facebook-icon Twitter-icon

ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

Ψเกลียวคลื่นที่ “ XVI ”

ชื่อตอน : Ψเกลียวคลื่นที่ “ XVI ”

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย y

คนเข้าชมทั้งหมด : 2.7k

ความคิดเห็น : 12

ปรับปรุงล่าสุด : 15 ก.ย. 2562 12:48 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
Ψเกลียวคลื่นที่ “ XVI ”
แบบอักษร

Ψเกลียวคลื่นที่ “ XVI ”

 

 

 

“ฮะ? บอกว่าอะไรนะโฟรช” ผมเอ่ยถามเสียงใสยามได้ยินประโยคแปลกๆ ออกมาจากปากของคนข้างกาย ตอนนี้เป็นช่วงเย็นวันหนึ่งหลังจากแผลของโฟรชหายดีได้ประมาณอาทิตย์กว่า ตัวผมนอนหงายท้องอยู่บนโซฟาโดยในมือนั้นมีหนังสือรวมภาพอาหารจากทั่วโลกเปิดวางไว้ ส่วนโฟรชนั่งทำงานที่เหลืออีกไม่อีกแผ่นก็คงจะเสร็จยังโต๊ะตัวเดิม

“ฉันถามว่าอยากไปงานที่ต่างประเทศกับฉันไหม” ประโยคเดิมที่ได้ยินเมื่อครู่ถูกเอ่ยซ้ำอีกครั้ง

“ทำไมถึงถามผมล่ะ ปกติคุณไม่ค่อยพาผมไปทำงานด้วยนี่” ตั้งแต่รู้จักกันมีนับครั้งได้เลยที่โฟรชจะพาผมไปทำงานด้วย ที่จำได้ก็มีแค่ตอนไปประชุมยังพิพิธภัณฑ์สัตว์ทะเลหรือพิพิธภัณฑ์สมุทรศาสตร์กับงานบนเรือที่เขาถูกผลักตกลงไปซึ่งทั้งสองงานเรียกว่าผมเป็นคนร้องจะไปด้วยทั้งนั้น

ทุกวันนี้เวลาโฟรชออกไปงานข้างนอกผมก็มักจะอยู่เล่นที่บ้านนี่แหละ

“ก็ใช่...แต่ครั้งนี้ฉันต้องไปหลายวัน”

“หลายวันคือกี่วัน?”

“อาทิตย์นึง” โฟรชตอบพลางใช้ดวงตาสีเทาอ่อนนมองมา

“...นานจัง” ถ้าเป็นประมาณ 2-3 วันผมยังพอจะอยู่คนเดียวโดยไม่มีใครคุยด้วยได้แต่นี่ตั้งอาทิตย์

“อ่า...” โฟรชส่งเสียงคล้ายจะเห็นด้วย

“ที่ชวนผมแปลว่าคุณเหงาเหรอ” ผมถามต่อด้วยน้ำเสียงอยากรู้

“...” ความเงียบนั่นทำให้ผมยกยิ้มขึ้นขยับลุกขึ้นมานั่งเอาคางเกยขอบโซฟามองไปทางโฟรชด้วยสายตาจับผิด การเงียบก็ไม่ต่างอะไรกับการตอบว่าใช่หรอก

“อั้นแน่...เหงาก็บอกมา พออยู่ไกลผมแล้วคิดถึงใช่ไหมล่ะ” ผมยังคงพูดต่อด้วยรอยยิ้มกรุ๋มกริ่ม

นานๆ จะมีโอกาสได้แหย่ก็ขอแหย่ให้สุด

“ถ้าฉันบอกว่าใช่นายจะยอมไปด้วยกันรึเปล่าฟีแซลล์” นอกจากจะไม่เถียงกลับแล้วยังส่งสายตาจริงจังมาให้อีก ทั้งน้ำและสายตาทำเอาผมต้องเม้มปากแน่นอย่างช่างใจ

“พูดเหมือนผมไปได้งั้นแหละ”

“แล้วทำไมจะไปไม่ได้” อีกฝ่ายขมวดคิ้วถาม

“ก็เห็นในหนังการจะไปต่างประเทศต้องเตรียมเอกสารเยอะแยะเลย ผมที่เป็นเงือกไม่มีเอกสารอะไรพวกนั้นหรอกนะ” ผมบอกไปตามที่เคยได้ยิน

“ไม่มีก็ทำซะ ง่ายจะตาย”

“หมายถึงคุณจะปลอมเอกสาร?” ผมถึงกับเบิกตากว้างเมื่อได้ยินประโยคเหมือนอย่างในหนังสายลับสักเรื่อง

“ตื่นเต้นไปแล้ว แค่ทำขึ้นมาไม่ได้ยากอะไร”

“แปลว่าผมไปได้?”

“ถ้านายตกลงที่จะไปล่ะนะ” โฟรชพูดต่อ

“คุณอยากให้ผมไปด้วยรึเปล่าโฟรช” ความจริงก็พอจะเดาคำตอบได้ตั้งแต่ยังไม่ได้ถามแล้วล่ะนะ

“ถ้าไม่อยากฉันจะชวนพะยูนขึ้นเครื่องทำไมล่ะ” คนด้านหน้ายกยิ้มขณะพูด

“ใครพะยูนกัน เดี๋ยวนะ...คุณบอกว่าขึ้นเครื่อง?!” ผมสวนกลับด้วยแววตาทอประกาย

“อืม”

“หมายถึงเครื่องบินน่ะนะ” ต้องถามซ้ำเพื่อความแน่ใจ

“ใช่ แล้ว?” อีกฝ่ายทำหน้าเหมือนสงสัยว่าผมจะถามทำไม

“ผมจะไปด้วย! ผมตกลง!” แทบไม่ต้องพูดอะไรมากไปกว่านี้แค่ได้รู้ว่าจะได้ขึ้นเครื่องบินที่เฝ้าจินตนาการมาตั้งแต่เริ่มดูหนังก็แทบอดใจไว้ไม่อยู่แล้ว

“นั่งเครื่องนานนะ” โฟรชบอก

“นานสิดี ผมอยากลองนั่งเครื่องบิน”

“ดี งั้นฉันจะเตรียมเอกสารให้”

นับจากวันนั้นก็ผ่านไปอีกหนึ่งอาทิตย์ทั้งเอกสารและข้าวของทุกอย่างล้วนเตรียมพร้อมสำหรับการออกเดินทาง ผมเพิ่งรู้ว่างานที่จะเข้าร่วมนี่พวกเควสและโวร์ไม่ได้ไปด้วยจึงมีเพียงผมและโฟรชที่นั่งด้วยกันยังด้านหน้าสุดของเครื่องบิน แน่นอนว่าพื้นที่ริมกระจกนั้นถูกผมครอบครองตั้งแต่แรกเห็นซึ่งโฟรชก็ไม่ได้มีท่าทีอะไรนอกจากบอกให้ผมนั่งแล้วคาดเข็มขัดดีๆ

ความรู้สึกยามเครื่องบินทยานขึ้นเหนือน่านฟ้าราวกับตัวเองเป็นนกที่สามารถบินได้ มื้ออาหารแรกถูกเสิร์ฟหลังจากนั้นไม่กี่นาที ปริมาณอาหารไม่ได้มากมายแต่ก็เพียงพอให้ลองท้องได้

“ถ้าไม่อิ่มจะสั่งเพิ่มในเมนูก็ได้” คำพูดของโฟรชทำให้ผมหยิบเมนูด้านหน้าขึ้นมาเปิดก่อนจะสั่งมาเพิ่มอีกสองอย่าง

ในช่วงแรกการได้มองวิวนอกหน้าต่างอันเต็มไปด้วยก้อนเมฆและท้องฟ้านั้นสร้างความรู้สึกแปลกใหม่ผสมผสานกับความตื่นเต้น เพราะอยู่แต่ในน้ำมาตลอดการได้ขึ้นมาอยู่เหนือท้องทะเลจึงเป็นเรื่องที่ไม่คาดฝัน ด้านล่างถัดจากเมฆลงไปเป็นท้องทะเลสีฟ้าคราม ภาพวิวทิวทัศน์อันแสนตื่นตาตื่นใจเริ่มน่าเบื่อหลังจากนั้น 4 ชั่วโมงที่ผมเฝ้ามองแต่ท้องทะเลและหมู่เมฆ

ตอนนี้ท้องฟ้าสีครามกลายมาเป็นท้องฟ้าสีดำสนิทของยามค่ำคืนซะแล้ว การนั่งอยู่ท่าเดิมตลอดหลายชั่วโมงโดยแทบจะไม่ขยับนั้นทำเอาผมเริ่มปวดเมื่อย สภาพแวดล้อมของผมไม่ต่างกับปลาคือต้องเคลื่อนไหวอยู่เกือบตลอดเวลา

ลองจับปลาให้อยู่นิ่งๆ สิ

แค่นาทีเดียวก็นับว่าเจ๋งแล้ว

“โฟรช...เมื่อไหร่จะถึง” ผมหันไปถามคนข้างกายหลังพนักงานบนเครื่องบินเก็บถาดอาหารค่ำไปเมื่อครู่

“อีก 8 ชั่งโมง”

“ฮะ?! 8ชั่วโมงเลยเหรอ” ดวงตาผมเบิกกว้างจนจวนจะหลุดออกมาอยู่รอมล่อเมื่อได้ยินระยะเวลาที่เหลือ

ไม่คิดว่าจะนานแบบนี้

“หลับแล้วตื่นก็คงถึงพอดี” โฟรชบอกพลางยกนาฬิกาข้อมือขึ้นมามอง

“คุณดูชินกับการนั่งเครื่องนะ มาบ่อยเหรอ” ผมเกยคางบนไหล่อีกฝ่ายอย่างแนบเนียนเพื่อให้เป็นหมอนรองนอน ให้เอนหัวนอนแบบนั้นผมไม่ค่อยถนัด

“พอสมควร แต่ไม่ค่อยได้นั่งไปไกลๆ เท่าไหร่” โฟรชตอบคำถามโดยสายตามองมายังการกระทำของผมแต่ไม่ได้พูดหรือหรือขยับหนี

แปลว่ายอมให้ผมหนุนแทนหมอนได้สินะ

จากนั้นผมก็เอียงหัวซบไหล่โฟรชหลับยาวกระทั่งถึงเช้าของวันต่อไป เครื่องบินลงจอดพร้อมผมที่ก้าวยาวๆ เดินตามหลังโฟรชในสภาพที่ปวดเมื่อยทั้งตัวแบบสุดๆ การเดินทางสู่จุดหมายนั้นไม่ต้องหารถนั่งไปต่อเองแต่มีรถมารับด้านหน้าของสนามบิน

พอนั่งเครื่องบินมากว่า 12 ชั่วโมงผมรู้สึกว่าการนั่งรถนี่ดีที่สุดแล้ว ทั้งสบาย ไม่อึดอัดและเป็นส่วนตัวไม่ต้องมาคอยกระซิบคุยกันเหมือนตอนอยู่บนเครื่องบิน

ใช้เวลาในการเดินทางสักพักใหญ่ก็มาถึงยังโรงแรมสุดหรูช่วงประมาณเที่ยงนิดๆ ด้วยความที่เป็นโรงแรมหรูทั้งความสะดวกสบายและการบริการนั้นดีมากตั้งแต่เดินเข้าไปก็มีพนักงานมาคอยต้อนรับยันพาขึ้นไปจนถึงหน้าห้องพักบนชั้นเกือบจะสูงสุดของโรงแรม

ภายในห้องถูกประดับตกแต่งอย่างหรูหราด้วยเฟอร์นิเจอร์สีครีมและน้ำตาลโดยมีเตียงขนาดใหญ่อยู่ริมผนังห้องซึ่งนั่นไม่ได้ทำให้ผมตื่นเต้นเท่าสระน้ำที่อยู่นอกระเบียง โดยปกติหากเปิดประตูระเบียงมาจะเจอกับพวกกระถางต้นไม้แต่ประตูกระจกใสนี่มีสระน้ำอยู่ด้านนอก

“สระน้ำ” ผมก้าวยาวๆ ไปเปิดประตูกระจกออกพร้อมกับมองไปยังสระน้ำทรงสี่เหลี่ยมผืนผ้าขนาดไม่ใหญ่นักแต่หากคิดว่าแค่เอาไว้แช่น้ำก็นับว่าใหญ่อยู่

“ฉันเลือกห้องที่มีสระส่วนตัวเผื่อนายจะอยากเล่นน้ำ” โฟรชบอกพลางถอดเสื้อคลุมไปพาดไว้ด้านข้าง

“ไม่ใช่ว่าทุกห้องมีเหรอ”

“มีแค่เฉพาะห้องVIP สองชั้นบนสุดเท่านั้นแหละ”

“โห...ผมลงไปได้ใช่ไหม” ต้องถามย้ำให้แน่ใจกันฟังอะไรผิดพลาด

“ได้สิ ระหว่างที่ฉันไม่อยู่จะนอนเตียงหรือว่ายน้ำก็ตามใจเลย” อีกฝ่ายบอกขณะเดินมามองสระน้ำด้านนอกระเบียงอีกคน

“คุณจะไม่ให้ผมไปด้วย?” ผมถามกลับ นึกว่าที่บอกให้ผมมาด้วยนี่จะพาไปงานซะอีก

“ฉันไม่คิดจะให้นายไปหวาดเสน่ห์ให้คนอื่นมาหลงหรอกนะ” ดวงตาสีเทาอ่อนของโฟรชหันมามองคล้ายจะบอกความผิดที่ผมก่อ

“ผมไม่ได้หวาดเสน่ห์เหอะ” เรื่องนี้คงปล่อยผ่านไม่ได้ ผมไม่ได้ทำท่าอะไรแปลกๆ หรือส่งสายตาให้ใครสักนิดจะนับว่าหวาดเสน่ห์ได้ยังไง

“แค่ยืนเฉยๆ ก็นับเป็นการหวาดเสน่ห์แล้ว” โฟรชพูดเหมือนจะอ่านใจผมได้

“เว่อร์ไปโฟรช”

“ฉันพูดจริง เสน่ห์ของนายนับวันยิ่งมากขึ้น” เส้นผมสีน้ำตาลอมส้มถูกจับเชยขึ้นพร้อมแนบริมฝีปากลงไปอย่างเชื่องช้า

ทั้งที่ไม่ได้สัมผัสโดยตรงแต่ไม่รู้ทำไมถึงพานให้ร่างกายร้อนได้ขนาดนี้

พูดคุยกันอีกสักพักใหญ่โฟรชจึงโทรสั่งอาหารขึ้นมาส่ง ถึงจะเป็นอาหารตามสั่งแต่ก็เป็นอาหารระดับภัตรคารเรียกว่าอร่อยสุดๆ พอตกเย็นโฟรชก็ออกไปเข้าร่วมงานด้านนอกปล่อยให้ผมพักอยู่ในห้องตามลำพังซึ่งสิ่งแรกหลังจากส่งอีกฝ่ายหน้าประตูเสร็จคือผมตรงดิ่งไปยังสระน้ำตรงระเบียง

ด้วยระดับน้ำที่ไม่ลึกมาทำให้ไม่สามารถดำลงไปได้มากนักแต่ก็มากพอให้ผมสามารถเคลื่อนตัวใต้ผิวน้ำไปมาได้กระทั่งเวลาผ่านพ้นไปจนถึงบานประตูสีน้ำตาลถูกเปิดออกพร้อมกับโฟรชที่ก้าวเข้ามาผมจึงพาตัวเองขึ้นจากน้ำ

“งานเป็นไงบ้าง” ผมถามระหว่างเช็ดผมตัวเองให้แห้ง

“น่าเบื่อดี” โฟรชตอบเสียงเรียบ

“...น่าเบื่อแล้วมันดียังไง”

“หึ...เดี๋ยวนี้ช่างกวนนะ”

“ผมเปล่าสักหน่อย” ผมไม่ได้ตั้งใจจะกวนแต่อย่างใด แค่รู้สึกสงสัยกับประโยคนั้นขึ้นมาก็เท่านั้น

“ไม่อยู่ในน้ำต่อแล้ว?” โฟรชเปลี่ยนคำถาม

“อืม...ผมรู้สึกเพลียๆ” ตั้งแต่ลงจากเครื่องบินร่างกายมันก็ล้าๆ สงสัยวันนี้คงต้องนอนเร็ว ความจริงจะนอนในสระนั้นก็ได้แต่น้ำไม่ลึกแบบนั้นมันไม่ค่อยสบายตัว จะพลิกตัวทีก็โผล่ขึ้นมาบนผิวน้ำซะแล้ว

ผมไม่ค่อยชอบเท่าไหร่

ถ้าเป็นไปได้อยากนอนในน้ำลึกๆ มากกว่า

“ไหวไหม” อีกฝ่ายถามด้วยน้ำเสียงติดกังวล

“อืม...ว่าจะถามอยู่ทำไมถึงมีเตียงเดียวล่ะ” ผมถามพลางมองไปยังเตียงด้านข้าง โรงแรมหรูขนาดนี้แค่เตียงเดี่ยวสองเตียงคงมีอยู่แล้ว

“แล้วจะมีเตียงเยอะทำไม นอนด้วยกันเตียงเดียวก็พอ” น้ำเสียงที่โฟรชใช้ราวกับกำลังพูดเรื่องปกติธรรมดาที่สามารถเกิดขึ้นได้ทุกวันงั้นแหละ

“อย่าพูดเหมือนผมนอนเตียงเดียวกับคุณเป็นเรื่องปกติแบบนั้นสิ” ถึงช่วงนี้จะมีโอกาสได้นอนกับโฟรชบ่อยแต่ใช่ว่าผมจะนอนกับเขาทุกวันที่ไหน ส่วนมากเป็นผมที่มักถูกบังคับให้ไปนอนด้วยทั้งนั้น

“ไม่อยากนอนเตียงเดียวกันกับฉัน?” คนตรงหน้าถามต่อ

“...ก็ไม่ใช่แบบนั้น”

“งั้นก็เลิกคุยเรื่องนี้ ถ้าง่วงก็มาพักฟีแซลล์” โฟรชบอกก่อนจะเดินคว้าผ้าขนหนูเข้าไปยังห้องอาบน้ำด้านข้าง

ผมรอกระทั่งเส้นผมและหางของตัวเองแห้งสนิทจนกลายเป็นขาก่อนจะพาตัวเองไปยังเตียง ทันทีที่ทิ้งตัวลงบนเตียงความนุ่มเด้งที่สัมผัสได้อาจน้อยกว่าเตียงของโฟรชแต่ก็มากพอที่จะดึงสติผมให้หายไปได้

ขณะที่กำลังหลับสนิทผมสัมผัสได้ถึงเตียงที่ยุบลงก่อนจะตามมาด้วยสัมผัสของฝ่ามือที่ลูบตามโครงหน้าผมอย่างอ่อนโยนและปิดท้ายด้วยอ้อมแขนที่กระชับตัวผมเข้าไปกอดแน่นอยู่ตลอดทั้งคืน

ผ่านไปหลายวันผมยังคงอยู่แต่ในห้องโดยโฟรชนั้นต้องออกไปงานเลี้ยงบางทีก็ช่วงสาย บางทีก็ช่วงเย็นและบางวันก็ทั้งสายและเย็นซึ่งผมก็ไม่รู้หรอกว่าเป็นงานอะไร แน่นอนว่าผมไม่ได้ถามรายละเอียด ตลอดทั้งวันผมใช้เวลาอยู่ในสระน้ำไปกว่าครึ่ง

วันนี้ก็เป็นอีกวันที่โฟรชออกไปเข้าร่วมงานในช่วงเย็น ก่อนจะไปนั้นโฟรชได้สั่งอาหารขึ้นมาให้ผมจึงนั่งกินอย่างเอร็ดอร่อย เมื่อกินเสร็จก็ต้องนำพวกจานเปล่าใส่รถเข็นแล้วนำออกไปวางไว้หน้าห้องเพื่อให้พนักงานที่ผ่านมาเก็บไปทำความสะอาดทว่าในจังหวะที่ผมกำลังเข็นรถออกไปหน้าประตูบานประตูซึ่งอยู่ถัดออกไปไม่กี่ห้องก็เปิดออกพร้อมกับร่างสูงของชายวัยกลางคนเดินออกมา

ดวงตาสีดำสนิทราวกับก้นมหาสมุทรอันมืดมิดหันมาประสานกับดวงตาสีฟ้าน้ำทะเลของผมนิ่งๆ ก่อนจะแสยะยิ้มที่พานให้ขนทั้งร่างลุกตั้งชันด้วยความรู้สึกอันตราย

สัญชาตญาณผมกำลังร้องเตือนและบอกให้หนีซึ่งผมก็รีบหันหลังเตรียมจะกลับเข้าห้องแต่ยังไม่ทันที่มือจะดึงลูกบิดเพื่อปิดแขนผมก็ถูกคว้าก่อนจะออกแรงบีบและดึงร่างผมเหวี่ยงไปแนบสนิทกับกำแพง

“โอ๊ย!” ผมหลุดเสียงออกมายามข้อมือถูกบีบอย่างรุนแรง

“หึหึหึ...ไม่คิดว่าจะได้เจอกันในที่แบบนี้นะคุณเงือก จำฉันได้รึเปล่า” น้ำเสียงทุ้มต่ำนั่นยังไม่น่ากลัวเท่าใบหน้าที่ขยับเข้ามาใกล้พร้อมกลิ่นเหม็นเหมือนบุหรี่ที่อบอวนไปทั่วตัวอีกฝ่าย

“...ปล่อย” ผมเลือกที่จะไม่ตอบแล้วพยายามชักมือที่ถูกบีบแน่นให้เป็นอิสระ

ชายคนนี้ทำไมผมจะจำไม่ได้ ทั้งหน้าตาและบุคลิกผมจำได้แม่นว่าในวันที่ผมถูกประมูลชายคนนี้เกือบจะได้ตัวผมไปแล้วถ้าไม่มีโฟรชเรียกค่าตัวผมให้เพิ่มเป็นเท่าตัว

“คิดว่าจะปล่อยไปง่ายๆ รึไง ใบหน้านี่...ช่างงดงาม ผิวเองก็นิ่มลื่นน่าสัมผัส” อีกฝ่ายเอ่ยขณะใช้มืออีกข้างจับปลายคางผมให้เชยขึ้นพร้อมกับลูบไล้ใบหน้าผม

อุณหภูมิที่สัมผัสได้จากตัวอีกฝ่ายคือความร้อนผ่าวจนส่วนที่ถูกแตะนั้นราวกับกำลังถูกเผาไหม้ สัตว์น้ำอย่างพวกเราไม่ค่อยถูกกับความร้อนอยู่แล้วยิ่งความร้อนจากตัวมนุษย์สามารถฆ่าพวกเราได้ และสิ่งที่คนตรงหน้ากำลังทำไม่ต่างกับการทรมานผม

“ปล่อยผม!” ครั้งนี้ผมเอ่ยเสียงแข็งแล้วสะบัดหน้าหนีการถูกสัมผัสนั้นด้วยความรังเกียจ

“แกควรจะมาเป็นของฉันแท้ๆ” อีกฝ่ายยังคงไม่หยุดขยับเข้ามาใกล้มากขึ้น

“ผมไม่ใช่ของคุณ ปล่อยผม” อาจเพราะมาถึงจุดที่ใกล้จะไม่ไหวผมจึงใช้แรงทั้งหมดผลักอีกฝ่ายจยเซไปนั่นเป็นโอกาสให้ผมได้หนีแต่แล้วในจังหวะที่กำลังจะเข้าไปในห้องเส้นผมสีน้ำตาลอมส้มของผมก็ถูกดึงอย่างแรงจนต้องหลุดเสียงร้องออกมาอีกรอบ

“ฉันบอกแล้วนี่ว่าไม่ให้หนีน่ะ” น้ำเสียงแบบนั้นผมไม่ชอบเลย

“อึก...ปล่อยผมสิ” ในเมื่อผลักไม่ได้ผลครั้งนี้ผมจึงใช้ขาเตะอีกฝ่ายออกไป

“แก...ชอบความรุนแรงนักใช่ไหม” เสียงที่ได้ยินนั้นเหมือนเขากำลังหมดความอดทน มือที่คว้าแขนผมไว้ถูกดึงแรงๆ ก่อนมืออีกข้างจะง้างเตรียมตบผม

ผั๊วะ!

เสียงที่เกิดขึ้นไม่ใช่เสียงตบแต่เป็นเสียงหมัดเน้นๆ ที่พุ่งเข้าใส่หน้าของอีกฝ่ายอย่างไม่ออมแรงพร้อมกับมือที่คว้าเอวผมให้เข้าไปประชิดกับแผ่หลังนั้น สัมผัสของร่างกายยามแนบชิดแบบนี้ผมจำได้ดีเพราะเป็นความรู้สึกเดียวกับตลอดหลายคืนที่ผ่านมา

“โฟรช” แทบไม่ต้องหันไปมองผมก็เดาได้

“เป็นอะไรรึเปล่า” โฟรชก้มลงมาถามด้วยน้ำเสียงเป็นห่วงทว่าดวงตาสีเทาอ่อนนั้นกำลังฉายแววหงุดหงิดและเกรียวกราด

“ไม่เป็นไร”

“คิดจะทำอะไร เกรดี้ คอนเฟรส” น้ำเสียงกดต่ำและบรรยากาศที่แผ่ออกมารอบตัวโฟรชหยั่งกับกำลังเผชิญหน้าอยู่กับศัตรู

เดี๋ยวนะ...โฟรชเรียกคนคนนั้นว่าเกรดี้ คอนเฟรส?

คนร้ายที่จ้างคนมายิงโฟรชก่อนหน้านี้คือเขางั้นเหรอ!

“ได้กลิ่นไวเชียวนะ กะจะสนุกกับมันอีกสักหน่อยแท้ๆ” ฝ่ายที่ถูกชกลุกขึ้นมาใช้หลังมือเช็ดเลือดที่มุมปากขณะพูด

“อย่ามายุ่งกับเขา” โฟรชบอกเสียงนิ่ง

“แล้วฉันต้องทำตามรึไง ลูกน้องแกก็ไม่ใช่” เกรดี้กวนโฟรชกลับ

“เกรดี้!”

“ถ้าไม่อยากทิ้งชีวิตก็ส่งมันมาแล้วฉันจะเลิกเล่นกับแกก็ได้นะ”

“คิดว่าฉันจะยอมรึไง” ดวงตาสีเทาอ่อนของโฟรชจ้องเขม็งไปยังดวงตาสีดำสนิทตรงหน้า

“แปลว่าปฎิเสธงั้นสิ ก็ดี...เงือกที่แกปกป้องฉันจะเอามาทำให้ร้องครวญครางต่อหน้าแกที่โดนซัดจนหมอบ จะเอาคืนหมัดนี่ทั้งต้นทบดอกเลย” อีกฝ่ายเองก็ไม่มีท่าทีจะยอมถอยแต่อย่างใด

“ไม่ยอมให้ทำหรอกเกรดี้ คอนเฟรส”

“หึ...ไว้เจอกันใหม่นะคุณเงือก” ก่อนจะเดินผ่านไปอีกฝ่ายแสยะยิ้มพลางมองมาทางผมที่ถูกโฟรชกอดไว้แน่นแล้วเดินจากไปทิ้งผมที่หัวใจกำลังเต้นรัวด้วยความหวาดกลัวไว้

ไม่ชอบ...

ไม่ชอบมนุษย์คนนั้นเลย

“ฟีแซลล์” โฟรชเอ่ยเรียกแล้วเริ่มสำรวจร่างกายผมตั้งแต่หัวจรดเท้า ข้อมือที่เห่อแดงจากจากถูกบีบอย่างรุนแรงเหมือนจะไม่สามารถหลบสายตานั้นได้

“โอ๊ย!” ผมส่งเสียงร้องยามข้อมือถูกจับ

“เจ็บมากไหม ฉันจะพาไปโรงพยาบาลไม่รู้ว่าข้อมือจะหักไหม โธ่เว้ย! ถ้าฉันมาเร็วกว่านี้ละก็...” โฟรชใช้กำปั้นทุบเข้ากับกำแพงแทนการระบายอารมณ์โกรธและความหงุดหงิด เหมือนเขากำลังโทษตัวเองถึงอาการบาดเจ็บของผม

“ไม่ต้องไปโรงพยาบาลหรอก ไม่ได้หัก พักสักหน่อยเดี๋ยวก็หาย” ผมลองจับข้อมือตัวเองก็รู้ว่าอาการไม่ได้สาหัสอะไร

“ไปให้ตรวจกันไว้ก็ไม่เสียหายนี่”

“อย่าเลย คุณเถอะ...ทำหน้าหงุดหงิดมากเลยนะ”

“ก็มัน...ฉันน่าจะอยู่ปกป้องนายแท้ๆ”

“คุณปกป้องผมโฟรช ถ้าไม่มีคุณผมคงโดนตบไปแล้ว” ผมบอกกับโฟรชไปตามจริง

“แต่ก็มาช้านี่”

“มาช้าก็ยังดีกว่ามาไม่ทันนะ อย่าโทษตัวเองเลย”

“ไม่ได้โดนทำอะไรอีกใช่ไหม” โฟรชเปลี่ยนคำถาม

“...ไม่นี่” ผมทำท่านึกก่อนจะตอบกลับไป

“งั้นก็ดี” ใบหน้าของโฟรชเหมือนจะโล่งใจที่ผมไม่ได้โดนทำอะไรแปลกๆ

“ถ้าผมไปกับคนคนนั้นคุณจะไม่เป็นอันตรายใช่ไหม” ผมเว้นว่างไปสักพักก่อนจะพูดขึ้น คำพูดของเกรดี้ คอนเฟรสเหมือนอยากจะได้ตัวผมไป หากมันจะทำให้โฟรชปลอดภัยผมก็...

“เลิกคิดซะ! ฉันไม่มีวันยกนายให้คนอื่น ไม่ว่าจะเป็นใครก็ตาม” โฟรชสวนกลับเสียงแข็งแถมยังมองผมด้วยสายตาไม่พอใจกับสิ่งที่ผมพูดไปเมื่อครู่อีก

“แต่คุณจะเป็นอันตรายเพราะผมนะ” การที่อีกฝ่ายหันมาจ้องทำร้ายโฟรชอาจเป็นเพราะมีเงือกอย่างผมอยู่ก็เป็นได้ ที่เขาต้องการอาจไม่ใช่โฟรชแต่เป็นผม...โฟรชเพียงแค่เข้ามาเกี่ยวข้องด้วยเหตุผลที่ว่าเขาประมูลผมได้ก็แค่นั้น

“ห่วงฉัน?”

“อืม...ผมห่วงคุณ” ห่วงมากด้วย

“ฉันก็เป็นห่วงนายเหมือนกัน”

“โฟรช...”

“ต่อให้ต้องเจอกับอะไรฉันจะจัดการให้ได้เอง อย่าไปจากฉันฟีแซลล์” สายตาของโฟรชที่มองมานั้นราวกับกำลังร้องขอ

“...ผมจะอยู่กับคุณ” ผมส่งยิ้มบางๆ ไปให้อีกฝ่าย

หากมันเป็นความต้องการของโฟรชผมจะทำตาม

ในเมื่อเป็นแบบนี้ผมคงต้องหาทางปกป้องโฟรชให้ได้ เพียงแต่ทางนั้นไม่ใช่การไปเป็นของเกรดี้ คอนเฟรสหรือใครๆ

จากนั้นพวกเราก็ย้ายกลับมาภายในห้อง ดูเหมือนว่าที่โฟรชกลับมาห้องไม่ใช่เพราะงานเลิกแล้วแต่อยู่ๆ ก็รู้สึกเป็นห่วงผมขึ้นมาเลยกลับมาหา ช่างเป็นคำตอบที่พานให้หัวใจสั่นไหวซะเหลือเกิน

“คนคนนั้นคือเกรดี้ คอนเฟรสที่ทำร้ายคุณเหรอ” ผมเปิดประเด็นถามเพราะเห็นอีกฝ่ายเริ่มกลับมาทำหน้าเครียดอีกครั้ง

“ใช่...รู้จักหมอนั่น?” โฟรชที่นั่งอยู่บนเตียงหันมาถาม

“ผมจำได้ว่าเคยเจอเขาตอนงานประมูลตัวผม”

“นานขนาดนั้นยังจำได้อีกนะ”

“...จะให้ลืมคงยาก” ผมพึมพำเสียงเบา

“หมายความว่ายังไง” อีกฝ่ายถามกลับด้วยสายตาสงสัย

“ทั้งสายตาและบรรยากาศรอบตัวคนคนนั้น...น่ากลัว” ไม่อยากจะเข้าใกล้

“ขอโทษที่ปล่อยให้เจอเรื่องน่ากลัว”

“ผมบอกว่าไม่เป็นไรไง อย่าทำหน้าแบบนั้นสิ” ผมลุกจากโซฟาเดินเข้าไปหาโฟรชพร้อมก้มลงไปส่งยิ้มให้เห็นใกล้ๆ

“อืม” ถึงจะตอบกลับมาแต่อีกฝ่ายก็เหมือนจะยังไม่คลายความรู้สึกผิดลง

“นี่โฟรช” ผมเอ่ยเรียกหลังคิดบางอย่างออก

“อะไร”

“ไหนๆ ก็มีสระส่วนตัว ลงไปด้วยกันไหม” ผมเปลี่ยนเรื่องคุยเผื่อจะช่วยให้อีกฝ่ายดีขึ้นได้

“หมายถึงอาบน้ำด้วยกัน?”

“คงไม่ถึงขั้นอาบมั้งแค่แช่น้ำ ว่ายน้ำด้วยกัน ไม่อยากลงน้ำกับผมเหรอ” ผมส่งสายตาเศร้าๆ ไปให้ระหว่างพูด

“หึ...เชิญชวนกันแบบนี้เตรียมใจไว้แล้วสินะ” รอยยิ้มมุมปากที่ยกขึ้นมาพร้อมกับสายตาที่ทอประกายเจ้าเล่ห์ขึ้นทันควัน

นี่สิโฟรชที่ผมรู้จัก

“คุณคิดว่าจะจับผมในน้ำได้?” ผมย้อนถามอย่างท้าทาย

“สระแคบแค่นั้นไม่มีที่ให้หนีหรอกมั้ง” โฟรชบอกขณะหันไปมองสระน้ำด้านนอก

“ก็จริง” ผมพยักหน้าเห็นด้วย

สระไม่ได้ใหญ่อะไร...ถึงผมจะเร็วยามอยู่ในน้ำทว่าสระแคบๆ แค่โฟรชกันทางไว้และต้อนผมเข้ามุมคงหมดโอกาสหนี นอกซะจากจะเปลี่ยนขึ้นไปหนีบนฝั่งแทนซึ่งด้วยความเร็วของเงือกยามอยู่บนบกก็เดาได้เลยว่าไม่กี่วินาทีคงถูกจับได้อยู่ดี

“ทำให้น้ำอุ่นกับเป็นฟองสักหน่อย” โฟรชพึมพำก่อนลุกเดินออกไปด้านนอกแล้วกดปุ่มอะไรสักอย่างที่อยู่ด้านข้าง

“ทำให้น้ำอุ่นได้? แล้วฟองคืออะไร” ผมถามรัวๆ ระหว่างก้าวตามโฟรชออกไป

สระน้ำทรงสี่เหลี่ยมผืนผ้าที่ผมว่ายมาตลอดหลายวันนั้นผมรู้แค่มีระบบปล่อยน้ำและทำความสะอาดด้วยตัวเองแค่นั้น ปุ่มอื่นๆ ผมไม่กล้าเสี่ยงกดหรอกว่าจะเกิดอะไรขึ้น

ดวงตาสีฟ้าน้ำทะเลของผมมองไปสระเดิมๆ ที่ต่างจากเดิมด้วยความตื่นเต้น น้ำที่แน่นิ่งเริ่มมีฟองผุดขึ้นมาจากด้านล่างพร้อมกับไฟใต้น้ำที่เปลี่ยนจากสีเหลืองนวลเป็นสีฟ้าและเขียวตามลำดับ น้ำที่จะเย็นๆ หน่อยบัดนี้กลับอุ่นขึ้นมา เป็นอุณหภูมิที่เหมาะแก่การแช่น้ำถึงจะนับว่าอุ่นไปนิดสำหรับเงือกที่เคยชินกับความเย็นของใต้ท้องทะเลก็ตาม อย่างที่เคยบอกไปว่าส่วนมากสัตว์น้ำไม่ชอบความร้อน...ความเย็นต่างหากที่พวกเราชอบ

แต่ให้เย็นถึงขนาดแถบขั้วโลกก็ไม่ไหวเหมือนกัน

“อยากได้น้ำเป็นกลิ่นอะไร” โฟรชส่งเสียงถาม

“มีกลิ่นให้เลือกด้วย?” มนุษย์ช่างประดิษฐ์ของออกมาได้ขนาดนี้เลย

“มีกลิ่นดอกไม้ กลิ่นป่า กลิ่นทะเลและกลิ่นภูเขา”

“...เลือกยากจัง...ผมอยากลองกลิ่นทะเล” คิดทบทวนอยู่ในหัวหลายรอบในที่สุดก็ได้คำตอบ ตอนแรกอยากจะลองกลิ่นแปลกๆ ที่ไม่เคยรู้จักแต่ก็อยากรู้ว่าสำหรับมนุษย์ทะเลนั้นมีกลิ่นแบบไหน

“ได้...เรียบร้อย ลงเลยไหม” โฟรชถามต่อ

“แน่นอน...ผมขอลงเลยนะ” เสื้อเชิ้ตสีฟ้าอ่อนถูกปลดกระดุมออกทีละเม็ดตามความเคยชินก่อนลงน้ำทว่าสายตาที่จับจ้องมาอยู่ไม่ห่างนั้นทำเอามือเริ่มเกร็งขึ้นมา

“ไม่ถอดแล้ว?” คนจ้องยังมีหน้ามาถามอีก

“ก็เพราะคุณเอาแต่จ้องมานั่นแหละ!” ผมหันไปขึ้นเสียงใส่

“แล้วจ้องไม่ได้?”

“ถ้าเป็นคุณจะยอมให้ผมจ้องตอนถอดเสื้อผ้าไหมเล่า”

“ถ้าเป็นนายฉันยอม” โฟรชตอบกลับมาด้วยสายตาทอประกาย

“...หันไปเลย” ผมดันอีกฝ่ายให้หันหลังก่อนจะรีบถอดเสื้อผ้าแล้วลงไปในน้ำอย่างรวดเร็ว

ความอุ่นของน้ำประสานกับฟองที่ลอยผุดขึ้นมาจนทั่วทั้งสระให้ความรู้สึกเหมือนกำลังโดนสายน้ำนวดตัว กลิ่นของทะเลเองก็นับว่าไม่เลวแต่ยังไม่มากพอในความคิดผม

พอได้ลงน้ำเรื่องที่ชวนให้เขอะเขินก็ค่อยๆ ไหลหายไปทว่าเสียงฝีเท้าที่เดินเข้ามาพร้อมกับหย่อนขาลงมานั้นเรียกผมให้หันไปมองก่อนจะเบิกตากว้างด้วยความตกใจ

“ทะ...ทำไมถึงถอดหมดเล่า!” แค่จะพูดยังติดขัด น่าอายจริงๆ แต่ถ้าลองมาเป็นผมทุกคนจะเข้าใจ

ภาพของโฟรชที่เปลือยเปล่าทั้งท่อนบนและล่างนั้นมีเพียงผ้าขนหนูผืนเล็กพันเอวไว้อย่างหมิ่นเหม่ถึงขนาดที่แค่ไปแตะโดนอาจจะหลุดออกมาได้ง่ายๆ นั่นทำให้คนมองรู้สึกเขินแทนขึ้นมา

“ทีนายยังถอดหมดได้เลย” โฟรชย้อนตอบ

“กรณีผมมันเป็นปกติที่ต้องถอดนี่” ตอนอยู่ในน้ำผมไม่เคยใส่เสื้อผ้าและไม่ชอบที่จะใส่ด้วย

ทำไมเราต้องทำให้ร่างหนักโดยใช่เหตุล่ะจริงไหม

“ไม่เห็นเป็นไร นายถอดได้ฉันก็ถอดได้แฟร์ๆ ไง” ระหว่างพูดโฟรชก็หย่นตัวลงมานั่งในสระ ปล่อยให้ฟองที่ผุดขึ้นมาปกคลุมไปทั่วร่าง

“แฟร์ตรงไหน...ถอดเสื้อผ้าอยู่ด้วยกันในนี้มันแปลกจะตาย” ถ้าเป็นเงือกด้วยกันยังพอว่าแต่นี่โฟรชเป็นมนุษย์ และดูเขาก็ไม่น่าใช่คนที่จะเปลือยกายอาบน้ำหรือแช่น้ำกับใครไปทั่ว

“หลายๆ ครั้งเดี๋ยวก็ชิน”

“ยังจะมีอีกเหรอ” แค่ผมต้องอยู่ในน้ำแบบนี้ก็รู้สึกหวิวแปลกๆ แล้วนะ

“มีสิ...บอกแล้วนี่ว่าจะทำให้รัก และครอบครองทั้งร่างกายและหัวใจนั้นให้เป็นของฉันเท่านั้น”

“โฟรช...” หัวใจผมมันเต้นรัวตอบสนองกับคำพูดของโฟรช

“มานี่ฟีแซลล์” เสียงเรียกอันแสนอ่อนโยนและเปี่ยมไปด้วยแรงดึงดูดที่ไม่อาจปฎิเสธได้ รู้ตัวอีกทีผมก็ว่ายเข้าไปหาโฟรชซะแล้ว

ผมปัดส่วนหางให้ไปอยู่ด้านข้างขณะประสานดวงตากับอีกฝ่ายตรงๆ เสียงของหัวใจในยามนี้อาจเป็นคำตอบอย่างดีถึงความรู้สึกของตัวเองที่มีต่อโฟรชก็เป็นได้

“โฟรช...อ๊ะ! ทำอะไรน่ะ” ในหัวที่กำลังคิดถึงหลายอย่างๆ ปลิวหายไปเมื่อโฟรชเอื้อมมือมาแตะบริเวณเกล็ดสีฟ้าอมเขียวของผม

“แค่อยากรู้ว่าความรู้สึกจะเป็นยังไง ไม่ชอบให้แตะเหรอ” อีกฝ่ายชักมือกลับหลังจากถาม

“ไม่ใช่แบบนั้นแค่...ไม่เคยมีใครขอจับแค่นั้นเอง” เงือกด้วยกันไม่มีหรอกที่จะมาขอจับ อย่างมากก็แค่บอกว่าสวยก็แค่นั้น

“ถ้าฉันขอจับ...จะได้รึเปล่า” โฟรชมองมายังท่อนล่างที่เป็นหางปลาต่างจากมนุษย์ที่ต่อให้อยู่ในน้ำขาก็ยังคงเป็นขา

“...ได้สิ” แม้จะมีความเขอะเขินอยู่ไม่น้อยแต่ผมก็ยอมขยับตัวให้ปลายหางวางพาดอยู่บนขาของโฟรชจะได้จับง่ายๆ

“ลื่นจัง...เกล็ดก็...มีสองชั้น?” เหมือนโฟรชจะเริ่มสนุกกับการสำรวจหางปลาของผม ฝ่ามืออุ่นๆ วางทาบลงบนเกล็ดก่อนจะกดน้ำหนักมือเล็กน้อยแล้วลากสัมผัสนั้นยาวลงไปจนเกือบถึงปลายหาง

“อ๊ะ!...อุ๊บ!” ผมรีบตะครุบปากตัวเองไว้เมื่หลุดเสียงแปลกๆ ออกไป

ส่วนหางของตัวเองผมแตะหรือลูบบ่อยนะแต่ไม่เคยจะมีครั้งไหนที่ให้ความรู้สึกวาบหวามแบบนี้มาก่อน

“ส่งเสียงแบบนั้นมันขี้โกงนะฟีแซลล์”

“ขี้โกงตรงไหน...อื้อออ~!” ยังไม่ทันได้ถามจบประโยคโฟรชก็ดึงผมเข้าไปประกบจูบอย่างดูดดื่ม

ปลายลิ้นร้อนๆ ยามสัมผัสเกี่ยวพันสร้างความรู้สึกดีอย่างที่ไม่เคยได้รู้สึกมาก่อน ภายในหัวเริ่มขาวโพลนเช่นเดียวกับสติที่เริ่มขาดหายเมื่อถูกอีกฝ่ายกดจูบหนักยิ่งขึ้น

ลมหายใจที่เริ่มน้อยลงเรียกให้สติกลับมาพร้อมกับการขยับหนีซึ่งโฟรชนอกจากไม่ยอมปล่อยแล้วยังขยับเข้ามาใกล้ขึ้นปิดกั้นทุกการหลบหนี และลงโทษด้วยเรียวลิ้นอันชำชองจนผมแทบละลายกลายเป็นหนึ่งเดียวกับสายน้ำ

“ทำเหมือนจูบไม่เป็นนะฟีแซลล์” โฟรชยอมปล่อยให้ผมได้หายใจหลังจากจูบผมจนปากเจ่อ

“...ก็ไม่เป็นน่ะสิ” ผมหลบหน้าส่งเสียงงึมงำส่งไป

“ฮืม?...ไม่เป็นหมายถึงไม่เคยจูบ?” อาจเพราะระยะที่ใกล้กันมากทำให้อีกฝ่ายสามารถจับคำพูดผมได้ทุกคำ

“ใช่...นี่เป็นจูบแรก ผิดรึไง!” ผมเริ่มพาลใส่เพราะความเขินที่มีมันเกินกว่าจะอดทนไหว

ก่อนหน้านี้ที่ผมช่วยชีวิตโฟรชในวัยเด็กไว้ก็มีการผายปอดแต่การช่วยผายปอดนั้นคงไม่เอามานับว่าเป็นการจูบหรอก และถึงจะนับความจริงที่ว่าจูบแรกของผมเป็นโฟรชก็ยังคงไม่เปลี่ยนแปลง

“หึ...เป็นเรื่องที่น่ายินดีที่สุดของวันเลย” รอยยิ้มอันแสนพอใจนั่นทำเอาผมรู้สึกพลาดที่บอกอีกฝ่ายไปตามจริง

“ใช่เรื่องน่ายินดีที่ไหนกัน”

การที่ผมมีจูบแรกตอนอายุ 50 ปีนี่มันไม่ใช่เรื่องน่ายินดีสักนิด!

สำหรับเงือกอย่างพวกจะถือเป็นเรื่องปกติสำหรับผู้ที่ยังไม่มีคู่ การเที่ยวไปจูบสาวๆ หรือแอบสัมผัสกันไม่ใช่เรื่องที่พวกเราทำ มีแต่ไปมาหาสู่หรือพูดคุย รอจนกว่าจะตกลงตรงใจกันจึงจะสามารถจูบหรือทำมากกว่านั้นได้

ใช่ว่าผมจะไม่เคยมีใครเข้าหาแต่ยังไม่มีใครที่ทำให้ผมสนใจได้มากขนาดนั้น

ไม่สิ...ตอนนี้ต้องเปลี่ยนคำพูดแล้ว เพราะคนที่ทำให้ผมสนใจได้น่ะอยู่ตรงหน้านี้แล้ว

“น่ายินดีสิ...ฉันได้จูบแรกของนายมาแล้วฟีแซลล์” ทั้งสายตาและน้ำเสียงรวมไปถึงใบหน้าเปี่ยมสุขนั่นเรียกความร้อนจากทั่วทั้งร่างกายให้ปะทุขึ้นมายังใบหน้า

น้ำในสระที่ว่าร้อนยังเทียบไม่ได้กับอุณหภูมิร่างกายของผมในตอนนี้

.................................................

จูบกันแล้วววว

แต่งไปก็บิดไป ถึงจะมีตัวร้ายแทรกเข้ามาแต่ความหวานก็ยังคงอยู่

ถ้าเงือกมีจริงเราก็อยากจะเล่นน้ำกับเงือกสักครั้งคงจะเป็นอะไรที่สนุกมาก

ความรู้สึกของโฟรชที่มีต่อฟีแซลล์ไม่ใช่แค่ชอบ ไม่ใช่แค่รัก แต่ยังหลงเข้าขั้นบ้าคลั่งด้วย 555

ดีใจที่ทุกคนชอบนะคะ

หลังจากนี้เรื่องจะเข้มข้นขึ้นแล้ว

ฝากติดตามไปจนจบเรื่องด้วยน้าา

ไว้เจอกันใหม่ตอนหน้าน้าา

บ๊ายบาย

nicedog

♫ ♪ ♪ ღ♫ ♪ ♪ ღ♫ ♪ ♪ ღ♫ ♪ ♪ ღ♫ ♪ ♪ ღ♫ ♪ ♪

ความคิดเห็น