email-icon Twitter-icon

ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

ตอนที่ 5 : เสียงที่ดังที่สุด คือเสียงที่อยู่ในใจ

ชื่อตอน : ตอนที่ 5 : เสียงที่ดังที่สุด คือเสียงที่อยู่ในใจ

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย y

คนเข้าชมทั้งหมด : 1.7k

ความคิดเห็น : 2

ปรับปรุงล่าสุด : 18 ก.พ. 2564 11:39 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
ตอนที่ 5 : เสียงที่ดังที่สุด คือเสียงที่อยู่ในใจ
แบบอักษร

ตอนที่ 5 

เสียงที่ดังที่สุด คือเสียงที่อยู่ในใจ 

 

"ตกลงว่าวันอาทิตย์พี่จะไปโบสถ์ใช่ไหมครับ"  

"ไปดิ มีคนบางคนเรียกร้องขนาดนั้น" 

คนบางคนที่ว่านั่นหมายถึงผม คนขี้เล่นอย่างตามแกล้งทำเสียงล้อเลียนคำพูดผมในวันนั้น 

"ผมอยากเจอพี่ อยากคุยกับพี่ อีกประโยคเดียวก็ยังดี" 

"พี่ตาม!" 

"จะจีบพี่เหรอ" 

"บ้า!" 

"จีบไม่ได้นะ พี่มีแฟนแล้ว" 

"รู้น่า!" 

ตามหัวเราะก่อนยกมือเคาะหัวผมเบาๆ สัมผัสจากตามทำให้ผมแอบยิ้มอยู่เสมอ ตามติดนิสัยชอบแตะเนื้อต้องตัวคนอื่น ทั้งผม ทั้งเพื่อน หรือแม้แต่พ่อแม่และพี่ต่อ เผลอๆ ก็เดินเข้ามากอด มาเล่นหัว เอามือมาโอบ มาจับมือ เวลานอนด้วยกันก็ต้องมีส่วนใดส่วนหนึ่งของร่างกายสัมผัสกันเอาไว้ให้อุ่นใจ...ในตอนนี้ ผมอยากกอดตามที่สุดเลย  

"พี่กลับก่อนนะ" ตามหันหน้ามาบอกตอนที่เดินมาส่งผมถึงที่หน้าบ้าน  

"ครับ"  

"เจอกันวันอาทิตย์"  

ผมพยักหน้ารับก่อนตามจะหันหลังเดินกลับไปทางเดิม คำพูดที่ย้ำชัดว่าเราจะได้เจอกันอีกเป็นเหตุให้ผมหลุด รอยยิ้มออกมาอย่างห้ามไม่ได้...อยากให้พรุ่งนี้เป็นวันอาทิตย์จัง  

แต่เอาเข้าจริงๆ พลีสอาจจะไม่ชอบใจก็ได้ที่ผมใช้ร่างของเขามาใกล้ชิดกับตามแบบนี้แต่ความรู้สึกผิดที่มีต่อพลีสก็ถูกตีกระเจิงด้วยความคิดละโมบและเห็นแก่ได้ ผมแค่อยากอยู่ใกล้ๆ ตาม...แค่นั้นเอง  

"น้องพลีส!" เสียงของพี่หน่อยเรียกผมดังลั่นตอนที่กำลังเปิดประตูเข้าไปในบ้าน เจ้าของเสียงลุกขึ้นยืนแล้วเดินเข้ามาหาผมด้วยใบหน้าที่ขมวดคิ้วยุ่งคล้ายกำลังโกรธ ผมกะพริบตาปริบๆ มองหน้าพี่หน่อย ไม่รู้ตัวว่าทำอะไรให้โมโห กระทั่งพี่หน่อยพูดมันออกมา

"น้องพลีสหายไปไหนมา ทำไมกลับบ้านช้าขนาดนี้ แล้วทำไมไม่รับโทรศัพท์หน่อย"

ลืมสนิท...

ผมไม่ได้สนใจโทรศัพท์เลย ซ้ำยังลืมไปว่าพี่หน่อยรอให้ผมโทรหาหลังจากที่ถึงบ้านแล้ว ด้วยความผิดที่ไม่มีข้อแก้ตัวผมจึงทำได้แค่เอ่ยปากขอโทษ

"ขอโทษครับ"

"จะไปไหนทำไมไม่บอกหน่อยก่อน วันหลังอย่าทำแบบนี้อีกนะคะ"

ผมก้มหน้ารับความผิด ขณะที่พี่หน่อยก็ยังคงสีหน้ายุ่งๆ ในความโกรธมีความเป็นห่วงเจือปนอยู่อย่างรู้สึกได้ ไม่ว่าจะโกรธกันแค่ไหนพี่หน่อยก็ยังคงไม่ละเลยหน้าที่ที่ต้องดูแลพลีสอย่างดี จึงหันมาถามด้วยน้ำเสียงที่อ่อนลงกว่าเมื่อครู่

"ทานข้าวมาหรือยังคะ"

"กินแล้วครับ"

"โอเคค่ะ" ตอบรับแค่นั้นแล้วหันหลังให้ทำท่าจะเดินเข้าไปในครัวแต่ผมรีบยกสองมือของตัวเองโอบร่างพี่หน่อยเอาไว้จากด้านหลัง การกระทำนั้นเป็นเหตุให้คนถูกกอดหยุดชะงักอยู่กับที่แล้วเอ่ยปากถาม 

"น้องพลีสทำอะไรคะ"

"ง้อพี่หน่อย"

"ง้อ?"

"ก็พี่หน่อยกำลังโกรธผมนี่นา"

"..."

"ผมขอโทษครับ วันหลังจะไม่ทำแบบนี้อีกแล้ว พี่หน่อยอย่าโกรธเลยนะ นะครับ" ออดอ้อนอยู่ครู่เดียว พี่หน่อยก็หลุดหัวเราะออกมาจนได้ ผมคลายกอดออกเพื่อขยับไปมองหน้าพี่หน่อยที่ยิ้มออกแล้ว

"ไม่โกรธแล้วใช่ไหมครับ"

"หน่อยไม่ได้โกรธค่ะ แค่เป็นห่วง"  

"ขอโทษที่ทำให้เป็นห่วงนะครับ" ผมว่าแล้วยกแขนขึ้นกอดพี่หน่อยอีกครั้ง มือข้างหนึ่งของพี่หน่อยยกลูบหัวผมเบาๆ  

"น้องพลีสไม่เคยกอดหน่อยเลยสักครั้ง"

"..."

"วันนี้...ดีใจจัง"

แม้ไม่ใช่พลีสแต่การที่ทำให้พี่หน่อยดีใจได้ผมก็มีความสุขไปด้วย กระชับกอดพี่หน่อยให้แน่นขึ้น วันนี้ผมเป็นคนผิดโดยไม่ได้ตั้งใจ จึงต้องขอโทษพี่หน่อยอีกครั้งแต่ในตอนที่ได้มองเห็นหน้าพี่หน่อยชัดๆ อยู่ครู่หนึ่งก็เพิ่งจะรู้สึกเป็นครั้งแรกว่า...พี่หน่อย หน้าตาคุ้นๆ แฮะ  

 

... 

 

ผมเริ่มชินกับการกลับไปใช้ชีวิตเป็นนักเรียน แม้ว่าจะไม่มีเพื่อนเลยสักคนก็ตาม ผมเคยตั้งคำถามแต่หาคำตอบไม่ได้ว่าพลีสเป็นคนยังไง ผมจึงใช้ชีวิตในโรงเรียนในแบบที่เป็นตัวผม แน่นอนว่ามันอาจจะดูแปลกไปบ้างในสายตาของเพื่อนในห้องแต่การที่ผมเป็นผม มันก็ทำให้ไอ้ปั้นกลั่นแกล้งผมที่อยู่ในร่างของพลีสน้อยลง...น้อยลงแต่ไม่ได้แปลว่าจะไม่แกล้งเลย  

"เฮ้ย!"  

ผมหันขวับมองเสียงดังจากสนามฟุตบอล แน่นอนว่าเป็นไอ้ปั้นที่กำลังจะแกล้งเตะบอลมาโดนหัวผม ด้วยความไวที่ไหวตัวทัน ผมจึงยกมือคว้าบอลที่กำลังพุ่งเข้ามาได้พอดี 

"ตุ้บ!" 

"แม่ง เสือกรับได้อีก! ส่งคืนมาดิ!" มันตะโกนสั่งแต่ผมทำกลับกัน หันหน้าไปอีกฝั่ง โยนฟุตบอลขึ้นสูงแล้วเตะไปยังฝั่งตรงข้ามของสนามฟุตบอลด้วยแรงทั้งหมดที่มี บอลลูกนั้นจึงลอยปลิวไปไกลอย่างที่ใจคิด ตอนประถมก็เคยเป็นนักบอลเหมือนกันโว้ย!       

"ไอ้พลีส! มึงไปเก็บมาเลยนะ!" 

"เก็บเองดิ" 

"ไอ้พลีส!" 

ผมยักไหล่ไม่รู้ไม่ชี้ก่อนจะเดินเข้าไปในโรงอาหาร ข้าวกลางวันคือความสุขเดียวที่ทำให้ผมอยากมาโรงเรียน วันนี้ก็ฝากท้องไว้ที่ร้านป้าพุกเหมือนเคย วันนี้ผมสั่งไข่พะโล้กับหมูทอดที่กินได้ไม่เบื่อ เดินไปซื้อน้ำแล้วก็หาที่นั่งว่างๆ กินข้าวคนเดียว มันก็เหงานิดหน่อยแต่ความอร่อยทำให้ลืมว่าตัวเองโดดเดี่ยวไปชั่วครู่   

"พี่" 

ผมเงยหน้าขึ้นมองเสียงเรียก แม้ไม่มั่นใจว่าเป็นตัวเองเพราะไม่รู้จักใครแต่พอเงยขึ้นไปก็เห็นว่าเป็นสายป่าน สัญชาตญาณเอ่ยปากเรียกอย่างลืมตัว  

"สายป่าน" 

"พี่รู้จักชื่อหนูด้วยเหรอ" 

"วันนั้นได้ยินแม่เรียกที่ร้านน่ะ" ดูเหมือนว่าความสามารถด้านการโกหกจะแข็งแกร่งขึ้นเรื่อยๆ ในตอนที่ใช้เวลาแค่วินาทีเดียวคิดคำตอบได้กะทันหัน 

"นั่งด้วยได้ไหมคะ"  

ผมพยักหน้ารับสายป่าน โต๊ะที่นั่งได้หกที่พอดีกับจำนวนสมาชิกในกลุ่มของน้อง สายป่านเลือกที่นั่งตรงข้ามผม แล้วหลุดหัวเราะตอนที่หันมาเห็นจานข้าวของผม  

"กินเหมือนกันเลย"  

ผมเองได้แต่หัวเราะตามก่อนที่สายป่านจะหันไปคุยกับเพื่อน ผมมองดูน้องกินข้าวอย่างอร่อยก็มีความสุขแล้ว ดีใจที่น้องเติบโตมาได้อย่างดี เป็นเจ้าอ้วนที่น่ารักเสมอ  

ผมเลื่อนสายตามองสายป่านที่กำลังใช้ช้อนผ่าไข่พะโล้แล้วตักเอาแต่ไข่แดงกิน สายป่านชอบกินไข่แดง ขณะที่ผมชอบกินไข่ขาว คราวนี้ผมไม่ได้ลืมตัวแต่ตั้งใจ ตักไข่แดงในจานตัวเองให้สายป่าน  

"พี่ให้" 

"ให้ทำไม พี่ไม่กินเหรอ" 

"พี่ไม่กินไข่แดงแต่เห็นว่าเราชอบ" 

"ชอบค่ะ"  

ไม่เคยปฏิเสธเรื่องกินเลยนะอ้วน  

"งั้นพี่ก็คงไม่รังเกียจไข่ขาวของหนูใช่ไหม" 

"เอามาเลย" ผมตอบก่อนที่สายป่านจะตักไข่ขาวในจานตัวเองส่งให้แลกกับไข่แดง ผมยิ้มกว้างอย่างมีความสุขที่สุด ได้กินข้าวกับน้องอีกครั้ง...แค่นี้ก็ดีแล้ว 

 

... 

 

ในที่สุดวันอาทิตย์ที่ผมรอคอยก็มาถึง ผมตื่นแต่เช้า เตรียมตัวพร้อมสำหรับการไปโบสถ์ เดินลงมาหาพี่หน่อยในครัว เห็นกำลังยุ่งอยู่กับการทำอาหาร ผมตั้งใจจะแกล้งด้วยการค่อยๆ ย่องเข้าไปหา กะว่าพี่หน่อยคงจะตกใจ แต่ไม่ทันเดินถึง คนที่ยืนอยู่หน้าเตาก็หันขวับมาก่อน  

"เฮ้ย!" กลายเป็นผมที่ตกใจจนร้องลั่น  

"คิดจะแกล้งหน่อยเหรอคะ" 

"รู้ได้ยังไงครับเนี่ย" 

พี่หน่อยชี้ไปที่ตู้เหนือเคาน์เตอร์ครัว วัสดุสีเงินเงาวับสะท้อนให้เห็นตัวเองราวกับกำลังส่องกระจก ผมทำหน้ายุ่งเพราะแกล้งพี่หน่อยไม่สำเร็จ จึงเปลี่ยนเรื่องไปหาของกินแทน เห็นอาหารที่พี่หน่อยกำลังเตรียมอยู่ ดูเยอะเกินกว่าที่จะทำให้ผมกินคนเดียวจึงตั้งคำถาม  

"ทำไมวันนี้ทำกับข้าวเยอะจังเลยครับ" 

"วันนี้คุณวิทย์กับคุณกานต์หยุดงานทั้งคู่ จะทานมื้อเช้าด้วยกันค่ะ" 

"อ๋อ" ผมพยักหน้ารับ แทบจะไม่ได้เห็นหน้าพ่อกับแม่ของพลีสเลยด้วยซ้ำ ผมอาสาเป็นลูกมือช่วยพี่หน่อยทำกับข้าว เรื่องทำอาหารผมไม่เอาไหนเลย อย่างเก่งก็ต้มมาม่าใส่ไข่ได้ จึงทำได้แค่ช่วยหยิบจับนั่นนี่แล้วตักอาหารที่เสร็จพร้อมทานใส่จานไปวางรอบนโต๊ะ  

"พี่หน่อยครับ กินข้าวเสร็จเราจะไปโบสถ์กันใช่ไหมครับ" 

"วันนี้เราไม่ไปโบสถ์ค่ะ" 

"อ้าว!" 

"คุณวิทย์กับคุณกานต์จะพาน้องพลีสไปข้างนอก เห็นว่าจะพาไปดูหนังแล้วก็กินมื้อเที่ยงนอกบ้านค่ะ"  

"แต่ผมอยากไปโบสถ์มากกว่า" 

"ไม่ดื้อสิคะคนดี นานๆ ทีคุณวิทย์กับคุณกานต์จะมีเวลาว่างตรงกัน น้องพลีสไม่ได้ดูหนังมานานแล้วด้วย ไปดูหนังกับคุณพ่อคุณแม่เนอะ" 

"อยากไปโบสถ์" 

"ไปดูหนังค่ะ" 

"ไปโบสถ์ก่อนไม่ได้เหรอ ไปแป๊บเดียวก็ได้ ไปแล้วก็รีบกลับไง โห่!"  

งอแงให้ตายแค่ไหนก็ไม่เป็นผล ท้ายที่สุดผมก็ต้องออกไปข้างนอกกับพ่อแม่ของพลีสเพื่อดูหนังอย่างที่บอก ผมแทบไม่ได้สนใจเรื่องราวของหนังเลยเพราะเอาแต่คิดไปว่า ตัวเองกำลังผิดนัดกับตามทั้งที่ย้ำแล้วย้ำอีกว่าจะไปเจอกัน โอกาสที่จะได้เจอตามมันมีไม่มาก แล้ววันนี้ผมก็เสียโอกาสนั้นไปแล้ว  

หลังจากดูหนังเสร็จก็ถึงเวลาอาหารกลางวันพอดี พ่อกับแม่ขัดแย้งกันนิดหน่อยเรื่องร้านอาหาร พ่ออยากกินปิ้งย่าง ขณะที่แม่อยากกินอาหารญี่ปุ่น สุดท้ายลงเอยด้วยการให้ผมเป็นคนเลือก ผมจึงพาเดินเข้าร้านสเต็กที่อยู่ตรงหน้าในขณะนั้นพอดี  

ผมกับแม่เป็นคนสั่งอาหารเผื่อพ่อด้วย เพราะพ่อยังยืนคุยโทรศัพท์อยู่หน้าร้าน นานครู่หนึ่งพ่อจึงเดินเข้ามาด้วยใบหน้ายุ่งๆ เดาว่างานคงไม่ราบรื่นจนทำให้พ่อดูอารมณ์เสีย ทั้งๆ ที่เป็นวันอาทิตย์แท้ๆ แต่ดูเหมือนว่าสถานการณ์จะไม่เป็นใจให้พ่อได้หยุดงาน  

"มีอะไรหรือเปล่าคุณ" 

"ลูกค้าเขาอยากให้ผมแก้แบบนิดหน่อย คงต้องรีบกลับไปทำ" 

"เขาไม่รู้เหรอว่าวันนี้คุณหยุด" 

"เอาจริงๆ แล้วเนี่ย งานอย่างผมมันไม่มีวันหยุดหรอกนะ" 

"ถึงได้ยุ่งจนไม่มีเวลาให้ลูกเลยสินะ" 

"ทำอย่างกับคุณมีเวลาว่างมากนัก เรามันก็บ้างานพอๆ กันนั่นแหละ" 

"ก็พยายามหาเวลาให้ลูกอยู่นี่ไง แล้วที่ฉันต้องทำงานหนัก ฉันก็ทำเพื่อลูกทั้งนั้น" 

"ทำเพื่อลูกหรือเพื่อตัวเองกันแน่ คุณคงอยากได้ตำแหน่งผู้บริหารก่อนที่พี่น้องคนอื่นจะแย่งไปล่ะสิ" 

"นี่คุณจะมาชวนทะเลาะทำไม"  

"ผมแค่พูดเฉยๆ" 

"ถ้าการพูดเฉยๆ ของคุณมันทำให้เราต้องทะเลาะกัน คุณก็ไม่ต้องพูด" 

"แล้วคุณ..."  

"หยุดเถอะครับ" ผมเอ่ยปากเป็นประโยคแรกหลังจากที่นั่งเงียบอยู่นาน โชคดีที่เสียงของผมทำให้พ่อกับแม่เงียบลงได้ทั้งคู่แต่หน้าตาดูไม่สบอารมณ์ พ่อหันหน้าไปทาง แม่หันหน้าไปอีกทาง ดูโมโหกันทั้งคู่  

พ่อกับแม่ของผมไม่เคยทะเลาะกันเลย เถียงกันแรงที่สุดก็ตอนที่ตกลงกันไม่ได้ว่าจะตั้งชื่อสายป่านว่าอะไร ด้วยความที่ผมไม่มีประสบการณ์ว่าต้องรับมือยังไงในเวลาที่พ่อแม่ทะเลาะกัน ผมเองก็ทำอะไรไม่ถูก ได้แต่ยื่นมือตัวเองทั้งสองข้างไปจับมือพ่อกับแม่เอาไว้ ทั้งสองคนหันมองหน้าผม พลีสคงไม่เคยทำแบบนี้แต่ผมเชื่อว่าความรู้สึกที่ส่งผ่านฝ่ามืออุ่นนั้นจะทำให้พวกเขาเข้าใจ ความเงียบทำให้ใจของทั้งคู่เย็นลง ก่อนที่ผมจะเอ่ยปากออกมาเป็นคนแรกในตอนที่สถานการณ์สงบแล้ว 

"ผมรักพ่อกับแม่นะครับ" 

"..." 

"อย่าทะเลาะกันเลย" 

"..." 

"ผมขอร้อง" 

หวังว่าคำขอร้องของผมจะมีความหมาย ในตอนที่พลีสกลับมา พ่อกับแม่จะได้ไม่ต้องทะเลาะกันอีก ผมทำเพื่อพลีสและตอบแทนเขาได้เพียงเท่านี้จริงๆ  

 

... 

 

ตั้งแต่เช้าจนถึงตอนเย็น ผมยังคงค้างคาใจที่วันนี้ไม่ได้ไปหาตาม ไม่รู้ด้วยซ้ำว่าจะติดต่อเขายังไง วันนี้ทั้งวันจึงเป็นวันเปื่อยๆ ที่ความคิดเลื่อนลอยไปไหนไม่รู้  

ผมนั่งดูทีวีอยู่ที่โซฟาแต่สายตามองไปยังมันแกวที่นอนนิ่งๆ อยู่หน้าประตู อยากเล่นกับหมาแต่หมาไม่ชอบขี้หน้าผมมันจึงไม่เล่นด้วย ผมเลื่อนสายตาไปมองพี่หน่อยที่กำลังเดินเอาเสื้อผ้านักเรียนของผมที่รีดแล้วขึ้นไปเก็บในตู้บนห้องนอน ตอนมีชีวิตผมต้องทำหน้าที่พวกนั้นเองทั้งหมดเพื่อแบ่งเบาภาระของแม่ แต่พอกลายมาเป็นพลีส ความสะดวกสบายถาโถมเข้าใส่จนผมรู้สึกว่าตัวเองเริ่มทำอะไรด้วยตัวเองไม่เป็น ไม่อยากให้พี่หน่อยต้องเหนื่อยเกินไปผมจึงลุกพรวดจากโซฟาแล้ววิ่งไปหาพี่หน่อยที่ขึ้นบันไดไปได้สองสามขั้น  

"พี่หน่อยครับ!" 

"คะ" 

"เดี๋ยวผมเอาไปเก็บเองครับ" 

"เดี๋ยวหน่อยไปเก็บให้ค่ะ หน้าที่หน่อย ไม่ต้องลำบากเลยค่ะ" 

"ก็ผมอยากช่วยนี่" 

"ไม่ต้องค่ะไม่ต้อง ไปนั่งรอหน่อยที่โซฟา เดี๋ยวเราต้องออกไปตัดผมกันนะคะ" 

"ตัดผม?" 

"ใช่ค่ะ ผมน้องพลีสเริ่มยาวแล้ว เดี๋ยวคุณครูจะดุเอา หน่อยเอาเสื้อผ้าไปเก็บแป๊บหนึ่ง เดี๋ยวลงมาค่ะ" 

"งั้นผมไปเองก็ได้ครับ" 

"เดี๋ยวหน่อยพาไปค่ะ" 

"ผมขอไปเอง แค่งานในบ้านพี่หน่อยก็เหนื่อยแย่แล้ว เดี๋ยวก็ได้เวลาทำอาหารเย็นอีก ผมไปเองดีกว่า แค่ตัดผมเอง ผมไปได้ครับ" 

"เอาอย่างนั้นเหรอคะ" 

"เอาอย่างนั้นครับ" 

"ถ้าอย่างนั้นรีบไปรีบมานะคะ" 

"ครับๆ" ผมรับคำ แล้วเดินออกจากบ้านตรงไปยังร้านตัดผม มีร้านหนึ่งอยู่ใกล้ๆ บ้านผม ร้านประจำที่ไปตัดบ่อย ปักหมุดเป้าหมายไว้ที่นั่นแล้วเดินไปอย่างสบายๆ เพราะอากาศที่เย็นกำลังดี  

 

"กริ๊ง" 

 

เสียงกระดิ่งหน้าประตูร้านตัดผมดังขึ้นตอนที่ผมเป็นคนเปิดเข้าไป ก่อนที่คนในนั้นจะหันมาเอ่ยปากต้อนรับ 

"สวัสดีครับ...เขี้ยวกุด!" 

"เธอ!" 

"ฮะ?" 

"พี่ตาม" 

ก็หลุดปากทุกทีที่เจอหน้าแล้วเรียกตามว่าเธอ ความเคยชินเรื่องนี้มันแก้ไขยาก เพราะผมเรียกตามแบบนั้นมาตั้งหลายปีก่อนที่จะตาย จะให้เปลี่ยนกันง่ายๆ คงไม่ได้เพราะเรื่องแบบนี้มันต้องการเวลา ซึ่งผมเองก็ไม่รู้ว่า จะเหลือเวลาอีกเท่าไรที่จะได้มีโอกาสเรียกตามแบบนี้  

"มาทำอะไร" ตามเอ่ยถามผมก่อน 

"มาตัดผม แล้วพี่มาทำอะไรที่นี่"  

"ทำงานสิ" 

"งานพาร์ทไทม์ที่บอกเหรอ" 

"อือ นั่งเลย" 

"พี่เป็นคนตัดเองเหรอ" 

"ถ้าไม่ซีเรียสเรื่องผมแหว่งก็จะตัดให้" 

"เฮ้ย" 

"ล้อเล่นๆ เจ้าของร้านไม่อยู่ นั่งรอก่อนสิ"  

ผมพยักหน้ารับแล้วนั่งลงข้างๆ ตามก่อนอีกฝ่ายจะลุกพรวดขึ้นเมื่อคิดขึ้นมาได้ 

"เออ มาสระผมก่อนดีกว่า" 

"สระผม?" 

"ใช่ มาเร็ว" 

"พี่เป็นคนสระ?" 

"ใช่ดิ" 

"ไม่เอา" ผมปฏิเสธ   

"สระเถอะ พี่อยากมีงานทำ นี่ว่างจนเจ้านายจะไล่ออกอยู่แล้วเนี่ย" 

"แต่ว่า..."  

"มาเร็ว เดี๋ยวพี่สระให้" ตามดึงผมไปยังเตียงสระผม ไหนๆ ก็ไหนๆ แล้วจึงยอมให้ตามสระผมให้ นึกขึ้นมาได้ว่าหัวมีแผลยังไม่หายดี ผมจึงบอกกำชับกับตาม   

"หัวมีแผลอยู่ สระเบาๆ นะ"  

"ครับ คุณลูกค้า" พูดล้อเล่นด้วยรอยยิ้มก่อนจะเริ่มสระผมให้ ไม่เคยมีใครสระผมให้มาก่อนก็เลยรู้สึกแปลกๆ อุณหภูมิน้ำอุ่นกำลังดี กับสองมือของตามที่ขยี้ผมอย่างเบามือตามที่ผมบอก สบายชะมัดเลย  

"แหม เคลิ้มเลยนะ" 

"เคลิ้มอะไร" 

"เพลินล่ะสิ" 

ก็จริง...เถียงไม่ได้เลยต้องยอมรับด้วยการพยักหน้าหงึกๆ  

"แล้วทำไมวันนี้ไม่ไปโบสถ์" 

ผมขยับหน้ามองตามที่พูดเรื่องนี้ขึ้นมา  

"นัดพี่ไว้ไม่ใช่เหรอ" 

"คือ...ผม..." 

"โกรธนะเนี่ย" 

"อย่าโกรธนะ" 

"โกรธไปแล้ว พี่รอเราตั้งนาน"  

"ขอโทษ" 

"ไหนบอกสิว่าจะง้อพี่ยังไง" 

"เลี้ยงข้าวไข่เจียวเอาไหม" 

"เอาดิ" 

"ง่ายๆ แบบนี้เลยเหรอ" 

"พี่จนอะ ปฏิเสธของกินไม่ได้หรอก เดี๋ยวอดตาย" 

"จนอะไร พ่อแม่พี่รวยจะตาย" 

"พ่อแม่พี่น่ะรวยแต่พี่จนไงครับ" 

ตามหลุดหัวเราะ ขณะที่เรามองหน้ากันอยู่ สองมือของตามละออกจากหัวของผม ก่อนยื่นมือข้างหนึ่งมาแตะเข้าเบาๆ ที่ข้างแก้ม สัมผัสจากปลายนิ้วของตามทำเอาหัวใจผมเต้นตึกตัก เป็นมนุษย์มันก็มหัศจรรย์ตรงนี้ ตรงที่หัวใจเต้นได้หลายจังหวะตามสถานการณ์ของอารมณ์ ผมกำลังจะเอ่ยถามว่าตามทำแบบนั้นทำไม แต่อีกฝ่ายก็พูดออกมาก่อน  

"ฟองมันติดหน้าน่ะ" 

"อ๋อ...ครับ" 

"หน้าแดงเลยนะ แพ้ฟองเหรอ" 

"เปล่า!" 

"งั้นก็แปลว่าเขินน่ะสิ" 

"บ้า"  

ได้ยินเสียงตามหัวเราะอยู่ในลำคอ คงสนุกที่ได้แกล้งก่อนจะลงมือสระผมต่อ ผมไม่รู้ว่าจะเอาสายตาไปวางไว้ตรงไหนจึงหลับตาลง พลันคิดถึงเรื่องราวระหว่างผมกับตาม ภาพจำสุดท้ายก่อนที่ผมจะตายคือวันที่เราทะเลาะกัน ผมไม่ได้ตั้งใจทำให้ตามโกรธ คิดว่าเอาไว้ขอโทษวันหลังก็คงไม่เป็นอะไรแต่ผมไม่รู้ว่ามันจะเป็นวันสุดท้ายจึงไม่มีโอกาสได้แก้ตัว วันนี้ผมอยากให้ตามได้ยิน อยากให้ตามได้ยินจริงๆ แม้ว่าเสียงของผมมันจะทำได้เพียงดังก้องอยู่ในใจ... 

 

เราขอโทษนะตาม 

 

TBC. 

ความคิดเห็น

เพิ่มนิยายเรื่องนี้ลงคลังแล้ว