email-icon facebook-icon Line-icon

ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

Ep1 : ศัตรูหัวใจ (จบบท)

ชื่อตอน : Ep1 : ศัตรูหัวใจ (จบบท)

คำค้น : อสุเรศ สิริสร

หมวดหมู่ : นิยาย อีโรติก

คนเข้าชมทั้งหมด : 1k

ความคิดเห็น : 0

ปรับปรุงล่าสุด : 23 ก.ย. 2562 10:24 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
Ep1 : ศัตรูหัวใจ (จบบท)
แบบอักษร

นิยายภาคต่อ พ่อเลี้ยงเหมราช 

 

“จะไปไหนนะคุณ...ห้องน้ำไม่ได้อยู่ทางนั้นนะครับ”  

“เอ่อ...คือ ฉันเดินหลงทางน่ะค่ะ เลยกำลังจะเดินย้อนกลับไปทางเก่า พอดีหันมาชนคุณเข้าเสียก่อน ต้องขอโทษด้วยนะคะ ที่ฉันเดินไม่ทันระวัง” 

 สิริสรก้มหน้าก้มตาอธิบาย ก่อนใช้มือดันร่างเล็กของเธอออกห่างจากกำแพงหนา อสุเรศยอมปล่อยหญิงสาวเป็นอิสระแต่โดยดี ถึงแม้ภายในใจนั้นยังอดนึกเสียดายร่างนุ่มนิ่มนี้อยู่ไม่น้อย

“อ้อ...เหรอครับ” 

 ปลายจมูกโด่งสัมผัสได้ถึงกลิ่นหอมประจำตัวของหญิงสาว มันทำให้เลือดลมเขาแล่นพล่าน ต่อให้นานสักแค่ไหนกลิ่นหอมจากเนื้อสาวแสนรัญจวนนี้มันไม่เคยลบเลือนออกจากความรู้สึกของเขาได้สักที คอยหวังเอาไว้สักวันหนึ่ง เขาต้องได้กลับมาแนบชิดสนิทเสน่หากับความซาบซ่านรัญจวนใจนี้อีกครั้งอย่างแน่นอน

เพราะสิริสรเป็นของเขา ไม่ว่าอดีต ปัจจุบันหรือแม้กระทั่งในอนาคต ยังไงซะเจ้าหล่อนก็หนีเขาไปไหนไม่พ้นมืออยู่ดี...

อสุเรศเลิกคิ้วพร้อมอมยิ้ม เมื่อสักครู่นี้เขาจงใจเดินให้ร่างเล็กชน เพื่อกะหาจังหวะเหมาะเจาะจะได้รวบเอาร่างอรชรอ้อนแอ้นเข้ามาสวมกอดเอาไว้ให้คลายคิดถึง หลายปีมานี้เขาเฝ้าแต่มองหญิงสาวอยู่ห่างๆ ไม่กล้าเปิดเผยตัวตน เมื่อเขาให้คำมั่นสัญญา เขาจะกลับมาในฐานะที่เหนือกว่าสิริสรให้จงได้...

“สรุปว่าคุณยังไม่ได้เข้าห้องน้ำ” อสุเรศเลิกคิ้วถาม

“เอ่อ...ค่ะ”  

“นั้นเดี๋ยวผมพาคุณไปเองดีกว่า จะได้ไม่เดินหลงทางอีก ข้างบนนี้มันกว้าง ไม่แปลกนักหรอกถ้าคุณจะเดินหลงทางจนหาห้องน้ำไม่เจอ” สิริสรกำมือแน่นเพราะรู้เขาพูดประชด บนชั้นนี้ถึงจะดูกว้างแต่คงไม่ทำให้ใครเดินหลงทางได้แน่

เจ้าของสถานที่ทำทีเป็นขยับเข้าใกล้ตอนขันอาสา จงใจเบียดกระแซะร่างเล็กจนหญิงสาวได้กลิ่นน้ำหอมของผู้ชายโชยแตะปลายจมูก เธอเลยเผลอสูดกลิ่นนั้นเข้าปอดอย่างหลงลืมตัวตน ก่อนผงะถอยห่างแล้วเม้มกลีบปากอิ่ม ตำหนิตัวเองอยู่ในใจ นี่เธอทำเรื่องน่าอายอะไรลงไปกันนี่ยายผึ้ง น่าอายชะมัดเลย...

 “เชิญทางนี้ดีกว่านะครับ...ห้องน้ำห่างจากตรงที่เราสองคนยืนอยู่ไม่ไกลนัก คุณคงอั้นไหวอยู่นะ...” อสุเรศจงใจพูดให้หญิงสาวถึงกับใบหน้าซับสีเลือด

“ค่ะ...”

ความจริงเธอไม่ได้รู้สึกปวดเบาอย่างที่บอกเขาแต่แรก มันเป็นเพียงข้ออ้างเพื่อหลบออกมาจากห้องประชุมเสียมากกว่า เพราะเธอไม่อยากอยู่ใกล้ชิดผู้ชายคนนี้ เขาดูไม่น่าไว้วางใจเอาเสียเลย ทั้งท่าทางและแววตา มันทำให้เธอรู้สึกใจคอไม่อยู่กับเนื้อกับตัวคอยทำให้หวนคิดถึงแต่คนที่เธอไม่อยากนึกถึง หากไปๆมาๆมันกลับยิ่งทำให้เธอได้ใกล้ชิดกับเขาหนักยิ่งขึ้นกว่าเดิมเสียอีกนี่สิ คิดแล้วมันน่าเจ็บใจชะมัด

หญิงสาวยอมเดินตามร่างสูงไปยังทิศทางที่เขานำพา ส่วนสายตาหวานยังคงกวาดมองหาหริลักษณ์ ไม่รู้เขาหลบยืนโทรศัพท์อยู่ตรงบริเวณไหนของชั้นนี้กันแน่นะ ทำไมเหมือนไม่มีคนอยู่บนชั้นนี้เลยสักคนล่ะ ทั้งที่เป็นชั้นของผู้บริหารนั่งทำงานอยู่แท้ๆ มันน่าสงสัยเสียเหลือเกิน...

“บนชั้นนี้เป็นพื้นที่ส่วนตัวของผม ถ้าผมไม่เรียกหา ก็ไม่มีใครกล้าขึ้นมาหรอกนะครับ “ 

 ดูเหมือนอสุเรศจะล่วงรู้ความคิดของหญิงสาว ดวงตาเขาทอประกายแวววาวสื่อถึงความพึงพอใจ ถึงแม้มันประดับบนใบหน้าเคร่งขรึม แต่ก็พอทำให้สิริสรชักเริ่มรู้สึกใจคอไม่ดีขึ้นมาได้กะทันหัน...

หากห้องที่เขาพาเลี้ยวเข้ามากลับเป็นห้องพักส่วนตัวของเขาเอง มันดูหรูหราและเป็นส่วนตัว

 สองเท้าจึงรีบถอยห่าง เตรียมหันหลังเดินย้อนกลับออกทางเดิม แต่ก็ยังช้ากว่าคนเจ้าเล่ห์ เขาหันร่างสูงมาทางเธอและเห็นเข้าพอดี

“ห้องน้ำในนี้สะอาดและปลอดภัยกว่า” พูดพร้อมฉวยข้อมือเธอรั้งไว้

“ไม่ต้องกลัว ผมไม่คิดจะทำอะไรคุณหรอกน่า ผมไม่นิยมของมือสองต่อจากใคร...”  

สิริสรเริ่มหายใจติดขัด รู้สึกโกรธในคำพูดมีนัยของเขา เหมือนเขาจะรู้เรื่องส่วนตัวของเธอมาพอสมควร พลางเงยใบหน้าสวยหวานขึ้นมองคนตัวสูงกว่า มันเลยทำให้เธอสะดุดเข้ากับนัยน์ตาสีควันบุหรี่ของเขา ไม่ใช่สีตาของสมหมาย รายนั้นดวงตาเป็นสีนิล แต่ทว่าเครื่องหน้าส่วนอื่นกลับเหมือนกันราวกับพิมพ์เดียว

แต่เขาบอกไม่ใช่และมันก็น่าจะเป็นอย่างที่เขาบอก นายสมหมายจะมีฐานะร่ำรวย เป็นถึงหนึ่งในผู้บริหารในเครืออัครวนานนท์ได้ยังไง

 เขาไม่ใช่สมหมาย ไม่ใช่ผู้ชายจิตใจโลเลคนที่ทอดทิ้งเธอไว้อย่างเดียวดาย พร้อมด้วยคำถามคาใจอีกมากมายคนนั้น เป็นสิ่งที่เธอมั่นใจยังไงซะสองคนนี้ต้องเป็นคนละคนกัน...

“ดูเหมือนคุณกำลังกลัวผมอยู่...”  

“ฉันไม่ได้คิดแบบนั้น แต่ตอนนี้ฉันแค่ไม่อยากเข้าห้องน้ำแล้วก็เท่านั้นเอง เชิญคุณตามสบาย ฉันขอตัวกลับไปหาพี่หริ...เอ่อคุณหริลักษณ์ ป่านนี้เขาคงกลับเข้ามาในห้องประชุม เดี๋ยวเขาจะเป็นกังวลคิดว่าดิฉันหายตัวออกไปไหน...” 

 เธอรีบดึงข้อมือกลับพร้อมด้วยเหตุผล อสุเรศไม่ยอมปล่อยข้อมือ ดวงตาชายหนุ่มวาววับยามเมื่อได้ยินสรรพนามการเรียนขานที่ฟังออกจะสนิทสนมกันเสียเหลือเกิน ชายหนุ่มออกแรงรวบข้อมือน้อยไว้จนเกิดเป็นรอยแดง อาจด้วยเคยชินกับการบังคับหญิงสาวมาโดยตลอด

“ไหนๆก็เข้ามาแล้ว อยู่ทานข้าวเที่ยงกับผมก่อนก็แล้วกัน ผมให้แม่บ้านเขาจัดเตรียมไว้รอด้านในให้เรียบแล้ว คุณเข้าไปล้างหน้าล้างตาในห้องน้ำให้สดชื่นก่อนน่าจะดีกว่า แล้วค่อยออกมาทานข้าวพร้อมกัน ผมจะนั่งรอที่โต๊ะอาหาร” เขาร่ายยาวอย่างคนเอาแต่ใจ สิริสรชักสีหน้าบึ้งตึง เขามิสิทธิ์อะไรมาสั่งให้เธอทำนู่นทำนี่โดยไม่สนใจเหตุผลของเธอ

“ขอบคุณค่ะ แต่ฉันคงไม่สะดวกอยู่ทานข้าวกับคุณ ฉันมีนัดกับพี่หริเอ่อ...คุณหริลักษณ์แล้วน่ะค่ะ”  

“เขาไม่ได้โทรบอกคุณหรอกเหรอ เขามีธุระสำคัญมากต้องรีบกลับออกไปจัดการด่วน เขาบอกผมตอนเดินสวนกับเขาก่อนเดินมาเจอคุณเดินหลงทางเมื่อสักครู่นี้เอง”  

สิริสรขมวดคิ้ว อ้าปากเหวอกับคำบอกกล่าวของชายหนุ่ม เป็นไปไม่ได้ยังไงที่พี่หริจะทิ้งเธอไว้โดยไม่บอกกล่าวกันสักคำ เธอสะบัดมือเขาออกจากข้อมือน้อย รีบล้วงเอามือถือขึ้นมาดู ปรากฏหน้าจอสายไม่ได้รับของหริลักษณ์กว่าสิบสาย ผิดที่เธอลืมเปิดเสียงมือถือ เพราะตั้งระบบสั่นไว้ตอนนั่งประชุมเพื่อทำการเซ็นสัญญากับอสุเรศนั่นเอง

“ตายจริง!...” หญิงสาวเม้มปากอิ่ม นึกตำหนิตัวเองที่สะเพร่า  

“เถอะนะครับ ไหนๆเจ้านายคุณเขาก็กลับออกไปแล้ว อยู่ทานข้าวเที่ยงกับผมที่นี่แหละ อีกอย่างคุณก็ว่างแล้วไม่ใช่เหรอเที่ยงนี้...” เขาใช้น้ำเสียงที่อ่อนนุ่มลง สีหน้าดูเว้าวอนมากกว่าเป็นการบังคับ

สิริสรตวัดค้อนให้คนตรงหน้า ทำมาเป็นรู้ดีว่าเธอว่าง แม้ความจริงเธอก็ว่างจริงดั่งคำเขากล่าวนั่นแหละ ไม่ได้มีโปรแกรมอะไรทำเป็นพิเศษต่อจากนี้ เนื่องจากครอบครัวสุขสันต์ คุณพ่อเลี้ยงเหมราชรูปหล่อกับแม่เพื่อนสาวแสนสวยรุ่งรดา สองคนนั่นเขาพาสาวน้อยอิ่มอุ่นไปเที่ยวสวนสนุกกันตามประสาครอบครัว เธอเลยไม่คิดตามไปเป็นก้างขวางคอ ปล่อยให้พ่อแม่ลูกเขาได้เที่ยวสนุกลำพัง ส่วนตัวเองเพียงวางแผนเอาไว้คร่าวๆ ถ้าเสร็จจากการเซ็นสัญญา เธอจะขอพี่หริเดินห้างสรรพสินค้า เธออยากได้ชุดทำงานกับพวกของใช้ส่วนตัวอีกหลายอย่าง

“ตอนนี้ผมก็ว่างเหมือนกัน คุณช่วยอยู่ทานข้าวเป็นเพื่อนผมหน่อยนะ ถือว่าผมขอร้องก็ได้ ผมเพิ่งกลับมาจากต่างประเทศ ไม่ค่อยมีเพื่อนสักเท่าไหร่...”  

อสุเรศส่งน้ำเสียงอ้อนวอน นัยน์ตาสีเข้มจัดดูอ่อนแสงเว้าวอนตาม จนคนถูกขอร้องถึงกับพ่นลมหายใจ สิริสรเบี่ยงสายตาสำรวจรอบห้องพักสุดหรูของเขา ดูว่ามีอะไรผิดสังเกตหรือไม่ ถ้าหากเกิดอะไรไม่ชอบมาพากลขึ้นมา เธอจะได้หาทางหนีเอาตัวรอดได้ทันเวลา

อสุเรศรอบยิ้มกับท่าทางอ่อนลงของหญิงสาว...

“ก็ได้ค่ะ...นั้นฉันขอตัวเข้าห้องน้ำสักครู่”  

“ห้องน้ำอยู่ในห้องนอนผมทางนั้นครับ เชิญใช้ได้ตามสบาย”  

สิริสรดึงสติกลับมาจากความคิดของวันนั้น หลังจากทานข้าวกลางวันจบลง เขาบังคับเธอให้นั่งรถออกมาพร้อมเขา แล้วอาสาพาเดินห้างดังเสียเอง...

อสุรเรศย่นหัวคิ้ว ไม่คิดว่าสิริสรจะยอมรับผิดอย่างง่ายดาย แต่ปากยังคงคิดหาเรื่องหญิงสาวไปเรื่อย เขายังโมโหเธออยู่ ชอบทำตัวง่ายยอมให้ใครต่อใครเที่ยวมารับมาส่ง มันทำให้เขาไม่พอใจอย่างแรง

“เหยื่อรายใหม่หรือไง หาได้เร็วจริงนะคุณ เมื่อวันก่อนผมเห็นไม่ใช่คนนี้นี่”

“มันเรื่องส่วนตัวของฉัน กรุณาปล่อยมือออกจากตัวของฉันด้วยค่ะ...”

สิริสรเชิดปลายคางตั้งตรง พร้อมสะบัดร่างออกห่างจากกำแพงหนาทันที รังเกียจถ้อยคำหยามหมิ่นจนอยากยกมือขึ้นตบหน้าเขาสักฉาด

ไม่รู้ทำไมนายอสุเรศถึงได้ชอบตามตอแยเธอจัง ตั้งแต่วันนั้นที่โรงแรมอัครวนานนท์ เขามักทำตัวไม่ต่างจากนินจา เที่ยวคอยมาปรากฏตัวใกล้เธอเสมอ แถมมักสรรหาถ้อยคำเลวร้ายคอยพูดจาแดกดันเธอทุกครั้งที่ต้องเจอหน้า

“ไม่คิดบ้างเหรอว่า มันอาจจะเป็นเรื่องของเราสองคนก็ได้”

“พูดแบบนี้หมายความว่ายังไง...” สิริสรถามขึ้นเสียงขุ่น ตวัดสายตาหวานเพื่อขอคำอธิบาย

“ก็หมายความตามที่พูด ทำไมต้องทำหน้าใส่ซื่ออินโนเซ้นท์ เหมือนหญิงสาวไร้เดียงสา บริสุทธิ์ผุดผ่อง ทั้งที่ความจริงแล้วคุณไม่ได้เป็นแบบนั้นเลย ออกจะชำนาญถึงขั้นช่ำชองเลยด้วยซ้ำ”

“คนปากเสีย ถือสิทธิ์อะไรมาว่าฉันเสียๆหายๆ เท่าที่ฉันเข้าใจ เราสองคนเพิ่งจะพบหน้ากันไม่กี่ครั้งเองนะคะ และก็ไม่ได้มีความสนิทสนมถึงขั้นที่ทำให้คุณมายืนด่าฉันฉอดๆ และก็กรุณาอย่าถือเอาเรื่องงานมาวุ่นวายกับเรื่องส่วนตัวของคนอื่นเขาด้วย ถ้าคุณทำแบบนั้นเขาเรียกว่าไม่ใช่มืออาชีพ”

เธอต่อว่าเขาด้วยความโกรธอยากจะยกมือตบปากเน่าๆของเขาด้วยซ้ำ ถ้าไม่ติดว่าเธอตัวเล็กกว่าสู้แรงเขาไม่ได้ เธอไม่ปล่อยเขาลอยหน้าแบบนี้แน่นอน

ถึงแม้นิสัยเธอเปลี่ยน แต่ไม่ได้หมายความว่าเธอจะยอมลงให้ใครโดยไม่สู้เสียเมื่อไหร่กัน ...

“แล้วมืออาชีพเขาต้องทำกันยังไงล่ะ คุณพอจะมีเวลาช่วยอธิบายให้ผมฟังสักหน่อยจะได้ไหม เผอิญผมมันหัวสมองช้าต้องใช้เวลาอธิบายยาวๆถึงจะเข้าใจ”

“มันก็เรื่องของคุณ ฉันจะเข้าบ้าน” สิริสรไม่ยอมตามเกมเจ้าเล่ห์ เธอดิ้นรนเพื่อต้องการให้หลุดพ้นจากพันธนาการร่างหนา พร้อมกับมองหาคนช่วย

อสุเรศเห็นเป็นการเสียเวลาเปล่าประโยชน์ เบื่อต้องมาคอยยืนต่อปากต่อคำกับหญิงสาว เขาจึงจัดการรวบร่างนิ่มมาไว้ในอ้อมกอดอีกครั้ง แล้วออกแรงเพียงเล็กน้อยแบกร่างบางขึ้นพาดบ่าตัวเอง สิริสรหวีดร้องเสียงหลง เธอตกใจกับสิ่งที่เขากระทำการอุจอาจโดยไม่คิดเกรงกลัวใครมาเห็นเข้า

“คุณอสุเรศ! นี่คุณคิดจะทำบ้าอะไร ปล่อยฉันลงเดี๋ยวนี้เลยนะ ไม่อย่างนั้นฉันจะร้องให้คนช่วย”  ร่างที่ห้อยโตงเตงเหวเสียงกร้าว ยกมือขึ้นทุบตีแผ่นหลังกว้างอย่างเอาเป็นเอาตาย

“ไปหาที่นั่งคุยกับผมก่อน ผมมีเรื่องต้องสะสางกับคุณอยู่หลายเรื่องเชียวล่ะ โดยเฉพาะเรื่องไอ้หน้าตี๋นั่น ทำไมถึงยอมให้มันขับรถมาส่งถึงบ้าน”

“ไม่...ฉันไม่ไปไหนกับคุณอีกทั้งนั้น คนบ้า...ปล่อยฉันลงเลยนะ แล้วก็ไสหัวออกไปให้ไกลจากฉันซะ ถ้าไม่อยากเจอดี”

อย่าลืมว่าเธอเป็นลูกสาวของใคร อิทธิพลของเสี่ยมนัสนั้นมีอยู่ล้นมือ เพียงแค่เธอโทรสั่งคนของบิดาเพียงกริ๊งเดียว เขาไม่มีทางได้ใช้ชีวิตอยู่อย่างสุสงบอีกต่อไปแน่

“ทำไงได้ ไอ้ผมมันก็เป็นคนประเภทอยากจะเจอดีเสียด้วยสิ”

 พูดจบพร้อมกับตวัดฝ่ามือหยาบลงบนสะโพกนุ่มนิ่ม ก่อนบีบขยำก้นงอนงาม ซึ่งเขาพิสูจน์มาบ่อยครั้ง ทั้งแน่นมือและเด้งรับในท่วงท่ารัญจวนซ่านซ่าขนาดไหน

“กรี๊ดดดดด....ช่วยด้วยค่ะ ช่วยฉันด้วย ไอ้บ้านี่มันจะทำร้ายฉัน...”

สิริสรทำได้เพียงหลับหูหลับตาส่งเสียงกรีดร้อง พร้อมกับขอความช่วยเหลือ หากทว่ารอบบริเวณด้านนอกและแม้กระทั่งด้านในตัวคฤหาสน์หลังโตกลับไร้ผู้คนเดินผ่าน ไม่มีใครได้ยินเสียงขอความช่วยเหลือของเธอสักคนเดียว...

************************ 

ความคิดเห็น

เพิ่มนิยายเรื่องนี้ลงคลังแล้ว