facebook-icon Twitter-icon

ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

บทที่五 “นอนไม่หลับ”

ชื่อตอน : บทที่五 “นอนไม่หลับ”

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย y

คนเข้าชมทั้งหมด : 2k

ความคิดเห็น : 5

ปรับปรุงล่าสุด : 01 ต.ค. 2562 20:21 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
บทที่五 “นอนไม่หลับ”
แบบอักษร

บทที่五 “นอนไม่หลับ” 

 

 

 

“หลี่หวังหมิ่น...นี่เจ้าคิดจะกลั่นแกล้งข้าจนถึงวินาทีสุดท้ายเลยใช่ไหม” ตัวข้าที่เป็นจักรพรรดิก้มมองอาหารแต่ละอย่างบนโต๊ะก่อนเงยหน้าขึ้นประสานไปยังดวงตาสีน้ำตาลอ่อนของหลี่หวังหมิ่นซึ่งเป็นผู้ลงมือทำอาหารเหล่านี้ด้วยความหงุดหงิด

“ข้าเปล่า” หวังหมิ่นส่ายหน้าไปมาพยายามเม้มปากไม่ให้หลุดรอยยิ้มออกมา

ถึงจะเม้มปากไว้แต่มุมปากยกขึ้นขนาดนั้นข้าคงมองไม่เห็นเลยกระมัง

“บอกว่าเปล่าแล้วอาหารบนโต๊ะนี่อะไร เจ้ารู้ว่าข้าไม่ชอบขิงแต่ก็เอาแต่ทำเมนูขิงอยู่นั่นซึ่งข้าก็ไม่บ่นเพราะอย่างน้อยก็มีเมนูอื่นบ้าง...แต่อาหารมื้อนี้มันอะไรทำไมถึงมีแต่ขิงเล่า”

จะให้อดทนต่อไปคงไม่ได้แล้ว

ก่อนหน้านี้แม้จะมีเมนูขิงก็จะมีแค่จานเดียว จานอื่นก็เป็นเมนูปกติหรือบางมื้อก็จะไม่มีขิงเลยแต่อาหารในวันนี้ทุกอย่างกลับมีส่วนผสมของขิงแทบทั้งสิ้นไม่ว่าจะเป็นปลาต้มขิง กุ้งผัดขิงและมะเขือยาวสอดไส้หมูสับผสมขิง

มีแต่ขิง ขิง ขิงแล้วก็ขิง

ตั้งแต่ลืมตาขึ้นมาบนโลกในฐานะองค์ชายของแคว้นเผยซวาจนขึ้นมาดำรงตำแหน่งกษัตริย์ข้าไม่เคยต้องมาเจอกับเหตุการณ์เช่นนี้ มีแต่ถ้าบอกว่าไม่ชอบมื้อต่อมาและมื้อต่อๆ ไปก็จะไม่ได้เห็นขิงอยู่ในสำหรับอาหารอีกแต่กลับหวังหมิ่นไม่ใช่แบบนั้น ยิ่งรู้ว่าข้าไม่ชอบเขาก็ยิ่งทำแถมยังคีบแต่ขิงมาใส่ถ้วยข้าวอีก

ในโลกนี้จะมีใครกล้าบังคับจักรพรรดิได้อย่างเขาอีกไหม

ขอตอบเลยว่าไม่มีใครกล้าหรอก!

“นี่เป็นมื้อสุดท้ายทั้งทีข้าอยากให้ท่านได้รับสารอาหารที่ครบถ้วน พอกลับวังหลวงไปคงไม่มีอาหารที่ทำจากขิงแล้วเพราะฉะนั้นจึงถือเป็นมื้อส่งท้ายจากข้า” หวังหมิ่นหรี่ตาลงน้อยๆ ทำใบหน้าเหมือนกำลังเศร้าขณะเดียวกันก็เลื่อนจานกุ้งผัดขิงมาตรงหน้า

ใบหน้าอ่อนวัยของบุรุษในวัยยี่สิบสองปีช่างน่ามองต่างจากเมื่อหนึ่งปีก่อนที่ทั่วทั้งร่างอุดมไปด้วยชั้นไขมันแค่ขยับตัวทีก็จะเห็นถึงการเคลื่อนไหวของชั้นไขมันนั้น

ไม่อยากเชื่อเลยว่าชายหนุ่มรูปร่างสูงโปร่งแลดูสุขภาพดีคนนี้จะเป็นหลี่หวังหมิ่นที่ขึ้นชื่อเรื่องความเกียจคร้านและหมกวุ่นอยู่กับเรื่องเพศ

ไม่ใช่เปลี่ยนนิสัยแต่ต้องใช้คำว่าเปลี่ยนเป็นคนละคน ข้าเพิ่งได้รู้ความจริงที่น่าตกใจเมื่อไม่กี่วันก่อนว่าอีกฝ่ายไม่ใช่หลี่หวังหมิน แม้จะเป็นร่างของหลี่หวังหมิ่นทว่าจิตวิญญาณภายในกลับเป็นคนอื่น

เป็นความจริงที่คงมีไม่กี่คนที่ยอมเชื่อ ส่วนมากคงคิดว่าอีกฝ่ายเริ่มบ้าหรือเสียสติไปแล้ว แต่กลับตัวข้านั้นไม่ใช่...คำพูดจากปากของหวังหมิ่นข้าเชื่อว่าเขาไม่ได้โกหก อาจเป็นเพราะอยู่ท่ามกลางวังวนของการแย่งชิงอำนาจและสวมหน้ากากใส่กันเพื่อหาผลประโยชน์ตั้งแต่ยังเด็กทำให้สัมผัสได้ถึงความจริงใจของคำพูดและน้ำเสียง

ว่ากันตามตรงข้าไม่คิดว่าหวังหมิ่นจะโกหก ถึงอย่างนั้นความจริงที่ได้รับรู้ก็นับว่ายากในการยอมรับ แต่พอลองย้อนนึกดูก็มีหลายจุดที่ผิดสังเกตไม่ว่าจะเป็นคำพูดจาที่ดูเป็นผู้ใหญ่เกินตัวหรือวิธีการคิดแม้แต่ทักษะการต่อสู้ซึ่งแตกต่างจากหลี่หวังหมิ่นที่เคยได้ยินได้รู้จักอย่างลิบลับ หากจะหาคำอธิบายคงไม่มีอะไรเหมาะสมไปกว่านี้

ที่น่าตกใจที่สุดคงไม่พ้นอายุที่อีกฝ่ายบอกว่าตัวเองอายุสามสิบห้า คนอายุสามสิบห้าต้องมาอยู่ในร่างของเด็กอายุยี่สิบสองนับว่าเป็นเรื่องที่ไม่อาจบอกได้ว่าน่ายินดี

พอรู้ว่าภายในเป็นผู้มีอายุเลยเลขสามแต่ดันทำหน้าคล้ายจะอ้อนให้ตักอาหารฝีมือตัวเองกินก็พานให้ภายในอกรู้สึกคันยุบคันยิบอย่างบอกไม่ถูก สุดท้ายแล้วข้าก็จำต้องจับตะเกียบคีบเนื้อกุ้งที่มีขิงซอยจำนวนมากโป๊ะอยู่เข้าปาก

“ข้ากินแล้ว พอใจรึยัง”

ทำหน้าน่ารักแบบนั้นมันขี้โกงนี่นา

จริงอยู่รูปลักษณ์ภายนอกของหวังหมิ่นไม่ได้หล่อเหลางดงามหรือมีอะไรโดดเด่นเหมือนอย่างตัวข้า เรียกว่าหน้าตาบ้านๆ แสนธรรมดาแต่ไม่รู้ว่าเพราะได้อิทธิพลมาจากจิตวิญญาณภายในหรืออะไรถึงมองว่าอีกฝ่ายน่ารัก น่ามองขึ้นมา

“ซดน้ำสักหน่อยเถอะจะได้ไม่ติดคอ” ชามปลาต้มขิงถูกเลื่อนเข้ามาใกล้ในขณะเดียวกัน

“เจ้ากินบ้างสิ เอาแต่เลื่อนมาให้ข้าอยู่นั่น” อาหารทั้งสามอย่างถูกเลื่อนมาทางฝั่งนี้ทั้งหมด มันคงจะดีกว่านี้ถ้าทั้งสามอย่างไม่ได้มีขิงเป็นส่วนประกอบ

“ข้าตักถึง” พูดจบก็ตักเนื้อปลาต้มขิงเข้าปาก

เรื่องความสะอาดข้าไม่ได้เคร่งมากนักแต่ก็ไม่เคยกินอาหารร่วมโต๊ะกับใครโดยไม่ใช้ช้อนกลาง มีกับหวังหมิ่นเป็นคนแรกที่ข้าไม่ได้เอ่ยทักท้วงให้ไปหยิบช้อนกลางมาวาง

ข้าไม่เคยได้มีช่วงเวลาที่ได้พูดคุยระหว่างมื้ออาหารสลับกับผลักไสอาหารที่ไม่ชอบไปให้อีกฝ่ายเช่นนี้มาก่อน ต่อให้เป็นน้องชายแท้ๆ อย่างมากก็ยกมาคนละสำรับไม่มีการคีบส่งไปมาเหมือนอย่างตอนนี้

จะบอกว่าไม่ชอบก็คงไม่ใช่แต่จะบอกว่าชอบก็ไม่ใช่อีกเหมือนกัน

ไม่มีใครชอบเวลาถูกบังคับให้กินของที่ไม่ชอบหรอก

พูดเรื่องบังคับก็เกิดความสงสัยขึ้นมา ด้วยสถานะของกษัตริย์การจะถูกบังคับนั้นเป็นไปได้ยาก ยิ่งเป็นเรื่องไร้สาระอย่างการกินอาหารข้าสามารถใช้อำนาจออกคำสั่งให้ทำอย่างอื่นมาก็ได้ไม่ใช่แค่บ่นแล้วก็จำยอมกินทุกครั้งไป

หรือความจริงข้าไม่ได้ถูกบังคับแต่ยินยอมที่จะกิน?

หลี่หวังหมิ่นคิดว่าตัวเองเป็นใครกันข้าถึงต้องเป็นฝ่ายยอม!

“...เชียน...ชูร์เชียน” เสียงเรียกจากฝั่งตรงข้ามดึงสติให้กลับเข้าร่าง

“ว่าอะไรนะ”

“ข้าถามว่าหากกลับตำหนักด้วยแล้วจะให้ข้าไปพักอยู่ที่ไหน คุยเรื่องนี้กันก่อนดีกว่าเพราะถึงตอนนั้นรอบตัวท่านของรายล้อมไปด้วยผู้คนมากมาย” หวังหมิ่นพูดต่อ

คำพูดที่หวังหมิ่นใช้ไม่ว่าใครที่รู้จักข้าคงจะพูดเป็นเสียงเดียวกันว่าไร้มารยาทและบังอาจนักที่ตีตนเสมอกับกษัตริย์ แต่อย่างไรนี่ก็เป็นความต้องการของตัวข้าเอง ให้ใช้คำแทนตัวเองว่ากระหม่อมหรือเรียกว่าฝ่าบาทมันให้ระยะห่างที่มากเกินไป จนกว่าจะก้าวเท้าเข้าไปในวังหลวงก็อยากให้อีกฝ่ายทำตัวปกติแบบนี้ต่อไป

“เจ้าอยากพักที่ไหน ตำหนักข้า?” ตัวเลือกแรกถูกเสนอออกไป ตำหนักนี้ใช่ว่าจะมีเพียงข้าอยู่ตามลำพังแต่ยังมีขันที นางกำนัลหรือองครักษ์พักอยู่ด้วยแต่ก็ต้องเป็นเฉพาะคนสนิทไม่ใช่ใครก็จะมาอาศัยอยู่ในตำหนักนี้ได้ ส่วนคนอื่นๆ จะมีตำหนักแยกสำหรับเป็นที่พักให้ต่างหาก อย่างหวังหมิ่นก่อนหน้านี้ก็พักอยู่ในตำหนักแยก

“ไม่ล่ะ ขอเป็นตำหนักแยกดีกว่า” หวังหมิ่นส่ายหน้าปฏิเสธอย่างรวดเร็วคล้ายไม่มีความคิดอยากอยู่ร่วมตำหนักกับข้าแม้แต่นิด

“ทำไมเล่า อยู่ตำหนักข้าไม่ดีตรงไหน”

ไม่ว่าใครที่ได้ยินข้อเสนอนนี้ก็ความจะทำหน้าดีใจปลาบปลื้มก้มกราบขอบคุณครั้งแล้วครั้งเล่าสิไม่ใช่มาส่ายหน้าปฏิเสธ

การที่ข้าเสนอให้หวังหมิ่นมาอยู่ร่วมตำหนักถือเป็นการบอกโดยอ้อมว่าเขามีความสำคัญไม่น้อย แต่ดูคำตอบที่ได้รับมาสิ

“ไม่ใช่ว่าไม่ดี...ห้องเดิมที่ข้าเคยอยู่มีคนใหม่เข้าไปอยู่รึยัง”

“มีแล้ว” ข้าเอ่ยคำโกหกออกไปเพื่อจะได้ดักทางไม่ให้อีกฝ่ายได้ทำตามใจ

“...ทำไมข้าถึงรู้สึกว่าท่านโกหกนะ” ดวงตาสีน้ำตาลอ่อนจ้องมองมานิ่งๆ ไม่ได้มีท่าทีจับผิดหรือคาดคั้นเอาความจริงแค่พูดออกมาตามที่รู้สึกก็เท่านั้น

“ข้าจำเป็นต้องโกหกเจ้า?”

“เหมือนว่าท่านอยากให้ข้าอยู่ที่ตำหนักเดียวกัน”

“แล้วอย่างไร คนอื่นมีแต่จะร่ำไห้ขอบคุณที่มีโอกาสได้อยู่ตำหนักเดียวกันกับข้า แล้วทำไมเจ้าถึงไม่อยากอยู่นัก” ข้ากดเสียงต่ำจ้องหน้าหวังหมิ่นเขม็ง

“...ให้อยู่ตำหนักเดียวกันแล้วข้าจะหลับลงได้อย่างไร” คำพึมพำเสียงเบาหวิวนั่นมีพลังทำลายยิ่งกว่ากองทัพอาชานับแสนพุ่งเข้าโจมตีหัวใจโดยไม่ตั้งตัว

“เจ้า...หลี่หวังหมิ่น” อยากจะเอ่ยอะไรสักอย่างออกไปแต่ไม่รู้ทำไมถึงทำได้เพียงเรียกชื่ออีกฝ่ายซ้ำๆ

หากตอนนี้ไม่ได้มีโต๊ะคั่นกลางคงได้คว้าตัวอีกฝ่ายมากอดแน่นๆ ไปแล้ว

เพิ่งรู้จักกันได้ไม่เท่าไร...ทำไมหัวใจถึงได้สั่นไหวนักนะ

“ให้ข้าพักอยู่ห้องเดิมเถอะ” หวังหมิ่นพูดต่อ

“ก็ได้” ยอมให้...แต่แค่ตอนนี้เท่านั้น

รอผ่านไปสักพักค่อยหาทางดึงอีกฝ่ายให้เข้ามาพักในตำหนักด้วยกันให้ได้

หลังจากตกลงกันเรียบร้อยต่างฝ่ายต่างก็ก้มหน้าจัดการอาหารบนโต๊ะตรงหน้าให้หมด ของที่ข้าไม่ชอบกินอย่างขิงถูกคีบมาวางให้ถึงในถ้วยพร้อมรอยยิ้มบางๆ คล้ายจะบอกว่ากินหน่อยเถอะนั่นทำเอาคนมองพูดไม่ออก จะปฏิเสธก็ไม่ได้ ทำได้เพียงจำใจกลืนขิงพวกนั้นลงท้องไปคำแล้วคำเล่า

จบจากมื้อเช้าก็ถึงเวลาออกเดินทาง หวังหมิ่นยังคงอาลัยอาวรกับแปลงผักด้านหลังหลายสิบแปลง ฟังจากน้ำเสียงอีกฝ่ายเริ่มลังเลที่จะตามข้ากลับซึ่งนั่นเป็นสิ่งที่ยอมให้เกิดขึ้นไม่ได้

จักรพรรดิแห่งแคว้นเผยซวามีความสำคัญน้อยกว่าแปลงผัก?!

ข้าจบเรื่องนี้ด้วยการบอกว่าจะส่งคนมาดูแลแปลงผักให้เพราะอย่างไรบ้านหลังนี้ก็ถือเป็นบ้านของหวังหมิ่นต่อให้กลับไปวังหลวงด้วยกันใช่ว่าจะไม่ได้กลับมาเยี่ยมเยือนที่นี่อีก อีกทั้งก็พอรู้ว่าหวังหมิ่นให้ความเอ็นดูพวกต้นไม้มาก ขนาดตอนอยู่ในวังหลวงต้นไม้ที่คิดว่าคงใกล้ตายยังถูกดูแลจนออกดอกบานสะพรั่ง น่าเสียดายที่ตอนนี้ดอกไม้เหล่านั้นได้ร่วงโรยไปหมดแล้ว

พวกเราเดินทางเข้าไปในตัวเมืองด้วยวิธีการเดิน ตอนแรกก็ไม่ได้คิดอะไรมากเนื่องจากในสองสามวันจะมีวันหนึ่งที่หวังหมิ่นเดินเข้าไปในเมืองเพื่อซื้อวัตถุดิบในการทำอาหารรวมไปถึงพวกสมุนไพรกับผ้าพันแผลเลยคิดไปว่าคงไม่เหนื่อยเท่าไรทว่าในความเป็นจริงกลับเริ่มรู้สึกล้าตั้งแต่ช่วงครึ่งทาง

มีหลายครั้งที่อยากบอกให้อีกฝ่ายหยุดพักก่อนแต่พอหันไปมองใบหน้าที่ไม่แสดงท่าทีอ่อนล้าออกมาทำเอารู้สึกเหมือนตัวเองพ่ายแพ้จึงจำต้องกัดฟันก้าวเดินต่อไปจนกระทั่งมาถึงประตูวังหลวง ตลอดทางมีสายตาหลายคู่จ้องมองมาแต่ไม่ใช่สายตาที่ล่วงรู้ถึงตัวตนของข้า ให้เดาคงเพราะหน้าตาดีถึงได้ถูกจับจ้องไม่วางตาเช่นนี้

ต่อให้เสื้อผ้าบนร่างเป็นเพียงชุดชาวบ้านแสนธรรมดาก็ไม่อาจกลบความสง่าหล่อเหลางดงามนี้ได้

ข้าไม่ได้หลงตัวเองแต่อย่างใด ไม่ว่าใครหากได้เห็นใบหน้านี้ก็มีอันต้องชะงักไปตามๆ กัน

เห็นแบบนี้ใช่ว่าข้าจะเป็นพวกอ่อนแอหรือปวกเปียก ทักษะการต่อสู้ไม่ว่าจะเป็นการใช้อาวุธหรือต่อสู้มือเปล่าข้าล้วนเชี่ยวชาญและมั่นใจในฝีมือตัวเองระดับหนึ่ง

ชาวบ้านทั่วไปไม่คุ้นหน้าข้านักเนื่องจากส่วนมากจะอยู่แต่ในวังหลวงต่อให้มีการพบปะก็จะนั่งอยู่ในตำแหน่งที่ค่อนข้างไกลจากสายตาของใครหลายๆ คน แม้กระทั่งช่วงออกไปนอกวังหลวงก็จะนั่งรถม้าไปไม่ได้แสดงตัวให้เห็นบ่อยนัก มีแค่คนในวังหลวงที่คุ้นหน้าคุ้นตาเป็นอย่างดียกตัวอย่างเช่นทหารยามรักษาประตูที่เบิกตากว้างเทียบเท่าไข่ห่านเมื่อเห็นข้าก้าวเข้าไปหาด้วยรอยยิ้มโดยมีหวังหมิ่นตามอยู่ด้านหลัง

“ฝะ...ฝ่าบาท” น้ำเสียงกระตุกกระตักนั่นบ่งบอกว่าพวกเขาตกใจมากเพียงใดที่เห็นข้าปรากฏตัวขึ้นตรงหน้าหลังจากหายสาบสูญไปเกือบสองอาทิตย์

“ข้าเข้าไปได้รึเปล่า” ต้องเอ่ยถามเมื่อเห็นว่าพวกเขาเอาแต่ทำหน้าตกตะลึงไม่ยอมเปิดประตูให้เข้าไปสักที

“แน่นอนพ่ะย่ะค่ะ ตอนนี้ภายในวังหลวงกำลังกระสับกระส่ายกันมากที่ฝ่าบาทหายตัวไป กระหม่อมจะรีบไปแจ้ง...ไม่สิ จะทิ้งประตูไม่ให้มีคนดูไม่ได้ เจ้ารีบไปกระจายข่าว” ทหารยามคนแรกเอ่ยด้วยน้ำเสียงนอบน้อมก่อนจะหันไปสะกิดเพื่อนอีกคน

“ได้” เพื่อนอีกคนพยักหน้าก่อนจะรีบวิ่งเข้าไปด้านใน

ประตูวังหลวงถูกเปิดอ้าให้ผู้เป็นกษัตริย์อย่างข้าเดินเข้าไปแต่พอถึงคราวของหวังหมิ่นที่ก้าวตามมากลับถูกทหารยามคนเดิมขวางไว้ไม่ให้เข้าซึ่งหวังหมิ่นทำเพียงยืนนิ่งๆ ไม่ได้แสดงท่าทีตกใจแต่อย่างไร

“เจ้าเป็นใคร ผู้ที่ไม่ได้รับอนุญาตห้ามเข้าไป” น้ำเสียงที่ใช้แตกต่างกับตอนพูดกับข้าอย่างสิ้นเชิง

“...” หวังหมิ่นไม่ได้ตอบโต้เงยหน้ามองข้าที่หันกลับไปมอง ทำตาปริบๆ คล้ายจะถามว่าจะให้ทำเช่นไร

“เขามากับข้า” เพียงประโยคเดียวก็มากพอให้คนฟังเข้าใจถึงสถานะของหวังหมิ่น

“ขออภัยที่เสียมารยาท เชิญท่านเข้าไปขอรับ” ทหารยามเปลี่ยนโทนเสียงเป็นนอบน้อมทันควัน

“ขอบคุณ” หวังหมิ่นผงกศีรษะให้ก่อนจะเดินตามเข้าไปด้านใน

วังหลวงแห่งนี้มีพื้นที่มหาศาลภายในประกอบด้วยตำหนักหลายสิบตำหนักโดยปกติข้าไม่เคยเดินเท้าจากหน้าประตูเข้าไปยังตำหนักกลางมาก่อนนับว่าได้เปิดประสบการณ์ใหม่แล้วแต่ยังไม่ทันได้พูดคุยหรือสนทนากับหวังหมิ่นมากนักเหล่าขันทีคนสนิทก็วิ่งนำหน้านางกำนัลรวมไปถึงองครักษ์รักษาพระองค์อีกหลายสิบคนมุ่งหน้ามาหา โอบล้อมทั้งหน้าหลังดันหวังหมิ่นกระเด็นออกไปอยู่วงนอก

เสียงของบรรดาขันทีดังขึ้นไปหยุดซึ่งประโยคหลักๆ ที่ได้ยินก็ไม่พ้น ‘ฝ่าบาทกลับมาแล้ว’ ‘กระหม่อมเป็นห่วงแทบแย่’ ไม่ก็ ‘เกิดอะไรขึ้นพรือพ่ะย่ะค่ะ’ แน่นอนว่าข้าไม่ได้ตอบคำถามของใครสักคน ตอนนี้จุดที่สายตาจับจ้องไปคือร่างของหลี่หวังหมิ่นที่ก้าวถอยออกไปริมฝีปากปากเป็นกระจับขยับสื่อความหมายโดยไม่ออกเสียงส่งมาว่า...

‘ไปก่อนนะ’

พูดจบอีกฝ่ายก็เดินเข้าไปยังตำหนักด้านข้างซึ่งเป็นที่พักของบรรดาเด็กรับใช้ในตำหนัก เรื่องเส้นทางคงไม่จำเป็นต้องห่วงเนื่องจากที่นี่เคยเป็นอดีตที่พักของอีกฝ่ายมาก่อน ย่อมไม่หลงอยู่แล้ว

ทั้งที่มีเรื่องอยากคุยด้วยแท้ๆ

“เสด็จพี่” เสียงเรียกจากด้านข้างทำให้บรรดาขันทีและเหล่าองครักษ์เปิดทางให้น้องชายชางเชิงเทียนบุรุษในชุดสีเขียวลายมังกรก้าวเข้ามาหา เชิงเทียนปีนี้มีอายุยี่สิบเอ็ดปีห่างจากข้าสี่ปีและเป็นน้องชายร่วมสายเลือด นับเป็นน้องชายที่ข้าทั้งรักและเอ็นดูมาก

เชิงเทียนมีรูปลักษณ์ที่หล่อเหลาไม่แพ้กันแต่ออกไปในแนวคมเข้มมากกว่าข้าที่ออกไปทางงดงามดูสง่า เห็นใบหน้าคมๆ แบบนั้นแต่มีมุมน่ารักอยู่ไม่น้อย

“ข่าวไปถึงเจ้าเร็วนัก” ทหารยามคนนั้นช่างกระจายข่าวได้เร็วยิ่ง นึกว่ากว่าจะรู้ถึงการกลับมาของข้าคงปาไปช่วงบ่ายแต่ใครจะคิดว่าข่าวจะไปเร็วถึงเพียงนี้

“เสด็จพี่คงเหนื่อยมากเป็นแน่อย่าเพิ่งคุยกันตรงนี้เลย เข้าไปพักในตำหนักให้นางกำนัลนำชาร้อนๆ กับขนมมาเถอะพ่ะย่ะค่ะ” เชิงเทียนเสนอความเห็น

“เอาสิ” ผมพยักหน้าตกลงเพราะตอนนี้ขาเริ่มสั่นจากการเดินทางอันยาวนาน

บรรดาขันทีและองครักษ์เดินตามหลังข้าเป็นพรวนเข้าไปด้านในตำหนัก พอถึงห้องรับแขกข้าโบกมือให้พวกเขาออกไปรอข้างนอกแล้วให้เชิงเทียนเข้ามาคุยกันตามลำพัง ยังไม่ทันได้นั่งดีทั้งน้ำชาและขนมกินเคียงก็ถูกยกมาวางบนโต๊ะ

ถ้วยชาถูกยกขึ้นมาจิบสลับกับใช้ส้อมอันเล็กตัดขนมเข้าปาก ไม่ได้จิบชากับกินของว่างมาสักพักใหญ่แล้วเป็นความรู้สึกที่ชวนให้คิดถึงซะจริง ถึงจะพูดแบบนั้นแต่ใช่ว่าจะไม่ชอบวันเวลาที่อยู่กับหวังหมิ่นหรอกนะ เป็นไปได้ว่าสถานที่ที่หวังหมิ่นเคยอยู่จะไม่มีวัฒนธรรมในการจิบชาทุกวันนอกจากมื้ออาหารก็ไม่มีการต้มชาดื่มแต่อย่างใด

“เจ้าเป็นคนสั่งการให้ทหารออกตามหาข้าสินะ” ข้าเปิดประเด็นพูดคุยหลังพักมาได้สักระยะ

“เป็นข้าเอง ถึงจะให้ทหารออกตามหาแต่กลับไม่พบร่องรอยของเสด็จพี่เลยข้ากังวลเหลือเกินว่าจะเกิดอะไรขึ้นหรือไม่”

“ได้ไปตรวจภูเขาแถวชานเมืองรึเปล่า” ภูเขาที่ว่าเป็นภูเขาเดียวกันที่ข้าเผชิญหน้ากับศัตรูแล้วได้หวังหมิ่นเข้ามาช่วยเหลือจนรอดพ้นความตายมาได้

“ย่อมต้องตรวจสอบ เสด็จพี่ใช้ทางเส้นนั้นเพื่อไปกลับแต่ทหารไม่เจอร่องรอยอะไรเลย” คำพูดของเชิงเทียนทำให้คิ้วสองข้างเริ่มขมวดเข้าหากันแน่น

“เป็นไปไม่ได้ อย่างน้อยบนภูเขานั้นน่าจะเต็มไปด้วยซากศพ” มั่นใจว่าอย่างน้อยต้องเจอศพยี่สิบถึงสามสิบศพเป็นอย่างต่ำ หากไม่มีร่องรอยคงคิดได้แค่ว่าผู้ที่อยู่เบื้องหลังเป็นคนออกคำสั่งให้จัดการกับศพเหล่านั้นเพื่อหลีกเลี่ยงการสืบสาวไปถึงตัว

“เกิดเรื่องขึ้นบนภูเขา? เกิดอะไรขึ้นหรือเสด็จพี่” เชิงเทียนถามต่อ

“มีคนดักซุ่มลอบโจมตีแล้วคิดจะสังหารข้า” ข้าสรุปใจความสำคัญสั้นๆ ให้น้องชายฟัง

“ใครกัน”

“เรื่องนั้นไม่แน่ใจ” ศพก็ถูกจัดการไปแล้วจะไปหาข้อมูลอย่างอื่นคงยาก

หลายคนอาจสงสัยถึงตัวตนของน้องชายข้าหรือชางเชิงเทียนว่าสามารถไว้ใจได้รึเปล่า หรือเขามีความคิดที่จะกำจัดข้าเพื่อขึ้นครองบัลลังก์หรือไม่ คำตอบคือคนร้ายจะเป็นใครก็ได้แต่ไม่ใช่เชิงเทียนอย่างแน่นอน

พวกเราถูกเลี้ยงดูมาให้รักกันและตั้งแต่ก่อนที่เสด็จพ่อจะสวรรคตข้ากับเชิงเทียนได้พูดคุยกันในเรื่องนี้แล้วเป็นการเปิดอกพูดคุยกันระหว่างพี่น้องซึ่งเชิงเทียนยืนยันว่าไม่ต้องการตำแหน่งจักรพรรดิ ข้าจึงยื่นข้อเสนอว่าเมื่อตัวข้าขึ้นไปยืนบนบัลลังก์จะไม่แต่งตั้งสนมหรือฮองเฮาแต่จะให้บุตรของเชิงเทียนได้รับตำแหน่งรัชทยาทเพื่อป้องกันการแย่งชิงบัลลังก์ระหว่างพี่น้องที่อาจเกิดขึ้นในอนาคต

อีกเหตุผลหนึ่งนั้นคือข้าไม่ได้สนใจสตรี นั่นอาจเรียกได้ว่าเป็นเหตุผลหลักที่ไม่คิดจะรับสนมคนใด ทุกวันนี้ข้าจะมีเรียกบุรุษเข้ามาปรนนิบัติบ้างแต่ก็ไม่ได้มีใครที่ทำให้รู้สึกโหยหาหรืออยากกอดซ้ำนัก แต่ตอนนี้เหมือนจะเจอคนที่รู้สึกโหยหาแล้ว

“ข้าจะช่วยสืบเรื่องนี้อีกแรง” เชิงเทียนพยักหน้าคล้ายจะสื่อว่าจะจัดการเรื่องนี้ให้เอง

“คงไม่ง่าย ในเมื่ออีกฝ่ายกำจัดศพเหล่านั้นแปลว่าคงจัดการกับหลักฐานใดๆ ที่อาจสืบสาวไปถึงตัวเรียบร้อยแล้ว ในช่วงนี้คงไม่มีการเคลื่อนไหวแน่” พวกที่ฉลาดมักรู้ว่าต้องหยุดเพื่อรอโอกาสใหม่ไม่ใช่พอพลาดก็ทำซ้ำ

“เสด็จพี่ควรมีคนคุ้มกันเพิ่ม อย่างน้อยก็ควรจะมีคนที่มีฝีมือดีมากพอสักคนสองคน แน่นอนว่าต้องเป็นคนที่เชื่อใจได้ด้วย”

“คนมีฝีมือหาไม่อยาก คนที่เชื่อใจได้ต่างหากที่หายาก” ข้ายกถ้วยชาขึ้นมากระดกรวดเดียวหมด ในกองทัพซึ่งมีทหารนับแสนเต็มไปด้วยผู้มากฝีมือและทักษะแต่นั่นไม่ได้บอกว่าสามารถเชื่อใจได้

ก่อนหน้านี้ข้าเคยถูกองครักษ์คนสนิททรยศและหักหลัง ยอมรับว่าเสียศูนย์ไปไม่น้อยจนถึงตอนนี้ก็ยังไม่อาจไว้ใจหรือเชื่อใจใครได้เต็มสิบส่วน

“ก็จริง จะว่าไปเสด็จพี่พาใครมาด้วยใช่รึเปล่า” เชิงเทียนถามต่อ

“รู้มาจากไหน”

“นอกจากข่าวที่เสด็จพี่กลับมาแล้วก็มีข่าวว่าเสด็จพี่พาบุรุษคนหนึ่งกลับมาด้วย”

“ฮืม” ข่าวไปไวซะจริง

“ไม่จริงหรือ” เชิงเทียนถามซ้ำ

“จริง” ข้าไม่โกหกหรือปิดบังเชิงเทียน

“เขาเป็นใคร ยอดฝีมือที่ช่วยเสด็จพี่หรือจะเป็นคนที่ดูแลเสด็จพี่ตลอดเกือบสองอาทิตย์ที่ผ่านมา คงไม่บอกว่าเป็นคนที่เสด็จพี่สนใจกระมัง” อีกฝ่ายเอ่ยถามรัวๆ ไม่เว้นช่องว่างให้ข้าได้ตอบ

นี่แหละน้องชาย ภายใต้ใบหน้าคมคายที่สาวๆ พากันหลงใหลใครจะเดาออกว่าเป็นคนช่างพูดถึงเพียงนี้

“เจ้าพูดถูกทั้งหมด” หวังหมิ่นไม่เพียงแค่ช่วยข้าแต่ยังคอยดูแลตลอดเกือบสองอาทิตย์ ที่ถูกยิ่งกว่าคือเป็นคนที่ข้าให้ความสนใจ

“จริงหรือ” ดวงตาสีดำของเชิงเทียนเบิกกว้างขึ้น

“ข้าจะโกหกทำไม”

“แล้วตอนนี้เขาอยู่ไหน ข้าอยากเห็นคนที่เสด็จพี่ให้ความสนใจสักครั้ง” ฟังจากน้ำเสียงก็เดาได้ว่าน้องชายเริ่มสนใจหวังหมิ่นเข้าอีกคนแล้ว

“เจ้าเคยเจอแล้ว”

“ข้าเคยเจอ? ใครกัน”

“หลี่หวังหมิ่น” ชื่อนั่นถูกเอ่ยออกไปท่ามกลางรอยยิ้มที่ชะงักค้างในชั่วพริบตา เชิงเทียนคงไม่คิดว่าจะได้ยินชื่อของคนที่บุกเข้ามาล่วงเกินภรรยาหรือพระชายาของตัวเองอีกครั้ง

“เสด็จพี่ทรงล้อเล่นใช่หรือไม่ หลี่หวังหมิ่น...หมายถึงหลี่หวังหมิ่นคนนั้นน่ะหรือ” เชิงเทียนทำหน้าคล้ายจะไม่อยากเชื่อ

“ถึงจะเป็นหลี่หวังหมิ่นคนนั้นทว่าเขาในตอนนี้ไม่ใช่คนเดิมอีกต่อไปแล้ว” ใช่...หลี่หวังหมิ่นในตอนนี้ไม่ใช่เจ้าหมูตอนที่วันๆ เอาแต่จ้องจะล่วงเกินฮูหยินบ้านคนอื่นอีกต่อไป ขืนยังกล้าทำไม่ต้องรอให้ทหารจับกุม ข้านี่แหละที่จะจัดการด้วยตัวเอง

“เสด็จพี่มั่นใจได้อย่างไร ข่าวของหลี่หวังหมิ่นใช่ว่าเสด็จพี่จะไม่เคยได้ยินนี่”

“ข้าดูออกเชิงเทียน” ถ้าแค่ใส่หน้ากากเพื่อตบตาเพียงพริบตาเดียวก็จับได้แล้ว

“...หากเสด็จพี่กล่าวเช่นนั้นข้าก็อยากเจอขึ้นมาซะแล้ว” เชิงเทียนรู้ดีว่าข้ามีสัมผัสด้านนี้ค่อนข้างดี

“คงได้เจอสักวัน” เพราะอย่างไรตอนนี้ข้าก็ไม่คิดจะปล่อยหวังหมิ่นออกจากวังหลวงง่ายๆ หรอก

“เช่นนั้นเสด็จก็พักผ่อนเถอะ ข้าขอตัวก่อน”

“อืม ไว้เจอกัน” บอกลาเสร็จเชิงเทียนก็ก้าวออกจาห้องไป

ข้านั่งจิบชาสลับกับกินขนมอยู่ตามลำพังสักพักใหญ่ก็เดินออกไปด้านนอกเหล่าขันทีและนางกำนัลรีบก้าวเข้ามาเตรียมรับใช้ พอบอกว่าต้องการอาบน้ำทุกคนก็รีบไปเตรียมการทันควัน นางกำนัลสองคนถอดเสื้อผ้าเปลี่ยนมาสวมเป็นเสื้อคลุมสำหรับอาบน้ำตัวบางแทน

ถังไม้ขนาดนั่งได้สองคนถูกเติมน้ำและลอยดอกไม้ส่งกลิ่นหอมชวนให้สูดดม ข้าก้าวลงไปแช่น้ำในถังโดยมีนางกำนัลอีกสามคนคอยปรนนิบัติตั้งแต่การขัดถูตัวไปจนถึงการสระผม เรียกว่าแค่นั่งเฉยๆ ปล่อยให้พวกนางจัดการทุกอย่างก็ไม่ผิด

กว่าจะอาบน้ำเสร็จเวลาก็ล่วงเลยมาจนถึงช่วงเย็น สำรับอาหารเย็นถูดจัดวางลงบนโต๊ะ หน้าตาของอาหารแต่ละอย่างล้วนชวนให้ลิ้มลอง แน่นอนว่าทุกอย่างนั้นล้วนไม่มีส่วนประกอบของขิงเหมือนอย่างที่ต้องกล้ำกลืนฝืนทนตลอดช่วงที่ผ่านมา

อาหารห้าอย่างถูกตักกินอย่างไม่รีบร้อนรสชาติที่ไม่ได้ลิ้มลองมานานชวนให้คิดถึงอยู่ไม่น้อย ห้องเครื่องรู้รสชาติที่ข้าชอบรวมไปถึงความชอบไม่ชอบด้วย ทำให้แต่ละมื้อจะได้กินอาหารในรสชาติที่ชอบและวัตถุดิบที่โปรด

อาจเพราะความล้าที่สะสมมาทีละนิดข้าจึงตัดสินใจที่จะนอนเร็วกว่าปกติ จิ่วอวี๋กับเม่าจื่อซึ่งเป็นขันทีคนสนิทของข้าตั้งแต่ตอนยังเป็นองค์ชายคอยจัดการทุกอย่างให้ไม่ว่าจะเป็นเดินไปปิดม่าน จุดเทียนหอมช่วยในการกล่อมก่อนจะถอยหลังออกไปด้านนอกห้องอย่างรู้งาน

ข้าล้มตัวลงนอนบนเตียงกว้างกางแขนและขาออกโดยไม่ต้องกังวลว่าส่วนใดส่วนหนึ่งจะไปแตะโดนพื้นเข้า บ้านของหวังหมิ่นมีเพียงฟูกปูแต่ไม่ได้มีเตียงแถมขนาดยังพอสำหรับคนเพียงคนเดียวทำให้ข้าที่ชินกับการพลิกตัวไปมาค่อนข้างปรับตัวอย่างยากลำบาก

เตียงและหมอนนุ่มๆ ดึงสติให้ค่อยๆ ไหลออก ทั้งที่คิดว่าคงเหนื่อยขนาดนี้คงสามารถหลับได้ในทันทีแต่พอหันหน้าไปทางขวาก็เจอกับเทียนหอมที่ถูกจุดไว้ หากเป็นก่อนหน้านี้เมื่อหันไปทางขวาจะได้เจอกับใบหน้าของหวังหมิ่นที่กำลังหลับใหลอยู่ในระยะเอื้อมถึง

ไม่ปฏิเสธว่าอาทิตย์กว่าที่ผ่านมาข้าลอบมองใบหน้ายามหลับใหลของอีกฝ่ายทุกวันพอมาวันนี้ไม่ได้เห็นใบหน้านั้นอยู่ๆ ความง่วงก็หายวับไป

พยายามข่มตานอนอยู่อีกพักใหญ่ก็รู้ว่าไร้ประโยชน์จึงลุกขึ้นนั่งทอดสายตามองไปยังบานหน้าต่างซึ่งมีผ้าม่านปิดอยู่เลยมองไม่เห็นบรรยากาศด้านนอก ข้าลุกจากเตียงเดินไปเลื่อนเปิดม่านภาพของตำหนักซึ่งอยู่ห่างออกไปไม่มากปรากฏภาพของหวังหมิ่นลอยเข้ามาในห้วงความคิด

ตำหนักนั้นเป็นตำหนักที่หวังหมิ่นพัก

ไม่รู้ว่าอะไรที่มาดลใจให้ข้าเปิดหน้าต่างออกพาตัวเองออกไปด้านนอกแฝงตัวไปกับความมืดตรงไปยังตำหนักตรงหน้า ห้องของหวังหมิ่นไม่รู้ว่าอยู่ห้องไหน

คับคล้ายคับคลาว่าจะเป็นชั้นแรกด้านหลัง

ระหว่างก้าวไปด้านหลังตำหนักข้าเดินผ่านแต่ละห้องโดยพยายามชะโงกดูว่าห้องนั้นเป็นของหวังหมิ่นรึเปล่าซึ่งห้องส่วนมากก็ได้ดับไฟลงหมดแล้ว

ไม่อยากคิดเลยว่าถ้ามีคนมาพบกษัตริย์ที่มีท่าทีเหมือนกำลังมาถ้ำมองจะมีข่าวลืออะไรกระจายออกไปบ้าง

คิดเรื่อยเปื่อยไปเรื่อยๆ จนมาถึงห้องสุดท้ายท่ามกลางความหวังที่ลิบหรี่ลง มีความเป็นไปได้สูงทีเดียวที่หวังหมิ่นจะปิดไฟนอนไปแล้ว ห้องสุดท้ายนี้ยังเปิดไฟอยู่ทว่าใจกลับคิดไปแล้วว่าคงไม่ใช่หวังหมิ่นแค่ลองหันไปดูพอเป็นพิธีแล้วค่อยเดินกลับห้อง...

ความคิดทุกอย่างหยุดชะงักเช่นเดียวกับขาที่ก้าวไม่ออกเมื่อเห็นภาพที่ปรากฏอยู่อีกฟากหนึ่งของหน้าต่าง หวังหมิ่นกำลังผูกเชือกกางเกงโดยท่อนบนนั้นเปลือยเปล่า...ผิวของอีกฝ่ายไม่ได้ขาวมากอย่างข้าเป็นสีขาวออกเหลืองอันเต็มไปด้วยกล้ามเนื้อพอเหมาะที่ชวนให้มองแล้วไม่อาจละสายตาออกมาได้

สำหรับคนที่ชื่นชอบในตัวบุรุษอย่างข้าภาพตรงหน้าก็ไม่ต่างกับการเชิญชวนแม้จะเป็นการเชิญชวนโดยไม่รู้ตัวก็ตาม

หวังหมิ่นขยับตัวหยิบเสื้อสีฟ้าอ่อนมาสวมในขณะนั้นเองที่คนด้านในหันมามองคล้ายจะสัมผัสได้ถึงสายตาที่จ้องไปอย่างจาบจ้วง ทันทีที่เห็นว่าใครยืนมองอยู่คิ้วสองข้างของหวังหมิ่นขมวดแน่นก่อนจะก้าวมาหยุดยืนอยู่ตรงหน้าต่าง

“ทำไมฝ่าบาทถึงมาอยู่ที่นี่ได้” หวังหมิ่นเปิดหน้าต่างแล้วเอ่ยถามโดยที่เสื้อท่อนบนยังสวมไม่เรียบร้อย แผ่นอกสีชมพูผลุบออกมาผ่านช่องว่างของเสื้อที่ยังไม่ได้ผูกปม

“อึก...ข้านอนไม่หลับเลยมาเดินเล่น” ข้าเผลอกลืนน้ำลายกับภาพตรงหน้า ห้ามจินตนาการอันแสนหยาบโลนของตัวเองที่ขบเม้มยอดอกนั้นไม่ได้เลย

“มาเดินเล่นหลังตำหนักนี่?” น้ำเสียงของหวังหมิ่นดูจะไม่เชื่อคำพูดข้าแม้แต่น้อย

“หากข้าบอกว่านอนไม่หลับเพราะไม่มีเจ้านอนด้วยเหมือนอย่างทุกทีเจ้าจะเชื่อรึเปล่า” ครั้งนี้ข้ายอมที่จะเปิดเผยความจริงอันแสนน่าอายออกไป

“...พูดจริงหรือ ฮึ” หวังหมิ่นยกมือข้างหนึ่งขึ้นปิดปากตัวเองไว้แน่นกันไม่ให้เสียงหัวเราะเล็ดรอดออกมา

“เจ้าขำอะไร” ก็รู้ว่ามันน่าอายแต่มันไม่ใช่เรื่องน่าขำสักนิด

“ฝ่าบาทไม่ใช่เด็กแล้วนะพ่ะย่ะค่ะที่จะนอนไม่หลับเพราะไม่คนนอนด้วย อีกอย่างก่อนหน้านี้ถึงจะบอกว่านอนด้วยกันแต่ก็มีระยะห่างอยู่ไม่น้อย”

“หากเทียบกับคนแก่อย่างเจ้าข้าย่อมเป็นเด็ก” ข้าสวนกลับไป

“...” คนฟังหน้าตึงทันควัน

ดูเหมือนว่าหวังหมิ่นจะไม่ชอบให้พูดว่าตัวเองแก่หรืออายุมาก

“แล้วก็เลิกเรียกฝ่าบาทสักที” ฟังคนอื่นเรียกข้าไม่รู้สึกผิดแปลกอะไรแต่พอเป็นเสียงของหวังหมิ่นกลับรู้สึกไม่ชอบใจเอาซะเลย

“ฝ่าบาทกระหม่อมเพิ่งอายุสามสิบห้ายังไม่แก่นะพ่ะย่ะค่ะ”

“หลี่หวังหมิ่น” เขาจงใจย้ำคำว่าฝ่าบาทใช่ไหม

“เฮ้อ...ท่านจะยืนอยู่ข้างนอกรอให้เวรยามมาตรวจเจอหรือ” พอเจอสายตาขุ่นเคืองเข้าไปอีกฝ่ายก็ถอนหายใจออกมาก่อนจะเปลี่ยนเรื่อง

“แน่นอนว่าไม่ ขยับไปข้าจะเข้าไปด้านใน” ข้าก้าวเข้าไปใกล้หน้าต่าง

“จะเข้ามาข้างใน? นี่ก็ดึกมากแล้วท่านไม่ง่วงหรือ” แม้คำพูดจะดูเหมือนไม่ต้อนรับแต่หวังหมิ่นกลับขยับตัวให้ข้าเข้าไปด้านในได้สะดวก พอเข้ามาแล้วก็รีบจัดการปิดหน้าต่างและปิดม่านกันอีกชั้น

“ง่วงแต่พอไม่มีเจ้าข้าก็นอนไม่หลับ”

“หากง่วงจริงๆ ไม่นานต้องหลับแน่”

“เดี๋ยวข้าค่อยกลับ เจ้าเถอะเวลาเปลี่ยนเสื้อผ้าใครให้เปิดม่านเช่นนั้นคิดจะอวดให้ใครดูหรือ” สายตาข้าหันไปเห็นแผ่นออกที่โผล่ออกมาจึงนึกเรื่องนี้ขึ้นมาได้

ยังดีนี่เป็นวันแรกที่อีกฝ่ายกลับมาพัก ไม่อยากคิดเลยว่าถ้าข้าไม่เห็นก่อนจะมีอีกสักกี่คนที่มาแอบถ้ำมอง

“ไม่มีใครอยากดูร่างกายข้าหรอก” ระหว่างพูดหวังหมิ่นจัดการผูกปมเชือกของเสื้อแล้วจัดให้อยู่ในสภาพที่เรียบร้อยขึ้น

“เจ้ารู้ได้อย่างไรว่าไม่มีใครอยากดู” อย่างน้อยตรงนี้ก็มีคนหนึ่งแหละที่ละสายตาออกไปไม่ได้

“มีแต่ท่านนั่นแหละที่จ้องเอาๆ”

“ก็เจ้าอยากแต่งตัวไม่เรียบร้อยทำไม”

“ข้าผิดหรือที่เปลี่ยนเสื้อผ้าในห้องตัวเอง?” หวังหมิ่นย้อนถาม

“ก็ไม่ผิด” แต่รู้สึกหวงนี่

“ถ้าเปลี่ยนเป็นร่างกายท่านข้าว่าคงมีผู้คนมากมายยินยอมเสียเงินเพื่อจะได้มองดูเป็นแน่” อีกฝ่ายเลื่อนสายตายังร่างกายในชุดนอนของข้าบ้าง

“ฮืม...ผู้คนมากมายที่ว่ามีเจ้ารวมอยู่ด้วยรึเปล่าล่ะ” ข้านั่งลงบนเตียงดึงสาบเสื้อให้เปิดอ้าน้อยๆ เผยให้เห็นแผ่นอกขาวเนียนของตัวเอง

“ชูร์เชียน” หวังหมิ่นก้าวเข้ามาดึงสาบเสื้อที่แยกออกให้ปิดลง

“เจ้าหน้าแดงนะ เขินหรือ” ข้าไม่ปล่อยให้ความเปลี่ยนแปลงนั้นหลุดรอดสายตาไปได้

“...ท่านมีธุระอะไรกับข้า” คนตรงหน้าไม่ตอบแต่เปลี่ยนคำถามแทน

การไม่ปฏิเสธก็เท่ากับตอบรับว่าคำพูดนั้นเป็นความจริง

ดูเหมือนเสน่ห์ของข้าจะใช้ได้ผล

“ข้าบอกแล้วว่านอนไม่หลับเลยออกมาหาเจ้า”

“จะให้ข้าอยู่เป็นเพื่อนคุยหรือ”

“คงอย่างนั้น นั่งสิ เจ้าคงไม่คิดจะยืนอยู่แบบนั้นหรอกนะ” ระหว่างบอกก็มองหวังหมิ่นที่ยืนอยู่ตรงหน้า

“อืม แล้วจะคุยอะไรดี” หวังหมิ่นนั่งลงยังเตียงเดียวกัน ด้วยขนาดเตียงที่ไม่ได้ใหญ่ทำให้เวลาบุรุษสองคนนั่งอยู่ด้วยกันจึงดูคับแคบขึ้นมาทันตา

“นั่นสิ...เอาเป็นเรื่องของเจ้าเป็นอย่างไร”

“เรื่องข้า?”

“ใช่ อย่างจากนี้เจ้าคิดจะทำอะไร เป็นเด็กรับใช้รดน้ำต้นไม้ต่อก็ไม่เลวนะ” ถ้าเป็นเด็กรับใช้ก็ง่ายต่อการเรียกใช้ข้าสามารถบอกให้เขามาหาได้ทุกเมื่อที่ต้องการแถมยังแอบมองตอนอีกฝ่ายรดน้ำต้นไม้ทั้งช่วงเช้าและช่วงเย็นได้ด้วย

“เรื่องนั้นข้าคิดไว้แล้วว่าอยากเป็นทหาร”

“ทหาร? เจ้าคงไม่รู้ว่าการฝึกของทหารไม่ใช่ใครก็ทนได้แถมหากมีสงครามอาจต้องเข้าร่วมเอาชีวิตไปเสี่ยงด้วย” ใบหน้าข้าเครียดขึ้นทันทีที่ได้ยิน ไม่คิดมาก่อนว่าหวังหมิ่นคิดจะเป็นทหาร

“ข้ารู้แต่ข้าก็ยังอยากเป็น อยากเริ่มต้นจากทหารธรรมดาแล้วค่อยไต่เต้าขึ้นไป”

“ไต่เต้าขึ้นไปหรือ แปลว่าเจ้ามีเป้าหมายอยู่แล้ว?”

“ข้าอยากเป็นแม่ทัพ”

“เจ้า...”

“เกิดมาเป็นบุรุษทั้งทีแถมยังได้มาอยู่ในยุคนี้ข้าอยากจะลองใช้ความสามารถและทักษะที่มีเพื่อไขว่คว้าตำแหน่งนั้นมา” หวังหมิ่นเอ่ยด้วยสายตาแน่วแน่บ่งบอกว่าเขาคิดเรื่องนี้มาอย่างดีแล้ว

“ถ้าเจ้าแค่อยากได้ตำแหน่งแม่ทัพข้าจะ...”

“ถือว่าข้าขอร้อง อย่าได้ทำในสิ่งที่ท่านกำลังคิดเลย” อีกฝ่ายไม่รอให้ข้าได้เอ่ยจบพูดแทรกขึ้นมาคล้ายจะรู้ว่าข้าคิดจะทำอะไร

‘ถ้าอยากได้ตำแหน่งแม่ทัพข้าสามารถแต่งตั้งให้เจ้าได้เดี๋ยวนี้ด้วยซ้ำ’

นั่นเป็นสิ่งที่คิดจะเอ่ยบอก

“เส้นทางที่เจ้าอยากเดินมันไม่ง่ายอย่างที่เจ้าคิด”

“ข้าไม่เคยคิดว่ามันเป็นเส้นทางที่ง่าย ข้าเพียงแค่อยากพยายามให้ถึงที่สุดด้วยพละกำลังของตัวเอง...เอ่อ...แต่คงต้องขอให้ท่านช่วยให้ข้าเข้ากองทหารสักหน่อย จากนั้นข้าจะแสดงฝีมือค่อยๆ ไต่ขึ้นไปเอง” หวังหมิ่นพูดต่อ

“เจ้าดูมั่นใจไม่น้อยก่อนหน้านี้เจ้าเคยทำอะไรมาก่อนหรือ” ที่ถามคือก่อนจะมาอยู่ในร่างของหวังหมิ่น จากที่คาดคงไม่ใช่อาชีพค้าขายหรือปลูกผักเป็นแน่

“ข้าเป็นตำรวจสังกัดหน่วยปราบปรามยาเสพติด” คนด้านข้างบอกด้วยน้ำเสียงภาคภูมิใจ

“ตำรวจ? ยาเสพติด?” มีแต่ศัพท์ที่ไม่เข้าใจ

“ให้อธิบายก็ใกล้เคียงกับทหารมีหน้าที่ดูแลความสงบสุขของประชาชน ตำแหน่งของข้าได้เป็นถึงหัวหน้าหน่วยเชียวนะถึงจะเป็นหน่วยย่อยก็ตาม”

“ฟังแล้วเจ้ามีฝีมือไม่น้อยเลย” ข้าพยายามทำความเข้าใจ

“เรื่องฝีมือข้ามั่นใจมากโดยเฉพาะการยิงปืน”

“ปืน? หมายถึงปืนไฟ?”

“ไม่ใช่ปืนไฟแต่มีรูปแบบคล้ายๆ กัน ในสมัยที่ข้าจากมาไม่จำป็นต้องจุดไฟก่อนยิงแต่ใช้กระสุนเพียงแค่เล็งแล้วเหนี่ยวไกก็สามารถจัดการกับศัตรูได้หลายคนในชั่วพริบตา” หวังหมิ่นยกมือขึ้นทำท่าแสดงการยิงปืนให้ดูแม้จะไม่เคยเห็นอาวุธนั้นแต่กลับสัมผัสได้ว่าหวังหมิ่นมีท่วงท่าที่เชี่ยวชาญไม่น้อย

“ในสมัยนี้ไม่มีอาวุธเช่นนั้นแล้วเจ้าจะเอาอะไรไปสู้ทหารคนอื่น แม่ทัพส่วนมากจะฝึกฝนบุตรชายให้สืบทอดตำแหน่งไม่ใช่ว่าแค่มีฝีมือแล้วจะได้เป็น” ข้าอธิบายเพิ่มเติม

“ทุกวันนี้ข้าฝึกการใช้ดาบอยู่คิดว่าฝีมือพอตัวทีเดียว”

“สรุปคือเจ้าจะเป็นทหารให้ได้?”

“ข้าอยากเป็น”

“แต่ข้าไม่อยากให้เจ้าเป็น” คำพูดนี้ผมเอ่ยออกมาจากใจ เส้นทางที่อันตรายเช่นนั้นไม่อยากให้หวังหมิ่นเดิน หากเป็นทหารเขาย่อมต้องฝึกซ้อมและเผชิญหน้ากับการรับน้องรวมไปถึงอันตรายมากมาย

“ท่านไม่อยากมีแม่ทัพที่เชื่อใจได้สักคนหรือ” หวังหมิ่นหันหน้ามาประสานกับดวงตาสีดำขลับของข้า

“นี่เจ้า...”

“คนร้ายที่อยู่เบื้องหลังการลอบสังหารก็ยังจับไม่ได้นั่นหมายถึงตอนนี้รอบตัวท่านมีคนที่พร้อมจะทรยศได้ทุกเมื่อ เช่นนั้นหากข้าได้เป็นแม่ทัพจะไม่ง่ายในการจัดการหรอกหรือ” เหตุผลนั่นไม่ต่างกับการบอกว่าที่เขาเลือกเส้นทางนี้ก็เพื่อข้า

ได้ยินแบบนั้นหัวใจก็เริ่มเต้นเร็วขึ้น

“เจ้าทำเพื่อข้าหรือหวังหมิ่น” เพราะข้าไม่มีคนที่สามารถเชื่อใจได้ และเขารู้ว่าข้าเชื่อใจเขาถึงได้ยอมลงสู่สนามรบเพื่อรวบรวมอำนาจทางทหารไว้ในมือ หากถึงตอนนั้นเรื่องก็ง่ายเพราะสามารถเชื่อใจสั่งให้หหวังหมิ่นไปทำเรื่องต่างๆ ให้ได้แต่ทุกอย่างจะเป็นจริงได้ก็ต่อเมื่อเขาต้องดันตัวเองขึ้นมาเป็นแนวหน้า การสร้างสายสัมพันธ์กับบรรดาทหารและขึ้นไปเป็นผู้นำอย่างองอาจนั้นไม่ใช่เรื่องง่าย

อย่างน้อยก็ไม่มีทางสำเร็จภายในสองหรือสามปี

นับเป็นแผนการณ์ในระยะยาวที่มีความเสี่ยงสูงมากที่จะไม่ประสบความสำเร็จ

“...” หวังหมิ่นส่งยิ้มบางๆ มาให้โดยไม่ตอบรับหรือปฏิเสธ ท่าทางแบบนั้นทำเอาอดใจไม่ไหวคว้าแขนอีกฝ่ายแล้วออกแรงดึงแรงๆ จนร่างนั้นเข้ามาอยู่ในอ้อมแขน

“เจ้าไม่จำเป็นต้องทำขนาดนี้” ข้ากระชับอ้อมกอดแน่นขณะบอก

“ไม่ใช่แค่เพื่อท่านข้าทำเพื่อตัวเองด้วย” อีกฝ่ายมีท่าทีตกใจในช่วงแรกกับการกระทำนั้นแต่ก็ไม่มีท่าทีขัดขืนหรือดิ้นตรงกันข้ามกลับอยู่นิ่งๆ ปล่อยให้ข้าได้กอดรัดตามใจ

“หากไม่สำเร็จเล่า”

“ข้าทำได้ ข้าเชื่อว่าข้าจะเป็นแม่ทัพได้ ท่านจะเชื่อข้าได้รึเปล่า” น้ำเสียงอันเปี่ยมไปด้วยความมั่นใจของหวังหมิ่นทำให้ข้าหลุดยิ้มออกมา

“ข้าเชื่อเจ้าหวังหมิ่น” เชื่ออย่างหมดหัวใจ

บางทีข้าก็คิดนะว่าทำไมถึงได้พร้อมจะเชื่อหวังหมิ่นถึงเพียงนี้ หากวันหนึ่งถูกหวังหมิ่นทรยศหรือหักหลังคงเจ็บปวดเจียนตายเป็นแน่

ถึงจะคิดว่ามีโอกาสที่จะถูกหลอกหรือหักหลังแต่สุดท้ายข้าก็ยังเลือกที่จะเชื่ออยู่ดี

“เช่นนั่นพรุ่งนี้รบกวนทำเรื่องให้ข้าเข้าไปอยู่กับกองทหารด้วย”

“เจ้าเพิ่งมาถึงพักสักสองสามวันค่อยไปเถอะ” เพิ่งมาถึงวันนี้พรุ่งนี้ก็คิดจะไปซะแล้ว

“...ก็ได้ พักสักสองวันค่อยไป”

“อืม” ยังดีที่อีกฝ่ายยอมโอนอ่อนทำตามที่บอก

“ชูร์เชียน” หวังหมิ่นเอ่ยเรียกก่อนจะเริ่มขยับตัวยุกยิกอยู่ในอ้อมแขน รูปร่างของหวังหมิ่นกับข้าไม่ได้ต่างกันมากแต่ให้เทียบหวังหมิ่นตัวเล็กกว่าอยู่เล็กน้อย

“ฮืม”

“ท่านควรกลับตำหนักได้แล้ว” ได้ยินแบบนั้นข้าถึงนึกได้ว่าตอนนี้ตัวเองไม่ได้อยู่ในห้องตัวเอง

ไม่อยากกลับ

อยู่ๆ ความรู้สึกนั้นก็ปรากฏขึ้น ทั้งที่ตอนแรกแค่คิดว่าจะมาเห็นหน้าและพูดคุยนิดหน่อยค่อยกลับตำหนักไปนอนต่อแต่พอได้พูดคุย ได้ดึงร่างนั้นมาไว้ในอ้อมแขนข้ากลับไม่อยากปล่อยช่วงเวลานี้ไป

“ข้าจะนอนนี่” พูดจบก็ล้มตัวลงนอนโดยไม่ลืมรั้งอีกฝ่ายลงมานอนกอดกัน

“ฮะ? จะนอนได้อย่างไร หากมีคนรู้เข้าว่าฝ่าบาทหายไปจากห้องบรรทมได้ตื่นตระหนกกันทั้งวังหลวงแน่” หวังหมิ่นเอ่ยเตือนสลับกับเริ่มใช้มือผลักแผ่นอกข้าเพื่อเว้นระยะห่าง

“กลับไปก่อนพระอาทิตย์ขึ้นก็ไม่มีปัญหาหรอก”

“ชูร์เชียน”

“ถึงเจ้าจะไม่ยอมข้าก็จะนอนที่นี่อยู่ดี ทำใจแล้วหลับซะเถอะ” ข้าไม่มีทางเปลี่ยนความคิดแน่นยิ่งตอนนี้ในอ้อมกอดมีร่างของหวังหมิ่นขยับดุ๊กดิ๊กน่ารักยิ่งพานให้ไม่อยากปล่อย ข้ามองดูเส้นผมสีดำสนิทที่ไม่ได้มัดรวมด้วยความเอ็นดูก่อนจะจรดริมฝีปากกับเส้นผมเบาๆ

“...ชูร์เชียน...ทำอะไร” ร่างกายที่กำลังขัดขืนหยุดทุกการเคลื่อนไหวยามรับรู้ถึงสัมผัสที่ข้ามอบให้

“เจ้ารู้อยู่แล้วนี่ คงไม่ต้องให้ข้าบอกกระมัง”

“ท่าน...”

“นอนเถอะ ฝันดีหวังหมิ่น” ข้าไม่สนใจว่าอีกฝ่ายจะขยับตัวหรืออะไรกระชับอ้อมกอดแน่นซุกใบหน้าลงกับเส้นผมอ่อนนุ่มสูดดมกลิ่นไอของหวังหมิ่นในระยะประชิดปล่อยสติให้ไหลออกไปท่ามกลางบรรยากาศแห่งความสุขที่แผ่ขยายไปปกคลุมไปทั่วทั้งห้อง

........................................................ 

*ของเว็บธัญวลัยเรามาอัพช้าเนื่องจากเมื่อคืนเข้าเว็บไม่ได้นะคะ* 

จบกันไปอีกหนึ่งตอน 

ทำไมพอแต่งและนายเอกของเราหวังหมิ่นกลับดูแมนกว่าพระเอกอีก? 555 

เป็นนายเอกที่แข็งแกร่งนัก 

ชูร์เชียนหลงหนักเลยตอนนี้ 

และจากนี้ก็จะยิ่งหลงมากขึ้นไปอีก 

เรื่องราวจะเป็นยังไงรอติดตามกันในตอนหน้านะคะ 

ขอบคุณสำหรับทุกๆ คอมเม้นท์และทุกๆ กำลังใจนะคะ 

ไว้เจอกันใหม่ตอนหน้า 

บ๊ายบายค่าา 

nicedog 

♫ ♪ ♪ ღ♫ ♪ ♪ ღ♫ ♪ ♪ ღ♫ ♪ ♪ ღ♫ ♪ ♪ ღ♫ ♪ ♪ 

ความคิดเห็น