ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

"ร้อนรักอันตราย" ตอนที่ 40 คนละฟากฟ้า

ชื่อตอน : "ร้อนรักอันตราย" ตอนที่ 40 คนละฟากฟ้า

คำค้น : พจน์,ตะวัน,ภีม,ทิวา,ร้อนรักอันตราย เจ้านายพันธ์ดุ.เจ้านายงาบลูกน้อง.สมภารกินไก่วัด.จัดหนัก จัดเต็ม,นิยาย18+

หมวดหมู่ : นิยาย y

คนเข้าชมทั้งหมด : 2.2k

ความคิดเห็น : 42

ปรับปรุงล่าสุด : 18 ก.ย. 2562 19:48 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
"ร้อนรักอันตราย" ตอนที่ 40 คนละฟากฟ้า
แบบอักษร

 

คนละฟากฟ้า 

 

เฮือก!

ร่างสูงใหญ่ที่นอนเหยียดยาวกลางเตียงพลันสะดุ้งเฮือกราวกับมีมือปริศนามากระชากดึงให้ลุกขึ้นนั่ง

ตาคมกวาดมองไปรอบตัว เมื่อรู้สึกว่าตัวเองกำลังอยู่ที่ไหนก็ถอนหายใจ ฝ่ามือสองข้างยกขึ้นลูบหน้าแล้วก็พบว่ามันชื้นไปด้วยเหงื่อจนลามไปถึงท้ายทอยกับแผงอกทั้งๆ ที่ทั้งห้องก็เปิดแอร์ไว้จนเย็นฉ่ำ

พจน์ยันตัวลุกขึ้นจากที่นอน เพราะแม้ว่าจะหนานุ่มราคาแพงแต่มันไม่สามารถทำให้หลับสบายได้เลยสักนิด

ม่านหนาหนักถูกกระชากเปิด... วิวสวยภายนอกซึ่งเป็นจุดชมวิวดีที่สุดของห้องสวีทโรงแรมหรูไม่ได้ช่วยทำให้อารมณ์ของคนมองดีขึ้นมาได้เลยสักกระผีกริ้น

'ตะวัน'

กรามแกร่งบดเข้าหากันอย่างหงุดหงิดเมื่อนึกถึงคนตัวบางที่ยังหาเบาะแสไม่เจอ ตามตัวไม่ได้ แม้จะใช้นักสืบที่เก่งที่สุดในมือ แต่ข่าวก็เงียบหายราวกับคนที่กำลังตามหาตัวอยู่ไม่มีตัวตนอยู่แล้ว

Rrrrrrr!........

เสียงเรียกเข้าที่ตั้งไว้เฉพาะกิจทำให้พจน์ตื่นจากภวังค์... ร่างสูงกระโจนเข้าไปหาโทรศัพท์ กดรับสายแล้วยกมันขึ้นแนบหูอย่างกลัวว่าปลายสายจะใจร้อนรีบวางไปซะก่อนจะทันได้รู้เรื่องกัน

“ว่าไง?”

“....”

“แกว่าไงนะ! ...เออ เออจะรีบลงไป”

พจน์กดวางสายแล้วก้าวยาวๆ เข้าห้องน้ำ สาบานได้เลยว่าตั้งแต่เกิดมายังไม่เคยอาบน้ำได้เร็วเท่านี้มาก่อน... ไม่นานก็เดินตัวเปลือยออกจากห้องน้ำ เปิดตู้เสื้อผ้าชนิดที่ตัวไหนใกล้มือสุดก็หยิบตัวนั้นออกมาใส่เลย ทว่า ร่างสูงที่แต่งตัวง่ายๆ สบายๆ เดินอย่างรีบเร่งราวกับจะไปตามควายหายก็สามารถทำให้ใครหลายคนมองตามจนเหลียวหลัง โดยเฉพาะพนักงานสาวๆ ที่ต่างก็ชะเง้อชะแง้ชายตามองเมื่อเห็นร่างสูงเดินผ่านและพากันเก็บเอาไปนั่งฝันกลางวัน จนพักหลังผู้จัดการต้องเข้ามาเตือนกันบ่อยครั้ง

“ตั้งแต่เมื่อไหร่?” พจน์ยิงคำถามทันทีที่เห็นหน้าคนยืนกอดอกอิงประตูรถรอ เพราะรู้แล้วว่าเวลาเพียงแค่ไม่กี่วินาทีมีค่ายิ่งกว่าสิ่งได

“เมื่อคืน”

“เชี่....!”

“เดี๋ยว”

“อะไรวะ!”

พจน์กัดฟัน ไม่สบถออกมาดังๆ อย่างที่ตั้งใจจะทำ ตาคมดุมองชีวินเขม็งซึ่งผิดกับพจน์ผู้มาดนิ่งคนก่อนราวกับคนละคน แถมตอนนี้พ่อเจ้าพระคุณบอสใหญ่ดูเหมือนจะลืมสนใจดูแลตัวเอง ปล่อยเคราเขียวครึ้มทั่วกรามแกร่ง มองไปมองมาเหมือนมหาโจรเข้าไปทุกที

“ให้ฉันอธิบายก่อนค่อยด่า ไอ้ทรีย์มันบอกว่ามันพยายามโทรหาแกตั้งแต่เมื่อคืน แต่โทรยังไงก็โทรไม่ติด มันก็เลยโทรหาฉันแทนเนี่ย แต่ตอนนั้นมันก็ดึกมากแล้วนะเว้ย ฉันก็เลยว่ารอให้เช้าก่อนค่อยบอกแกนี่ละ”

“Fx#@...”

“เออ ตามสบายเลยเพื่อน แล้วช่วยมองรอบๆ ด้วยนะว่าด่าผักไทยแล้วจะไม่มีใครเข้าใจ”

ชีวินลดมือลงเพราะถึงห้ามไปคนอารมณ์ร้อนเพราะห่วงเลขา(เมีย) ก็คงจะไม่เย็นลงง่ายๆ ไม่สนและไม่แคร์แม้รอบข้างจะมีนักท่องเที่ยวทั้งไทยและเทศ อีกทั้งพนักงานที่กำลังยืนทำหน้าที่กันอยู่นั่น

“ฉันไม่ได้จะด่าแก แต่เมื่อกี้แกก็โทรติดนี่หว่า แล้วทำไมไอ้ทรีย์มันบอกว่าโทรไม่ติดวะ”

นานทีปีหนจะมีสักคนที่ทำให้พจน์บ้าได้... ยิ่งตอนนี้เข้าขั้นใกล้ระเบิด ชนิดใครขวางพ่อเอาตาย ใครทำให้ผิดใจพ่อจะกระทืบซ้ำเลยจริงๆ

จากนั้นชีวินก็สวมวิญญาณตีนผีซิ่งให้ทันใจคนใจร้อน เพราะขืนขับช้ามีหวังบอสใหญ่ได้ยกรองเท้าเบอร์ใหญ่สุดประเคนเข้าสีข้างแล้วเข้ามาทำหน้าที่สารถีแทนตน ถึงตอนนั้นเมื่อไหร่คำว่า 'หนาว' ชีวินยังบรรยายได้น้อยไป

สารวัตรอินทรีย์ยืนรออยู่แล้วตรงทางเข้า เพียงพยักหน้าให้กันทั้งสามหนุ่มก็รู้ความหมายและเดินตามกันไปเงียบๆ จนถึงห้องที่ใช้คุมตัวผู้ต้องหาที่กันไว้เพื่อเป็นพยาน

ตำรวจนอกเครื่องแบบสามคนลุกขึ้นตะเบะกันพึ่บพั่บ ทำให้ไอ้โจ๊กเกอร์หรือชื่อจริงคือ เวียง วงผิน หันหน้าไปมองบ้าง

แต่ทันทีที่เห็นหน้าแขกที่มาเยือน ช้อนข้าวต้มในมือก็ร่วงผล่อย หน้าซีดยิ่งกว่าพวกโรคเลือดจางสามคนรวมในตัวมันคนเดียว ซ้ำยังตะกายตัวเองลงเตียงอย่างไม่สนว่าเข็มน้ำเกลือจะทิ่มแขน ไม่สนแม้กระทั่งถ้วยข้าวต้มที่มันชนจนกระจายเกลื่อนเตียง

“ปล่อยกู๊”

มันตะโกนใส่หน้าตำรวจที่เข้ามาช่วยกันจับแขนขามันไว้ ยิ่งเมื่อเห็นร่างสูงใหญ่ของพจน์เดินมาหยุดอยู่ข้างเตียงมันก็ยิ่งทำหน้าเหมือนกับว่าเห็นมัจจุราชตัวเป็นๆ ลงมาเอง

ภาพติดตาอันน่าสยดสยองของเสี่ยประดิษฐ์กับนายปราโมทย์ที่โดนพจน์จัดการกับมือไปเมื่อหลายวันก่อนที่จนป่านนี้ยังไม่ออกจากไอซียูไหลเข้ามาในหัว

กลิ่นคาวเลือดที่ยังติดอยู่ปลายจมูกทำให้มันขนลุกเกรียวทุกครั้งที่นึกถึง

“จะ... จะทำอะไร”

“แค่เล่ามา”

สิ้นเสียงบอกนั้น พลันมือที่กำลังจะยกขึ้นไหว้พจน์ก็หยุดราวกับสับสวิตช์ พลางกระเถิบตัวเองหนีไปอีกฟากของเตียงจนเกือบหงายหลัง

“หะ ให้เล่าอะไร?”

“หลังจากที่แกได้ตัวคนของเราไปวันนั้นแกบอกว่าได้คุยกับฝรั่ง... ไม่สิ แกบอกว่าโดนฝรั่งยิง แล้วฝรั่งที่ยิงแกหน้าตาเป็นยังไง”

 

 

 

“ทำอะไรอยู่เอ่ย?”

“อาวิ”

ตะวันหันไปยิ้มกว้างเมื่อได้ยินเสียงคุ้นหู ก่อนที่ร่างบอบบางที่ดูเหมือนจะบางลงอีกจะโผเข้าหาอีกฝ่ายอย่างดีใจ... ก่อนที่จะถึงตัวอาสาวตะวันก็ยั้งตัวเองไว้ได้ทัน ผิดกับวิชิตาที่ยิ้มร่าเป็นฝ่ายอ้าแขนโอบร่างบางของตะวันเข้าไปกอดไว้ซะเอง

“ขี้แยนะเรา”

อาสาวแซวเมื่อเห็นอีกฝ่ายทำตาแดงๆ มือเรียวโยกหัวทุยไปมาอย่างเอ็นดู

“คิดถึงอาวิจังเลยครับ”

“แหม คิดถึงอาแต่จะมาก็ไม่บอกไม่กล่าวกันเลยเนี่ยนะ นี่กะจะมาเซอร์ไพร้อาใช่มั้ยเนี่ย เซอร์ไพร้จริงๆ ด้วย”

“คือ...”

“แล้วนี่ไอ้เจ้าหลานชายไปไหน เดินเข้ามาไม่เห็นมีใคร ออกไปข้างนอกกันเหรอ”

คนถามเหลียวมองซ้ายมองขวา เพราะตั้งแต่จอดรถเดินเข้ามาก็เห็นแต่เมดเพราะเธอมาที่นี่โดยไม่บอกใครกะว่าจะเซอร์ไพร้พี่ชายกับพี่สะไภ้ซะหน่อยเพราะเธอเองก็ไม่ได้มาที่นี่ซะนาน แต่ดูเหมือนว่าเธอเองต่างหากที่เป็นฝ่ายเซอร์ไพร้กว่า

“ผมมาคนเดียวครับ”

“เฮ้ย...”

วิชิตาร้องเสียงดังซ้ำยังทำตาโตอย่างไม่อยากเชื่อจริงๆ ส่วนตะวันได้แต่ยิ้มแหยก่อนจะอ้อมแอ้มบอก

“เรื่องมันยาวครับอาวิ”

“เหรอ... ยาวแค่ไหนล่ะ อามีเวลาทั้งวันเลยนะ เล่ามาเลย”

จากนั้นก็ผ่านไปกว่าสองชั่วโมง... วิชิตานั่งเป็นผู้ฟังที่ดีและพยายามจะไม่ซักไซ้ทั้งๆ ที่คันปากยิบๆ ก็ถึงกับพูดไม่ออกเมื่อเรื่องทั้งหมดถูกเล่าออกมาโดยขณะนั้นก็มองใบหน้าหวานที่เหมือนจะร้องให้ของคนเล่าอย่างถูกใจ

เปล่าหรอก... เธอไม่ได้จิตที่ชอบเห็นคนเศร้าหรือร้องให้ แต่เชื่อเถอะว่าถ้าใครมาเห็นจมูกแดงๆ ปากแดงๆ แถมแก้มเนียนก็เป็นสีชมพูฉ่ำเพราะเช็ดน้ำตาไปพลางเล่าไปพลางอย่างอัดอั้นตันใจด้วยแล้วละก็ พนันได้เลยว่าถ้าพจน์มาเห็นตะวันตอนนี้ต้องกระโจนเข้าหาคนตรงหน้าก่อนใครเพื่อนแน่ๆ

ใครใช้ให้น่ารักขนาดนี้เนี่ย... ตะวัน

“สรุปคือ... พี่ๆ ไม่ให้เราติดต่อไปหาเจ้าหลานชายเพื่อ”

“เป็นการลงโทษที่พี่เขาดูแลผมไม่ดีน่ะครับ”

'พระเจ้าช่วยกล้วยบวชชี'

วิชิตาครางในใจ ป่านนี้ทางโน้นไม่กินยาตายไปแล้วรึ เพราะตะวันไม่ได้หายตัวไปแบบธรรมดา หรือต่อให้เป็นนักสืบที่เก่งที่สุดก็เถอะ เชื่อแน่ว่าถ้าไม่มีไกด์ไลน์ยังไงก็คงจะควานหาตัวกันลำบาก

พี่เขากำลังคิดอะไร มันใช่ความผิดของพจน์มั้ยที่เกิดเรื่องแบบนี้ขึ้น... เอาตัวตะวันมาก็ไม่ว่าหรอกนะ แต่ที่ไม่บอกพจน์ด้วยนี่สิ ยิ่งคิดยิ่งสงสัย

ปกติพี่แพรไม่ใช่คนใจร้าย แถมนางยังรักลูกชายยิ่งกว่าอะไร แต่คำตอบที่อยากฟังคงต้องไปถามพี่เขาเอาเองอีกนั่นละ

แต่ก็นะ... นั่นน่ะต้นฉบับของความร้ายกาจของสองแสบเลยนะ ลูกนิสัยยังไงบุพการีของสองหนุ่มนี่คูณเข้าไปอีกเป็นสิบเท่าเลยขอบอก

“...แล้วนี่ตั้งแต่มาได้ออกไปเปิดหูเปิดตาที่ไหนบ้างแล้วเนี่ย”

“ครับ คุณแม่กับลีอองพาออกไปซื้อของใช้ซื้อเสื้อผ้า บางวันก็พาไปดูที่ทำงาน แต่พอจะขอช่วยทำบ้างเพราะอยู่เฉยๆ กลับไม่มีใครยอมให้ทำอะไรเลย พักหลังเห็นทุกคนยุ่งกันผมเลยขออยู่เงียบๆ แบบนี้ดีกว่า กลัวว่าจะไปรบกวนพวกเขาเกินไป อีกอย่างข้างนอกก็หนาวจัง ผมไม่ค่อยถูกกับอากาศหนาวเท่าไหร่”

“นั่นสินะ...” วิชิตาพยักหน้าเห็นด้วย นี่แหละคือเหตุผลว่าทำไมเธอไม่อยู่กับที่ แว๊บไปแว๊บมาที่นั่นที่นี่บ่อยๆ เพราะไอ้อากาศนี่แหละ

“นี่ๆ ตะวัน”

“...ครับ”

“อยู่เฉยๆ น่าเบื่อแย่ ออกไปข้างนอกกันดีกว่า อามีอะไรจะอวดเราด้วยแหละ”

เอ๋

คนถูกชวนทำหน้างง... แล้วก็ยิ่งงงหนักเมื่อถูกวิชิตาดึงแขนออกมาจากห้องหนังสือ เดินลงบันไดแล้วผ่านห้องต่างๆ รวมทั้งเมดที่พากันหัวเราะคิกคักเมื่อวิชิตาโบกมือให้อย่างขี้เล่น จวบจนวิชิตาขับรถพาตะวันออกมาโดยไม่ได้บอกใครและพอถามว่าจะพาไปไหนคำตอบที่ได้คือเป็นความลับ... นั่นแหละคนถามจึงจนด้วยคำพูด หรือต่อให้วิชิตาพาไปขึ้นเขาลงห้วยที่ไหนให้หันหลังกลับตอนนี้ก็คงจะช้าไป

ไม่นานนักก็ถึงที่หมาย เพราะวิชิตาบอกให้ลงจากรถ

จากนั้นตะวันก็เดินตามหลังผู้สูงวัยกว่าต้อยๆ ผ่านห้องหลายห้องที่ดูแวบเดียวก็พอจะดูออกว่าเป็นห้องที่ใช้สำหรับแสดงภาพถ่าย ชาวต่างชาติที่เข้ามาชมยืนประปราย หรืออีกทีอาจจะเป็นเพราะห้องนี้มีอาณาเขตกว้างขวาง การจัดมุมแสดงทำเลียนแบบคล้ายกับเขาวงกต ซึ่งพอถามเธอก็บอกว่าชอบทำให้ไม่เหมือนใครและเพื่อหลีกเลี่ยงการสวนเดินสวนกันไปมาและไม่ต้องเดินวนมาเจอภาพถ่ายใบเดิมทำให้ดูไม่น่าเบื่อ

ขณะที่กำลังเพลินอยู่กับภาพบนผนังตะวันจึงได้ละสายตาจากอาสาว แต่พอหันไปจะถามบางอย่างเพราะไม่เข้าใจกลับกลายเป็นว่าคนที่มาด้วยกันและเป็นเพียงคนเดียวที่ตะวันรู้จักกลับไม่ได้ยืนข้างๆ อย่างที่คิด

“อาวิครับ!”

เอาแล้วไง...

เหตุการณ์เมื่อครั้งก่อนหน้าฉายซ้ำอยู่ในหัว ทำให้ตะวันรู้สึกไม่ชอบใจและเกรียดตัวเองขึ้นมาติดหมัด เพราะเหตุที่เป็นคนป้ำๆ เป๋อๆ แบบนี้ไง ถึงต้องมาอยู่ต่างบ้านต่างเมืองโดยไม่ตั้งใจแบบนี้

'ทำไมเซ่ออย่างนี้นะ อยู่คนเดียวทีไรหายนะมาเยือนทุกที'

คนเอ็ดตัวเองมองซ้ายมองขวา เดินหาตรงนั้นตรงนี้ก็แล้วแต่ก็ไร้ซึ่งวี่แววของวิชิตาจนตะวันเริ่มหน้าเสีย

และตอนนี้ก็เริ่มกลัว

ตาแดงๆ เหมือนคนจะร้องให้ทำให้ชาวต่างชาติที่ยืนอยู่แถวนั้นเดินเข้ามาถามด้วยความเป็นห่วง... ซึ่งแน่นอนว่าคนถูกถามถึงกับเหวอเมื่อเจอสำเนียงที่ฟังแล้วไม่กระดิกหูสักนิดเข้า แต่หากสีหน้าที่บ่งบอกถึงความกังวลของหญิงตรงหน้าก็ทำให้ตะวันส่ายหน้า ฝืนยิ้ม แล้วบอกออกไปว่าฉันโอเค

สั้นๆ ง่ายๆ และได้ใจความ เป็นการตัดบทว่า ลีฟ มี อโลน พลี๊ส ช่วยกรุณาอย่ามายุ่งกับผมเลยครับ

ทว่าเธอคนนั้นกลับไม่ยอมย้ายตัวเองไปไหน ซ้ำมองตะวันนิ่งอย่างพินิจพอเคราะห์อยู่ชั่วอึดใจ จากนั้นไม่ถึงครึ่งนาทีเธอคนนั้นก็พ่นภาษาอังกฤษออกมารัวเร็วจนคนฟังแทบร้องให้ ถึงจะเป็นภาษาอังกฤษก็เถอะ สำหรับคนที่ไม่ได้ฝึกพูดเลยตั้งแต่เรียนจบก็ต้องมีเอ๋อกันบ้างล่ะ

ตะวันกลืนน้ำลายเอื๊อก พยายามที่จะงัดเอาความรู้อันน้อยนิดเท่าหางอึ่งของตัวเองออกมาให้ได้หมายจะเอ่ยประโยคคลาสสิคบอกอีกฝ่าย

“เป็นอะไรน่ะเรา”

เสียงอันคุ้นหูที่รอคอยก็ดังขึ้นซะก่อนทำให้คนหน้าเสียหันขวับไปมองแล้วยิ้มอย่างยินดี วิชิตาอมยิ้มเมื่อเห็นอีกฝ่ายเดินมาเกาะชายเสื้อไว้พร้อมกับคำพูดตัดพ้อ

“อาวิทิ้งผม” เด็กหลงทางกล่าวหา

“เฮ้ย ใครทิ้งเรากัน แค่เดินไปทำธุระตรงนั้นนิดเดียวเอง แล้วนี่รู้จักกันแล้วเหรอ”

“รู้จักใครครับ”

“นี่ไง... เพื่อนอา เธอชื่อลิซ่า นอกจากนั้นเธอยังเป็นเจ้าของตึกนี้ด้วยนะ”

ขวับ!

มือของวิชิตาผายแนะนำ... ซึ่งแน่นอนว่าผายไปยังสตรีคนที่เดินเข้ามาถามตะวันด้วยความเป็นห่วง แต่พอถามว่ารู้จักมั้ย ตะวันได้แต่ส่ายหน้าดิก ขนาดเขาพูดมายังไม่เข้าใจจะให้ทำความรู้จักกันนี่คงเป็นอะไรที่ทำได้ยากยิ่ง

“ลิซ่าเขาให้อายืมห้องจัดแสดงภาพ แล้วรู้มั้ยว่าทำไมเธอถึงให้อายืมง่ายๆ ทั้งที่มีคนอื่นเสนอค่าเช่าที่แพงกว่าให้”

ตะวันส่ายหน้า แล้วเหตุผลที่วิชิตาเล่าให้ฟังก็ทำให้คิ้วเรียวเลิกขึ้น และเกือบจะอ้าปากค้างด้วยถ้าทำได้

อาสาวพาร่างบางเดินมายังจุดจุดหนึ่งที่มองเห็นชัดทั่วทั้งห้องจัดแสดง และชี้ชวนให้ตะวันมองไปยังภาพถ่ายใบยักษ์ในกรอบหรูหราขนาดน้องๆ ผนัง ซึ่งมองจากตรงนี้ก็ช่างเด่นหราทำให้ผู้ที่เข้ามาชมภาพหยุดยืนมองกันเป็นตาเดียว

เพียงแวบแรกคนหน้าหวานก็ชะงักกึกราวกับมีใครเอาหมุดมาตรึงเท้าให้อยู่กับที่

“...นั่นไงเหตุผลว่าทำไมลิซ่าถึงยอมให้อายืมห้องได้ง่ายๆ”

วิชิตาไม่ลืมที่จะหันไปมองหน้าของคนถูกถาม และตอนนี้คงไม่ต้องตอบก็พอจะรู้แล้วว่าตะวันจำได้หรือไม่ เพราะคำตอบมันชัดอยู่ตรงแก้มเนียนที่พลันเห่อแดงแล้วลามไปทั้งหน้าทั้งหูและคอไปเป็นที่เรียบร้อยแล้วจนเธออยากวิ่งไปเอากล้องถ่ายรูปมาชักภาพเก็บไว้

คนถูกมองหน้ากัดปากฉับ รู้สึกขัดเขินแทนคนที่อยู่ในภาพเหลือเกิน เพราะท่าทางเหนียมอายนั้นมันช่างขัดกับกิริยาอาการที่คล้ายกับอยากถาโถมร่างบอบบางเข้าสู่อ้อมกอดของชายหนุ่มร่างสูงใหญ่ที่ไม่เห็นแม้แต่ใบหน้า พาให้คนที่รู้ถึงความนัยถึงกับไปไม่เป็น

แน่นอนว่าตะวันจำวันนั้นได้ วิชิตาเคยบอกว่ารูปที่ถ่ายวันนั้นบางส่วนมีคนสนใจและซื้อไป ส่วนที่เหลือก็เอามาจัดแสดงรวมกับภาพอื่นที่เธอถ่ายเก็บไว้ แต่วิชิตาไม่เคยบอกเลยว่ารูปที่ถ่ายคราวนั้นมันจะดู... เอ่อ

'อิโรติกขนาดนี้'

บทสนทนาของลิซ่ากับวิชิตาตะวันไม่ได้สนใจฟัง

ตาหวานกำลังมองบุรุษที่เป็นแค่แบล็คกราวในภาพตาปรอย... จู่ๆ ความคิดถึงถาโถมเข้ามาราวกับมวลน้ำมหาศาลใต้มหาสมุทร จากนั้นตะวันก็ยิ้มให้ตัวเอง

'คิดถึงแค่ไหนก็คงทำได้แค่รอ'

เพราะความที่มีนิสัยเจียมเนื้อเจียมตัวทำให้ตะวันไม่กล้าที่จะเอ่ยปากขอให้ใครทำอะไรให้เพราะกลัวจะเป็นการรบกวนเกินไป ที่รอดตัวมาได้ไม่บาดเจ็บตรงไหนก็บุญหัวของตัวเองหนักหนาแล้ว

จากนี้คงปล่อยให้เป็นเรื่องของโชคชะตา

หน้าที่หมองลงอย่างเห็นได้ชัดทำให้วิชิตาถามอย่างเป็นห่วง แต่จะบอกก็คงเป็นการรบกวนเกินไปจึงได้แต่ส่ายหน้าแล้วยิ้มสดใส ค่อยๆ ถอยออกมายืนแกล้งทำทีว่ากำลังสนใจดูภาพบนผนังปล่อยให้ทั้งสองสาวคุยกันอย่างออกรส

ตะวันรู้ดีว่าตัวเองไม่ใช่คนคุยเก่ง แต่เห็นอย่างนี้เวลาอยู่กับทิวากลับพูดเป็นต่อยหอยจนบางครั้งยังนึกแปลกใจตัวเอง

นึกถึงทิวาแล้วคิดได้

แม่แพรไม่ให้ติดต่อกับพจน์นี่นา แต่ก็ไม่ได้ห้ามว่าไม่ให้ติดต่อคนอื่นด้วย ถ้าจะโทรบอกทิวาสักนิดว่าตอนนี้ปลอดภัยดีจะได้มั้ยนะ

แต่ปัญหาคือ... วิธีไหน?

โทรศัพท์ก็ไม่มี เงินติดตัวสักบาทก็ไม่มี เพราะตั้งแต่ตื่นขึ้นมาและรู้ตัวว่าตัวเองไม่ได้อยู่บนแผ่นดินเกิด ตะวันก็ไม่ได้ใช้จ่ายอะไรเลย เสื้อผ้าก็มีคนหาให้ ข้าวปลาอาหารแทบไม่ต้องหยิบจับ แสนจะสะดวกสบาย เหตุคงเพราะไม่มีเรื่องไดให้เดือดเนื้อร้อนใจนี่เองที่ทำให้ตะวันลืมที่จะติดต่อใครต่อใครที่เมืองไปเลย

หรือจะยืมโทรศัพท์อาวิ... ดีมั้ยหว่า

“มีอะไรติดหน้าอารึไง ทำไมมองแบบนั้น”

“อ่า... ไม่มีครับ”

“แต่อาเห็นมีอะไรติดอยู่ที่หน้าเราแน่ะ”

“ห๊ะ ไหนครับ อะไรติด... ออกรึยัง”

มือเรียวยกขึ้นถูแก้มถูหน้าตัวเองพัลวัน แต่วิชิตากลับส่ายหน้าแล้วบุ้ยใบ้บอกว่าสูงกว่านั้น ตะวันจึงรีบย้ายมือตัวเองขึ้นมาถูหน้าผากพลางปัดไปมาก่อนจะถามว่ามันออกไปหรือยัง

“ยัง”

“อะไรมันติดอยู่เหรอครับอาวิ ทำไมผมไม่เห็นรู้สึกอะไรเลยล่ะ”

“พิรุธ”

แหงะ

จากนั้นอาสาวหันไปทางเพื่อน คุยกันอีกสองสามประโยคทั้งคู่ก็โบกมือบ๊ายบาย จากนั้นคนสูงวัยกว่าก็หันมากอดอกฉับแล้วใช้สายตาที่ชอบทำเป็นประจำเวลาจะจับผิดใครมองนิ่งๆ เท่านี้คนโกหกไม่เก่งก็ได้แต่เสตาหลบแล้ว

“ว่ามา”

“ว่า? ว่าอะไรครับ”

“มีอะไรก็ว่ามา อย่าให้อาต้องเดา เพราะถ้าอาเดาเอาเองมันจะเว่อวังอลังการเกินไป”

“คือว่า...” คนที่ไม่รู้จะเริ่มยังไงรู้สึกว่าแขนขามันช่างเก้งก้างจนไม่รู้จะวางไว้ตรงไหน และท่าทางแบบนั้นก็ทำให้วิชิตาเลิกคิ้วมองอย่างขำๆ

“ไปหาที่อื่นคุยกันดีกว่า”

เธอตัดบทแล้วเดินนำ ส่วนตะวันมีหรือว่าจะให้อาสาวคลาดสายตาตัวเองอีก... ร่างบางจึงรีบเดินตามหลังติดๆ เรียกได้ว่าถ้าสิงร่างวิชิตาได้ตะวันสิงไปแล้ว

ขณะขับรถแทนที่อาสาวจะชวนคุยนั่นนี่อย่างที่ควรจะเป็นกลับเงียบเหมือนไม่ได้อะไรจะพูด ส่วนตะวันเมื่ออีกฝ่ายไม่ถามจึงนั่งมองตึงสูงสองข้างทางเพลินๆ... จนเมื่อทั้งคู่เข้าไปนั่งในร้านอาหาร รับเมนูมาและสั่งอาหารที่ตัวเองต้องการและรอ

“ชอบที่นี่มั้ยตะวัน”

“ที่นี่?...อเมริกานี่เหรอครับ”

“อื้อ...”

“ก็... ครับ แต่ก็ไม่ทั้งหมด”

“อะไรบ้างที่ไม่ชอบ”

“บอกไม่ถูกครับอาวิ ที่นี่สุขสบาย แม่แพรใจดี พ่อภาคถึงจะขรึมไปนิดแต่ก็ไม่ดุ ลีออง แม็ค เจ โคลด์ แดนี่ ทุกคนใจดีกับผม แถมยังเป็นคนช่วยชีวิตตอนที่ผมกำลังตกที่นั่งลำบาก ถ้าจะมีก็เพียงนิดเดียวที่ผมรู้สึกว่า...”

“ว่า...” วิชิตาทวน เลิกคิ้วขึ้นเหมือนกับจะบอกว่าพูดออกมาสิ กำลังรอฟังอยู่

“ว่าที่นี่ไม่ใช่บ้านน่ะครับ” ตะวันนิ่งแล้วมองหน้าคนที่นั่งอยู่ตรงข้าม อยากรู้ว่าเธอจะมีปฏิกิริยายังไง “สุขสบายทุกอย่างแต่ไม่ใช่บ้านของตัวเอง แค่นั้นจริงๆ ครับ”

“ไม่ใช่เพราะไม่มีพจน์อยู่ด้วยหรอกนะ”

“เอ่อ...”

“เอาล่ะ ทีนี้เป็นคำถามต่อจากเมื่อครู่ มีอะไรก็พูดออกมาตรงๆ... อย่าได้คิดปดอาเชียวนะเพราะเราปดไม่เก่งเลยรู้ตัวมั้ยตะวัน”

คนฟังพยักหน้า... แต่จะให้เริ่มยังไงดีล่ะ รับปากแม่แพรไปแล้วด้วยว่าช่วงนี้จะไม่ติดต่อใคร ซึ่งสีหน้ากระอักกระอวนใจของคนอ่อนวัยกว่านี่เองที่ทำให้วิชิตาแหงนมองบน

นังแม่มดคนนี้คงต้องออกโรงอีกแล้วสินะ

“อาหารมาพอดี กินกันก่อนแล้วค่อยบอกอาก็ได้... ตกลงมั้ย”

คนขี้เกรงใจพยักหน้า ตาหลุบมองสเต็กน่ากินบนจานสวยแถมส่งกลิ่นหอมลอยขึ้นมาเตะจมูกทำให้ตะวันน้ำลายสอ รีบหยิบซ่อมกับมีดขึ้นมาหั่นฉับ แต่ในจังหวะที่กำลังก้มหน้าจะอ้าปากงับสเต็กหูก็พลันได้ยินเสียงแชะจากฝั่งตรงข้าม หากแต่พอเงยหน้าขึ้นถามก็ได้คำตอบว่า

“...อัพไอจี”

คนฟังจึงพยักหน้าเข้าใจ พอจะรู้อยู่หรอกเรื่องโลกโซเชี่ยล แต่ว่าตะวันไม่ถนัดเล่น... เพราะความไม่ได้สนใจวงการบันเทิงหรือต้องคอยติดตามข่าวใครตลอดเวลาทำให้ตะวันไม่มีแอคเคาน์อะไรสักอย่าง ผิดกับคนดังอย่างวิชิตาที่พออัพเสร็จก็วางโทรศัพท์ไว้ข้างตัว หันมาจัดการกับสเต็กของตัวเองบ้าง ผ่านไปไม่นานก็แอบยิ้มเมื่อเห็นคอมเม้นจากใครบางคนเด้งขึ้นบนหน้าจอรัวๆ

“ไปห้องน้ำแป๊บ เฝ้าโต๊ะไว้นะอย่าไปไหน...”

เธอบอกแล้วลุกหายไป ปล่อยให้ตะวันนั่งอยู่อย่างโดดเดี่ยว แต่ก็ไม่เดียวดายเพราะมีชาวต่างชาติที่นั่งอยู่ในร้านบ้างประปราย

ในจังหวะที่กินสเต็กไป เหลือบตามองซ้ายทีมองขวาทีเพราะแปลกที่ไป ตาหวานก็พลันไปสะดุดเข้ากับเครื่องมือสื่อสารที่วิชิตาวางทิ้งไว้ข้างจานฝั่งตรงข้าม หน้าจอที่ยังไม่ดับทำให้ตะวันเห็นภาพที่วิชิตาบอกว่าเพิ่งอัพไอจีไปเมื่อครู่

เสื้อแบบนั้นผมแบบนั้นจะเป็นใครอื่นไปได้ยังไง... นอกจาก

หมับ

ด้วยความลืมตัวตะวันจึงถือวิสาสะหยิบโทรศัพท์ของอาสาวมามองใกล้ๆ

ชั่ววินาทีที่เห็นภาพชัดๆ แก้มบางก็พลันร้อนฉ่าเมื่อเห็นท่าที่กำลังงับสเต็กของตัวเอง คำบรรยายใต้ภาพยังพอทำเนาแต่ไอ้แฮชแท็กต่อท้ายนี่สิหมายความว่าไง

#สเต็กน่าหม่ำกับคนน่ากิน 

รู้ทั้งรู้ว่าวิชิตาเป็นช่างภาพมือไว แต่ไม่คิดว่าจะไวถึงขนาดเก็บภาพเพียงเสี้ยววินาทีได้ชัดขนาดนี้ ชัดจนคนถูกแอบถ่ายพูดไม่ออกไปเลย

ตื๊ดดดด!

“อ๊ะ!”

จู่ๆ ของที่ถืออยู่ก็สั่นอย่างรุนแรงจนเกือบทำหลุดจากมือ ดีนะที่ยังจับไว้ทัน ไม่งั้นได้ลงไปนอนคู่กับสเต็กบนจานแน่ๆ

ตาหวานแลไปในทางที่วิชิตาเดินหายไป กำลังคิดว่าจะวางมันไว้ที่เดิมดีหรือจะรับแทนดีก็ต้องตาโตเมื่อเห็นชื่อที่โชว์หราบนหน้าจอ

'เจ้าแสบคนโต'

คือใครกัน?

ที่รู้คืออาวิมีหลานหลายคน แต่ที่แน่ๆ แค่สองคนเท่านั้นถ้าไม่นับรวมพวกของลีอองที่มาทีหลัง แล้วคนโตที่ว่าจะเป็นใครไปไม่ได้

ในขณะที่คิดว่ามันเป็นการเสียมารยาทมากไปที่รับโทรศัพท์คนอื่นโดยที่เจ้าของเขาไม่รู้ แต่ทว่าปลายนิ้วเรียวกลับทำตรงกันข้ามราวกับมันเป็นปฏิกิริยาทางเคมีที่ไม่ต้องใช้สมองสั่ง... คิดอยู่อย่างเดียวว่าถ้าไม่ใช่คนที่กำลังคิดถึงอยู่ตอนนี้ก็จะบอกไปว่าอีกสักครู่ค่อยโทรมาใหม่

“ฮัลโหล อาครับ ตอนนี้อาอยู่ไหน...”

ตะวันตาเบิกโตอย่างคิดไม่ถึง แต่ทว่าจู่ๆ ก็เกิดอาการสั่นขึ้นมาอย่างที่เขาเรียกว่าเนื้อเต้น ตรงอกข้างซ้ายรัวโครมครามกระหน่ำแผงอกบางจนแทบทะลุออกมาข้างนอก แต่แล้วเพียงเสี้ยววินาทีที่ปากอิ่มกำลังจะอ้าตอบทางปลายสายให้รู้เรื่องก็พลันมีมือปริศนาจากด้านหลัง มันปิดหมับเข้าที่ปากบางของตะวันจนทำให้เสียงที่กำลังจะเปล่งออกไปกลายเป็นแค่เสียงอื้ออึงในลำคอแทน

ตะวันตกใจจนเกือบสติหลุด พูดง่ายๆ เหมือนวัวสันหลังหวะเพราะได้รับปากใครบางคนไปแล้ว

หน้าหวานหันขวับไปมองคนที่กระทำการอุกอาจแย่งโทรศัพท์จากมือไปหน้าตาเฉย... เขาคนนั้นแค่กดวางสายแล้ววางเครื่องมือสื่อสารเจ้ากรรมไว้ที่เดิม จากนั้นร่างสูงเพรียวก็ทรุดตัวลงนั่งข้างๆ ใบหน้าหล่อเหลาแบบชาวตะวันตกยิ้มนิดๆ ทำเหมือนเรื่องที่ทำไปเมื่อครู่เป็นเรื่องปกติ หลังจากหันไปสั่งกาแฟสำหรับตัวเองก็หันมามองหน้าตื่นๆ ของคนที่ยังไม่หายตกใจ

“แบบนี้ไม่ค่อยดีนา ขืนแม่รู้พวกเราโดนเฉ่งแน่ๆ”

“ขอโทษ”

“เฮ้ย อย่าเพิ่งทำหน้าเศร้า” ลีอองยกมือขึ้นตบไหล่ตะวัน “ปล่อยให้แม่ลูกเขาเล่นเกมส์กันสักพัก เดี๋ยวก็ได้กลับบ้านแล้ว”

“ขอโทษจริงๆ”

“ไม่ใช่เรื่องใหญ่น่า ถึงพี่เขาจะรู้ว่านายอยู่ที่นี่แล้วตามมาก็ไม่แปลกเพราะแม่เตรียมแผนสำรองเอาไว้แล้ว”

“แผนสำรองเหรอ” นี่เป็นเรื่องใหม่ที่ตะวันไม่เคยรู้มาก่อน แล้วแผนสำรองอะไร

“อ้าว! มาอยู่นี่ได้ไง”

เสียงของวิชิตาดังแหวกอากาศขึ้นขัดก่อนที่ทั้งสองหนุ่มจะทันได้คุยกันรู้เรื่อง

“อามาไง ผมก็มางั้นแหละ” ลีอองผินหน้าไปขยิบตาเป็นสัญญาณบอกว่าเรื่องที่คุยกันเมื่อกี้ให้เป็นความลับ “แม่ใช้ให้มาตามครับ อาเล่นพาตะวันมาไม่บอกใคร ถ้าเกิดหายไปทำไง”

“ย่ะ ฉันคงเพิ่งห้าขวบสินะ”

“ผมหมายถึงถ้าหายไปทั้งคู่ต่างหาก”

“มีเรื่องอะไรรึเปล่าแอล ปกติไม่ซีเรียสขนาดนี้” วิชิตาหุบยิ้มฉับเมื่อไม่เห็นแววล้อเล่นในน้ำเสียงของอีกฝ่าย

“ก็... นิดหน่อยครับ”

“เชื่อตายละ... ไปขัดแข้งขัดขาใครเขาอีกล่ะ”

“อย่ารู้เลยครับ ปวดหัวเปล่าๆ ช่วงนี้ให้อาวิระวังตัวไว้หน่อยก็ดี หลังจากนี้จะไปไหนกันต่อรึเปล่าครับ ถ้าไม่มีแม่บอกให้กลับบ้านก่อนทั้งสองคน”

“เอางี้ดีกว่า...”

เอางี้ของวิชิตาคือเธอจะขับรถกลับไปเอาของที่ลืมไว้ที่เพนเฮาส์ ส่วนลีอองให้กลับไปก่อน แล้วเธอกับตะวันจะตามไปทีหลัง แต่ลีอองกลับค้านว่าไหนๆ ตนก็ออกมาแล้วทำไมวิชิตาไม่เอารถไปเก็บไว้ที่เพนเฮาส์เลยแล้วหลังจากนั้นก็ออกมาด้วยกัน ตัดปัญหาเรื่องเป็นห่วงทิ้งไปซึ่งตะวันเองก็เห็นด้วย ซึ่งพอตกลงตามนั้นเมื่อพากันออกจากร้านอาหาร ตะวันจึงนั่งรถไปกับวิชิตาเหมือนเช่นขามา ผิดกันหน่อยเดียวที่คราวนี้มีรถของลีอองตามหลังมาติดๆ

“อาจะขึ้นไปเอาของ แอลรออยู่นี่ละ”

“ให้ผมขึ้นไปช่วยถือดีกว่า”

“ไม่ ไม่ต้อง ไม่หนักมากให้ตะวันช่วยถือได้ แป๊บเดียวเดี๋ยวมา ไปตะวัน”

เธอตัดบทด้วยการดึงแขนตะวันให้เดินตาม ปล่อยให้หนุ่มตาสีฟ้ามองตามหลังไปจนลับสายตาขณะใช้นิ้วลูบปลายคางอย่างเคยชิน

“จับตาดูทั้งสองคนไว้ให้ดี มีอะไรให้รีบรายงาน”

ลีอองตัดสายจากลูกน้องเพราะมีสายซ้อนเข้ามา หากแต่คราวนี้สายตาแข็งกร้าวเย็นชาอ่อนแสงลงเมื่อได้ยินเสียงจากทางปลายสาย

[อยู่ไหนแล้วลูก]

“แม่ว่าอาวิแปลกๆ มั้ยครับ” แทนที่จะตอบคำถามแม่บุญธรรมลีอองกลับตั้งคำถามกลับไปแทน

[วิเขาแปลกมานานแล้วเราเพิ่งรู้เหรอ]

“ไม่ใช่อย่างงั้นครับ ผมหมายถึงมีลับลมคมในเหมือนกำลังจะทำอะไรสักอย่าง”

[ยังไง?]

ลีอองเริ่มเล่าตั้งแต่ที่ตนแยกกับแม่บุญธรรม แต่พอกลับถึงบ้านก็พบว่าวิชิตาได้ฉกตัวตะวันออกไปก่อนหน้าเพียงไม่กี่นาที... พอถามเมดกลับไม่มีใครรู้ว่าทั้งคู่ออกไปไหนกัน จึงขับรถตามเข้าเมืองเพราะคิดว่าไม่น่าจะไปที่อื่น แต่หลังจากนั้นพักเดียวก็เห็นไอจีที่วิชิตาเพิ่งอัพ... แต่รูปที่ถ่ายให้เห็นแค่คนกับสเต็กโดยจงใจไม่ให้เห็นบรรยากาศโดยรอบทำให้เกือบมึนตึบ แต่โชคดีที่ตนจำสไตล์ของจาน ผ้าปูโต๊ะ กับหน้าตาสเต็กแบบนั้นได้จึงพอจะรู้ว่าอยู่ที่ไหน... แล้วก็ตาเหลือก รีบจนขาแทบขวิดเมื่อทันมาเห็นว่าตะวันกำลังจะคุยกับใคร ก่อนจะมานั่งรู้สึกผิดเมื่อเห็นสีหน้าเศร้าสร้อยของตะวัน

ช่วงท้ายลีอองก็บ่นเล็กๆ ว่าขนาดงานที่ทำอยู่ก็แทบจะทับหัวตาย ยังต้องมาทำเนียนเฝ้าเด็กเพื่อไม่ให้ใครฉกตัวไปก่อนเวลาอันสมควรจนคนโดนบ่นหัวเราะออกมาอย่างอารมณ์ดี

[เอาน่า ช่วยแม่หน่อยนะจ๊ะ มีอะไรให้ทำตื่นเต้นดีออก]

“คร๊าบบ แม่สนุกผมก็สนุกด้วย”

[ดีจ้ะ นี่แม่ก็ลุ้นอยู่ว่าพี่เราจะรู้หรือยังว่าตะวันอยู่ที่นี่]

“โธ่แม่ครับ... เอาจริงๆนะ อาวิจงใจขนาดนั้น ถ้าพี่เขายังไม่รู้ผมก็ไม่รู้จะพูดอะไรแล้ว”

“นั่นสินะ แต่นี่มันก็ช้ากว่าที่แม่คิดเอาไว้ซะอีก... แม่คิดว่าพี่เขาจะมาทันทีด้วยซ้ำ”

“อะไรทำให้แม่คิดว่าพี่เขาจะรู้ได้ไวขนาดนั้น”

“เซ้นส์ของความเป็นแม่มั้งจ๊ะ”

“งั้นเซ้นส์ของแม่คงบอกได้ด้วยว่าพี่เขาจะเฉ่งพวกผมหนักแค่ไหน”

“อย่างเรากลัวด้วยเหรอ”

“กับคนอื่นผมไม่รู้ แต่พี่เขาเหมือนพ่อมากเกินไป... นี่ผมก็หนาวอยู่นะเนี่ย”

“เราก็ว่าไปนั่น ไม่เอาละแม่ว่าแม่ไปทำกับข้าวต่อดีกว่า พากันกลับมาให้ทันข้าวเย็นนะลูก แม่ทำของอร่อยไว้เยอะเลย”

ทว่า... หลังจากวางสายไปเพียงไม่กี่นาที ลีอองก็ต้องยกโทรศัพท์ขึ้นแนบหูอีกครั้งเพราะเป็นสายจากลูกน้อง

“อยู่ตรงไหน”

น้ำเสียงเกรี้ยวกราดพร้อมกับที่ร่างสูงเพรียวผลุบออกนอกตัวรถแล้วก้าวยาวๆ จนเกือบเป็นวิ่งไปในทิศทางที่ลูกน้องกำลังรายงาน

เมื่อเข้าไปถึงส่วนที่เป็นล็อบบี้ลีอองก็พบว่ามีคนที่ไม่ค่อยจะแปลกหน้าเท่าไหร่ยืนล้อมกรอบตะวันกับวิชิตาไว้ไม่ให้ไปไหน ซ้ำร้ายเพียงแค่เห็นหนึ่งในบุคคลที่ยืนอยู่ด้วยกันทำให้พ่อหนุ่มตาสีฟ้าถึงกับกลืนน้ำลาย

แม่....ง เอ้ย! เจอใครไม่เจอ ทำไมโลกมันกลมอย่างนี้วะ!

 

.............................................

เป็นการดองนิยายที่ยาวนานจริงๆ

ไม่รู้จะขอโทษยังไง แต่บอกให้ได้ว่าเราไม่ได้เทนะ

ไม่เทจ้า ไม่เทจริงๆ แต่อาจจะม้าช้า(มาก)

และที่กล้าสัญญาอีกอย่างคือ "ร้อนรักอันตราย" จบแน่นอน

ความคิดเห็น