email-icon facebook-icon Line-icon

ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

บทที่ 3 ทวงสัญญาในอดีต

ชื่อตอน : บทที่ 3 ทวงสัญญาในอดีต

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย y

คนเข้าชมทั้งหมด : 1.3k

ความคิดเห็น : 7

ปรับปรุงล่าสุด : 27 ก.ย. 2562 15:00 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
บทที่ 3 ทวงสัญญาในอดีต
แบบอักษร

“องค์ชาย จะเสด็จไปไหนหรือพะย่ะค่ะ?” ร่างสูงใหญ่องอาจในชุดเกราะหนังอ่อนสีดำทมิฬ ใบหน้าคมเข้มหล่อเหลาคร้ามแดด เดินตรงมาหาเพรียวที่กำลังเดินออกจากตำหนักของตัวเอง

“ท่านแม่ทัพ?! ท่านกลับมาตั้งแต่เมื่อไหร่รึ?” ใบหน้างามหันไปยังทิศทางของเสียงนั้น ก่อนจะเอ่ยอย่างประหลาดใจ เมื่อเห็นคนที่ต้องอยู่ชายแดนในเวลานี้ กลับมาอยู่ที่นี่ได้

“กระหม่อมเพิ่งจะมาถึงเมื่อเช้านี้พะย่ะค่ะ จึงไปเข้าเฝ้าฝ่าบาทเพื่อรายงานสถานการณ์ชายแดน ช่วงนี้สงบเรียบร้อยกระหม่อมก็คงจะอยู่ที่เมืองหลวงได้อีกหลายเดือนพะย่ะค่ะ” ริมฝีปากหยักยกยิ้มบาง ก่อนจะตอบคำถามคนตรงหน้า ดวงหน้างดงามที่ไม่ได้เห็นมาเกือบปียังคงงดงามเกินใคร ยิ่งนับวันก็ยิ่งเหมือนหวงโฮ่วผู้เป็นพระมารดา จนร่างสูงใหญ่รู้สึกหลงใหลจนถอนตัวไม่ขึ้น

“อืม งั้นท่านก็รีบไปพักผ่อนเถิด เพิ่งมาเหนื่อยๆ ข้าจะไปหาหงหลินเสียหน่อย เขาเพิ่งมาถึงเมื่อวาน แต่ได้รับบาดเจ็บ ข้าว่าจะไปช่วยดูแลเขาแทนเสด็จแม่ ขืนให้เสด็จแม่อยู่กับหงหลินทั้งวัน เสด็จพ่ออาจจะกริ้วได้” ร่างเพรียวเห็นว่าร่างสูงใหญ่น่าจะเหน็ดเหนื่อยจากการเดินทางจึงบอกให้อีกฝ่ายไปพักผ่อน แต่เมื่อเอ่ยถึงใครคนหนึ่งขึ้นมา นั่นเป็นสิ่งที่ทำให้ร่างสูงกำมือแน่น มือหนาจะฉวยข้อมือเรียวลากคนงามให้เดินตามตน “อ๊ะ!! ท่านแม่ทัพ! ท่านจะพาข้าไปไหน?”

 

ประตูหน้าตำหนักขององค์ชายจื่อหลันถูกเปิดออกโดยขันทีหน้าตำหนัก ร่างสูงดึงคนงามเข้ามาในห้องทันที นางกำนัลและขันทีที่อยู่ภายในรีบก้มหน้าแล้วเดินออกไปอย่างรู้งาน ในวังหลวงแห่งนี้ไม่มีใครไม่รู้ว่า ท่านแม่ทัพเซียวเหยียนผู้นี้ คือ ว่าที่ราชบุตรเขยในอานาคต ทั้งยังเป็นแม่ทัพสูงสุดที่อายุน้อยที่สุดตั้งแต่เคยมีมาตั้งแต่เมื่อห้าปีที่แล้ว เขาได้เลื่อนตำแหน่งเป็นแม่ทัพตอนอายุยี่สิบปี เพราะผลงานที่เป็นผู้นำยกทัพไปยึดเมืองหน้าด่านของแคว้นเหลียวได้ถึงสองเมืองในเวลาสองปีในตอนช่วงที่ยังเป็นรองแม่ทัพ และเมื่อขึ้นเป็นแม่ทัพแล้วก็ได้ยกทัพไปยึดเมืองหน้าด่านของแคว้นเหลียวได้อีกสามเมืองในเวลาสองปี ตอนนี้เขาคือผู้ที่กุมอำนาจทหารทั้งหมดในแคว้นซ่งรองลงมาจากฝ่าบาทเท่านั้น ร่างดึงร่างบางเข้ามากอดแน่น ก่อนจะเอ่ยในสิ่งที่ตัวเองรู้สึกในยามนี้ “แล้วองค์ชายไม่คิดว่ากระหม่อมจะโกรธเหมือนฝ่าบาทหรือพะย่ะค่ะ”

“ท่านแม่ทัพ! ปล่อยข้านะ! อุ๊บ! อื้อ!!” ริมฝีปากหยักกดจูบคนในอ้อมกอดอย่างถือสิทธิ์ แรงกดจูบหนักทำให้ร่างเพรียวกำสาบเสื้อของอีกฝ่ายแน่น ริมฝีปากบางเผยอเพื่อหอบหายใจ แต่นั้นเป็นโอกาสของลิ้นหนาที่ฉวยสอดแทรกลึกเข้าไปควานหาลิ้นเล็กที่อยู่ภายใน ก่อนจะดูดดึงอย่างกระหาย นานนับปีที่ไม่ได้สัมผัสยิ่งทำให้ร่างสูงใหญ่รู้สึกถวิลหาคนตรงหน้ามากยิ่งขึ้น จูบหนักหน่วงทำให้จื่อหลันหายใจไม่ทัน ไร้เรี่ยวแรงที่จะพยุงตัวทำได้เพียงเกาะเกี่ยวคนตรงหน้าไว้ วงแขนแกร่งกอดกระชับคนในอ้อมแขนให้แน่นขึ้นเพื่อช่วยพยุงไม่ให้ร่างเพรียวร่วงหล่น ริมฝีปากหยักผละจูบออกก่อนจะลากไล้ไปตามซอกคอขาว สูดดมความหอมกรุ่นจากตัวของอีกฝ่าย “อื้อ!! อย่า…”

“วันนี้ฝ่าบาทพระราชทานอนุญาตให้กระหม่อมอภิเษกกับองค์ชายแล้ว ดังนั้นกระหม่อมจึงมาทวงสัญญาที่องค์ชายเคยให้ไว้กับกระหม่อมพะย่ะค่ะ” ร่างสูงเอ่ยชิดริมฝีปากบาง ริมฝีปากหยักคลอเคลียตามแนวแก้มนุ่ม

“สัญ...สัญญาอะไร? อื้อ!” จื่อหลันเอ่ยถามทั้งที่ก็รู้อยู่เต็มอก ฟันคมกัดลงบนติ่งหูนุ่มเมื่อร่างเพรียวกำลังจะปฏิเสธ

“สัญญาที่องค์ชายจะต้องเป็น‘คนของกระหม่อม’เมื่อโตพอแล้ว ยังไงล่ะพะย่ะค่ะ” ร่างสูงใหญ่เอ่ยย้ำให้ร่างเพรียวรับรู้ว่าอีกฝ่ายโตพอแล้ว และจะต้องเป็น‘คนของเขา’ในไม่ช้านี้

“แต่ข้ายัง...อื้อ!! ท่านแม่ทัพ!! ปล่อยข้านะ!! ตอนนี้ยังเป็นเวลากลางวัน อ๊ะ!!” จื่อหลันหดคอหนี พร้อมทั้งขืนตัวออก เพราะยามนี้เป็นเวลากลางวัน ถ้ามีคนมาเห็นเข้าเขาคงต้องอับอายจนต้องแทรกแผ่นดินหนีเป็นแน่

“แสดงว่า ถ้าเป็นเวลา‘กลางคืน’ องค์ชายก็จะยอมเป็นคนของกระหม่อม ใช่หรือไม่พะย่ะค่ะ?” เซียวเหยียนเอ่ยหยอก ความจริงไม่ต้องกลัวว่าใครจะมาเห็นด้วยซ้ำ ในเมื่อขันทีนางกำนัลต่างรู้หน้าที่ และเขาสามารถทำอะไรก็ได้กับร่างเพรียวผู้นี้ เพราะในตอนนี้เขาเป็นถึง‘ว่าที่ราชบุตรเขย’แล้ว เมื่อช่วงเช้าที่เขาเร่งเดินทางเข้าวังมา มาขอเข้าเฝ้าฝ่าบาทก็เพื่อทวงสัญญานี้ สัญญาเมื่อสิบปีก่อน เพราะเขาสามารถขึ้นเป็นแม่ทัพสูงสุดภายในสิบปีตามที่ฝ่าบาทได้ให้เงื่อนไขเอาไว้ ไม่สิ เพียงแค่แปดปีเท่านั้นที่เขาสามารถทำตามเงื่อนไขได้สำเร็จ แต่เพราะเขายังต้องดูแลความสงบที่ชายแดน จึงทำให้เขามาวังหลวงได้แค่ปีละไม่กี่ครั้ง และเพราะครั้งนั้นที่เขาโดนฝ่าบาททำโทษไม่ให้กลับมายังวังหลวงเป็นเวลาสองปี จึงทำให้ไม่สามารถมาทวงสัญญาได้ตามที่เขาต้องการ แต่ในเวลานี้เขามีรองแม่ทัพที่เก่งกาจและสามารถไว้ใจได้ จึงทำให้เขาสามารถกลับมาวังหลวงเพื่อมาทวงสัญญานี้ได้ สัญญาที่จะได้อภิเษกกับองค์ชายสาม‘จ้าวจื่อหลัน’

“พี่เซียวเหยียน!!! หยุดนะ!!” ร่างเพรียวเริ่มโมโหแล้ว ทุกครั้งที่จื่อหลันเริ่มมีโทสะกับคนตรงหน้านี้ เขาจะเรียกชื่อตรงๆ และนั่นทำให้ร่างสูงใหญ่ได้รับรู้ว่าอีกฝ่ายเริ่มโกรธแล้ว

“ได้ๆ กระหม่อมหยุดแล้วพะย่ะค่ะ” ร่างสูงใหญ่หยุดการกินเต้าหู้กับคนในอ้อมกอด ก่อนจะเอ่ยกับร่างเพรียว “ถ้าองค์ชายจะไปเยี่ยมองค์รัชทายาทหงหลิน กระหม่อมจะไปด้วย”

“ไม่ได้! ถ้าท่านไปด้วย เดี๋ยวก็ไปทะเลาะกับหงหลินอีก อื้อ!!” จื่อหลันรีบปฏิเสธ แต่ก็โดนริมฝีปากหยักดูดดึงริมฝีปากบางอย่างแรงจนบวมเจ่อ ที่ร่างเพรียวค้านเพราะทุกครั้งที่ทั้งสองเผชิญหน้ากัน จะต้องทะเลาะกันทุกครั้งไป ไม่เคยคุยกันอย่างปกติเลยสักครั้งเดียว

“องค์ชายจะให้กระหม่อมไปด้วย หรือจะเป็น‘คนของกระหม่อม’ในตอนนี้เลยล่ะพะย่ะค่ะ? กระหม่อมก็ไม่อยากรอให้ถึงกลางคืนแล้ว” แต่ร่างสูงใหญ่ยังยืนกรานที่จะไปด้วย เพราะเขาไม่อยากให้ว่าที่ภรรยาต้องไปหาคนที่คิดไม่ซื่อกับคนของเขา

“ได้ๆ ข้าให้ท่านไปด้วยก็ได้” จื่อหลันเกรงว่าร่างสูงตรงหน้าจะทำในตอนนี้จริงๆ จึงรีบรับปาก

“เด็กดี” ริมฝีปากหยักกดจูบบนหน้าผากนวล ก่อนจะปล่อยคนงามให้เป็นอิสระ

 

 

 

“หงหลิน เจ้าเป็นอย่างไรบ้าง?” จื่อหลันเดินเข้ามาในตำหนักรับรองพร้อมทั้งเอ่ยถามคนที่กำลังนั่งให้หมอหลวงประคบร้อนอาการบาดเจ็บที่ข้อเท้าอยู่

“เพราะเจ้าไม่ได้มานอนเป็นเพื่อนข้า อาการเลยไม่ค่อยขึ้นเท่า...ไหร่...ทำไมเขาถึงมาด้วย?” หงหลินเอ่ยตอบอย่างติดจะหยอกเย้าทันทีได้ยินเสียงของผู้มาใหม่ แต่พอเงยหน้าขึ้นรอยยิ้มงดงามก็พลันจางหายไปในพริบตา เมื่อคนที่มาพร้อมกับร่างเพรียวตรงหน้าเป็นบุคคลที่เขาไม่อยากจะเห็นหน้าเป็นที่สุด

“เอ่อ...ท่านแม่ทัพเพิ่งกลับมาจากชายแดน เลยขอตามข้ามาเพื่อมาดูอาการเจ้าด้วย” จื่อหลันรีบเอ่ยทำลายบรรยากาศอันน่าอึดอัดทันที

“ถวายบังคมองค์รัชทายาท” ร่างสูงใหญ่ประสานมือทำความเคารพตามธรรมเนียม

“ตามสบายเถอะ ท่านแม่ทัพ...นึกไม่ถึงว่าท่านแม่ทัพเซียวเหยียนผู้เก่งกาจจะเป็นห่วงเป็นใยผู้อื่นด้วย” หงหลินเบือนหน้าหันไปทางอื่น ก่อนคำพูดค่อนแคะจะออกมาจากริมฝีปากบาง หงหลินรู้สึกไม่สบอารมณ์เป็นอย่างยิ่ง เพราะชายคนนี้ทำให้เขาไม่สามารถหมั้นหมายกับจื่อหลันได้ เพียงเพราะเขาช้าไปหลายก้าว ถ้าเขาเกิดก่อนจื่อหลันสักห้าปี คนผู้นี้คงไม่มีทางได้มายืนเคียงข้างคนที่เขาหมายปองไว้หรอก ไม่มีทาง!

“ทูลองค์รัชทายาท กระหม่อมเพียงเป็นห่วงว่าองค์รัชทายาทจะทรงทำให้องค์ชายสามของกระหม่อมเป็นกังวลใจ จึงอยากจะเจ้ามาดูให้เห็นกับตาพะย่ะค่ะ” เซียวเหยียนเอ่ยอย่างไม่เกรงใจ และเพราะคำว่า‘องค์ขายสามของกระหม่อม’นัานยิ่งทำให้หงหลินรู้สึกเดือดดาน แต่ก็พยายามระงับสติอารมณ์ไว้ เพื่อไม่ให้จื่อหลันมองเขาเป็นคนเจ้าอารมณ์

“ถ้าอย่างนั้น ข้าก็สบายดีแล้ว มีหมอหลวงคอยดูแลเป็นอย่างดีแล้ว..จื่อหลัน เจ้าไม่ต้องเป็นกังวลใจไปหรอก อีกไม่กี่วันก็หายดี เจ้ากลับไปเถอะ ข้าอยู่คนเดียวได้” หงหลินตัดสินใจให้ร่างเพรียวตรงหน้ากลับไปก่อน เพราะเขาไม่อยากเห็นหน้าบุรุษที่อยู่ข้างกายจื่อหลัน

“แต่ว่า...หงหลิน…” จื่อหลันอึกอัก พูดไม่ออก บรรยากาศไม่ดีที่คาดไว้ ทำให้เขายากที่จะพูดแก้อะไรออกไปได้อีก

“เจ้ากลับไปก่อนเถอะ ข้าดื่มโอสถแก้ปวดไปเมื่อสักครู่นี้ เริ่มรู้สึกง่วงแล้ว” หงหลินยืนกราน โดยหาเหตุผลขึ้นมาอ้างให้อีกฝ่ายกลับไป

“อืม ก็ได้...ไว้ข้าจะมาเยี่ยมเจ้าใหม่นะ...ฝากท่านหมอหลวงด้วยนะ” จื่อหลันพยักหน้ารับ ก่อนจะหันไปหาหมอหลวงที่กำลังทำหน้าที่ของตนอยู่

“พะย่ะค่ะ! องค์ชายสาม” หมอหลวงรีบขานรับ ในใจหวั่นกลัวว่าจะมีเรื่องเกิดขึ้น แต่ก็โล่งใจที่ผ่านพ้นเวลานี้ไปอย่างราบรื่น

“ข้าไปล่ะนะ หงหลิน” จื่อหลันหันหลังกลับ แล้วเดินออกไป หงหลินกำหมัดแน่น มองคนทั้งสองที่ออกไปด้วยกัน ด้วยสายตาชิงชัง

 

‘เจ้าคนใฝ่สูงนั่น!! เฮอะ!! ชอบเข้ามาขัดขวางข้าเสียทุกเรื่อง!!’

ความคิดเห็น