facebook-icon Twitter-icon

ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

บทที่六 “อยากให้เจ้าซุก”

ชื่อตอน : บทที่六 “อยากให้เจ้าซุก”

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย y

คนเข้าชมทั้งหมด : 2k

ความคิดเห็น : 5

ปรับปรุงล่าสุด : 24 ก.ย. 2562 20:58 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
บทที่六 “อยากให้เจ้าซุก”
แบบอักษร

บทที่六 “อยากให้เจ้าซุก”

 

 

 

ความรู้สึกแรกยามปรือตาขึ้นมาคือความหนักบริเวณลำตัวคล้ายมีบางอย่างพาดผ่านประกอบกับไออุ่นและเสียงลมหายใจจากด้านหลังทำให้รู้ได้ทันทีว่าตอนนี้ตัวเองกำลังอยู่ในอ้อมแขนของชูร์เชียนอีกแล้ว

ใช่...อีกแล้ว

เป็นอีกหนึ่งคืนที่ชูร์เชียนบุกเข้าในห้องยามวิกาลถือสิทธิ์ประหนึ่งเป็นเจ้าของห้องคว้าตัวผมลงไปนอนบนเตียงด้วยกันมากว่าสามคืนติดกัน แน่นอนว่าอีกฝ่ายหลับสบายซึ่งแตกต่างจากผมที่หลับๆ ตื่นๆ เพราะไม่ชินกับการถูกมีคนนอนเคียงในระยะประชิดเช่นนี้โดยเฉพาะกับชูร์เชียนที่มีเสน่ห์ดึงดูดเหลือหลาย ตอนแรกก็อุตส่าปฏิเสธการอยู่ตำหนักเดียวแต่หากอีกฝ่ายมานอนนี่ทุกวันการปฏิเสธจะมีความหมายอะไรล่ะ

ผมนอนนิ่งๆ ทอดสายตามองไปยังผ้าม่านที่มีแสงสว่างรำไรส่องเข้ามา อุณหภูมิรอบตัวเริ่มลดต่ำลงเนื่องจากแคว้นเผยซวากำลังเข้าสู่ฤดูหนาวเต็มตัวดังนั้นการถูกมีชูร์เชียนอยู่ทำให้ผมรู้สึกเหมือนมีถุงน้ำร้อนส่วนตัว

ถ้าจะบอกว่ารู้สึกไม่ดีกับการถูกกอดรัดเช่นนี้ก็คงไม่ใช่แต่จะให้เป็นเช่นนี้ไปตลอดคงไม่ดีเช่นกัน

“ชูร์เชียนเช้าแล้ว” ผมเอ่ยเรียกพลางใช้มือตัวเองแตะแขนที่กอดรัดอยู่เบาๆ

“...อื้อ~” เสียงครางตอบรับดังขึ้นก่อนวงแขนนั้นจะกระชับแน่น ลมหายใจร้อนๆ ขยับเข้ามาเป่ารดบริเวณลำคอทำเอาผมถึงกับสะดุ้ง ความเขอะเขินแปลกๆ ทำเอาอุณหภูมิบนใบหน้าทยานสูง

“ได้ยินไหมชูร์เชียน” ได้ใช้ชีวิตอยู่ด้วยกันมาไม่น้อยผมรู้ว่าอีกฝ่ายเป็นพวกขี้เซาที่ไม่ค่อยชอบการตื่นเช้าสักเท่าไรจึงต้องปลุกซ้ำอยู่หลายรอบ

“อื้อ...ได้ยิน” ชูร์เชียนงึมงำตอบกลับมา

“ถ้าตื่นแล้วก็เลิกกอด ลุกขึ้นด้วย” พูดจบก็นึกขึ้นมาได้ว่าอีกฝ่ายมีตำแหน่งเป็นถึงจักพรรดิผู้ปกครองแคว้น การที่ผมแสดงท่าทีเช่นนี้หากไม่ใช่ชูร์เชียนผมคงโดนโทษประหารไปแล้ว

“ข้ายังไม่ตื่น” อีกฝ่ายส่งเสียงสลับกับใช้ปลายจมูกซุกไซร้ลำคอผม

“ชูร์เชียน!” ผมถึงกับขึ้นเสียงเมื่อถูกลวนลามตั้งแต่เช้า ถ้าเป็นคนอื่นได้ถูกผมต่อยกลับไปแน่

ผมชอบจะเป็นฝ่ายลวนลามมากกว่าถูกลวนลามนะ

“ข้าซุกเจ้าไม่ได้หรือ”

“เรื่องนั้น...อย่าซุกเลย” ใช่ว่าจะไม่เคยถูกใครซุก คู่นอนหลายคนของผมเองก็มีบ้างที่มาซุกมาอ้อนแต่กลับชูร์เชียนให้ความรู้สึกแตกต่างออกไป

“เจ้าไม่เคยถูกซุกหรือ...ข้าเป็นคนแรกสินะ” ชูร์เชียนเข้าใจคำพูดผมไปอีกทาง

“ไม่ใช่...”

“ไม่ใช่? อย่าบอกว่าไปให้คนอื่นซุกมาน่ะหวังหมิ่น ไหนเจ้าบอกว่าจะไม่ทำพฤติกรรมหมกวุ่นแล้วอย่างไรเล่า” น้ำเสียงของคนด้านหลังแฝงไปด้วยความไม่พอใจ วงแขนกอดรัดแน่นขึ้นจนรู้สึกเจ็บ

“ท่านเข้าใจผิดแล้ว อย่ากอดแน่นข้าเจ็บ”

“อธิบายมา มิเช่นนั้นข้าไม่ปล่อยเจ้าแน่”

“อย่างไรข้าก็เป็นผู้ชายไม่แปลกนี่หากจะเคยมีสัมพันธ์อะไร...ถึงตั้งแต่มาอยู่ในร่างนี้จะไม่เคยเลยก็ตาม” ผมพึมพำประโยคสุดท้ายเสียงเบาหวิว

“จากนี้ห้ามเจ้าให้ใครมาซุก...”

“เช่นนั้นท่านก็ขยับออกไปเลย” คนที่กำลังซุกผมอยู่มีสิทธิ์พูดประโยคนั้นด้วยงั้นหรือ

“ข้ายังพูดไม่จบ ห้ามเจ้าให้ใครซุกนอกจากข้า” ชูร์เชียนพูดต่อ

“แล้วหากข้าเป็นฝ่ายไปซุกเล่า...ท่านคงไม่ว่ากระมัง” ผมลองถามกลับ

“ถ้าเจ้าอยากซุกก็มาซุกข้า” น้ำเสียงจริงจังนั่นทำเอาผมถึงกับพูดอะไรไม่ออก

ห้ามให้คนอื่นซุก ห้ามไปซุกคนอื่น ห้ามทุกอย่างยกเว้นกับเอง...ช่างเป็นคนที่ถูกเลี้ยงมาอย่างตามใจถึงได้มีนิสัยเอาแต่ใจเช่นนี้

จะผิดไหมถ้าผมจะคิดไปว่ากำลังถูกหวงอยู่

“เช้ามากแล้วท่านควรรีบกลับห้องก่อนขันทีจะเข้าไปเจอห้องเปล่า” ผมเปลี่ยนเรื่องปล่อยให้อีกฝ่ายขยับตัวเข้ามาแนบชิดโดยไม่ตอบรับหรือปฏิเสธ

“ข้าบอกพวกเขาแล้วว่าหากข้าไม่เรียกห้ามเข้ามารบกวน” ชูร์เชียนบอก ฟังจากน้ำเสียงไม่มีท่าทีว่าอีกฝ่ายจะยอมลุกจากเตียงเร็วๆ นี้

“ยิ่งไปช้าเดี๋ยวก็มีคนเห็นท่านตอนปีนเข้าห้องหรอก” ภาพขององค์จักรพรรดิที่กำลังปีนหน้าต่างเข้าห้องตัวเองไม่ใช่ภาพที่น่าดูแม้แต่น้อย

“ไม่เป็นไร”

“เป็นสิ ท่านต้องออกว่าราชการด้วยนี่”

“อีกตั้งชั่วยาม ขออยู่แบบนี้อีกพักหนึ่ง” ชูร์เชียนมีเหตุผลข้ออ้างร้อยแปดในการยื้อไม่ยอมลุก

“หากท่านอยากนอนต่อก็ตามใจ ข้าจะลุกแล้ว” ผมขยับตัวหมายจะลุกขึ้นแต่กลับถูกอีกฝ่ายรวบตัวไว้แน่นไม่ยอมให้ขยับได้ดั่งใจ

“ถ้าเจ้าลุกไปข้าก็ไม่มีเหตุผลที่จะนอนต่อแล้ว”

“ไม่มีเหตุผลก็ดีท่านจะได้ลุกขึ้นสักที”

“ก็ข้ายังอยากนอนกอดเจ้านี่”

“ชูร์เชียน...ท่านไม่ใช่เด็กสิบขวบนะ” ผมชักสงสัยแล้วว่าอีกฝ่ายถูกวิญญาณเด็กเข้าสิงใช่รึเปล่า

“เจ้าเลิกบ่นเป็นคนแก่สักทีเถอะ ไม่เบื่อบ้างหรือเอาแต่บ่นอยู่นั่น เดี๋ยวหัวก็หงอกตั้งแต่ยังไม่สามสิบหรอก อ้อ...ลืมไปว่าอายุเจ้าเลยสามสิบแล้ว”

‘ทีนายยังไม่เบื่อที่ทำตัวเป็นเด็กเลย แล้วถึงผมจะเป็นแบบนี้อายุสามสิบห้าผมก็ยังไม่มีผมหงอกสักเส้นเหอะ’

ผมสวนกลับอีกฝ่ายอยู่ในใจ พยายามหาช่องว่างเพื่อดึงมือที่เกาะแน่นให้หลุดออก ชูร์เชียนก็เหมือนจะรู้ทันเลยยิ่งกอดรัดแน่นเข้าไปอีก

“ชูร์เชียน” ผมเรียกอีกฝ่ายเสียงนิ่ง

“...ก็ได้ ข้าปล่อยเจ้าก็ได้” คนถูกเรียกรับรู้ได้ถึงความไม่พอใจของผมจึงจำยอมคลายวงแขนออกอย่างไม่เต็มใจนัก ผมรีบอาศัยจังหวะนั้นเด้งตัวลุกขึ้นนั่ง

“รีบกลับห้องเถอะ ข้าจะไปส่งท่านเอง” ผมหันไปบอกชูร์เชียนซึ่งนอนตะแคงข้างมองมา

“ตื่นมาก็เอาแต่ไล่ให้ข้ากลับ” ชูร์เชียนบ่นอุบอิบยันตัวลุกขึ้นนั่งเสยเส้นผมสีดำสนิทไปด้านหลัง เสน่ห์ดึงดูดแผ่กระจายออกมาในจังหวะนั้นสร้างความปั่นป่วนให้ผมได้ไม่น้อย

“ท่านไม่ควรอยู่ที่นี่”

“เจ้าก็เปลี่ยนไปอยู่ห้องข้าแทนสิ ข้าจะได้ไม่ต้องมาหาเจ้าทุกวัน”

“นี่ท่านคิดจะมาทุกวันงั้นหรือ” ความจริงผมน่าจะเดาออกตั้งแต่เห็นอีกฝ่ายมาเยือนสามวันติดแล้ว

“ใช่”

“คืนนี้ข้าจะล๊อกหน้าต่าง”

“จะให้ข้ายืนหนาวอยู่ด้านนอกก็ตามใจ ฤดูหนาวของแคว้นเผยซวานั้นทำให้ผู้คนเสียชีวิตไม่น้อยในแต่ละปีเหมือนปีนี้ได้ยินมาว่าอากาศจะหนาวกว่าทุกปี อาจมีคนที่เสียชีวิตมาถึงหลายพันคน” อีกฝ่ายยักไหล่คล้ายไม่แคร์ว่าผมจะล๊อกกลอนหรืออะไรแถมยังบอกข้อมูลการเสียชีวิตของประชาชนในช่วงฤดูหนาวหน้าตาเฉยอีก

“ชูร์เชียน”

“ข้ารู้ว่าเจ้าปล่อยให้ข้ายืนหนาวอยู่ข้างนอกไม่ได้หรอก...หรือไม่จริง?” ชูร์เชียนย้อนถามพลางยกมุมปากขึ้น เป็นรอยยิ้มของผู้ที่อยู่เหนือกว่า

“สักวันต้องมีคนจับได้แน่” ผมยกมือขึ้นนวดขมับที่กำลังเต้นตุบๆ ยามนึกถึงเรื่องในอนาคตที่อาจเกิดขึ้น

ไม่มีความลับที่สามารถปกปิดได้ตลอดไป...สักวันหนึ่งไม่ช้าก็เร็วความลับนั้นย่อมต้องถูกเปิดเผย สำหรับผมที่เป็นเพียงคนธรรมดาคงไม่เป็นปัญหาทว่าชูร์เชียนไม่ใช่ หากเรื่องนี้ถูกเปิดโปงไม่รู้ว่าจะส่งผลร้ายแรงขนาดไหน

“จับได้ก็ดี ความจริงข้าไม่จำเป็นต้องทำตัวลับๆ ล่อๆ เพื่อมาเจอเจ้าด้วยซ้ำ”

“ชูร์เชียนถือว่าข้าขอ” อย่าได้ทำเช่นนั้นเชียว

“ถ้าเจ้าขอก็ได้”

“ขอบคุณ นี่ชูร์เชียน”

“ฮืม”

“ผ่านมาสามวันแล้ว เมื่อไรท่านจะจัดการให้ข้าเข้าไปเป็นส่วนหนึ่งของกองทหาร” ผมถามต่อ เมื่อสามวันก่อนผมได้ตัดสินใจเลือกเส้นทางของตัวเองแล้ว แม้จะอยากเข้าร่วมเร็วๆ แต่ไม่อยากขัดชูร์เชียนผมจึงอยู่พักมาตลอดสามวัน

“เจ้าไม่จำเป็นต้องรีบ” ชูร์เชียนตอบกลับ

“ท่านคงไม่คิดจะถ่วงเวลาหรอกนะ”

“ก่อนจะเข้าร่วมได้ข้าต้องดูก่อนว่าเจ้ามีทักษะพื้นฐานเพียงพอรึยัง ไม่ใช่ว่าจะรับก็รับได้” อีกฝ่ายบอกด้วยน้ำเสียงจริงจังกว่าเดิม

“หมายถึงทักษะการต่อสู้ของข้า? ถ้าเป็นเรื่องนั้นข้าจะแสดง...”

“ไม่ใช่ทักษะการต่อสู้ ข้ารู้ว่าเจ้ามีทักษะทั้งการต่อสู้มือเปล่าและใช้อาวุธดังนั้นจึงผ่าน”

“แล้วมีทักษะใดที่ต้องดูอีก” ผมถามต่อ

“ทักษะการขี่ม้า”

“...” สิ้นคำพูดของชูร์เชียนดวงตาสีน้ำตาลอ่อนของผมก็เบิกกว้างขึ้น

ขี่ม้า?

ทำไมผมถึงเพิ่งมาฉุกคิดได้นะว่าในสมัยนี้ไม่ได้มาพาหนะแสนสะดวกอย่างจักรยานหรือรถยนต์แต่เป็นการใช้สัตว์เป็นพาหะนะในการเคลื่อนที่ อย่างในหนังโบราณหลายเรื่องก็จะมีฉากสงครามบนหลังม้าที่ถูกสร้างอย่างอลังการ ตอนดูหนังผมมองภาพเหล่านั้นด้วยความตื่นเต้นแต่พอต้องมาเผชิญหน้ากับความจริงที่ว่าตัวเองต้องนั่งอยู่บนแผ่นหลังของอาชาก็รู้สึกไม่สู้ดีนัก

คนในยุคดิจจิตอลอย่างผมจะมีสักกี่คนที่ขี่ม้าเป็นซึ่งแน่นอนว่าตัวผมนั้นขี่ไม่เป็นเช่นกัน อย่าว่าแต่ขี่ไม่เป็นเลยแค่เห็นม้าตัวเป็นๆ ยังไม่เคยด้วยซ้ำ

ขี่ม้าก็ไม่เป็นแต่ดันพูดจาซะใหญ่โตอย่างจะเป็นแม่ทัพ

อับอายจนไม่กล้าที่จะมองหน้าชูร์เชียนเลย อยากหาโอ่งสักใบมามุดหนีซะเหลือเกิน

“อย่างเจ้าแค่ขี่ม้าคงทำได้สบายอยู่แล้ว ข้าคงไม่ต้องห่วงกระมัง” ชูร์เชียนมองมาทางผมพร้อมรอยยิ้มบางๆ

“เอ่อ...คือ...” ต้องห่วงสิ น่าเป็นห่วงมากด้วย

“หรือเจ้าขี่ม้าไม่เป็น?” ท่าทางของผมที่แสดงออกคงทำให้อีกฝ่ายเดาความจริงได้ ดีไม่ดีชูร์เชียนอาจเดาได้ตั้งแต่แรกอยู่แล้วว่าผมขี่ม้าไม่เป็นถึงได้ยกทักษะด้านนี้ขึ้นมา

“อืม ข้าขี่ม้าไม่เป็น” ผมยอมรับไปตามตรง

“ในที่ที่เจ้าจากมาไม่มีการขี่ม้าหรือ”

“การขี่ม้ามีก็จริงแต่เป็นเพียงกีฬาของคนกลุ่มหนึ่ง ปกติเวลาเดินทางจะใช้รถยนต์ไม่ก็จักรยานยนต์” ถ้าเป็นในตัวเมืองหลวงยังมีรถไฟฟ้ากับรถไฟฟ้าใต้ดินด้วยแต่ขอไม่พูดถึงเพราะเกรงว่าจะยิ่งทำให้ชูร์เชียนงงกว่าเดิมเพราะแค่ตอนนี้คิ้วสองข้างของอีกฝ่ายก็ขมวดกันแน่นแล้ว

“รถยนต์?”

“เป็นพาหนะที่สร้างขึ้นจากโลหะใช้น้ำมันเป็นแรงในการขับเคลื่อน เพียงแค่ใช้มือบังคับทิศทางกับใช้ขาบังคับความเร็วเราสามารถไปยังสถานที่ใดก็ได้” ผมอธิบาย

“เร็วกว่าม้ารึเปล่า”

“เร็วกว่าหลายเท่า”

“...น่าตกใจนัก เจ้าคงมีทักษะในการใช้สิ่งที่เรียกว่ารถยนต์สินะ” ชูร์เชียนถามต่อ

“ย่อมต้องมี” ทักษะในการขับรถถือเป็นพื้นฐานสำคัญ

“น่าเสียดายนะที่นี่ใช้การขี่ม้าเป็นหลัก หากเจ้าไม่มีทักษะการขี่ม้าข้าคงไม่อาจให้เจ้าเข้าร่วมกับกองทหารได้”

“เรื่องนั้นข้าทราบ วันนี้ข้าจะออกไปหาคนฝึกให้” ผมไม่กลัวที่จะต้องเรียนรู้ มีแต่ความตื่นเต้นที่แผ่ซ่านยามจะได้ฝึกขี่ม้าเป็นครั้งแรก

“เจ้าจะไปหาผู้ใด ไม่ง่ายหรอกนะที่จะมีใครช่วยเจ้าฝึกสอน” ชูร์เชียนขยับตัวพิงแผ่นหลังกับหัวเตียงขณะพูด

“หากให้ค่าเหนื่อยสักหน่อยคิดว่าคงหาได้”

“เจ้าจะเสียเงินไปทำไม ตรงนี้มีคนที่สามารถสอนเจ้าได้โดยไม่คิดเงินสักแดง” คำพูดนั้นเรียกคิ้วสองข้างของผมให้ขมวดเข้าหากันแน่น

“...ท่านจะสอนข้าหรือ” หากพูดถึงคนตรงนี้ก็มีแค่ชูร์เชียนคนเดียวเท่านั้น

“ข้าเชี่ยวชาญการขี่ม้ามาตั้งแต่วัยเยาว์ใช้มือเดียวบังคับม้าก็ได้หรือจะยิงธนูบนหลังม้าก็ยังได้ สามารถสอนเจ้าได้เพียงแต่ต้องมีข้อแลกเปลี่ยนเล็กน้อย”

“ไหนท่านบอกว่าไม่คิดเงิน”

“ที่ข้าต้องการไม่ใช่เงินแต่เป็นเจ้า” ชูร์เชียนชี้นิ้วมายังตัวผม

“...ข้า?”

“ข้าอยากให้เจ้าซุก หากเจ้ายอมทำข้าสามารถสอนเจ้าขี่ม้าวันนี้ได้เลย” ผลลัพธ์ที่ได้ยินนั่นชวนให้อยากตกลงซะเดี๋ยวนั้นหากไม่ติดข้อแลกเปลี่ยนอย่างการซุกอีกฝ่ายละก็

“...แค่ซุกใช่รึเปล่า” ผมถามกลับ

“เวลาเจ้าซุกคนอื่นทำอย่างไรก็ทำกับข้าแบบนั้น”

“ทำไมต้องให้ข้าซุกด้วย” ไม่มีข้อแลกเปลี่ยนที่ดูปกติกว่านี้แล้วหรือ ต่อให้รู้สึกกับชูร์เชียนอย่างไรอยู่ๆ จะให้เข้าไปซุกไซร้ก็ไม่ใช่เรื่องที่พึงกระทำอยู่ดี

“ก็ข้าอยากให้เจ้าซุกนี่” เป็นเหตุผลตามประสาคนเอาแต่ใจ

“...ก็ได้” ผมช่างใจอยู่สักพักก่อนจะพยักหน้าตกลง ความจริงเรื่องนี้แทบจะไม่มีผลเสียเลยมีแต่ได้กับได้ด้วยซ้ำไป ได้ทั้งใกล้ชิดกับชูร์เชียนแถมยังได้ฝึกขี่ม้าเลยด้วย

“ดี ข้ารออยู่นะหวังหมิ่น” น้ำเสียงกึ่งเชิญชวนดังขึ้นเรียกให้ผมขยับตัวเข้าไปใกล้อีกฝ่ายมากขึ้น

ผมเอียงหน้าเล็กน้อยแนบริมฝีปากกับลำคอขาวของชูร์เชียนจนสัมผัสได้ถึงอาการสะดุ้งน้อยๆ แล้วจึงเปลี่ยนมาเป็นใช้ปลายจมูกสลับกับส่วนหัวคลอเคลียตามลำคอไล่ลงมาถึงช่วงไหล่ ใช้ลมหายใจร้อนๆ เป่ารดเช่นเดียวกับที่ถูกอีกฝ่ายกระทำติดต่อมาหลายคืน

ชูร์เชียนที่มักจะหาเรื่องพูดคุยกลับเงียบอย่างน่าแปลกใจ หากสังเกตดีๆ จะเห็นว่าร่างกายเริ่มเกร็งมากขึ้น ผมปิดท้ายด้วยการแนบหน้าผากลงกับลำคอขาวเนียนสูดดมกลิ่นกายนั้นเข้าปอดพร้อมกับเอ่ยเรียก...

“ชูร์เชียน”

“อึก...เจ้า...หลี่หวังหมิ่น” แขนสองข้างโอบรัดตัวผมดึงรั้งให้เข้าไปแนบชิดโดยไม่ทันตั้งตัวก่อนจะเกิดการสลับตำแหน่งฉับพลัน...ผมที่เป็นฝ่ายซุกกลับถูกชูร์เชียนซุกไซร้แทนซะอย่างนั้น

“อ๊ะ!...ทำอะไรชูร์เชียน” ผมถึงกับสะดุ้งยามถูกพรมจูบบริเวณลำคอ

“เอาคืน”

“ฮะ?”

“นี่เจ้ากล้าแสดงท่าทางน่ารักๆ เช่นนี้ให้คนอื่นเห็นงั้นหรือ โชคดีแค่ไหนแล้วที่พวกนั้นไม่ได้อยู่ที่นี่มิเช่นนั้นข้าจะสั่งประหารให้หมดเลย” พูดจบก็ก้มหน้าลงไปซุกไซร้ต่อ

“อื้อ! พอแล้ว” ผมเริ่มขัดขืนจับแขนอีกฝ่ายแล้วบิดเบาๆ แทนการเตือน

“ข้ายังไม่หนำใจเลยหวังหมิ่น ก่อนหน้านี้เจ้าจะเคยทำกับใครมาข้าไม่สนและไม่อยากรู้ด้วย ทว่าหลังจากนี้เจ้าห้ามไปทำกับใครอีก...สัญญามา”

“ชูร์เชียน”

“หากไม่สัญญาข้าจะไม่ปล่อย”

“ก็ได้...ข้าสัญญา ปล่อยสักที” ตอนนี้ทั้งร่างกายร้อนผ่าวราวกับโดนไฟลวก เพื่อหลีกเลี่ยงผมจำเป็นต้องเอ่ยสัญญา

“สัญญาแล้วนะหวังหมิ่น”

“อืม”

“ดีมาก” อีกฝ่ายเลิกซุกไซร้เปลี่ยนมากอดผมจากด้านหลังแทน

“...แล้วจะฝึกตอนไหนหรือ” ผมไม่ได้ขยับหนีเนื่องจากไม่ได้รู้สึกปั่นป่วนเหมือนเมื่อครู่แล้ว

“ช่วงเช้าข้าต้องไปว่าราชการ ช่วงบ่ายข้าว่างจะสอนเจ้าช่วงนั้น...ระหว่างนี้เจ้าก็พักอยู่ในห้องก่อน”

“ข้าอยู่เฉยมาสามวันแล้วนะ ข้าออกไปรดน้ำต้นไม้ได้รึเปล่า” ผมหันไปขอเพราะอย่างไรสถานที่แห่งนี้ก็มีชูร์เชียนเป็นเจ้าของ

“เจ้าเป็นคนสวนเหมาะกว่าทหารกระมัง”

“ต่อให้เป็นทหารก็มีงานอดิเรกปลูกต้นไม้ได้”

“ตามใจเจ้าเถอะ ข้ากลับมาแล้วจะพาไปฝึก”

“ขอบคุณนะชูร์เชียน” ผมเผยรอยยิ้มกว้างพร้อมกับคำขอบคุณให้อีกฝ่าย

“...เจ้าทำให้ข้าไม่อยากออกว่าราชการเลย...อยากขลุกอยู่กับเจ้าเช่นนี้ทั้งวันทั้งคืน” ชูร์เชียนกระชับอ้อมกอดแน่นขึ้นระหว่างพูด

“รีบลุกแล้วกลับตำหนักเดี๋ยวนี้เลย”

เขาไม่รู้รึไงว่าคำพูดนั่นมีอิทธิพลต่อหัวใจผมมากเพียงใด

หลังจากนั้นสักพักใหญ่ในที่สุดชูร์เชียนซึ่งพยายามทำทุกวิถีทางในการยื้ออยู่ต่อก็ยอมเดินกลับตำหนักโดยมีผมตามไปส่งด้วยสีหน้าเหมือนเด็กยามถูกขัดใจ

ในช่วงสายชูร์เชียนออกไปว่าราชการพร้อมขบวนผู้ติดตามนับสิบคนส่วนตัวผมนั้นยืนมองต้นไม้ซึ่งปลูกล้อมรอบตำหนักอยู่ว่าจะทำอะไรกับพวกมันได้บ้างเนื่องจากเลยเวลารดน้ำที่เหมาะสมที่สุดไปแล้ว

คิดไปคิดมาผมจึงตัดสินใจที่จะพรวนดินสลับกับพรมน้ำให้แทน ในช่วงใกล้หน้าหนาวใบของต้นไม้ส่วนมากร่วงโรยจนเกือบหมดต้น เป็นภาพที่ไม่อาจเห็นได้ในประเทศแถบร้อนอย่างประเทศไทย

ด้วยความที่ขนาดของตำหนักค่อนข้างใหญ่กว่าผมจะพรวนดินเสร็จทั้งหมดแสงของดวงอาทิตย์ก็อยู่เหนือศีรษะของผมพอดี

เมื่อมาอาศัยอยู่ในตำหนักผมก็ถือเป็นคนของที่นี่ พวกอาหารการกินเองก็มีจัดเตรียมให้ตามเวลาที่กำหนด หลังเสร็จจากการพรวนดินผมเดินไปยังห้องอาหารสำหรับเด็กรับใช้ในตำหนักต่อแถวและรับตักอาหารมากิน จำได้ว่าวันแรกหลายคนทำหน้าสงสัยเมื่อเห็นคนแปลกหน้าเช่นผมแต่พอมีใครสักคนพูดขึ้นว่าผมเป็นคนที่ฝ่าบาทพากลับมาด้วยก็มีทั้งส่วนที่เข้ามาสอบถามข้อมูลกับส่วนที่หลีกเลี่ยง แน่นอนว่าถึงเข้ามาถามผมก็ไม่ได้บอกอะไรออกไปมากเพราะไม่รู้ว่าพวกเขาไว้ใจได้รึเปล่า

ดูเหมือนข่าวเรื่องผมจะกระจายออกไปมากพอควร แต่ถ้าไม่ได้กระทบกับการใช้ชีวิตของผมนักก็ไม่จำเป็นต้องเก็บมาใส่ใจให้ปวดหัว

จะว่าไปยังไม่ได้นัดกับชูร์เชียนเลยว่าจะเจอกันที่ไหน

หรือผมควรออกไปยืนรอหน้าตำหนักดี...แบบนั้นจะถูกองครักษ์ที่เฝ้าอยู่ด้านนอกไล่รึเปล่านะ

“ฝ่าบาท?!”

“ฝ่าบาทเสด็จ!” ยังไม่ทันได้คิดอะไรมากความภายในห้องอาหารก็แตกตื่น บรรดาเด็กรับใช้ต่างพากันลุกขึ้นยืนทำความเคารพผู้มาเยือนด้วยความนอบน้อม มีเพียงผมที่นั่งค้างอยู่บนเก้าอี้ซึ่งการกระทำอันไร้มารยาทของผมเรียกสายตาคมๆ จากบรรดาขันทีที่ตามมาด้านหลังตวัดมองอย่างจัง

“ฝ่าบาท ขออภัยที่เสียมารยาท” ผมรีบลุกขึ้นประสานมือโค้งศีรษะลงแทบจะทันที ที่ผมไม่ทำความเคารพพร้อมคนอื่นๆ เป็นเพราะกำลังตกใจที่เห็นชูร์เชียนที่นี่ไม่ได้มีเจตนาอื่นแต่อย่างใด

“ช่างไร้มารยาทนัก ฝ่าบาทโปรดให้กระหม่อมสอนมารยาทให้เขาใหม่ด้วยพ่ะย่ะค่ะ” ขันทีที่เหมือนจะชื่อจิ่วอวี๋เอ่ยขึ้น คำว่าสอนมารยาทนั้นฟังอย่างไรก็คือการลงโทษที่เสียมรยาทนั่นเอง

“ไม่ต้อง เจ้ากินเสร็จรึยัง” ชูร์เชียนหันไปตอบขันทีจิ่วอวี๋ก่อนจะเบนสายตามาหาผม

“พ่ะย่ะค่ะ” ผมรู้กาลเทศะมากพอที่จะไม่พูดคุยเหมือนตอนอยู่กันตามลำพัง

“เช่นนั้นก็ดี ไปกันเถอะ พวกเจ้าไม่ต้องตามมาข้าจะไปสนามม้าด้านหลังหน่อย” ชูร์เชียนบอกกับกลุ่มคนด้านหลังขณะเดินออกมาด้านนอกโดยมีผมตามมาอยู่ไกลๆ

“มิได้พ่ะย่ะค่ะ ต่อให้เป็นในวังหลวงก็อาจเกิดเหตุไม่คาดคิดขึ้นได้นะพ่ะย่ะค่ะ” ขันทีจิ่วอวี๋เอ่ยค้านทันควัน

“อย่างน้อยพระองค์ควรมีองครักษ์ติดตามไปสักห้าหกคนนะพ่ะย่ะค่ะ” ขันทีเม่าจื่อพูดต่อ

“ได้ เช่นนั้นให้องครักษ์ตามมาส่วนพวกเจ้าก็แยกย้ายไปพักผ่อน” สมกับเป็นชูร์เชียนสามารถจัดการได้ในประโยคเดียว

เมื่อตกลงกันได้ชูร์เชียนตามด้วยผมพ่วงด้วยองครักษ์อีกหกคนมุ่งหน้าไปยังด้านหลังวังหลวงซึ่งเป็นพื้นที่โล่งถูกทำให้เป็นสนามขนาดใหญ่ด้านข้างมีคอกสำหรับเลี้ยงสัตว์ขนาดยักษ์อยู่เรียงติดกันหลายคอก มองด้วยตาก็รู้ว่าจำนวนสัตว์ด้านในคงไม่ใช่แค่หลักสิบหรือหลักร้อย

ชูร์เชียนสั่งการให้รับใช้ในคอกม้าพาม้าตัวหนึ่งที่ชื่อโม่อี้ออกมา อาชาสีดำสนิทตั้งแต่หัวจรดหางแม้แต่ดวงตาก็ยังเป็นสีเดียวกันดูสง่างามและองอาจนัก

องครักษ์ทั้งหมดถูกสั่งให้รออยู่ด้านนอกมีเพียงผมและชูร์เชียนที่เข้าไปด้านในของสนามนั้น ผมเดินตามอีกฝ่ายเข้าไปด้านในโดยไม่ปริปากถามแม้จะสงสัยว่าทำไมถึงต้องเข้ามาลึกขนาดนี้ก็ตาม

“ประมาณนี้คงพอแล้ว ข้าจะแนะนำให้เจ้ารู้จักกับโม่อี้ม้าของข้าเอง” ชูร์เชียนแนะนำม้าตัวสีดำพลางเอื้อมมือไปลูบช่วงลำคอของมัน เจ้าโม่อี้เองก็เหมือนจะสนิทกับชูร์เชียนไม่น้อยใช้ใบหน้าคลอเคลียกลับไป

“ม้าทรงของฝ่าบาทช่างองอาจยิ่งนักพ่ะย่ะค่ะ” ผมมองม้าตรงหน้าด้วยความรู้สึกตื่นเต้นเพราะนี่เป็นครั้งแรกที่ได้เห็นม้าตัวเป็นๆ

“บริเวณนี้ไม่มีใครได้ยินหรอกเจ้าพูดปกติได้”

“ความจริงนี่ควรจะเป็นคำพูดปกตินะพ่ะย่ะค่ะ” การพูดคุยเหมือนพวกเรามีสถานะเดียวกันต่างหากที่ถือว่าไม่ปกติ

“หลี่หวังหมิ่น” ชื่อเต็มของผมถูกเอ่ยด้วยน้ำเสียงไม่พอใจที่ผมไม่ยอมทำตาม

“กระหม่อม...”

“อย่าให้ข้าต้องพูดซ้ำ” ชูร์เชียนเอ่ยดักแผ่บรรยากาศกดดันออกมา

“...ชูร์เชียน” เห็นแบบนั้นผมจะทำอะไรได้ล่ะนอกจากยอม

“ดีมาก อย่าดื้อสิหวังหมิ่นเจ้าอยากถูกจับขังไว้ในห้องข้าหรือ”

“ไม่อยาก” ผมรีบส่ายหัวรัวๆ ตอบกลับไป ทั้งน้ำเสียงและสีหน้าของชูร์เชียนดูไม่เหมือนคนที่กำลังล้อเล่นแม้แต่นิดเดียว ถึงผมจะมีทักษะการต่อสู้แต่ใช่ว่าจะต่อกรกับอำนาจที่อีกฝ่ายมีได้ สั่งเพียงคำเดียวผมอาจถูกทหารทั้งกองทัพตีวงล้อมจับตัวก็เป็นได้

“เช่นนั้นก็อย่าดื้อ”

“ข้าดื้อตรงไหน” ผมไม่คิดว่าการแสดงออกของตัวเองเรียกว่าดื้อได้แม้แต่นิด ผมเลยวัยที่จะดื้อมาแล้ว

“ก็เจ้าไม่ทำตามที่ข้าพูด”

“...” เรียกว่าหมดคำพูดเลยทีเดียว

แค่ไม่ทำตามคำพูดของเขาก็นับว่าเป็นการดื้อ?

“ข้าจะแสดงการขี่ม้าให้เจ้าดู เริ่มแรกก็จับตรงนี้แล้วยันตัวขึ้นคร่อมบนหลังม้า ผ่อนคลายร่างกายอย่าเกร็งเกินไป จับเชือกไว้ใช้เท้าแตะเบาๆ เพื่อให้ม้าออกเดิน ช่วงแรกต้องคอยระวังอย่าให้ตกลงไป” ชูร์เชียนอธิบายพร้อมกับสาทิตให้ดูทีละขั้นตอนอย่างค่อยเป็นค่อยไป

ชูร์เชียนทำทุกขั้นตอนด้วยท่วงท่างดงามยิ่งกว่าแม่ทัพในหนังที่เคยดูซะอีก ราวกับนี่แหละคือความแตกต่างระหว่างการแสดงกับชีวิตจริง ผมมองดูอีกฝ่ายบังคับม้าออกเดินรอบตัวผมด้วยความชื่นชม มองดูเหมือนจะง่ายแต่ผมก็รู้ว่ามันไม่ง่ายเหมือนที่ตามองแน่

“เจ๋งมาก” ผมเอ่ยชมโดยเผลอหลุดศัพท์ยุคใหม่ออกมา

“เจ๋ง...อะไร? คำชมหรือ” คนฟังขมวดคิ้วน้อยๆ คล้ายไม่เข้าใจศัพท์ที่ผมเอ่ย

“อืม เจ๋งเป็นคำชมที่ใช้บอกผู้ที่มีฝีมือหรือความชำนาญในด้านใดด้านหนึ่ง ประมาณว่ายอดเยี่ยม สุดยอดเลย”

“มีความหมายดี เจ๋ง?” อีกฝ่ายลองออกเสียง

“ท่านออกเสียงได้ดีมากเลย” ไม่รู้เพราะมีพรสวรรค์หรืออะไรสำเนียงของชูร์เชียนถึงได้ฟังคล้ายคนเคยฝึกภาษาไทยมาก่อน

“จริงหรือ เอาล่ะก่อนจะให้เจ้าลองขี่ต้องเริ่มกับสร้างความคุ้นเคยกับเจ้าโม่อี้ก่อน” ชูร์เชียนลงจากหลังม้าดึงเชือกน้อยๆ ให้เจ้าโม่อี้ขยับมาใกล้ผม

“ให้ข้าลองแตะหรือ” ผมหันไปมองหน้าชูร์เชียนค้างมือที่กำลังยื่นออกไป

“ใช่ ม้าไม่ค่อยชอบให้แตะที่หัวเจ้าควรลูบบริเวณลำคอไม่ก็แผงอกอย่างนี้” อีกฝ่ายจับมือผมให้สัมผัสกับขนสีดำสนิทของโม่อี้ เส้นขนของม้าไม่ได้นุ่มอย่างที่คิดติดออกสากหน่อยๆ แต่พอลูบไปสักพักก็ให้ความรู้สึกเพลินไปอีกแบบ

“โม่อี้เป็นม้าของท่านให้ข้าขี่ได้จริงหรือ” ผมถามต่อขณะลูบขนโม่อี้สร้างความคุ้นเคย เจ้าโม่อี้ที่ถูกลูบไม่ได้ผละหนีหรือแสดงท่าทางไม่ชอบมันขยับจมูกเข้ามาใกล้คล้ายกำลังทำความรู้จัก

“ได้สิ โม่อี้เป็นม้าที่เชื่องกับข้ามาก”

“เชื่องกับท่านแสดงว่ากับคนอื่นไม่เชื่อง?”

“แค่ดื้อนิดหน่อย” ฟังจากน้ำเสียงผมสังหรณ์ว่าคงจะไม่นิดหน่อยตามที่อีกฝ่ายว่า

ว่ากันว่าหากจะมองสัตว์เลี้ยงก็ให้ดูที่เจ้าของ ซึ่งเจ้าของอย่างชูร์เชียนนั้นไม่ใช่แค่ดื้อแต่ยังเอาแต่ใจไม่น้อยทีเดียว เจ้าโม่อี้เองก็คงไม่ต่างจากเจ้าของนัก

“ข้าเริ่มกังวลแล้วสิ” ให้คนที่ไม่ใช่เจ้าของอย่างผมลองขี่จะไม่เป็นไรจริงๆ น่ะหรือ

“ไม่ต้องกังวลข้าจะคอยอยู่ข้างๆ ลองขึ้นขี่ดู” ชูร์เชียนพยักหน้าน้อยๆ ส่งมาเป็นเชิงบอกให้ผมลองดู

เมื่อเป็นแบบนี้ก็มีแต่ต้องเดินไปข้างหน้าเท่านั้น ผมก้าวเข้าไปหาโม่อี้ทำตามที่ชูร์เชียนสอนยันตัวเองจนขึ้นไปอยู่บนหลังม้าได้สำเร็จ ความรู้สึกในตอนนี้เหมือนตัวเองสูงขึ้นพรวดพราดหลายสิบเซนแถมขาไม่ถึงพื้นให้ความรู้สึกไม่ค่อยปลอดภัย ยังดีที่ได้ชูร์เชียนจับเชือกไว้ผมเลยไม่กังวลมาก

“ข้าขึ้นมาได้แล้ว” ผมอดไม่ได้ที่จะภูมิใจ

“ครั้งแรกของเจ้าสินะ”

“อืม”

“ลองใช้เท้าแตะเบาๆ ให้โม่อี้เดิน” ชูร์เชียนพูดต่อ

“ได้” ผมพยักหน้าทำตามที่อีกฝ่ายพูด เพียงแค่แตะเบาๆ โม่อี้ก็เริ่มออกเดิน ร่างผมเด้งขึ้นน้อยๆ เป็นจังหวะกว่าจะเริ่มชินได้ก็ใช้เวลาไปพอสมควร

“รู้สึกอย่างไรบ้าง” ชูร์เชียนถามหลังจากฝึกเดินมาได้สักพัก

“แปลกดี” ไม่รู้ว่าจะบรรยายความรู้สึกในตอนนี้ออกมาอย่างไร

“ข้าจะลองปล่อยให้เจ้าบังคับโม่อี้เดินเอง”

“เดี๋ยวก่อน...ข้ายัง...โอ๊ะ!” ยังไม่ทันทีผมจะได้พูดจบประโยคชูร์เชียนก็ปล่อยมือที่จับเชือกออกให้ผมเป็นคนบังคับโม่อี้ด้วยตัวเอง

อาจเพราะเป็นครั้งแรกผมจึงเกร็งร่างกายอัตโนมัติจนถูกชูร์เชียนส่งเสียงเตือนบ่อยๆ ว่าให้ทำตัวให้สบายอย่าเกร็งซึ่งแค่พูดก็ง่ายอยู่หรอกแต่เอาเข้าจริงไม่ง่ายเลยที่จะผ่อนคลายบนหลังม้า ใช้เวลาเกือบครึ่งชั่วยามในที่สุดผมก็เริ่มผ่อนคลายได้สามารถบังคับให้โม่อี้เดินไปทางซ้ายขวาได้ตามต้องการ

“เห็นไหมเจ้าทำได้” ชูร์เชียนส่งยิ้มมาขณะมองผมที่ควบคุมให้โม่อี้เดินเป็นวงกลม

“เพราะท่านสอนเก่ง” คำแนะนำของเขาทำให้ผมสามารถนำมาใช้ได้ในทันที

“เจ้าก็เรียนรู้ได้เร็ว เอาล่ะในเมื่อเจ้าเดินคล่องแล้วต่อไปก็ลองวิ่งดู”

“วิ่งหรือ...ท่านจะทำอะไร?!” ผมถึงกับหลุดเสียงร้องออกมาเมื่อชูร์เชียนขึ้นมาซ้อนอยู่ด้านหลัง มือทั้งสองข้างของชูร์เชียนโอบผ่านตัวผมมาจับเชือกซึ่งหากมองเผินๆ ราวกับผมกำลังถูกกอดก็ไม่ผิด

“เจ้าเพิ่งเริ่มฝึกให้ออกวิ่งเลยอันตรายเกินไป ข้าจะเป็นคนทำให้เจ้าดูเอง”

“เช่นนั้นให้ข้าลงก่อน ขึ้นมาพร้อมกันสองคนโม่อี้จะไม่ไหวเอา” น้ำหนักของผู้ชายสองคนรวมกันก็เกินกว่าร้อยกิโล หนักเกินไป

“โม่อี้เป็นม้าศึกแค่น้ำหนักของพวกเรารับไหวอยู่แล้วใช่ไหมโม่อี้” ชูร์เชียนหันไปถามม้าสีดำสนิทซึ่งมันก็ตอบรับด้วยการออกเดินด้วยท่วงท่าสง่างามคล้ายจะไม่รู้สึกถึงน้ำหนักแต่อย่างใด

“โม่อี้เก่งมาก” ผมเอื้อมมือไปลูบลำคอของมันเบาๆ แทนการชมเชย

“เอาล่ะ ข้าจะเริ่มวิ่งแล้วนะ ระวังตก” ระหว่างบอกชูร์เชียนใช้มือข้างหนึ่งโอบรอบเอวผมใช้มือเพียงข้างเดียวบังคับให้โม่อี้ออกวิ่ง

แรงลมที่เข้าปะทะใบหน้าด้วยความเร็วยามม้าเคลื่อนที่ให้ความรู้สึกคล้ายกับตอนกำลังขี่มอเตอร์ไซค์แต่รู้สึกโยกไหวมากกว่า แค่ลองจินตนาการถึงการขี่ม้าโดยที่ยกอาวุธขึ้นฟาดฟันคงไม่ใช่เรื่องที่จะทำได้ในวันหรือสองวัน เห็นทีนับจากวันนี้ผมคงต้องพยายามฝึกฝนฝีมือให้มากขึ้นซะแล้ว

“ให้ข้าลองบังคับได้รึเปล่า” ผมเอนตัวไปด้านหลังเพื่อจะถามแต่เพราะระยะที่ใกล้กันมากทำให้หัวผมพิงอยู่กับช่วงไหล่ของชูร์เชียน

“ย่อมได้ อย่าเพิ่งฝืนล่ะ” ชูร์เชียนพยักหน้าน้อยๆ ในตอนนแรกเขายังไม่ได้ให้ผมบังคับตามลำพังแต่ยังช่วยจับเชือกอยู่ พอเห็นว่าผมสามารถทำได้จึงค่อยปล่อยเชือกเปลี่ยนมาใช้มือทั้งสองข้างโอบรัดตัวผมไว้

“ชูร์เชียน” ไม่เรียกคงไม่ได้เพราะไม่เพียงแค่แขนสองข้างที่กอดรัดแต่ยังมีปลายคางที่เกยอยู่บนไหล่ผมอีก แค่รับมือกับการควบคุมม้าก็ยากพอแล้วผมไม่อยากต้องมารับมือกับชูร์เชียนอีกคน

“อะไร” อีกฝ่ายทำเป็นเมินทั้งที่รู้ดีแก่ใจ

“ปล่อย”

“ไม่เอา ข้ากลัวตก” คำพูดนั้นทำเอาผมอยากสลัดอีกฝ่ายให้ตกจากหลังม้าซะเดี๋ยวนี้เลย

“ไหนท่านบอกว่าชำนาญแล้วอย่างไรเล่า”

“ข้าเพียงแค่อยากอยู่ใกล้เจ้า ไม่ได้หรือหวังหมิ่น”

“เรื่องนั้น...”

“หรือเจ้าไม่ชอบเวลาที่ข้าอยู่ใกล้ๆ”

“ข้า...”

“ข้ารู้ว่าเจ้าไม่ได้ไม่ชอบ ไม่เช่นนั้นเจ้าคงไม่ยอมให้ข้ากอดอยู่ทุกคืนหรอก” ชูร์เชียนพูดเองเออเองโดยที่ไม่ฟังผมให้จบเลยสักประโยค

“ชูร์เชียน”

“ทำไมข้าถึงไม่อยากแยกจากเจ้าถึงเพียงนี้นะ เจ้าทำอะไรกับข้ากันหวังหมิ่น”

“ข้าไม่ได้ทำอะไร” ไม่ได้ทำเลยสักนิด

ความจริงประโยคนั้นควรเป็นผมที่ต้องถามซะมากกว่า เพราะมีชูร์เชียนเข้ามาในชีวิตผมที่อยู่ตามลำพังมาตลอดทำให้เริ่มเคยชินกับการมีอยู่ของเขาทีละน้อย ถึงจะเอ่ยไล่ให้รีบกลับทว่าภายในใจลึกๆ ผมเองก็ไม่อยากแยกจากเช่นกัน

ไม่เคยรู้สึกหวั่นไหวกับใครถึงเพียงนี้และความรู้นี้กำลังถลำลึกมากขึ้นทุกที

“ทำสิ ชอบทำตัวน่ารัก” คนด้านหลังบอก

“คนที่น่ารักคือท่านต่างหาก” ผมเบนสายตาไปด้านหลัง สำหรับผมการกระทำที่คล้ายจะออดอ้อนคลอเคลียของชูร์เชียนต่างหากที่น่ารัก

“ข้ายอมน่ารักหากคนที่เอ่ยเป็นเจ้า”

“ชูร์เชียน”

“อีกไม่กี่วันจะเข้าฤดูหนาวเต็มตัวแล้ว เดี๋ยวข้าให้คนเตรียมเสื้อหนาๆ มาให้เจ้า” ชูร์เชียนเปลี่ยนเรื่องคุย

“ขอบคุณชูร์เชียน ท่านว่าหิมะจะตกรึเปล่า” ระหว่างถามผมอดไม่ได้ที่จะเงยหน้าขึ้นมองท้องฟ้าด้านบน ภาพของหิมะที่ร่วงหล่นจากฟากฟ้าจะเป็นอย่างไรกันนะ

“แน่นอน ทุกปีจะมีหิมะตกอย่างน้อยก็ทั้งเดือน เจ้าไม่ชอบหิมะหรือ” อีกฝ่ายถามกลับ

“เปล่า ข้าตื่นเต้นที่จะได้เห็น”

“เจ้าพูดเหมือนไม่เคยเห็นหิมะ?”

“ใช่ ข้าไม่เคยเห็นหิมะมาก่อน” ผมพยักหน้าตอบ

“ไม่จริงน่า ที่ที่เจ้าจากมาไม่มีหิมะหรือ” ชูร์เชียนใช้น้ำเสียงแปลกใจถามมา

“ไม่มี ประเทศของข้าอยู่ในเขตร้อนชื้นในฤดูหนาวบางทียังไม่หนาวด้วยซ้ำจนทุกคนมักบอกเป็นเสียงเดียวกันว่าสามฤดูที่มีคือฤดูร้อน ฤดูร้อนมากและฤดูร้อนที่สุด” เป็นคำพูดที่ผมเองก็ว่าจริง

“พูดจริง? อย่าบอกนะว่าฤดูหนาวก็คือฤดูร้อน ส่วนฤดูร้อนก็คือฤดูร้อนที่สุด?”

“ท่านเข้าใจถูกแล้ว เพราะงั้นข้าเลยอยากเห็นหิมะสักครั้ง จะเย็นขนาดไหน จะนุ่มมือรึเปล่า ข้าอยากรู้ทุกอย่าง ตื่นเต้นเหมือนเด็กๆ เลย...น่าอายจริงๆ” ผมอดไม่ได้ที่ก้มหน้าลงเพื่อข่มความอาย

“น่าอายที่ใด มีความเชื่อว่าหิมะแรกจะนำพาโชคดีมาให้ ถ้าถึงวันนั้นข้าจะพาเจ้าไปสัมผัสกับหิมะ” ชูร์เชียนกระชับวงแขนแน่นพูดด้วยน้ำเสียงอ่อนโยนทอดสายตาออกไปไกลด้วยรอยยิ้มบางเบา

“ท่านต้องทำงานกระมัง ข้าออกมาดูเองได้ไม่ต้องรบกวนหรอก”

“ไม่รบกวนสักนิด ข้าอยากมาและจะมาด้วย”

“เหมือนตอนนี้ท่านจะตื่นเต้นกว่าข้ากระมัง” ตอนแรกเป็นผมรอคอยที่จะเห็นหิมะด้วยความตื่นเต้นแต่พอมาเป็นตอนนี้ชูร์เชียนทำท่าทางตื่นเต้นยิ่งกว่าผมอีก

“ครั้งแรกที่ได้ดูหิมะกับเจ้าต้องตื่นเต้นสิ เจ้าไม่ตื่นเต้นหรือที่จะได้ดูกับข้าเชียวนะ” คนด้านหลังโน้มหน้าเข้ามาใกล้ระหว่างถาม

“ถ้าได้ดูกับคนน่ารักๆ ข้าคงจะตื่นเต้นไม่น้อย”

“หมายถึงข้าสินะ”

“...ท่านมั่นใจในตัวเองเกินไปกระมัง” น้ำเสียงเปี่ยมความมั่นใจนั่นทำเอาคนพูดอย่างผมรู้สึกเขินซะเอง

“เจ้าเพิ่งชมว่าข้าน่ารักย่อมพูดถึงข้าแน่นอน หากเจ้าคิดจะไปกับคนอื่นที่ไม่ใช่ข้าละก็...เตรียมตัวเตรียมใจไว้ได้เลย” แม้ปากจะยิ้มทว่าน้ำเสียงและสายตากลับกำลังข่มขู่อยู่ชัดๆ

“หากข้าบอกว่าไม่กลัวเล่า”

“หลี่หวังหมิ่น อย่าให้ข้าต้องใช้อำนาจออกคำสั่งกับเจ้า”

“ข้ารู้แล้ว ข้ากลัวก็ได้” แค่อยากรู้ว่าชูร์เชียนจะมีปฏิกิริยาเช่นไร หัวใจผมกำลังพองฟูด้วยความรู้สึกเปรมปรียามได้รับความสำคัญ

“ดีมาก เรื่องที่เจ้าจะเข้าร่วมกับกองทหารน่ะข้าคิดว่า...”

“ข้ารู้ว่าท่านจะบอกอะไร”

“เจ้าคิดว่าข้าจะบอกอะไรล่ะ” ชูร์เชียนย้อนถามเอื้อมมือมาบังคับเชือกให้โม่อี้ออกวิ่งเหยาะๆ ด้วยความเร็วคงที่ สายลมกระทบเข้ากับใบหน้ารู้สึกสดชื่นอย่างบอกไม่ถูก

“ท่านอยากให้ข้าฝึกขี่ม้าให้ชำนาญก่อน” ผมเดาความคิดของชูร์เชียนได้และผมเองก็คิดแบบนั้นอยู่เช่นเดียวกัน ก่อนจะเข้าไปผมอยากเตรียมพร้อมให้มากที่สุดไม่ใช่เข้าไปฝึกฝนเอาดาบหน้า

“เจ้าพูดถูก เช่นนั้นเจ้าจะทำตามรึเปล่า”

“ข้าจะทำ ไม่เกินครึ่งเดือนข้าจะขี่ม้าให้ชำนาญ” ผมตั้งเป้ากับตัวเองไว้

“ไม่จำเป็นต้องรีบร้อน ค่อยเป็นค่อยไปเถอะ” ชูร์เชียนเอ่ยด้วยน้ำเสียงติดกังวล

“ข้าไม่ได้ฝืนหรือรีบร้อนอะไร” ระยะเวลาที่ผมตั้งไว้กับตัวเองไม่นับว่ามากหรือน้อยไป ผมมั่นใจว่าสามารถฝึกให้ชำนาญในระยะนั้นได้สำเร็จ

“ถ้าเจ้าว่าเช่นนั้นข้าก็วางใจ”

“เอ่อ...ชูร์เชียน” ผมเอ่ยเรียกพลางหันไปสบกับดวงตาสีดำขลับของอีกฝ่าย

“ฮืม”

“...ข้าอยากได้ม้าเป็นของตัวเองสักตัว ท่านพอจะแนะนำสถานที่ซื้อขายม้าให้ข้าได้รึเปล่า” ก่อนหน้านี้ที่เดินตลาดผมไม่ได้สนใจพวกม้านักเลยจำไม่ได้ว่ามีขายอยู่ตรงไหนบ้าง

“แนะนำสถานที่น่ะไม่ยากแต่เจ้าเลือกม้าเป็นหรือว่าตัวไหนมีโครงสร้างร่างกายที่สมบูรณ์แข็งแรง” ชูร์เชียนถามกลับ

“เรื่องนั้น...” จริงด้วย ต่อให้รู้สถานที่ซื้อขายผมก็เลือกม้าไม่เป็นอยู่ดี

“ข้าอยากให้เจ้าซุก”

“ฮะ?” ผมทำหน้างงเมื่อได้ยินประโยคนั้น

“ข้าจะหาม้าให้เจ้าหากเจ้ายอมซุกข้า” ความรู้สึกคุ้นแปลกๆ ราวกับเพิ่งเคยได้ยินประโยคคล้ายๆ กันมาเมื่อไม่นานมานี้

“...ท่านดูเหมือนจะชอบให้ข้าซุกนะ” จำได้ว่าเมื่อเช้าก็เพิ่งทำไปมาตอนบ่ายก็ให้ซุกอีกแล้ว ถ้าไม่ชอบให้ทำคงไม่เอ่ยประโยคเช่นนั้นออกมาหรอก

“ชอบบสิ ก็เวลาเจ้าซุกมันน่ารักนี่”

“มีแค่ท่านกระมังที่มองว่าข้าน่ารัก” ไม่ว่าจะอยู่ในร่างของภานุวัฒน์หรือหลี่หวังหมิ่นผมก็ไม่เคยถูกใครใช้คำว่าน่ารักเปรียบเทียบมาก่อน

“ดีแล้ว ให้มีแค่ข้าที่ได้รู้ก็พอ” ชูร์เชียนส่งยิ้มมาให้...เป็นรอยยิ้มที่ทำเอาจังหวะการเต้นของหัวใจผิดแปลกไป

“ข้ารู้สึกไม่ดีหากต้องรับจากท่านฝ่ายเดียว อย่างน้อยให้ข้าออกเงิน...”

“เจ้ายังไม่มีรายได้จะเอาเงินที่ไหนมา อีกอย่างเมื่อเข้ากองทหารหากเจ้ามีฝีมือมากพอก็จะได้รับม้าเป็นรางวัลถือว่าข้าให้รางวัลเจ้าล่วงหน้า หรือที่เจ้าอยากจ่ายเงินเพราะไม่อยากซุกข้า?” อีกฝ่ายตั้งข้อสงสัย

“ไม่ใช่แบบนั้น”

“เช่นนั้นก็ซุกข้าหน่อยสิ”

“ตอนนี้พวกเราอยู่บนหลังม้านะ” แถมยังมีสถานที่เปิดโล่งด้วย

“ข้าไม่สน”

“...” แต่ผมสน

“หวังหมิ่น” เสียงเรียกนั่นทำให้ผมได้แต่ลอบถอนหายใจ

ต่อต้านไปก็เปล่าประโยชน์ ผมจึงตัดสินใจที่จะเอนตัวไปด้านหลังพิงร่างของชูร์เชียนในขณะที่เอียงใบหน้าไปซบไหล่ขยับคลอเคลียสลับกับเงยหน้าขึ้นประสานดวงตาไปยังอีกฝ่ายที่มองมาพอดี สายตาที่จับจ้องมาทุกการกระทำนั้นทำให้ใบหน้าผมร้อนวูบแต่ในเมื่อตัดสินใจแล้วว่าจะทำผมก็ไม่คิดจะกลับคำยกมือข้างหนึ่งขึ้นเอื้อมไปด้านหลังสัมผัสกับใบหน้าของชูร์เชียนแล้วชักนำให้อีกฝ่ายก้มลงมา ผมอาศัยจังหวะนั้นจรดริมฝีปากกับลำคอขาวๆ แล้วผละออกในชั่วพริบตา

.............................................

มาต่อแล้วค่าา

จากตอนที่แล้วใช้พาทของชูร์เชียนมีหลานคนให้คำแนะนำมาว่าควรเป็นสรรพนามเป็นข้าน่าจะเหมาะกว่า ดังนั้นเราจะทำการปรับเฉพาะพาทของพระเอกนะคะ พาทของนายเอกยังคงเดิม

ไว้ปรับเสร็จเมื่อไหร่จะมาทำการแก้ไขในตอนที่แล้วให้ค่ะ

ขอบคุณสำหรับทุกๆ คำแนะนำเลยนะคะ

สำหรับตอนนี้ชูร์เชียนแสดงความมาดแมนสมกับเป็นพระเอกออกมาให้เห็นบ้างแล้ว ส่วนหวังหมิ่นนั้นตอนนี้ก็นับว่ามีมุมน่ารักอยู่นะ

หวังว่าทุกคนจะชอบ

น้อมรับคุณคำติชมและคำแนะนำค่ะ

ขอบคุณที่เอ็นดูทั้งคู่นะคะ

ไว้เจอกันใหม่ตอนหน้า

บ๊ายบายค่าา

nicedog

♫ ♪ ♪ ღ♫ ♪ ♪ ღ♫ ♪ ♪ ღ♫ ♪ ♪ ღ♫ ♪ ♪ ღ♫ ♪ ♪

ความคิดเห็น