email-icon Twitter-icon

ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

ตอนที่ 22 : จะรักแค่เธอไปจนวันตาย

ชื่อตอน : ตอนที่ 22 : จะรักแค่เธอไปจนวันตาย

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย y

คนเข้าชมทั้งหมด : 2k

ความคิดเห็น : 12

ปรับปรุงล่าสุด : 18 ก.พ. 2564 12:17 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
ตอนที่ 22 : จะรักแค่เธอไปจนวันตาย
แบบอักษร

ตอนที่ 22 

จะรักแค่เธอไปจนวันตาย 

 

"พี่แสง" 

"..." 

"นั่นพี่ใช่ไหม" 

ผมไม่ได้โต้ตอบอะไรกลับไปต่อความสงสัยของสายป่านที่ตั้งคำถามขึ้นมาตรงๆ อย่างไม่ทันตั้งตัว สายตาของพ่อกับแม่ต่างมองมาด้วยความไม่เข้าใจ ก่อนสายป่านจะหันบอกกับพวกเขา  

"พ่อ แม่ นั่นพี่แสง พี่แสงของเรา"  

"พูดอะไรเพ้อเจ้อน่ะสายป่าน" 

"เขาคือพี่แสงจริงๆ นะแม่ ต้องเป็นพี่แสงแน่ๆ อะ!"  

เสียงดังของสายป่านที่เอาแต่พูดซ้ำๆ ว่าผมคือแสงทำให้ถูกพ่อดุไปหนึ่งครั้งจึงยอมเงียบ ก่อนที่ทั้งพ่อและแม่จะหันมาหาผมที่ยังเอาแต่นิ่ง  

"หนูคือคนที่โทรหาป้าใช่ไหมจ้ะ" 

"ครับ" 

"ขอบคุณมากเลยนะคะที่โทรมาบอกแล้วก็ยังอยู่เป็นเพื่อนสายป่านด้วย"  

"คือ..." ผมอึกอัก พูดอะไรไม่ออก หันมองสายป่านที่ยังจ้องมาไม่ละ  

"ที่สายป่านพูดน่ะ อย่าไปสนใจเลย สงสัยจะหัวกระแทกหรือไม่ก็คิดถึงพี่ชายตัวเองมากไปหน่อย ก็เลยพูดอะไรเพ้อเจ้อออกมา ยังไงลุงกับป้าต้องขอบคุณเราอีกครั้งนะ" พ่อพูดขำๆ ก่อนแม่พยักหน้าเบาๆ ด้วยรอยยิ้ แต่ความสับสนกำลังทำให้ผมลังเลใจ ควรเลือกที่จะเงียบต่อไปหรือตัดสินใจบอกว่าสิ่งที่สายป่านคิดมันไม่ผิดแม้แต่น้อย  

"ผม..." 

"เชิญทางนี้เลยครับ" บุรุษพยาบาลคนเดิมก้าวเข้ามาแทรกระหว่างบทสนทนา ก่อนที่ทั้งพ่อและแม่จะหันไปสนใจสายป่านก่อน แม่หันมาบอกขอบคุณผมอีกครั้งแล้วเดินตามสายป่านกำลังถูกย้ายไปอีกห้อง สายตาของน้องยังหันมองแม้ถูกพาออกไปไกลแล้ว ผมจึงตอบคำถามนั้นด้วยเสียงแผ่วเบาที่สายป่านคงจะไม่ได้ยิน  

"พี่เอง" 

"..." 

"นี่พี่เอง" 

 

ในระหว่างทางที่กำลังเดินกลับ ความคิดที่กำลังสับสนทำทุกอย่างอื้ออึงอยู่ในหัวอย่างน่าอึดอัด ไม่ได้พูดคุยอะไรกับตามที่เดินตามหลังผมมาเงียบๆ เพราะเสื้อผ้าที่เลอะเลือดของผม ทำให้ตามต้องทิ้งระยะห่างไกลไปจากผมสามสี่ก้าว แต่ก็คงพอที่จะได้ยินคำพูดของผมในระดับเสียงปกติ  

"ตาม" 

"ฮึ?" 

"เราไม่รู้ว่าเราคิดผิดหรือเปล่าที่ไม่ยอมบอกกับครอบครัวว่าเราเป็นใคร เราเลือกที่จะไม่บอกเพราะเราไม่คิดว่าเราจะอยู่ได้นานกว่านี้และต่อให้เราบอกพวกเขาจะเชื่อหรือเปล่าก็ไม่รู้ เราตายไปตั้งนานแล้ว บางทีพ่อกับแม่อาจจะอยู่ในจุดที่กำลังทำใจได้แล้วมันจึงดีกว่าถ้าเราเลือกที่จะไม่บอกว่าเรากลับมา อีกอย่างเราอยู่ในร่างพลีส ไม่ใช่คนอื่นแต่เป็นเด็กคนนั้นที่พ่อแม่เรายังไม่รู้ด้วยซ้ำ จริงๆ แล้วพลีสอาจจะไม่ได้อยากมาหาพ่อกับแม่เรา ไม่ได้อยากให้ครอบครัวเรารู้จัก แล้วมันจะเป็นยังไงถ้าวันหนึ่งพลีสกลับมา แล้วถ้าการจากไปอีกครั้งของเรามันทำให้พ่อกับแม่ต้องเจ็บปวดอีกครั้งเหมือนที่เราได้ทำกับเธอ แค่กับเธอเราก็รู้สึกผิดมากแล้ว แค่เธอคนเดียวเราก็..."  

คำพูดผมหยุดชะงักทำได้แค่ถอนหายใจออกมาแทน ความอัดอั้นของผมถูกร่ายยาวออกมาอย่างไม่มีเว้นวรรคก็เพื่อระบายความรู้สึกทั้งหมดที่ผมมีให้ตามฟังแต่ถึงอย่างนั้นผมก็ยังไม่รู้จริงๆ ว่าผมควรจะทำยังไงดี   

"เราไม่รู้แล้วว่าเราต้องทำอะไรไหม"  

"..." 

"เราไม่รู้จริงๆ เราแค่..."  

"..." 

"เราก็แค่..."  

"..." 

"อยากกอดเธอว่ะ" 

ความปรารถนาถูกพูดออกไปในวินาทีเดียวกับที่สองแขนของคนข้างหลังยกขึ้นโอบกอดผมอย่างที่หัวใจร้องขอ ผมนิ่งไปครู่หนึ่งด้วยไม่รู้ว่าตามขยับมายืนใกล้ขนาดนี้ตั้งแต่เมื่อไร การถูกโอบกอดจากด้านหลังทำให้ผมไม่ได้มองหน้าของตามแต่ได้ยินเสียงชัดเจนดี เสียงที่กำลังปลอบผมเบาๆ   

"ไม่เป็นไรนะ เรารู้ว่ามันยาก แต่ไม่เป็นไร ไม่เป็นไรหรอก" 

เราต่างคนต่างไม่รู้ว่าสุดท้ายแล้วมันจะเป็นยังไงแต่คำว่าไม่เป็นอะไรมันก็ช่วยปลอบโยนให้ความรู้สึกที่อึดอัดเบาบางลง เพื่อเหลือพื้นที่ในความคิดให้ผมได้ค้นหาคำตอบว่าผมจะตัดสินใจกับเรื่องนี้ยังไงดี  

เราเดินต่อเรื่อยๆ จนมาถึงหอตาม ตามดึงดันจะเป็นฝ่ายไปส่งผมที่บ้านแต่ผมยืนยันจะส่งตามตรงนี้ เถียงกันไปมาก็จบลงด้วยการยอมบอกลากันตรงนี้  

"กลับดีๆ นะ" 

"อื้ม" 

"เราขึ้นห้องแล้วนะ" 

"โอเค"  

ตามหันหลังให้ผมแล้วเดินเข้าตึกไป ผมเองก็ก้าวเท้าออกมาจากตรงนั้น ในจังหวะเดียวกันฝนที่ลงเม็ดปรอยๆ มาก่อนหน้านี้ก็พลันตกซู่ลงมาเม็ดหนาเหมือนจะกลั่นแกล้งกัน หรือไม่บางที...ก็เป็นใจให้กัน  

ว้า...กลับไม่ได้ละ  

ผมรีบก้าวเท้าเร็วๆ เข้าไปในตึก พุ่งตัวไปหาตามที่หันมาตกใจเล็กน้อย  

"ฝนตก กลับไม่ได้ละ" 

"ฮะ เดี๋ยว..." 

"เราขึ้นไปเปลี่ยนเสื้อผ้าก่อนนะ" ว่าแล้วก็คว้ากุญแจห้องจากมือตามแล้ววิ่งนำไปก่อน จัดการถอดเสื้อผ้าเลอะเลือดโยนไประเบียงหลังแล้วเปลี่ยนตัวใหม่ ผมไม่ได้กะจะนอนที่นี่เพราะไม่ได้บอกที่บ้านพลีสเอาไว้ก่อนแล้วพรุ่งนี้ก็ยังต้องไปโรงเรียนด้วย จึงตั้งใจจะกลับตอนที่ฝนหยุดตก  

ผมทำตัวตามสบายเหมือนกับว่านี่เป็นเพียงหนึ่งวันธรรมดาที่ได้อยู่กับตามเฉกเช่นตอนที่ยังมีชีวิต ม้วนตัวอยู่ในผ้าห่มผืนเดิม นอนกลิ้งอยู่บนเตียงนุ่ม พูดคุยเรื่องที่อยากคุย เปิดเพลงเพราะฟังเคล้าคลอเสียงฝน บรรยากาศแบบนี้มันโคตรจะ...   

"น่ากินเบียร์" 

"ฮะ?" ผมเด้งตัวขึ้นจากที่นอนเมื่อได้ยินตามพูดอย่างนั้น  

"อากาศแบบนี้น่ากินเบียร์" ไม่พูดเฉยๆ ยังเดินไปหยิบเบียร์หนึ่งกระป๋องจากตู้เย็น เปิดกระดกหน้าตาเฉย ตามเดินไปเลื่อนบานหน้าต่างเปิดออกเล็กน้อยแล้วยืนจิบเบียร์อยู่ตรงนั้น  

"เมื่อก่อนเธอไม่เคยคิดจะแตะแอลกอฮอล์สักหยด เดี๋ยวนี้กลายเป็นคนขี้เมาได้ไง" 

"ไม่ได้ขี้เมาซะหน่อย" 

"อยากลืมเราเหรอ" 

ตามหันกลับมามองผม เลิกคิ้วขึ้นนิดๆ ดูสงสัยกับประโยคก่อนหน้า  

"ก็กินให้เมาเพื่อที่จะได้ลืมเราไง" 

มุมปากของตามขยับขึ้นยิ้มนิดๆ แล้วสวนกลับ  

"เวลาเมา คิดถึงกว่าเดิมอีก" พูดแค่นั้นแล้วหันกลับไปเหม่อมองนอกหน้าต่างอย่างเดิม ผมเองเผยยิ้มบางๆ ก่อนเดินไปยืนข้างๆ  

"ขอกินบ้างสิ" 

"ไม่ได้" 

"ทำไมไม่ได้" 

"พลีสยังเป็นนักเรียน" 

"พลีสอายุยี่สิบแล้ว" 

"เธอรู้จักร่างกายพลีสดีพอหรือเปล่า กินเข้าไปจะเป็นอะไรหรือเปล่าก็ไม่รู้" 

"ไม่เป็นอะไรหรอกน่า เราไม่ได้กินเบียร์มาสามปีแล้วนะ นานจนลืมรสชาติมันไปแล้วเนี่ย"  

"ลืมไปเถอะ ไม่ใช่รสชาติที่ต้องจดจำ"  

"โธ่!" 

"ไม่ให้กิน" 

"กระป๋องเดียว" 

"ก็บอกว่าไม่..." คำพูดของตามหยุดชะงักตอนที่ผมยื่นหน้าเข้าไปใกล้จนปลายจมูกแทบชน ความน่ารักจากใบหน้าพลีสและความออดอ้อนจากจริตของผม พูดจาด้วยอารมณ์ดราม่าเพื่อทุบหัวใจแข็งๆ ของอีกคนให้อ่อนยวบ  

"นี่มันอาจจะเป็นเบียร์กระป๋องสุดท้ายก่อนที่เราจะต้องจากโลกนี้ไปก็ได้นะ" 

"..." 

"ตามใจ" 

"หึ!" ตามทำหน้าบึ้ง ก่อนยื่นกระป๋องเบียร์ในมือส่งให้ ปริมาณที่ยังเหลืออยู่มากกว่าครึ่งกระป๋องเพียงพอต่อความต้องการของผม ยกเบียร์ขึ้นดื่มรับรสชาติที่ขาดหายไปจากชีวิตนานกว่าสามปี จิบเบียร์เย็นเฉียบท่ามกลางพายุฝนกระหน่ำและลมเย็นที่พัดกระทบใบหน้า หากแต่ว่าร่างกายอบอุ่นด้วยท่อนแขนของตามที่โอบเอวผมเอาไว้ให้เราได้ยืนคู่กันอย่างชิดใกล้...เวลานี้ดีชะมัด   

"พรึบ!" 

 

"กรี๊ด!"  

ผมหลับตาแน่นเพราะเสียงกรีดร้องของตามดังกระแทกแก้วหูเนื่องมาจากไฟที่ดับกะทันหัน มือที่โอบเอวกลายเป็นรัดแน่น ร่างกายที่ชิดใกล้กลายเป็นเบียดจนแทบจะเข้ามาสิงร่าง แม้มืดสนิทจนมองไม่เห็นอะไรแต่ผมก็เดาได้ว่าตามกำลังทำหน้ายังไง    

"ปล่อยเราก่อน เดี๋ยวเราไปหยิบมือถือ"  

"ไม่เอา!"  

"งั้นก็อยู่มืดๆ แบบนี้แหละ" 

"ก็ไม่เอา!" 

"งั้นก็ปล่อยสิ" 

"ไปด้วยกันๆๆ" ตามพูดรัว ก่อนกุมมือผมเอาไว้แล้วเดินช้าๆ ไปควานหาโทรศัพท์ที่อยู่บนเตียง ก่อนเปิดไฟฉายจากโทรศัพท์ห้องจึงสว่างขึ้นมา ถึงอย่างนั้นตามก็ยังไม่ยอมปล่อยมือผมออก    

"กลัวอะไร"  

"กลัวผี"  

"เราก็ผีนะ"  

ตามนิ่งไปตอนได้ยินผมพูดเช่นนั้น เลื่อนสายตามองมือที่ยังกุมกันอยู่ ผมจึงยกสองมือของเราขึ้นมาตรงหน้า  

"เธอจับมือผีอยู่นะเนี่ย"  

ตามยิ้มออกมาบางๆ แล้วนั่งลงบนเตียง ผมเองก็พลอยต้องนั่งลงตามไปด้วยเพราะมือที่ไม่ยอมปล่อยซ้ำยังจับแน่นกว่าเดิม ความเงียบทำงานอยู่เนิ่นนาน ผ่านใบหน้าเรียบเฉยของตามผมรู้เพียงแค่ว่าเขากำลังคิดอะไรบางอย่างแต่ไม่อาจคาดเดาว่ามันคืออะไร ขณะเดียวกันในหัวผมเองก็มีหนึ่งความคิดผุดขึ้นมาเช่นกัน ไม่ใช่ผีทุกตัวที่จะชอบความมืด อย่างน้อยๆ ก็ไม่ใช่ผีแบบผม เพราะยิ่งมืดเท่าไรก็ยิ่งเดียวดายเท่านั้น  

"จริงๆ ความมืดไม่ได้น่ากลัวเท่าไรหรอก..."  

"ความเหงาต่างหาก" 

ผมหันมองตามที่โต้ตอบกลับมาในทันทีที่ผมเว้นวรรคประโยค ราวกับว่าเมื่อครู่เรากำลังคิดเรื่องเดียวกันอยู่จึงเข้าใจความรู้สึกนั้น ไม่รู้ว่าที่ผ่านมาตามต้องใช้เวลาไปกับความเหงามากมายเท่าไรแล้วหลังจากนี้ไปจะมีวันที่ตามต้องกลับไปเหงาอีกหรือเปล่า ผมเองไม่อาจอยู่เพื่อเฝ้าดูหรือว่าปลอบใจ สิ่งเดียวที่ผมพอจะทำได้ก็คงจะมีแค่คำขอร้องโง่ๆ  

"ตาม ต่อไปนี้อย่าเหงาอีกเลยนะ" 

"..." 

"อย่าร้องไห้อีก" 

"..." 

"อย่าเศร้าหรือว่าเสียใจถ้าเราไม่อยู่แล้ว" 

"..." 

"ทำได้ไหม" 

ใครจะไปทำได้วะ...เหมือนผมได้ยินคำนั้นผ่านใบหน้าของตามที่กำลังแสดงให้เห็นแต่แล้ววินาทีเดียวตามก็ปรับสีหน้าเป็นเผยรอยยิ้มบางๆ แล้วพยักหน้ารับ 

"อืม...ทำได้"

แม้รู้ดีว่ามันเป็นคำตอบที่เพียงเพื่อให้ผมสบายใจแต่ผมก็เชื่อว่าในสักวัน ตามจะทำเช่นนั้นได้จริงๆ เพราะตามของผมเข้มแข็งที่สุดในโลกเลย เรายิ้มให้กันอยู่นานครู่หนึ่ง ก่อนที่ผมจะหันมองไฟที่คิดว่ามันดับนานเกินไปแล้ว ตั้งใจจะลุกไปที่หน้าต่าง เพื่อดูว่าบริเวณอื่นยังดับอยู่เหมือนกันไหมแต่ในตอนที่ลุกขึ้นก็เกิดอาการมึนเหมือนหัวหมุนติ้ว ทิ้งร่างลงกลับไปนั่งที่เดิมคล้ายคนกำลังหมดเรี่ยวแรง

"เป็นอะไรหรือเปล่า"

ผมได้ยินเสียงตามแต่ไม่ชัดนัก

"แสงเป็นอะไร"

ผมไม่ได้ยินเสียงตามอีกแล้วเพราะในหูถูกแทนที่ความอื้ออึง ดวงตาก็พร่าเบลอเหมือนใบหน้าของตามกำลังเลือนหายไปช้าๆ ราวกับสติสุดท้ายกำลังจะดับลง...

"แสง!"

"..."

"แสงเทียน!"

ทั้งเสียงและภาพกลับมาชัดเจนรวมถึงสติที่ย้อนกลับมา ผมกะพริบตาถี่มองตามที่แสดงสีหน้าตกใจ ถามผมซ้ำแล้วซ้ำอีก

"เป็นอะไรหรือเปล่า"

"เหมือนจะเมา"

"เมา?"

"อือ มึนหัว" อาจจะเป็นเพราะร่างกายของพลีสเพิ่งจะทำความรู้จักกับแอลกอฮอล์เป็นครั้งแรกจึงตอบสนองด้วยความมึนเมาได้อย่างง่ายดาย ผมคิดไปอย่างนั้นและทั้งๆ ที่ถูกเตือนแล้วว่าอย่าดื่มแต่ผมยังดื้อก็เลยโดนดุไปตามระเบียบ

"ก็บอกแล้วไงว่านี่มันร่างกายพลีส"

"ก็ใครจะไปคิดว่าคอจะอ่อนขนาดนี้เล่า ครึ่งกระป๋องเองเมาได้ไงวะเนี่ย" ผมบ่นอุบ เหลือบตามองตามที่ยืนเท้าเอวอยู่ตรงหน้า ปากกำลังจะบ่นต่อแต่ผมเบรกเอาไว้ด้วยการยกนิ้วขึ้นแตะริมฝีปากแล้วส่ายหน้าเบาๆ ตามจึงกลืนคำพูดพวกนั้นลงไปแล้วถอนหายใจออกมาแทน 

"งั้นเดี๋ยวเราไปส่งที่บ้าน"

"ไม่กลับแล้ว"

"ไม่กลับได้ไง เดี๋ยวที่บ้านพลีสว่าเอา"

"ก็เราจะนอนกับเธอ"

"ไม่ได้"

"ได้!"

"ก็บอกว่าไม่ได้ อย่ามาดื้อ ลุกเร็ว!"

"ไม่เอา ไม่กลับๆๆๆ!" ผมโวยลั่นตอนที่ตามกำลังดึงผมให้ลุก แล้วขัดขืนด้วยการทิ้งตัวลงไปนอนบนเตียง จะฝังร่างกายอยู่ตรงนี้ไม่ขยับไปไหนแต่ลืมไปว่าพลีสตัวเล็กนิดเดียว สองมือของตามยื่นเข้ามาช้อนตัวอุ้มผมออกจากเตียงอย่างง่ายดาย ผมจึงได้แต่ดิ้นพล่าน

"เราไม่กลับอะ! เราจะนอนที่นี่!"

"ไม่ได้นะอ"

"ขืนกลับไปสภาพนี้ มีหวังโดนหนักกว่าไม่กลับอีก เดี๋ยวเราโทรบอกพี่หน่อยเองว่าจะนอนบ้านเพื่อน พี่หน่อยรู้ พี่หน่อยเข้าใจ"

"แน่ใจนะ"

"แน่ใจสิ วางเราลงได้แล้ว"

ตามพยักหน้ารับ ก่อนเดินกลับไปที่เตียงเพื่อวางผมลงบนนั้น จังหวะที่ตามปล่อยมือออกผมยกสองแขนของตัวเองขึ้นคล้องคอตามเอาไว้แล้วโน้มลงมาใกล้ อีกฝ่ายเผลอตกใจแล้วใช้สองแขนยันตัวเองเอาไว้กับเตียงเพื่อเว้นระยะห่าง ทำได้เพียงมองหน้า มองให้ลึกลงไปในแววตาคู่นั้นที่สบสายตากันอยู่เนิ่นนาน อีกไม่นานนับจากนี้ผมก็จะไม่มีโอกาสได้เห็นหน้าตามอีกแล้ว ช่วงเวลานี้จึงมีความหมาย

ผมไม่แน่ใจว่าสติที่เกือบจะดับวูบไปเมื่อครู่มันใช่อาการมึนเมาหรือเปล่าแต่ถึงอย่างนั้นมันก็ทำให้ผมหวั่นกลัว ครั้งนี้ผมอาจจะหลับไปแล้วไม่ได้ตื่นขึ้นมาในร่างของพลีสอีก คืนนี้ผมจึงไม่อยากกลับบ้านเพราะมันอาจจะเป็นคืนสุดท้ายที่จะได้อยู่กับตามแล้ว  

นิ้วมือของผมยกขึ้นสัมผัสใบหน้าของตาม ลากไล้ปลายนิ้วไปทุกส่วนตั้งแต่ข้างแก้ม ริมฝีปาก ปลายจมูก จนไปหยุดอยู่ที่ดวงตา เรารู้ดีว่าเราติดอยู่ในหนึ่งข้อจำกัดที่ทำให้เราไม่ควรใกล้กันกว่านั้นด้วยเหตุผลที่ว่ามันไม่ใช่ร่างกายของผม แต่ความปรารถนาที่รบเร้าอยู่ในใจก็ทำให้ผมต้องโกงพลีสด้วยการหยิบยืมริมฝีปากของเขามาใช้อีกครั้ง

ปลายนิ้วสัมผัสเบาๆ ที่เปลือกตาของตามก่อนเขาจะหลับตาลง ผมบรรจงจูบตามผ่านริมฝีปากของพลีส แต่ความรู้สึกที่หยั่งลึกลงไปมันก็ยังคงเป็นของผม เมื่อเราหลับตา จิตนาการจึงพาเราล่องลอยวนกลับคืนไปสู่อดีตในวันที่ยังมีเรา ในภาพลวงที่ห้วงแห่งความคิดได้สมมติขึ้น ผมได้ร่างกายผมกลับคืนเพื่อให้ผมกับตามได้สัมผัสใกล้ชิด รอยจูบนั้นเติมเต็มความปรารถนาอย่างลึกซึ้งและยาวนาน ให้มันเป็นจูบลาก่อนที่ผมจะตายอีกครั้ง ให้มันเป็นจูบสุดท้าย...ก่อนที่ผมจะหายไปตลอดกาล  

...

           "ตื่นได้แล้ว"

           

เสียงเรียกของใครบางคนปลุกผมให้ตื่นทั้งที่ยังไม่อยากลุก ยื้อเวลาหลับตาต่อแต่ก็ถูกเรียกอีกซ้ำๆ จึงต้องขยับเปลือกตาขึ้นมอง แสงในตอนเช้าที่ลอดผ่านผ้าม่านเข้ามานั้นไม่สว่างพอที่จะเห็นอะไรได้ชัดเจน สติที่ยังไม่ตื่นดีกับดวงตาที่พร่าเบลอกำลังจ้องมองใครบางคนที่ยืนอยู่ตรงหน้า ใบหน้าเคร่งเครียด คิ้วขมวดกำลังเท้าเอวมอง...ยมทูตเหรอ 

"ยังไม่ไปได้ไหมครับ" 

"ไม่ได้" 

"ขอเวลาอีกหน่อยไม่ได้เหรอ" 

"ไม่ได้" 

"ใจร้ายจัง" ผมพูดเบาๆ ก่อนหลับตาลงไปอีกที มีคำสั่งสั้นๆ ให้ผมลุกขึ้นในตอนนี้ จึงต้องปฏิบัติตามอย่างไม่อาจขัดขืนในโชคชะตา วันนี้แล้วสินะที่ผมต้องไป... 

"เธอต้องไปโรงเรียนนะ" 

"ฮะ?" 

"เดี๋ยวก็สายหรอก" 

เด้งพรวดขึ้นจากที่นอนตอนที่ตื่นเต็มตา ก้มมองร่างกายตัวเองสลับกับตามที่ยืนเท้าเอวอยู่ตรงหน้า ก่อนที่ตามจะย้ำอีกทีให้ผมรู้ตัวแน่ชัดว่ายังมีชีวิต  

"เราเรียกตั้งนานไม่ยอมลุกสักที เกือบจะทุบให้ตื่นอยู่แล้ว แล้วยังจะมาขอเวลาอะไร" 

"ก็...อากาศดีไง ยังไม่อยากตื่น" 

"จะสายแล้ว รีบไปอาบน้ำ เราซักชุดนักเรียนเมื่อคืนให้แล้วแต่รีดไม่เป็น ใส่ได้ไหม"  

"ไม่เป็นไร ใส่อย่างนั้นก็ได้" 

ผมบอกกับตามแล้วเดินเข้าห้องน้ำ จัดการอาบน้ำแต่งตัวด้วยชุดเมื่อวาน ก่อนที่ตามจะออกมาส่งผมด้วย ทั้งที่ผมงอแงอยากอยู่กับตามมากกว่าที่จะมาโรงเรียนก็เถอะแต่สุดท้ายก็ถูกลากมาถึงโรงเรียนจนได้  

"ตั้งใจเรียนนะลูก เดี๋ยวตอนเย็นพ่อมารับ" พูดล้อเล่นพลางยกมือเคาะหัวผมเบาๆ ผมจึงสวนกลับด้วยคำพูดล้อเล่นเช่นกัน ถึงความหมายที่พูดนั้นมันจะจริงก็ตาม  

"อยากอยู่กับพ่อมากกว่า ไม่อยากมาโรงเรียนเลย" 

"อย่าดื้อสิลูก เดี๋ยวพ่อตีเลย" 

"ก็อยากอยู่กับพ่อ! อยากอยู่กับพ่อ! หนูจะอยู่กับพ่อ!" 

 

"เพียะ!" 

 

คำพูดหยุดชะงักตอนถูกดีดหน้าผากจนหน้าเกือบหงาย ตามหัวเราะลั่นตอนที่ผมได้แต่ยกมือลูบหน้าผากพลางมองตาขวางแล้วโต้ตอบด้วยใบหน้าบูดๆ  

"ไปแล้ว!" 

"มาให้พ่อกอดที" 

ผมหลุดยิ้มขยับตัวเข้าไปกอดตาม สองมือของตามก็โอบร่างผมเอาไว้แน่น แล้วพูดเบาๆ ที่ข้างหูด้วยประโยคที่ทำให้หัวใจของผมได้รู้สึกเช่นเดียวกัน  

 

"อีกสักวันก็ยังดีเนอะ" 

 

... 

 

"พี่พลีส" 

ผมหันไปมองไอ้ปั้นที่นั่งอยู่ข้างหลัง ปากมันเรียกพี่แต่เอาตีนสะกิดตูดผม มันน่าตบให้หัวทิ่มจริงๆ  

"การบ้านเลขเสร็จยัง" 

"ระดับกู" 

"ลอกหน่อย" 

"มึงควรพยายามทำอะไรด้วยตัวเองบ้างนะ" ผมพูดแค่นั้นแล้วหันกลับมา ไอ้ปั้นโน้มตัวมาด่าใกล้ๆ หู ผมกำลังจะสวนกลับแต่มือถือที่วางอยู่ใต้โต๊ะสั่นขึ้นมาก่อนจึงละความสนใจจากมันไปรับโทรศัพท์  

"ครับแม่" 

(พลีส เมื่อคืนหน่อยบอกว่าพลีสไปนอนบ้านเพื่อนเหรอ) 

"อ๋อ...ครับ" 

(พลีสไปสนิทกับเพื่อนขนาดไปนอนบ้านเขาได้เลยเหรอ) 

"ครับ ก็...สนิทกันครับ" 

(เพื่อนคนไหน) 

"คือ..." 

(เพื่อนชื่ออะไร) 

"ข้าวปั้นครับ" 

ทันทีที่ผมพูดชื่อมัน ไอ้ปั้นก็ชะโงกหน้าเข้ามาอย่างสอดรู้ 

(ให้แม่คุยกับเพื่อนหน่อยได้ไหมลูก) 

"แม่...แม่จะคุยกับปั้นเหรอ" 

ไอ้ปั้นทำตาโต ชี้นิ้วเข้าหาตัวเอง ก่อนที่ผมจะขอร้องให้มันช่วยด้วยการบอกผ่านใบหน้าออดอ้อน จนแทบจะยกมือไหว้เพราะแม่พลีสเอาแต่พูดซ้ำว่าอยากคุยกับมัน ไอ้ปั้นจึงยอมตกลงแล้วคว้าโทรศัพท์ไปจากมือผม  

"สวัสดีครับคุณแม่ ครับ ผมข้าวปั้นครับ เมื่อคืนพี่พลีสนอนบ้านผมครับ สนิทกันครับ โอ๊ย สนิทกันมาก ทำไมมานอนบ้านผม...อ๋อ ติวเลขครับ พี่พลีสมาติวเลขให้ สอนการบ้านผมด้วยแล้วเมื่อคืนฝนตกหนักก็เลยชวนนอนที่บ้านครับ ครับ ไม่ต้องเป็นห่วงครับ ไม่ได้ไปเกเรที่ไหนแน่นอนครับ ได้ครับคุณแม่ ครับผม"  

ขอบคุณการแสดงอันแนบเนียนของปั้นที่ทำให้เอาตัวรอดจากเรื่องนี้ได้ เมื่อปั้นกดวางสาย ผมจึงยื่นมือไปขอโทรศัพท์คืนแต่อีกฝ่ายไม่ยอมคืนให้ซ้ำยังดึงมือหนีพลางหรี่ตามองแล้วเอ่ยปากถาม  

"มึงไปนอนที่ไหนมา" 

"เรื่องของกู" 

"เรื่องของมึงแล้วเอาชื่อกูไปอ้างทำไม" 

"เออน่า! เอามือถือคืนมา" 

"เอาการบ้านเลขมาแลก" 

ผมได้แต่ส่งเสียงไม่พอใจก่อนต้องยอมเอาการบ้านไปแลกเพื่อตอบแทนที่มันช่วย ปั้นคืนโทรศัพท์มาให้แต่ยังไม่วายทำเสียงแซวด้วยความกวนตีน  

"แรดเหมือนกันนะเราเนี่ย" 

"ไอ้ห่า!" 

"พลีส" เสียงเรียกของเพื่อนอีกคนดังแทรกเข้ามา ผมจึงหันไปมองก่อนที่เธอจะยื่นม้วนกระดาษแผ่นหนึ่งให้ผม 

"ครูฝากมาคืน" 

"อะไรเหรอ" 

"ก็ภาพที่พลีสวาดในวิชาศิลปะแล้วได้โชว์ที่บอร์ดไง เขาเปลี่ยนภาพชุดใหม่เลยเอาของเก่าคืนให้"  

ผมฟังคำอธิบายจากเพื่อนคนนั้นพลางกางภาพนั้นออกแล้วเผลอตกใจเมื่อได้เห็นภาพวาดฝีมือพลีส เป็นภาพลูกแอปเปิลระบายสีไม้ที่เหมือนของจริงอย่างกับภาพสามมิติ ไม่รู้ว่ามีพรสวรรค์ด้านนี้ด้วย ผมเผลอออกปากชื่นชมความสามารถของพลีสจนอีกฝ่ายทำหน้างงๆ ว่าผมจะชมตัวเองทำไม จึงม้วนกระดาษนั้นเสียบเข้าไปในกระเป๋าแล้วทำได้แค่ยิ้มนิดๆ ให้เพื่อน  

 

หนึ่งวันที่โรงเรียนผ่านไปอย่างช้าๆ อาจเป็นเพราะว่าผมคิดรอคอยเวลาเลิกเรียนมากเกินไป หันมองนาฬิกาอยู่บ่อยครั้งจนแทบไม่ได้สนใจบทเรียนจนกระทั่งการรอคอยสิ้นสุดลงตอนที่หมดชั่วโมงสุดท้าย ผมเก็บกระเป๋าออกจากห้องเป็นคนแรกๆ แล้วรีบเดินไปยังหน้าโรงเรียน กวาดสายตามองหาตามที่บอกว่าจะมารับ หันไปเห็นตามก็รีบวิ่งเข้าไปหาอีกคนที่กางแขนรอ แล้วรวบร่างผมเข้าไปกอด  

"รอนานไหม" 

"ไม่นานเลย" 

"ไปไหนกันดี" 

"หาอะไรกิน" ตามบอก แล้วเปลี่ยนเป็นจับมือผมพาเดินออกไปจากหน้าโรงเรียน เราตกลงกันว่าจะกินข้าวไข่เจียวร้านประจำ เป็นหนึ่งมื้อที่เรียบง่ายก่อนตบท้ายด้วยไอติมอีกคนละแท่ง ก่อนที่ผมจะเดินมาส่งตามที่หน้าหอเหมือนเคย  

"พรุ่งนี้เจอกันไหม"  

มันยากที่จะตอบคำถามง่ายๆ นั่น เพราะไม่มีอะไรที่จะยืนยันว่าวันพรุ่งนี้ของผมจะมาถึงจึงไม่อาจให้สัญญา  

"ถ้ายังมีพรุ่งนี้" 

"..." 

"คงได้เจอกัน" 

           ตามพยักหน้ารับด้วยรอยยิ้ม ก่อนปล่อยมือออกจากผมแล้วบอกลา ผมถอยหลังออกมาแล้วแต่ก็ก้าวกลับเข้าไปอีกเพื่อขอกอดอีกสักที  

"ขอกอดหน่อย"  

ตามอ้าแขนรับแต่ในวินาทีนั้นก็ผลักผมออกจนตัวปลิวแล้วตะโกนลั่น   

"ไปไกลๆ เลย!"  

 

"ฟึ่บ!" 

 

ร่างของผมที่เกือบจะล้มแต่ถูกรับเอาไว้ด้วยสองมือของใครบางคน จากที่กำลังงงว่าตามทำอย่างนั้นทำไม ก็เข้าใจกระจ่างตอนที่เงยหน้าขึ้นมองเจ้าของฝ่ามือที่รับร่างของผมเอาไว้  

"พี่ต่อ" 

พี่ต่อปล่อยมือออกจากผม ขณะที่ตามก็ทำหน้าเลิ่กลั่ก แก้ไขสถานการณ์ด้วยการแถรัวๆ ให้พี่ต่อฟังโดยที่พี่เขายังไม่ได้เอ่ยปากถาม   

"พลีสมาตื๊อให้ตามพาไปหาพี่ต่ออยู่ได้ บอกว่าไม่ไปๆ ก็ตามมาถึงนี่เลย" 

เล่นใหญ่เอาเรื่อง... 

"นี่ไง พี่ต่อมาพอดี ไปคุยกันสิ ไปเลยๆ" 

ผมเบิกตากว้างมองตาม อีกคนก็ส่งซิกด้วยการพยักพเยิดใบหน้า คิดว่าพี่ต่อจะไม่เห็นหรือไงวะ แต่สุดท้ายแล้วผมก็ตัดสินใจชวนพี่ต่อมานั่งคุยเพราะมีบางเรื่องต้องพูดกับเขาอยู่เหมือนกันแต่สถานการณ์ช่างน่าอึดอัดเหลือเกินเพราะพี่ต่อนั้นเอาแต่เงียบ ผมก็ได้แต่ถามอะไรโง่ๆ  

"พี่ต่อมาหาพี่ตามเหรอครับ" 

"ครับ อยู่บ้านแล้วเหงา ก็เลยว่าจะมาชวนตามกินข้าว" 

"อ๋อ แล้วพี่หายดีแล้วใช่ไหมครับ ที่ล้มวันก่อน" 

"ครับ" 

เดดแอร์...  

หลังจากคิดทบทวนดูแล้วก็รู้ตัวว่าผมไม่ควรปล่อยให้เรื่องระหว่างพี่ต่อกับพลีสเป็นแบบนี้ แอบถอนหายใจเบาๆ แล้วหันไปหาเขาอีกที  

"พี่ต่อหายไปเลย ไม่เห็นติดต่อมา ไม่ตอบข้อความผมด้วย"  

"ขอโทษครับ" 

"พี่เป็นอะไรหรือเปล่า" 

"พอดีพี่งานยุ่งๆ" 

"พี่ไม่ได้ไปทำงานตั้งหลายวันแล้ว ผมรู้" 

พี่ต่อก้มหน้าเงียบ ผมจึงยกมือขึ้นแตะปลายคางให้พี่ต่อเงยหน้าขึ้นมอง  

"พี่เป็นอะไรครับ" 

"..." 

"บอกผมเถอะ" 

"พี่เพิ่งจะจำอะไรบางอย่างได้" 

"..." 

"เป็นเรื่องไม่ดีเลย" 

ผมพยักหน้ารับเพื่อให้เขาได้พูดต่อ  

"พี่ไม่รู้ว่านอกจากเรื่องนั้นมันยังมีอะไรที่พี่ลืมมันไปอีกหรือเปล่า ถ้าหากว่าพี่เคยเป็นคนไม่ดีหรือเคยทำอะไรที่แย่กว่านั้นมันก็คงจะน่าผิดหวัง"  

ผมยังคงรู้สึกผิดที่ดึงเอาพี่ต่อเข้ามาเกี่ยวข้องกับเรื่องราววุ่นวายที่เกิดขึ้น ทั้งที่ความจริงแล้วมันไม่ใช่ความผิดของเขาสักนิดเลย เราทุกคนต่างเอาแต่โทษตัวเองอย่างไม่จบสิ้น พี่ต่อก็เช่นกัน ในตอนนี้ผมละทิ้งความพยายามที่จะเป็นพลีส แล้วยืนอยู่หน้าพี่ต่อในฐานะของแสง เอ่ยบางคำที่ผมสมควรจะพูดมาเนิ่นนาน  

"ผมขอโทษนะครับ" 

พี่ต่อแสดงสีหน้าสงสัยเมื่อผมพูดคำนั้นออกไป  

"ให้อภัยผมด้วย" 

ถึงสีหน้านั้นจะดูไม่เข้าใจเลยแต่พี่ต่อก็ไม่ได้ถามอะไรอีก ผมยื่นมือไปจับมือพี่ต่อเอาไว้เพื่ออยากให้เขาได้มั่นใจ  

"พี่ต่อ" 

"..." 

"พี่ไม่ต้องรู้สึกผิดกับเรื่องที่เคยเกิดขึ้นอีกแล้วและไม่มีเรื่องไหนที่พี่จะต้องผิดหวังในตัวเองหรือว่าใครจะต้องผิดหวังในตัวพี่"  

"..." 

"เพราะว่าพี่เป็นคนดีจริงๆ" 

"..." 

"เชื่อผมนะครับ" 

ใบหน้าที่นิ่งเงียบๆ เผยรอยยิ้มบางๆ แล้วพยักหน้ารับ บทบาทของการเป็นแสงจึงจบลงเพียงเท่านั้น ผมกลับไปเป็นพลีสแล้วแกล้งทำเป็นพูดด้วยน้ำเสียงงอนๆ  

"แต่พี่หายไปแบบนี้ ไม่ดีเลยนะครับ" 

"พี่แค่รู้สึกแย่กับตัวเองเลยไม่อยากให้น้องรู้สึกไม่ดีไปด้วย พี่ขอโทษนะครับ" 

"ยิ้มให้ผมก่อน" 

"ครับ?" 

"ยิ้มกว้างๆ เลย" 

พี่ต่อหลุดยิ้มให้ผมเห็น เป็นยิ้มที่อบอุ่นอย่างที่เขาเคยเป็น ผมหวังว่าหลังจากนี้พี่ต่อจะละทิ้งเรื่องราวในวันนั้นและกลับมาเป็นพี่ต่อที่แสนดีคนเดิม 

"ว่าแต่..." 

ผมเลิกคิ้วขึ้นมองพี่ต่อที่เว้นวรรคคำพูด ก่อนยกมือที่ประสานจับกันอยู่ขึ้นมาตรงหน้า 

"เราจับมือกันแบบนี้ได้แล้วเหรอครับ" 

"เอ่อ..." 

"ถ้าทำได้ พี่ไม่ปล่อยแล้วนะ" 

ผมรีบดึงมือตัวเองออกมาก่อนแล้วสวนกลับไป 

"ไว้ผมมาบอกวันหลังว่าได้หรือไม่ได้" 

หรือมีความหมายจริงๆ ว่าเอาไว้ให้พลีสตัวจริงมาบอกดีกว่า... 

ผมบอกลาพี่ต่อตรงนั้นแล้วกลับมาที่บ้านพลีสอีกครั้ง เจอพ่อกับแม่นั่งอยู่ที่โซฟาพอดี แอบโดนแม่ดุนิดหน่อยที่กลับบ้านซะดึกดื่นแต่ถูกพ่อเปลี่ยนความสนใจไปที่ม้วนกระดาษซึ่งโผล่ออกมาจากกระเป๋านักเรียน    

"ภาพวาดเหรอพลีส" 

"ใช่ครับ" 

"ขอพ่อดูหน่อยสิ" 

พ่อดึงม้วนกระดาษนั้นไปแล้วกางออก ก่อนส่งเสียงตกใจเล็กๆ เมื่อได้เห็นภาพวาดนั้นแล้วพลิกโชว์ให้แม่ดูด้วย  

"สวยจัง" 

"ผม...ผมวาดเอง" ได้ทีก็เลยโอ้อวดเสียหน่อย ทั้งๆ ที่ความจริงพลีสเป็นคนวาดก็เถอะ  

"เก่งนี่ ไม่รู้มาก่อนเลยว่าพลีสวาดภาพได้ดีขนาดนี้" 

"เก่งมากเลยลูก" 

คำชื่นชมของพ่อกับแม่พลีสทำให้ผมเผลอยิ้มกว้างราวกับตัวเองเป็นเจ้าของภาพวาดนั้น สงสัยว่ารอยยิ้มของผมมันจะกว้างเกินไปหน่อย จึงถูกพี่หน่อยแซวเข้าอย่างล้อเล่น  

"ยิ้มใหญ่เลยนะคะ" 

"ครับ มีความสุขครับ" 

ผมนึกไปถึงคราวก่อนที่เคยเอาผลสอบวิชาคณิตให้พวกเขาดู ทั้งๆ ที่มันได้คะแนนเกือบเต็มแต่ตอนนั้นกลับถูกกดดันให้พยายามมากกว่าเก่า เทียบกับวันนี้ที่ถูกชมไม่หยุดปากผมจึงดีใจแทนพลีส หากว่าพลีสได้ยินก็คงจะยิ้มกว้างไม่ต่างจากผม เมื่อพ่อกับแม่หันมองผมจึงได้บอกบางอย่างกับพวกเขาไป  

"เวลาที่ผมทำอะไรได้ดี ก็อยากให้พ่อกับแม่ชมผมบ้าง" 

"..." 

"ถึงจะไม่ใช่คำชื่นชมที่ยิ่งใหญ่อะไรแต่มันก็ทำให้เด็กคนหนึ่งได้รู้สึกภูมิใจในตัวเองและผมหวังว่าพลีส...หมายถึงผม จะทำได้ดีกว่านี้ครับ" 

ฝ่ามือของแม่ยกขึ้นลูบหัวผมเบาๆ ด้วยรอยยิ้มที่ดูอบอุ่น  

"เข้าใจแล้วจ้ะ" 

"..." 

"คนเก่งของแม่" 

รับรู้ถึงหัวใจที่เต้นแรงขึ้นมาเฉยๆ จึงคิดว่าเจ้าของหัวใจนั้นคงจะได้ยินมันเช่นกัน...รู้สึกดีใช่ไหมล่ะพลีส   

 

...

เช้าวันนี้ผมถูกปลุกให้ตื่นด้วยความเจ็บปวดบางอย่างในร่างกาย ปวดหัวตุบๆ เปลือกตาหนักอึ้งยากที่จะขยับลืม คล้ายเหมือนตอนเป็นไข้ ลมหายใจก็ร้อนผ่าวแต่เพราะความร้อนที่รับรู้ได้ผ่านลมหายใจนั้น กลับทำให้ผมยิ้มกว้างออกมาซะเฉยๆ...ได้อีกวันสินะ   

ลุกจากเตียงแล้วตรงเข้าห้องน้ำแต่ในจังหวะที่ผมถอดเสื้อออกก็เกิดความรู้สึกเจ็บแปลบขึ้นมาที่ท้องข้างที่โดนแทง ก้มมองไปยังตรงนั้นก็พลันตกใจจนดวงตาเบิกกว้าง ไม่เพียงแค่ความเจ็บปวดแต่ยังปรากฏบาดแผลและเลือดที่ไหลนอง สองขาผมทรุดฮวบลงกับพื้นด้วยความเจ็บปวด ผมกัดฟันลุกขึ้นยืน ตั้งสติแล้วบอกกับตัวเองว่ามันเป็นแค่ภาพสมมติ ทั้งบาดแผลและความเจ็บปวดนั้นไม่ได้เกิดขึ้นจริง ความเจ็บปวดจึงค่อยๆ เลือนหายแต่หัวใจยังคงเต้นแรงเหมือนจะทะลุออกมานอกอก ผมยันตัวเองนั่งพิงกับผนังห้องน้ำเพื่อให้ร่างกายได้สงบลง

การแจ้งเตือนจากเบื้องบนสร้างบาดแผลสมมติให้ผมได้เจ็บปวดแต่ร่างกายที่อ่อนแรงลงเพราะพิษไข้นั้นเป็นเรื่องจริงและทั้งหมดนั้นมันก็ทำให้ผมรู้ตัวเป็นอย่างดีว่าเวลานั้นมันใกล้เข้ามาทุกที  

"น้องพลีส"

"ครับ"

ผมหันมองพี่หน่อยที่เรียกผมเอาไว้ก่อนที่จะออกจากบ้าน

"ลืมแซนด์วิชค่ะ" 

"จริงด้วย" ผมว่าแล้วรับถุงแซนด์วิชที่พี่หน่อยอุตส่าห์เตรียมให้เป็นอาหารเช้า ก่อนพี่หน่อยจะไล่สายตามองผมหัวจรดเท้าคล้ายสำรวจความเรียบร้อยและเจอจุดบกพร่องที่รองเท้าข้างหนึ่งซึ่งผูกเชือกเอาไว้ลวกๆ

"เดี๋ยวก็เดินสะดุดจนได้"

"ผมทำเองครับ!" ผมกำลังจะชักเท้าหนีแต่ไม่ทันพี่หน่อยที่ก้มลงผูกเชือกรองเท้าข้างนั้นให้เรียบร้อย ทั้งรู้สึกขอบคุณและขอโทษอยู่ในใจที่ต้องปล่อยให้พี่หน่อยทำเรื่องเล็กน้อยแบบนั้นให้แต่ถึงอย่างไรพี่หน่อยก็ยังลุกขึ้นมายิ้มให้ผมเสมอ เมื่อผมก้าวเท้าออกมาจากบ้านและหันกลับไปอีกครั้งพี่หน่อยก็ยังยืนมองอยู่ตรงนั้น

"พี่หน่อยครับ"

"คะ"

"ผมไปแล้วนะครับ"

อาจเป็นคำล่ำลาครั้งสุดท้ายและดูเหมือนว่าพี่หน่อยจะเข้าใจความหมายที่ผมสื่อออกไปได้ดี ก้าวเท้าเข้ามาหาแล้วยกมือขึ้นกอดผมแน่นๆ หนึ่งที

"โชคดีนะคะ" 

 

... 

 

ตามโทรหาผมในระหว่างที่เดินทางมาโรงเรียน บอกกับผมว่าจะมารับในตอนเย็นนั่นทำให้ผมนึกถึงสมัยก่อนตอนที่เรายังเป็นเด็กม.ปลาย ตามขี่มอเตอร์ไซค์มารับผมที่โรงเรียนเกือบทุกวัน ทั้งๆ ที่โรงเรียนตัวเองอยู่ไกลมาก วันหยุดก็โผล่มาที่บ้าน หอบเอาวัตถุดิบสำหรับทำอาหารมาอ้อนให้แม่ผมทำกับข้าวให้กินบ่อยๆ ตอนนั้นแม่ผมคงเป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้ตามร่างกายจ้ำม่ำน่ากอดแบบนั้นสินะ  

"ไอ้พี่พลีส!" 

 

"วิ้ง" 

 

           ผมได้ยินเสียงตะโกนของปั้นดังกว่าความเป็นจริงก่อนถูกแทนที่ด้วยเสียงวิ้งในหูจนต้องหลับตาแน่นในจังหวะที่สองขาหมดแรงทรุดฮวบลงกับพื้นอย่างไม่อาจควบคุม  

"เฮ้ย! กูยังไม่ได้ทำอะไรเลยนะเว้ย!" 

ผมสั่นหน้าเรียกสติก่อนเงยขึ้นมองปั้นที่ยกมือค้างยังไม่ทันได้แตะต้องตัวผมเลยสักนิด ก่อนมันจะใช้มือข้างนั้นที่ค้างอยู่ยื่นมาจับแขนผมช่วยพยุงขึ้น  

"เป็นอะไรปะเนี่ย" 

"ตกใจเสียงมึงนั่นแหละ" 

"เวอร์!" 

"ก็จะตะโกนทำไมล่ะ" 

"ไม่สบายปะเนี่ย ตัวร้อนเชียว"  

ผมส่ายหน้าปฏิเสธก่อนเดินเข้าห้องเรียน อาการปวดหัวมาทักทายเป็นระยะในระหว่างวันแต่ยังพอทนไหว ไม่คิดว่าปั้นมันจะสนใจสังเกตอาการของผม เพราะอยู่ดีๆ มันก็ลงไปห้องพยาบาลแล้วเอายามาให้ ได้ยาแก้ไข้สองเม็ดนั้นช่วยไว้จึงรู้สึกดีขึ้น เห็นมันชั่วอย่างนี้ก็พึ่งพาได้เหมือนกันแฮะ  

และก็เป็นอีกวันที่หันมองนาฬิกาเพื่อรอเวลาเลิกเรียนอย่างใจจดใจจ่อ หมดคาบสุดท้ายปุ๊บก็ไม่รออะไร วันนี้ออกจากห้องเป็นแรกเลยด้วยซ้ำ เดินไปยังหน้าโรงเรียนก่อนทั้งสายตาและสองขาจะไปหยุดอยู่ที่ใครบางคน เป็นคนที่ผมมองหาซึ่งเข้ามาปรากฏอยู่ในสายตาแต่กลับสร้างความแปลกใจ  

ก็ดูเหมือนว่าจะเป็นตามแต่การแต่งกายนั้นไม่คุ้นตา ด้วยเสื้อเชิ้ตแขนยาวสีขาวสวมทับด้วยกางเกงสีดำขนาดพอดีตัวจึงเห็นช่วงขายาวๆ ได้ชัด รวมไปถึงรองเท้าสีเดียวกันที่ทำให้ตามดูเรียบร้อยผิดหูผิดตาไปมาก ผมก้าวเท้าช้าๆ เข้าไปหาด้วยไม่แน่ใจว่าเป็นตัวจริงหรือเปล่า ก่อนที่รอยยิ้มกว้างของอีกฝ่ายจะยืนยันกับผมว่านั่นคือตาม  

"แต่งตัวหล่อไปไหนเนี่ย" 

"มารับเธอไง" 

"ต้องขนาดนี้?" 

ตามยักไหล่หน่อยๆ ก่อนพยักหน้าเป็นเชิงให้ผมเดินตามไปหยุดอยู่ที่รถยนต์คันหนึ่งที่จอดอยู่ริมถนน รีโมทในมือตามถูกกดเพื่อปลดล็อกก็ยิ่งงงหนักเข้าไปอีก ผมคิดว่าผมรู้จักตามดีพอ ตามไม่ใช่คนที่จะทำตัวหล่อเพื่อมารับผมอย่างเดียวหรอก สภาพแบบนี้ต้องมีอะไรมากกว่านั้นแต่ไม่ยอมบอกกับผมแน่ๆ เมื่อผมถามซ้ำก็เอาแต่ยิ้มกลบเกลื่อนและด้วยสายตาของผมที่เอาแต่จ้องมองแม้แต่ตอนที่เปิดประตูรถเข้าไปนั่งแล้ว ตามจึงต้องจำนนยอมบอกกับผม  

"ไปสัมภาษณ์งานมา" 

"จริงเหรอ!" 

"เออ จ้องอยู่ได้" 

"แล้วได้งานไหม" 

ตามพยักหน้ารับก่อนที่ผมจะหลุดยิ้มกว้าง ยกสองมือขึ้นขยี้หัวตามด้วยความดีใจ  

"เก่งจริงๆ เลยไอ้ลูกหมู!" 

"ไม่ใช่หมูแล้ว"  

"น้องตามใจโคตรหล่อที่สุดเลยคร้าบ!" เลื่อนจากหัวลงมาขย้ำแก้มสองข้างอย่างมันเขี้ยว ก่อนที่ตามจะปัดมือผมออกด้วยหน้ายุ่งๆ  

"พอเลย" 

ผมลดมือตัวเองลงแต่ปากยังหุบยิ้มไม่ได้ก่อนที่ตามจะขับรถออกไป ในตอนนั้นก็ยังเอาแต่มองหน้าตาม ความชื่นชมถูกเอ่ยออกมาอีกครั้งจากใจจริง 

"เธอเก่งจริงๆ เลยนะ" 

"เก่งอะไร ยังไม่ได้เริ่มงานเลย บางทีอาจจะโดนไล่ออกตั้งแต่อาทิตย์แรกก็ได้" 

"แล้วทำไมอยู่ดีๆ ถึงไปสัมภาษณ์งาน ไม่เห็นบอกกันบ้างเลย" 

"จริงๆ แม่เอาใบสมัครมาให้สักพักหนึ่งแล้วแหละแต่เราเพิ่งตัดสินใจ" 

ผมพยักหน้าตาม ก่อนที่เขาจะพูดต่อ 

"คิดว่ามันคงจะถึงเวลาแล้วที่จะทำให้พ่อกับแม่สบายใจ แล้วเธอก็จะได้ไม่ต้องห่วงด้วย"  

ผมพยักหน้ารับด้วยรอยยิ้ม ก่อนยกมือขึ้นลูบหัวตามเบาๆ เพื่อบอกกับเขาว่าสิ่งที่ตามได้ทำมันดีที่สุดแล้ว 

"แต่เราไม่ลืมฝรั่งเศสนะ วันหนึ่งเราจะไป ถึงจะไม่ได้ไปด้วยกัน..." ประโยคหลังเสียงแผ่วลงไปนิดดูผิดหวังเล็กน้อย ผมจึงโต้ตอบด้วยคำปลอบโยน  

"ไปสิ" 

"..." 

"เราจะไปกับเธอทุกที่นั่นแหละ"  

ตามปล่อยมือข้างหนึ่งจากพวงมาลัยแล้วกุมมือผมเอาไว้ไปตลอดทาง ตามบอกว่าจะพาผมไปกินข้าวที่อร่อยที่สุดในโลก ผมเดาไม่ออกว่าเป็นที่ไหนเพราะตอนที่อยู่กับตามก็ไม่เห็นว่าจะมีร้านไหนที่ไอ้ลูกหมูมันไม่อร่อยเลยสักร้าน จนกระทั่งรถถูกจอดที่หน้าร้านแห่งหนึ่งซึ่งคุ้นเคยเป็นอย่างดี ผมนิ่งไปครู่หนึ่งตอนเห็นหน้าร้านแล้วหันมองตาม  

"ร้านนี้?" 

"อือ" 

"บ้านเราเนี่ยนะ!" 

"ใช่ กับข้าวของแม่เธอ อร่อยที่สุดในโลก" พูดหน้าตาเฉยแล้วเปิดประตูรถลงไปก่อน ผมเองก็ปลดเข็มขัดนิรภัยออกช้าๆ สายตายังจับจ้องไปที่ร้าน ขณะลังเลที่จะเปิดประตูรถลงไป ตามก็เดินมาเปิดให้  

"ตาม" 

"ลงมาเถอะ" 

"แต่ว่า..." 

"ไม่ใช่เราคนเดียวที่เธอจากไปโดยไม่ได้บอกลา" 

คำพูดของตามทำลายทุกความลังเลทั้งหมดที่มี ตามช่วยคิดคำตอบที่ผมเคยถามด้วยความสับสนว่าผมควรจะทำอย่างไรดีกับเรื่องนี้ มือที่กำลังจับมือผมแล้วพาเดินเข้าไปช่วยเพิ่มความมั่นใจให้ผมได้ก้าวเท้าเข้าบ้านอย่างกล้าหาญ ทันทีที่เปิดประตูร้านเข้าไป ก็ถูกต้อนรับด้วยรอยยิ้มของพ่อแม่และสายป่าน  

"มากันแล้วเหรอ" 

"เข้ามาเลยลูก"  

สายป่านกระโดดเข้ามากอดผมโดยไม่ได้สนขาที่กำลังใส่เฝือก ถึงจะยังไม่ได้บอกความจริงให้รู้แต่ผมคิดว่าน้องคงปักใจเชื่อไปแล้วว่าผมคือใคร  

"พี่" สายป่านเรียกผมแค่นั้นโดยไม่ได้เอ่ยชื่อแต่ในความรู้สึกราวกับว่าผมได้ยินเสียงเรียกผ่านแววตาคู่นั้น เสียงสมมติของสายป่านจึงปรากฏขึ้นในหัวซ้ำแล้วซ้ำอีก  

พี่แสง....พี่แสง... 

"ครับ" 

"..." 

"พี่เอง" 

สายป่านกอดผมแน่นกว่าเดิม ก่อนที่แม่จะเอ่ยปากพูด 

"สายป่านทำไมไปกอดพี่เขาแน่นขนาดนั้นล่ะลูก" 

"ก็หนูรักพี่" 

"ปล่อยพี่เขาได้แล้ว อึดอัดแย่" 

"ไม่ปล่อย" 

"เด็กคนนี้นี่!" เมื่อพ่อยกมือท่าจะตี สายป่านจึงยอมปล่อยผมออก ก่อนถูกตามชวนเข้าไปยังเคาน์เตอร์เพื่อทำเครื่องดื่มกิน หรือความจริงแล้วก็เพื่อเปิดโอกาสให้ผมได้คุยกับพ่อแม่ แต่พอเหลือแค่เราสามคนผมก็เกร็งจนเอาแต่ยืนนิ่ง 

"นั่งก่อนสิจ้ะ" 

ผมหย่อนตัวลงนั่งที่เก้าอี้อีกตัวอย่างเก้ๆ กังๆ หันมองพ่อที่เอ่ยปากถาม  

"หิวหรือยัง" 

"ยังครับ"  

"ตามบอกว่าจะชวนพลีสมากินข้าวด้วย ลุงกับป้าก็ดีใจ จะได้ตอบแทนที่พลีสช่วยสายป่านเอาไว้วันก่อน" 

"ผมก็ดีใจครับ" 

"ที่จริง เราเคยเจอกันแล้วใช่ไหม" 

ผมเงยหน้าขึ้นมองแม่แต่ไม่ได้พูดอะไร ก่อนที่แม่จะอธิบายต่อ 

"ป้าจำเราได้ คนที่กินโกโก้แล้วอร่อยจนน้ำตาไหล" 

ผมหลุดหัวเราะ คิดไปถึงวันที่มาหาแม่ตั้งแต่เข้ามาอยู่ในร่างพลีสครั้งแรก ผมเผลอร้องไห้ตอนมองหน้าแม่อย่างไม่อาจกลั้นน้ำตาเอาไว้และดูเหมือนว่าในตอนนี้ความรู้สึกนั้นมันก็วนกลับมาอีกครั้ง  

"ผมขอโทษที่ไม่ได้กลับมาอีก" 

"ที่บอกว่าจะกลับมากินโกโก้อีกเหรอจ้ะ"  

ผมได้แต่ยิ้มเมื่อแม่เข้าใจไปแบบนั้น ก่อนคำพูดที่เหลือของผมจะถูกพูดต่อ  

"ขอโทษที่ไม่ได้กลับมานะครับ" 

"..." 

"ขอโทษที่ต้องผิดสัญญา" 

"..." 

"ขอโทษที่ทำให้พ่อกับแม่ต้องรอ" 

จบคำพูดนั้นทั้งพ่อและแม่ก็พากันเงียบไป สายตานิ่งงันจ้องมองผมอยู่นานครู่หนึ่ง ก่อนที่ผมจะเห็นแววตาของแม่เอ่อไปด้วยน้ำตาแต่ว่ากลับถูกกลบเกลื่อนด้วยรอยยิ้ม   

"ป้าคงจะเพ้อเจ้อไปเหมือนสายป่าน เพราะพลีสดูเหมือนแสงมากจริงๆ" 

"ลุงก็คงจะเป็นบ้าไปด้วย เพราะตอนที่มองหน้าพลีส เหมือนลุงได้ยินว่าเรากำลังบอก ผมนี่แหละแสง ผมคือแสง บ้าจังแฮะ" ทั้งพ่อและแม่พากันหัวเราะแต่มันก็แค่ชั่วครู่เดียวก่อนที่สีหน้าของทั้งสองคนจะกลับมานิ่งเงียบ ผมหลับตาลงช้าๆ พลันน้ำตาก็ไหลออกมาจนได้ ไม่อาจบังคับน้ำเสียงที่สั่นเครือ ก่อนเอ่ยเรียกคนตรงหน้า 

"พ่อ" 

"..." 

"แม่" 

"..." 

"แสงเอง" 

แค่เพียงเท่านั้น อ้อมแขนของพ่อกับแม่ก็โผเข้ากอดโดยไม่ต้องอธิบายเพิ่มเติม เราสื่อสารกันผ่านน้ำตาและอ้อมกอดที่โหยหา ร้องไห้จนเพียงพอต่อความคิดถึงจึงคลายกอดออกจากกันช้าๆ พ่อกับแม่ยังไม่ทันได้พูดอะไรก็ถูกแทรกด้วยเสียงของสายป่านที่ทิ้งไม้ค้ำยันแล้วกระโดดเข้ามากอดผมจากด้านหลัง เรียกว่าล็อกคอดีกว่า  

"หนูบอกแล้วไม่มีใครเชื่อ!" 

"อ้วน" 

"พี่แสงจริงๆ ด้วย! พี่แสงของหนู!" 

"อ้วน! พี่จะตายแล้ว!" ผมยกมือตบแขนอวบๆ ของสายป่านที่ล็อกคอผมอยู่ ก่อนน้องจะปล่อยผมออกท่ามกลางเสียงหัวเราะของพ่อกับแม่และตามที่ยืนยิ้มอยู่ห่างๆ  

"ผมขอโทษที่เพิ่งจะมาบอก" 

"..." 

"ในวันที่มันช้าไปแล้ว" 

เราทั้งหมดพากันเงียบไปอีกที ด้วยทั้งหมดเข้าใจดีกว่าผมไม่อาจอยู่ที่นี่ได้นานกว่านี้ ผมเพียงกลับมาเพื่อบอกลาแล้วก็จากไป ระยะเวลานั้นสั้นเสียยิ่งกว่าความฝันแต่ถึงอย่างนั้นพ่อกับแม่ก็ยังคงยิ้มออกมาและเอ่ยถ้อยคำปลอบใจ  

"ไม่เป็นไรลูก" 

"..." 

"แค่กลับมาเพื่อบอกลา แค่นี้ก็พอแล้ว" 

หยดน้ำตาพลันไหลลงมาอีกครั้งเมื่อพ่อกับแม่เข้าใจผมดี คนที่ผมเป็นห่วงก็คือสายป่านที่แสดงสีหน้าผิดหวังออกมาแต่ครู่เดียวก็เปลี่ยนเป็นรอยยิ้ม สองแขนยกขึ้นโอบผมเอาไว้อีกครั้งแล้วซบหน้าลงมาที่ไหล่  

"หนูเคยเสียพี่ไปแล้ว" 

"..." 

"อีกครั้งก็คงไม่เป็นไร"   

เจ้าอ้วนของผมเข้มแข็งกว่าที่คิดจึงหมดห่วง ผมได้กลับมากินกับข้าวฝีมือแม่ที่ทำแต่ของโปรดของผมเอาไว้ น้ำตาและความเสียใจถูกแทนที่ด้วยรอยยิ้มและเสียงหัวเราะผ่านบทสนทนาเรื่องวันวานที่ยังตรึงอยู่ในความทรงจำ จบจากมื้ออาหารก็มานอนดูหนังกับสายป่าน ซึ่งเป็นคำขอสุดท้ายของน้องที่จะทดแทนในสิ่งที่ผมเคยผิดสัญญาเอาไว้คราวก่อน ระหว่างนั่งดูหนัง ผมหันฟังสองคนข้างๆ ที่กำลังงอแงใส่กันแล้วหันมาฟ้องผม    

"พี่แสง พี่ตามแย่งขนมหนู" 

"แบ่งมั่งสิ"  

"พี่ก็เอาถุงใหม่สิ"  

"ขี้เกียจแกะ"  

"พี่อะ!"  

"อย่ามาหวงน่า กินคนเดียวอ้วนนะ"  

สายป่านทำหน้ายุ่ง ก่อนทิ้งตัวลงนอนข้างๆ ตามแกล้งหันไปกอดน้องแล้วหยิกแก้มด้วยใบหน้าที่ดูมันเขี้ยว  

สายป่านกอดกลับแล้วออกปากบ่น  

"พี่ตามผอมแล้ว กอดไม่อุ่นเลย" 

"ผอมแต่แข็งแรงนะ มานอนนี่มา" ตามว่าแล้วกางแขนออกให้สายป่านขยับมานอนหนุนแขน รวมถึงอีกข้างให้ผมได้หนุนด้วย ก่อนความสนุกของหนังจะดึงความสนใจให้สองคนนั้นเลิกเถียงกันได้ ส่วนผมไม่ได้สนใจหน้าจอนั่นมากนัก เพราะเอาแต่คิดถึงอะไรหลายๆ อย่าง  

ผมเพิ่งเข้าใจว่าความปรารถนาจะยิ่งใหญ่ในตอนที่เรายังมีชีวิตอยู่ ผมเคยฝันไกลและต้องการอะไรมากมายกว่านี้ แต่พอถึงวินาทีที่จะต้องตาย ชีวิตกลับก็ไม่ขออะไรเยอะ แค่ได้กินกับข้าวกับครอบครัวสักมื้อ นอนดูหนังดีๆ เรื่องหนึ่งกับคนที่ผมรัก...มันก็เพียงพอแล้วจริงๆ  

แม้มันอาจจะยากที่จะต้องบอกลาโดยที่เราทั้งหมดรู้ดีว่าผมจะไม่ได้กลับมาที่นี่อีกแต่ผมว่าเราทำได้ดีด้วยการที่เรายังคงยิ้มได้ ทั้งพ่อแม่และสายป่านรวมถึงตัวผม ผมบอกทุกอย่างที่อยากพูดไปหมดแล้ว ไม่ลืมที่จะบอกให้แม่ใช้ชีวิตอย่างระมัดระวังและทำแก้วแตกให้น้อยลง บอกให้พ่อซื้อโน้ตบุ๊กใหม่จะได้ไม่เสียบ่อย บอกให้สายป่านตั้งใจเรียนและดูแลพ่อกับแม่แทนผมและคงไม่คำล่ำลาคำไหนดีไปกว่าการบอกรักในตอนที่ยังมีโอกาสได้พูดอยู่ ผมจึงไม่ลังเลที่จะเอ่ยคำนั้นซ้ำไปซ้ำมา สวมกอดกันอีกครั้งจนกระทั่งถึงเวลาที่ต้องกล่าวลากันจริงๆ  

"ผมไปนะครับ" 

"ไปดีนะแสงเทียน" 

"โชคดีนะลูก" 

"บ๊ายบายพี่แสง"  

หลังจากนี้พวกเขาอาจจะร้องไห้ก็ได้แต่วันนี้เราจากลากันไปด้วยรอยยิ้ม เพื่อให้ผมได้จดจำภาพเหล่านั้นเป็นวันสุดท้าย แทนที่ภาพจำของความทรมานสาหัสที่เคยฝังลึกอยู่ในใจ ซึมซับทุกอย่างตรงนี้เอาไว้เพื่อเติมเต็มความทรงจำให้สวยงาม โอกาสที่ผมได้รับมาในช่วงเวลาหนึ่งนั้นเพียงพอที่จะทำให้ผมได้ปลดปล่อยทุกความรู้สึกที่ผมมีและยินดีที่จะจากโลกนี้ไปอย่างไร้กังวล  

 

"ลาก่อนครับ" 

 

... 

 

ผมมาอยู่ที่หอตามอีกครั้ง อีกไม่นานตามก็จะต้องย้ายออกจากที่นี่เพื่อกลับไปอยู่ที่บ้าน เราจึงอยากใช้เวลาอยู่ที่นี่เป็นวันสุดท้ายเพื่อให้เราได้นึกถึงความทรงจำเก่าๆ ที่รวมกันอยู่ตรงนี้ ผมเพิ่งจะซื้อแจกันสำหรับใส่ดอกกุหลาบใบใหม่มาแทนใบเก่าที่แตกไป แล้ววันนี้ผมก็ได้รับดอกกุหลาบจากตามที่ไม่เคยหลงลืมว่าผมชื่นชอบมันขนาดไหน  

"จริงๆ เธอไม่ต้องซื้อกุหลาบให้เราทุกวันก็ได้ หรือไม่ก็ใช้ของปลอมสิ จะได้อยู่ได้นาน" 

"ของปลอมมันไม่สวย" 

"แต่ซื้อทุกวันมันก็เปลืองเงิน" 

"ไม่เป็นไร" 

"..." 

"เจ้าของร้านดอกไม้สวยดีก็เลยอยากอุดหนุน" 

"เดี๋ยวเหอะ!" 

ตามหลุดหัวเราะก่อนปักกุหลาบหนึ่งดอกลงในแจกัน ผมตั้งใจลุกไปหยิบแก้วเพื่อจะเอาน้ำมาใส่แจกัน แต่พอเดินเข้าไปถึงห้องน้ำก็เกือบล้มลงเพราะขาที่ไร้แรงไปซะเฉยๆ ดีที่สองมือของผมค้ำขอบอ่างล่างหน้าเอาไว้ได้ทัน สะบัดหัวที่หนักอึ้งและฝืนดวงตาที่เกือบจะปิดลงครั้งแล้วครั้งเล่า รวบสติมองหน้าพลีสที่เห็นอยู่ในกระจก 

อีกแป๊บเดียว...ขออีกแค่แป๊บเดียว...ช่วยพี่ด้วยนะพลีส   

ผมเดินกลับไปที่เดิม เทน้ำลงในแจกันในปริมาณที่คิดว่าพอดีแล้ว ก่อนเดินไปนั่งข้างๆ ตามที่หยิบหนังสือเล่มหนึ่งออกมาจากชั้นแล้วเปิดให้ผมดูดอกกุหลาบแห้งดอกหนึ่งที่ถูกทับเอาไว้ในนั้น  

"กุหลาบที่เธอปลูก" 

"มันออกดอกด้วยเหรอ" ผมตื่นเต้นเพราะตอนที่มีชีวิตไม่เคยประสบความสำเร็จในการปลูกกุหลาบให้ออกดอกเลยสักต้น  

"ใช่ แต่ไม่นานมันก็ตายตามเธอไป" 

ผมยิ้มนิดๆ ขยับปลายนิ้วลูบกลีบกุหลาบที่แห้งเหี่ยวนั้นอย่างเบามือ  

"มันตายแล้ว" 

"..." 

"แต่มันก็ยังสวยอยู่เลยนะ" 

ผมเลื่อนสายตามองตามที่กล่าวคำนั้นออกมา อาจไม่ได้หมายความถึงกุหลาบเพียงอย่างเดียวเท่านั้น สิ่งที่ตามกำลังสื่อสารผ่านแววตาคู่นั้น ผมเข้าใจเป็นอย่างดี  

"ตาม" 

"ฮึ?" 

"ถ้าเป็นวันนี้ล่ะ" 

เป็นคำถามสั้นๆ ที่ไม่ต้องขยายความ ตามก็เข้าใจดี ขยับตัวไปนั่งพิงหัวเตียงพร้อมกับดึงมือผมไปด้วย ขยับปลายนิ้วโป้งจากมืออุ่นที่เกาะกุมเอาไว้ลูบไล้หลังมือผมเบาๆ แล้วบอกกับผม  

"ที่จริงเราก็สูญเสียเธอไปแล้ว ที่เธอกลับมาคงจะเป็นพรจากพระเจ้าที่ประทานให้เราเพียงชั่วคราว มันเป็นฝันที่ยาวนานและดีที่สุดสำหรับเราแล้ว" 

"..." 

"ถ้าต้องเป็นวันนี้" 

"..." 

"ก็ไม่เป็นไร" 

ตามรักษาสัญญาที่บอกกับผมว่าจะไม่ร้องไห้อีกผ่านความเข้มแข็งทั้งหมดที่เขามี เราจึงทำได้แค่ยิ้มให้กัน และนี่คงจะเป็นนาทีที่ผมต้องเอ่ยคำล่ำลาอย่างที่ได้ทำกับคนอื่น  

"ตาม เธอเป็นความรักที่ดีที่สุดสำหรับเราเลยนะ" 

"เธอก็เหมือนกัน" 

ตามกระชับกอดแล้วพูดต่อให้ผมได้ฟัง  

"ขอบคุณนะ ที่วันนั้นเธอเปิดประตูร้านให้เราเข้าไปหลบฝน"  

นั่นเป็นวันแรกที่ทำให้เราได้รู้จักกัน... 

"ขอบคุณสำหรับโอวันติลร้อน ผ้าขนหนูและรอยยิ้ม ทั้งหมดนั่นมันทำให้เราหลงรักเธอ" 

อันที่จริงผมหลงรักตามก่อนและทั้งหมดนั่นคือความตั้งใจ... 

"ขอบคุณที่ครั้งหนึ่งเธอเข้ามาเป็นแสงที่สว่างที่สุดในชีวิตเรา"  

กลายเป็นผมที่ไม่อาจกลั้นน้ำตาแต่ว่ากลบเกลื่อนมันเอาไว้ด้วยรอยยิ้มแล้วหันไปหยิบกระเป๋าสตางค์เพื่อเปิดเอาบางอย่างจากในนั้นออกมา เป็นแหวนหนึ่งวงที่ตามเคยให้ผมเอาไว้ในตอนที่ยังมีชีวิต เมื่อเขาเห็นก็จำมันได้ในทันที  

"อยู่ที่เธอได้ไง"  

"แม่ให้เรามา แม่บอกว่าถอดมาจากศพเราเลย ยังมีเลือดติดอยู่เลยเนี่ย" 

"แสง!" 

ผมหลุดหัวเราะที่ได้แกล้ง ก่อนใช้อีกมือดึงมือตามมาจับเอาไว้  

"เรื่องของเราในชาตินี้มันจบลงแล้ว ขอโทษที่เราไม่อาจมีชีวิตยืนยาวกว่านี้ได้" 

"..." 

"ความทรมานยาวนานพอแล้ว หลังจากนี้เธอมีชีวิตเป็นของตัวเองนะ"  

ผมค่อยๆ สวมแหวนวงเดิมนั้นให้กับตาม น้ำตาไหลผ่านใบหน้าแล้วหยดลงบนฝ่ามือข้างนั้นพอดี ผมบอกกับตามด้วยคำพูดสุดท้าย  

"ตัวเราจากไปแต่จะทิ้งความรักเอาไว้กับเธอ" 

"..." 

"ไว้เจอกันใหม่ในฝันนะตาม" 

           ตามยกมือประคองหัวผมให้ซบลงบนไหล่แล้วกระชับกอดเอาไว้อย่างอบอุ่น แสงสุดท้ายดับลงช้าๆ ขณะที่ดวงตาหลับลงอย่างไม่อาจทนฝืน ภาพความทรงจำทั้งหมดปรากฏชัดก่อนที่จะเลือนหายและเสียงสุดท้ายที่ได้ยินก็คือคำบอกลาจากตามที่เอ่ยออกมาอย่างแผ่วเบา  

"ลาก่อนที่รัก" 

วันพรุ่งนี้ตามก็จะต้องตื่นฟื้นจากความฝัน ส่วนผมก็จะหลับใหลไปชั่วนิรันดร์...คงเหลือไว้เพียงควัน เถ้าถ่าน และความทรงจำ 

ความคิดเห็น

เพิ่มนิยายเรื่องนี้ลงคลังแล้ว