ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

บุปผาล่อลวงภมร

ชื่อตอน : บุปผาล่อลวงภมร

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย จีน

คนเข้าชมทั้งหมด : 102

ความคิดเห็น : 0

ปรับปรุงล่าสุด : 07 มี.ค. 2563 12:29 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
บุปผาล่อลวงภมร
แบบอักษร

งานเลี้ยงดำเนินต่อไปได้ซักพักหย่งเจี้ยนฮ่องเต้และหม่าฮองเฮาก็เสด็จมา ตามด้วยคนจากแคว้นหนานฉีที่เดินนำโดยแม่ทัพใหญ่ หลงเทียนหยาง หรือ เทียนหยางฮ่องเต้เทียนหยางฮ่องเต้ประทับ ณ บัลลังก์ข้างหย่งเจี้ยนฮ่องเต้ ถัดมาเป็นที่นั่งไป๋ไท่จื่อ แต่เพราะไป๋ไท่จื่อมิสามารถมาได้ จึงทำให้ซูเจินได้นั่งข้างเทียงหยางฮ่องเต้โดยมีเก้าอี้ของไป๋ไท่จื่อที่มิมีผู้ใดนั่งคั่นไว้ เมื่อคนจากแคว้นหนานฉีนั่งลงครบแล้ว เหล่านางกำนัลก็ทยอยยกอาหารมาวางไว้บนโต๊ะตามด้วยสตรีที่แต่งกายน้อยชิ้นประมาณแปดคนออกมาร่ายรำ พร้อมเสียงดนตรีที่ดังขึ้นเป็นจังหวะเนิบช้า 

ในระหว่างที่ทุกคนกำลังสนใจนางรำตรงหน้า ซูเจินกลับคอยชายตามองพระพักตร์ของเทียนหยางฮ่องเต้เป็นครั้งคราวจนจบการแสดงในระหว่างที่นางกำลังยกจอกชาขึ้นมาจิบและชายตามองพระพักตร์เทียนหยางฮ่องเต้อีกครั้งเป็นอันต้องชะงักมือเมื่อสายตาสบเข้ากับสายพระเนตรคมและลุ่มลึกราวกับมิมีที่สิ้นสุดของเทียนหยางฮ่องเต้แต่เหมือนนางจะเห็นเพลิงแห่งความปรารถนาอยู่ในดวงเนตรคู่นั้นที่จ้องมองนางราวกับจะกลืนกิน จนนางต้องเป็นฝ่ายรีบเบนสายตาหนีแทน ซูเจินพยายามสนใจแต่การแสดงตรงหน้าจนการแสดงที่สองจบลง จึงมีเสียงของบุรุษผู้หนึ่งดังขึ้นว่า 

“เคยได้ยินวมาว่ากู้หลุนกงจู่แห่งเมิ่งซูนั้นเล่นดนตรีได้ไพเราะเป็นเอก แต่งกาพย์กลอนเป็นรอง วาดภาพราวกับมีชีวิต พระพักตร์งดงามดุจเซียนลงมาจุติ สุรเสียงอ่อนหวานราวน้ำผึ้งพันปี การคิดอ่านชาญฉลาดเกินสตรีทั่วไป วันนี้มีโอกาสได้พบองค์หญิงเจิ้นหวังเป็นอย่างยิ่งว่าองค์หญิงจะเล่นดนตรีให้พวกเราตัวแทนชาวหนานฉีได้ฟัง” 

สุรเสียงนุ่มลึกแต่กลับเย็นเยียบจับหัวใจของเทียนหยางฮ่องเต้ตรัสถามซูเจินพร้อมกับหันพระพักตร์มาหานาง ทำให้ซูเจินมิสามารถปฏิเสธคำขอที่แฝงการบังคับได้ จึงต้องจำใจเอ่ยไปว่า 

“นับว่าเป็นเกียรติของหม่อมฉันยิ่งนักเพคะ ที่มีโอกาสเล่นดนตรีถวายฝ่าบาท หากฝ่ามิทรงรังเกียจหม่อมฉันขอเล่นกู่ฉินถวาย” 

ว่าจบซูเจินก็ลุกออกไปตรงกลางห้องโถงและนั่งลงบนตั่งหน้ากู่ฉินที่เหล่าขันทียกออกมาวาง ทันทีที่นางนั่งเรียบร้อยแล้วปลายนิ้วเรียวก็เริ่มกรีดกรายลงบนสายกู่ฉินจากทำนองเชื่องช้ากล่าวเล่าถึงความรักของคู่รักข้าวใหม่ปลามันจวบจนยามมีบุตรด้วยกันแล้วเปลี่ยนเป็นทำนองรวดเร็ว ดุนดันราวกับอยู่ในสนามรบ ผู้คนคล้ายได้ยินเสียงม้าศึกดังกึกก้อง เสียงหล่าทหารตะโกนดังเซ็งแซ่ จบด้วยทำนองเชื่องช้าราวกับจะสื่อถึงสตรีที่ต้องสูญเสียสามีและบุตรชายไปเพราะเพลิงแห่งสงครามที่แผดเผาผู้คน เอจบเพลงผู้คนต่างตกอยู่ในภวังค์ เหล่าสตรีค่างน้ำตาคลอหน่วยไปด้วยความสงสาร มีเพียงเทียนหยางฮ่องเต้เท่านั้นที่มุมพระโอษฐ์ยกขึ้นเล็กน้อย ตามด้วยเสียงปรบมือจากผู้คนที่หลุดออกจากภวังค์ดังไปทั่วห้องโถง 

“บทเพลงขององค์หญิงช่างไพเราะยิ่งนัก เจิ้นขอดื่มจอกนี้ให้องค์หญิง” 

“ขอบพระทัยเพคะฝ่าบาทแต่หม่อมฉันมิชมชอบการดื่นสุรา หากฝ่าบาทมิรังเกียจหม่อมฉันขอเป็นผู้รินสุราถวายฝ่าบาทจนกว่างานเลี้ยงจะเลิกราและพาฝ่าบาทเสด็จชมเมืองหลวงเพื่อเป็นการไถ่โทษที่มิได้ร่วมดื่มกับฝ่าบาท” 

“ข้างๆเจิ้นไป๋ไท่จื่อก็มิสามารถเสด็จมาได้ เช่นนั้นต้องรบกวนองค์หญิงแล้ว” 

หลังจากเทียนหยางฮ่องเต้ตรัสจบซูเจินก็เดินนวยนาดไปนั่งยังที่ใหม่ของตน เมื่อนางนั่งเรียบร้อยแล้วนางรำชุดต่อไปจึงออกมาแสดงต่อ ซูเจินจงใจนั่งไขว้ขาเพื่อให้เรียวขาขาวผ่องราวกับไข่มุกปรากฏแก่สายพระเนตรของเทียนหยางฮ่องเต้ และทุกครั้งที่รินสุราเทียนหยางฮ่องเต้มักจะปัดพระหัตถ์มาโดนประทุมถันคู่งามของนางเสมอ ส่วนซูเจินเองก็มิน้อยหน้านางพยายามเอาดอกบัวคู่งามไปคลอเคลียกับพระหัตถ์หนาตลอด 

ความคิดเห็น