email-icon Twitter-icon

ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

ตอนที่ 7 : ใครๆ ก็มีสิทธิ์ที่จะมีความสุขได้ทั้งนั้นแหละ

ชื่อตอน : ตอนที่ 7 : ใครๆ ก็มีสิทธิ์ที่จะมีความสุขได้ทั้งนั้นแหละ

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย y

คนเข้าชมทั้งหมด : 1.5k

ความคิดเห็น : 4

ปรับปรุงล่าสุด : 18 ก.พ. 2564 11:43 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
ตอนที่ 7 : ใครๆ ก็มีสิทธิ์ที่จะมีความสุขได้ทั้งนั้นแหละ
แบบอักษร

ตอนที่ 7 

ใครๆ ก็มีสิทธิ์ที่จะมีความสุขได้ทั้งนั้นแหละ 

 

ผมถูกแทงตายจากการเข้าไปช่วยเหลือเด็กคนหนึ่งที่กำลังถูกทำร้าย จำเหตุการณ์วันนั้นได้ไม่เคยลืม คมมีดในมือคนร้ายพุ่งตรงมาแทงร่างกายของผมอย่างไม่ทันได้ตั้งตัว ไม่มีโอกาสแม้แต่จะอ้อนวอนร้องขอชีวิต  

แค่แผลเดียวแต่เป็นแผลลึกและคล้ายกับว่ามีดเล่มนั้นยังคงทิ่มแทงอยู่ในความทรงจำทุกครั้งที่คิดถึงเหตุการณ์ในวันนั้น ผมยังไม่ลืมความเจ็บปวดทรมาน ไม่ลืมความรู้สึกสุดท้ายก่อนที่ความตายจะพรากชีวิตผมไป ไม่ลืมลมหายใจสุดท้ายก่อนที่ทุกอย่างจะดับสิ้นลง 

วันนั้นผมบอกพ่อกับแม่ว่าจะกลับบ้านช้าหน่อย บอกกับสายป่านตอนกินข้าวเช้าด้วยกันว่าจะพาไปดูหนังในวันหยุด ผมทำผิดกับตามและทะเลาะกัน วันสุดท้ายของชีวิตผมจบลงไปแบบนั้นและหลายสิ่งหลายอย่างยังคงค้างคา ผมเผลอคิดไปเองว่า เพราะความค้างคาเหล่านั้น มันจึงเป็นหนึ่งเหตุผลที่ทำให้ผมยังอยู่ตรงนี้  

"พลีส" 

"..." 

"ไม่เป็นอะไรแล้วนะ" 

ผมเหลือบตาขึ้นมองตามที่ถามขึ้นมาเบาๆ พลันตั้งสติได้ก็เห็นว่าตัวเองกอดตามเอาไว้แน่น สองมือของตามก็โอบร่างของผมเอาไว้เช่นกัน ผมขยับตัวออกจากอ้อมกอดของตาม ยกมือเช็ดน้ำตาที่ไหลนองใบหน้า กระทั่งตามถามขึ้นมาอีกครั้ง 

"โอเคไหม" 

"โอเคครับ" 

"โอเคแบบที่มือยังสั่นอยู่น่ะเหรอ" 

ผมหลุดยิ้มออกมาตอนที่ตามเห็นความผิดปกติของมือทั้งสองข้างที่ยังคงสั่นด้วยความหวาดกลัว ก่อนที่ความอบอุ่นของฝ่ามือตามจะยกขึ้นมาจับมือทั้งสองข้างของผมเอาไว้  

"ไม่ต้องกลัวนะ" 

"..." 

"ไม่เป็นอะไรแล้ว" 

คำปลอบโยนของตามทำให้ใจผมสงบลงได้ จนกระทั่งรู้สึกโอเคแล้วจริงๆ ตามจึงพาผมกลับบ้าน ขณะที่มือข้างหนึ่งยังจับมือของผมเอาไว้ไปตลอดทาง ความอุ่นใจทำให้ผมสบายใจขึ้น เมื่อนึกขึ้นมาได้ก็มีคำถามหนึ่งที่เกิดสงสัยขึ้นมา  

"พี่ตาม พี่เลิกงานแล้วเหรอ มาได้ยังไง" 

"เลิกแล้ว พี่เห็นเรานั่งอยู่ที่หน้าร้านกะว่าเลิกงานจะชวนไปกินข้าวด้วยกันแต่เดินออกมาเรียกไม่ทันก็เลยตามมานี่แหละ"  

ผมพยักหน้ารับ ก่อนที่เราจะเดินมาถึงที่บ้านพอดี 

"ขอบคุณที่มาส่งนะครับ" 

"ไม่เป็นไร แล้ววันหลังอย่าออกไปไหนดึกๆ คนเดียว มันอันตราย รู้เปล่า" 

"ครับ" 

"เข้าบ้านเถอะ" 

ผมตอบกลับด้วยการพยักหน้าแต่ที่ยังไม่ยอมเดินเข้าบ้านก็เพราะว่ามือของตามยังจับมือของผมอยู่ ก่อนอีกฝ่ายรู้ตัวจึงพูดออกมาขำๆ  

"อ๋อ ต้องปล่อยแล้วสินะ" ตามทำท่าจะปล่อยมือผมออกแต่กลับเป็นผมที่กระชับมือนั้นให้แน่นกว่าเดิมไม่ยอมปล่อย  

"พลีส" 

"..." 

"มีอะไรหรือเปล่า" 

ผมเข้าใจว่า ตามมีคนรักใหม่เข้ามาแทนที่ผมแล้ว ร่างกายผมสูญสลายและความทรงจำของตามอาจกำลังค่อยๆ เลือนหายไปอย่างช้าๆ ผมเข้าใจดีแต่สำหรับผมแล้วตามเป็นคนเดียวที่ผมรัก เป็นความทรงจำเดียวที่ผมมี ผมจึงไม่อาจเปลี่ยนใจ  

ผมใช้ร่างของพลีสกระทำความผิดด้วยการตรงเข้าไปกอดตามอย่างคนเห็นแก่ตัว อย่างที่เคยบอกไปว่าแม้สัมผัสผ่านร่างกายของพลีสแต่ความรู้สึกเป็นของผม ผมจึงละโมบเก็บเอาความรู้สึกนั้นให้อยู่กับตัวเองได้นานที่สุด มีคำบางคำอยากพูดกับตาม แม้รู้ดีว่าหากพูดเช่นนั้นออกไปตามคงสงสัยและไม่เข้าใจแต่ความรู้สึกอัดอั้นเกินจะยับยั้ง ผมจึงกระซิบบอกตามด้วยน้ำเสียงแผ่วเบา  

 

"เราคิดถึงเธอนะ" 

 

... 

 

เย็นวันพุธที่ควรจะได้กลับบ้านเร็วแต่วันนี้ผมมีนัดกับครูวิชาคณิตฯ เพื่อมาเรียนเพิ่มเติมหลังจากที่สอบตกคราวก่อน ผมมาก่อนเวลานัดประมาณห้านาทีแต่มีคนที่มาก่อนแล้วคือไอ้ปั้น มันหันมาเลิกคิ้วใส่ทำหน้าสงสัย ก่อนเอ่ยปากถาม 

"มึงมาทำอะไรวะ" 

"แล้วมึงมาทำอะไรล่ะ" 

"เดี๋ยวนะ มึงสอบตกเหรอ" 

"ศูนย์คะแนน" ผมตอบส่งๆ แล้วเลือกที่นั่งที่ห่างจากไอ้ปั้นไปสองโต๊ะ  

"ความรู้มึงไหลออกไปจากหัวตอนมึงตกตึกใช่ไหม" 

"มึงเลิกพูดเรื่องตกตึกซักทีได้ไหม กูรำคาญ" 

"อ้าว ไอ้นี่..." 

"มากันครบแล้วใช่ไหม" เสียงครูดังขึ้นก่อนที่ไอ้ปั้นจะออกปากด่าอะไรผม ผมหันไปสนใจครูเพราะประโยคที่เอ่ยมาก่อนหน้า คำว่ามากันครบแล้วในที่นี้หมายถึงผมกับไอ้ปั้นแค่สองคนงั้นเหรอ  

"พันธกานต์มานั่งตรงนี้" 

"ผมขอนั่งตรงนี้ได้ไหมครับ" 

"กูไม่กัดมึงหรอกน่า" ไอ้ปั้นหันมาบอก ผมหมดทางเลือกจึงต้องหอบกระเป๋าขยับเข้าไปนั่งข้างๆ ไอ้ปั้น ก่อนที่ครูจะเริ่มสอน คิดว่าการสอบตกของผมคงจะสร้างความประหลาดใจให้ครูอยู่ไม่น้อย เพราะครูเอาแต่บ่นว่าเกิดอะไรขึ้นกับนักเรียนตัวท็อปอย่างพันธกานต์ ยิ่งตอนที่ครูสอนผมแบบตัวต่อตัวแล้วผมก็เอาแต่นิ่งเพราะตอบอะไรไม่ได้เลย ยิ่งทำให้ครูแปลกใจ หัวคิ้วชนกันยุ่งเพราะต้องเริ่มสอนผมใหม่ตั้งแต่ต้น นับถือความอดทนของครูที่ใจเย็นกับคนหัวช้าอย่างผมแล้วค่อยๆ สอนไปทีละขั้นทีละตอนอย่างช้าๆ แต่ก็อย่าลืมอย่างที่เขาว่ากัน ความอดทนของคนมันก็มีจำกัดนั่นแหละเนอะ  

"อันนี้เราเรียนกันไปแล้วตอนม.สี่ไงครับ" 

"โห่ ครู เรียนตั้งแต่ม.สี่ผมจำไม่ได้หรอกครับ" 

"งั้นลองทำโจทย์พวกนี้ดู" 

"ยากจังเลยครับครู ไม่เข้าใจสักข้อ" 

"แต่นี่มันข้อสอบของเทอมที่แล้ว ที่เธอทำได้คะแนนเต็มไง" 

"เหรอครับ ไม่คุ้นเลย" 

"พันธกานต์! มันเกิดอะไรขึ้นกับเธอเนี่ย!" 

ขอบเขตของความอดทนจบลงในทันทีตอนที่ชื่อถูกเรียกด้วยเสียงดังที่ดูออกว่ามันเต็มไปด้วยความโมโห  

"พักสิบนาทีก็แล้วกัน เดี๋ยวมาเริ่มกันใหม่" ครูถอนหายใจเฮือกหนึ่งก่อนจะเดินออกจากห้องไป ไอ้ปั้นหันมาหัวเราะเยาะผมแล้วยกมือขึ้นตบท้ายทอยผมเบาๆ  

"ไปกินหญ้าไป ไอ้ควาย" 

ผมยกมือทำท่าจะทุบมันแต่มันลุกหนีได้ทันซ้ำยังใช้นิ้วจิ้มหน้าผากผมจนหน้าเกือบหงายก่อนจะเดินออกไปนอกห้อง ผมตั้งใจใช้สิบนาทีที่ครูให้พักหาวิธีออกจากร่างพลีสให้เร็วที่สุด ไม่อย่างนั้นชีวิตทางการศึกษาของพลีสคงได้พังพินาศแน่นอน...ถ้าโดดตึกอีกรอบ วิญญาณจะออกจากร่างไหมนะ  

 

"ครืด...ครืด..." 

 

ผมหันขวับมองมือถือของไอ้ปั้นที่วางทิ้งเอาไว้บนโต๊ะ หน้าจอแสดงรายชื่อคนโทรเข้ามาว่าเป็นแม่ ผมชะโงกหน้ามองออกไปข้างนอก ไม่เห็นว่ามันอยู่ตรงนั้นจึงไม่ได้เรียก ปล่อยให้มือถือสั่นอยู่อย่างนั้นก่อนวางสายไปเองแต่ครู่หนึ่งก็โทรเข้ามาอีก จึงเดาว่าน่าจะมีธุระสำคัญ ผมจึงถือวิสาสะกดรับแทน  

(ข้าวปั้น! อยู่ไหน) 

"ปั้นไปเข้าห้องน้ำครับแม่ ลืมโทรศัพท์ไว้" ผมตอบกลับแม่ของไอ้ปั้นตอนที่เกือบจะหลุดขำชื่อของมันที่แม่เรียก ข้าวปั้น...หึ! 

(อ้าวเหรอ ที่โรงเรียนมีงานอะไรหรือเปล่าลูก ทำไมข้าวปั้นกลับบ้านช้าจัง) 

"มีเรียนซ่อมครับ พอดีผมกับปั้นสอบตกวิชาคณิตครับ" 

(ข้าวปั้นสอบตก!) 

"ครับ" 

(ไม่คิดจะบอกแม่เลยนะ! งั้นถ้าข้าวปั้นมา ฝากบอกว่าเลิกเรียนแล้วรีบกลับบ้านเลยนะลูก) 

"ครับๆ เดี๋ยวบอกให้ครับ" 

ผมกดวางสายในตอนที่ไอ้ปั้นเดินกลับเข้ามาพอดี มันเบิกตาขึ้นนิดหนึ่งเมื่อเห็นว่าผมกำลังถือโทรศัพท์ของมันอยู่ 

"มึงทำอะไรวะ" 

"แม่มึงโทรมา กูเลยรับแทน" 

"เสือก" 

"เอ้า! กูเห็นแม่มึงโทรหลายรอบ คิดว่ามีเรื่องสำคัญ" 

"แล้วแม่ว่าไง" 

"บอกให้ข้าวปั้น กลับบ้านเร็วๆ นะลูก" 

"ไอ้พลีส!" 

"เลิกเรียนแล้วกลับบ้านเลยนะครับข้าวปั้น" ผมแกล้งกวนตีนด้วยการเรียกชื่อเต็มๆ ของมันที่ดูน่ารักเกินกว่าจะเป็นชื่อของไอ้ยักษ์นี่ อีกฝ่ายก็ดูโมโหจนหน้าบูด 

"แล้วมึงบอกแม่กูไปว่ากูทำอะไรอยู่" 

"ก็บอกว่าเรียนซ่อมคณิตฯ ไง จะให้กูบอกว่ามึงไปสำรวจดาวอังคารกับองค์การนาซ่าหรือไง" 

"มึงบอกแม่ว่ากูสอบตก!" 

"เยส" 

"ไอ้พลีส!"  

"เฮ้ย!" ผมลุกพรวดกระโดดหนีไอ้ปั้นที่ตรงเข้าใส่ด้วยความโมโห หลบกำปั้นของมันที่กำลังจะยกมือทุบผมได้อย่างหวุดหวิด ผมกระโดดข้ามโต๊ะไปอีกฝั่งตอนที่ไอ้ปั้นกำลังจะวิ่งตาม วิ่งไล่กันไปมาในห้องเรียนอย่างโกลาหล  

"มึงหยุดเลยนะไอ้พลีส!" 

"ไม่หยุดครับข้าวปั้น" 

"เลิกล้อกูสักที!" 

"ไม่เลิกครับข้าวปั้น" 

"ไอ้เหี้ยพลีส!" ไอ้ปั้นคำรามลั่น กระโดดข้ามโต๊ะมาดึงคอเสื้อผมเอาไว้ได้พอดี ก่อนที่เราทั้งคู่จะพากันล้มคว่ำอย่างไม่ได้ตั้งใจ ผมหลับตาแน่นตอนที่ล้มลง คิดว่าหัวคงกระแทกพื้นแน่ๆ จึงหลับตาแน่นรอคอยความเจ็บปวด แต่... 

 

"ฟึ่บ!" 

 

ไม่เจ็บสักนิด  

ผมลืมตาขึ้น กะพริบตาถี่งุนงงว่าทำไมถึงไม่เจ็บจนได้คำตอบว่า ฝ่ามือของไอ้ปั้นสอดเข้ามารองหัวผมเอาไว้ก่อนที่จะกระแทกกับพื้น ส่วนแขนอีกข้างของมันยันกับพื้นเอาไว้เพื่อไม่ให้ร่างของมันล้มมาทับร่างของผมที่ล้มลงไปกับพื้นก่อน เป็นการล้มที่ดูเหมือนฉากละครมากๆ จนรู้สึกว่ามันพิลึกแปลกๆ  

ใบหน้าของผมกับไอ้ปั้นอยู่ในตำแหน่งที่เราจะมองหน้ากันได้พอดี ต่างฝ่ายต่างเงียบจนกระทั่งผมเอ่ยปากพูดประโยคแรก 

"ข้าวปั้น" 

"อะไร" 

"ถ้ามึงมองกูอีกหนึ่งวินาที มึงจะตกหลุมรักกู" 

"พ่อมึงดิ!" มันตะโกนลั่นแล้วดีดตัวเองออกไปจากตัวผม ยกมือปัดเสื้อสองสามทีแล้วเดินไปนั่งที่โต๊ะ ผมยันตัวเองขึ้นมาพร้อมเสียงหัวเราะแล้วเดินไปนั่งข้างๆ มัน 

"ที่แกล้งกูทุกวันเนี่ย ชอบกูล่ะสิ" 

"มึงพูดอะไรของมึง ปัญญาอ่อน มึงมันบ้า ไอ้โรคจิต..." 

"ขอบคุณนะ" 

คำพูดของไอ้ปั้นหยุดชะงักตอนที่ผมพูดคำขอบคุณแทรกขึ้นมา  

"ขอบคุณอะไร" 

"ที่มึงเอามือรองหัวกูไว้เมื่อกี้ ไม่อยากให้กูเจ็บใช่ไหมล่ะ" 

"กูแค่ไม่อยากให้กบาลมึงแตกอีกรอบ ไม่งั้นสมองมึงคงไหลจนความรู้หายหมด ต้องมานั่งเรียนใหม่กับกูอีก กูรำคาญไม่อยากเห็นหน้ามึง เข้าใจไหม!" 

"อ๋อเหรอ" ผมเบ้ปากใส่ไอ้ปั้นที่ร่ายยาว ก่อนที่ครูจะเดินกลับเข้ามาพอดี วิชาเรียนเพิ่มเติมดำเนินต่อไปโดยที่ผมก็ไม่เข้าใจอะไรเหมือนเดิม เราเรียนกันไปเรื่อยๆ จนกระทั่งหกโมงเย็นจึงเลิก แน่นอนว่าเวลาแค่สองชั่วโมงที่ผ่านมาไม่เพียงพอสำหรับบทเรียนที่ผมไม่เข้าใจเลย จึงมีนัดสำหรับวันต่อไปอีกครั้ง  

พอรู้ตัวว่าต้องมานั่งเรียนคู่กันอีก ไอ้ปั้นก็แสดงอาการไม่พอใจด้วยการทำหน้ายุ่งๆ ใส่ผม ผมเดินออกจากห้องพร้อมมัน ในตอนที่มันก้าวเท้าออกจากประตู ผมก็ก้าวเท้าออกไปในจังหวะเดียวกัน ด้วยร่างกายใหญ่โตของมัน ชนเข้ากับความบอบบางของร่างกายพลีส ผมจึงเซไปอีกทาง ไอ้ปั้นดึงแขนเสื้อผมเอาไว้ไม่ให้ล้มแล้วหันมาบ่นโวยวาย  

"มึงไม่เห็นกูหรือไงวะ!" 

"กูตาเล็ก เห็นไหมว่ากูตาเล็ก!" ผมเถียง ชี้ให้ดูตาตี่ๆ ที่แทบจะเป็นขีดเดียวเพราะพลีสได้เชื้อจีนจากพ่อมาเยอะ ไอ้ปั้นส่ายหัวเบาๆ แล้วเดินออกไปก่อน ผมเดินตามมันไปรอรถที่หน้าโรงเรียน ไม่วายจะหันไปแซวเล่นเพราะเห็นหน้าตาตอนโดนแกล้งของมันแล้วตลกเป็นบ้า  

"รีบกลับบ้านนะข้าวปั้น คุณแม่รออยู่" 

"เลิกกวนตีนกูได้แล้ว" 

"ได้ครับข้าวปั้น" 

มันคงหมดคำจะด่าจึงได้แต่ยกมือผลักหัวผมเบาๆ แล้วหันไปเห็นรถเมล์คันที่ต้องไปพอดีมันจึงรีบเดินไปขึ้นรถ รถเมล์คันที่ไอ้ปั้นขึ้นขับออกไปก่อนถูกแทนที่ด้วยรถยนต์สีดำคันหนึ่ง กระจกถูกลดลงพร้อมเสียงเรียกจากเจ้าของรถ  

"น้อง" 

พี่ต่อ...  

"ขึ้นมาสิ" 

"ครับ?" 

"ขึ้นมาเร็ว" 

ผมพยักหน้าหงึกๆ แล้วเดินไปเปิดประตูรถพี่ต่อขึ้นไปอย่างว่าง่าย ผมไม่รู้พลีสสนิทกับพี่ต่อขนาดไหนแต่สำหรับผมแล้วก็รู้จักกันพอสมควร เพราะตอนที่มีชีวิตผมก็ไปบ้านตามอยู่บ่อยๆ   

"ทำไมกลับบ้านช้าจังครับ"  

"ผมสอบตกก็เลยต้องไปเรียนซ่อมครับ"  

"ตกวิชาอะไรครับ"  

"คณิตฯ ครับ"  

"คณิตฯ เหรอ เอาไว้ว่างๆ พี่มาสอนให้ไหม"  

ผมหันมองพี่ต่อที่กำลังยิ้ม ความใจดีมีมากพอสำหรับจะแจกให้ทุกคนบนโลกเลยเหรอครับ ผมกำลังจะปฏิเสธอยู่แล้วเชียวแต่คิดถึงข้อความในไดอารี่ของพลีสแล้วก็ชั่งใจ พลีสจะหาว่าผมวุ่นวายไหมนะถ้าผมจะหาโอกาสให้เขาได้เจอกับพี่ต่อมากกว่าที่จะรอแค่เดือนละครั้ง เนี่ย...ก็ชอบเอาตัวเองไปวุ่นวายเรื่องของคนอื่นถึงได้ถูกแทงตายทั้งๆ ที่ไม่รู้จักเด็กคนนั้นด้วยซ้ำ พูดแล้วมันก็เจ็บใจอยู่เหมือนกันนะ ถ้าไม่ขี้เสือก ไม่ตายนะเนี่ย  

"ตกลงว่าไงครับ ให้พี่สอนไหม" 

"ถ้าไม่รบกวนพี่ต่อ ก็ตกลงครับ" 

"ฮึ?" 

"ครับ?" 

ผมทำหน้างง ตอนที่พี่ต่องงก่อน เรางงใส่กันจนกระทั่งพี่ต่อพูดออกมาก่อน  

"เรียกพี่ว่าไงนะ" 

"ก็...พี่ต่อไงครับ" 

พี่ต่อหลุดยิ้มกว้าง สว่างไสวอันตรายไปทุกที่คล้ายกับมีแสงเรืองรองของความหล่อแผ่กระจายเป็นออร่า เพราะเป็นหมอฟันหรือเปล่านะ ถึงได้ยิ้มสวยเป็นบ้าเลย  

"เมื่อก่อนเรียกแต่คุณหมอๆ บอกให้เรียกพี่ต่อก็ไม่ยอม วันนี้เกิดอะไรขึ้นกับน้องเนี่ย" 

"จะได้ดูสนิทกันมากขึ้นไงครับ" 

"โอเค ถือว่าตกลงกันแล้วนะว่าจะเรียกพี่แบบนี้ ไม่เรียกคุณหมอแล้วนะ" 

"ครับ ไม่เรียกคุณหมอแล้วครับ" 

พี่ต่อยังคงยิ้ม พาให้ผมต้องยิ้มไปด้วยโดยไม่มีเหตุผล ผมเองไม่ค่อยมีประสบการณ์ด้านความรักซักเท่าไร เพราะตลอดชีวิตก็มีแค่ตามคนเดียว แม้ไม่แน่ใจนักแต่ก็คิดว่าเข้าใจไม่ผิด...พี่ต่อเองก็น่าจะชอบพลีสเหมือนกันนะ  

ผมบอกทางให้พี่ต่อขับรถมาส่งที่หน้าบ้านพลีส ก่อนที่จะลงจากรถพี่ต่อก็เรียกผมเอาไว้ก่อน  

"น้อง" 

"ครับ" 

"เดือนหน้ามีนัดเปลี่ยนยางวันที่เท่าไรนะ" 

"สิบหกครับ" 

"พี่ไม่แน่ใจว่าจะเข้าคลินิกวันไหน อาจจะต้องเลื่อนไปนะ" 

"เลื่อนเหรอครับ ถ้างั้นให้พี่ที่คลินิกโทรบอกผมก็ได้ครับ" 

"อยากบอกเองอะ" 

"ครับ?" 

"ขอไลน์น้องได้ไหม ไว้พี่จะไลน์มาบอกเอง" 

"อ่า...ได้ครับ"  

อย่าหาว่าพี่เสือกเลยนะพลีส...แต่พี่ต่อเป็นหนึ่งในความสุขของพลีส ผมมองเห็นชีวิตของพลีสที่เจ็บปวดมากพอแล้ว ก็เลยคิดว่ามันน่าจะเป็นวิธีที่ทำให้พลีสได้มีความสุขบ้าง เราแลกไลน์กันเสร็จเรียบร้อยก่อนที่พี่ต่อจะส่งมือถือคืนมาให้ แล้วพูดยิ้มๆ  

"เจอกันวันที่สิบหกนะครับ" 

"อ้าว ก็ไหนว่าเลื่อน" 

"ไม่เลื่อนครับ มันเป็นมุกขอไลน์น้อง" 

"พี่ต่อ!" 

"พี่ร้ายนะ น้องไม่รู้เหรอ" 

"อย่าร้ายกับน้องมากนะครับ น้องไม่สู้คน" 

"ครับผม" 

พี่ต่อยิ้มให้ผมอีกครั้ง ก่อนผมจะบอกลาพี่ต่อแล้วเดินเข้าบ้าน พลางคิดไปว่าถ้าพลีสกลับมา คงมีอะไรในชีวิตเปลี่ยนแปลงไปจนน้องต้องตกใจแน่ๆ แต่อีกใจมันก็อดคิดไม่ได้ว่า ถ้าพลีสกลับมา ผมก็จะหายไป...กลับกลายเป็นวิญญาณที่ไม่มีตัวตนเช่นเดิม 

 

... 

 

วันนี้วันอาทิตย์ เป็นเช้าที่ผมอารมณ์ดี ดี๊ด๊าอยากจะออกจากบ้านตั้งแต่เช้าเพื่อไปโบสถ์ ไม่สิ เรียกว่าไปเจอตามจะถูกกว่า    

"พลีส" 

"ครับ" ผมหันไปตอบรับแม่ที่นั่งอยู่ที่โซฟา พ่อก็เดินออกจากห้องมาพอดีเช่นกัน  

"จะออกไปไหน" 

"ไปโบสถ์ครับ" 

"ไม่กินข้าวก่อนเหรอ" 

"ไม่กินครับ"  

"แล้วจะไปยังไง ให้พ่อไปส่งไหม หรือว่าโทรตามหน่อย" 

"ไม่เป็นไรครับ ผมไปคนเดียวได้" 

"แต่ว่า..." 

"ไม่ต้องห่วงครับ ผมไปคนเดียวได้จริงๆ ไปนะครับ รักพ่อกับแม่นะ" ผมตัดบท ก่อนตรงเข้าไปกอดพ่อกับแม่พลีสคนละที การกระทำสร้างความแปลกใจจนทั้งคู่ทำหน้าสงสัยออกมาพร้อมกัน ผมยิ้มกว้างให้สองคนที่กำลังงง ก่อนจะวิ่งฉิวออกจากบ้านด้วยความคาดหวังว่าจะได้เจอตามอย่างเร็วที่สุด  

แต่ฝันสลาย... 

ใช้คำนั้นอธิบายความรู้สึกตอนนี้ก็น่าจะเหมาะสมที่สุด วันนี้ตามไม่มาโบสถ์และผมไม่มีช่องทางที่จะติดต่อเขาได้เลย อารมณ์ดีถูกตีกระเจิงกลายเป็นความผิดหวัง ทั้งๆ ที่อุตส่าห์รอคอยวันอาทิตย์อย่างใจจดใจจ่อแท้ๆ แต่ตามดันไม่มาซะอย่างนั้น ผมนั่งอยู่ในโบสถ์จนจบพิธี ก่อนจะเดินออกมาข้างนอกแล้วหย่อนตัวลงนั่งที่เก้าอี้ใต้ต้นไม้ใหญ่หน้าโบสถ์  

"น้องพลีส" 

หันขวับไปมองเสียงเรียก ก่อนจะเห็นว่าเป็นพี่หน่อยที่ไม่รู้ว่ามาได้ยังไง ขาก็ยังไม่หายดี หนีบไม้ค้ำยันเดินกะเผลกเข้ามาหา ผมจึงรีบลุกไปประคองพี่หน่อยเข้ามานั่งที่เก้าอี้พลางเอ่ยปากถาม  

"พี่หน่อยมาได้ยังไง" 

"มาแท็กซี่ค่ะ" 

"ขายังเจ็บอยู่เลย มาทำไมครับเนี่ย" 

"ก็วันนี้..." พี่หน่อยเว้นช่วงคำพูด ก่อนมองหน้าผมอยู่ครู่หนึ่งไม่ยอมพูดต่อ  

"วันนี้ทำไมครับ" 

"วันนี้หน่อยต้องไปหาคนๆ หนึ่ง เลยอยากมาชวนน้องพลีสไปด้วยกัน ถึงจะรู้ดีว่าน้องพลีสไม่อยากไปแต่หน่อยก็อยากจะมาชวนอีกสักครั้ง น้องพลีสไปกับหน่อยนะคะ ไปด้วยกันนะคะ" 

ไม่เข้าใจที่พี่หน่อยพูดเลยสักนิด ไม่รู้ว่าจะต้องไปหาใคร ไม่รู้ว่าควรไปหรือไม่ควรไปแล้วทำไมพี่หน่อยถึงได้คะยั้นคะยอให้ผมไปนักหนา ด้วยความสงสัยและไม่มีคำตอบผมจึงตกลงที่จะไปในที่ที่พี่หน่อยบอกทั้งๆ ที่ยังไม่รู้เหมือนกันว่าจะไปที่ไหน    

พี่หน่อยพาผมนั่งแท็กซี่มาที่วัดแห่งหนึ่ง ก่อนที่จะเดินนำผมไปยังบริเวณหลังวัดซึ่งเป็นสถานที่ตั้งของโกศบรรจุอัฐิ บรรยากาศคุ้นเคยราวกับเป็นบ้านของตัวเองเพราะเถ้ากระดูกของผมก็ถูกเก็บไว้ที่นี่เช่นกัน พอได้ใช้ชีวิตเป็นมนุษย์อีกครั้งก็มีอะไรให้ทำเยอะแยะจนเผลอลืมเรื่องบางอย่างไปชั่วขณะ คิดขึ้นมาได้ตอนที่เดินเข้ามาที่นี่...วันนี้เป็นวันครบรอบวันตายของผม  

"น้องพลีส" 

พี่หน่อยหันมาเรียกในตอนที่ผมหยุดเดินตามเพราะกำลังคิดถึงเรื่องของตัวเองอยู่  

"มีอะไรหรือเปล่าคะ" 

ผมส่ายหน้าหน่อยๆ แล้วประคองพี่หน่อยที่พาเดินเข้าไปในนั้นอย่างช้าๆ มาถึงตรงนี้ก็อดถามไม่ได้    

"เรามาหาใครเหรอครับ" 

"คนที่น้องพลีสจะไม่มีวันลืมเขาค่ะ" 

ขยับหัวคิ้วชนกันนิดหน่อยอย่างไม่เข้าใจ จนกระทั่งพี่หน่อยพาผมมาถึงช่องบรรจุอัฐิหนึ่งที่อยู่เกือบสุดทาง ผมนิ่งไปชั่วครู่เมื่อมองเห็นรูปถ่ายที่หน้าช่องบรรจุอัฐินั้น หัวคิ้วที่ชนกันยังไม่ทันคลายก็ต้องผูกมันให้แน่นกว่าเดิมด้วยความสงสัยไม่มีสิ้นสุด คนที่พี่หน่อยพาพลีสมาหา คนที่พลีสจะไม่มีวันลืม...  

 

ทำไมถึงเป็นผมล่ะ... 

 

TBC. 

 

ความคิดเห็น

เพิ่มนิยายเรื่องนี้ลงคลังแล้ว