email-icon Twitter-icon

ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

บทส่งท้าย : เราทุกคนล้วนสวยงามแม้ในความไม่สมบูรณ์แบบ

ชื่อตอน : บทส่งท้าย : เราทุกคนล้วนสวยงามแม้ในความไม่สมบูรณ์แบบ

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย y

คนเข้าชมทั้งหมด : 3.2k

ความคิดเห็น : 44

ปรับปรุงล่าสุด : 18 ก.ย. 2562 04:44 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
บทส่งท้าย : เราทุกคนล้วนสวยงามแม้ในความไม่สมบูรณ์แบบ
แบบอักษร

บทส่งท้าย  

เราทุกคนล้วนสวยงามแม้ในความไม่สมบูรณ์แบบ 

  

พลีส :       

ผมหยุดเรียนไปสองสามวันเพราะอาการป่วย จนวันนี้หายดีแล้วหน่อยจึงมาส่งที่โรงเรียนแต่เช้า ผมเคยเกลียดการมาโรงเรียนยิ่งกว่าอะไรแต่ความรู้สึกเหล่านั้นมันค่อยๆ เลือนหายไปเองโดยที่ผมก็ไม่ได้พยายามจนในที่สุดแล้วการเดินเข้าโรงเรียนในตอนเช้ามันก็ไม่ใช่เรื่องลำบากใจสำหรับผมอีกต่อไป เมื่อมาหยุดอยู่ที่หน้าโรงเรียนก็เผลอกวาดตามองไปรอบๆ ด้วยความรู้สึกแปลกๆ ในใจ จริงๆ ก็ไม่เคยจากไปไหนแต่รู้สึกเหมือนไม่ได้มาที่นี่ซะนาน

"เฮ้ย!" 

ถึงจะไม่ใช่การเรียกชื่อแต่ผมก็รู้ว่ากำลังถูกเรียกและคนเดียวที่มักจะทักทายผมแบบนั้นก็มีแค่ปั้น ช่วงขายาวๆ ก้าวมาหยุดยืนอยู่ข้างๆ

"หายแล้วเหรอ"

"หายแล้ว"

"ดีเลย ไม่มีคนให้ลอกการบ้านมาสามวันแล้ว" ว่าแล้วก็ยกมือข้างหนึ่งขึ้นตบไหล่ให้ผมเดินต่อแต่ตบแรงไปหน่อยจึงทำเอาผมเซเกือบจะล้มและคนที่ตบผมก็เป็นคนเดียวกันที่ช่วยดึงแขนผมเอาไว้ไม่ให้ล้ม

"แตะนิดแตะหน่อยไม่ได้เลย ล้มตลอด"

"ก็ปั้นเล่นแรงนี่"

"ก็ปกติ"

"แต่มันเจ็บนะ"

"เอาคืนดิ" พูดจากวนๆ อย่างที่ชอบพูด พลางโน้มไหล่ให้ผมตบคืนแต่ผมไม่คิดเอาคืนเพราะตบไปก็เจ็บมือเองเปล่าๆ จึงทำได้แค่เบ้ปากใส่นิดๆ แล้วทำท่าจะเดินต่อแต่ดูเหมือนว่าการที่ผมไม่สวนคืนจะทำให้ปั้นสงสัยจนต้องยกสองมือคว้าไหล่ผมเอาไว้ให้หันกลับไปที่เดิม

"เดี๋ยวๆ"

"อะไร"

สายตาของปั้นจ้องมองผมอยู่อย่างนั้น หัวคิ้วขมวดแล้วก็คลายออกก่อนเกิดเป็นคำถาม

"มึงกลับมาแล้วเหรอ"

"อะ...อะไรนะ"

"พลีสเวอร์ชันหนึ่งไง ผีออกไปแล้วเหรอ"

ปั้นคงปักใจเชื่อกับความคิดที่ว่าผมมีสองบุคลิกอยู่ในตัวหรือไม่ก็ผีเข้าผีออกอยู่ตลอดเวลาแต่เอาจริงๆ แล้วความคิดนั้นก็ไม่ได้ผิดเท่าไร ผมจึงพยักหน้าตอบรับ  

"อืม"

"..."

"เรากลับมาแล้ว"

อีกฝ่ายพยักหน้ายิ้มๆ ปล่อยมือออกจากไหล่ผมแล้วตบเบาๆ ให้เดินต่อ ยังคงหันมามองแล้วก็หลุดยิ้มออกมาอีกทีจนผมต้องหันไปถาม

"ทำไม ชอบเราแบบเวอร์ชันสองมากกว่าเหรอ"

"โอ๊ย! ไม่ชอบหรอก ขี้เถียงไม่เคยยอม มือก็หนัก พูดจาก็ไม่เพราะด้วย แบบนี้แหละดีแล้ว"

ผมเผลอยิ้มออกมาบางๆ พลางคิดถึงบุคลิกที่ปั้นกำลังพูดถึงแม้เจ้าตัวจะดูไม่ชอบแต่ทั้งหมดก็เป็นเพราะเขาที่ทำให้เราเป็นเพื่อนกันได้...เป็นเพราะพี่แสง

"แต่ก็เอาเหอะ จะนิสัยแบบไหนยังไงมันก็เป็นมึงอยู่ดีอะ พี่พลีส"

"ฮะ?"

"หมายถึงยังไงมันก็คือพี่พลีสไง"

"เดี๋ยว...ปั้นเรียกเราว่า..."

"พี่พลีสไง"

"ไม่เอานะ!"

"ก็ตกลงกันแล้วนี่"

"ไม่เอา"

"ทำไมเล่า ก็แก่กว่าไม่ใช่เหรอ พี่พลีสน่ะถูกแล้ว"

"ไม่! ไม่เอานะปั้น! ข้าวปั้น!" ปั้นไม่ได้สนใจเสียงโวยวายของผมแม้แต่น้อย เดินเข้าห้องเรียนอย่างไม่รู้ไม่ชี้ ก็จริงที่ว่าผมอายุมากกว่าเขาถึงสองปีแต่การถูกเรียกพี่จากคนที่นั่งเรียนด้วยกันมันก็ทำให้รู้สึกประหลาดเล็กน้อย ถึงผมจะไม่ค่อยพอใจก็เถอะแต่อีกฝ่ายก็ไม่ได้สนใจสักนิด สุดท้ายก็ต้องยอมรับการถูกเรียกแบบนั้นอย่างช่วยอะไรไม่ได้

"พี่พลีส! พี่พลีส!"

ถูกเรียกมาครึ่งวันมันก็เริ่มชินไปเอง อือ...พี่ก็พี่

"พี่พลีส"

"อะไร"

"ไปกินข้าวกัน"

ผมส่ายหน้าหน่อยๆ แล้วตั้งใจจะหยิบการบ้านขึ้นมาทำแต่ถูกปั้นเบรกเอาไว้ด้วยการจับสมุดผมยัดกลับเข้าไปที่เดิม

"เรากินข้าวด้วยกันทุกวันนะพี่"

"ฮะ?"

"กูทิ้งเพื่อนคนอื่นมานั่งกินข้าวกับพี่เนี่ย แล้ววันนี้จะมาเทกูเหรอ" นอกจากสับสนกับสรรพนามที่ใช้มั่วซั่วอย่างเอาแต่ใจแล้วยังสับสนอีกว่าทำไมปั้นถึงมานั่งกินข้าวกับผมทุกวัน

"ไปเร็ว หิวแล้ว"

"..."

"พี่พลีส"

"อืม ไปก็ไป"

เพราะถูกเรียกแบบนั้นหรือเปล่านะ ถึงได้ทำเอาใจอ่อนได้ง่ายๆ และถึงจะไม่รู้ว่าพี่แสงไปทำยังไงปั้นถึงได้ยอมมานั่งกินข้าวด้วยแต่ถึงอย่างนั้นมันก็ทำให้ผมได้กลับมานั่งกินข้าวในโรงอาหารอีกครั้ง...ได้อย่างสบายใจ

 

คาบเรียนในช่วงบ่ายของวันนี้ถูกงดเพราะมีกิจกรรมแนะแนวการศึกษาต่อจากรุ่นพี่ที่จบไปแล้ว อย่างที่รู้กันว่าผมหยุดเรียนไปสองปีเพราะฉะนั้นรุ่นพี่ที่มาร่วมกิจกรรมในวันนี้ส่วนหนึ่งก็เป็นเพื่อนผมทั้งนั้น

กิจกรรมเริ่มต้นจากการให้ทำความรู้จักกับรุ่นพี่ จากนั้นก็ถูกแบ่งกลุ่มออกเป็นคณะ สาขาที่พวกเขากำลังเรียนอยู่ เพื่อให้คำปรึกษากับนักเรียนที่สนใจ เพื่อนที่รู้จักส่วนใหญ่แล้วจะเรียนต่อในคณะแพทย์ พยาบาล เภสัชฯ ที่นักเรียนส่วนใหญ่ให้ความสนใจและเลือกเข้าไปฟังคำแนะแนวกันก่อน

"พี่พลีส จะไปฟังคณะไหน"

"ไม่รู้สิ แล้วปั้นอยากเรียนอะไร"

"กูไม่เรียน บ้านกูรวย เดี๋ยวพอพ่อตายมรดกก็ต้องตกเป็นของกูคนเดียวอยู่ดี ไม่เห็นต้องเรียนให้ลำบากเลย"

"อุดมการณ์มั่นคงดีแต่ทรพีไปหน่อย"

"โห! นั่นด่าปะ!"

ผมยักไหล่หน่อยๆ ก่อนที่จะหันมองหาว่าจะไปนั่งฟังรุ่นพี่กลุ่มไหนดี ส่วนตัวผมไม่ได้สนใจคณะไหนเป็นพิเศษรวมถึงปั้นที่ดูไม่ได้สนใจการเรียนต่อเลยด้วยซ้ำ ก็เลยพากันไปนั่งฟังรุ่นพี่ในกลุ่มที่คนน้อย จนกระทั่งหมดเวลาช่วงกิจกรรม ผมได้พูดคุยกับเพื่อนเก่าที่เข้ามาทักทายนิดหน่อยแต่ไม่ทันได้คุยอะไรกันมากมาย เพราะยังมีนักเรียนบางคนสนใจในการเรียนต่อจึงเข้ามาขอคำปรึกษาจากพวกเพื่อนๆ ผมเป็นส่วนตัว เราจึงต้องแยกกันไปก่อน ส่วนข้าวปั้นหายตัวไปจากตรงนี้อย่างไร้ร่องรอย ทิ้งผมให้ยืนเคว้งไม่รู้จะเอาตัวเองไปไว้ตรงไหนดี 

"ไอ้ตี๋เล็ก!"

ด้วยหน้าตาที่ได้มาจากพ่อซึ่งเป็นลูกหลานคนจีนแท้ๆ ทำให้ผมไม่อาจปฏิเสธการถูกเรียกแบบนั้นได้ว่ามันหมายถึงผมและคนๆ เดียวที่เอาแต่เรียกผมแบบนั้นตั้งแต่สมัยเรียนก็คือเขา...

"ไอ้บ้าติณ" ผมหันขวับไปเรียกชื่อ เติมคำยกย่องให้อีกสักหน่อยเพื่อให้สมกับความเป็นเขา คนถูกเรียกหัวเราะชอบใจก่อนก้าวเท้าเข้ามาหา ผมเลื่อนสายตามองติณหัวจรดเท้า อาจจะเป็นเพราะชุดนักศึกษาจึงทำให้เพื่อนคนนี้ดูโตกว่าผมไปเยอะ ไม่เกี่ยวกับส่วนสูงที่มากกว่าผมเกือบยี่สิบเซ็นฯ นั่นหรอกนะ   

"ไงตี๋"

"ไปอยู่ไหนมา เมื่อกี้ไม่เห็นเลย" 

"ไปหาขนมกินที่โรงอาหารมา"  

"มันใช่เวลาไหม คนอื่นเขาทำกิจกรรมกันอยู่เนี่ย"

"คนอย่างกูจะไปให้คำแนะนำใครได้ กูเลยแอบไปหาอะไรกินดีกว่า"

ผมพยักหน้ารับก่อนติณจะหาที่นั่งชวนผมคุยหลังจากที่ไม่ได้เจอกันนาน ติณก็เป็นหนึ่งในนักศึกษาคณะแพทย์ ถึงสมัยเรียนจะดูไม่ค่อยได้สนใจการเรียนเท่าไรเพราะใช้เวลาส่วนใหญ่ไปกับการเล่นกีฬามากกว่าแต่ผลการเรียนกลับเป็นที่หนึ่งมาโดยตลอด หลังจากที่ผมหยุดเรียนไปจึงไม่ได้ติดต่อกับใครในห้องเลยแต่ติณเป็นคนเดียวที่ผมได้คุยด้วย ในตอนที่ผมยังต้องรักษาบำบัดกับจิตแพทย์หลังจากเหตุการณ์วันนั้นและจิตแพทย์คนนั้นก็เป็นแม่ของติณ เราจึงบังเอิญได้เจอกันบ้างหรือบางครั้งก็ตั้งใจ เรื่องราวของผมติณเองก็รู้ดีแต่มักจะแกล้งทำเป็นไม่รู้ หาเรื่องอื่นมาชวนคุยเสียมากกว่า อย่างในตอนนี้ก็เช่นกัน เอาแต่พูดเรื่องร้านข้าวในโรงอาหารไม่หยุด

"กูโคตรคิดถึงร้านขนมหวานของป้าอ้อยเลย มึงจำได้ปะที่พวกเราไปถ่ายรูปหน้าร้านป้าอ้อยลงหนังสือรุ่นด้วยอะ ที่สุดของความทรงจำสมัยมัธยมแล้ว"

"หนังสือรุ่น?"

"เออ อยู่หน้าสุดท้ายที่เป็นภาพรวมๆ อะ"

"เราไม่มีหนังสือรุ่นเล่มนั้น"

"..."

"ก็ไม่ได้จบพร้อมกันซะหน่อย"  

ติณเงียบไปเพราะประโยคนั้นของผม ดูเหมือนอีกคนเพิ่งจะรู้ตัวและคิดได้ ต่างฝ่ายต่างเงียบไปครู่หนึ่ง ก่อนที่อีกคนจะรีบเปลี่ยนเรื่องไปซะก่อน

"แล้วมึงเลือกยังว่าจะเรียนต่อคณะไหน"

"เราเรียนอะไรก็ได้"

"อะไรก็ได้?"

"อืม อะไรก็ได้" ในคำว่าอะไรก็ได้มันมีความหมายที่แท้จริงว่า อะไรก็ได้ที่แม่เลือกให้ ถึงแม้ว่าตอนนี้พ่อกับแม่จะดูเข้าใจผมมากขึ้นแต่ผมคิดว่าความคิดของแม่เกี่ยวกับอนาคตของผมยังไม่เปลี่ยนไป ยังไงแล้วผมก็คงต้องเดินต่อในเส้นทางที่แม่ได้เลือกไว้ให้แล้ว   

"อะไรก็ได้ไม่ได้หรอกนะ"

ผมหันมองคนข้างๆ อย่างไม่เข้าใจในประโยคสั้นๆ นั้น ก่อนที่เขาจะพูดต่อ

"แม่มึงเลือกให้ใช่ไหมล่ะ"

ติณรู้ดีอยู่แล้ว ผมจึงทำได้แค่พยักหน้ารับ

"มึงเคยบอกแม่มึงไหมว่ามึงอยากหรือไม่อยากเรียนอะไร"

"เราก็ไม่รู้"

"ไม่ใช่ไม่รู้หรอกแต่มึงไม่เคยคิดต่างหาก เพราะมึงเชื่อไปแล้วไงว่ามึงต้องทำอย่างที่แม่มึงบอก มึงบอกว่าอะไรก็ได้แต่มึงแน่ใจใช่ไหมว่าทำได้โดยที่มึงไม่ได้ฝืนใจ มึงลองกลับไปคิดดูดีๆ นะตี๋ นี่มันชีวิตของมึง"

ผมได้แต่เงียบไปเพราะประโยคเหล่านั้น ดูเหมือนสิ่งที่ติณพูดจะทำให้ผมได้คิดขึ้นมาบ้างว่าผมจะยังคงยืนหยัดอยู่บนความคาดหวังของแม่ต่อไปหรือว่าจะลองเลือกเส้นทางใหม่ด้วยตัวเองดูบ้าง  

"ติณ!" 

ทั้งผมและติณหันมองผู้หญิงคนหนึ่งที่เดินเข้ามาเรียก ดูเหมือนว่าพวกรุ่นพี่จะทยอยกลับกันแล้ว ติณจึงหันมาบอกลาผม   

"ไปก่อนนะตี๋"

ผมพยักหน้ารับ ขณะที่อีกคนอ้าแขนออกทำท่าจะเข้ามากอด ผมจึงโต้ตอบกอดนั้นด้วยสองแขนของตัวเองเช่นกัน ก่อนติณจะใช้มือที่โอบร่างผมอยู่ตบหลังผมเบาๆ แล้วพูดกับผม

"กอดได้แล้วนี่"

"..."

"หายดีแล้วนะ"

ติณคลายกอดออกจากผมไปขณะที่ผมเพิ่งจะรู้ตัวว่าผมได้โต้ตอบอ้อมกอดนั้นอย่างไม่ลังเลที่จะให้ใครมาแตะเนื้อต้องตัวอย่างที่เคยเป็นมาก่อนหน้านี้ ติณบอกลาผมอีกทีก่อนจะเดินออกไปจากตรงนี้ ผมยังย้อนกลับไปคิดถึงการกระทำของตัวเองเมื่อครู่อย่างสงสัย ไม่รู้จริงๆ ว่า การโอบกอดกับใครสักคน มันกลายเป็นเรื่องง่ายไปตั้งแต่เมื่อไร

"แฟนเหรอ"

ผมเผลอสะดุ้งเพราะเสียงกระซิบข้างหูจากปั้นที่ไม่รู้มายืนอยู่ข้างหลังตั้งแต่เมื่อไร 

"แฟนอะไร"

"คนเมื่อกี้ไง"

"เพื่อนเหอะ"

"เพื่อนที่ไหนกอดกัน"

"ทำไมเพื่อนจะกอดกันไม่ได้"

"กูกอดมึงได้ปะล่ะ"

"เฮ้ย..." ผมถอยหลังหนีปั้นที่ทำท่าจะเข้ามากอด อีกฝ่ายยกมุมปากขึ้นยิ้มแล้วส่ายหน้าเบาๆ ก่อนลดมือตัวเองลง แต่ในจังหวะนั้นกลายเป็นผมที่ขยับตัวเองเข้าไปยืนข้างๆ แล้วจับแขนข้างหนึ่งของปั้นขึ้นคล้องไหล่ตัวเอง

"ทำอะไรวะ"

"อย่าปล่อยสิ!" ผมทำเสียงดุนิดหน่อย เจ้าของแขนที่ผมยกขึ้นมาคล้องเอาไว้เฉยๆ ก็ขยับมือกอดไหล่ผมเอาไว้โดยไม่ต้องร้องขอ ผมยืนนิ่งอยู่อย่างนั้นอย่างไม่คิดขยับหนี หัวใจก็เต้นเป็นปกติทั้งๆ ที่เราใกล้กันขนาดนั้น ความมั่นใจหลั่งไหลจากไหนก็ไม่รู้และมันมากพอที่จะทำให้ผมยกสองมือขึ้นโอบเอวปั้นเพื่อกอดเอาไว้จนอีกฝ่ายโวยลั่น   

"เฮ้ย! พี่พลีส!"

"เฉยๆ น่า"

"พี่ทำอะไรวะ!"

แค่อยากมั่นใจว่าผมสามารถทำแบบนั้นได้โดยไม่มีอาการต่อต้านหรือหวาดกลัวอย่างที่เคยเป็นแล้วทุกอย่างก็ปกติเสียจนตัวผมเองยังสงสัย หรือว่าอาการเหล่านั้นมันจะหายดีแล้วจริงๆ

"ไอ้พี่พลีส ถ้ามึงไม่ปล่อยกูจับทุ่มจริงๆ ด้วยนะ"

"เอาสิ"

"คิดว่ากูไม่กล้าเหรอ!"

"ก็เอาสิ!"

ผมเสียงดังสู้ปั้น อีกคนก็ได้แต่กระทืบเท้างอแงไม่กล้าจับผมทุ่มจริงๆ นอกจากขยับปากด่าแล้วบ่นพึมพำ

"ผีเข้าอีกแล้วหรือไงวะ"

คำพูดของปั้นทำให้ผมคิดถึงคนที่เคยเข้ามาอยู่ในร่าง ตอนที่พี่แสงอยู่ในตัวผม มันเหมือนกับว่าจิตวิญญาณของผมเองก็ไม่ได้หายไปไหนและในบางครั้งบางคราวก็มีความทรงจำของพี่แสงโผล่เข้ามาในหัวของผมเป็นภาพทับซ้อนราวกับผมและพี่แสงได้กลายเป็นหนึ่งเดียวกัน ผมว่าผมได้คำตอบจากสิ่งที่พยายามถามตัวเองว่าความกล้าและความมั่นใจเหล่านั้นมันมาจากไหน...น่าจะเป็นพี่แสงที่ทิ้งมันเอาไว้ให้ผม  

 

...

 

           ผมเคยบอกกับตัวเองว่า บ้านพี่แสง จะเป็นที่สุดท้ายในโลกนี้ที่ผมเลือกจะไป ด้วยความรู้สึกผิดที่มีต่อเขาอย่างมากมายมันทำให้ผมไม่สามารถที่จะพาตัวเองไปพบเจอกับครอบครัวของเขาได้ ไม่แม้แต่จะกล้าสู้หน้าเพื่อจะเอ่ยคำว่า

ขอโทษหรือขอบคุณและไม่เคยหวังที่จะได้รับการให้อภัยแต่ก็ไม่รู้ว่าเพราะอะไร...สุดท้ายแล้วผมก็มายืนอยู่ที่นี่จนได้ 

มาถึงที่นี่แล้วแต่ความลังเลยังปะปนอยู่ในความสับสนจนไม่กล้าพอที่จะเปิดประตูร้านเข้าไป ผมยืนนิ่งอยู่อย่างนั้นนานพอควร ก่อนรวบรวมความกล้าทั้งหมดที่มีก้าวเท้าไปที่หน้าประตู ในตอนที่มองเห็นภาพสะท้อนของตัวเองผ่านประตูกระจกนั่น พลันคิดถึงใครบางคนขึ้นมาเมื่อจ้องมองเข้าไปในแววตาของตัวเอง

พี่แสง...ช่วยผมด้วยนะ  

 

"กริ๊ง" 

เสียงกระดิ่งที่ประตูพาให้สายตาของคนที่อยู่ในร้านหันมามองผม ก่อนเด็กผู้หญิงคนหนึ่งที่นั่งอยู่ใกล้ประตูจะหันมาร้องเรียก ผมรู้ว่านั่นคือสายป่าน น้องสาวพี่แสง

"พี่!" ร้องเรียกผมเสียงดังพลางลุกขึ้นยืนแต่ด้วยขาที่กำลังใส่เฝือกและลุกอย่างไม่ทันระวังจึงทำเอาเกือบล้ม ดีที่ผมพุ่งตัวเข้าไปเข้าไปรับเอาไว้ได้ก่อน  

"พี่...พลีส"

ชื่อของผมถูกเอ่ยออกมาด้วยเสียงที่เบาลงคล้ายอีกฝ่ายกำลังรู้ตัวว่าคนที่ยืนอยู่ตรงนี้ไม่ใช่พี่แสงแล้ว สายป่านปล่อยมือออกจากผมแต่ยังคงยิ้มให้ แล้วชี้ให้ผมนั่งที่เก้าอี้อีกตัวด้วยความเป็นมิตร

"นั่งก่อนสิคะ"

ผมพยักหน้ารับแล้วหย่อนตัวลงนั่งช้าๆ ก่อนที่สายป่านจะยื่นหน้าเข้ามาถาม

"กินอะไรดีคะ"

"ไม่เป็นไรครับ พี่แค่..."

"ไม่สั่งไม่ให้นั่งในร้านนะ" พูดเป็นเชิงล้อเล่นแล้วยิ้มจนตาหยี ความน่ารักของน้องพี่แสงทำเอาผมเผลอยิ้มตามไปด้วย ก่อนคะยั้นคะยอให้ผมสั่งน้ำสักแก้ว ผมจึงเอ่ยปากสั่งเมนูโกโก้โอริโอ้ปั่นด้วยเป็นเมนูเดียวที่คิดขึ้นมาได้

"ป่าน มาดูมือถือให้พ่อหน่อยสิ ทำไมพ่อต่อไวไฟไม่ได้"

"อีกแล้วเหรอพ่อ"

สายป่านตอบรับพ่อพี่แสงที่เดินเข้ามาเรียก ก่อนใช้ไม้ค้ำยันพาตัวเองเดินไปหาพ่อที่โต๊ะอีกตัว ไม่นานนักแม่ของพี่แสงก็เป็นคนเดินเอาน้ำแก้วนั้นมาเสิร์ฟ ไม่มีบทสนทนาใดนอกจากรอยยิ้มและคำทักทายเล็กน้อย ด้วยทั้งหมดรู้ดีว่าคนที่อยู่ตรงนี้ไม่ใช่พี่แสงอีกต่อไปแล้วและที่สำคัญพวกเขายังไม่รู้ว่าผมคือเด็กคนนั้น คนที่พี่แสงช่วยเหลือเอาไว้ ผมได้แต่มองหน้าแม่พี่แสงแล้วเอาแต่เงียบแต่อีกฝ่ายคงรู้ดีว่าผมมีบางอย่างที่ต้องการจะพูด จึงเอ่ยถามเบาๆ

"มีอะไรหรือเปล่าจ้ะ"

ก่อนที่จะตอบ ผมเลื่อนสายตามองไปยังพ่อของพี่แสงกับสายป่านที่โต๊ะอีกตัว ความในใจของผมถูกแม่พี่แสงอ่านออกอย่างง่ายดาย

"อยากคุยกับพวกเขาด้วยใช่ไหม"

ผมพยักหน้ารับ ก่อนที่ทั้งหมดจะมานั่งอยู่ที่โต๊ะเดียวกัน ด้วยสายตา ด้วยความเงียบ ด้วยความรู้สึกอะไรหลายๆ อย่างมันกลับทำให้ผมไม่กล้าสบตา ได้แต่อึกอักลังเลไม่รู้จะเริ่มตรงไหน

"คือ...พี่แสง..."

"แสงไปแล้ว พวกเรารู้ดี"

ผมเงยหน้าขึ้นมองเมื่อพ่อพี่แสงพูดประโยคนั้น ก่อนสายป่านจะหันมาถาม

"แล้วพี่ไม่เป็นอะไรใช่ไหมอะ ที่พี่แสงเขาแบบ...มาเข้าร่างพี่"

"ไม่เป็นไรครับ"

ทุกคนยังเอาแต่ยิ้มให้เพราะไม่มีใครรู้ถึงความจริงที่เกิดขึ้น ไม่มีเหตุผลที่ผมจะต้องปกปิดมันเอาไว้และผมก็จะพูดมันออกไปอย่างที่ได้ตั้งใจมาตั้งแต่แรก

"ผมขอโทษ"

"..."

"ผมขอโทษครับ"

"ขอโทษเรื่องอะไรจ้ะ"

"ผมคือเด็กคนนั้น"

"..."

"คนที่พี่แสงช่วยเอาไว้"

จบประโยคของผมทุกคนก็พากันเงียบ ผมเองได้แต่ก้มหน้าลงต่ำเผลอหลับตาเพื่อยอมรับทุกการโต้ตอบไม่ว่าผมจะถูกต่อว่า ด่าแรงๆ หรือตบหน้าผมสักครั้ง ผมก็จะ...

"ขอบคุณนะพลีส"

การโต้ตอบที่ผมได้รับกลับมา มันผิดจากที่ผมคิดไปมากมาย   

"เพราะอย่างนี้นี่เอง พลีสเลยเป็นคนพาแสงกลับมา ขอบคุณที่ทำให้พวกเรามีโอกาสได้คุยกับแสงอีกครั้งนะ"

คำขอบคุณถูกเอ่ยอีกครั้งพร้อมรอยยิ้มของทุกคนในครอบครัวพี่แสงอย่างที่ผมรู้สึกได้ว่าคำขอบคุณนั้นดูจริงใจเหลือเกินแต่ด้วยรอยยิ้มและความอ่อนโยนจากคนในครอบครัวพี่แสงมันกลับทำให้หัวใจของผมรู้สึกผิดมากยิ่งกว่าเก่า ผมไม่คู่ควรกับคำขอบคุณนั้น...ไม่คู่ควร   

"มันเป็นเพราะผม" 

ผมไม่ได้ทำให้พวกเขาได้กลับมาคุยกับพี่แสงอีกครั้งแต่ผมทำให้พวกเขาหมดโอกาสที่จะได้คุยกับพี่แสงไปตลอดชีวิตต่างหาก 

"เป็นเพราะผม พี่แสงถึงได้..."

คำพูดของผมหยุดชะงักตอนที่แม่พี่แสงยื่นมือมากุมมือผมเอาไว้ ถ้อยคำปลอบโยนถูกพูดออกมาจากทุกคนในครอบครัวของพี่แสง  

"ไม่ใช่เพราะพลีส"  

"ไม่ใช่ความผิดพลีสเลย"  

"พี่พลีสไม่ได้ทำอะไรผิดสักหน่อย"  

เพียงเท่านั้นผมก็ไม่สามารถกักเก็บความรู้สึกที่อัดแน่นอยู่ในใจแล้วหลั่งระบายออกมาเป็นน้ำตาที่ยากเกินกว่าจะกลั้นเอาไว้ อีกฝ่ายยังคงมีแต่รอยยิ้ม เป็นรอยยิ้ม...ที่แสนอบอุ่นและอ่อนโยน

และมันทำให้ผมคิดได้ว่าที่ผ่านมาผมมัวทำอะไรอยู่ ผมเพิกเฉยต่อความรู้สึกของพวกเขาเพียงเพราะเอาแต่คิดถึงความรู้สึกของตัวเองที่ไม่อาจยอมรับได้ว่าผมเป็นสาเหตุที่ทำให้พี่แสงต้องจากไป ผมเอาโทษตัวเองแต่คนที่ต้องสูญเสีย...ไม่เคยคิดโทษผมเลยและแม้จะรู้ดีว่าคำว่าขอโทษไม่อาจชดใช้ให้ชีวิตที่ต้องจากไปได้แต่ผมก็ยังคงพูดมันออกมา ซ้ำแล้วซ้ำอีก   

"ผมขอโทษครับ"

"..."

"ผมขอโทษจริงๆ ครับ"

"ไม่ต้องขอโทษแล้ว ไม่มีใครโกรธพลีสหรอกนะ รู้ไหม" มือที่กุมมือผมเอาไว้เลื่อนขึ้นมาเช็ดน้ำตาที่ไหลนองหน้าผมเบาๆ ผมเผลอมองใบหน้าของแม่พี่แสงอยู่นานครู่หนึ่ง แม้ว่าผมจะไม่ได้รู้จักพี่แสงเลยสักนิดแต่ผมรู้ว่าเขาเป็นคนดี ด้วยความรักจากครอบครัวที่เขามีทำให้เขาเป็นพี่แสงที่แสนดี แม้ในวินาทีสุดท้ายที่ต้องจากไป

"ถ้ามีอะไรที่ผมพอจะทำได้เพื่อชดใช้ให้กับพี่แสง ช่วยบอกผมเลย ผมจะทำทุกอย่าง"

"แค่พลีสใช้ชีวิตให้ดีแล้วก็มีความสุขมากๆ ก็พอแล้ว"

"..."

"แสงเองก็คงต้องการแค่นั้น"

จงใช้ชีวิตให้ดี ไม่ต้องหนี ไม่มีอะไรต้องกลัว ต้องมีความสุขมากๆ นะ... 

 

           ผมพยักหน้ารับก่อนหยดน้ำตาจะไหลออกมาอีกครั้ง ชีวิตผมเคยหมดความหมายคิดเพียงแค่ว่ายิ่งตายเร็วเท่าไรได้ก็ยิ่งดี มันไร้ค่าเสียจนผมเคยคิดที่จะจบชีวิตด้วยตัวผมเองแต่มันจะไม่เป็นเช่นนั้นอีกแล้ว พี่แสงจะเป็นเหตุผลที่ทำให้ผมอยากมีชีวิตอยู่ต่อ ผมจะใช้ชีวิตนั้นเพื่อตัวผมเองและใช้มันเผื่อให้กับพี่แสง จะใช้ชีวิตให้ดี...ให้สมกับที่ยังมีชีวิต

"กริ๊ง" 

เสียงกริ่งที่หน้าประตูดังอีกครั้งก่อนที่ลูกค้ากลุ่มใหญ่จะเดินเข้ามานั่งเต็มทุกโต๊ะ แม่พี่แสงเลยต้องกลับเข้าไปในเคาน์เตอร์โดยที่พ่อพี่แสงก็ลุกไปช่วย ส่วนสายป่านยังนั่งอยู่กับผมพลางสะกิดให้กินโกโก้ปั่นที่วางอยู่ตรงหน้า

"รีบกินเลยพี่พลีส ละลายหมดแล้ว"

ผมพยักหน้ารับแล้วก้มลงดูดน้ำตรงหน้า ด้วยความอร่อยของรสชาติที่เพิ่งเคยลองเป็นครั้งแรกทำเอาผมเผลอทำตาโตแล้วยกแก้วขึ้นมาดูดอีกครั้ง 

"อร่อยไหมคะ"

"อร่อยมากครับ"

"เมนูเด็ดของแม่เลย พี่รู้ได้ไงว่าต้องสั่งอันนี้"

"พี่แสงบอก"

"พี่แสงนี่ขี้โม้จริงๆ" สายป่านหลุดขำพลางส่ายหน้าเบาๆ ก่อนเสียงเรียกของแม่พี่แสงจะดังขึ้น

"สายป่าน! มายกไปเสิร์ฟที"

"แม่! หนูขาหักอยู่!" คนตรงนี้ตะโกนตอบหน้ายุ่ง ผมจึงวางแก้วในมือลงแล้วลุกไปที่หน้าเคาน์เตอร์เพื่ออาสาช่วยเสิร์ฟเอง

"ผมช่วยครับ"

"จะดีเหรอพลีส ป้าไม่อยากใช้งานหนูนะ"

"ให้ผมช่วยเถอะครับ"

"งั้นยกไปเลยจ้ะ ระวังด้วยนะ" ผมพยักหน้ารับพลางยกถาดแก้วน้ำนั้นอย่างระวังอย่างที่แม่พี่แสงบอกแล้วเดินไปเสิร์ฟ ด้วยลูกค้าที่เต็มร้านทำให้ผมไม่หมดหน้าที่แค่นั้น หันไปรับเมนูใหม่ที่อีกโต๊ะสั่งเดินไปส่งที่เคาน์เตอร์ แล้วรับเมนูที่ทำเสร็จแล้วเดินกลับมาเสิร์ฟ วนไปวนมาจนกว่าทุกโต๊ะจะได้เครื่องดื่มครบตามที่สั่ง เมื่อหันไปเห็นลูกค้าใหม่ที่กำลังจะเข้ามาในร้าน ผมที่ยืนอยู่หน้าประตูพอดีจึงเปิดประตูให้พลางกล่าวต้อนรับด้วยสัญชาตญาณ 

"เชิญครับ"

"ขอบคุณจ้ะ" ผู้หญิงคนนั้นยิ้มให้ผมนิดหน่อยก่อนเดินไปที่เคาน์เตอร์ ดูท่าทางว่าจะรู้จักกับแม่พี่แสงดีเพราะทักทายกันอย่างคนสนิท สั่งกาแฟเสร็จก็ชวนคุยในระหว่างรอ

"ได้แล้วค่ะพี่อุ่น"

"เท่าไรจ้ะ"

"กาแฟสี่สิบ โกโก้ปั่นสี่สิบห้า เค้กชิ้นละยี่สิบห้า สามชิ้นก็..."

"ร้อยหกสิบบาทครับ"

ทั้งแม่พี่แสงและป้าคนนั้นต่างหลุดหัวเราะที่ผมคำนวณราคาทั้งหมดและพูดออกไปได้ไวกว่าเครื่องคิดเงินนั่น ผมจึงได้แต่ยิ้มกลบเกลื่อนความเก้อเขิน

"นี่เด็กเสิร์ฟใหม่เหรอ"

แม่พี่แสงไม่ทันได้ตอบ คงเพราะไม่รู้ว่าจะแนะนำผมว่าอย่างไร ผมจึงพยักหน้ารับ เพราะเพิ่งจะแอบคิดเล่นๆ อยู่ในใจว่า ผมได้กลายเป็นเด็กเสิร์ฟมืออาชีพไปแล้ว

"น่ารักจังเลย" 

ผมหลุดยิ้มตอนที่ได้รับคำชมนั่น เหมือนไม่ได้ยินคำนั้นมานานแล้ว น่าจะตั้งแต่ตอนที่นิสัยผมเริ่มเปลี่ยนแปลงไป ผมก็ทำตัวไม่น่ารักใส่คนรอบข้างมาตลอดจนกระทั่งคำว่าน่ารักไม่เหมาะกับนิสัยของผมเลย

"พลีสคิดเลขไวมากเลย ชอบเรียนคณิตเหรอลูก"

"ชอบครับ"

"ต่างกับพี่แสงมาก พี่แสงนี่ไม่ได้เรื่องเลย เลขสองหลักยังต้องใช้เครื่องคิดเลขคิดส่วนเกรดวิชาคณิตนี่ไม่ต้องพูดถึง ตกทุกเทอมจริงๆ"

"จริงครับ" ผมตอบรับขำๆ ก็เพราะพี่แสงทำผมสอบตกคณิตมาแล้วนับครั้งไม่ถ้วนเลย 

"เก่งจังเลย" รอยยิ้มของผมกว้างขึ้นตอนที่ได้รับคำชื่นชมเล็กๆ น้อยๆ นั่นบวกกับฝ่ามือของแม่พี่แสงที่ยกขึ้นลูบหัวผมเบาๆ ผมไม่เคยรู้มาก่อนว่าแค่การบวกเลขง่ายๆ มันจะสามารถทำให้ผมได้กลายเป็นคนเก่งในสายตาของใครสักคนหนึ่ง

ผมอยู่ช่วยงานที่บ้านพี่แสงจนกระทั่งลูกค้าทยอยกลับหมดร้าน เมื่อเห็นว่าเย็นมากแล้วและดูเหมือนว่าฝนทำท่าจะตกด้วยพ่อแม่พี่แสงเลยบอกให้ผมกลับบ้านเพราะกลัวจะต้องเปียกฝน ยังคงมีรอยยิ้มให้ผมจนกระทั่งตอนที่ผมบอกลาแล้วก้าวเท้าออกมา สองขาของผมหยุดเดินแล้วหันกลับไปมองอีกที

"ถ้าไม่ว่าอะไร...ผมมาที่นี่อีกได้ไหมครับ"

"ได้เลย!" เสียงดังของสายป่านตะโกนตอบเป็นคนแรก พ่อกับแม่พี่แสงก็พยักหน้ารับด้วยรอยยิ้มอีกครั้ง ผมหันหลังกลับไปหยุดอยู่ที่ประตู กระจกใสบานเดิมสะท้อนใบหน้าของผมที่กำลังยิ้มได้กว้างกว่าที่เคย

พี่แสงทิ้งอะไรเอาไว้ให้ผมหลายอย่าง ทั้งชีวิตและความเชื่อมั่น คล้ายกับว่ามีตัวตนของพี่แสงคงค้างอยู่ในร่างกายของผมรวมถึงจิตวิญญาณ ผมจึงมั่นใจที่จะเดินต่อไปและใช้ชีวิตเพราะคิดว่ามีพี่แสงอยู่ตรงนี้ด้วย นอกจากคำว่าขอโทษที่ผมได้พูดออกไปแล้วคงมีอีกคำที่อยากให้พี่แสงได้ยินจริงๆ

ขอบคุณนะครับ...พี่แสง 

...

ผมกลับมาถึงบ้านได้ทันเวลาก่อนที่ฝนจะลงเม็ดลงมาพอดี เผลอยิ้มให้กับความโชคดีของตัวเองที่ไม่ต้องเปียกฝน ก่อนที่จะเดินเข้าบ้านแล้วจึงได้ยินเสียงพูดคุยดังอยู่

"ขยับไปทางซ้ายนิดหนึ่งค่ะ"

"โอเคยัง"

"อีกนิดหนึ่งค่ะ โอเคค่ะ"

ผมก้าวเท้าช้าลงตอนที่มองไปยังพ่อกับพี่หน่อยที่ยืนอยู่ตรงนั้น พ่อก้าวลงจากเก้าอี้แล้วถอยหลังออกมาดูกรอบรูปที่เพิ่งจะขึ้นไปติดบนผนัง ก่อนขยับมุมปากยิ้มอย่างดูพอใจ ผมเลื่อนสายตาขึ้นมองภาพนั้นก่อนเผลอส่งเสียงตกใจนิดหน่อยเมื่อเห็นว่ามันเป็นรูปวาดในวิชาศิลปะของผม

"นี่มัน..."

"พ่อเห็นว่าสวยดีก็เลยเอามาติดตรงนี้ เหมาะเลยใช่ไหมล่ะ"

ผมเลื่อนสายตากลับไปมองรูปวาดนั้นอีกที ตอนที่มันติดอยู่ในบอร์ดห้องศิลปะ ไม่ได้สนใจที่จะเงยหน้ามอง เพราะไม่ได้คิดว่ามันสวยงามหรือพิเศษไปกว่ารูปวาดของคนอื่น แล้วปกติก็ไม่เคยเอารูปวาดพวกนั้นกลับมาที่บ้านด้วยซ้ำ

"ไม่เคยเห็นพลีสวาดรูปมาก่อน ไม่นึกว่าจะฝีมือดีขนาดนี้"

"ก็แค่...แค่แอปเปิลเอง" ผมตอบกลับเบาๆ พลางยิ้มแก้เขินคำชื่นชมของพ่อที่พูดเกินจริงไปหน่อย คงเป็นเพราะพ่อทำงานอยู่ในสายของการวาดภาพและออกแบบก็เลยชื่นชอบศิลปะมากเป็นพิเศษมั้ง  

"เก่งจริงๆ เลยลูกพ่อ"

ผมเงยหน้ามองพ่อช้าๆ ดั่งภาพสโลวโมชั่น พลันคิดอยู่ในหัวว่าเมื่อครู่ผมได้ยินอะไรผิดไปหรือเปล่าจึงถามซ้ำ 

"พ่อชมพลีสเหรอ"

"ก็พลีสเป็นคนวาด จะให้พ่อชมใคร"

ไม่หูฝาดก็อาจจะฝัน...  

"ทำไมทำหน้าแบบนั้นล่ะ"

"พ่อทำพลีสเซอร์ไพรส์นิดหน่อย"

"หืม? ยังไง?"

ผมได้แต่ส่ายหน้ายิ้มๆ แทนคำตอบแล้วเดินไปนั่งที่โซฟาโดยที่พ่อเดินตามมาด้วย ขณะเดียวกันแม่ก็เข้าบ้านมาพอดีพร้อมเสียงบ่นพึมพำว่าด้วยเรื่องของฝนที่ตกติดต่อกันมาหลายวันแล้ว

"เมื่อไรฝนจะหยุดตกสักทีเนี่ย เบื่อรถติดจริงๆ เลย หน่อยเอานี่ไปใส่จาน" ประโยคหลังหันไปบอกกับหน่อยพลางยื่นถุงขนมที่ถือติดมือมาด้วย ผมแอบหันมองด้วยความคาดหวังว่าจะมีของที่กำลังอยากกิน ชูครีม...อยู่ดีๆ ก็อยากกินชูครีม

"ชูครีมน่ะ เห็นว่าน่ากินเลยซื้อมา"

"เยส!" เสียงดีใจของผมทำพ่อกับแม่หันขวับมามอง ผมจึงรีบก้มหน้าลงเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น ก่อนที่แม่จะเดินมานั่งข้างๆ ผมแล้วเปิดบทสนทนาด้วยประโยคที่ไม่ได้ยินเสียนาน

"เมื่อกี้แม่เจอแม่ของตะวัน..."

ผมแทบจะไม่เคยคุยกับตะวันที่อยู่ห้องเดียวกันแต่แม่ของตะวันทำงานที่บริษัทของแม่ผมและคอยรายงานเรื่องที่โรงเรียนให้แม่ฟังอยู่เรื่อย เวลาที่แม่ตะวันพูดเรื่องอะไรให้แม่ฟัง ผมมักจะรู้สึกถึงลางไม่ดีตลอดเลย

"เห็นบอกว่าวันนี้มีงานแนะแนวการศึกษาเหรอ"

"ครับ"

"แล้วพลีสสนใจอะไรเป็นพิเศษไหม"

คำพูดของติณวนกลับเข้ามาในหัวให้ผมได้ครุ่นคิดเกี่ยวกับมัน จริงๆ ก็ไม่ได้ผิดไปจากที่ติณบอกว่าผมไม่เคยคิดว่าอยากจะเรียนอะไรเพราะผมเชื่อไปแล้วว่าผมต้องสอบติดหมอให้ได้อย่างที่แม่ต้องการ คำถามของแม่จึงทำให้ผมหยุดยั้งคิด ถ้าวันนี้คำตอบของผมไม่ถูกใจแม่ล่ะ...มันจะเป็นยังไง

"พลีสเลือกได้ด้วยเหรอ"

"..."

"ถ้าไม่ใช่หมอล่ะครับ"

จบประโยคนั้นมันก็มีแต่ความเงียบงัน สีหน้าของแม่ดูเปลี่ยนไปเล็กน้อยแล้วหันมองหน้าพ่อที่ไม่ได้แสดงความรู้สึกใด ผมเองก็ได้แค่ยิ้มบางๆ ยอมรับในสิ่งนั้นอยู่แล้ว หากแต่คำตอบของแม่ที่สวนกลับมา มันเหนือความคาดหมายของผมไปมากเสียจนน่าตกใจ

"ไม่ใช่หมอก็ไม่เป็นไร"

"..."

"ให้พลีสเลือกเอง"

วันนี้ประสาทการได้ยินของผมคงไม่ดีเท่าไร ได้ยินอะไรไม่ถนัดนักเหมือนกำลังหูฝาดซ้ำซ้อน ก่อนที่พ่อจะย้ำอีกครั้งให้มั่นใจว่าผมได้ยินแม่พูดไม่ผิด

"พลีสเลือกเองเลย เลือกที่อยากเรียน พ่อคุยเรื่องนี้กับแม่แล้ว" ผมคิดว่าพ่อไม่เคยสนใจ ไม่เคยออกความคิดเห็นหรือโต้แย้งความคิดของแม่เลยแต่พ่อกลับเป็นคนที่พยายามทำให้แม่เข้าใจเพื่อที่จะให้อิสระกับผม พ่อทำผมเซอร์ไพรส์อีกแล้วและครั้งนี้ประทับใจเสียจนน้ำตาไหลเลย

"พลีสร้องไห้ทำไม"

"เปล่าครับ"

"ก็เห็นอยู่ว่าน้ำตาไหล"

"อยากกินชูครีมครับ" ผมพูดปัดพลางเช็ดน้ำตาออกแล้วรีบยื่นมือไปหยิบชูครีมในจานที่หน่อยเดินเอามาวางบนโต๊ะพอดี กัดเข้าไปคำใหญ่เพื่อกลบเกลื่อนความรู้สึกที่กำลังมีแต่ก็ไม่อาจปิดบังมันเอาไว้ได้ ผมจึงร้องไห้ออกมาอย่างจริงจังจนทั้งสามคนตรงต้องนี้รีบเข้ามารุมปลอบเหมือนตอนที่ผมเป็นเด็ก

"โอ๋ๆ ไม่ร้องนะคะคนดีของหน่อย"

"ไม่เป็นไรนะพลีส ไม่ต้องร้องไห้"

"หยุดร้องนะ เดี๋ยวแม่ตีหรอก" 

"นี่คุณ!"

ผมหลุดหัวเราะเพราะคนที่ถูกตีกลับเป็นพ่อที่เอาแม่มาขู่ผมให้หยุดร้องไห้ กระทั่งน้ำตาได้ไหลจนเพียงพอผมจึงหยุดร้องไปเองโดยไม่ได้พยายาม ความในใจที่ได้พรั่งพรูออกไปในตอนที่ยังฟูมฟาย คงทำให้พ่อกับแม่ได้เข้าใจว่า จริงๆ แล้วชีวิตผมต้องการเพียงความเข้าใจจากพ่อกับแม่...แค่เท่านั้น

"กินอีกไหม"

"เอาครับ" ผมรับชูครีมอีกชิ้นที่แม่หยิบให้ เพราะความอร่อยของมันทำให้อยากกินอีก ก่อนที่ผมจะคิดขึ้นมาได้ว่ามีอีกเรื่องที่ต้องบอกให้คนในบ้านในฟัง

"วันนี้พลีสไปบ้านพี่แสงมาด้วย"

คราวนี้คงเป็นพวกเขาที่คิดว่าตัวเองกำลังหูฝาด จนแม่ต้องถามซ้ำ

"ไปไหนมานะ"

"บ้านพี่แสงครับ ไปหาครอบครัวเขาเพื่อทำในสิ่งที่ควรทำมาตั้งนานแล้ว"

"..."

"พลีสได้ขอโทษแล้ว"

"..."

"และได้รับการให้อภัยแล้วครับ"

จบประโยคนั้นพ่อกับแม่ก็ยกมือขึ้นกอดผมเอาไว้และได้รับคำชื่นชมอย่างที่ผมไม่คิดว่าจะได้ยิน เป็นคำที่ทำให้คนที่เคยอ่อนแอและเปราะบางได้รู้สึกภาคภูมิใจกับความกล้าหาญที่รอคอยมานานเหลือเกิน

"เก่งมากพลีส"

"..."

"เก่งมากเลยลูก" 

...

 

 

           วันนี้ผมมีนัดกับพี่ต่อหลังเลิกเรียน หลังจากที่เขาเอาแต่พูดถึงร้านอาหารที่เจอมาจากเพจรีวิวซ้ำแล้วซ้ำเล่า ผมเดาเอาว่าเขาคงจะอยากไปก็เลยเป็นฝ่ายชวนเองแต่ตอนนี้พี่ต่อยังไม่เลิกงาน ผมจึงไปเดินเล่นที่ร้านหนังสือและตอนที่เดินออกมาจากร้านก็หันไปเห็นพี่ตามที่เดินผ่านหน้าผมไปพอดี สายตาที่มองไกลออกไปข้างหน้าไม่ทันได้สนใจมองเห็นผม ผมเดินตามเขาไปจนถึงร้านสะดวกซื้อ ก่อนพี่ตามจะไปหยุดยืนอยู่หน้าตู้ไอติม ยืนมองตู้นั้นอยู่นานแต่ไม่ตัดสินใจหยิบสักที ผมจึงเอ่ยปากบอกเบาๆ   

"อันนี้อร่อยครับ"   

พี่ตามหันมองก่อนมุมปากขยับเป็นรอยยิ้มในทันที ใช้เวลามองนานกว่าที่ควรจะเป็น ก่อนรอยยิ้มกว้างเปลี่ยนเป็นยิ้มจางๆ แล้วเอ่ยปากเรียกเรียกชื่อผมเบาๆ  

"พลีส"

เราต่างคนต่างรู้ว่ามันเกิดอะไรขึ้นกับช่วงเวลาที่ผ่านมา พี่ตามอาจจะนึกถึงใครอีกคนในทุกครั้งที่มองหน้าผมแต่เขาก็พยายามที่จะทำให้ทุกอย่างเป็นปกติ ยอมรับได้และรู้ตัวดีว่าต่อจากนี้จะไม่มีพี่แสงอยู่ในร่างของผมให้เขาได้พูดคุยเหมือนเก่า เราจึงกลับมารู้จักกันอย่างที่เคยรู้จักและทักทายกันอย่างที่เคยพบเจอเพื่อให้เราทั้งคู่ได้ใช้ชีวิตที่เป็นตัวของตัวเองต่อไป

"ตกลงเอาอันไหนครับ" ผมมองกลับไปที่ตู้ไอติม ก่อนที่พี่ตามจะหยิบอันที่ผมเพิ่งจะบอกว่าอร่อยแล้วหันมาทำเสียงขู่  

"ถ้าไม่อร่อยจริงโดนตีแน่"

"เลี้ยงผมด้วย" ผมว่าแล้วหยิบไอติมอีกอันให้พี่ตามจ่ายเงิน

"เรื่องอะไร!"  

"พี่แสงติดหนี้ผมอยู่ บอกให้มาทวงกับพี่"      

"โห่!" 

"อันนี้ดอกเบี้ย" ผมว่าพลางพยักหน้าให้เขาเป็นคนจ่ายเงิน คนข้างๆ ทำหน้าบูดควักแบงก์ร้อยส่งให้พนักงาน ปากก็บ่นพึมพำ  

"รวยจะตายยังจะมาคิดดอกเบี้ย กลั่นแกล้งคนจน"  

ผมส่ายหน้าหน่อยๆ แล้วดึงมือพี่ตามให้หลบคนข้างหลังที่กำลังมาจ่ายเงินต่อ ก่อนจะพากันไปนั่งกินไอติมที่เก้าอี้หน้าร้าน ผมเริ่มชวนคุยด้วยการถามเรื่องงานที่ได้ยินมาจากพี่ต่อว่าเขาเพิ่งจะเริ่มทำงานประจำได้สักพัก

"งานเป็นยังไงบ้างครับ"

"เหนื่อย" เป็นคำตอบสั้นๆ ง่ายๆ แต่ความหมายชัดเจนด้วยทั้งน้ำเสียงและหน้าตาที่แสดงออก ก่อนสีหน้านั้นจะเปลี่ยนไปนิดๆ แล้วหันมากระซิบบอก  

"แต่เงินเดือนเยอะ"

ผมหลุดหัวเราะพร้อมกับพี่ตามที่ยิ้มกว้างออกมาก่อนกัดไอติมเข้าไปอีกคำ พยักหน้าเบาๆ เพราะพึงพอใจกับรสชาติของมันซ้ำยังหันมาบอกให้ผมรู้    

"อร่อยจริง"

"พี่ตามกับพี่ต่อชอบกินไอติมเหมือนกันเลยนะครับ พี่ต่อเจอหน้าผมทีไรก็ชวนกินไอติมตลอด"

"พี่ต่อมันปลูกฝังพี่มาว่าไอติมเยียวยาได้ทุกอย่าง"

ผมพยักหน้ารับอย่างเห็นด้วย แม้แต่ตอนที่เจ็บเพราะเหล็กจัดฟันยังบอกให้ผมไปกินไอติมเลย 

"ปรัชญารสวานิลลาของพี่ต่อมันกล่าวไว้ว่า ไอติมมันเป็นของกินที่ทำให้เราเห็นคุณค่าของเวลาว่ารอนานไม่ได้ ถ้าไม่รีบกินมันจะละลาย"

"แต่โลกนี้มีตู้เย็นนะครับ"

"..."

"มีช่องฟรีซด้วย"

"กวนตีนปะเนี่ย!"

ผมหัวเราะอีกทีตอนที่แกล้งไปขัดกับปรัชญาอันลึกล้ำของพี่ต่อ ก่อนที่จะนึกอะไรขึ้นมาได้บางอย่างจึงฝากไอติมในมือไว้กับพี่ตามแล้วเปิดกระเป๋าหยิบหนังสือเล่มหนึ่งออกมา

"ให้พี่ตามครับ"

อีกคนทำหน้าสงสัยก่อนหยิบหนังสือในมือผมไปแลกคืนกับไอติมที่ฝากไว้ เมื่อพี่ตามเห็นหน้าปกหนังสือก็ยกมุมปากขึ้นยิ้ม

"ได้ยินว่าพี่จะไปฝรั่งเศส"

พี่ตามได้แต่พยักหน้ารับยิ้มๆ พลางเปิดดูหนังสือผ่านๆ 

"ผมอ่านแล้วสนุกดีแนะนำที่เที่ยวเยอะแถมมีวิธีเดินทางอย่างละเอียดด้วย"

"ขอบคุณนะครับ"

"แล้วพี่ตามไปเที่ยวคนเดียวเหรอครับ"

หนังสือในมือพี่ตามถูกปิดลง นิ้วมือเรียวลูบตัวอักษรตรงชื่อหนังสือที่เป็นภาษาฝรั่งเศสเบาๆ แล้วหันมาตอบคำถามของผม 

"ไปกับแสง" 

เป็นคำตอบที่ทำให้ผมต้องเป็นฝ่ายเงียบไปเอง กดสายตาลงต่ำมองนิ้วมือพี่ตามที่ยังวางอยู่บนปกหนังสือ เลื่อนสายตามองแหวนเงินที่นิ้วพี่ตามซึ่งเพิ่งสังเกตเห็นเป็นครั้งแรก อย่างไม่ต้องคาดเดาก็รู้ดีว่าแหวนวงนี้ต้องเป็นของพี่แสง พี่ตามทำให้ผมเข้าใจว่า การมีอยู่ของความรักจะทำให้คนๆ หนึ่งมีตัวตนทั้งที่ไม่มีชีวิตอยู่จริงและความรักของพี่ตามก็งดงามยิ่งกว่าคำพูดใด ผมได้แต่อวยพรให้พี่ตามเที่ยวให้สนุก พาความรักของพี่แสงออกเดินทางไปยังที่แห่งนั้นอย่างที่เคยฝันและผมเชื่อว่าพี่แสงที่เฝ้ามองอยู่บนฟ้าไกลๆ นั่น...จะต้องมีความสุขมากๆ อย่างแน่นอน     

...

ดูเหมือนว่าคนไข้รายสุดท้ายของพี่ต่อจะใช้เวลานานกว่าที่คิด พี่ต่อเลยส่งข้อความมาบอกให้ผมไปรอที่คลินิกก่อน พี่ๆ ในคลินิกรู้จักผมดีหลังจากมาที่บ่อยๆ โดยไม่ใช่ในฐานะคนไข้ ผมเดินผ่านห้องทำฟันที่ถูกเปิดประตูค้างเอาไว้ครึ่งหนึ่ง เผลอมองพี่ต่อที่อยู่ในนั้นและชื่นชมเขาในบทบาทของการเป็นหมออยู่เสมอ เป็นหมอฟันนี่เท่ชะมัด ผมคงยืนมองอยู่นานไปหน่อยพี่ต่อจึงหันมาเห็นผมเข้าพอดี แม้จะเห็นแค่ดวงตาแต่ผมก็รู้ว่าเขากำลังยิ้ม ก็เพราะว่านั่นคือพี่ต่อ...ผู้เป็นรอยยิ้มของผม  

ผมเดินผ่านห้องนั้นเข้าไปยังห้องพัก หย่อนตัวลงนั่งที่เก้าอี้ตัวเดิม ในความเงียบของห้องนี้จึงทำให้ได้ยินเสียงจากห้องข้างๆ เสียงเครื่องมือทำฟันดังสลับกับเสียงของพี่ต่อที่มักจะชวนคุยทั้งๆ ที่รู้อยู่แล้วว่าคนไข้ตอบอะไรไม่ได้ คิดว่ามันอาจจะเป็นวิธีที่หมอฟันใช้เพื่อให้คนไข้ลดความตื่นกลัวหรืออะไรสักอย่างแต่สำหรับผมแล้ว การได้ยินเสียงนุ่มๆ ของพี่ต่อข้างๆ หู บางครั้งทำให้ใจเต้นยิ่งกว่าเสียงเครื่องมือทำฟันซะอีก

"น้อง"

ผมเงยหน้ามองคำเรียกนั้นจากคนที่ยืนอยู่หน้าประตู มุมปากขยับเป็นรอยยิ้มแล้วลุกขึ้นยืนตอนที่พี่ต่อพยักหน้าเป็นเชิงเรียก

"ขอโทษนะครับ รอนานเลย"

"ไม่เป็นไรครับ"

"ไปครับ"

"จะไปเลยเหรอครับ"

พี่ต่อหันมาทำหน้างงๆ คงสงสัยว่าผมจะต้องรออะไร จริงๆ แล้วเป็นเขาเองต่างหากที่ควรทำบางอย่างก่อนจะไป

"ผมนึกว่าพี่จะถอดเสื้อกาวน์ออกก่อน"

คนที่เพิ่งรู้ตัวทำตาโตแล้วถอยหลังกลับเข้าไปในห้องเพื่อถอดเสื้อกาวน์แล้วเดินออกมาด้วยรอยยิ้มเขินๆ จึงอดแกล้งไม่ได้

"กลัวคนไม่รู้ว่าเป็นหมอฟันเหรอครับ"

"อย่าแซว"

"คุณหมอเด๋อ"   

โดนกำปั้นทุบหัวเบาๆ ทีหนึ่งเป็นการทำโทษ ก่อนผมจะเผลอยิ้มกว้างกับการที่เขามักจะหลุดคาเรคเตอร์หล่อๆ ด้วยความติ๊งต๊องเล็กๆ อยู่ตลอด ตอนที่ก้าวเท้าพ้นจากหน้าคลินิกอีกคนก็หันมาบ่นยาวๆ ผ่านใบหน้ายุ่งๆ

"วันนี้คนไข้เยอะมาก พี่ยังไม่ได้กินข้าวกลางวันเลยนะเนี่ย หิวมากเลย" ลากเสียงยาวพลางเอียงหัวมาซบคล้ายจะอ้อน ผมก็เผลอยกมือแตะหัวเบาๆ ไม่เกี่ยวกับใบหน้าที่ดูอ่อนกว่าวัยแต่ในบางครั้งพี่ต่อดูเหมือนเด็กๆ ด้วยนิสัยบางอย่างที่เขามักแสดงออกกับผม มันเลยทำให้ผมลืมระยะห่างของอายุที่ตัวเขาเองไม่ได้สนใจตั้งแต่แรกอยู่แล้วเช่นกัน พอพี่ต่อยกหัวที่ซบออกไปก็หันมามองผมคล้ายกำลังสังเกตเห็นอะไรบางอย่างก่อนพูดออกมา

"ตัดผมเหรอครับ"

"หืม?" เผลอส่งเสียงด้วยความประหลาดใจ จริงอยู่ที่ผมสั้นลงแต่อย่าเรียกว่าตัดเลยแค่เล็มผมด้านหน้าออกนิดเดียวเพราะรำคาญที่มันเกือบจะทิ่มตาแต่ไม่รู้ว่าพี่ต่อจะสังเกตเห็นด้วย

"ทำไมพี่ถึงเห็น"

"ก็พี่มองเราอยู่ตลอดแหละ"

"ทำไมต้องมองตลอดด้วย"

"ก็น้องน่ารักนี่"

บ้าไปแล้ว... 

เวลาถูกชมแบบนั้น บางทีก็เขิน บางทีก็ไม่ เพราะในความรู้สึกลึกๆ ผมก็ยังคิดว่าตัวเองไม่เหมาะสมกับคำชื่นชมแบบนั้นอยู่ดีและมักจะคิดมากไปว่า พี่ต่อจะรู้สึกยังไง ถ้าหากว่าจริงๆ แล้วตัวผมอาจไม่ได้น่ารักอย่างที่เขาคิดและอีกหนึ่งคำถามที่มักจะถามตัวเองอยู่บ่อยครั้งอย่างไม่อาจแกล้งทำเป็นลืมอดีตอันแสนสกปรก คนอย่างผม...มีสิทธิ์ที่จะได้รับความรักจากใครแล้วหรือยัง 

"โอ๊ะ!" เสียงตกใจดังพร้อมกับสองขาของพี่ต่อที่หยุดชะงัก พาให้ผมหยุดเดินไปด้วย ก่อนคนข้างๆ หันมาบอก  

"พี่ลืมกระเป๋าสตางค์ รอแป๊บหนึ่งนะครับ"

ผมพยักหน้ารับก่อนพี่ต่อจะเดินกลับเข้าไปในคลินิก หันมองตามแล้วหันหน้ากลับมาในจังหวะนั้นก็ตกใจเกือบหงายหลังเพราะคนที่โผล่มาทักอย่างไม่ทันตั้งตัว

"ไอ้ตี๋เล็ก!"

"ไอ้..." ผมกำลังจะสวนกลับไอ้บ้าติณที่ทำให้ตกใจแต่สายตาพลันไปเห็นคนที่เดินมาพร้อมกับเขาด้วย คำพูดจึงหยุดชะงักแล้วเปลี่ยนเป็นยกมือไหว้คนข้างๆ ที่มีฐานะเป็นแม่ของติณหรืออีกฐานะหนึ่งก็คือจิตแพทย์ที่ผมเคยรักษาด้วย

"ไงคะ คุณพันธกานต์"

"เรียกพลีสก็ได้ครับ"

"เป็นยังไงบ้าง"

ผมตอบคำถามนั้นด้วยการพยักหน้ารับด้วยรอยยิ้ม แม่ของติณที่รู้จักผมดีกว่าใครก็คงจะดูออกแล้วว่ามันหมายความชีวิตของผมดีขึ้น...ดีขึ้นมากแล้วจริงๆ 

"แล้วมึงมาทำอะไรแถวนี้วะตี๋"

"ติณ" เสียงเรียกเรียบๆ จากคนเป็นแม่กับนิ้วเรียวที่ยกขึ้นแตะปากติณเบาๆ เป็นอันเข้าใจได้ว่าติณกำลังถูกดุเพราะคำพูดที่ฟังดูไม่เพราะจากปากเขา จึงรีบเปลี่ยนคำถามใหม่ด้วยคำพูดไพเราะที่ฟังแล้วขัดหูเป็นบ้าเลย

"นายมาทำอะไรแถวนี้เหรอพันธกานต์"

ไอ้บ้าติณ...  

"มาทำ...ทำฟัน" ผมโกหก เพราะถ้าติณรู้ว่าจริงๆ ผมมาทำอะไรที่นี่มีหวังโดนแซวไม่หยุดแน่  

"ที่คลินิกพี่ต่อเหรอ"

"ติณรู้จักพี่...เอ่อ...หมอต่อด้วยเหรอ"

"รู้ดิ เป็นญาติกัน"

คำตอบของติณทำเอาผมเงียบไปกับความคิดที่อยู่ๆ ก็พุ่งเข้ามาในหัวขณะเลื่อนสายตาจากติณไปมองแม่ของเขา ถ้าติณเป็นญาติพี่ต่อก็หมายความว่าแม่ของติณก็ต้องรู้จักกับพี่ต่อด้วย หากว่าเขาทั้งหมดรู้จักกันแล้วเรื่องราวของผมที่ทั้งคู่นั้นรู้ดี...

"พี่ต่อ!"

ผมหันมองคนที่ติณเอ่ยปากเรียกซึ่งกำลังเดินเข้ามา ในหัวมันวุ่นวายคิดอะไรไม่ออกและสิ่งแรกที่ผมเลือกทำคือการพาตัวเองหนีไป

"ผมไปก่อนนะครับ!"

"น้อง!"

ไม่ได้สนเสียงเรียกของพี่ต่อแล้วเดินออกมาให้ไวจนแทบจะกลายเป็นวิ่ง ก่อนมาหยุดยืนนิ่งเมื่อคิดว่าพาตัวเองหนีออกมาไกลแล้ว หลบแอบอยู่ในมุมตึกเงียบๆ ที่ปราศจากผู้คน ก่อนทิ้งตัวลงนั่งที่ขั้นบันไดของตึกตรงหน้า หยิบมือถือจากกระเป๋ากางเกงขึ้นมองเบอร์ของคนที่โทรเข้ามาแต่ทำได้แค่เพิกเฉยจนอีกฝ่ายวางสายไป นิ่งเงียบอยู่ตรงนั้นเนิ่นนานแต่ถึงอย่างนั้นความวุ่นวายในหัวก็ไม่ได้คลายกังวลลงเลยแม้แต่น้อย

เพิ่งรู้ว่าโลกกลมๆ มันได้พาผู้คนที่มีความสัมพันธ์เชื่อมโยงกันมาให้ผมพบพานและเกี่ยวข้องด้วยอย่างไม่รู้ตัว ผมคิดอยู่แล้วว่าไม่ช้าก็เร็วพี่ต่อจะต้องรู้เรื่องนั้นไม่ว่าจากปากผมเองหรือจากคนอื่น แทบไม่มีความคาดหวังเลยที่จะให้พี่ต่อยอมรับแต่พอถึงเวลาที่เขาควรจะรู้จริงๆ ผมกลับทำได้แค่หลบหนี ผมกลัว สับสน แล้วก็รู้สึกอับอาย อีกทั้งยังรู้สึกผิดที่วิ่งหนีออกมาเฉยๆ...ผมไม่ควรทำอย่างนั้นเลย

พี่ต่อครับ ผมมีธุระด่วน เอาไว้เจอกัน... 

ผมถอนหายใจเบาๆ แล้วกดลบข้อความที่ยังพิมพ์ไม่เสร็จเพราะเปลี่ยนใจที่จะส่งหาเขา ผมไม่อยากโกหกแต่ก็ยังไม่อยากอธิบาย ได้แต่ถอนหายใจอีกทีพลางทิ้งหัวตัวเองพิงกับราวบันได หลับตาลงช้าๆ แล้วพูดกับตัวเองเบาๆ                                 

"พี่ต่อครับ ผมขอโทษ"

"..."

"ผมขอโทษครับ"

"ได้ยินแล้วครับ"

เสียงที่ตอบรับทำผมเบิกตากว้างพลางลุกพรวดขึ้นเมื่อลืมขึ้นไปเห็นพี่ต่อที่ยืนอยู่ตรงหน้า ด้วยจังหวะลุกที่ทำเอาเกือบล้ม สองมือของพี่ต่อจึงรีบคว้าไหล่ของผมเอาไว้ให้หยุดอยู่กับที่

"พี่ต่อ"

"เป็นอะไร ทำไมถึงเดินหนีออกมา"

ผมไม่ตอบ ตั้งใจยกมือขึ้นปัดมือพี่ต่อออกจากไหล่เบาๆ แต่เขายิ่งจับแน่นกว่าเดิม

"น้อง"

"..."

"พลีส"

ไม่กี่ครั้งที่เขาจะเรียกผมด้วยชื่อแบบนั้น ความจริงจังในแววตาทำให้ผมไม่กล้าที่จะมองได้นานแต่เมื่อผมก้มหน้าลงต่ำพี่ต่อก็จับให้เงยขึ้นมอง

"เป็นอะไร บอกพี่สิ"

"พี่ต่อ..."

"พูดมาครับ"

"ผมไม่ใช่คนน่ารักและผมก็ไม่มีค่าพอให้พี่หรือว่าใครก็ตามรักเลย"

"..."

"เพราะพี่ไม่รู้จักผมดี มีบางเรื่องที่พี่ต้องรู้"

"..."

"เรื่องที่แม้แต่ตัวผมยังรังเกียจตัวเอง แล้วพี่เองก็คงจะ..." คำพูดหยุดชะงักและกลืนหาย เมื่อพี่ต่อดึงตัวผมเข้าไปกอด กอดแน่นจนไม่อาจถอยหนี ทั้งร่างกายและความรู้สึกถูกตรึงให้อยู่กับที่ผ่านอ้อมกอดของพี่ต่อ ยอมแพ้ให้กับความอ่อนแอและน้ำตาที่ไหลออกมาแม้ว่าพยายามจะฝืนเอาไว้แล้ว

"พี่ต่อ มันเป็นเรื่องที่พี่ต้องรู้ ผมตั้งใจจะบอกพี่..."

"ไม่ต้องบอกก็ได้"

"แต่พี่ต้องรู้"

"พี่รู้"

ผมเงียบเมื่อได้ยินเช่นนั้น คลายกอดจากพี่ต่อแล้วเงยหน้ามองเขา ผมถามย้ำอยู่ในแววตาเพื่อให้แน่ใจว่าผมได้ยินไม่ผิดแล้วเขาก็ตอบผ่านการพยักหน้าว่าเรื่องราวเหล่านั้น...เขารู้อยู่แล้ว

"ถ้าพี่รู้แล้ว ทำไมพี่ยังอยู่ตรงนี้"

"แล้วทำไมพี่ต้องไปไหนด้วย"

"เพราะคนอย่างพี่ไม่ควรจะอยู่ใกล้ๆ คนอย่างผมไง"

"..."

"ผมไม่มีค่าพอ ไม่มีสิทธิ์ที่จะได้รับความรักจากใคร ทั้งสกปรกแล้วก็น่ารังเกียจ พี่ควรจะ..."

"เลิกดูถูกตัวเองสักทีได้ไหม!"

ผมเงียบเพราะเสียงดังของพี่ต่อและนี่คงจะเป็นครั้งแรกที่ผมได้เห็นสีหน้าเวลาที่เขาโมโห แม้ว่าจะพยายามกลั้นอารมณ์ด้วยการหลับตาลงช้าๆ แต่ดูเหมือนเขาจะไม่อาจควบคุมอารมณ์เอาไว้ได้จึงหันมาพูดต่อด้วยเสียงเข้มที่คล้ายว่ากำลังดุผมอยู่  

"ใครบอกว่าพลีสไม่มีค่า ใครบอกว่าพลีสไม่มีสิทธิ์ได้รับความรัก ใครมันพูด"

"ผม...ผมคิดอย่างนั้น"

"คิดไปเองไง เลิกพูดว่าตัวเองไม่ดี เพราะพี่ไม่เคยสนใจเรื่องนั้น แล้วก็ไม่ต้องมาคิดแทนด้วยว่าพี่จะรังเกียจ พี่ไม่เคยคิดแบบนั้น ครั้งเดียวก็ไม่เคย เห็นพี่เป็นคนยังไง ฮะ?"

กลายเป็นผมที่พูดอะไรไม่ออกและดูเหมือนว่าพี่ต่อก็เพิ่งจะรู้ตัวว่าเมื่อครู่เขาเผลอเสียงดังใส่ผม จึงรีบปรับทั้งสีหน้าและอารมณ์ก่อนหันมาบอกกับผม

"พี่ขอโทษ พี่เสียงดังปะ"

ผมพยักหน้ารับเบาๆ

"พี่ไม่...ไม่ได้ดุนะ ไม่ได้อารมณ์เสียด้วย"

"ระ...เหรอครับ"

เพราะพี่ต่อหันมายิ้มให้ ผมจึงเผลอลืมไปว่าเมื่อครู่กำลังรู้สึกยังไง ได้แต่ยิ้มตามด้วยรอยยิ้มบางๆ ก่อนที่พี่ต่อจะปรับสีหน้าจริงจังแล้วหันมาพูดกับผมอีกครั้ง

"พี่รู้ว่าพลีสรู้สึกแย่กับอดีตของตัวเองเพราะพี่ก็เคยทำเรื่องไม่ดี พี่ก็เคยผิดหวังในตัวเองแต่พี่ก็เปลี่ยนอะไรมันไม่ได้ พลีสเองก็เหมือนกันแต่สิ่งที่สำคัญกว่านั้นก็คือไม่ว่าพลีสจะผ่านอะไรมาคนตรงหน้าพี่มันก็ยังเป็นพลีสอยู่"

"เป็นผม?"

"ครับ เป็นน้องพลีสที่พี่ชอบ"

"..."

"พลีสไม่ควรกีดกันตัวเองจากความรักของคนอื่น อย่างน้อยๆ ก็เอาความรักจากพี่ไปและไม่ว่าพลีสจะมีเรื่องเจ็บปวดหรือบาดแผลอะไร ถ้ามันยังไม่หายดี พี่จะเป็นคนรักษาให้"

"..."

"พลีสอาจจะไม่รู้ตัวว่าตัวเองน่ารักมากแล้วพลีสก็ควรค่าแก่การได้รับความจริงๆ"

การได้รับความรักที่แม้แต่ตัวเองยังไม่เคยคิดจะรักตัวเองขนาดนั้น มันทำให้ผมรู้ตัวว่าการรังเกียจตัวเองนั้นเป็นเรื่องโง่เง่า ผมปล่อยให้อดีตที่ดำมืดกัดกร่อนความรู้สึกจนไม่เคยคิดมองไปข้างหน้า จึงไม่รู้เลยว่ายังคงมีบางคนที่เห็นคุณค่าของผมอยู่ 

"ช่วยอนุญาตให้คนอย่างพี่ ได้อยู่ใกล้ๆ คนอย่างพลีสได้ไหมครับ"

คำขอของพี่ต่อทำให้ผมได้แต่ยิ้มทั้งที่น้ำตายังไหลอยู่ ผมปัดน้ำตาออกจากหน้าลวกๆ ก่อนพยักหน้ารับ

"ได้ครับ"

"..."

"ถ้าพี่สัญญาว่าจะไม่ดุผมอีก"

"พี่ไม่ได้ดุซะหน่อย!"

"หน้าพี่อย่างหงุดหงิดเลย คิดว่าพี่จะต่อยผมซะอีก" 

"เวอร์"

พี่ต่อยกนิ้วจิ้มหน้าผากผมเบาๆ ก่อนพูดต่อด้วยประโยคที่ทำให้ผมถึงกับไปไม่ถูก

"พี่ชอบพลีสมากเลยนะ"

จบคำนั้นเราก็เอาแต่เงียบก่อนที่พี่ต่อจะหลุดหัวเราะออกมาพลางยกสองมือขึ้นแตะหน้าตัวเองที่ผิวหน้าเปลี่ยนเป็นสีชมพูอ่อนๆ พลางพูดออกมาเบาๆ

"เขิน"

"พี่ติ๊งต๊อง"

คนข้างๆ หันขวับมามอง ขณะที่ผมรีบยกสองมือขึ้นอุดปากตัวเองเพราะพูดออกไปอย่างไม่รู้ตัว พี่ต่อทำหน้ายุ่งก่อนเปลี่ยนเรื่อง

"ไปกินข้าวกันเถอะ พี่หิวจนกระเพาะพี่มันจะฆ่าตัวตายอยู่แล้ว"

"ครับ" ผมตอบรับก่อนพี่ต่อจะเดินนำผมออกไปจากตรงนี้ ก่อนที่จะหันมาพูดกับผมอีก

"เมื่อกี้ที่พี่กอด ขอโทษนะที่ไม่ได้ขออนุญาตก่อนแต่พี่ไม่อยากให้พลีสวิ่งหนีพี่ไปอีก"

พี่ต่อยังคงให้ความสำคัญกับระยะห่างทางร่างกายที่เคยเป็นข้อจำกัดของผมอยู่แต่ในตอนนี้ผมได้ก้าวผ่านความรู้สึกนั้นมาแล้วจึงตอบกลับไป

"ไม่เป็นไรครับ เพราะถ้าพี่ไม่กอด ผมก็คงวิ่งหนีไปจริงๆ แล้วก็..."

ผมเว้นช่วงประโยคก่อนยื่นมือไปจับมือพี่ต่อเอาไว้ แล้วตอบคำถามที่เขาเคยถาม 

"ทำแบบนี้ได้นะครับ"

วันนี้รอยยิ้มของเราทำงานหนักด้วยความรู้สึกดีๆ ที่เติมเต็มให้กัน ให้เรื่องระหว่างเราและความรักค่อยๆ เป็นค่อยๆ ไปอย่างไม่รีบร้อน ผมไม่เคยคิดว่ามือคู่นี้จะสามารถกุมมือกับใครได้อีกและไม่เคยคิดว่าคนที่พร้อมยอมจับมือผมจะเป็นคนคนนี้...เป็นคนที่ผมชอบเขามากมายเหลือเกิน

"ขอบคุณนะครับพี่ต่อ" 

...

 

พี่ต่อมาส่งผมที่บ้านหลังจากกินข้าวเสร็จ ผมจะรู้สึกว่าตัวเองเด็กกว่าเขามากๆ ก็ตอนที่เขามักจะทำตัวเป็นผู้ปกครองคอยกำชับผมเรื่องนั้นเรื่องนี้ก่อนที่จะบอกลา อย่างเช่นว่า อย่านอนดึก อย่าเล่นมือถือในที่มืด อย่าตื่นสายและที่สำคัญอย่าลืมแปรงฟันให้สะอาด

"เพราะเราใส่เหล็กจัดฟันอยู่เลยต้องดูแลมากกว่าคนอื่น โดยเฉพาะจุดที่แปรงสีฟันปกติเข้าไม่ถึง..."

"คุณหมอครับ"

คำพูดของพี่ต่อหยุดชะงักตอนถูกเรียก

"หมดเวลางานแล้วครับ"

"พี่แค่ย้ำไง"

"พี่สอนผมทุกครั้งที่ไปเปลี่ยนยางแล้วไง จำขึ้นใจแล้วเนี่ย"

"ถ้าคราวหน้าพี่เห็นว่าฟันไม่สะอาด พี่ดุจริงๆ นะ"

"รู้แล้วครับ รู้แล้ว"

"แล้วนี่นัดเปลี่ยนยางวันเสาร์หน้าใช่ไหม"

"ผมยังจำไม่ได้เลย พี่จำได้ไงเนี่ย"

"ก็พี่เป็นคนนัดเอง"

"โห คนไข้ตั้งกี่สิบคนจำหมดได้ไงครับ"

"ใครบอกจำได้หมด จำของน้องคนเดียวต่างหาก"

ผมเม้มริมฝีปากกลั้นรอยยิ้มเพราะสิ่งเล็กๆ น้อยๆ นั่นมันกลับทำให้ผมเขินจนเสียอาการและพี่ต่อดูออกจึงบอกให้ผมยิ้มออกมาพลางยกมือดึงแก้มผมเบาๆ ให้ริมฝีปากฉีกออก 

"จะยิ้มก็ยิ้ม ไม่เห็นต้องเก๊ก"

ผมก็ยิ้มกว้างออกมาจนได้ บอกลากันอีกครั้งก่อนพี่ต่อจะขับรถออกไป ผมจึงเดินเข้าบ้าน เดินผ่านมันแกวที่นอนอยู่หน้าประตูพอดีจึงคว้าขึ้นมาอุ้มแล้วฟัดเบาๆ แล้วปล่อยลงกับพื้นให้กินอาหารที่หยิบมาเทให้ ขยี้หัวมันแกวอีกทีก่อนตั้งใจจะเดินขึ้นบันไดแต่สายตาหันไปเห็นรูปวาดของตัวเองที่พ่อติดเอาไว้ที่ผนัง ก็หลุดยิ้มออกมาไม่มีเหตุผล ดูไปดูมาก็สวยดีแฮะ 

"ไปอารมณ์ดีมาจากไหนคะเนี่ย"

"ครับ?" ผมหันขวับมองพี่หน่อยที่เอ่ยปากทัก

"ไปเจออะไรดีๆ มาเหรอคะ"

"ดูออกเลยเหรอครับ"

"หน้าบานผิดปกติน่ะค่ะ"

ผมรีบยกสองมือขึ้นแตะหน้าตัวเองแล้วบีบเบาๆ ให้หน้ายุบแต่ดูเหมือนว่าหน้าผมจะบานกว่าปกติจริงๆ นั่นแหละเพราะวันนี้ยิ้มจนเมื่อยแก้มไปหมด 

"พี่หน่อยรู้จักพลีสดีจริงๆ"

"หืม? พี่หน่อย?"

ผมพยักหน้ารับเพราะใครบางคนบอกให้ผมเรียกพี่หน่อยอย่างนั้นและดูเหมือนว่าคนถูกเรียกก็จะชอบมากเหมือนกันเพราะกำลังยิ้มหน้าบานไม่ต่างจากผมเลย

"ชอบเหรอ"

"ชอบค่ะ"

"พลีสน่ารักไหมครับ"

"ที่สุดในโลกค่ะ"

"บ้าไปแล้ว!" ผมยกมือตีพี่หน่อยเบาๆ อย่างหยอกๆ ก่อนรีบวิ่งขึ้นบันไดแล้วพุ่งเข้าห้องนอน ทิ้งตัวลงบนเตียงด้วยความอารมณ์ดี กลิ้งไปกลิ้งมาก่อนเสียงไลน์จะดังขึ้น จึงล้วงกระเป๋าหยิบโทรศัพท์ขึ้นมาดู

ข้าวปั้น : พี่พลีส พรุ่งนี้มาโรงเรียนเร็วๆ นะ กูจะลอกการบ้านเลข  

ผมยิ้มนิดๆ กับข้อความจากปั้นแล้วตอบกลับไป

พลีส : ทำเองดิ   

แค่เท่านั้นข้าวปั้นก็รัวข้อความมาหาผมจนต้องโยนมือถือทิ้งแล้วกลิ้งตัวลงจากเตียงไปทำการบ้านเลขที่โต๊ะหนังสือ ใช้เวลากับการบ้านอยู่พักใหญ่ๆ ก็เสร็จเรียบร้อย ยังมีเวลาว่างก่อนเวลานอนอีกนิดหน่อยเลยเอาหยิบเอาหนังสือชีวะมาอ่านทบทวนเนื้อหาที่ได้เรียนไปวันนี้ ระหว่างนั้นสมาธิก็เผลอหลุดลอยเพราะหันไปเห็นเอกสารที่ได้รับมาจากงานกิจกรรมแนะแนวการศึกษา มีกระดาษที่ผมต้องกรอกความสนใจในการเรียนต่อเพื่อไปส่งอาจารย์ที่ปรึกษาไว้เป็นข้อมูลและช่วยแนะแนวทางการศึกษาต่อให้ ผมทบทวนอะไรบางอย่างอยู่ในหัวเล็กน้อย ก่อนหยิบปากกามาเขียนข้อมูลแทนที่ความว่างเปล่าในกระดาษแผ่นนั้นด้วยความตั้งใจ

 

คณะที่นักเรียนสนใจ : ทันตแพทยศาสตร์   

หวังว่าผมจะเท่แบบพี่ต่อนะ...ผมหัวเราะกับตัวเองเบาๆ ก่อนเก็บกระดาษแผ่นนั้นใส่แฟ้ม สายตาหันไปมองไดอารี่เล่มเดิมที่วางอยู่ใกล้ๆ จึงหยิบมาเปิดผ่านๆ ผมมักจะบันทึกความรู้สึกของตัวเองเอาไว้ในนี้เสมอ ที่ผ่านมาคงเป็นเรื่องราวที่ไม่น่าอ่านนักแต่หลังจากนี้ผมคงได้แบ่งปันเรื่องดีๆ ให้ไดอารี่เล่มนี้ได้อ่านบ้าง เริ่มต้นจากวันนี้ที่มีอะไรอยากเขียนเยอะแยะแต่เรียบเรียงไม่ถูก ผมเลยสรุปสั้นๆ ด้วยข้อความที่คิดว่ามันอธิบายความรู้สึกทั้งหมดเอาไว้ได้ด้วยประโยคนั้น  

มีความสุขจัง    

พลิกกระดาษจากหน้าปัจจุบันไปยังหน้าสุดท้ายที่ผมไม่ได้เป็นคนเขียนแต่ทุกตัวอักษรในหน้านั้นทำให้มันเป็นหน้าที่ดีที่สุดในไดอารี่เล่มนี้เลย

ขอบคุณพลีสที่ทำให้พี่มีช่วงเวลาที่ดีที่สุดก่อนจากไป 

พี่ไม่ได้บอกที่บ้านว่าพลีสเป็นใครแต่ถ้าพลีสอยากบอกหรือมีโอกาส คนที่บ้านพี่จะต้อนรับพลีสเสมอ  

พลีสเองก็ใช้ชีวิตให้มีความสุขนะ อย่างที่พี่เคยบอก ไม่ต้องหนีและไม่มีอะไรต้องกลัว 

อย่าคิดว่าตัวเองไม่มีใคร ยังมีคนที่รักพลีสอยู่นะ  

และต่อให้เศร้าหรือเสียใจแค่ไหน ก็อย่าเฉียดเข้าไปใกล้ตึกนั่นเชียวนะ!  

วันแย่ๆ มันมักจะตามมาด้วยช่วงเวลาที่ดีขึ้นเสมอแหละ  

ไม่ต้องรู้สึกผิดถ้าชีวิตจะมีตำหนิบ้างและใช้ชีวิตที่เหลือให้ดี  

หวังว่าพี่จะช่วยเป็นแสงเล็กๆ ที่ทำให้ชีวิตพลีสสว่างขึ้นนะ 

    

ปล.1 ถ้าเรียกพี่หน่อยว่าพี่หน่อย พี่หน่อยจะชอบมากกว่านะ  

ปล.2 พี่ใช้เงินพลีสไปจำนวนหนึ่ง ไปเอาคืนที่พี่ตาม 

ปล.3 ฝากทักทายพี่ตามบ้าง ถ้ามีโอกาส 

ปล.4 พี่เผลอจับมือพี่ต่อ ไปบอกเขาด้วยนะว่าจับได้หรือไม่ได้  

ปล.5 ถ้าไปบ้านพี่ อย่าลืมสั่งโกโก้โอริโอ้ปั่น  

ปล.สุดท้าย ยินดีที่ได้รู้จักครับ      

 

ยินดีที่ได้รู้จักเช่นกันครับ...พี่แสง

...

ผมเชื่อแล้วว่าพี่ต่อเป็นแฟนตัวยงของเพจรีวิวอาหาร เพราะทุกร้านที่พาผมไปกินข้าวก็มาจากการอ่านรีวิวแล้วก็ชวนมาลอง วันนี้เป็นคิวของร้านอาหารยุโรปที่มีเมนูเด็ดเป็นแฮมเบอร์เกอร์ พี่ต่อไม่พลาดที่จะสั่งเมนูแนะนำอย่างเบอร์เกอร์เนื้อชิ้นโตสองชั้นที่มาพร้อมเบคอนทอดกรอบๆ และชีสเต็มๆ แผ่น แค่เห็นหน้าตาผมก็รู้เลยว่ามันอร่อยแต่ไม่สามารถกินได้สักคำ เพราะผมเพิ่งจะผ่านการทำฟันมาเมื่อชั่วโมงก่อน ยางจัดฟันดึงทุกซี่ให้ตึงเข้าหากันชนิดที่ว่าแค่อ้าปากยังเจ็บไปจนถึงฟันกรามและคนที่ทำให้ผมเจ็บก็คือคนที่กำลังยัดเนื้อครึ่งชิ้นเข้าปากแล้วย้ำกับผมเป็นรอบที่ห้าว่า โคตรอร่อย

"ทำไมทำหน้าอย่างนั้นล่ะ เจ็บมากเหรอ"

"ไม่ได้เจ็บฟันหรอก เจ็บใจที่พี่แกล้งผมเนี่ย"

พี่ต่อหลุดหัวเราะก่อนหยิบหลอดจากแก้วบลูเลม่อนโซดาที่วางอยู่ตรงหน้าผมจ่อให้ถึงปาก ผมก็ทำได้แค่ดื่มน้ำนั้น ดีที่ว่ามันอร่อยก็เลยทำให้อารมณ์ดีขึ้น  

"ปกติไม่เคยเห็นน้องบ่นเจ็บเลย"

"ผมก็เจ็บทุกครั้งแหละแต่ไม่กล้าบอกพี่"

"ทำไมครับ"

"กลัวไม่เท่"

"ตัวแค่นี้เอาอะไรมาเท่"

ผมได้แต่ส่ายหน้ายิ้มๆ นึกแปลกใจตัวเองอยู่เหมือนกันว่า ทำไมผมจึงไม่เคยบอกกับเขาเลยว่าผมเจ็บ อาจเป็นเพราะในทุกครั้งพี่ต่อจะพูดกับผมเสมอว่า เจ็บนิดหนึ่งนะครับ ต้องอดทนนะครับ เดี๋ยวก็หายนะครับ เดือนหน้าไม่เจ็บแล้วนะครับ และคำปลอบโยนที่เรียบง่ายจากความอ่อนโยนที่เขามีมันก็ทำให้ผมไม่กล้าบ่นเลยสักครั้งและจนถึงตอนนี้พี่ต่อยังคงเป็นเช่นนั้นเสมอมา

การชอบตั้งแต่ครั้งแรกที่พบไม่ใช่เรื่องราวที่ดูเกินจริงเพราะว่ามันเกิดขึ้นแล้วกับผมแต่ในตอนนั้นความใจดีที่เขามีให้คนอื่นเหมือนๆ กันมันทำให้ผมคิดว่าเขาเองก็เป็นเช่นนั้นกับทุกคนอยู่แล้วและผมก็มีความสุขดีกับการรอพบเขาเพียงเดือนละครั้งในวันที่ถูกนัดแต่สุดท้ายโดยที่ไม่รู้ตัวพี่ต่อก็ขยับเข้าใกล้ผมขึ้นเรื่อยๆ จนทำลายระยะห่างของคำว่าหมอและคนไข้ ผมไม่เคยถามเลยสักครั้งว่าตั้งแต่เมื่อไรที่พี่ต่อรู้สึกว่าเรื่องระหว่างเรามันดูพิเศษ หรือไม่บางทีมันอาจจะเป็นคำถามที่ไม่จำเป็นนักเพราะถึงยังไงพี่ต่อก็เข้ามาใกล้...จนผมไปไหนไม่รอดแล้ว

"เออ พี่ต่อครับ ผมมีการบ้านคณิตจะถามพี่ด้วย"

"ได้ครับ" ตอบรับแล้วลุกจากเก้าอี้ตัวตรงข้ามมานั่งข้างๆ ผมหันขวับมองอย่างตกใจนิดๆ ที่อยู่ๆ เขาก็ย้ายที่มาก่อนจะให้เหตุผลว่าแบบนี้มันสอนถนัดกว่าแล้วก็เสริมด้วยเหตุผลทะเล้นๆ ที่ก้มลงมากระซิบข้างหู

"พี่อยากเนียนอยู่ใกล้ๆ ด้วยแหละ"

"พี่นี่..."

"ไหนๆ การบ้านอะไร"

เปลี่ยนเรื่องไปให้ความสนใจการบ้านที่ผมจะถาม ก่อนได้คำอธิบายจนเข้าใจจึงทำการบ้านข้อนั้นเสร็จและใช้เวลาระหว่างรอพี่ต่อกินแฮมเบอร์เกอร์ทำการบ้านวิชาอื่นไปด้วยเลย คนข้างๆ หยิบสมุดการบ้านคณิตไปเปิดดูผ่านๆ ก่อนได้ยินเสียงหัวเราะในลำคอเบาๆ 

"พี่ขำอะไร"

"เรียนคณิตเก่งนี่"

"..."

"เก่งมานานแล้วด้วย"

ผมคว้าสมุดการบ้านเล่มนั้นคืนมาหลังจากโดนพี่ต่อจับได้ว่าผมหลอกให้เขาติวคณิตให้ พยายามจะหาคำอธิบายที่ดูสมเหตุสมผลที่สุดแต่ก็คิดหาข้อแก้ตัวไม่ได้เลยยอมบอกออกไปตรงๆ  

"ผมก็อยากเนียนอยู่ใกล้ๆ พี่เหมือนกันแหละ"

กลายเป็นพี่ต่อที่แสดงอาการเขินผ่านผิวหน้าที่เปลี่ยนสี พี่ต่อหน้าแดงง่ายมากจนผมเริ่มคิดว่าตัวเองหน้าด้านแล้นะเนี่ย อีกคนรีบกลบเกลื่อนด้วยการเก๊กหล่อก่อนวางมือลงบนมือของผมแล้วกุมเอาไว้เบาๆ น้ำเสียงอ่อนโยนเอ่ยบอกกับผมผ่านรอยยิ้มบางๆ อย่างอบอุ่นในแบบที่เป็นเขา

"ถ้าตอนไหนอยากให้พี่อยู่ใกล้ๆ ก็บอกพี่เลย"

"..."

"พี่จะไปอยู่ตรงนั้นทันที"

ผมจะไม่หลบหนีความรู้สึกอะไรก็ตามที่ตัวเองมีและต่อจากนี้ก็คงจะไม่ต้องกลัวอะไรอีกเลย ผมยังยืนอยู่ในห้องสี่เหลี่ยมเล็กๆ ห้องเดิม ด้วยรู้สึกว่าตรงนั้นมันปลอดภัยแต่ความมืดถูกแทนที่ด้วยแสงสว่างจากความรักของคนรอบข้างที่หยิบยื่นให้ และเมื่อผมเปิดประตูออกไปก็จะเจอกับคนเหล่านั้นอยู่เสมอ ผมในตอนนี้ สามารถอนุญาตให้ใครบางคนเดินเข้าห้องของผมเพื่อมายืนอยู่ข้างๆ กันได้ ในห้องนั้นมันจึงอบอุ่นกว่าที่เคยเป็น

ผมตื่นจากฝันร้ายในวันที่พายุฝนซึ่งตกลงมาอย่างยาวนานได้หยุดลง ได้เงยหน้ามองท้องฟ้ามืดครึ้มที่ค่อยๆ เปลี่ยนสี ได้เข้าใจในข้อเท็จจริงหนึ่งข้อว่า หากขึ้นชื่อว่าแสง ยังไงมันก็สว่าง เฝ้ามองตั้งแต่แสงแรกไปจนถึงแสงสุดท้ายจึงได้เห็นความงดงามของท้องฟ้าและสามารถพูดได้ว่า...ท้องฟ้าในเวลาที่มีแสง...มันสวยงามจริงๆ ด้วย  

 

END 

ความคิดเห็น

เพิ่มนิยายเรื่องนี้ลงคลังแล้ว