facebook-icon Twitter-icon

ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

Ψเกลียวคลื่นที่ “ XVII ”

ชื่อตอน : Ψเกลียวคลื่นที่ “ XVII ”

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย y

คนเข้าชมทั้งหมด : 2.6k

ความคิดเห็น : 10

ปรับปรุงล่าสุด : 22 ก.ย. 2562 00:25 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
Ψเกลียวคลื่นที่ “ XVII ”
แบบอักษร

Ψเกลียวคลื่นที่ “ XVII ”

 

 

 

ได้ชื่อว่าเป็นเงือกสถานที่ที่พวกเราอยู่จึงเป็นใต้ท้องทะเลไม่ก็เป็นตามแหล่งน้ำต่างๆ อาจเพราะอยู่ในน้ำมาแทบจะตลอดชีวิตการอาบน้ำจึงไม่จำเป็นสำหรับพวกเรา ทั้งกลิ่นเหม็นคาวหรือความเหนียวตัวก็ไม่มีเหมือนอย่างมนุษย์ซึ่งอาศัยอยู่บนบกท่ามกลางแสงอาทิตย์และจำเป็นต้องอาบน้ำชำระร่างกายอยู่เป็นประจำ

นั่นเป็นความคิดของผมตลอดชีวิตที่ใช้มาจนถึงเมื่อวานนี้อันเป็นเหตุการณที่ถือเป็นจุดเปลี่ยนความคิดเรื่องการอาบน้ำของผม เรื่องมันมีอยู่ว่าผมที่นอนลอยคออยู่ตรงรางน้ำนิ่งๆ หันไปเห็นโวร์และเควสถือถุงกระดาษแลดูมีราคาไปวางบนโต๊ะพร้อมกับพูดคุยกันเกี่ยวกับกลิ่นของแต่ละขวด

ให้เดาจากบทสนทนาขวดพวกนั้นต้องเป็นสบู่ไม่ก็พวกยาสระผม แน่นอนว่าตัวผมในตอนนั้นไม่ได้สนใจอะไรจนกระทั่งโวร์ถือหนึ่งในขวดเหล่านั้นมาให้ผมลองดม และกลิ่นที่สัมผัสได้ทำเอาผมถึงกับตาโตด้วยความสนใจกับกลิ่นหอมอันแสนรันจวน ท่าทางของผมคงแสดงออกว่าอยากลองใช้มากโฟรชจึงให้ผมลองไปอาบน้ำดู ก่อนเขาจะปล่อยให้ผมไปนั้นมีการอธิบายการใช้ของแต่ละขวดคร่าวๆ อย่างสบู่โฟรชบอกว่าถ้าอยากได้ฟองเยอะๆ ก็เทใส่ให้หมดขวดแล้วตีน้ำจนเกิดฟองซะ

ในตอนแรกก็งงๆ แต่พอได้ลองทำตามโดยเปิดน้ำในอ่างไว้ระดับนึงแล้วเริ่มเทสบู่ใส่ลงไปตีฟองสีขาวขุ่นก็เริ่มก่อตัว ยิ่งเทสบู่ใส่ไปมากเท่าไหร่เนื้อของฟองก็ยิ่งเนียนและนุ่มขึ้นเท่านั้น เผลอแป๊ปเดียวจากที่น้ำในอ่างมีอยู่แค่ครึ่งบัดนี้มีฟองก่อตัวขึ้นมาเกือบจะเลยขอบอ่าง

ผมพาร่างของตัวเองลงไปแช่ท่ามกลางกลุ่มฟอง สัมผัสอันแสนนุ่มนิ่มพานให้ร่างกายเหมือนถูกโอบล้อมไปด้วยกลุ่มเมฆ ส่วนข้างล่างยามโดนน้ำกลับกลายเป็นหางโผล่ขึ้นมาเหนือฟองในขณะที่ผมเริ่มลูบไล้ฟองเหล่านั้นไปทั่วทั้งร่างเช่นเดียวกับแชมพูสระผมและครีมนวด

แทบไม่อยากเชื่อว่าความรู้สึกหลังได้อาบน้ำเสร็จจะรู้สึกดีขนาดนี้

ร่างกายเบาโหวงและมีกลิ่นหอมอบอวนอยู่ทุกย่างก้าว เส้นผมสีน้ำตาลอมส้มที่นุ่มอยู่แล้วพอได้ใช้แชมพูและครีมนวดกลับเพิ่มความเงางามและมีน้ำหนัก พริ้วไหวไปตามการก้าวเดินแถมยังส่งกลิ่นหอมจนต้องคว้าผมตัวเองมาสูดกลิ่นเข้าปอด

เหตุการณ์นั้นส่งผลให้วันนี้หลังกินมื้อเช้าร่วมกับโฟรชแสร็จผมก็ขอตัวแล้วเข้ามาในห้องน้ำโดยมีจุดหมายอยู่ที่อ่างน้ำขนาดพอดีตัวและเหล่าขวดสบู่ แชมพูกลิ่นต่างๆ ที่โฟรชบอกให้โวร์และเควสไปซื้อมาให้เพราะเห็นว่าผมชอบซึ่งความยากอยู่ที่การเลือกกลิ่นว่าจะอาบกลิ่นไหนดี

“อันนี้ก็ชอบ...แต่อันนี้หอมกว่า ไม่สิ อันนี้ด้วย” ผมไล่เปิดฝาขวดสบู่เพื่อดมกลิ่นอยู่นานมากกว่าจะตัดสินใจเลือกสบู่ขวดสีฟ้ามาเทตีฟองลงในอ่าง

ไม่รู้หรอกว่ามนุษย์ปกติอาบน้ำใช้สบู่ปริมาณแค่ได้แต่สำหรับผมคือใช้หมดขวด เมื่อเทสบู่ลงผมสลับใช้มือตีจนเกิดเป็นฟองลอยหนาขึ้น ปริมาณ 1 ขวดพอดีกับน้ำครึ่งอ่างเพราะจะได้ฟองหนาสีขาวบริสุทธิ์ฟูฟ่องขึ้นมาเกือบล้นพอนำร่างลงไปน้ำจะขึ้นมาพอดีเช่นเดียวกับฟองที่ลอยขึ้นเหนืออ่างแต่ยังไม่ตกลงไปด้านล่าง

ช่างเป็นความรู้สึกสบายตัวที่ไม่อาจอธิบายได้

ฟองเนื้อเนียนถูกผมใช้มือตักขึ้นมาแล้วออกแรงเป่าจนฟองนั้นปลิวออกไป ในขณะที่กำลังแช่ฟองผมเอื้อมมือไปหยิบขวดแชมพูมาเทใส่มือก่อนจะเริ่มสระผมของตัวเอง ระหว่างนั้นดวงตาผมจ้องมองไปยังวิวทิวทัศน์ของใต้ท้องทะเล

ผมเพิ่งรู้ว่าผนังของห้องน้ำนั้นเป็นกระจกใสที่สามารถมองออกไปยังท้องทะเลได้ ตลอดเวลาที่ผ่านมาผมเคยเอะใจและสงสัยว่าห้องที่อยู่ข้างๆ ห้องนอนคืออะไร พยายามมองทีไรก็พบแต่ผ้าม่านปิดสนิทไว้ พอสบโอกาสผมเลยลองเปิดม่านนั่นออกจนได้พบความจริง

การได้อาบน้ำโดนมองทะเลเบื้องหน้าแบบนี้ให้ความรู้สึกเหมือนกำลังอยู่ใต้ทะเล

ขนาดผมที่เป็นเงือกยังชอบแทบไม่ต้องถามว่ามนุษย์คนอื่นจะชอบไหม

ก๊อก ก๊อก ก๊อก

“ฟีแซลล์ อยู่รึเปล่า” เสียงเคาะประตูกับเสียงเรียกจากโฟรชดังขึ้นขณะผมกำลังลงครีมนวดบนเส้นผมสีน้ำตาลอมส้ม

“อยู่ มีอะไรรึเปล่า!” ผมตะโกนกลับไปเพราะตำแหน่งอ่างน้ำกับประตูค่อนข้างจะไกลกันพอสมควรเลยกลัวว่าอีกฝ่ายจะไม่ได้ยิน

“อาบน้ำมาจะ 2 ชั่วโมงแล้วนะ”

“ฮะ? อย่ามาหลอกผมน่า” แม้จะตกใจในสิ่งที่ได้ยินตอนแรกแต่ผมก็สรุปอย่างรวดเร็วว่าโฟรชกำลังอำผมอยู่แน่ ถึงผมจะแช่เล่นอยู่ในฟองนานไปสักหน่อยแต่ไม่มีทางจะถึง 2 ชั่วโมงไปได้

“ฉันจะหลอกนายทำไม” ครั้งนี้โฟรชไม่ได้พูดมาจากนอกประตูแต่เปิดประตูก้าวเข้ามาหาผมด้านใน

“คุณจะอาบต่อเหรอ?” ผมถามอีกฝ่ายกลับโดยมือนั้นกำลังเอาฟองลูบเกล็ดของตัวเองจนถึงส่วนปลายของครีบ การที่โฟรชเข้ามาเร่งผมคิดได้แค่เขาต้องการใช้ห้องน้ำต่อเท่านั้นแหละ

“ฉันเพิ่งอาบก่อนมื้อเช้า”

“งั้นมีอะไร” ผมเอียงคอถาม

“นายจะอาบน้ำนานเกินไปแล้ว” โฟรชมองผมอันเต็มไปด้วยฟองตั้งแต่เส้นผมจรดปลายหางด้วยสายตาบอกไม่ถูก

“...แล้วไม่ได้?”

“ขนาดผู้หญิงยังไม่อาบนานเท่านายเลยมั้ง”

“ผมอาบมา 2 ชั่วโมงแล้วจริงดิ” ผมกระพริบตาปริบๆ จ้องโฟรชอย่างรอคอยคำตอบ

“ใช่ ความจริงเลย 2 ชั่วโมงแล้วด้วยซ้ำ” อีกฝ่ายหันหน้าปัดนาฬิกามาให้ผมดูด้วยตัวเอง ก่อนผมจะอาบน้ำจำได้ว่าเวลานั้นประมาณ 8 โมงกว่าทว่าเวลาในตอนนี้อีกไม่ถึง 10 นาทีก็จะ 11 โมงแล้ว

“...นี่ผมอาบนานขนาดนี้เลย” ไม่อยากเชื่อเลย

“นานมาก เดี๋ยวก็ตัวเปื่อยหรอก”

“เปื่อย? ผมอยู่ในน้ำมาทั้งชีวิตตัวยังไม่เคยเปื่อยเลยนะ” เรื่องนี้ผมขอค้าน การแช่น้ำแค่ 2 ชั่วโมงไม่ทำให้ผมตัวเปื่อยได้หรอก

“มันไม่เหมือนกัน” โฟรชถอนหายใจเบาๆ ใส่

“ไม่เหมือนตรงไหน”

“ก็ตรงที่น้ำปกติไม่ได้มีพวกสารที่ในสบู่หรือแชมพูมี ลองดูมือสิเริ่มเปื่อยแล้ว” ไม่พูดเปล่าอีกฝ่ายก้าวยาวๆ มาดึงมือผมไปเปิดฝักบัวด้านข้างเพื่อล้างน้ำเปล่าก่อนจะเอามือนั้นมาตรงหน้าให้ผมดูชัดๆ และก็เป็นอย่างที่โฟรชพูดนิ้วผมเริ่มเปื่อยแล้ว

ก่อนหน้านี้คงเพราะถูกฟองสีขาวนี่ปกคลุมไปทั่วเลยไม่ทันได้สังเกต

“...ผมพอแล้วก็ได้”

เห็นมือตัวเองเปื่อยเพราะน้ำแบบนี้ไม่ชินเลยแฮะ

“ควรพอตั้งนานแล้ว นับจากนี้ให้อาบน้ำได้วันละครั้ง ครั้งละไม่เกิน 1 ชั่วโมง” อยู่ๆ โฟรชก็ตั้งกฎขึ้นมาโดยไม่มีการปรึกษา แถมยังลดเวลาลงกว่าครึ่งอีก

“น้อยไป อย่างน้อยขอสักชั่วโมงครึ่ง” ผมยกนิ้วขึ้นต่อรอง นึกว่าจะให้เวลาไม่เกิน 2 ชั่วโมงซะอีกแต่ดันลดฮวบเหลือแค่ชั่วโมงเดียวแบบนี้มันน้อยเกินไป

“ให้ได้แค่ชั่วโมงเดียว ชั่วโมงเดียวก็ถือว่ามากแล้วถ้าอยากแช่น้ำต่อนายก็ออกไปทะเลก็ได้นี่” โฟรชเสนอทางออกให้

“มันเหมือนกันที่ไหน น้ำทะเลไม่ได้เนียนนุ่มเหมือนฟองในอ่างนี่นา” ผมให้เหตุผล ที่ผมติดใจการอาบน้ำก็เพราะความนุ่มละมุลของฟองที่โอบล้อมทั้งร่างไว้

“แค่ชั่วโมงเดียวก็น่าจะพอแล้ว”

“ไม่พอ” ผมตอบโดยไม่ต้องคิด

“ไม่รู้ล่ะ ถ้าครบชั่วโมงแล้วยังไม่ขึ้นฉันจะอุ้มนายและล้างฟองออกให้เอง”

“ฮะ?” คำขู่ที่ได้ยินทำเอาผมถึงกับขยับถอยหนีทั้งที่ตอนนี้ร่างกายก็แนบสนิทกับอ่างแล้ว

“ความจริงจะให้ฉันอาบให้ก็ได้นะ รับรองว่าสะอาดทุกซอกทุกมุมแน่” สายตาที่มองมานั้นราวกับจะทะลุฟองมามองร่างกายผมโดยตรง

“ผมอาบเองได้!”

“แน่ใจนะ”

“แน่ใจสิ คุณรีบออกไปเลยผมจะอาบน้ำแล้ว” ผมรีบไล่อีกฝ่ายก่อนจะเปลี่ยนความคิดมาอุ้มผมไปอาบน้ำซะตอนนี้

ยิ่งไว้ใจไม่ค่อยได้อยู่...ครั้งก่อนก็ถูกเอาจูบแรกไปทีแล้ว

“ถ้าแช่ต่อ...”

“ไม่แช่แล้วน่า!” ผมสวนกลับทั้งที่โฟรชยังพูดไม่จบประโยค

“ให้จริงเถอะ ฉันจะรอข้างนอกถ้าไม่เสร็จในครึ่งชั่วโมงเตรียมโดนฉันอาบให้ได้เลย” โฟรชพูดย้ำก่อนจะหันหลังเดินออกจากห้องน้ำไป

ทันทีที่ประตูปิดผมรีบออกมาจากอ่างล้างฟองที่ติดอยู่แทบทั้งร่างออกด้วยน้ำสะอาดจากฝักบัวอย่างเร่งรีบ ผ้าขนหนูที่วางไว้ไม่ไกลผมนำมาเช็ดตัวและซับน้ำจากส่วนหางให้แห้ง ระยะเวลาในการทำให้หางแห้งจนกลายเป็นขานั้นค่อนข้างนาน

ผมล่ะกลัวว่าจะเสร็จไม่ทันเวลาที่อีกฝ่ายกำหนดจริงๆ

ในห้องน้ำไม่มีนาฬิกาผมจึงทำได้แค่รีบทำทุกอย่างให้เสร็จก่อนจะเปิดประตูห้องน้ำวิ่งออกไปหาโฟรชที่นั่งไขว่ข้างรออยู่บนโซฟา

“แฮ่ก...เสร็จแล้ว” ผมหอบเล็กน้อยระหว่างพูด

“ใช้เวลาไปพอดีเลยนะ นึกว่าจะได้เข้าไปช่วยอาบซะอีก”

“ทำไมเดี๋ยวนี้คุณชอบพูดประโยคลามกนักนะ” ตั้งแต่กลับมาจากงานเลี้ยงต่างประเทศได้ทีเป็นต้องเอ่ยประโยคที่ทำให้ผมเขินไม่ก็หน้าแดงออกมาทุกที นี่ยังไม่รวมการกระทำที่มักจะเข้ามาสัมผัสตัวอยู่เรื่อยๆ นะ

“ถ้าพูดปกติ เดี๋ยวนายจะไม่รู้ว่าฉันกำลังจีบ” โฟรชตอบเสียงเรียบ

“ผมรู้อยู่แล้วน่า เพราะงั้นเลิกพูดประโยคลามกพวกนี้เถอะ คุณเองก็ใช่ว่าจะชินนี่ผมเห็นนะว่าแอบหน้าแดง...” ประโยคที่กำลังเอื้อนเอ่ยแผ่วเบาลงเรื่อยๆ ยามถูกดวงตาสีเทาอ่อนเงยขึ้นมาประสาน

“อยากหน้าแดงเหรอฟีแซลล์?” อีกฝ่ายถามกลับก่อนจะเอื้อมมือมาคว้าแขนผมพร้อมกับดึงแรงๆ จนเซล้มไปนั่งบนโซฟาตัวเดียวกับโฟรช

ทั้งที่เห็นว่าโฟรชกำลังจะจับแต่กลับหนีไม่ทัน

เพราะอยู่บนบกการเคลื่อนไหวผมเลยช้าเนี่ย!

“ฟะ...โฟรช”

“ฮืม...อะไร หรือไม่ได้อยากให้แค่หน้าที่แดงแต่เป็นแดงทั้งตัวล่ะ” อีกฝ่ายขยับมากระซิบพลางคร่อมร่างผมไว้ไม่ให้ขยับหนีไปไหน

“ไม่เอา” ผมส่ายหน้ารัวๆ

จะหน้าหรือตัวก็ไม่อยากแดงทั้งนั้นแหละ

แค่ตอนนี้ก็แดงมากเกินพอแล้ว

“ถ้าไม่อยากโดนก็อย่าทักเรื่องนี้อีก”

“แต่คุณหน้าแดงจริงๆ นี่ อื้ออออ~!” ริมฝีปากที่กำลังอ้าถูกประทับด้วยจุมพุตอันดุดันในเสี้ยววินาที แผ่นหลังผมแนบไปกับโซฟาโดยมีโฟรชที่ขยับเข้ามาแนบชิดขึ้นเรื่อยๆ

ความร้อนผ่าวยามปลายลิ้นเกี่ยวพันเรียกเสียงครางให้ดังขึ้นอีก การจูบของโฟรชเปี่ยมไปด้วยความต้องการและปรารถนาที่พานให้คนถูกจูบอย่างผมแทบสิ้นสติ ภายในหัวเริ่มขาวโพลนเช่นเดียวกับลมหายใจที่เริ่มติดขัดจากการจูบมาราธอน

“จะพูดอีกไหม” โฟรชเลิกคิ้วถามหลังจากถอนจูบออก

“...” ผมยกมือขึ้นปิดปากตัวเองแน่นขณะส่ายหัวรัวๆ

รู้ชะตากรรมเลยหากผมเผลอพูดออกไปอีก

“ดี” พอได้ดั่งใจโฟรชก็ขยับออกไปนั่งหลังพิงโซฟาตามเดิม

“นี่โฟรช” ผมปล่อยให้บรรยากาศเงียบๆ เข้าปกคลุมไม่นานก็เรียกอีกฝ่าย

“อยากจูบอีก?”

“ไม่ใช่!” ผมทำเสียงแข็งหน้าตึงใส่คนข้างกาย

อะไรที่ทำให้คิดว่าผมอยากจูบอีกเล่า!

“งั้นมีอะไร” โฟรชถามต่อ

“วันนี้คุณไม่ทำงานเหรอ”

“มีงานอยู่แต่ยังไม่อยากทำ จะเข้าประเด็นได้รึยังฟีแซลล์” เหมือนโฟรชจะรู้ว่าคำถามเมื่อครู่เป็นแค่การเกริ่นนำก่อนเข้าเรื่องเท่านั้น

“เอ่อ...กำแพงกระจกที่ปิดอยู่ตรงโขดหิน...เปิดให้หน่อยได้รึเปล่า” ระหว่างพูดผมคอยสังเกตสีหน้าที่เริ่มเปลี่ยนไปของโฟรชอยู่ตลอด

“ทำไม” น้ำเสียงนั่นถ้าผมให้คำตอบไม่ดีอาจปลุกอารมณ์โกรธขึ้นมาได้ง่ายๆ

“ผมอยากว่ายน้ำเล่นกับเพื่อนๆ เอาตรงๆ คืออยากให้เปิดเพื่อให้เพื่อนๆ ผมเข้ามาได้น่ะ” ผมอธิบายเหตุผลอย่างไม่รีบร้อน

“เพื่อน? หมายถึงพวกเงือก?” โฟรชขมวดคิ้วแสดงถึงความสงสัยที่มีอย่างเต็มเปี่ยม

“ไม่ใช่พวกเงือกแต่เป็นพวกสัตว์น้ำน่ะ ช่องว่างขนาดเล็กที่มีปลาที่จะเข้ามาได้เลยเป็นพวกปลาตัวเล็กๆ พวกเพื่อนตัวใหญ่ก็อยากจะมาหาผมบ้าง เพราะงั้นเลยมาขอให้เปิดกำแพงกระจกนั่นที” ผมส่งสายตาร้องขอขณะเล่าเรื่องให้ฟัง

หลายวันมานี้มีพวกสัตว์น้ำแวะเวียนมาหาผมอยู่ค่อนข้างเยอะแต่ด้วยขนาดช่องว่างที่มีจำกัดทำให้มีเพียงส่วนเดียวจากทั้งหมดที่สามารถเข้ามาหาผมได้ สาเหตุที่พวกเขาหาที่อยู่ผมเจอคงไม่พ้นไปถามจากพวกชาลีเพื่อนฉลามของผมเป็นแน่

“แค่กำแพง ถ้านายจะออกก็ออกได้อยู่แล้วนี่” โฟรชส่งเสียงถามคล้ายไม่เข้าใจว่าจะมาขอทำไมเพราะก่อนหน้านี้ผมสามารถปีนขึ้นไปบนโขดหินแล้วกระโดดไปยังทะเลอีกฝั่งได้ง่ายๆ

“ถ้าผมออกไปคุณจะเศร้าและเสียใจ” รวมไปถึงความกลัวด้วย ผมยังจำใบหน้าของอีกฝ่ายที่เหม่อลอยไปยังท้องทะเลด้วยสายตาว่างเปล่ายามไร้ซึ่งผมได้อยู่เลย

ถ้าเลือกได้ผมก็ไม่อยากจะเห็นใบหน้านั้นอีก

“ฟีแซลล์...”

“ผมเลยมาขอตรงๆ ดีกว่าแอบหนีไปเล่นแล้วทำให้คุณต้องมานั่งหน้าหง๋อย”

“ใครนั่งหน้าหง๋อย” โฟรชถามกลับ

“คุณไงโฟรช” ผมตอบพลางส่งยิ้มไปให้

“...ถ้าเปิดแล้วนายหนีไปล่ะ” สุดท้ายก็วกกลับมาเรื่องเดิมจนได้

โฟรชขี้กลัวมากกว่าที่คิด และสิ่งที่ทำให้เขากลัวมากที่สุดก็คือตัวผมที่อาจหายไปได้ทุกเมื่อหากมีช่องว่างหรือปล่อยให้เป็นอิสระแม้เพียงชั่วคราวก็ยังทำให้กลัว

“โฟรช...คุณก็เห็นว่าผมกลับมา กลับมาหาคุณ เลิกกลัวได้แล้วผมไม่ไปไหนหรอก” ขณะพูดผมขยับเข้าไปใกล้แล้วใช้ฝ่ามือทั้งสองข้างลูบสัมผัสใบหน้าของโฟรชอย่างแผ่วเบา ดวงตาสีฟ้าน้ำทะเลของผมประสานไปยังดวงตาสีเทาอ่อนเพื่อสื่อสารความรู้สึกหลายๆ อย่างที่ไม่อาจเอ่ยเป็นคำพูดออกไปได้

ที่เหลือก็แค่...โฟรชจะเข้าใจสิ่งที่ผมอยากจะบอกรึเปล่า

“ถ้ามาอ้อน...ฉันจะยอมเปิดประตูนั่นให้” เงียบไปสักพักใหญ่ในที่สุดโฟรชก็เปิดปากอีกครั้ง

“อ้อน?” เหมือนก่อนหน้านี้จะเคยมีเหตุการณ์คล้ายๆ กัน ไม่สิ ต้องบอกว่าเป็นเหตุการณ์เดียวกันเกิดขึ้นเมื่อหลายเดือนก่อน ครั้งนั้นโฟรชก็บอกให้ผมอ้อนเช่นกัน

“จะตกลงไหม”

“...ผมอ้อนไม่เก่ง...คุณก็รู้” ภาพของครั้งที่แล้วน่าจะทำให้เขาเดาได้

ผมไม่ใช่คนที่จะมีโอกาสได้อ้อนใครนักแม้แต่กับท่านพ่อหรือท่านแม่เองก็ตาม

“ฉันไม่ได้บอกว่าต้องอ้อนเก่งนี่ แค่ให้อ้อน”

“แล้วถ้าไม่ถูกใจล่ะ”

“เคยบอกแล้วนี่ว่าฉันไม่คิดแบบนั้น” รอยยิ้มมุมปากมาพร้อมกับสายตาที่จ้องมองมา

“งั้นก็ตกลง...ผมจะอ้อน” จะทำเท่าที่ทำได้ละกัน

ผมพยายามคิดถึงการอ้อนหลายๆ วิธีโดยอ้างอิงจากหนังหลายๆ เรื่องที่มีฉากของการออดอ้อนซึ่งเกือบทั้งหมดการอ้อนมักจะทำโดยฝ่ายหญิงไม่ใช่ผู้ชายแบบผม แต่ใช่ว่าจะเอามาใช้เป็นแบบอย่างไม่ได้ซะทีเดียว

คิดอยู่นานในที่สุดก็ตัดสินใจได้ ผมสูดลมหายใจเข้าปอดลึกก่อนจะลุกขึ้นก้าวเข้าไปหาโฟรช สิ่งแรกที่ผมทำคือขึ้นไปนั่งบนต้นขาหรือบนตักในสภาพที่หันหน้าเข้าหากัน ดวงตาสีเทาอ่อนที่กำลังสั่นนั่นฉายแววตกใจกับการกระทำของผมอยู่ไม่น้อย

“โฟรช” ไม่มีประโยคออดอ้อนยืดยาวใดๆ ที่ผมทำมีเพียงเรียกชื่ออีกฝ่ายด้วยเสียงที่คิดว่าหวานที่สุดก่อนจะเอียงคอเล็กๆ ปิดท้ายอย่างที่เคยเห็นในหนัง

ทีนี้ก็ทำได้แค่หวัง...หวังว่ามันจะได้ผลกับโฟรช

“หึ...โดนใจสุดๆ ไปเลย”

“จริงเหรอ”

“อืม”

“งั้นก็แปลว่า...”

“จะให้เปิดตอนไหน” คำพูดนั้นเรียกรอยยิ้มกว้างของผมให้ปรากฎขึ้นอย่างหยุดไม่อยู่

“ตอนนี้...ตอนนี้เลยได้ไหม” ผมบอก

“เพื่อนมารอแล้ว?”

“เปล่า แต่ผมเรียกได้ พวกเขาไม่น่าจะอยู่ไกลนัก”

“ได้ ฉันจะเปิดให้”

“ขอบคุณนะโฟรช” ผมโผลเข้ากอดโฟรชสุดแรงแทนคำขอบคุณ

เพราะคำพูดนั้นของโฟรชทำให้กำแพงที่กั้นขวางอยู่ระหว่างโขดหินทั้งสองฝากถูกเปิดออกในช่วยบ่ายของวัน เหล่าเพื่อนสัตว์น้ำว่ายมาหาตามเสียงเรียกของผมและเข้ามาจนถึงด้านในทำให้ในพื้นนี้เต็มไปด้วยสัตว์น้ำนานาพันธุ์ตั้งแต่ปลาการ์ตูนตัวเล็ก ปลากะมง ปลาหมอทะเลไม่จนถึงโลมาและเต่าทะเลต่างว่ายวนเวียนไปรอบๆ ตามการชี้นำของผม

ความเร็วของเงือกยามเคลื่อนไหวใต้น้ำนั้นพอๆ กับโลมาจึงเกิดเป็นการแข่งขันระหว่างผมและโลมาขึ้นโดยมีเส้นชัยอยู่ที่โขดหินตรงหน้า การจะเพิ่มความเร็วในการว่ายน้ำมีเคล็ดลับง่ายๆ คือการแนบแขนให้สนิทกับลำตัวและขยับสะโพกขึ้นลงออกแรงสะบัดไปจนถึงปลายหาง ผลของการแข่งนั้นชัยชนะตกเป็นของเงือกอย่างผมที่ถึงเร็วกว่าเพียงไม่กี่วินาที

นานมากแล้วที่ไม่ได้เล่นกับเพื่อนๆ ทำให้ตลอดทั้งวันผมสนุกจนลืมเหนื่อย มีช่วงหนึ่งที่ผมใช้มือเกาะกระดองของเต่า...ให้เต่าตัวนั้นว่ายลากผมไปทั่วกระทั่งผ่านหน้ากระจกที่มีร่างของโฟรชนั่งทำงานอยู่บนโต๊ะในห้องทำงานเหมือนอย่างปกติ

ถึงจะอยากให้หันมาทว่ากระจกที่ขวางกั้นไว้ค่อนข้างหนาต่อให้เคาะเสียงก็คงไม่ดังทะลุไปถึงอีกฝั่งอยู่ดี

เหล่าสัตว์ทะเลที่เห็นผมหยุดเคลื่อนไหวต่างว่ายกลับมารายล้อมพร้อมกับส่งเสียงถามไถ่ไม่หยุด ผมสะบัดความคิดในหัวทิ้งไปก่อนจะส่งยิ้มไปให้เหล่าเพื่อนพ้องใต้ทะเล

แค่คุยกับโฟรชเดี๋ยวว่ายเล่นเสร็จค่อยไปหาก็ได้

ผมที่ตัดสินใจแบบนั้นเตรียมจะว่ายออกห่างจากกระจกบานใหญ่ทว่าในจังหวะที่กำลังจะหันหลังดวงตาสีเทาอ่อนที่กำลังง่วงอยู่กับเอกสารกลับเงยขึ้นและหันมามอง ดวงตาของพวกเราประสานกันพอดีราวกับนัดกันไว้

ใบหน้าของโฟรชยามเห็นผมว่ายอยู่ท่ามกลางสัตว์ทะเลออกแนวแปลกใจอยู่ไม่น้อย แน่นอนว่าผมไม่ได้อยู่เฉยกวักมือเรียกพลางชี้มายังตัวเองสื่อความหมายให้โฟรชมองมายังผมซึ่งอีกฝ่ายก็พยักหน้าเข้าใจลุกขึ้นจากเก้าอี้เดินเข้ามาใกล้คล้ายจะรอดูว่าผมจะทำอะไร

ดวงตาสีฟ้ากลืนกับน้ำทะเลของผมหันไปหาเพื่อนๆ พร้อมนัดแนะสิ่งที่คิดจะทำและเริ่มลงมือโดยไม่มีการซ้อมล่วงหน้า โลมาสองตัวว่ายผ่านหน้ากระจกอย่างรวดเร็วจนเกิดเป็นฟองทำให้อีกฝ่ายมองไม่เห็นพวกผมระยะหนึ่ง เมื่อน้ำกลับมาใสผมเปิดตัวว่ายเข้าไปหาโฟรขพร้อมกับฝูงปลาที่ว่ายวนอยู่รอยกาย พอเคลื่อนตัวมาถึงหน้ากระจกผมวางมือข้างนึงทาบพร้อมกับฉีกยิ้มกว้างส่งไปให้

โฟรชที่เห็นการแสดงนั้นไม่ได้ปฎิกิริยาอะไรนอกจากสายตาและเลิกคิ้วขึ้นคล้ายจะบอกว่าทำได้แค่นี้เหรอ

นั่นทำให้ผมส่งสายตาขวางๆ ไปให้อีกฝ่ายก่อนจะเริ่มต้นทุกอย่างใหม่ โลมาสองตัวทำหน้าที่เดิมคือว่ายน้ำผ่านกระจกสร้างฟองอากาศอำพรางตัวผมที่เตรียมการบางอย่างอยู่ด้านหลัง ทันทีที่ฟองอากาศหายไปฝูงปลามากมายว่ายไปด้านหน้าเป็นรูปสี่เหลี่ยมผืนผ้าขนาดใหญ่ก่อนจะสลายไปอย่างรวดเร็วเมื่อถึงกระจกตรงหน้าโฟรช สิ่งที่ปรากฎอยู่หลังฝูงปลาคือตัวผมที่นั่งอยู่บนหลังเต่าส่งรอยยิ้มหวานไปให้

ช่วงเวลานั้นเองที่ผมส่งสัญญาณบอกให้เต่าว่ายวนรอบตัวเองเป็นการโชว์ตัว 360 องค์ศา แต่แล้วไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้นคุณเต่าหดหัวและขาสี่ข้างเข้าในกระดองในขณะที่ยังหมุนตัวอยู่ส่งผลให้เกิดแรงหมุนอันรุนแรงขึ้นพัดร่างผมที่นั่งอยู่ลอยออกไป ด้วยแรงหมุนนั่นสร้างความมึนงงให้ไม่น้อย พอกลับมามีสติผมใช้มือเสยผมที่ปกหน้าอยู่ขึ้นเป็นจังหวะเดียวกับที่ผมรู้ว่าตอนนี้ตัวเองอยู่ข้างหน้าโฟรช

รอยยิ้มและใบหน้าที่พยายามทำให้งดงามสมกับเป็นเงือกกลายมาเป็นใบหน้าอ่อนล้าปนงงงวย น่าแปลกที่ดวงตาคู่นั้นกลับทอประกายมากกว่าดูการโชว์ก่อนหน้านี้ซะอีก โฟรชยกมือขึ้นมาแตะปากตัวเองคล้ายกำลังสะกดกลั้นบางอย่างแต่พอเห็นผมเอียงคองงด้วยใบหน้าที่ยังคงมีเส้นผมสีน้ำตาลอมส้มปกอยู่อย่างกับพรายน้ำคนตรงหน้าก็ถึงกลับหลุดขำออกมาซะอย่างนั้น

นี่ผมไม่ได้กะจะแสดงตลกให้ดูสักหน่อย!

ตอนแรกวางแผนไว้ว่าอยากโชว์ความงดงามของสิ่งมีชีวิตใต้ท้องทะเลให้โฟรชเห็น...แต่ดูสิ่งที่ทำได้สิ!

เอาเถอะ...แค่เขาหลุดขำออกมาก็นับว่าสำเร็จแล้ว

หลังจากวันนั้นก็ผ่านไปหลายสัปดาห์ผมยังขอให้โฟรชเปิดประตูกำแพงกระจกเพื่อชวนเพื่อนๆ มาเล่นด้วยเป็นครั้งคราว ช่วงหลังๆ มานี่มีลูกน้องของชาลีที่มาคอยคุ้มกันว่ายวนอยู่รอบนอกด้วย เห็นส่งข่าวมาว่าเป็นคำสั่งของราชาหรือท่านพ่อของผมนั่นเอง

ถึงจะไม่ค่อยชอบให้มีใครมาเฝ้าแต่ผมรู้ว่าต้องมีเรื่องบางอย่างเกิดขึ้นไม่งั้นท่านพ่อคงไม่ส่งฉลามมาคอยเฝ้าดูแบบนี้หรอก

“...หิวน้ำจัง” ผมโผล่หน้าขึ้นมาเหนือน้ำหลังจากว่ายเล่นอยู่ตลอดหลายช่วงที่ผ่านมานับตั้งแต่โฟรชและพวกเควสออกไปข้างนอก

ช่วงเย็นหรือก็คือเมื่อหลายชั่วโมงก่อนโฟรชบอกว่าจะออกไปงานเลี้ยงข้างนอก และจะกลับดึกหน่อยซึ่งผมก็พยักหน้าเข้าใจ การออกงานช่วงเย็นก็เป็นเหมือนการทำงานของโฟรชอย่างหนึ่งเพียงแต่นานๆ ทีจะเห็นอีกฝ่ายไปเข้าร่วมงาน ปกติมีแต่จะให้เควสไม่ก็โวร์ไปแทนตลอด

แปลว่าคงเป็นงานสำคัญมั้ง

ตัวผมไม่ได้เรียกร้องที่จะไปด้วยเพราะจากหลายๆ งานที่เคยเห็นหรือเคยไปผมล้วนไม่ชอบทั้งนั้นเลยขออยู่บ้านเล่นน้ำรอจนกว่าโฟรชจะกลับมาก็ละกัน อีกอย่างถ้าโฟรชไม่อยู่แบบนี้ก็เข้าทางผมจะได้แช่น้ำเล่นฟองในอ่างได้เกินชั่วโมงโดยไม่มีใครบ่น

ทำไมถึงเพิ่งนึกได้นะตัวผม

น้ำทะเลจะว่ายเล่นตอนไหนก็ได้ แต่น้ำในอ่างมีโอกาสไม่บ่อยที่โฟรชจะออกไปงานหลายชั่วโมงติดเหมือนอย่างวันนี้

ว่าแล้วก็รีบไม่เล่นฟองดีกว่า

ผมดำกลับลงมาและเข้ามาด้านในห้องนอนของโฟรชผ่านทางเชื่อมตรงกลางห้องก่อนจะยกตัวขึ้นนั่งบริเวณขอบสระเปิดพัดลมจ่อส่วนหางเพื่อให้แห้งเร็วขึ้นสลับกับใช้ผ้าขนหนูซับเช็ดตัวให้แห้ง ตู้ข้างสระไม่ได้มีแค่ผ้าขนหนูแต่ยังมีเสื้อผ้าสำหรับสวมใส่วางจัดอยู่อย่างเป็นระเบียบหลายชุด

บางทีผมก็สงสัยนะว่าทำไมตอนอยู่ในร่างมนุษย์แล้วต้องใส่เสื้อผ้า อย่างตอนอยู่ในน้ำร่างเงือกเองก็ไม่ได้ให้ความรู้สึกว่าเปลือยหรือโป๊แต่พอเกล็ดเริ่มแห้งแล้วแปรเปลี่ยนเป็นเนื้อหนังของมนุษย์แล้วนอกจากจะดูโป๊วาบหวิวแบบสุดๆ ยังให้ความรู้สึกเขินอายอีกต่างหาก

ผ่านไปสักพักใหญ่ผมสามารถลุกขึ้นเดินก้าวได้เหมือนมนุษย์ปกติทว่าตอนที่ก้าวขาถึงประตูผมก็นึกขึ้นมาได้ว่าตัวเองหิวน้ำอยู่นี่นา

น้ำสำหรับเงือกเป็นสิ่งจำเป็นและไม่สามารถขาดได้ น้ำกินเองก็เช่นกันเพียงแต่พวกเราสามารถอ้าปากกินน้ำทะเลเข้าไปได้เลยเวลาหิวแต่พอถูกโฟรชเลี้ยงดูมาอย่างดีผมก็เริ่มติดใจการกินน้ำที่มีรสจืดหรือรสอื่นๆ อย่างวันก่อนเพิ่งได้กินน้ำสีน้ำตาลที่ตอนแรกนึกว่าจะขมทว่าพอกลืนลงคอไปรู้สึกถึงความหวานและความซ่าพานให้สดชื่นต่างจากน้ำทะเลหรือน้ำเปล่าที่เคยกิน

มนุษย์ก็ช่างคิดน้ำรสชาติแปลกๆ ออกมาได้เนอะ

กลับมาเรื่องหิวน้ำก่อน ตอนนี้ผมกำลังชั่งใจระหว่างไปอาบน้ำแช่ฟองหรือเดินออกไปหาน้ำอะไรดื่ม ใช่เวลาตัดสินใจได้ไม่นานผมก็เลือกออกไปหาน้ำดื่มก่อนค่อยกลับไปนอนแช่ฟองสบู่

ห้องครัวที่ใกล้ที่สุดจากบริเวณที่ผมอยู่คือห้องครัวด้านล่างที่โฟรชมักจะทำอาหารเกือบทุกมื้อที่ห้องครัวนั่น ในบ้านหลังนี้มีห้องครัวอยู่ 2 ห้อง ห้องแรกคือชั้นบนของบ้านส่วนอีกที่คือใต้ดินชั้นสามนี่แหละ

ข้าวของ อุปกรณ์ต่างๆ ในห้องครัวล้วนถูกจัดวางอยู่ตำแหน่งเดิมไม่เคยเปลี่ยน มีหลายครั้งผมมักเผลอวางพวกอุปกรณ์สลับที่ พอโฟรชรู้เข้าผมก็มักจะถูกบ่นเรื่องเก็บให้เป็นที่เสมอ

ผมก้าวเข้ามาในห้องครัวโดยมีจุดหมายอยู่ที่ตู้เย็น ความเย็นภายในตู้กระจายออกมายามเปิดประตูออกแล้วหยิบขวดน้ำด้านในมาเปิดดื่ม ระหว่างกำลังยกดื่มสายตาผมก็เบนไปเห็นขวดที่เรียงรายอยู่บนชั้น

“...อ่านไม่ออก” ผมเปิดตู้เอื้อมหยิบหนึ่งบรรดาขวดหลายสิบขวดที่วางไว้นอกตู้เย็น ภายในขวดแก้วมีน้ำสีใสซึ่งก็น่าจะเป็นน้ำเปล่าเพียงแต่น้ำเปล่าปกติมักจะอยู่ในขวดพลาสติกมากกว่าแถมฉลากที่เป็นตัวอักษรที่มีขีดเยอะๆ นี่ช่างไม่คุ้นตาเอาซะเลย

ว่าแต่ถ้าเป็นน้ำเปล่าทำไมถึงไม่แช่อยู่ในตู้เย็นล่ะ ช่องว่างก็ยังเหลืออยู่

ผมคิดพลางไล่สายตามองดูบรรดาขวดที่มีฉลากหลายรูปแบบด้วยแววตาสงสัย น้ำที่อยู่ภายในขวดแก้วขวดอื่นๆ มีสีออกเหลืองอมส้มต่างจากขวดในมือผมที่เป็นสีใส

จุดที่วางเองก็ดูจะหลบมุมไว้ราวกับไม่อยากให้ผมมาพบหรือเห็น...ไม่แน่ว่าเครื่องดื่มพวกนี้อาจจะ...

“อร่อยจนโฟรชต้องแอบเอาไว้ดื่มคนเดียว?!” ผมเอ่ยสิ่งที่คิดออกมาด้วยสายตาจับผิดขวดสีใสตรงหน้า

หลักฐานที่จะสนับสนุนความคิดผมนั้นมีอยู่นั่นคือของเหลวในขวดหายไปเกือบครึ่งเป็นข้อบ่งบอกว่ามันเคยถูกเปิดมาแล้วแถมไม่ได้ดื่มทีเดียวหมด...แปลว่าต้องเป็นน้ำที่อร่อยมากถึงขนาดต้องค่อยๆ ดื่มสินะ

มีของอร่อยแต่ไม่ยอมแบ่งผมแบบนี้น่าโกรธนะโฟรช

ผมหรี่ตามองขวดในมืออย่างชั่งใจ รอให้โฟรชกลับมาแล้วขอชิมสักหน่อย...ไม่สิ ตอนนี้โฟรชไม่อยู่ถ้าขอแบ่งมาสักหน่อยคงไม่มีใครรู้หรอก ถ้าอร่อยค่อยไปขอโฟรชตรงๆ อีกทีก็ยังไม่สาย

ระหว่างคิดไปเรื่อยผมเดินไปหยิบแก้วมาเปิดขวดเทของสีใสไปกว่าครึ่งแล้วกระดกเข้าปากรวดเดียวหมด

“แหวะ! ขม!” ความขมที่แผ่ซ่านไปทั่วลิ้นแล่นขึ้นไปถึงสมองทำเอาผมอยากจะบ้วนสิ่งที่กินไปออกมาแต่ไม่ทันแล้วผมกลืนไปหมดเลย

ไม่อร่อยสักนิด

ขมสุดๆ

หรือที่ยังเหลืออยู่เพราะไม่อร่อยรึเปล่าเนี่ย!

ผมรีบจัดการเอาขวดนั้นยัดกลับไปเก็บที่เดิมแล้วล้างแก้วเก็บให้เรียบร้อยประหนึ่งเรื่องที่ผมเคยชิมของในขวดนั้นไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน

“อึก...อะไร” ร่างผมที่กำลังจะเดินกลับไปยังห้องอาบน้ำเริ่มเซจนต้องใช้มือเกาะผนังเพื่อพยุงตัวไม่ให้ทรุดลงพื้น

ความมึนที่แล่นเข้ามาในหัวมาพร้อมกับความร้อนที่แผ่ไปทั่วทั้งร่างในเวลาไม่กี่วินาที หัวใจเต้นแรงจนกลัวว่าจะหลุดออกมา

นี่มันเกิดอะไรขึ้น

“ฟีแซลล์อยู่นี่รึเปล่า...ฟีแซลล์!” เสียงเรียกหาของโฟรชในตอนแรกกลายเป็นเสียงตะโกนอย่างร้อนรนยามเห็นผมทรุดตัวอยู่ข้างผนังห้อง ฝ่ามือของโฟรชที่มักจะอุ่นอยู่เสมอครั้งนี้กลับเย็นกว่าปกติเพียงแค่สัมผัสผ่านเสื้อผ้ายังรู้สึกถึง

ไม่แน่อาจไม่ใช่มือโฟรชที่เย็นแต่เป็นตัวผมที่ร้อนเกินไป

“...โฟรช” ผมเงยหน้าเอ่ยเรียกอีกฝ่ายด้วยเสียงแปลกๆ ที่พานให้คนฟังถึงกับขมวดคิ้วแน่น

“เกิดอะไรขึ้น ตัวนายแดงมากเลย” โฟรชพยายามตรวจดูความผิดปกติของผม

“ไม่รู้...ร้อนไปหมดเลย อ๊ะ!...อื้ออ~” ผมถึงกับหลุดเสียงครางออกมาเมื่อถูกโฟรชสัมผัสใบหน้าเห่อแดงและลูบเบาๆ

“หยุดครางฟีแซลล์ จะทำให้ฉันทนไม่ไหวรึไง” อีกฝ่ายพูดด้วยน้ำเสียงพยายามข่มอารมณ์

“ผมก็...ทนไม่ไหว” ร้อนขนาดนี้ผมไม่เคยเป็นมาก่อน

ทรมาน

อยากให้ความร้อนและความรู้สึกแปลกๆ นี่ทุเลาลง

“อึก...ฟีแซลล์ บอกมาก่อนว่าไปทำอะไรมา” โฟรชเหมือนกำลังต่อสู้กับสติที่ใกล้หมดเต็มที

“...ผมกินน้ำแล้วมันก็ร้อน อื้อ! ลูบผมอีก มือคุณเย็นจัง” ผมซุกใบหน้าลงกับฝ่ามือของโฟรชเพื่อช่วยบรรเทาความร้อนในกาย

“แค่น้ำไม่ทำให้เป็นแบบนี้หรอก”

“...ผมกินน้ำนั่น” ผมใช้สติมากทีเดียวในการชี้ไปให้ตรงกับสิ่งที่ต้องการ

“นั่นมัน...นี่กินเหล้าเหรอฟีแซลล์” อีกฝ่ายดูจะหงุดหงิดอยู่ไม่น้อยเมื่อได้ยิน

“...เหล้า?...อะไร” ไม่เห็นรู้จัก

“กินขวดไหนไป”

“...ที่เหมือนน้ำเปล่า...”

“เหล้าขาว? ให้ตายเถอะฟีแซลล์ กินเยอะขนาดไหน” โฟรชถามต่ออีก

“...ครึ่งแก้วน้ำ”

“เยอะขนาดนั้นเลย นายนี่มัน...ฮึ้ย! ฉันจะพาไปนอน” ถึงจะดูหงุดหงิดไปบ้างแต่โฟรชก็ยังอุ้มผมขึ้นเดินไปยังห้องนอนที่อยู่ไม่ไกล

เตียงนุ่มๆ กับแอร์เย็นๆ ไม่ได้ทำให้ความร้อนที่อยู่ในร่างทุเลาลงแม้แต่นิดเดียว พอโฟรชวางร่างผมลงเขาก็ยกผ้าห่มคลุมร่างซึ่งถูกผมถีบออกพร้อมกับคว้าแขนอีกฝ่ายไม่ให้เดินจากไปไหน

“โฟรช...” ผมเรียกพลางเงยหน้าขึ้นประสานดวงตากับอีกฝ่ายตรงๆ

“รู้ตัวไหมว่ากำลังทำหน้าแบบไหนอยู่น่ะ” ดวงตาสีเทาอ่อนของโฟรชกำลังสั่นระริก

“ไม่รู้...ผมร้อน...ช่วยผมหน่อยนะโฟรช”

อยากจะทำให้ความร้อนในกายนี้ทุเลาลง

วิธีไหนก็ได้

“กล้าเชิญชวนแบบนี้...รู้ใช่ไหมว่าจะเกิดอะไรขึ้นน่ะฟีแซลล์” โฟรชก้าวขึ้นมาคร่อมร่างผมขณะมองสำรวจไปทั่ว

“โฟรช...”

“อย่ามาบ่นทีหลังละกัน” เสียงกระซิบข้างใบหูมาพร้อมกับริมฝีปากที่ขบเม้มบริเวณลำคอ มือของโฟรชลากผ่านเสื้อผ้าลงไปยังกางเกงปลุกเร้าสิ่งที่ไม่เคยให้ใครได้สัมผัสจนตื่นตัวขึ้นในเวลาอันรวดเร็ว

“อ๊ะ...อะไร โฟรชทำ...อ๊ะ! อื้อ!” ผมถึงกับบิดเร้าร่างกายด้วยความรู้สึกแปลกๆ ที่แล่นไปทั่วร่าง บริเวณที่กำลังถูกสัมผัสรู้สึกดีอย่างที่ไม่เคยเป็น

“ร่างกายนายยั่วเป็นบ้า” โฟรชปลดเสื้อผมออกจนเผยให้เห็นท่อนบนเปลือยเปล่าที่บัดนี้กลับเห่อแดงด้วยฤทธิ์ของเครื่องดื่ม

ริมฝีปากที่ขบเม้มบริเวณลำคอลากปลายลิ้นยาวลงมาจนถึงแผ่นอกก่อนจะขบยอดอกของผมพร้อมกับใช้มืออีกข้างกระตุ้นความเสียวซ่านให้แล่นไปทั่วร่าง มือข้างเดิมยังคงปลุกเร้าความแข็งขืนอย่างดุดัน ยิ่งทั้งร่างถูกเย้าแหย่อย่างเชี่ยวชาญความรู้สึกบางอย่างก็เหมือนจะปะทุออกมา...

“อ๊า! ไม่ มันแปลก...อื้อ โฟรช” ผมไม่เคยรู้สึกแบบนี้มาก่อน

วาบหวาบจนแทบสิ้นสติ

“ไม่เป็นไร...ปล่อยออกมาฟีแซลล์” โฟรชขยับหน้าขึ้นมากระซิบบอกพร้อมกับกดจูบอันแสนดูดดื่มลงมา

“อื้อออ~!” ผมครางเสียงยาวในลำคอขณะส่วนกลางลำตัวถูกรูดรั้งกระทั่งปลดปล่อยออกมา

ความร้อนผ่าวภายในกายพอได้ปลดปล่อยออกไปก็ช่วยให้ดีขึ้น เพียงแต่ในตอนนี้สมองของผมเบลอไปหมด สิ่งเดียวที่ค้างอยู่ในความทรงจำคือความรู้สึกดียามถูกโฟรชสัมผัสไปทั่วทั้งร่าง

“เป็นไงล่ะคนชอบยั่ว” โฟรชกระซิบถามผมที่หอบหายใจแรงๆ อยู่บนเตียง

“...รู้สึกดีมาก อีกรอบได้ไหม” ผมเอียงคอไปถามอีกฝ่ายที่เลิกคิ้วขึ้นคล้ายคนกำลังตกใจกับสิ่งที่ได้ยิน

“พูดจริงเหรอฟีแซลล์” สายตาที่จ้องมานั้นทำเอาขนลุกตั้งชันด้วยความรู้สึกอันตรายทว่าตัวผมในตอนนี้กำลังร้อนผ่าวไปทั่วทั้งร่างและสิ่งเดียวที่ช่วยคลายความร้อนนั้นได้คือการที่ถูกสัมผัสเมื่อครู่

“...สัมผัสผมทีโฟรช”

“อย่ามาบอกให้หยุดละกัน” น้ำเสียงทุ้มต่ำที่เอื้อนเอ่ยมาพร้อมกับริมฝีปากที่กดย้ำลงมาจนไม่เหลือช่องว่าง ไม่มีโอกาสให้ผมได้ตอบอะไรกลับไปอีก

สัมผัสของฝ่ามือที่ลูบเส้นผมไปมาเรียกดวงตาสีฟ้าน้ำทะเลของผมปรือขึ้นด้วยความงัวเงียเช่นเดียวกับอาการปวดปะปนกับความมึนจนแยกไม่ออก ตอนนี้ผมกำลังนอนตะแคงอยู่บนเตียงโดยมีโฟรชนั่งข้างๆ พอเขาเห็นผมลืมตามือที่ลูบเส้นผมก็เปลี่ยนมาไล้ตามโครงหน้าแทน

“อาการเป็นไงบ้าง” โฟรชเอ่ยถาม

“...ปวด...มึน” สติเหมือนยังไม่กลับเข้าร่างด้วยซ้ำ

“เล่นซดเหล้าขาวแทนน้ำเปล่าแบบนั้นก็สมควร”

“เหล้า? กินแล้วจะปวดหัวเหรอ” ผมถามต่อขณะเริ่มดึงตัวเองให้กลับมา

“ถ้ากินมากๆ ก็ใช่ ดูนายคงแพ้พวกแอลกอฮอล์เพราะงั้นห้ามกินอีกเข้าใจรึเปล่า” อีกฝ่ายบอกด้วยเสียงยังติดเคืองดูเล็กน้อย

“...เหมือนจะเข้าใจ” สมองยังเบลออยู่เลย

“ถ้าไม่เข้าใจก็ย้อนนึกถึงเรื่องเมื่อคืนอาจจะทำให้เข้าใจขึ้นมาก็ได้” คำพูดของโฟรชเรียกคิ้วสองข้างให้ขมวดเข้าหากันแน่นก่อนดวงตาที่แทบปรือไม่ขึ้นจะเบิกกว้างเมื่อภาพเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเมื่อคืนนั้นไหลเข้ามาเป็นฉากๆ

อุณหภูมิภายในร่างกายแล่นไปทั่วใบหน้าเช่นเดียวกับร่างกายที่สะดุ้งขยับถอยหลังไปจนชิดกับกระจกบานใสด้านหลังด้วยใบหน้าเห่อแดงยิ่งกว่าลูกมะเขือเทศ ความรู้สึกยามถูกทั้งฝ่ามือและริมฝีปากปลุกเร้าร่างกายจนปลดปล่อยออกมาครั้งแล้วครั้งเล่าส่งผมให้ทั้งร่างเริ่มร้อนผ่าว

“คะ...คุณทำอะไรผม?!” ผมตะโกนเสียงดังลั่นใส่โฟรช

“จำได้สินะ...ก็ดี มารื้อฟื้นอีกสักรอบไหม” โฟรชยกยิ้มขึ้นระหว่างขยับเข้ามาใกล้

“ไม่! อย่าเข้ามานะ คนลามก!”

“ฉัน?” อีกฝ่ายชะงักเมื่อได้ยิน

“ก็ใช่น่ะสิ” ถ้าไม่ได้หมายถึงคนตรงหน้าแล้วจะหมายถึงใครได้อีกล่ะ

“ถ้าฉันลามกแล้วคนที่บอกขออีกรอบควรจะเรียกว่าอะไรล่ะ” คำถามนั้นทำเอาถึงกับทำเอาผมทำหน้างงก่อนความทรงจำยามผมเอียงคอไปขอให้โฟรชสัมผัสอีกรอบจะผุดขึ้นมาอีกระลอก

“ละ...ลืมมันไปให้หมดเลย ลืมเดี๋ยวนี้เลยโฟรช!” ทำไมต้องมานึกออกด้วยนะ

จำไม่ได้ก็ดีอยู่แล้วแท้ๆ

นี่ผมทำอะไรน่าอายลงไปขนาดนั้นเลยเหรอเนี่ย

ไม่รู้จะเอาหน้าไปไว้ไหนแล้ว

“หึ โทษทีฉันคงลืมไม่ลงหรอก”

“โฟรช!” จะแกล้งผมเล่นรึไง

“ถือเป็นการลงโทษคนที่ริจะลองแอลกอฮอล์เพียวๆ” โฟรชพูดต่อ

“ถ้าไม่ควรดื่มแล้วทำไมถึงมีเก็บไว้เยอะขนาดนั้นเล่า!” ผมถามกลับบ้าง

“มีอาหารหลายอย่างที่ต้องใช้เหล้าหรือพวกน้ำหมักเพื่อชูรสชาติ ฉันไม่ได้ซื้อมาไว้กินเปล่าๆ ซะหน่อย”

“แล้วผมจะรู้ไหมล่ะ” เห็นเป็นน้ำใสๆ ใครจะคิดล่ะว่าพอกินเข้าไปจะทำให้เกิดเรื่องน่าอายพวกนั้นขึ้น

“ตอนนี้ก็รู้แล้วนี่ ดื่มไม่ได้ก็อย่าคิดจะลองอีก รู้ไหมว่าฉันต้องพยายามข่มอารมณ์ขนาดไหนเพื่อจะหยุดตัวเองไม่ให้เผลอปล้ำนาย” ดวงตาของโฟรชฉายแววขุ่นเคืองอยู่ไม่น้อยขณะพูด

“...ปล้ำผม? ผมเป็นผู้ชายนะไม่ใช่ผู้หญิง” ศัพท์คำนั้นควรใช้กับผู้หญิงไม่ใช่กับผู้ชายอย่างผม

“ไม่รู้รึไงว่าต่อให้เป็นผู้ชายก็ถูกปล้ำได้”

“...ไม่จริง” ไม่เห็นเคยรู้เรื่องนี้มาก่อนเลย เงือกอย่างพวกเราการมีสัมพันธ์ทางกายนั้นจะมีเฉพาะตอนอยากจะมีลูก จริงอยู่ว่ามีหลายคู่ที่รักชอบเพศเดียวกันแต่ผมก็ไม่ได้ไปรู้เจาะลึกถึงวิธีการทำ ที่รู้ก็แค่คู่ที่เป็นเพศเดียวกันนั้นจะมีลูกไม่ได้ก็แค่นั้น

“อยากลองไหม” โฟรชกระซิบถามเสียงเจ้าเล่ห์

“ไม่”

“ถ้างั้นจะกินเหล้าอีกไหม”

“ไม่กินแล้ว จะไม่แตะแน่นอน” ถ้าการแตะเหล้าพวกนั้นจะทำให้ผมถูกทำเรรื่องหน้าอายผมจะไม่แตะมันอีก

“แต่ถึงจะไม่กินใช่ว่าจะไม่ถูกปล้ำนะฟีแซลล์”

“ฮะ?”

“รอตกลงเป็นคนรักกันเมื่อไหร่เตรียมตัวเตรียมใจไว้ได้เลย” สิ่งที่โฟรชเอ่ยทำเอาขนทั้งร่างถึงกับลุกชันทั้งที่ภายในห้องก็ไม่ได้หนาวอะไร

..............................................

ยื่นกระดาษทิชชู่ให้นักอ่านเบาๆ คนละแผ่น

จากตอนที่แล้วหลายคนบอกเป็นเสียงเดียวกันว่าอยากให้ฟีแซลล์โดยกิน 555

วันนี้เลยมาเสิร์ฟ ถึงจะยังไม่ได้โดนกินแต่ก็มีการพัฒนา

แอบสงสารคนคออ่อน เหล้าไม่แตะ อยากเห็นฟีแซลล์ตอนตัวแดงบ้างจัง ต้องน่ารักมากแน่ๆ เลย

มีส่วนหนึ่งที่กังวลดราม่า เราบอกเลยว่าไม่เชิงว่าจะเรียกดราม่าได้ไหมเพราะมันไม่ได้หนักมาก แค่อยากให้มีบ้างพอกรุบกริบเท่านั้น เพราะงั้นทุกคนไม่ต้องกังวลนะคะ

สามารถอ่านได้อย่างสบายใจค่า

ขอบคุณสำหรับทุกๆ คอมเม้นท์และทุกๆ กำลังใจนะคะ

ไว้เจอกันใหม่ตอนหน้าน้าา

บ๊ายบาย

nicedog

♫ ♪ ♪ ღ♫ ♪ ♪ ღ♫ ♪ ♪ ღ♫ ♪ ♪ ღ♫ ♪ ♪ ღ♫ ♪ ♪

ความคิดเห็น