email-icon Twitter-icon

ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

บทนำ : มองไม่เห็นแต่มีอยู่จริง

ชื่อตอน : บทนำ : มองไม่เห็นแต่มีอยู่จริง

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย y

คนเข้าชมทั้งหมด : 5.1k

ความคิดเห็น : 8

ปรับปรุงล่าสุด : 13 ก.ย. 2562 01:18 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
บทนำ : มองไม่เห็นแต่มีอยู่จริง
แบบอักษร

บทนำ 

มองไม่เห็นแต่มีอยู่จริง 

"สายป่าน ลงมากินข้าว!"  

"ยังแต่งตัวไม่เสร็จค่า!"

"ทำไมยังไม่เสร็จอีก เดี๋ยวก็ไปโรงเรียนสายหรอก!"

"แม่! ถุงเท้าพ่อหายไปไหนหมดเนี่ย"

"ก็อยู่ในตะกร้าไง"

"ตะกร้าไหน"

"มันก็อยู่ที่ที่เคยอยู่ทุกวันนั่นแหละ ก่อนที่จะถามนี่ดูหรือยัง"

"โอเคๆ ไม่ต้องบ่น เดี๋ยวหาเอง"

"แล้วพ่อจะกินข้าวไหม"

"พ่อขอแค่กาแฟ"

"โอเค เดี๋ยวชงให้ สายป่าน! เสร็จหรือยัง! สายแล้วนะ!"

ความวุ่นวายในตอนเช้าของบ้านเราไม่เคยเปลี่ยนแปลงไปเลยตั้งแต่เด็กจนโต พ่อมักจะมีปัญหากับการหานั่นหานี่ไม่เจอแล้วเรียกหาจากแม่ก่อนที่จะมองหาด้วยตัวเอง น้องสาวที่ทำอะไรเชื่องช้าไม่ทันเวลาและเสียงของแม่ที่คอยเร่งพวกเราขณะที่ต้องเตรียมอาหารเช้าไปด้วยอย่างหัวหมุน 

ส่วนผมตื่นแต่เช้าพร้อมๆ กับแม่และไม่ต้องเตรียมตัวอะไรมากมายนัก ทุกวันจึงมานั่งรอที่โซฟา มองดูความวุ่นวายในบ้านที่ผมชอบเหลือเกิน ผมไม่เคยรำคาญเสียงของแม่ แอบขำตอนที่พ่อหาอะไรไม่เจอแล้วก็โดนแม่บ่นเสมอและบางครั้งก็ช่วยขึ้นไปเร่งน้องสาวจอมเชื่องช้าให้ลงมากินข้าวให้ทันเวลา  

"อ้วน เร็วๆ หน่อย สายแล้วนะ"

"..."

"ตื่นสายเพราะเมื่อคืนเอาแต่ดูซีรีส์ใช่ไหมล่ะ"

"..."

"ไปโรงเรียนสายทุกวันแบบนี้ โดนหักคะแนนจนไม่เหลืออะไรให้หักแล้วมั้ง"

"..."

"พี่พูดนี่ฟังบ้างไหมเนี่ย ไอ้อ้วน!"

ผมอยากจับน้องสาวมาเขย่าเพื่อให้สนใจคำพูดของผมบ้างหลังจากที่ถูกเมินมาตลอด จนกระทั่งเสียงของแม่ดังขึ้นอีกรอบด้วยระดับเสียงที่ดังกว่าเดิม เป็นอันรู้กันว่าแม่เริ่มโมโหแล้ว สายป่านจึงสวมถุงเท้าลวกๆ แล้วรีบออกจากห้อง ไม่ได้สนใจผมที่ยืนขวางประตูอยู่ก่อนวิ่งผ่านร่างผมไป

"วูบ" 

โดยที่ผมไร้ตัวตน...

นับคร่าวๆ ก็เกือบสามปีที่ผมตายแล้วกลายเป็นวิญญาณ เพราะผมไม่รู้ว่าต้องไปที่ไหนต่อ ไม่รู้ว่าถ้าจะไปเกิดใหม่ต้องทำยังไง ไม่เข้าใจสักนิด ผมได้ยินหลายคนบอกในตอนที่ผมตายว่าให้ไปที่ชอบๆ แล้วผมก็ชอบที่นี่ ผมชอบที่บ้านก็เลยอยู่ที่นี่ดีกว่าออกไปเร่ร่อนที่ไหน ใช้ชีวิตอย่างไม่มีตัวตนแม้จะไม่มีใครเห็นก็ตามแต่ผมยังคงสมมติว่าตัวเองยังเป็นส่วนหนึ่งของบ้านหลังนี้อยู่     

"พ่อไปทำงานก่อนนะแม่"

"จ้ะ เจอกันตอนเย็น"

"หนูไปโรงเรียนแล้วนะแม่"

"จ้า ตั้งใจเรียนนะลูก"

"บ๊ายบายครับพ่อ บ๊ายบายสายป่าน" ผมว่าพลางโบกมือให้พ่อและน้องสาวที่ออกจากบ้านไปพร้อมกัน หันกลับมาหาแม่ที่เดินกลับเข้าไปในครัว แม่จัดการล้างจานและทำความสะอาดครัวนิดหน่อย ก่อนจะหยิบแก้วกาแฟที่ชงไว้นานจนเริ่มเย็นแล้วยกขึ้นดื่ม พลางเหม่อมองออกไปนอกหน้าต่าง ใช้เวลาดื่มกาแฟไม่นานก็หมดแก้ว  

เสร็จจากกิจวัตรในตอนเช้า แม่ก็เตรียมตัวลงไปเปิดร้าน แม่ผมเปิดร้านกาแฟที่ชั้นล่างของตึกที่เราอาศัยอยู่ที่ชั้นบน ส่วนชั้นล่างก็เป็นร้านกาแฟเล็กๆ ที่แม่จัดการเองทุกอย่างโดยไม่มีลูกจ้าง ผมนั่งลงที่โต๊ะตัวหนึ่งในร้าน มองดูแม่ที่กำลังจัดแจงข้าวของในร้านอยู่ กระทั่งเสียงมือถือดังขึ้นเรียกความสนใจจากแม่

"สวัสดีค่ะพี่อุ่น ค่ะ สี่แก้วเหมือนเดิมนะ ไปส่งได้ค่ะ"

คิดไม่ผิดว่าต้องเป็นป้าอุ่นที่มีออฟฟิศอยู่ถัดไปอีกสี่คูหา โทรมาสั่งกาแฟแม่เป็นประจำทุกเช้า เมื่อวางสายจากป้าอุ่นแม่ก็จัดการชงกาแฟทั้งสี่แก้วพร้อมส่ง แต่ในตอนที่แม่หันไปหยิบโทรศัพท์ มือก็ปัดไปโดนแก้วใบหนึ่งที่วางอยู่บนเคาน์เตอร์ร่วงลงกับพื้นอย่างผิดจังหวะ  

"เพล้ง!"  

"แม่!"

ตั้งแต่เปิดร้านมา นับไม่ถ้วนเลยว่าแม่ทำแก้วกาแฟแตกไปกี่ใบแล้ว ด้วยความที่แม่ไม่ค่อยระวังจนพ่อตั้งฉายาให้ว่าเป็นจอมซุ่มซ่าม ผมเห็นแม่ทำแก้วแตกจนชิน ตอนเก็บเศษแก้วก็ไม่วายจะโดนแก้วบาดมืออยู่เป็นประจำ  

"โอ๊ย!"

"ผิดคำซะที่ไหน!" ผมว่า ขณะที่แม่ยกนิ้วที่ถูกแก้วบาดขึ้นมาดูเลือดที่ไหลออกมาในทันที แม่เช็ดมือกับผ้ากันเปื้อนที่สวมอยู่อย่างลวกๆ จนผมอดจะบ่นไม่ได้

"ไปล้างแผลสิแม่"

แม่ลุกไปล้างแผลอย่างที่ผมบอก ไม่ใช่ว่าแม่ได้ยินแต่เป็นเพราะเลือดที่ไหลไม่หยุดนั่นต่างหาก

"พลาสเตอร์ยาอยู่ไหนนะ" แม่พูดพึมพำแล้วเดินหาพลาสเตอร์ยาที่ไม่เคยถูกเก็บให้เป็นที่เป็นทาง ผมจำได้ว่าคราวก่อนแม่ใส่เอาไว้ในลิ้นชักของชั้นวางทีวี ผมตรงดิ่งไปตรงนั้นก่อนที่แม่จะไปถึง ย่อตัวลงนั่งหน้าชั้นวางทีวี ใช้ความพยายามในการดึงลิ้นชักนั้นออกมา บางครั้งบางคราวผมก็จับต้องสิ่งของได้บ้างทั้งที่โดยบังเอิญและตั้งใจ ตั้งสมาธิแล้วจดจ่ออยู่กับการดึงลิ้นชักออกมา ความพยายามของผมก็ประสบความสำเร็จ ผมดึงลิ้นชักออกในตอนที่แม่เดินมาถึงตรงนี้พอดี 

"ใครเปิดลิ้นชักไว้แบบนี้นะ" แม่กำลังดันปิดโดยไม่ทันได้ดูว่าสิ่งที่แม่กำลังหามันอยู่ในนั้น ผมจึงรีบบอกรัวๆ

"พลาสเตอร์ พลาสเตอร์ พลาสเตอร์"

เสียงของผมคงดลจิตดลใจให้แม่มองเข้าไปในลิ้นชักกระทั่งเจอกับพลาสเตอร์ที่หาอยู่

"อ้าว อยู่นี่เอง" แม่ฉีกซองพลาสเตอร์แล้วแปะแผลลวกๆ ก่อนจะเดินกลับไปที่เคาน์เตอร์ร้าน หยิบกาแฟสี่แก้วไปส่งให้ป้าอุ่น ผมเดินตามแม่ออกไปด้วยแต่ไม่ได้ตามไปถึงออฟฟิศป้าอุ่น เพราะผมแวะไปหา เจ้ายู่ หมาโกลเด้นท์ตัวใหญ่ที่นอนประจำอยู่ที่ร้านขายของชำของลุงหมี ผมเล่นกับมันมาตั้งแต่ตอนที่มันยังตัวเล็กๆ จนตอนนี้ตัวใหญ่กว่าลุงหมีซะอีก

"ยู่เห็นพี่ไหม"

"..."

"ไม่เห็นเหรอ"

"..."

"ไหนบอกว่าหมาจะหอนตอนเห็นผีไง โกหกกันนี่นา"

ผมยกมือลูบหัวเจ้ายู่ทั้งๆ ที่รู้ว่าจับต้องไม่ได้ เล่นกับมันอยู่พักหนึ่ง เอาจริงๆ ก็เหมือนเล่นคนเดียวมากกว่า ขณะที่กำลังพูดคนเดียวอยู่ผมก็ได้กลิ่นธูปลอยฟุ้งพุ่งเข้ามาในจมูกจึงหันไปบอกลาเจ้ายู่   

"ไปก่อนนะ แม่เรียก"

ผมรีบหายวับกลับไปที่บ้าน เห็นแม่กำลังปักธูปดอกหนึ่งที่กระถางธูปที่วางคู่อยู่กับรูปถ่ายของผม ข้างๆ กันมีขนมถ้วยวางอยู่ด้วย

"เจอขนมถ้วยเลยซื้อมาฝาก อยากกินใช่ไหมล่ะ กินเยอะๆ เลยนะ"

"ครับผม!" ตอบรับอย่างดีใจแล้วรีบคว้าขนมถ้วยยัดใส่ปาก รสชาติของมันแตกต่างไปจากตอนที่มีชีวิตอยู่นิดหน่อย มันจืดๆ จางๆ ราวกับว่าประสาทสัมผัสในการรับรสมันได้ตายไปพร้อมกับผมแล้ว ผมไม่รู้สึกหิวหรืออิ่ม แต่ก็ชอบอาหารทุกอย่างที่แม่เอามาให้กินตลอด

"แสงเทียน"

ผมชะงักมือที่กำลังจะหยิบขนมกินอีกชิ้นในตอนที่แม่เรียก ใบหน้าของแม่เปลี่ยนไปจากเมื่อครู่เพราะดูหดหู่ลงอย่างเห็นได้ชัด

"แม่คิดถึงแสงนะ"

แม่ร้องไห้อีกแล้ว ผมทำได้แค่กอดแม่เอาไว้โดยที่แม่ไม่ได้รับรู้ถึงสัมผัสของผมเลย ผมคิดโกรธตัวเองอยู่เสมอที่ต้องตายเร็ว ผมไม่รู้ว่าตัวเองจะอายุสั้น ไม่อย่างนั้นคงได้ทำอะไรเพื่อแม่มากกว่านี้ไปแล้ว

"แสงอยู่ตรงนี้นะแม่"

"..."

"คิดถึงแม่เหมือนกันครับ"   

...

สองทุ่มของทุกวันจันทร์ถึงวันพุธ ผมต้องออกไปรอรับสายป่านที่เลิกเรียนพิเศษในเวลานั้นพอดี พ่อกับแม่ปล่อยให้น้องกลับเองเพราะโตแล้วแต่ผมอดเป็นห่วงไม่ได้จึงต้องมาดูเพื่อให้แน่ใจว่าสายป่านจะถึงบ้านปลอดภัยดี

ระหว่างที่รอสายป่านอยู่ ผมหันไปเห็นเด็กนักเรียนคนหนึ่งที่เดินออกมาจากตึกแล้วกำลังจะข้ามถนนไปอีกฝั่ง ออกอาการกล้าๆ กลัวๆ ด้วยการก้าวเท้าออกไปแล้วก็ถอยกลับมา เห็นชัดว่าประหม่าเพราะน่าจะข้ามถนนไม่เป็น ถ้าผมเป็นคนก็คงจับมือพาข้ามไปแล้ว แต่ตอนนี้ทำได้แค่เอาใจช่วย จนกระทั่งเด็กคนนั้นตัดสินใจวิ่งข้ามไป 

"ปิ๊นๆ!" 

เสียงแตรรถเป็นเหตุให้เด็กคนนั้นหยุดชะงักกลางทางซะอย่างนั้น ด้วยความที่อยู่ดีๆ ก็หยุดกะทันหัน รถอีกคันที่วิ่งมาอีกเลนส์ก็บีบแตรลั่นพลางเหยียบเบรกแทบไม่ทัน ผมพุ่งตรงไปที่กลางถนนแล้วยกมือผลักร่างเด็กคนนั้นให้พ้นจากรถทั้งสองคันได้อย่างฉิวเฉียด ในเวลาแบบนี้โชคดีที่มือทั้งสองแตะต้องเด็กคนนั้นได้พอดี เด็กคนนั้นรีบลุกขึ้นยืน แม้จะดูงงๆ ที่ถูกผลักจนร่างปลิวแต่ก็คงจะหาคำตอบให้ตัวเองไม่ได้ ผมจึงบอกให้

"เนี่ย! เขาเรียกว่าผีผลัก"

"ขอบคุณนะครับ"

"หืม?" ผมเบิกตากว้างตอนที่เด็กคนนั้นหันมาขอบคุณ คิดไปเองว่าเด็กนั่นมองเห็นแต่ก็กระจ่างในประโยคถัดไป

"ขอบคุณพระเจ้าที่ช่วยผมไว้"

พระเจ้าไม่ได้ช่วยซะหน่อย เหอะ!

ผมยกมือดีดหน้าผากเด็กนั่นไปทีหนึ่งแต่แน่นอนว่าไม่โดน ก่อนจะเดินกลับไปยืนรอสายป่านที่หน้าตึกเหมือนเดิม สักพักหนึ่งก็ถึงเวลาที่น้องเลิกเรียน ผมยืนมองสายป่านที่กำลังบอกลากับเพื่อน ก่อนจะเดินออกมาที่หน้าตึก ฝนที่ตกปรอยๆ มาตั้งแต่ตอนเย็นยังไม่หยุด ทำเอาคนที่เพิ่งออกมาเห็นว่าเม็ดฝนยังไม่ซาทำหน้ายุ่งหน่อยๆ แล้วบ่นคนเดียวเบาๆ

"หนาวจัง ไม่ชอบฝนเลย"

ตั้งแต่ผมเป็นวิญญาณก็ไม่มีความรู้สึกอะไรเลยจนเกือบจำไม่ได้แล้วว่าความรู้สึกหนาวเย็นเป็นอย่างไร แต่มนุษย์อย่างสายป่านอาจจะไม่สบายเอาได้ถ้าโดนฝน สายป่านทำท่าจะเดินออกไปที่ป้ายรถเมล์ ผมรีบหันบอก 

"กลับแท็กซี่สิอ้วน"

"..."

"กลับแท็กซี่เถอะ"

"..."

"พี่บอกให้กลับแท็กซี่ไง"

"กลับแท็กซี่ดีกว่า" ผมยิ้มกว้างในตอนที่น้องพูดออกมาเบาๆ ราวกับว่าการเป่าหูของผมมันได้ผล สายป่านเดินไปหาแท็กซี่ที่จอดอยู่ตรงนั้นพอดีก่อนจะขึ้นรถไป ผมรีบไปรอสายป่านที่หน้าบ้าน ใช้เวลาไม่นานก็มาถึง เมื่อเห็นว่าน้องสาวถึงบ้านแล้วผมก็อุ่นใจ นอนกลิ้งอยู่บนโซฟาข้างๆ พ่อที่ดูละครอยู่ สักพักหนึ่งเสียงของแม่ก็ดังมาจากในครัวเพื่อเรียกเราไปกินมื้อเย็น ผมเป็นคนแรกที่เดินไปถึงโต๊ะอาหาร

"โห! แกงเขียวหวานของโปรดแสงเลย มีผัดผักบุ้งกับหมูทอดด้วย"

อาหารจานโปรดเต็มโต๊ะแต่ทำได้แค่มองก็เลยรู้สึกปวดใจอยู่หน่อยๆ ผมกระโดดขึ้นไปนั่งบนเคาน์เตอร์ครัว เพราะไม่มีใครเลื่อนเก้าอี้ให้  

"แม่คิดถึงพี่แสงใช่ไหมเนี่ย"

พ่อกับแม่หันมองหน้าสายป่านที่พูดแบบนั้นขึ้นมา

"ก็ดูสิ วันนี้ทำแต่ของโปรดพี่แสงทั้งนั้นเลย"

แม่ยอมรับด้วยการพยักหน้า รอยยิ้มฝืนๆ ของแม่กระตุกหัวใจผมจนรู้สึกเศร้าไปด้วย พ่อเองก็ทำได้แค่ยกมือตบไหล่ปลอบใจแม่ ก่อนที่ความสดใสของน้องสาวจะทำให้สถานการณ์ดีขึ้น  

"ไม่เป็นไรนะแม่ เดี๋ยวป่านกินแทนพี่แสงเอง กินให้อ้วนตัวแตกไปเลย!"

"แค่นี้ก็อ้วนพอแล้วลูก"

"แม่!"

"ล้อเล่นน่า"

"กินข้าวกันเถอะ"

ผมหันมองสายป่านที่ยัดหมูทอดเข้าปากตัวเองแล้วเคี้ยวตุ้ยๆ ด้วยความที่เป็นคนตัวอวบนิดๆ แก้มทั้งสองข้างจึงขยายพองจนน่าบีบ ผมขยับตัวเดินไปยืนข้างๆ สายป่าน อดไม่ได้ที่จะยกมือบีบแก้มน้อง ก่อนเลื่อนมือไปลูบหัวเบาๆ

"ดูแลพ่อกับแม่แทนพี่ด้วยนะอ้วน...โอ๊ะ!" ผมเผลอตกใจในตอนที่มือของผมแตะต้องกับผมของสายป่านได้ ขณะที่สายป่านเองก็หยุดชะงักยกมือลูบหัวตัวเองเบาๆ ผมแอบดีใจที่สัมผัสของผมส่งไปถึงสายป่านแม้เจ้าตัวจะไม่รับรู้ก็ตาม 

...

เพราะเป็นผีจึงไม่มีความรู้สึกง่วงนอน ในตอนที่คนอื่นกำลังหลับ ผมพาตัวเองออกมาเดินเล่นข้างนอกแก้เบื่อ ผู้คนยังคงเดินไปมาราวกับว่าเมืองนี้ไม่เคยหลับใหล ผมเดินสวนกับผู้คนที่มองไม่เห็นผมไปเรื่อยๆ ก่อนหันไปเห็นผู้หญิงคนหนึ่งที่กำลังก้มหน้าก้มตาเล่นโทรศัพท์ขณะเดินอยู่ด้วย สายตาผมมองไปเห็นฝาท่อระบายน้ำที่ชำรุด ผู้หญิงคนนั้นไม่ทันได้มองเกือบจะก้าวไปถึง ด้วยสัญชาตญาณผมจึงร้องลั่นแล้วดึงเสื้อเธอเอาไว้จากด้านหลัง

"ระวัง!"

ผู้หญิงคนนั้นชะงักกึก หันมองซ้ายมองขวาเดาว่าคงมองหาว่าใครเป็นคนดึงเสื้อตัวเองเอาไว้ เมื่อไม่พบใครก็รีบเดินจ้ำอ้าวออกไปจากตรงนี้เลย บ่อยครั้งที่ผมมักจะไปวุ่นวายกับความเป็นไปของมนุษย์ แล้วทุกๆ ครั้งที่ผมอยากช่วยเหลือใคร มือคู่นี้มันก็เป็นใจให้หยิบจับหรือแตะต้องคนอื่นได้โดยไม่มีเหตุผล มันก็ดีตรงที่การกระทำเหล่านั้นมันทำให้ผมรู้สึกว่าผมยังเป็นผีที่มีประโยชน์อยู่

ผมเดินมาหยุดอยู่ที่ตึกร้าง มองหาผีหรือวิญญาณตนอื่นๆ เผื่อว่าจะหาใครมาคุยแก้เหงาได้บ้างแต่ไม่มีใครเลย ตั้งแต่ผมตาย ผมเจอวิญญาณตนอื่นน้อยมากหรือบางทีก็คุยกันได้ครั้งสองครั้ง เขาก็พร้อมจะไปเกิดใหม่ หลุดพ้นบ่วงกรรมอะไรสักอย่างแล้วก็ไปจากกัน   

"เฮ้อ" ทำได้ถอนหายใจเบาๆ แล้วเงยหน้าขึ้นมองท้องฟ้าแต่เมื่อเลื่อนสายตาจากท้องฟ้าไปยังดาดฟ้าของตึกร้าง ผมมองเห็นเด็กคนหนึ่งที่สวมชุดนักเรียนยืนอยู่ตรงนั้น

คงไม่ได้คิดที่จะ...

"เฮ้ย! อย่านะ!" ผมร้องลั่นเมื่อคนตรงนั้นกำลังก้าวขาข้างหนึ่งออกจากขอบตึก รีบหายวับขึ้นไปยังตรงนั้น ยกสองมือขึ้นกอดร่างนั้นเอาไว้ แตะต้องได้แต่ช้าเกินไป ผลสุดท้ายทั้งวิญญาณของตัวเองและร่างของคนคนนี้จึงทิ้งตัวดิ่งจากดาดฟ้าของตึกร่วงลงสู่พื้นในช่วงเวลาเพียงพริบตาเดียว  

"ตุ้บ!"  

 

ผมได้ยินเสียงพูดคุยเข้ามาในหูที่ยังอื้ออึง ขยับเปลือกตาขึ้นช้าๆ ก่อนขมวดคิ้วแน่นเมื่อเจอกับแสงจ้าจากหลอดไฟ สติที่พลันหายไปค่อยๆ กลับมาประติดประต่อทีละนิด ผมเริ่มรู้สึกตัวในตอนที่รู้สึกเจ็บนิดๆ กลืนน้ำลายลงคอที่แห้งผากแล้วลืมตาขึ้นอีกครั้ง หันมองสภาพแวดล้อมรอบข้างที่ไม่คุ้นตา ดวงตาค่อยๆ เบิกกว้างอย่างสับสน ก่อนรีบลุกพรวดขึ้นจากเตียงในตอนที่ความมึนงงโถมเข้าใส่อย่างเต็มที่ ขยับร่างกายทีหนึ่งก็สะเทือนไปถึงหัวที่เจ็บแปลบเหมือนถูกทุบและเหมือนกับว่าความเจ็บปวดเหล่านี้กำลังย้ำเตือนให้ผมรู้ตัว ผมกลับมามีลมหายใจอีกครั้ง...

...ในร่างของคนอื่น 

ความคิดเห็น

เพิ่มนิยายเรื่องนี้ลงคลังแล้ว