ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

#1 เรื่องเดิมเดิมที่แสนน่าเบื่อ

ชื่อตอน : #1 เรื่องเดิมเดิมที่แสนน่าเบื่อ

คำค้น : ดวงใจศิวฤกษ์ นิยายรักโรแมนติก คอมเมดี้ นิยายย้อนยุค นิยายแนวอบอุ่น

หมวดหมู่ : นิยาย รัก,โรแมนติค

คนเข้าชมทั้งหมด : 306

ความคิดเห็น : 0

ปรับปรุงล่าสุด : 16 ก.ย. 2562 11:08 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
#1 เรื่องเดิมเดิมที่แสนน่าเบื่อ
แบบอักษร

                                                                  #1 เรื่องเดิมเดิมที่แสนน่าเบื่อ

 

           ก๊อก ๆ ๆ เสียงเคาะประตูดังขึ้น ทำให้ชายหนุ่มที่กำลังหลับสบายอยู่ต้องยกหมอนขึ้นมาอุดหูทั้งสองข้างของตนไว้ แต่ก็ไม่อาจต้านทานความพยายามของคนที่อยู่ข้างนอกห้องที่ยังคงเคาะประตูครั้งแล้วครั้งเล่า ราวกับว่าตั้งใจจะมาปลุกผู้ที่นอนอยู่ให้ตื่นให้ได้เดี๋ยวนั้น จนในที่สุดชายหนุ่มก็ทนไม่ไหวอีกต่อไป

           “โอ๊ย!! ตื่นแล้ว ๆ” หม่อมเจ้าศิวฤกษ์ หรือเป็นที่รู้จักกันในนาม ‘ท่านชายฤกษ์’ ร้องขึ้นอย่างหงุดหงิดเมื่อมีผู้หวังดีมาปลุกแต่เช้า พลางลุกขึ้นจากเตียงด้วยสีหน้ายุ่ง ๆ ไปเปิดประตู ด้วยว่าเมื่อคืนนั้นนอนดึกเพราะกว่าจะกลับจากงานเลี้ยงรุ่นที่สโมสรนักเรียนนอกก็เลยค่อนคืนไปแล้ว ชายหนุ่มเตรียมจะโวยผู้ที่มารบกวนเวลานอนของตนอย่างเต็มที่ ซึ่งคาดว่าน่าจะเป็นบ่าวที่ท่านแม่รับสั่งให้มาปลุกเขาเช่นทุกวัน ทว่าเมื่อเปิดประตูไปพบว่าคนที่มาปลุกนั้นคือใคร สิ่งที่คิดไว้เป็นอันต้องพับเก็บลงแทบจะทันที

           “อ้าวน้องหญิงนี่เอง มาปลุกพี่แต่เช้ามีอะไรหรือคะ” ร่างสูงเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน เมื่อเห็นว่าผู้หวังดีที่มาทำลายความสุขในการนอนของตนครั้งนี้ คือน้องสาวสุดที่รัก ความหงุดหงิดที่มีก่อนหน้ากลับมลายไปราวกับไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน

           “ท่านแม่ให้หญิงมาตามพี่ชายฤกษ์ลงไปข้างล่างค่ะ ทรงบอกว่าเด็จพ่อมีเรื่องจะรับสั่งกับพี่ชายฤกษ์ค่ะ”

           “เรื่องอะไรกัน หญิงพอจะทราบไหมคะ” ชายหนุ่มถามพลางขมวดคิ้วอย่างสงสัย เพราะว่าไม่บ่อยนักที่เสด็จพ่อจะมีเรื่องรับสั่งด้วยแต่เช้าเช่นนี้

           “หญิงไม่ทราบค่ะ แล้วพี่ชายจะลงไปเลยไหมคะ” หม่อมเจ้าแขไขเอ่ยถามผู้มีศักดิ์เป็นพี่

           “พี่ขออาบน้ำก่อนดีกว่าค่ะ ไปทูลเด็จพ่อกับท่านแม่ว่าเดี๋ยวพี่ตามลงไป”

           “ได้ค่ะ อย่างนั้นหญิงลงไปก่อนนะคะ” หม่อมเจ้าแขไขพูด ก่อนจะหันหลังกลับมุ่งไปยังห้องอาหารของวัง ที่ตอนนี้คงจะพร้อมไปด้วยสมาชิกในครอบครัวที่มารับประทานอาหารร่วมกันเป็นปกติของทุกวัน

           “อ้าวท่านหญิง ท่านชายชายฤกษ์ล่ะคะ” ประนอม หรือที่ทุกคนในวังนเรศรังสิกูรเรียกกันว่า ‘นมน้อม’ เอ่ยถามขึ้น เมื่อเห็นว่าเจ้านายสาวกลับลงมาคนเดียว

           “เห็นว่าจะทรงอาบน้ำก่อนจ้ะนม”

           “เหรอคะ” นมน้อมเอ่ยรับ และก็ได้รอยยิ้มบาง ๆ จากท่านหญิงน้อยของวังนเรศรังสิกูรกลับมาเป็นการย้ำคำตอบ ก่อนที่เธอจะเดินตรงเข้าห้องอาหาร ที่ขณะนี้สมาชิกในครอบครัวก็มากันพร้อมแล้วดังคาดไว้ จะขาดก็เพียงพี่ชายคนโตที่บอกว่าจะตามมาภายหลังจากอาบน้ำเสร็จแล้วเท่านั้น

           “อ้าวหญิงแข พี่ชายฤกษ์ล่ะคะ” หม่อมเจ้าศิวาวุธ พี่ชายต่างมารดาเอ่ยถามผู้เป็นน้อง ทุกคนบนโต๊ะอาหารเองก็พยักหน้าเห็นด้วยกับกับคำถามของชายหนุ่ม ด้วยเห็นว่าเจ้าตัวอาสาจะไปตามพี่ชายคนโต แต่กลับลงมาคนเดียวซะได้

           “เอ่อ พี่ชายฤกษ์บอกว่าจะตามมาทีหลังค่ะ เธอขออาบน้ำก่อน หญิงว่าเราเริ่มรับประทานกันก่อนดีกว่านะคะ เด็จพ่อคงหิวแย่แล้ว ใช่ไหมเพคะเด็จพ่อ” ท่านหญิงแขหันไปถามพระองค์เจ้าสานนเรศรังสิกูรผู้บิดา ซึ่งก็ได้การตอบรับสั้น ๆ พร้อมรอยยิ้ม

           บรรยากาศบนโต๊ะอาหารดำเนินไปอย่างเรียบง่ายดังเช่นทุกวัน สมาชิกราชสกุลนเรศรังสิกูรนั้นมีข้อตกลงกันไว้อย่างหนึ่งว่าหากไม่มีธุระสำคัญที่ต้องไปทำจริง ๆ ทุกคนต้องอยู่ร่วมโต๊ะอาหารกันทุกมื้อเช้าและเย็น ยกเว้นเพียงช่วงกลางวันเท่านั้น เนื่องจากภาระงานข้างนอกที่ต้องทำ ทำให้ทุกคนไม่มีเวลากลับที่วังที่พวกเขาเหล่านั้นเรียกว่า ‘บ้าน’ แต่ถึงอย่างนั้นคนที่ไม่ค่อยจะเห็นบนโต๊ะอาหารมากที่สุดคงจะเป็นใครไปไม่ได้นอกจากหม่อมเจ้าศิวฤกษ์ ที่มักเที่ยวเตร่ไปโน่นมานี่เสียค่ำคืนดึกดื่นกว่าจะกลับก็รุ่งสาง ทำให้ได้ชื่อว่าจอมตื่นสายที่ในวัง จึงไม่ใช่เรื่องแปลกนักที่วันนี้เจ้าตัวจะไม่ได้ร่วมโต๊ะกับคนในครอบครัวอีกเช่นเคย

           เสียงพูดคุยกันเจื้อยแจ้วจากนางฟ้าของวัง ดังขึ้นไปถึงชั้นสองเรียกรอยยิ้มของท่านชายหนุ่มที่กำลังเดินลงบันไดลงมาพอดี

           “คุยอะไรกับครับ ดูสนุกกันเชียว” หม่อมเจ้าศิวฤกษ์เอ่ยขึ้นเมื่อเดินมาถึงโต๊ะอาหาร ที่ขณะนี้ทุกคนรับของหวานกันเสียแล้ว

           “ก็หญิงแขนะซี บอกว่าจะชวนเพื่อนมาที่วังเย็นนี้ เห็นว่าจะโชว์เข้าครัวกันให้ได้ทานของอร่อย” พระองค์เจ้าสานนเรศรังสิกูรรับสั่งตอบโอรสองค์โตของพระองค์

           “ฮะ!! จะเข้าครัวหรือครับ โอย ชายว่าเราให้นมน้อมทำเหมือนเดิมดีกว่า ชายกลัวท้องเสียอย่างคราวที่แล้วเหลือเกินครับเด็จพ่อ” ทันทีที่หม่อมเจ้าศิวฤกษ์กล่าวจบก็ทำเอาทุกคนบนโต๊ะฮาครืน หากแต่ท่านหญิงน้อยของบ้านกลับทำหน้ามุ่ย

           “พี่ชายฤกษ์ก็พูดเกินไป ไม่ถึงขนาดนั้นเสียหน่อยค่ะ นั่นก็ผ่านมาหลายปีแล้วนะคะ”

           “น้อยไปสิหญิงแข พี่นี่ถึงกับต้องนอนที่โรงหมอกันเลยทีเดียว” หม่อมเจ้าศิวาวุธกล่าวเสริมก่อนจะหัวเราะ พลางยกมือขึ้นตบกับพี่ชายคนโตที่เห็นพ้องด้วยกันอย่างขบขัน

           “เอาล่ะ ๆ อย่าแซวน้องเลยชายฤกษ์ ชายวุธ เอ้านั่ง ๆ ชายฤกษ์จะรับอะไรบอกกับนมเลยนะลูก” หม่อมเจ้าดวงแขรับสั่งถามโอรสพระองค์ ก่อนจะหันไปคุยสิ่งที่ค้างไว้กับหม่อมพิไลยต่อ

           “วันนี้มีอะไรบ้างครับนมน้อม” หม่อมเจ้าศิวฤกษ์หันไปถามประนอมที่ยืนรอรับคำสั่งอยู่ใกล้ๆ

           “มีข้าวต้มกุ้งกับหมูหวานเพคะท่านชาย”

           “อย่างนั้นยกมาเลยครับ แต่ชายขอไม่ใส่ขิงนะครับนมมันฉุน”

           “ได้เพคะ ทรงรอสักครู่นะเพคะ” รับคำเสร็จแล้ว ก็เดินเข้าครัวไปจัดสำรับอาหารตามคำสั่งผู้เป็นนาย ประนอมหายไปชั่วครู่ก่อนจะกลับมาพร้อมกับข้าวต้มร้อน ๆ กุ้งตัวโตที่สุกกำลังพอดีสีออกส้มขาว เคียงกับหมูหวานสูตรชาววังที่แค่เห็นก็ทำเอาน้ำลายไหล

           “ขอบใจครับนม” หม่อมเจ้าศิวฤกษ์เอ่ยใจประนอม ก่อนจะก้มลงไปสูดความหอมของข้าวต้มตรงหน้าเสียงดังฟืด จนหม่อมเจ้าดวงแขผู้เป็นมารดาหันมาเอ็ด

           “ชายฤกษ์ ทำอะไรเกรงใจเด็จพ่อบ้าง ทรงประทับอยู่ด้วยนะอย่าแสดงกิริยาแบบนี้”

           “เอาน่าท่านหญิงไม่เป็นไรหรอก”

           “ไม่เป็นไรไม่ได้เพคะ ทรงตามใจกันจนเสียคนแล้วนะเพคะ” หม่อมเจ้าดวงแขรับสั่งอย่างไม่ยอม

           “แล้วนี่เด็จพ่อมีเรื่องอะไรจะรับสั่งกับชายหรือครับถึงให้หญิงแขไปตามถึงห้อง” หม่อมเจ้าศิวฤกษ์เอ่ยถามเป็นการเปลี่ยนเรื่อง ซึ่งก็เรียกความสนใจจากทุกคนบนโต๊ะได้ดีทีเดียว

           “อ้อ เรื่องดูตัวน่ะซีจะมีอะไรอีกล่ะ”

           “แค่ก ๆ!!!” ทันทีที่พระองค์เจ้าสานนเรศรังสิกูรรับสั่งจบ ก็ทำเอาหม่อมเจ้าศิวฤกษ์ที่กำลังเคี้ยวข้าวต้มอยู่ถึงกับสำลัก หม่อมเจ้าแขไขที่นั่งข้าง ๆ รีบยกแก้วน้ำให้ผู้เป็นพี่แทบไม่ทัน

           “อะไรนะครับ!!” ร่างสูงเอ่ยถามทวนเสียงดัง

           “ได้ยินไม่ผิดหรอก ลูกบ่ายเบี่ยงพ่อมาหลายครั้งแล้วนะ แต่คราวนี้จะต้องไปเพราะพ่อไปทาบทามคุณหญิงวรรณกับท่านชายพุทธไว้แล้ว จะทำขายหน้าพ่อไม่ได้ล่ะคราวนี้”

           “ชายไม่เอาด้วยหรอกครับ นี่มันสมัยไหนแล้วครับเด็จพ่อ ชายอยากหาของชายเอง” หม่อมเจ้าศิวฤกษ์เอ่ยค้านเสียงแข็ง เนื่องจากตนไม่เห็นด้วยกับการจับคู่แบบคลุมถุงชนอย่างสมัยก่อนเท่าไรนัก เขาอยากแต่งงานกับคนที่เขารักมากกว่าคนที่พ่อหามาให้เพราะคิดว่าเหมาะสมกัน

           “อย่างไรเสียครั้งนี้ก็ต้องไป พ่อนัดวันไว้แล้ว” พระองค์เจ้าสานนเรศรังสิกูรเอ่ยย้ำอีกครั้ง

           “แต่เด็จพ่อ ก็ชายไม่ชอบคลุมถุงชนแบบคร่ำครึที่ทรงทำอยู่นะครับ” ร่างสูงยังคงเอ่ยท้วงอย่างไม่ยอม

           พระองค์เจ้าสานนเรศรังสิกูรไม่ได้พูดต่อ แต่ทว่าทรงทำเพียงแค่วางช้อนส้อมลง และมองหน้าโอรสของพระองค์นิ่ง ๆ ทำเอาบรรยากาศบนโต๊ะอาหารอึมครึมขึ้นมาทันที

           “ชายอิ่มแล้ว ชายทูลลาครับเด็จ ทูลลาท่านแม่ ลานะครับหม่อมแม่” หม่อมเจ้าศิวฤกษ์รู้สึกอึดอัดใจจนไม่อาจจะนั่งอยู่ทานอาหารต่อได้จึงตัดสินใจจะลุกขึ้น แม้จะเพิ่งกินไปได้ไม่กี่คำเท่านั้น

           “อ้าวแล้วนี่พี่ชายฤกษ์จะไปไหนล่ะครับนั่น” หม่อมเจ้าศิวาวุธเอ่ยถามขึ้น เมื่อหม่อมเจ้าศิวฤกษ์ลุกขึ้นจากโต๊ะอาหารไปเสียดื้อ ๆ

           “พี่ว่าจะไปหาศักดิ์เสียหน่อยน่ะ ประณต! เอารถออกให้ฉันที” หม่อมเจ้าศิวฤกษ์เอ่ยตอบก่อนจะตะโกนสั่งประณตให้เอารถออก

           “เฮ่อชายฤกษ์นะชายฤกษ์ จะให้ดูตัวทีไรเป็นอย่างนี้ทุกทีสิน่า หม่อมฉันว่าเราให้ลูกหาเองดีไหมเพคะเด็จพี่” หม่อมเจ้าดวงแขหันรับสั่งกับพระสวามี

           “นั่นสิเพคะ หม่อมฉันเห็นด้วยกับท่านหญิงนะเพคะเด็จพี่ ปล่อยให้เด็ก ๆ เขาหาดูกันเองดีกว่าเพคะ” หม่อมพิไลยเอ่ยเสริม ด้านพระองค์เจ้าสานนเรศรังสิกูรเองก็ทรงส่ายพระพักตร์เล็กน้อยอย่างเหนื่อยพระทัย อีกทั้งยังทรงเหนื่อยกับการไปขอโทษคนโน้นคนนี้ที่ทรงได้ทาบทาบไว้ เฮ่อ~ คิดเล้วก็เหนื่อยใจจริง จะเอาอย่างไรกับลูกคนนี้ดี ถ้าว่าง่ายอย่างสองคนนี้ก็ดีนะสิ นี่ก็ไม่รู้ทางวังโน้นเขาจะยอมง่ายๆ เหมือนคนอื่นๆ ไหม แค่คิดก็ปวดหัวแล้ว ใคร ๆ ก็รู้ว่าท่านชายพุทธคุณนั้นค่อนข้างจะเอาเรื่องอยู่เหมือนกัน

 

           “อ้าวฝ่าบาท ทำไมมาถึงแวะมาแต่เช้าเชียวกระหม่อม” กิตติศักดิ์เอ่ยทักพระเจ้าศิวฤกษ์ที่เดินนั่งหน้ามุ่ยอยู่ที่ห้องรับแขกของบ้าน ข้างกันที่พื้นมีประณตนั่งเงียบอยู่ เมื่อครู่ที่คนใช้ในบ้านไปบอกว่ามีแขกมาหาก็ทำเอาเขาค่อนข้างแปลกใจอยู่เหมือนกัน นึกอยู่ว่าเพื่อนคนไหนหรือเปล่า แต่ไม่คิดว่าจะเป็นคนตรงหน้าเลยสักนิด เพราะใคร ๆ ก็รู้ว่าถ้าจะเห็นหน้าของท่านชายฤกษ์ได้นั้นต้องรอถึงยามบ่ายโน่นแหละ

           “เบื่อน่ะ ไม่รู้จะไปไหน เมื่อเช้าท่านพ่อก็ทรงรับสั่งเรื่องดูตัวอีกละ ฉันเลยหนีมานี่ไงล่ะ” หม่อมเจ้าศิวฤกษ์เอ่ยด้วยน้ำเสียงเบื่อหน่าย

           “แล้วนี้มาหากระหม่อมแล้ว จะทรงเด็จไหนต่อหรือกระหม่อม” กิตติศักดิ์ถาม

           “ไม่รู้สิ ไม้ได้คิดไว้”

           “เอาอย่างนี้ไหมกระหม่อม กระหม่อมว่าสาย ๆ จะไปดูร้านที่เจริญกรุงเสียหน่อย จะทรงไปด้วยหรือเปล่า” ชายหนุ่มหน้าคมเอ่ยชวน ทันที่ที่ได้ยินดวงตาคมมีเสน่ห์ที่ฉายแววเบื่อหน่ายเมื่อครู่ถึงกับลุกวาวขึ้นมา

           “เอาสิ” พลางคิดในหัวเล่นว่า หากไปนั่งที่ร้านของคนตรงหน้าก็ดีเหมือนกัน คงจะมีสาว ๆ ที่มาเลือกซื้อเพชรพลอยให้มองทั้งวัน อย่างนี้สิถึงจะหายเบื่อ เขากับกิตติศักดิ์สนิทกันตั้งแต่สมัยเป็นนักเรียนนอกด้วยกัน จนกระทั่งที่ตอนนี้หนุ่มหน้าคมตรงหน้าหันมาสานต่อกิจการที่บ้านของตนต่อจากบิดาที่แก่ตัวลงทุกวัน

           “ถ้าอย่างนั้น ทรงนั่งเล่นรอที่นี่อีกสักพักก่อนนะกระหม่อม หรือจะทรงไปนั่งที่ศาลาท่าน้ำหลังบ้านก็ได้ เช้า ๆ แบบนี้อากาศกำลังดีเทียว”

           “อืม ฉันว่าก็ดีเหมือนกัน” ว่าแล้วร่างสูงก็ลุกขึ้นก่อนจะเดินออกไปจาห้องรับแขก มุ่งตรงไปยังศาลาที่ว่า พร้อมกับประณตที่เดินตามไปรับใช้ใกล้ชิดตลอดเวลา เมื่อร่างสูงเดินไปจนลับสายตาแล้ว กิตติศักดิ์ก็ลุกขึ้นบ้างก่อนจะเดินไปห้องทำงานเพื่อสะสางบัญชีร้านอีกสาขาหนึ่งที่ทำค้างไว้ต่อให้เสร็จเร็ว ๆ จะได้ไปดูร้านที่เจริญกรุงตามที่ได้บอกกับหม่อมเจ้าศิวฤกษ์ไปเมื่อครู่ อีกฝ่ายจะได้ไม่รอนาน ประเดี๋ยวจะพาลอารมณ์เสียกว่าเดิม

 

ภัทราณัฐ.

 

##สวัสดีค่ะ พบกันอีกแล้วกับนิยายเรื่องที่สามของภัทราณัฐ หลายคนอาจคิดว่าน่าจะเอาเวลาไปเขียนอีกเรื่องให้จบก่อนดีไหม 555 แต่แหมคุณคะ อดใจไม่ไหวค่ะ อยากสนองนีดตัวเองนิดนึงเพราะโดยส่วนตัวชอบแนวย้อนยุค เพราะคิดว่าบรรยากาศในสมัยก่อนมีกลิ่นอายที่ค่อนข้างมีเสน่ห์มากเสียจนติดใจ

##หากใครมีความเห็นว่าภัทรณัฐ.ควรแต่งนิยายแนวนี้กว่าแนวปัจจุบันช่วยคอมเมนต์ให้เห็นด้วยนะคะจะได้มีกำลังใจในการเขียนตอนต่อ ๆ ไป ด้วยรักจากภัทราณัฐ.

##ภาษาที่ใช้ผู้เขียนพยายามใช้ให้ง่ายที่สุดเพื่อความเข้าใจ ทุกคนจะได้เข้าถึงตัวละครในเรื่องได้ดียิ่งขึ้น คงไม่ว่ากันนะคะ

ความคิดเห็น