นั้นจนเสียหลักล้มลงไปกองกับพื้น เสียงโครม! ดังอึกทึกขึ้นภายในห้อง เศษฝุ่นละลองสีขาวกระจายเต็มอากาศ กระทั่งไม่กี่วินาทีถัดมา ทุกอย่างจึงสงบลง

 

            ทั้งสองคนหลับตาปี๋อยู่ครู่หนึ่ง ก่อนคนในอ้อมกอดจะเป็นฝ่ายลืมตาขึ้นดูสถานการณ์ก่อน “ทำเป็นพระเอกไปได้โดนบ้างป่ะเนี่ยยยยย” ในใจเจ้าของเสียงแตกนั้นโคตรซึ้งใจในตัวรุ่นพี่คนนี้ เพราะถ้าลองสลับเป็นเขายืนอยู่ในจุดเดียวกันนั้น แล้วเห็นรุ่นน้องมีอันตรายในช่วงเสี้ยววินาที เขายังไม่รู้เลยว่าตัวเองจะกล้าปกป้องรุ่นน้องคนนั้นขนาดนี้ไหม หรืออาจจะไม่มีสติคิด จนทำอะไรไม่ถูกเลยก็ได้ “พี่นาย เป็นไรป่ะเนี่ย ไม่ตอบอีก”

 

            ทว่ารองประธานเชียร์คนเก่งยังหลับตาแน่นอยู่อย่างนั้น ความรู้สึกเจ็บแปลบที่ขาขวาแล่นลามไปทั่วร่าง บอกเขาว่าคงโดนอะไรสักอย่างหล่นใส่เข้า “ซี๊ด.....” มันแสบๆ จนเขาเผลอซี๊ดปากออกมา

 

            รถถังขมวดคิ้วมุ่น ก่อนผละตัวเองออกจากอ้อมกอดของนาย เขาเดินไปพบสาเหตุเป็นท่อนไม้หน้าสามทับขาขวาของรุ่นพี่ตัวสูง ตั้งแต่ช่วงหัวเขาลงมา ฝ่ามือผอมเลื่อนไปยกมันออก เผยให้เห็นแผลถลอกขนาดใหญ่มีเลือดซิบจนน่ากลัว คงเกิดจากการโดนท่อนไม้เสียดสี ขนาดหลบทันยังขนาดนี้ ถ้าโดนเข้าเองโดยปราศจากความช่วยเหลือคงได้เยินทั้งตัวไปแล้ว

 

            “แผลใหญ่ว่ะพี่ ลุกไหวไหม”

 

            ผู้ถูกถามพยักหน้านิดหน่อย พลางใช้สองมือยันตัวเองให้ลุกขึ้น นายรู้สึกว่าไม่สามารถทิ้งน้ำหนักตัวลงไปยังเท้าขวาได้เต็มที่นัก

 

            แม่ง....  ตอนล้มเมื่อกี้ข้อเท้าพลิกแหงๆ

 

            “เดินกะเพลกยังทำเก่งอีกพี่ ข้อเท้าแพลงใช่ไหม” เห็นท่าไม่ดีเอาเสียเลย รุ่นน้องตัวแสบจึงพยายามเข้าไปโอบเอวช่วยพยุงอีกฝ่ายไว้

 

            แล้วไอ้เด็กนี่แม่งยุ่งจริงแทนที่จะเชื่อฟัง ให้เป็นคนเขาไปหยิบไม้เองตั้งแต่แรก จะได้ไม่ต้องดึงออกให้ลังไม้ล้มระเนระนาดแบบนั้น น่าโมโหชิบหาย!

 

            “มึงพอเลยทีหลังดูให้มันดีๆ ก่อนดิวะ ถ้ากูไม่อยู่ตรงนั้นมึงโดนลังทับสมองไหลตายไปแล้วนะ!!” นายตะโกนใส่หน้ารถถังด้วยน้ำโหที่คุกรุ่นในจิตใจ ไม่ใช่เพราะตัวเองต้องเจ็บแทน ...แต่ลึกๆ แล้วเขาเป็นห่วงมากต่างหาก นายคลุกคลีกับรุ่นน้องมาเป็นเวลานาน ทำให้เขาเอ็นดูเด็กเป็นนิสัย (แม้หลายๆ คนมองจากภายนอกอาจไม่รู้) โดยเฉพาะกับรุ่นน้องโรงเรียนที่มีเลือดสีเดียวกัน เขาพยายามดุ เพราะเป็นห่วง อยากให้น้องๆ ได้ดี สิ่งเหล่านี้แทบฝังอยู่ในจิตใต้สำนึกของนาย ไม่เว้นแม้แต่รถถัง เด็กที่เขาไม่ค่อยถูกชะตาสักเท่าไหร่ ยังไงก็น้องชายคนนึง เขาต้องห่วงมากเป็นธรรมดา ซึ่งถ้าเมื่อครู่เขาไม่ได้อยู่ด้วยตรงนั้น แทบไม่อยากคิดต่อว่าจะเกิดอะไรขึ้น เด็กชายตรงหน้าอาจไม่ได้มายืนจ้องเขาแบบนี้อีกแล้ว

 

            คนอายุน้อยกว่าเงียบไป ทว่าสายตาคู่คมนั้นยังจ้องไปยังร่างสูงโปร่งไม่กระพริบ “ผมขอโทษละกัน โอเคป่ะ....” รถถังไม่ได้ประชด ความรู้สึกผิดในน้ำเสียงนั้นเป็นของจริง

 

            “ไม่ต้อง กูไม่ได้โกรธ แต่กูแค่......!”  จะให้พูดว่าห่วงไปตรงๆ ไมมันยากจังวะยิ่งกับไอ้เด็กกวนตีนนี่ด้วยแล้ว... ฮึ่ย! “...หยิบไม้มา แล้วกลับสนาม” เสียงทุ้มทิ้งคำพูดไว้เพียงเท่านั้น ก่อนหันหลังและพยายามทรงตัวเดินให้เป็นปกติที่สุด

 

 

 

 

 

           

            นายเข้าไปรวมกลุ่มกับพี่เชียร์และเพื่อนสต๊าฟชั้นม.5 คนอื่นๆ ซึ่งทยอยกันมารวมตัวด้านหน้าอัฒจรรย์กันบ้างแล้ว เด็กชายกลุ่มใหญ่ตกลงเรื่องการซ้อมอยู่สักพัก ก่อนแยกย้ายไปเตรียมตัว และจัดแจงอุปกรณ์ที่ต้องใช้วันนี้ให้พร้อม เพื่อนหลายคนสังเกตเห็นแผลถลอกบนขาผู้ดำรงตำแหน่งรองประธานเชียร์ จนต้องเอ่ยปากถามด้วยความเป็นห่วง ทว่าเขาเพียงตอบปฎิเสธกลับไปว่าไม่เป็นไรเท่านั้น

 

            รถถังมองภาพร่างสูงเดินผ่านหน้าตัวเองไปมา วิ่งวุ่นเรื่องงานทั้งที่ขายังเป็นรอยแผลแดง แถมเปื้อนฝุ่นอยู่แบบนั้นก็ต้องขมวดคิ้วมุ่นเม้มริมฝีปากเข้าหากันแน่น ถ้าเขาปล่อยให้เรื่องดำเนินไปแบบนี้ ก็ไร้ความรับผิดชอบเกินไปแล้ว...

 

            “พี่นาย ผมว่า.. ไปห้องพยาบาลก่อนดีกว่า” ร่างบางนั้นเดินเข้าไปโอบไหล่กึ่งดึงกึ่งลากให้คนตัวสูงกว่า ไปห้องพยาบาลกับตน

 

            “อะไรของมึงเนี่ย เดี๋ยวจะซ้อมแล้ว จะไปได้ยังไง!” เจ้าของใบหน้าขรึมโวยยกใหญ่ แล้วพยายามขืนตัวออกจากการเกาะกุมนั้น ซึ่งดูเหมือนรถถังจะไม่ยอมง่ายๆ

 

            “งั้นแค่ล้างแผลก็ได้ เดี๋ยวผมทำให้ มานั่งนี่” แต่ครั้งนี้ก็ยังจะลากเขาไปที่ขั้นอัฒจรรย์ใกล้ๆ นั้นอีก เฮ้ยยยยย ก็บอกแล้วไงว่าไม่ต้อง ฟังไม่รู้เรื่องรึไง!!

 

            “ไม่ต้องโว้ย! แล้วมึงก็อย่ามาลามปามนะ ปล่อยกู!!!” ถึงนายจะแรงเยอะกว่าเด็กนี่พอสมควร แต่รถถังยึดไหล่เขาไว้แน่นมาก ยิ่งดิ้นจะออกเท่าไหร่ คล้ายกับยิ่งทำร้ายตัวเองเท่านั้น ก็ขาเขาเจ็บอยู่นี่สิ... ขยับแรงๆ ทีเจ็บปวดรวดร้าวไปหมด... สุดท้ายก็เลยโดนร่างบางกอดคออยู่อย่างนั้น!

 

            “ปล่อยเลยนะ!!! กูจะไปทำงาน!!

 

            “พี่...”

 

            “อะไร! กูบอกให้มึงเอามือออกไป!

 

            “มานั่งนี่ก่อน”

 

            “ไม่ว๊อยยย!!

 

            “พี่นาย!!!! เงียบก่อนได้ไม๊!!! เสียงที่ตะโกนขึ้นแสกหน้านายอย่างจังทำเอาเขาอึ้งไป

 

            เป็นครั้งแรก ในชีวิต....

 

            ที่โดนเด็กตวาดใส่.... เสียงดังมากด้วย

 

            ในหูเขามีเสียงวิ้งๆ คล้ายไซเรนรถตำรวจ

 

            ร่างสูงยังคงตะลึงงันอยู่แบบนั้น

 

            “!!!” อึ้ง...

 

            “ไม่ใช่เด็กๆ แล้วนะ ผมก็ไม่อยากทำแบบนี้หรอก ถ้าพี่ไม่ดื้ออ่ะ  เดี๋ยวพี่ก็ต้องเดินคุมน้องไปมาหน้าสแตนจริงป่ะ แล้วดูสภาพสนามดิ๊ ฝุ่นน้อยซะที่ไหน เข้าแผลอีกรอบมันจะสกปรกขึ้นมั้ย?? ไม่ไปห้องพยาบาลก็จะล้างให้นี่ไง แค่แป๊บเดียวก็เสร็จ ทนหน่อยดิ่ครับ” คนตัวเล็กกว่าส่ายหัวไปมาราวกับการกระทำของนายเป็นเรื่องโง่เขลาสุดๆ แล้วนี่เขาเผลอมานั่งแหมะอยู่บนอัฒจรรย์ตอนไหน?? ไม่รู้ตัวเลย สงสัยโดนไอ้เด็กนี่ตะล่อมมาจนได้

 

            “นั่งนี่อ่ะ เดี๋ยวมา ห้ามไปไหนนะ” รถถังถอนหายใจแรงอีกรอบ เจ้าตัวไม่รู้จะไว้ใจให้รองประธานเชียร์สุดหัวรั้นคนนี้นั่งรออยู่เฉยๆ ได้ไหม แต่เขาไม่มีอุปกรณ์อะไรในการล้างแผลเลย อย่างน้อยหาน้ำเปล่าสะอาดๆ ได้ก็ยังดี รถถังเลิกชั่งใจ ก่อนรีบร้อนวิ่งออกนอกสนามไป...

 

            ทิ้งให้นายนั่ง งงอยู่อย่างนั้น เขาเหม่อมองไปด้านหน้า กระพริบตาปริบๆ อย่างแทบไม่เชื่อสายตาตัวเอง ไอ้เชี่ยนั่นมันมีมุมนี้กับเค้าด้วยหรอวะ?? สายตาคู่คมสีน้ำตาลจริงจังกว่าเวลาไหนๆ ของร่างบางนั้นยังติดแน่นอยู่ในความคิดเขา เรือนหน้าเรียวคมซีเรียสอย่างไม่เคยเห็น และไม่คิดว่าจะมีโอกาสได้เห็น...

 

            ผ่านไปพักหนึ่ง จนเขาหายอึ้งตะลึงงันแล้ว นายก้มลงสำรวจแผลของตัวเองชัดๆ มันค่อนข้างใหญ่ เลือดเริ่มแห้งบ้างเล็กน้อยตามขอบแผล เขาปัดรอยเปื้อนฝุ่นดำๆ รอบแผลออก ซึ่งนั่นทำให้รู้ว่าภายใต้ผงฝุ่นนั้น มีรอยช้ำเป็นจ้ำๆ สีเขียวอมม่วงซ่อนอยู่ อะไรวะ... ไอ้ท่อนไม้นั้นทำพิษสัดๆ เขานึกโกรธจนอยากเอาขวานไปจามพังทั้งห้องเก็บของให้รู้แล้วรู้รอด

 

            แต่จากสภาพแผล ก็น่าอยู่ที่ไอ้เด็กนั่นจะว่าขนาดนั้น... อยู่ๆ สายตาจริงจังเกือบจะน่ากลัว ของรถถังก็แวบเข้ามาในหัวของเขาอีก โอ๊ยไรวะะะะ จะคิดถึงเรื่องแม่งทำไม แล้วยิ่งไม่ชอบขี้หน้ากันอยู่แล้วด้วย การมีแววตามันโผล่มาบ่อยๆ เหมือนภาพหลอน ช่างเป็นเรื่องน่ารำคาญสำหรับเขาซะจริงๆ

 

            แล้วเราทำเชี้ยไรอยู่เนี้ย.. ทำไมต้องเชื่อฟังเด็กแบบนั้นด้วย? มานั่งหน้าโง่ตามคำบอกมันทำไม!

 

            นายเตรียมท่าจะลุกขึ้นกลับไปคุมน้องแถวอัฒจรรย์ฝั่งนู้น ซึ่งบัดนี้เด็กๆ เริ่มหนาตามากขึ้น เสียงพูดคุยกันจ้อกแจ่กจอแจเองก็ดังมากกว่าเดิม

 

            “หยุดๆๆ นั่งเฉยๆ เลย” เสียงปรามคุ้นหูร่างสูงดังมาแต่ไกล จะเป็นใครซะอีกนอกจากรุ่นน้องตัวดีผู้วิ่งออกไปเมื่อไม่กี่นาทีก่อน เขากลับมาพร้อมขวดน้ำเปล่า กับสำลีถุงในมือ "ดื้อนะเนี่ย ถ้ามาช้ากว่านี้ สงสัยหนีไปแล้วดิ่" ....ในที่สุดก็หนีไม่พ้น เขาคงคิดได้ช้าไปหน่อย

 

            ใบหน้าคมของรองประธานเชียร์เบ้เป็นเด็กๆ ยังไงตอนนี้เขาก็เหมือนหมูในอวย สภาพขาไม่ปกติ จะสู้แรงเจ้าเด็กนี่ได้ยังไง เฮ่อ จะทำอะไรก็เชิญ

 

            “ขัดสมาธิขาขวาขึ้นไป” ไอ้สาดดดดด กล้าออกคำสั่งนายเตรียมจะด่าออกไปอย่างใจคิด ทว่าอีกฝ่ายย้ำเสียงแข็งซะก่อน “เร็วๆ ไม่งั้นราดน้ำเปียกถุงเท้านะ”

 

            “มึง...!!

 

            “เร็วครับ เปียกจริงๆ นะไม่พูดเล่น”

 

            ทั้งคู่จ้องกันตาไม่กระพริบอยู่สักพัก ก่อนที่นายจะเป็นฝ่ายถอนหายใจยาวเหยียด

 

            “เออ รู้แล้ว” ยอมก็ยอมวะ..... วันนี้เขาจะยอมรุ่นน้องคนนี้หนึ่งวัน แค่วันเดียวเท่านั้น นายสัญญากับตัวเองในใจ....

 

            ขาข้างที่เป็นแผลขัดสมาธิขึ้นมาในแนวขวาง พอให้รถถังเห็นรอยสีแดงนั้นชัดขึ้น กรอบตาเรียวเบิกกว้างขณะเข้าไปจ้องใกล้ๆ “หูย.... เจ็บน่าดูดิ่พี่ กลับบ้านวันนี้รีบทำแผลเลยรู้ป่าว เอาน้ำเกลือ ไม่ก็แอลกอฮอล์ล้างอ่ะ ตอนนี้ผมมีแค่น้ำเปล่า พอถูไถได้” สองมือผอมกำลังหมุนเปิดเกลียวขวดน้ำ ก่อนค่อยๆ ราดของเหลวภายในลงมาบนแผลช้าๆ

 

            “โอ้ยๆๆ...” ถึงไม่ใช่แอลกอฮอล์ก็แสบแล้ว แน่นอนพอรถถังได้ยินดังนั้นจึงหลุดยิ้มเผล่แล้วหัวเราะออกมาเบาๆ

 

            “ร้องซะด้วย หึหึ รองประธานหัวอ่อนจังเลย”

 

            “หัวอ่อนพ่อมึงอ่ะ” อย่าให้กูแรงดีละกัน มึงไม่รอดหรอก!

 

            “เสียใจ ผมมีแต่อาป๊า ไม่มีพ่อ แบร่ๆ” คนกวนตีนถูกโบกหัวไปหนึ่งทีหลังพูดจบประโยค ถึงขาใช้การไม่ได้ แต่มือยังแรงดีอยู่มาก “นี่ ถ้าอีกทีจะจิ้มแผลแรงๆ เลยนะ”

 

            เพราะคำนั้น ทำให้นายลอบกลืนน้ำลายหนืดลงคอ แล้วลดมือลงนั่งสงบเหงี่ยมเฉยๆ แทน รถถังคงไม่รู้อะไร ว่าเขาเป็นไม่กี่คนที่กล้าขู่รุ่นพี่ผู้มีตำแหน่งเป็นถึงรองประธานเชียร์ ย้ำ... รองประธานเชียร์สุดโหดเชียวนะ แถมยังได้ผลดีซะด้วย!

 

            คนตัวเล็กตรงหน้าแกะสำลีออกจากห่อ ก่อนชุบน้ำหมาดๆ แล้วเช็ดทำความสะอาดรอบบาดแผลสดนั้นอย่างเบามือ “ถ้าเจ็บบอกได้นะ....

 

             นายใจเต้นตุ้มๆ ต่อมๆ ทุกขณะที่มือเรียวของรถถังใช้ก้อนสำลีสัมผัสโดนแผล ซึ่งเขาก็ต้องทึ่งในเวลาถัดมา เมื่อมันไม่เจ็บเลยแม้แต่น้อย เขาจ้องคนรุ่นน้องที่นั่งยองๆ อยู่ด้านหน้าเขาคนนี้ ก่อนมีความคิดหนึ่งผุดขึ้นมาในหัว

 

            ถึงกวนตีนไปหน่อย แต่เป็นคนดีใช้ได้....

 

            “มองผมไมพี่ มองแผลตัวเองดิ หึหึ”

 

            “ค....  ใครบอกกูมองมึง” นายปฎิเสธตะกุกตะกัก รีบเสสายตาไปทางอื่น

 

            “โอ๊ย ปากแข็งเข้าไป”

 

            เศษฝุ่นหลุดออกเกือบหมดแล้ว รถถังเปลี่ยนสำลีชุบน้ำใหม่อีกรอบ ครั้งนี้แผลดูสะอาด เห็นเพียงรอยแดงไม่มีคราบเลือดและฝุ่นสีดำเปื้อนอีก

 

            เจ้าของผลงานมองมันกระหยิ่มยิ้มย่องด้วยความพอใจ “เสร็จแล้วครับผม” รถถังยักคิ้วหล่อให้สองที แล้วเอื้อมมือไปเก็บขวดพลาสติกที่มีน้ำเหลือเพียงก้นขวด ส่วนสำลีที่ขอแบ่งมาจากงานแลปเคมีของเพื่อนในห้องนั้น.. ยังเหลืออีกเยอะ เขาเก็บกลับบ้านไปคงไม่ได้ใช้อะไร.... “พี่เอาสำลีไปด้วยละกัน อ่ะ...ไว้ใช้ทาแผลที่บ้าน” ไม่ว่าเปล่า มือขาวของคนตัวเล็กกว่าจับถุงสำลีเล็กๆ ยัดใส่มือรุ่นพี่ตรงหน้า

 

            “ไม่เอา ที่บ้านกู....” นายตั้งท่าจะยัดสำลีถุงนั้นคืนให้รถถัง ทว่าเสียงเพื่อนสต๊าฟชั้นม.5 คนหนึ่งดังลั่นมาจากอีกฝั่งของสแตน เรียกความสนใจเจ้าของเสียงทุ้มนั้นให้หันมอง

 

            “ไอ้นาย! น้องๆ มากันครบแล้วเว้ย มาคุมด้วย พี่เมฆกำลังมา”

 

            นายพยักหน้ารับเป็นเชิงว่าเดี๋ยวไป

 

            “สู้ๆ คุมน้องให้ดีล่ะพี่ อย่าทำหน้าโหดมากนะ เดี๋ยวแก่เร็ว” รถถังฉีกยิ้มกว้าง ตบไหล่นายสองทีก่อนเดินไปหยิบไม้คฑาข้างๆ มาควงเล่น “ไม่ต้องห่วง ไม่หนีหรอก มองมาก็เห็น” เหมือนเขารู้ใจอีกฝ่าย จึงพูดประโยคนั้นออกมา

 

            นายมองถุงสำลีเล็กๆ ในมือสลับกับหน้าขาวๆ ของเด็กชายตัวแสบตรงหน้า

 

            อยู่ๆ ก็มีคำหนึ่ง ที่เขาอยากบอกออกไป

 

            “ขอบใ....... เอ่อ.....” จุกอยู่ตรงคออีกแล้ว!!

 

            รถถังหันมาเลิกคิ้วถามด้วยความสงสัย รอยยิ้มขี้เล่นยังเปื้อนอยู่บนใบหน้า “มีไรป่าวพี่?”

 

            “ป่าว...

 

            นายปั้นหน้าขรึมมองตอบรถถังไปแบบนั้น ทั้งที่ในใจอึดอัดอยากพูดคำนั้นแต่ก็พูดไม่ออก มันกลัวเสียฟอร์มนี่หว่าเขาลงจากสแตนพลางสำรวจแผลนิดหน่อย แล้วทิ้งคำพูดส่งท้าย “ห้ามหนีนะ รอเพื่อนกูอยู่นี่ ถ้ามองมาแล้วไม่เห็น พรุ่งนี้มึงตาย” ก่อนหันหลังมุ่งหน้าสู่ฝั่งอัฒจรรย์อีกด้าน

 

            ทว่าเขาต้องชะงักฝีเท้ากึก “แค่ ขอบใจ’ อ่ะ!! ก็พูดมาดิ่พี่ ไม่เห็นยากเลย!! หึหึหึ” เสียงแตกๆ นั้นตะโกนไล่หลังมา นายถึงกับร้อนไปทั้งตัว สีแดงไล่ลามตั้งแต่คอ ใบหน้า กกหู เขาทั้งเขินทั้งอายที่โดนรุ่นน้องตัวแสบรู้ทันจนได้

 

            “ผมก็ขอบใจนะ!!! ที่พี่ช่วยผมไว้  โคตร เท่ เลยยยยยยยยยยย!!!

 

            นายพ่นลมหายใจฟืดฟาด เขาหันมาชูนิ้วกลางสุดสวยให้เป็นของขวัญรุ่นน้องด้านหลัง รถถังไม่ได้ตอบกลับ เพียงแต่หัวเราะขำตาหยีอยู่อย่างนั้น

 

            ไอ้เด็กนี่แม่งจริงๆ เล้ยสาบานนนนนนน ถ้าไม่จำเป็นจะไม่ยุ่งด้วยแล้ว!

 

 

 

            เขาคิดแบบนั้นในใจ  โดยไม่รู้เลยว่ารุ่นน้องตัวแสบคนนี้....  ได้กำลังก้าวเข้ามาในชีวิตเขาทีละนิด....   ทีละนิด...

 

 

 

 

 

 

 

 

 

----------Make It Right----------

อิอิ น่ารักป้ะล่าาาาา >______< นิยายเรื่องนี้มีหลายคู่นะคร้าบบบบ และนี่เป็นคู่รองอีกคู่รองจากน้องธีร์น้องฟิวส์

เคมีเค้าลงตัวเวลาอยู่ด้วยกันเนอะ คนนึงก็กวนๆ เด็กๆ คนนึงเข้มๆ ซึนๆ ขี้เก๊กสุดยอด ฮ่าๆๆๆ จะลงเอยกันยังไงน้า ฝากเชียร์น้องนาย น้องรถถังด้วยนะครับ เดี๋ยวตอนหน้าก็มีคู่นี้อีกตอน อิอิ

 

ความคิดเห็น

เพิ่มนิยายเรื่องนี้ลงคลังแล้ว