email-icon Twitter-icon

ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

ตอนที่ 11 : คงจะดีกว่า ถ้าวันนั้นมันเป็นแค่ฝันร้าย

ชื่อตอน : ตอนที่ 11 : คงจะดีกว่า ถ้าวันนั้นมันเป็นแค่ฝันร้าย

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย y

คนเข้าชมทั้งหมด : 1.6k

ความคิดเห็น : 3

ปรับปรุงล่าสุด : 13 ก.ย. 2562 01:31 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
ตอนที่ 11 : คงจะดีกว่า ถ้าวันนั้นมันเป็นแค่ฝันร้าย
แบบอักษร

ตอนที่ 11 

คงจะดีกว่า ถ้าวันนั้นมันเป็นแค่ฝันร้าย 

           เวลาถูกถามว่าโตขึ้นอยากจะเป็นอะไร ผมไม่เคยให้คำตอบได้เพราะยังไม่รู้ความต้องการของตัวเองแต่มีความต้องการของแม่ที่คาดหวังในตัวผมอยู่เสมอ แม่อยากให้เรียนหมอ ส่วนพ่อไม่เคยพูดอะไรแต่ดูแล้วก็คล้ายว่าจะสนับสนุนความคิดของแม่ หน่อยเห็นดีเห็นงามด้วยเป็นที่หนึ่ง เพราะอยากเห็นผมเป็นหมอในอนาคต

หน่อยสอนผมอยู่เสมอว่าทุกอย่างที่พ่อกับแม่ทำให้เป็นเพราะรักและหวังดี ถูกฝังให้เชื่อแบบนั้นมาโดยตลอด แต่ดูเหมือนว่า ความคาดหวังจะเป็นความรักที่บิดเบี้ยวเพราะมันส่งผลให้ผมรู้สึกในทางตรงข้ามกันอยู่เสมอ บ่อยครั้งผมเกิดคำถามว่าแม่กำลังคาดหวังเพื่อตัวผมหรือเพื่อตัวเองกันแน่

แต่ถึงอย่างนั้นการตั้งใจเรียนก็ดูจะเป็นหน้าที่เดียวที่ผมพอจะทำได้ อย่างที่บอกว่าผมไม่มีปัญหาเรื่องการเรียน แต่อย่างหนึ่งที่ไม่ชอบก็เวลาที่ต้องทำงานคู่หรืองานกลุ่ม มันกลายเป็นเรื่องยากสำหรับผมที่จะต้องหาคู่หรือยัดเยียดตัวเองเข้าไปในกลุ่มของใครสักคน อย่างวันนี้ในคาบวิทยาศาสตร์ก็มีงานกลุ่มที่ต้องทำรายงานและนำเสนอหน้าห้อง การจับกลุ่มถูกจัดขึ้นตั้งแต่คาบที่แล้ว ผมเป็นเศษเหลือที่ถูกอาจารย์จับยัดใส่กลุ่มของนักเรียนแถวหลังที่ยังขาดคนอยู่ด้วยความไม่เต็มใจนัก ปั้นยกตำแหน่งหัวหน้ากลุ่มเหตุผลก็เพราะต้องการโยนทุกงานให้ผมรับผิดชอบแต่อย่างไรการพรีเซนท์ของวันนี้ก็ผ่านพ้นไปแล้ว ผมคิดว่าทุกอย่างจะจบในตอนที่กำลังจะหมดคาบแต่ดูเหมือนว่าสถานการณ์จะไม่เป็นเช่นนั้น ทุกอย่างกำลังจะเริ่มต้นต่างหาก...  

"ปณิธาน" เสียงเรียกจากครูที่หน้าห้องดังขึ้นเรียกความสนใจของผมไปแม้ว่าจะไม่ใช่ชื่อตัวเอง เจ้าของชื่ออย่างปั้นที่นั่งอยู่ด้านหลังขานรับเสียงดัง

"ครับผม"

"กลุ่มเธอ ออกมาคุยกับครูหน่อย"

นักเรียนห้าคนรวมผม ลุกออกจากโต๊ะไปที่หน้าห้อง เราตกเป็นที่สนใจจากจำนวนสมาชิกที่เหลือในห้องทันทีเพราะไม่มีใครรู้ว่ากำลังจะเกิดอะไรขึ้น กระทั่งเล่มรายงานของกลุ่มเราถูกครูโยนลงบนโต๊ะเบาๆ 

"ใครเป็นคนทำรายงานเล่มนี้"

"ช่วยกันครับ" หนึ่งในกลุ่มเป็นตัวแทนตอบหลังจากที่เอาแต่มองหน้ากันไปมา

"ครูถามอีกที"

"พวกเรา...ช่วยกันครับ"

"พันธกานต์"

ผมเงยหน้าขึ้นมองหลังจากเสียงเรียก ก่อนจะต้องก้มหน้าลงไปอีกเมื่อครูพูดต่อในประโยคหลัง

"เธอเป็นคนทำทั้งหมดใช่ไหม"

"..."

"ตอบครู"

หากผมพูดความจริง เพื่อนในกลุ่มจะซวยกันหมดแต่ถ้าผมโกหก ครูก็ต้องรู้อยู่ดี จึงทำได้แค่ก้มหน้าเงียบ ไม่มีคำตอบจากผม

"เธอทำรายงานส่งครูมากี่เล่มแล้ว คิดว่าครูจะไม่รู้เหรอ ตอนพรีเซนท์งานก็แทบจะพูดอยู่คนเดียว ครูถามอะไรก็ตอบอยู่คนเดียว ทำคนเดียวแบบนี้จะเอาคะแนนคนเดียวหรือไง!"

"เปล่านะครับ"

"แล้วทำไมไม่ให้เพื่อนช่วย"

ก็ไม่มีใครช่วย...ไม่มีใครสนใจ...ไม่มีใครตามงาน...ไม่มีเลย  

"ถึงเธอจะเก่งแค่ไหนแต่มันก็เป็นงานกลุ่ม ถึงเพื่อนไม่ช่วยก็ต้องบังคับให้มันช่วย ไม่งั้นครูจะสั่งงานกลุ่มไปเพื่ออะไร พวกเธอก็เหมือนกัน ทำไมไม่ช่วยเพื่อน ทำตัวมักง่ายแบบนี้แล้วอย่าคิดว่าครูจะไม่รู้นะ"

"..."

"พันธกานต์ ครูให้เธอเลือกว่าจะเอาคะแนนคนเดียวแล้วให้เพื่อนได้ศูนย์คะแนนหรือให้คะแนนเพื่อนแล้วเธอได้ศูนย์แทน"

นึกโกรธอยู่ในใจว่าทำไมความรับผิดชอบทั้งหมดต้องตกอยู่ที่ผม ผมไม่รู้ว่าการที่เอางานมาทำคนเดียวทั้งหมดให้มันจบๆ ไปจะกลายเป็นปัญหาใหญ่ที่ทำให้เราเดือดร้อนกันหมด แม้จะพยายามขนาดไหนแต่ทุกอย่างก็ยังแย่ลงอยู่เรื่อยๆ ไม่มีโอกาสให้ผมได้หายใจอย่างสะดวกในห้องเรียนที่แสนจะโหดร้ายนี่เลย

"ว่ายังไงพันธกานต์"

"ให้เพื่อนได้คะแนนครับ ผมรับผิดเอง"

"เธอจะเอาแบบนี้ใช่ไหม"

"ครับ"

มันเป็นทางเลือกที่ดูไม่มีทางเลือกเลยด้วยซ้ำ ถ้าผมเห็นแก่ตัวเองแล้วเอาคะแนนนั้นไว้คนเดียว ผมคงไม่มีชีวิตรอดจากคนพวกนี้ที่ดูจะแค้นเคืองกันราวกับเจ้าป่ารอขย้ำเหยื่อ

"พันธกานต์กลับไปนั่งที่ พวกที่เหลือคุยกับครูก่อน"

ผมพยักหน้ารับก่อนเดินกลับไปที่โต๊ะ เพื่อนในห้องยังมองมาที่ผมจนต้องก้มหน้าเดินไปนั่งที่ให้เร็วที่สุด เสียงของครูที่หน้าห้องยังคงได้ยินมาถึงตรงนี้เพราะความเงียบ เด็กพวกนั้นโดนดุเรื่องที่ไม่ช่วยงานกลุ่ม เป็นความจริงจึงไม่อาจมีใครเถียง การถูกต่อว่าต่อหน้าคนในห้องคงไม่เป็นที่ชอบใจเท่าไรนัก ในตอนที่ครูเดินออกไปแล้วหลังหมดเวลาเรียนพอดี พวกนั้นก็เดินกลับเข้ามาที่โต๊ะ ความโกรธเคืองถูกบอกผ่านสายตาที่กำลังจับจ้องอยู่นั่นจนผมรู้สึกถึงลางไม่ดีที่จะต้องเจอ หมดคาบพอดี...รีบไปจากตรงนี้ดีกว่า

"มึงจะไปไหน"

เสียงเรียกของเพื่อนคนหนึ่งหยุดทุกอย่างที่ผมกำลังจะทำ ก่อนคนในกลุ่มทั้งหมดจะมายืนรุมล้อมผมเอาไว้ ถอยหลังจนหมดหนทางหนี ผมยังคงทำได้แค่ก้มหน้าเงียบๆ

"มึงตั้งใจทำรายงานให้ครูเขาดูออกว่ามึงทำคนเดียวเหรอ"

"ไม่ใช่นะ"

"แล้วครูเขารู้ได้ไง"

"ก็ไม่รู้เหมือนกัน"

"มึงรู้ไหมทำไมคนเขาถึงเกลียดมึงทั้งห้องเพราะมึงนิสัยแบบนี้ไง ไม่น่ารับมึงเข้ากลุ่มแต่แรกเลย ไอ้เหี้ยเอ๊ย!" คำด่าหยาบคายมาพร้อมกับแรงผลักที่ทำเอาผมเซไปชนกับโต๊ะ เสียงดังดึงความสนใจของเพื่อนให้หันมามองอีกครั้ง

"เห็นหน้ามึงแล้วแม่ง!"

"เฮ้ย ใจเย็น" ปั้นปัดมือที่กำลังจะผลักซ้ำเข้ามาอีกทีออกไปก่อน ยืนอยู่ตรงนี้ผมเหมือนลูกหมาตัวเล็กๆ ที่กำลังโดนรุม ไม่ได้สู้ ไม่ได้หนี ไม่มีแม้แต่สิทธิ์ที่จะโต้เถียง

คนที่ดูมีอิทธิพลที่สุดอย่างปั้นขยับเท้าเข้ามาตรงหน้าผม พวกที่เหลือจึงถอยหลังออกไป ถูกจ้องหน้าอยู่ครู่หนึ่งก่อนอีกฝ่ายจะยกมุมปากขึ้นยิ้มแล้วพูดออกมา

"ทำไมมึงไม่บอกครูไปว่าอยากได้คะแนนคนเดียว"

"..."

"ทำแบบนี้คิดว่ากูจะขอบคุณมึงงั้นเหรอ"

"..."

"ใช่ มึงคิดถูก ขอบคุณนะ ไม่ต้องทำอะไรก็ได้คะแนนฟรีๆ ดีจะตาย ประทับใจว่ะ" ว่าแล้วยกมือข้างหนึ่งขึ้นตบหน้าผมเบาๆ แล้วกอดคอเอาไว้อย่างนั้น 

"คะแนนมึงหายไปแค่นี้ใช่ว่าจะไม่ได้เกรดสี่ซะหน่อยแต่พวกกูเนี่ยมีสิทธิ์ติดศูนย์ได้เลยนะ พวกมึงก็ต้องขอบคุณพลีสมันด้วย ขอบคุณเร็ว"

"ปล่อย" ผมพูดเบาๆ เพื่อบอกให้คนที่กำลังกอดคออยู่ปล่อยผมออกแต่คนที่กำลังสนใจจะพูดเรื่องอื่นมากกว่าจึงไม่ได้ยิน

"ถ้าไม่ได้มันเราก็ไม่ได้คะแนนนะเว้ย"

"ปล่อย!" ผมเพิ่มเสียงให้ดังกว่าเดิม จึงได้รับความสนใจจากคนข้างๆ

"อะไร"

"ปล่อย...ปล่อยเรา"

"ทำไม แตะเนื้อต้องตัวไม่ได้เลยเหรอ"

"ไม่ชอบ...ปล่อย" ยิ่งผมถอยหนี ยิ่งขยับเข้ามาใกล้ ยิ่งผมพยายามพาตัวเองให้หลุดพ้น ยิ่งถูกกอดรัดให้แน่นกว่าเดิม

"ปั้น ปล่อยเถอะ"

"มึงวิเศษมาจากไหน ถึงได้รังเกียจอะไรกูนักหนา ถูกเนื้อถูกตัวแค่นี้ไม่ได้ มึงเป็นอะไร"

"เราไม่ชอบ"

"แต่กูชอบ ไม่อยากปล่อยเลย" เสียงหัวเราะของคนอื่นๆ ดังขึ้นตอนที่ปั้นกำลังแกล้งผมมากขึ้นด้วยการกอดแน่นกว่าเดิม กระทั่งยื่นปลายจมูกเข้ามาเฉียดใบหน้าทำท่าจะหอมแก้ม การใกล้ชิดอย่างจงใจเป็นเหตุให้ผมตัวสั่น หัวใจขยับจังหวะเต้นแรงขึ้น สติหลุดจนแทบจะควบคุมตัวเองไม่อยู่ ทั้งหมดนั่นเป็นเพราะความหวาดกลัว

"ปั้น ปล่อยเราเถอะ ปล่อย..."

"ไม่ปล่อย จะทำไม"

"ปล่อย"

"ไม่"

"บอกให้ปล่อย!" ผมใช้เรี่ยวแรงที่มีผลักปั้นขยับออกไปได้เพียงเล็กน้อยแต่คงเป็นเพราะการตะโกนสุดเสียงที่ดังจนคนข้างๆ ตกใจจึงยอมปล่อยผมออก  

"มึงเป็นอะไรเนี่ย"

"ไม่ชอบ!"

"แค่นี้มันจะตายเลยหรือไง ฮะ! มันจะตายเลยหรือไง!" มันควรจบตั้งแต่ตอนที่ผมบอกว่าไม่ชอบแต่การถูกกลั่นแกล้งมันไม่ง่ายแบบนั้น ยิ่งรู้ว่าผมไม่ชอบ ยิ่งทำเหมือนเป็นเรื่องสนุก ปั้นดึงผมเข้าไปกอดอีกที แม้ผมจะดิ้นหนีคล้ายคนที่ต้องการเอาชีวิตรอดจากสัตว์ร้าย 

"ปล่อย!"  

เสียงร้องของผมดังขึ้นเรื่อยๆ แต่ไม่เท่าเสียงหัวเราะของเพื่อนในห้องที่มองเป็นเรื่องขำขัน ทั้งที่ความจริง ผมหวาดกลัวจนแทบขาดใจ ไม่รู้จะสู้ยังไงสุดท้ายจึงร้องไห้ออกมา 

"เฮ้ย! ร้องไห้ทำไมวะ"

"ก็บอกให้ปล่อยไง! บอกให้ปล่อยกู! ปล่อยกู! ไอ้เหี้ย! ปล่อยกู!" ผมโวยวายด้วยคำหยาบอย่างที่ไม่เคยพูดมาก่อน ด้วยความตกใจหรืออะไรก็ตามที ไอ้ปั้นจึงยอมปล่อยผมออก

"มึงเป็นอะไรพลีส"

"อย่ามาแตะตัวกู!"

ผมทรุดตัวลงนั่งกับพื้นสติพลันหลุดลอยหายไป ไม่สามารถหยุดยั้งน้ำตาที่ไหลออกมาด้วยความฟูมฟาย แม้จะถูกถามว่าเป็นอะไรก็ไม่สามารถให้คำตอบได้ ทำได้แค่ร้องไห้และอยากหนีหายให้พ้นไปจากตรงนี้...อยากไปจากตรงนี้...ไม่อยากอยู่แล้ว

...

ทุกวันอาทิตย์ หน่อยจะพาผมมาที่โบสถ์ การมาที่นี่มันทำให้ผมรู้สึกสงบและอบอุ่น ราวกับว่าทุกปัญหาที่เกิดขึ้นในใจพระเจ้าจะเป็นผู้รับฟังและต่อให้ไม่เหลือใครในชีวิต ผมยังคงเหลือความศรัทธาอยู่

"น้องพลีสคะ"

ผมหันมองหน่อยที่เดินเข้ามาเรียก หลังจากปล่อยให้ผมนั่งเล่นอยู่ที่ริมสนามฟุตบอลหน้าโบสถ์

"คุณกานต์โทรมาให้หน่อยไปทำธุระให้ เรากลับบ้านกันเถอะค่ะ"

"พลีสยังไม่อยากกลับ"

"ถ้าอย่างนั้น..."

"หน่อยไปเถอะ พลีสกลับเองได้"

"หน่อยอาจจะกลับไม่ทันทำอาหารกลางวันให้ น้องพลีสหาอะไรทานเองได้ไหมคะ"

"ได้"

"น้องพลีสโอเคนะคะ"

ผมพยักหน้ารับเพื่อบอกให้หน่อยแน่ใจว่าผมโอเคกับทุกเรื่อง ก่อนที่หน่อยจะเดินออกไป สายตาผมกลับไปจ้องมองเด็กๆ ที่กำลังวิ่งเล่นอยู่ในสนาม เสียงดังจอแจแต่กลับไม่รู้สึกหนวกหูหรือรำคาญ นั่งมองอยู่นานอย่างเลื่อนลอย กระทั่งได้ยินเสียงหนึ่งในนั้นหวีดร้องเสียงดังเพราะวิ่งหกล้ม ด้วยความตกใจผมจึงลุกขึ้นยืนหวังจะเข้าไปช่วย แต่ช้ากว่าเด็กผู้ชายวัยมัธยมคนหนึ่งที่วิ่งเล่นอยู่ในสนามด้วย เด็กคนนั้นตรงเข้าไปถึงเด็กที่หกล้มก่อน อุ้มให้ลุกขึ้นยืนขณะคนตัวเล็กกำลังร้องไห้ 

"ไหนดูสิ เจ็บไหม"

"เจ็บค่ะ"

"เจ็บมากไหม"

"เจ็บมากค่ะ"

"ไม่เป็นไรนะ ไม่ร้อง เดี๋ยวพี่พาไปล้างแผลนะ"

ผมมองตามขณะสองคนนั้นเดินออกจากสนามเข้าไปในโบสถ์ พลันคิดไปว่า...เป็นเด็กนี่ดีจังเลย เจ็บก็บอกว่าเจ็บ ถึงจะร้องไห้ก็ไม่เป็นไร มีคนที่คอยโอบอุ้มในเวลาที่ต้องการใครสักคนมันคงเป็นเรื่องที่ดีที่สุดเท่าที่มนุษย์จะต้องการแล้ว ตัวผมเองแม้ความเป็นเด็กยังมีอยู่แต่ความเจ็บปวดกลับต้องกลายเป็นความลับ ไม่สามารถบอกให้ใครรู้ได้

มันต้องโอเค แม้ในเรื่องที่ไม่โอเค มันต้องไม่เป็นอะไร...แม้ในสิ่งที่เป็นจนแทบจะขาดใจตายก็ตาม 

 

           เพราะผมยังไม่อยากกลับบ้านหลังจากกลับจากโบสถ์จึงตั้งใจมาหาหนังสืออ่านสักเล่ม อีกใจก็อยากกินอะไรเย็นๆ สักแก้ว เลือกไม่ได้ว่าจะไปคาเฟ่หรือร้านหนังสือ จึงมาจบที่ร้านคาเฟ่กึ่งห้องสมุดที่มีหนังสือให้อ่านจำนวนมาก มีเครื่องดื่มและขนมอร่อยๆ กับพื้นที่บริการให้อ่านหนังสือหรือนั่งทำงานแบบเงียบๆ อีกด้วย ผมสั่งนมสดปั่นแก้วหนึ่งแล้วเดินหาที่นั่ง ตรงเข้าไปยังบริเวณด้านในที่เงียบกว่าจุดอื่นแต่วันนี้เป็นบ่ายวันอาทิตย์ที่คนค่อนข้างเยอะ โต๊ะทุกตัวเกือบจะเต็มไปหมด ขณะกำลังมองหาที่นั่งว่างๆ เสียงหนึ่งก็ดังเรียกขึ้นมา

"น้อง"

"..."

"น้องพลีส"

ผมหันมองเจ้าของเสียงก่อนพบว่าเป็นคุณหมอที่นั่งอยู่ที่โต๊ะตัวริม ริมฝีปากอยากขยับเป็นรอยยิ้มเพราะดีใจที่ได้เจอแต่ทำไม่ได้อย่างนั้นจึงทำได้แค่ก้มหัวเล็กน้อยเป็นเชิงทักทาย คุณหมอกวักมือเรียกให้ผมเดินเข้าไปหา สองขาจึงปฏิบัติตามราวกับเป็นคำสั่ง ผมยกมือไหว้เพื่อเป็นการทักทายอีกครั้ง

"นั่งสิ"

มีที่ว่างข้างๆ คุณหมออยู่พอดี ผมจึงขยับไปนั่งลง เว้นระยะห่างเอาไว้เล็กน้อยเพื่อไม่ให้ใกล้ชิดจนเกินไป ผมวางแก้วลงบนโต๊ะแล้วหันมองหนังสือในมือคุณหมอที่มีเนื้อหาเป็นภาษาอังกฤษทั้งเล่ม

"มาคนเดียวเหรอครับ"

"ครับ แล้วคุณหมอ..."

"มาคนเดียวเหมือนกันครับ วันนี้วันหยุดไม่รู้จะไปไหนก็เลยมาหาที่นั่งอ่านหนังสือเล่นๆ น่ะครับ"

"อ๋อ...ครับ"

ผมน่าจะมีความสามารถในการพูดคุยกับคนอื่นให้มากกว่านี้ เพื่อไม่ให้บทสนทนาของเรานั้นเงียบงัน ทั้งๆ ที่มีโอกาสได้พบกันแล้วแท้ๆ แต่ความเงียบก็ยังเป็นสิ่งเดียวที่เกิดขึ้นระหว่างเราในขณะนี้แต่ความโชคดีก็อยู่ตรงที่คุณหมอพูดเก่งกว่าจึงเป็นฝ่ายชวนผมคุยได้ยืดยาว

"แล้วฟันเป็นยังไงบ้าง เจ็บไหม"

"ไม่เจ็บครับ"

"รู้ไหมน้องเป็นคนไข้คนเดียวของพี่เลยที่ไม่เคยบอกว่าเจ็บ"

ผมทำได้แค่ยิ้ม ที่จริงมันก็มีบ้างครั้งที่เจ็บมากจนเรียกว่าทรมานได้อยู่เหมือนกันแต่ผมก็คิดเพียงแค่ว่า ต่อให้บ่นว่าเจ็บก็ใช่ว่าใครจะสนใจ ใช่ว่าความเจ็บมันจะหายไปซะหน่อย

"ถ้าเจ็บมากก็บอกพี่ได้นะ พี่จะทำให้มันเจ็บน้อยลง"

"ครับ คุณหมอ"

"จะไม่ยอมเรียกพี่เลยใช่ไหม"

ผมทำได้แค่ยิ้มตอบ ก่อนอีกฝ่ายจะทำหน้าบูดเหมือนจะงอนกัน เขาเป็นคนน่ารัก...ไม่ว่าจะทำหน้าแบบไหนก็ยังคงน่ารัก จะนิ่งเฉยหรือเผยรอยยิ้มให้เห็น ก็ดูน่ารักอยู่เสมอ มีหนึ่งคำถามที่ผมคิดสงสัยจึงใช้โอกาสนี้ถามมันออกไป

"คุณหมอ"

"..."

"คุณหมอครับ"

"ไม่เรียกพี่ ไม่หันหรอก"

"ใจร้ายจังเลยครับ"

"ฮะ? เปล่านะ! มีอะไร พูดมาสิ"

"ผมถามอะไรหน่อยได้ไหม"

"ได้ครับ"

"คุณหมออายุเท่าไรเหรอครับ"

คำถามของผมทำให้สายตาอ่อนโยนคู่นั้นเปลี่ยนเป็นมองตาขวางคล้ายจะไม่พอใจ ผมผู้ไม่รู้ความผิดของตัวเองจึงได้แต่ทำหน้างงๆ  

"ยังจะมาทำตาใส ถามอะไรออกมารู้ตัวไหม"

"ถามอายุครับ"

"โอ๊ย...ไม่ตอบครับ คำถามไม่น่ารัก"

"งั้นถามใหม่ได้ไหมครับ"

"ก็ได้ ให้โอกาส"

"ผมอายุเท่าไร"

"..."

"ตอนที่คุณหมออายุเท่าผม"

"น้อง!"

ผมยกนิ้วชี้ขึ้นเป็นเชิงให้เงียบหลังจากที่เขาแผดเสียงดังเรียกผม ผมรู้ตัวแล้วแหละว่าได้เอ่ยคำถามต้องห้ามออกไปแต่แค่แกล้งเล่น แค่แกล้งเฉยๆ น่ะ

"เอาเป็นว่าพี่ไม่ได้แก่แต่แค่มีวุฒิภาวะ โอเคไหมครับ"

"โอเคครับ"

ให้เดาเอาเองก็เห็นได้ชัดว่าเด็กมัธยมกับหมอฟันนั้นคงอายุห่างกันพอสมควรแต่ด้วยบุคลิกและหน้าตาที่ดูอ่อนเยาว์ รวมถึงนิสัยน่ารักๆ ที่มักจะทำให้เกิดรอยยิ้มอยู่เสมอ นั่นทำให้ผมไม่ได้รู้สึกว่าเขาอายุมากไปกว่าผมสักเท่าไร ระยะห่างระหว่างวัยไม่เคยมีผลต่อความรู้สึก หากแต่เป็นเรื่องอื่นมากกว่าที่ทำให้ผมรู้สึกว่า...เราอยู่ห่างกันเกินไป

"เดี๋ยวผมไปดูหนังสือทางโน้นนะครับ"

"แล้วจะกลับมานั่งตรงนี้ไหม"

ผมชี้ไปที่แก้วนมสดที่วางทิ้งเอาไว้ เป็นเชิงตอบคำถามนั้นว่าผมจะกลับมา คุณหมอยิ้มกว้างก่อนพยักหน้าเบาๆ พ้นจากสายตาคุณหมอ ผมจึงหันหลังพิงชั้นวางหนังสือแล้วยกมือตบหน้าอกตัวเองเบาๆ

เต้นซะแรงเลยนะหัวใจ... 

เราใช้เวลาอยู่ในคาเฟ่พักใหญ่ ต่างคนต่างอ่านหนังสือจบไปคนละเล่มจึงชวนกันกลับ คุณหมอเสนอตัวขับรถไปส่งที่บ้านแต่ผมปฏิเสธ เพราะรู้มาว่าบ้านเรานั้นไปคนละทางจึงเกรงใจ ชอบในความที่เขาไม่เซ้าซี้แล้วยอมแยกกันที่หน้าร้านเพื่อต่างคนต่างกลับ

"น้อง"

"ครับ"

"วันหลังว่างๆ มานั่งอ่านหนังสือด้วยกันอีกนะ"

"ครับ คุณหมอ"

"เรียกพี่ไม่ได้เหรอ"

ผมหลุดยิ้ม ยอมในความพยายามที่จะให้ผมเรียกพี่ของเขาแต่ตัวเองก็ดันไม่ใจอ่อนง่ายๆ

"ทำไมถึงอยากให้เรียกพี่จังเลยครับ"

คุณหมอเปลี่ยนสีหน้าเป็นเรียบเฉย ก้มหน้าเศร้าจนผมรู้สึกแปลกใจ

"คุณหมอ..."

"จริงๆ แล้ว พี่เคยมีน้องชายคนหนึ่ง แต่เขา..."

"..."

"เขาเพิ่งตายไป"

"..."

"ก็เลยอยากให้น้องเรียกพี่ว่าพี่ เผื่อมันจะทำให้พี่คิดถึงน้องชายน้อยลง"

หัวใจผมอ่อนยวบตอนที่ได้ยินเรื่องนั้น ซ้ำสีหน้าของคุณหมอที่ดูเศร้าจนรู้สึกสงสาร แววตาอ่อนไหวคล้ายกำลังจะร้องไห้ ผมไม่รู้วิธีปลอบใจผู้คน สิ่งเดียวที่ทำได้ตอนนี้ก็คงจะเป็นสิ่งที่เขาต้องการ แม้ไม่เคยกล้าที่จะเรียกเขาว่าพี่ต่อ แต่ครั้งนี้ถือเป็นข้อยกเว้น ผมกำลังจะขยับริมฝีปากเอ่ยคำนั้นออกไป

"พี่..."

"พี่ต่อ!"

ขวับ!  

เราทั้งคู่หันไปมองเสียงเรียกที่ดังขึ้นจากด้านหลัง ก่อนผู้ชายคนหนึ่งที่ผมคุ้นหน้าจะเดินเข้ามาแล้วร้องเรียกคุณหมออีกที

"พี่ต่อ! อยู่นี่เอง ตามหาพี่ไปทั่ว"

ผู้ชายที่สวมเสื้อยืดกับกางเกงวอร์มที่เดินเข้ามา คือผู้ชายคนที่ยกหนังสือให้ผมและเจอกันที่สนามเด็กเล่น เมื่อเขาหันมาเห็นผมก็เลิกคิ้วขึ้นทำตาโต

"อ้าว น้อง"

ผมยิ้มนิดๆ เป็นเชิงทักทาย

"นี่รู้จักกันด้วยเหรอ" เขาชี้ผมกับคุณหมอสลับกันไปมา คุณหมอทำได้แค่กัดฟันยิ้มฝืนๆ

"แล้วพี่เป็น..."

"พี่เป็นน้องชายพี่ต่อ น้องแท้ๆ เลยครับ"

ผมหันขวับมองคุณหมอที่ยังคงทำได้แค่ยิ้ม กัดฟันพูดกับน้องชายตัวเองเบาๆ

"จะโผล่มาทำไมตอนนี้!"

"มาขอตังค์"

"อีกแล้วเหรอ"

"อื้อ" ว่าแล้วก็ยกสองมือขึ้นแบต่อหน้าคุณหมอ คนถูกขอก็ควักเงินในกระเป๋าส่งให้ง่ายๆ พร้อมกับไล่ออกไปทันที

"ขอบคุณนะครับ รักพี่ต่อที่สุดเลย" บอกรักพี่ชายเสร็จก็หันมายกมือโบกให้ผมเป็นเชิงลาก่อนจะเดินออกไปจากตรงนี้ คุณหมอคนข้างๆ หันมามองผมช้าๆ ขณะที่ยังคงยิ้มกว้าง เรียกว่ามันคือการกัดฟันแล้วฉีกปากออกฝืนๆ ดีกว่า 

"มีน้องชายกี่คนเหรอครับ คนนี้ยังไม่ตายนี่"

"ขอโทษคร้าบ! พี่แค่ล้อเล่นเฉยๆ ไม่โกรธสิครับ ไม่โกรธนะ พี่ขอโทษ"

"ไม่เห็นต้องโกหกเลย"

"ก็พี่ไม่ชอบให้น้องเรียกพี่แบบนั้นเลย แค่อยากให้เราสนิทกันมากกว่านี้เฉยๆ"

"..."

"ไม่ได้เหรอครับ"

ผมเองก็คิดสงสัยอยู่เหมือนกัน ถ้าหากว่าเรื่องระหว่างเรามันมากกว่านี้...จะเป็นยังไงนะ

"เดี๋ยวพี่เลี้ยงไอติมเป็นการไถ่โทษ"

"ครับ?"

ไม่ได้บอกซะหน่อยว่าอยากกินไอติมแต่ก็เรียกเอาไว้ไม่ทัน คุณหมอเดินเข้าไปในร้านสะดวกซื้อแล้วกลับออกมาพร้อมไอติมสองโคน ตอนที่ยื่นให้ผมก็ยังคงลังเล

"ทำไมล่ะ ไม่ชอบไอติมเหรอ"

"ชอบครับ แต่ว่า..."

"ถ้าน้องไม่กินมันจะละลายนะ"

"..."

"ถ้าชอบก็กินเลย ไม่ต้องมีแต่ครับ"

ผมยื่นมือรับไอติมโคนนั้นมาจนได้ กัดเข้าไปหนึ่งคำเพื่อรับรสชาติช็อกโกแลตละมุนลิ้น ไอติมจากคุณหมอทำให้ผมยิ้มออกมาอย่างห้ามไม่อยู่และคงเป็นเพราะรอยยิ้มของคนข้างๆ นั่น ที่ทำให้รู้สึกหวานมากกว่าความเป็นจริง

พี่ต่อ...  

ใจผมเรียกชื่อเขาอยู่อย่างนั้น

"เลอะแล้ว"

"ครับ?" ผมเงยหน้าขึ้นมอง ตอนที่คุณหมอยื่นมือข้างหนึ่งมาเช็ดมุมปากของผมเบาๆ ร่างกายแข็งทื่อไม่เคลื่อนไหว เพราะสายตาของคุณหมอต่อที่จับจ้องผมเอาไว้อย่างนั้น ร่างกายใกล้ชิดกันตอนที่เขาขยับเท้าเข้ามาหา ปลายนิ้วที่เช็ดมุมปากขยับขึ้นเกลี่ยข้างแก้มเบาๆ แล้วเลื่อนขึ้นไปวางอยู่บนหัว ท่าทางอ่อนโยนพาผมเคลิ้มลอย ก่อนสติพลันกลับมา ผมรีบขยับหนีพลางเอ่ยเสียงดัง

"อย่านะครับ!"

ผมยกมือปัดมือของอีกฝ่ายออกไปท่ามกลางสีหน้าที่ดูตกใจ ใจผมเต้นแรง หายใจลำบากและควบคุมอาการสั่นไหวไว้ไม่อยู่ 

"น้อง..."

"อย่ามาแตะตัวผม!"

"พลีส"

เป็นแบบนี้อีกแล้ว...เป็นแบบนี้ทุกทีเลย  

"น้องเป็นอะไรไป"

"..."

"ไม่ชอบพี่เหรอ"

"..."

"เกลียดพี่เหรอ"

ผมให้คำตอบได้เพียงความเงียบ เพราะไม่รู้จะอธิบายยังไงกับสิ่งที่ตัวเองเป็น เมื่อเห็นว่าผมยังคงนิ่งเฉย คุณหมอจึงก้าวเท้าถอยออกไปพร้อมกับบอกลา

"ก็ได้...งั้นพี่ไปนะ"

ปล่อยให้เขาเดินออกไปเลยก็ได้ มันควรจะเป็นอย่างนั้นแต่ใจผมกลับทำอีกอย่างด้วยการดึงแขนเสื้อเขาเอาไว้ ในจังหวะที่เขากำลังจะหันหลังไปและแรงที่มากมายจนไม่รู้ตัวของตัวเองจนทำให้เสื้อของเขาขาด

"แควก!" 

"ขอโทษครับ! ผมไม่ได้ตั้งใจ! ผมขอโทษครับ!"

"น้อง"

"ผมขอโทษจริงๆ ครับ!"

"พลีส ใจเย็น ไม่เป็นอะไร"

"ผมขอโทษ"

"ไม่เป็นไร"

"ผม...ผมไม่ได้เกลียดพี่ ไม่ได้หมายความแบบนั้น..."

"..."

"ผมแค่ไม่ชอบที่...ไม่ชอบที่มันเป็นแบบนี้ คือผม..."

"..."

"ผมมีเหตุผลแต่ผมไม่รู้ว่า...ผมไม่รู้จะพูดยังไง..."

ผมแทบไม่รู้ตัวว่าตังเองกำลังพูดจาอะไรออกไปอย่างไม่รู้เรื่อง เห็นสีหน้าของคุณหมอที่ดูสงสัย แม้อยากจะปลอบประโลมแต่ก็ไม่กล้าแตะเนื้อต้องตัวผมอีก มือที่ยกขึ้นมาหวังจะแตะลงที่บ่าถูกดึงกลับไปช้าๆ แล้วพูดซ้ำๆ บอกให้ผมใจเย็นลง

"พี่ไม่เข้าใจที่น้องพูดเลยแต่เข้าใจว่าน้องรู้สึกยังไง ไม่ต้องอธิบายก็ได้ ไม่เป็นอะไร"

"..."

"แต่น้องไม่ได้เกลียดพี่ใช่ไหม"

ผมพยักหน้ารับ

"ไปนั่งตรงนั้นกับพี่ไหม"

ผมพยักหน้าอีกที ก่อนคุณหมอจะเดินนำผมไปนั่งที่ป้ายรถเมล์ ใจผมยังเต้นแรงไม่หยุดจากอาการที่เกิดขึ้นก่อนหน้า เราต่างคนต่างเงียบ ไม่ได้พูดอะไรเลย รถเมล์ที่ผมต้องขึ้นกลับบ้านขับผ่านหน้าไปหลายต่อหลายคันแต่ผมยังคงอยู่กับที่ จนความรู้สึกกลับมาเข้าที่เข้าทาง ผมจึงหันไปพูดกับคุณหมอเป็นครั้งแรก

"ผมขอโทษครับ"

"ไม่เป็นไรครับ น้องโอเคแล้วใช่ไหม"

"ครับ"

"กลับบ้านไหม"

ผมพยักหน้ารับ รออยู่ไม่นานรถเมล์คันที่ผมต้องขึ้นก็มาถึงพอดี คุณหมอยังคงยิ้มให้ผมแล้วส่งผมขึ้นรถเมล์ ผมเดินขึ้นมาโดยไม่ได้บอกลา ในใจรู้สึกผิดจึงคิดที่จะหันกลับไปอีกครั้งแต่สองขาต้องชะงักเมื่อเห็นว่าคุณหมอเดินตามขึ้นมาด้วย

"นั่งสิครับ"

ผมทำตามคำสั่ง นั่งลงที่เก้าอี้แถวเกือบในสุด คุณหมอกำลังจะนั่งลงข้างๆ แต่หยุดการกระทำนั้นก่อนขยับไปนั่งอีกแถวที่ตรงข้ามกัน แม้ว่าจะอยู่ห่างกันไม่มากแต่ก็เป็นอีกครั้งที่ผมรู้สึกว่า...เขายังคงไกลออกไป  

รถเมล์เคลื่อนตัวออกไปช้าๆ คุณหมอหันมองออกไปนอกหน้าต่างจึงไม่เห็นว่าผมกำลังเอาแต่มองเขาอยู่อย่างนั้น เลื่อนสายตาไปที่แขนเสื้อที่ขาดวิ่นเพราะฝีมือผม พลันรู้สึกผิดและทำได้แค่ขอโทษในใจ ผมถอนหายใจเบาๆ ผ่านความคิดที่เลื่อนลอย เปิดกระเป๋าหยิบพลาสเตอร์ที่ได้มาจากพี่คนนั้นซึ่งเป็นน้องชายของคุณหมอ

ถึงรู้ว่าช่วยอะไรไม่ได้แต่ก็เผลอทำอะไรโง่ๆ ด้วยการขยับเข้าไปหาคุณหมอแล้วใช้พลาสเตอร์อันนั้นแปะรอยขาดของเสื้อเอาไว้ เจ้าของเสื้อหันมามองงงๆ ตอนที่สบตากันพอดี ผมก็พูดอะไรไม่ออกได้แต่อึกอักแล้วอธิบายกับเขาเบาๆ

"มันขาดครับ"

ผมพูดแค่นั้นแล้วกลับมานั่งที่เดิม คุณหมอยังคงหันมองออกไปนอกหน้าต่างแต่ริมฝีปากคลี่ขยับเป็นรอยยิ้มกว้าง นิ้วเรียวยกขึ้นลูบพลาสเตอร์ตรงนั้นเบาๆ

แค่เพียงให้เขายิ้มและผมจะมองดูความสวยงามของรอยยิ้มนั้นอยู่ไกลๆ เท่านั้นคงเพียงพอ

ผมยกมือลูบอกตัวเองที่หัวใจสงบลงจนเป็นปกติ หากว่าใจยังคงเป็นแบบนี้ หากว่าอาการเหล่านั้นยังไม่อาจแก้ไขหรือก้าวข้าม เรื่องระหว่างผมกับเขาก็ไม่อาจเป็นไปได้ สิ่งเดียวที่ทำให้ความรู้สึกไกลห่างออกจากกัน...ก็เป็นเพราะตัวผมเอง  

 

           ชีวิตในโรงเรียนน่าเบื่อมาตลอดอยู่แล้วแต่หลังจากเหตุการณ์วันนั้น ที่นี่ไม่ต่างอะไรกับนรก เป็นนรกของความเหงาที่ราวกับมีแค่ผมคนเดียวในโลกใบนี้ จากที่เพื่อนไม่ค่อยคุยด้วยอยู่แล้ว กลายเป็นถอยห่างมากกว่าเก่า ยิ่งผมเดินเข้าใกล้ พวกเขายิ่งเดินห่างออกไป ซ้ำยังพูดจาแดกดันให้รู้สึกเจ็บแสบ

"มึงอย่าไปเดินใกล้เขา เขาไม่ชอบ"

"เขารังเกียจพวกเราเหรอวะ"

"เออ อย่าไปเผลอแตะตัวเชียว เดี๋ยวผีเข้าอีก"

ไม่เป็นไร...ไม่เป็นไรเหมือนที่เคยผ่านมานั่นแหละ 

ในคาบวิชาพละที่ไม่ค่อยได้เรียนอะไรอยู่แล้ว อาจารย์ปล่อยให้เล่นกีฬาตามใจแต่ผมเป็นหนึ่งในคนที่ไม่ชอบกีฬาเลยเดินมาหาที่นั่งเงียบๆ หลบสายตาทั้งเพื่อนและอาจารย์ เลื่อนมือถืออ่านหนังสืออีบุ๊กซึ่งเป็นสิ่งเดียวที่จะเป็นเพื่อนกันได้ในตอนนี้และในตอนนั้นก็พลันได้ยินบทสนทนาที่ดังขึ้นมาว่าด้วยเรื่องของตัวผมเอง 

"พวกมึง กูมีเรื่องเกี่ยวกับไอ้พลีสมาเล่าให้ฟัง"

"เรื่องอะไรวะ"

"ก็วันก่อนที่มันร้องไห้จะเป็นจะตายในห้องไง กูสงสัยว่าทำไมมันถึงเป็นแบบนั้น แค่ไอ้ปั้นกอดมันไม่เห็นจะต้องโวยวาย กูก็เลยลองไปถามรุ่นพี่ที่เคยเรียนกับมันก่อนที่มันจะหยุดเรียนอะ"

"เขาว่าไง"

"มึงฟังแล้วอย่าไปบอกใครนะเว้ย"

"เออ"

"ไอ้พลีสมันเคยถูกข่มขืน"

"มึงจะบ้าเหรอ!"

"ก็รุ่นพี่บอกกูมาแบบนั้น เมื่อก่อนมันก็ไม่ได้เป็นแบบนี้แต่หลังจากเหตุการณ์วันนั้นมันก็เลยประสาทหลอนจนต้องหยุดเรียนไปสองปีไง"

"จริงเหรอวะ"

"แล้วมีข่าวลือว่าวันนั้นมีคนมาช่วยมันแล้วก็ถูกแทงตายต่อหน้ามันด้วย มันก็เลยไม่ปกติแบบนี้ไง"

"แต่มันเป็นผู้ชายนะเว้ย ผู้ชายมันถูกข่มขืนได้ด้วยเหรอวะ"

"โดนเอาแบบไม่เต็มใจ มันก็เรียกว่าข่มขืนทั้งนั้นแหละ"

"แต่มึงบอกว่าเป็นข่าวลือนะ"

"เรื่องอื่นไม่รู้แต่เรื่องข่มขืนนี่จริงร้อยเปอร์เซ็นต์ ไม่อย่างนั้นมันคงไม่หลอนจนใครแตะต้องตัวมันไม่ได้แบบนี้หรอก"

"งั้นมันก็น่าสงสารดิวะ"

"น่าขยะแขยงมากกว่า"

"เออ ผู้ชายถูกข่มขืน กูจะอ้วก"

โลกใจร้ายไม่หยุดเลยนะ...จะเอาอะไรกับผมนักหนา  

เรื่องจากปากคนพวกนั้นถูกพูดต่อกันไปไม่จบสิ้น ข่าวลือไปไวกว่าที่คิดจนรู้ตัวอีกทีทุกคนในห้องก็รู้เรื่องนั้นกันจนหมด มีสายตาแห่งความสงสัย สายตาของการรังเกียจและกีดกัน สายตาของคนที่มองมาไม่ว่าด้วยความรู้สึกใด มันทำให้ผมอายจนอยากหายไปจากตรงนี้อีกครั้ง ไม่มีสิทธิ์โต้เถียงหรือแก้ตัว เพราะว่าข่าวลือนั่นมันคือความจริง ในวันนั้นผมไม่ได้เพียงแค่ถูกทำร้ายแต่ถูกล่วงเกินด้วยการกระทำ...

ที่เลวระยำที่สุด 

 

TBC. 

ความคิดเห็น

เพิ่มนิยายเรื่องนี้ลงคลังแล้ว