facebook-icon

ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะคะ จุ๊บๆ : )

บทที่ 4 เผชิญหน้า

ชื่อตอน : บทที่ 4 เผชิญหน้า

คำค้น : สิเน่หามันตรา, กรุ่นกลิ่นราชาวดี, กรุ่นรักไอปรารถนา, กรุ่นกลิ่นอราบิก้า, ใต้มนตร์อินทรา, มิสิ้นใยรัก, กรุ่นรักสลักทรวง, กรุ่นกลิ่นสิเน่หา, กรุ่นกลิ่นไอริส, เผือกร้อนอ้อนรัก, เล่ห์ร้ายเพื่อนรัก, สยบรักพยศร้าย, ปราบรักรหัสร้อน, เอลยา, พรานร้ายพ่ายรัก, นิยายโรมานซ์, นิยายอีโรติก, นิยายรักสำหรับผู้ใหญ่, พระเอกมาเฟีย, พระเอกเจ้าพ่อ, พระเอกแบดบอย, Bad Boy

หมวดหมู่ : นิยาย รัก,โรแมนติค

คนเข้าชมทั้งหมด : 2.7k

ความคิดเห็น : 33

ปรับปรุงล่าสุด : 24 ก.ย. 2562 00:34 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 200
× 0
× 0
แชร์ :
บทที่ 4 เผชิญหน้า
แบบอักษร

เชนทร์ กวาดสายตามองผู้เข้าร่วมฟังสัมมนา ทุกคนจ้องมองมายังบนเวทีตรงที่เขานั่งอยู่ แสงออร่าพลังงานมวลรวมมีหลากสีสัน ทุกคนกำลังตั้งใจฟังว่าเขาจะพูดอะไร 

"ท่านจะเชื่อหรือไม่ ถ้าผมจะบอกว่าเรามีพลังพิเศษที่สุดอยู่ในตัวกันทุกคน"  

เสียงห้าวทุ้มเอ่ยถามอีกคำถาม เสียงพึมพำอื้ออึงดังขึ้นจากผู้ฟัง 

"ดิฉันเชื่อว่าท่านผู้ฟังอยากจะฟังเรื่องที่เหนือธรรมชาติที่เป็นประสบการณ์ตรงของคุณเชนทร์มากๆ ค่ะเวลานี้ ดิฉันเองเป็นผู้สนใจเรื่องนี้อย่างจริงจัง มีคำถามมากมายอยู่ในหัว คงจะเหมือนกับหลายๆ ท่านในที่นี้ ความเชื่อที่ว่าเรามีพลังพิเศษอยู่ในตัวนั้น ดิฉันก็อยากจะเชื่อจริงๆ ค่ะ แต่ส่วนตัวแล้วก็รู้สึกว่าตัวเองเป็นคนธรรมดาเหลือเกินไม่มีพลังอะไรอย่างที่เรียกว่าจะเป็นของวิเศษได้" 

พิธีกรกล่าว ได้ยินเสียงผู้ฟังเออออเห็นด้วย เชนทร์หันมามองพิธีการหญิง เขามองนิ่งอยู่วินาทีหนึ่ง 

"ความเชื่อเป็นกุญแจสำคัญ ความเชื่อหรือทางศาสนาเรียกว่า ศรัทธา...เป็นพลังงานอันประมาณมิได้ คุณรู้หรือไม่ว่าทำไมวัตถุมงคลบางอย่าง หรือสถานที่ศักดิ์สิทธิ์บางแห่งจึงได้ชื่อว่าเป็นสถานที่ ศักดิ์สิทธิ์" 

เขาเอ่ยถาม ดูเหมือนเขาจะใช้คำถามเพื่อเป็นไกด์นำทางให้ทุกคนได้ใช้ความคิด มากกว่าการจะพูดบรรยายหรือตอบคำถามของผู้ฟังโดยตรง ร่างสูงสง่าสวมชุดหนังสีดำเป็นจุดเด่นอยู่บนเวที ตรึงสายตาทุกคู่ด้วยพลังงานบางอย่างทั้งที่เขาไม่ได้ทำอะไร แต่ผู้ฟังรู้สึกถึงแรงดึงดูดที่ไม่อาจละสายตาได้ น้ำเสียงกังวานดังได้ยินทั่วห้องโถงใหญ่ทั้งที่ไม่แยแสจะรับไมโครโฟนที่พิธีกรยื่นให้ เธอจึงวางมันลงทิ้งไว้ที่โต๊ะกลางตรงหน้า 

"นั่นเป็นเพราะวัตถุหรือสถานที่นั้นเป็นศูนย์รวมแห่งพลังศรัทธา พลังงานจากจิตของผู้คนที่ศรัทธานั้นหลั่งใหลไปรวมกันเป็นจำนวนมหาศาล นั่นจึงทำให้วัตถุมงคลหรือวัดวาอารามต่างๆ อนุเสาวรีย์ หรือแม้แต่รูปปั้นทั้งหลายเหล่านั้นกลายเป็นสิ่งศักดิ์สิทธิ์ขึ้นมา" น้ำเสียงเล่าน่าฟังเพลิน ทุกคนทำตาโต 

"ว้าว...อย่างบ้านดิฉันเป็นพุทธเราไหว้พระสวดมนต์บูชาพระ แบบนี้ทำให้พระที่บ้านเราศักดิ์สิทธิ์ไปด้วยสิคะ" พิธีกรถาม 

"ใช่ครับ ยิ่งสวดมนต์ไหว้ท่านก็ยิ่งศักดิ์สิทธิ์ แต่ไม่ว่าจะศาสนาใด หรือคุณจะไม่มีรูปสมมุติในการเป็นตัวแทนสักการะเคารพเลยก็ตาม แค่เพียงคุณสวดมนต์ก็จะเกิดพลังงานมวลใหญ่ที่คุณคาดไม่ถึง ที่เรียกว่าเกิดอานิสงส์แล้วล่ะครับ ทุกศาสนาสอนให้เราสวดมนต์ เพราะอะไรทราบไหมครับ" 

เขาชี้ไปยังหญิงชาวอินเดียที่นั่งใกล้กับซารีน่า หญิงสาวรีบหลบวูบทันที คิดว่าเขายังไม่เห็นหล่อนหรอกแต่ก็หลบเอาไว้ก่อน หญิงวัยกลางคนที่นุ่งส่าหรีสีแดงยิ้มกว้าง เธอลุกขึ้นยืน 

"ดิฉันนับถือศาสนาฮินดู เราบูชามหาเทวะที่เรียกว่าตรีมูรติ คือ พระพรหม มหาเทพผู้สร้าง พระวิษณุ มหาเทพผู้ปกป้องรักษา และพระศิวะ มหาเทพผู้ทำลาย เราสวดมนต์เพื่อขอบคุณ ขอพรและแสดงความนอบน้อมต่อพระองค์ผู้สร้างและปกป้องโลกค่ะ" 

"ดีมากครับ อันว่าจิตของคนเรานี้เปรียบเสมือนลิงน้อยที่ซุกซน เหล่าท่านทั้งหลายจึงมอบบทสวดมนต์อันเป็นคำศักดิ์สิทธิ์เพื่อฝึกให้รวมจิตเป็นหนึ่ง สอนให้เราจับลิงให้อยู่นิ่งเสียก่อน เมื่อจิตรวมนิ่งแล้ว จิตนั้นจึงจะพร้อมในการรับฟังคำสอน การสวดมนต์น้อมนำจิตให้อ่อนน้อม จิตที่อ่อนน้อมย่อมฝึกได้ง่ายกว่าจิตที่แข็งกระด้าง ท่านที่นั่งอยู่ในห้องนี้ผมมองเห็นแล้วว่าเป็นจำพวกมีศรัทธาแรงกล้า จึงได้มารวมกัน" 

ผู้ฟังเป็นชายคนหนึ่งยกมือขึ้น เชนทร์ขยับศีรษะนิดหนึ่งเป็นเชิงอนุญาตให้พูด ผู้ชายคนนั้นจึงลุกขึ้นยืน 

"สวัสดีครับ ผมเดวิด โทมัส เป็นนักวิทยาศาสตร์ฟิสิกส์ ที่มาร่วมในวันนี้เพราะมีข้อสงสัยอยู่หลายข้อ ตามหลักทางฟิสิกส์แล้วนั้น สิ่งที่เดินทางได้เร็วที่สุดคือแสง เท่าที่นักฟิสิกส์รู้ตอนนี้ ความเร็วแสงเป็นความเร็วสูงสุดที่เอกภพยอมให้มีได้ พูดง่ายๆ ว่าไม่มีสิ่งใดที่สามารถเคลื่อนที่ได้เร็วกว่าแสง  แต่คุณกลับบอกว่ามีสิ่งที่เดินทางได้เร็วกว่าแสง นั่นก็คือ จิต... ผมได้ยินมามาก แต่ยังไม่เห็นมีอะไรมาพิสูจน์ทฤษฎีนี้เลยครับ" ชายผมสีทองเอ่ย ทุกคนเงียบกริบเพื่อรอฟังคำตอบ 

เชนทร์ทำท่าถอนหายใจ มันเป็นคำถามที่ล้าสมัยมากสำหรับเขา...ชายคนนี้คงไม่รู้ว่าเวลานี้พวกนักวิทยาศาสตร์หลายสถาบันลับกำลังมีการหันมาทดลองเรื่องของจิตกันอยู่ มีการนำคัมภีร์ของศาสนาต่างๆ ไปแปลและตีความหมายกันอย่างจริงจัง มีการค้นหาเด็กและผู้คนที่มีความสามารถพิเศษเหนือมนุษย์ซึ่งมีอยู่จริงในโลกนี้เพื่อไปทำงานทดลองตรวจเช็กคลื่นสมอง เหมือนในภาพยนตร์ไซไฟเรื่อง เอ็กซ์เมน รวมทั้งมีการพยายามสร้างไทม์เมอร์ชีนด้วยแม้ในขณะที่เขากำลังนั่งอยู่ที่นี่ 

"คุณเดวิด...ลองโทรไปหาภรรยาคุณที่บ้านตอนนี้สิครับ ถามว่าเธอกำลังทำอะไรอยู่...ขณะนี้น่าจะเวลาเที่ยงคืนแต่ผมจะบอกให้ก่อนล่วงหน้าว่า...เวลานี้ภาพที่ผมเห็นคือ มีผู้ชายคนหนึ่งกำลังจอดรถที่หน้าบ้านคุณ ดูเหมือนเขาจะชื่อ...โจ... ภรรยาของคุณกำลังเปิดประตูให้ โทรศัพท์คุณจะดังอยู่นานสักหน่อยเพราะเธอยังอยู่หน้าบ้าน แต่โทรศัพท์มือถือของเธออยู่ที่ห้องรับแขก" 

เชนทร์เอ่ยด้วยน้ำเสียงเรียบเรื่อย สังเกตเห็นใบหน้าของเดวิดตกใจลงทันที เขาล้วงโทรศัพท์กดไปหาภรรยา ทำให้ทุกคนต่างพลอยตื่นเต้นและลุ้นจนแทบจะลืมหายใจหายคอกันเลยทีเดียว โทรศัพท์ของเขาดังอยู่นานเหมือนคำทำนาย เขามีท่าทางกระวนกระวายยกมือขึ้นถูจมูก ใบหน้าแดงก่ำด้วยความไม่พอใจ 

"คุณวางสายก่อน แล้วพอผมบอกให้โทรใหม่ คุณค่อยโทร"  

เสียงห้าวเอ่ยบอก เดวิดก็ทำตาม ต่อมาสักสองนาทีเชนทร์ก็พยักหน้าให้โทรใหม่ แล้วก็มีคนรับสาย 

"ฮัลโหลที่รัก คุณกำลังทำอะไรอยู่"  

เดวิดรรีบเอ่ยถามไปตามสาย เสียงโทรศัพท์ของเขาได้ยินชัดทั่วห้องโดยที่เขาไม่ได้เปิดสปีกเกอร์ 

"ไฮ เดฟ...เอ่อ ฉันกำลังนอนหลับอยู่ค่ะ มันดึกแล้วนะคะ" เสียงภรรยาตอบ 

"โอเค ผมกำลังประชุมอยู่ ฝันดีนะที่รัก กู๊ดไนท์"  

เดวิดกล่าวเพียงสั้นๆ แล้วก็รีบกดวางสาย เพราะเขาไม่ต้องการเป็นตัวโจ๊กในห้องประชุม 

"คุณอาจจะมีคำถามว่า ภรรยาของคุณอาจจะพูดความจริงและผมอาจจะทำนายผิด แต่ถ้าคุณเปิดอินบ็อกซ์ตอนนี้จะเห็นคลิปวิดีโอ" 

เดวิดได้ยินเสียงข้อความเข้า เขารีบกดเปิดดูคลิปทันที คลิปมีบอกวันเวลาไว้อย่างชัดเจนว่ามันเป็นเหตุการณ์ที่กำลังเกิดขึ้น รูปภาพจากกล้องวงจรปิดของเพื่อนบ้านตรงกันข้ามที่เขาเพิ่งมีปากเสียงด้วยว่าเพื่อนบ้านติดตั้งกล้องวงจรปิดแล้วหันกล้องมาส่องถึงหน้าบ้านของเขามากเกินไป 

เดวิดมองคลิปวิดีโอที่ภรรยากำลังยิ้มทักทาย เพื่อนชายอย่างสนิทสนม...เขากำลังมีเรื่องนี้เป็นสิ่งรบกวนใจอยู่คือเรื่องที่ว่าภรรยาของเขากำลังมีชู้ สวมเขาให้ระหว่างที่เขากำลังยุ่งอยู่กับงานและการเดินทาง เขาสงสัยมาระยะหนึ่งแล้ว เคยคิดจะติดกล้องแต่เขาก็กลัวคำตอบและหลอกตัวเองเรื่อยมา เขาเงยหน้ามองไปยังเวทีแล้วค้อมศีรษะให้เชนทร์ก่อนจะนั่งลงด้วยความรู้สึกหัวใจสลาย 

"นั่นเป็นคำตอบที่ว่า...จิตสามารถเดินทางได้เร็วกว่าแสง เพียงแค่คิด...ก็ถึงแล้ว...แต่ผมขอทำนายต่ออีกนิดหนึ่งว่า...การสิ้นสุดคือการเริ่มต้น คุณจะได้พบใครบางคนจากงานนี้...แล้วคุณจะมีความสุข"  

เขาเอ่ยสรุป ผู้คนยังคงอ้าปากค้างและต่อมาก็กระซิบกระซาบส่งเสียงอึงๆ ถึงสิ่งที่ได้ยินมาสดๆ ร้อนๆ เดวิดเงยหน้าขวับมองเชนทร์ สายตาคมกริบมองตรงมา เดวิดรับรู้ถึงพลังงานที่แผ่ซ่านไปทั่วร่างอย่างรวดเร็ว เหมือนพลังงานที่เข้ามาชาร์ตแบตเตอรี่ที่กำลังอ่อนแรงให้ 

"ขอบคุณครับ" เขาเอ่ยออกมาจากใจจริง 

เชนทร์ขยับศีรษะเล็กน้อยเป็นการรับ ราวกับผู้สูงส่งรับคำขอบคุณจากผู้อยู่ต่ำกว่า สายตาคมเข้มมองไปยังบริเวณที่มีกระแสคลื่นรบกวนอยู่ตลอดเวลา... เขารู้ว่า...หล่อนอยู่ที่นั่น... ซารีน่า แม็คเคนซี่  

เชนทร์รับรู้อย่างหนึ่งว่าตลอดหลายปีที่ผ่านมานี้ เวลาเขาอยู่ในสถานที่เดียวกับหล่อน จะมีคลื่นบางอย่างที่ทำให้เขารู้สึกแปลกประหลาด และเขาก็ไม่สามารถตีความหมายได้ว่ามันคืออะไรและเพราะอะไร เชนทร์ผู้สามารถอ่านทะลุพลังงานแทบทุกอย่างได้ แต่เขาไม่สามารถอ่านพลังงานจากซารีน่าได้ เหมือนมีบางสิ่งบางอย่างไม่ต้องการให้เขารู้ 

มีคนยกมือขึ้นอีกหลายคนหลังจากนั้น และแต่ละคนก็มีคำถามเกี่ยวกับตัวเองที่ต้องการรู้และต้องการให้เขาทำนายให้ เวลาผ่านไปจนถึงช่วงรับประทานอาหารกลางวัน แต่ไม่มีใครต้องการจะพักเบรกเลย มีคนยกมือสลอนรอคิวของตัวเองอยู่ 

"เอ่อ ต้องขออภัยนะคะ ขอเชิญรับประทานอาหารกลางวันกันที่ห้องอาหารก่อนนะคะ ขออนุญาตให้คุณเชนทร์ได้พักด้วยค่ะ ความจริง ภาคบ่ายจะเป็นภาคการฝึกแบบ How to นะคะ วิธีการฝึกจิตให้มีพลัง ดิฉันตื่นเต้นจริงๆ ค่ะ แต่ตอนนี้เชิญทุกท่านพักทานอาหารก่อนนะคะ เจอกันอีกครั้งเวลา 13.30 น. ค่ะ"  

พิธีกรเอ่ยเชิญเชิงบังคับทุกคน เชนทร์ขยับตัวลุกขึ้นยืนแล้วมองไปยังเก้าอี้แถวหลังสุด เห็นหลังร่างเพรียวระหงก้าวเร็วๆ ออกจากห้องไปอย่างรวดเร็ว 

เขามองตาม... ไม่เห็นอะไรอีก... ร่างสูงก้าวเดินลงจากเวทีไปยังห้องเล็ก ซึ่งผู้จัดงานได้จัดอาหารมาเสิร์ฟให้ในห้องนั้น วสันต์กับภมันตียืนรออยู่ เชนทร์รู้ว่าเขาเป็นผู้มีความสามารถเหนือมนุษย์และมีสัญญาความทรงจำจากอดีตชาติเรื่องหน้าที่บางอย่าง เขาทราบจากวสันต์และภมันตีว่า เขาอยู่ชั้นเหนือโลกธาตุและลงมาทำภารกิจเพื่อช่วยเหลือมนุษย์ตามพระบัญชาของเทพชั้นสูง เขาจำได้เป็นบางอย่าง เท่าที่จำเป็นต้องรู้เท่านั้น เห็นว่าเพราะคำอธิษฐานของตัวเองที่เป็นตัวปิดกั้นไม่ให้เขารู้มาก เพราะยิ่งรู้มากยิ่งวุ่นวายมาก ต้องการทำภารกิจให้สำเร็จเท่านั้น 

"พวกเจ้าทราบใช่หรือไม่" เสียงทรงอำนาจเอ่ยถาม วสันต์หันไปมองหน้าภมันตี ร่างสูงมานั่งที่โซฟา ท่านั่งหลังตรงสง่าดุจประทับบัลลังก์อันคุ้นชิน หากสีหน้าดุและเอาแต่ใจ เหมือนดั่งมหาเชนทิราชเวลาทรงไม่ได้ดั่งพระทัย ทรงเป็นได้ทั้งน้ำเย็นและน้ำเดือดในองค์เดียวกัน แล้วแต่สถานการณ์ของพระอารมณ์ เวลานี้ที่เป็นมนุษย์ก็พูดภาษามนุษย์มากกว่าภาษาเทพและอารมณ์ด้านขุ่นมัวก็เข้มข้นไปตามประสามนุษย์โลก 

"เรื่องอะไรคะ"  

ภมันตีถาม ทำสีหน้าซื่อ วสันต์เองก็เช่นกัน... เรื่องนอกเหนือจากหน้าที่พวกเขาไม่สามารถจะชี้แนะได้ นอกเสียจากจะได้รับเทวโองการหรือคำสั่งเปลี่ยนแปลงในอนาคต... 

มหาเชนทิราชเทพบุตรได้ทรงตั้งสัตยาธิษฐานเอาไว้มั่นว่าจะไม่ยุ่งเรื่องอื่นใดสำหรับการอวตารลงมาครั้งนี้ จะทำเฉพาะเทวราชกิจตามพระบัญชาแห่งองค์มหาเทพผู้ยิ่งใหญ่เพียงอย่างเดียวเท่านั้น อีกทั้งก่อนเสด็จลงมาก็ได้ทรงเห็นแล้วว่าพระชายานั้นทรงปลีกวิเวกเพื่อรอคอยการกลับขึ้นไปของพระองค์  

ด้วยคำอธิษฐานอันศักดิ์สิทธิ์...สายพระเนตรจึงมิได้เหลือบแลผู้ใดทั้งสิ้น...แต่แน่นอนว่าพลังงานไม่มีการสูญหาย มีแต่การย้ายที่อยู่ พลังงานที่คุ้นเคยกัน...ย่อมส่งคลื่นรบกวนทักทายกันอย่างที่เห็น... แล้ววสันต์กับภวันตีจะพูดอะไรได้... 

ท่านพระแม่เจ้าทรงคิดการสิ่งใดกันแน่ที่ทรงอนุญาตให้เจ้าหญิงไซคิรตียาแยกอนุภาคลงตามพระสวามีมาเช่นนี้ เรื่องนี้ไม่มีใครอาจหาญไปหยั่งทราบน้ำพระทัยแห่งองค์พระมหาเทวีได้... ทรงห่วงพระโอรสกระมัง หรือทรงหยั่งรู้อะไรอีก พระมหาเทวีทรงเป็นเทพีแห่งความกรุณา การลงมาของพระโอรสและการส่งเจ้าหญิงไซคิรตียาลงมาเช่นนี้ ทรงตั้งพระทัยจะโปรดสิ่งใดให้เหล่ามนุษย์กันแน่... อนาคตคงจะได้รู้กันต่อไป 

"เจ้าไม่ต้องมาทำไขสือ วสันต์...ปกติเจ้ารู้ทุกเรื่อง แล้วทำไมเรื่องนี้ไม่รู้"  

เสียงห้วนเอ่ยถามคนที่เป็นทั้งสหายและพี่เลี้ยงผู้ดูแล วสันต์ก้าวเข้าไปเปิดฝาครอบอาหารสเตนเลสออก ภมันตีตักข้าวใส่จานตรงหน้า อาหารมังสวิรัตที่แทบจะไม่แตะต้อง ตั้งแต่เกิดจะรับประทานเพียงจำเป็น เมื่อครั้งเป็นเด็กเล็กถึงกับอ้วก มักทำท่ารังเกียจอาหารหยาบสกปรกของมนุษย์เสมอ ด้วยความไม่ชินกับกลิ่นคาว แต่ต่อมาก็ปรับตัวและก็สามารถทำตัวได้กลมกลืนกับผู้คนได้ ด้วยความตั้งใจคงมั่นว่าถ้าหากจะมาช่วยมนุษย์ก็ควรจะต้องเข้าใจโลกมนุษย์และความเป็นมนุษย์ให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้ 

"เรื่องนี้อยู่นอกเหนือวิสัยของกระหม่อม เอ่อ ของกระผมจริงๆ ครับ" วสันต์กล่าว 

"ทำไมเรารู้เรื่องของทุกคน แต่ทำไมเราไม่สามารถรู้เรื่องของผู้หญิงคนนี้ได้ ทำไมเรามองอะไรไม่เห็น...เพ่งยังไงก็ไม่รู้เรื่อง"  

เขาถามด้วยความรู้สึกหงุดหงิด คนที่ทำให้เชนทร์หงุดหงิดได้นั้น ไม่ค่อยมี...เพราะสำหรับเขานั้น ตั้งแต่เกิดมาเขาเป็นผู้ควบคุมทุกอย่างเสมอ เรียกได้ว่าทุกอย่างอยู่ในกำมือ...ยกเว้นเรื่องของ... ซารีน่า แม็คเคนซี่ 

"ก็ทำไมอยากจะเห็นละคะท่าน... แสดงว่าท่านไม่มีกิจไปยุ่งเกี่ยวกับเธอกระมัง"  

ภวันตีเอ่ย เธอคุ้นชินกับการแสดงบทบาทมนุษย์มากกว่าวสันต์ องค์เชนทิราชก็เป็นมนุษย์ที่สมบูรณ์เพอร์เฟ็กต์มากในเวลานี้ ทรงโกรธเป็นและทรงมีพระอารมณ์หงุดหงิดเหมือนมนุษย์ องค์เชนทิราชตอนสถิตย์อยู่ ณ เทวอาณาจักรที่ว่าพระอารมณ์เดือดเก่งนั้นยังสู้เวลาอารมณ์เดือดในเมืองมนุษย์ไม่ได้...ทรงเดือดไม่บ่อยหรอก แต่อย่าให้เดือดเป็นดีที่สุด... 

"เจ้าไปเชิญมาทานข้าวกับเราหน่อยซิ ภมันตี"  

เขาหันไปสั่งเมื่อคิดว่า มันถึงเวลาแล้วที่เขาจะต้องหาคำตอบแก้อาการสงสัยให้กับตัวเอง วันนี้คลื่นรบกวนเข้มข้นจนรู้สึกคันคะเยอแทบทนไม่ไหว เจ้าหล่อนทำท่าก้มหัวผลุบๆ โผล่ๆ หลบเขาตลอดทั้งเช้า แล้วไม่ทราบว่ามาเกี่ยวอะไรกับเรื่องพวกนี้ เวลาหลายปีมานี้ไม่ได้เจอกันบ่อย เวลาต้องอยู่ในที่เดียวกันเขาก็ทำไม่ใส่ใจและดูเหมือนเจ้าหล่อนก็ประพฤติเช่นเดียวกัน 

"ค่ะ" ภมันตีรับคำแล้วก็รีบออกไป เพราะลึกๆ แล้วเธอก็อยากจะรู้เหมือนกันว่า...พระมหาเทวีทรงประสงค์สิ่งใด ดังนั้นก็เห็นจะต้องเชิญลูกศิษย์ของพระองค์เข้ามาประจันหน้ากับคนที่กำลังหงุดหงิดเสียหน่อย 

ซารีน่าถือจานอาหารหลบไปนั่งที่โต๊ะด้านในสุดที่ไม่มีใครนั่ง ในใจยังรู้สึกทึ่งกับความสามารถของเขาไม่หาย ก็ทึ่งเหมือนคนอื่นๆ นั่นแหละ... เช้านี้เขาทำนายและเหมือนเขามีตาทิพย์และสามารถอ่านความคิดของคนได้...ทำเอาทุกคนอ้าปากค้างและยกมือทาบอกกับสิ่งที่เขาพูด 

"ขอประทานโทษค่ะ...คุณเชนทร์เชิญรับประทานอาหารด้วยค่ะ"  

เสียงใสอ่อนน้อมของผู้หญิงดังขึ้น ซารีน่าเงยหน้าขวับจากจานอาหารที่ยังไม่ได้ตักเข้าปากสักคำ ผู้หญิงที่เห็นว่าเป็นผู้ช่วยของเชนทร์... หญิงสาวหัวใจวูบทันที...เขาเห็นหล่อนงั้นเหรอ... 

"เอ่อ..." 

"เชิญค่ะ" ผู้หญิงคนนั้นยิ้มแล้วผายมือเชิญ ทำให้ซารีน่าจำเป็นต้องลุกขึ้น จะว่าไปแล้วเขาเป็นคนรู้จักและครอบครัวก็สนิทสนมกันดี หล่อนไม่มีเหตุผลที่จะปฏิเสธที่จะไม่ไปพบเขา...กับหมอเชย์ ซารีน่ารักและนับถือดุจพี่ชาย... แต่คนนี้...ไม่รู้ว่าจะจัดเขาอยู่ในจำพวกไหนดี 

ภมันตีเดินนำซารีน่าไปยังห้องเล็กข้างห้องประชุม ประตูถูกดึงให้เปิดออกโดยที่ไม่ต้องเคาะให้เสียเวลา 

"เชิญครับ" ชายหนุ่มหน้าตาดีที่เป็นผู้ช่วยอีกคนของเขายิ้มให้ซารีน่าอย่างสุภาพ ซารีน่ามาหยุดยืนตรงหน้าโต๊ะที่มีอาหารวางอยู่หลายอย่าง ร่างสูงสง่าสวมชุดหนังนั่งหลังตรงดุจนั่งอยู่บนบัลลังก์ไม่ใช่นั่งอยู่บนโซฟา เขาไม่ได้ลุกขึ้นยืนเยี่ยงสุภาพบุรุษ หากแต่เงยหน้าขึ้น ซารีน่ารับรู้ถึงพลังงานบางอย่างที่ทำให้ร่างกายอุ่นวาบและช่องท้องปั่นป่วน หญิงสาวพยายามไม่แสดงมันออกมา ซารีน่ายกมือไหว้เขาในฐานะที่เขาเป็นพี่ 

"สวัสดีค่ะ...เชนทร์"  

หญิงสาวเอ่ยทักทาย เชนทร์จ้องมองใบหน้าเรียวงดงามนั้นนิ่งๆ เขาต้องการวัดพลังงานและความรู้สึกของตัวเองอย่างที่ไม่ยอมให้เสียเวลาในสิ่งที่ต้องการรู้... รู้สึกแปลกประหลาดว่าเขาคุ้นกับพลังงานของหล่อน แต่ก็มีแรงบางอย่างผลักหรือขวางกั้นเอาไว้ไม่ให้อ่านได้ทะลุปรุโปร่ง หล่อนมีของดีอะไรกันนะ... 

"สวัสดี...ทานข้าวด้วยกันสิ..."  

เขาเอ่ยออกมาเพียงสั้นๆ วสันต์รีบเชิญให้นั่งเก้าอี้เดี่ยวด้านขวามือของเชนทร์แล้วภมันตีก็รีบตักข้าวใส่จานให้ ซารีน่านั่งลงอย่างเลี่ยงไม่ได้ 

"ทำไมถึงมางานนี้"  

เสียงห้าวกังวานเอ่ยถาม เขาแทบไม่แตะอาหาร ซารีน่าเห็นว่าทุกอย่างเป็นจำพวกผัก ถั่ว ข้าวโพด เหมือนนักบวช 

"เอ่อ ก็สนใจและสงสัยนิดหน่อยค่ะ" หญิงสาวเอ่ยตอบ เชนทร์จ้องมองมือเล็กที่ใช้ช้อนเขี่ยข้าวไปมา เขาตักผัดผักให้ 

"มีอะไรสงสัยถามเรา... ถามผมได้"  

เขาเอ่ย รู้สึกลิ้นมีความต้องการเอ่ยอีกคำที่เหมือนเคยคุ้นปาก... คล้ายๆ... พี่ แต่ไม่ได้เอ่ยออกไป 

"ค่ะ ขอบคุณค่ะ" หญิงสาวตอบสั้นๆ แต่ในใจนั้นคิดว่า...หลังจากทานข้าวเสร็จจะแอบชิ่งหนีแล้วล่ะ เพราะรู้สึกปั่นป่วนเหลือเกินเวลาอยู่ใกล้เขา...หัวใจเต้นรุนแรงจนใจยินในหูของตัวเอง มันเป็นอาการแปลกประหลาดที่สุด... 

ใบหน้าของเขายามมองจริงจังใกล้ๆ เช่นนี้... ดุจมีเงาเหลื่อมพรายคล้ายเห็นรัศมีคุ้นชินใจ ให้เกิดความรู้สึก... คล้ายๆ... ทั้งรักและยำเกรงปะปนกัน ทำไมถึงเป็นแบบนี้ไปได้!... รักอย่างนั้นเหรอ! 

เชนทร์มองจ้องหน้านวล... เขาวางช้อนแล้วคว้ามือบางมากุม... เพื่อสำรวจพลังงาน... ใจสั่งให้ทำเช่นนั้น... รู้สึกถึงความอุ่นและอ่อนนุ่มของผิวนวล... สีหน้างามเงยขึ้นมองเขาอย่างตระหนกตกใจกับปฏิกิริยาของเขา ชายหนุ่มปล่อย...ทันที...เจ้าหล่อนมีเจ้าของแล้ว ผู้ชายที่สูงส่งมาก...เขาจับกระแสได้แว้บเดียว 

"ขอโทษ...แค่จะตรวจสอบบางอย่าง..."  

เสียงห้าวทุ้มเอ่ย จากนั้นก็จ้องหน้าซารีน่าอย่างนั้น หญิงสาวหน้าแดง ทำไมเขาเป็นคนแบบนี้...มานั่งจ้องหน้ากันอยู่ได้ แล้วอย่างนี้ใครจะกินลง ท้องไส้ก็ยิ่งปั่นป่วนหนักเข้าไปใหญ่ อาการเหมือนเขิน แต่มันหนักกว่าเขิน ไม่รู้ว่าจะเปรียบกับอะไรดี... เกิดมาจนอายุยี่สิบห้าปี มีคนเข้ามาจีบมากมาย แต่ไม่เคยเขินผู้ชายคนไหนทั้งสิ้น...ไม่เคยรู้สึกพิเศษกับใคร  

ซารีน่ารู้ว่าเขากำลังตรวจสอบสำรวจหล่อนอยู่อย่างแน่นอน...ซารีน่าหวังว่าเขาจะจับไม่ได้นะว่าหล่อนกำลังเขินเขาอยู่... 

"เห็นอะไรบ้างคะ" หญิงสาวเอ่ยถามเพื่อทำลายบรรยากาศอันแสนอึดอัด คนสองคนที่ยืนอยู่ตรงมุมเงียบๆ ก็ทำตัวเหมือนไม่มีตัวตนในห้องนี้ 

"เห็นว่า...เราควรต้องอยู่ด้วยกัน"  

เขาตอบโดยที่ในใจไม่ได้คิดอะไร แต่ทำไมปากจึงกล่าวออกไปเช่นนั้น ชายหนุ่มชะงักกับสิ่งที่ได้เอื้อนเอ่ยออกไป... 

"วสันต์ ภมันตี...ออกไป และอย่าให้ใครรบกวน"  

เขาสั่งโดยไม่หันไปมองคนสนิท ซารีน่าทำตาโต แต่ชั่ววินาทีห้องก็ตกอยู่ในความเงียบสงบที่มีเพียงเขากับหล่อนนั่งจ้องมองหน้ากันอยู่ 

วสันต์กับภมันตีออกมาอยู่แถวข้างเวที ต่างมองหน้ากัน 

"ทรงคิดอะไรนะ" วสันต์พึมพำ 

"หวังว่าจะทรงคิดอย่างเดียว... ไม่ทรง...เอ่อ...ทรงทำอะไรบ้าบิ่นไปด้วย" ภมันตีเอ่ย 

"บ้าแล้วเจ้า...ท่านจะทำอะไรแบบนั้นได้ยังไง มันที่สาธารณะนะ เจ้าคิดอะไรลึกไป" วสันต์กล่าว 

"เราก็ไม่ได้คิดลึก แต่เจ้าอย่าลืมว่าท่านเป็นเทพแห่งความรัก...เจ้าลืมไปแล้วหรืออย่างไรวสันต์ แล้วเวลานี้ท่านก็เป็นมนุษย์เต็มคราบเสียด้วย"  

ภมันตีกระซิบใกล้หู ใบหน้าอยู่ใกล้กับใบหน้าของวสันต์ ชายหนุ่มหน้าแดงเพราะนางเทพอัปสรไม่ชอบระวังตัวเวลาอยู่กับเขา 

"เจ้า...คิดอกุศล" 

"บ้าเหรอ ความรักเป็นเรื่องกุศลสุดๆ เจ้ามิเคยรักผู้ใดหรืออย่างไรเล่า" 

"มันเกี่ยวอะไรกับเรา" วสันต์ทำเสียงขุ่นถาม 

"ไม่รู้! ไม่เกี่ยวหรอก แต่สักวันหากเจ้าต้องศรรัก เจ้าจักเข้าใจเอง"  

คนพูดทำท่าค้อนปะหลับปะเหลือกให้เขา วสันต์ส่ายหน้า...มองดูใบหน้าสวยคมหวานแล้วเขาหน้าแดง...แล้วรีบปัดความคิด...อกุศลทิ้งไปจากจิตทันที... ชายหนุ่มมองไปยังประตูห้อง...ไม่กล้าส่งจิตเข้าไปสอดส่อง แต่ถึงส่องยังไงก็คงจะไม่เห็นเพราะองค์เชนทิราชสามารถบล็อกได้หากต้องการ...ทำอะไรกันอยู่นะ...วสันต์แอบสงสัยอยู่ในจิต 

ความคิดเห็น