facebook-icon Twitter-icon

ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

บทที่四 “ไม่ต้องรอให้สวรรค์ลิขิต”

ชื่อตอน : บทที่四 “ไม่ต้องรอให้สวรรค์ลิขิต”

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย y

คนเข้าชมทั้งหมด : 2.2k

ความคิดเห็น : 10

ปรับปรุงล่าสุด : 10 ก.ย. 2562 19:44 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
บทที่四 “ไม่ต้องรอให้สวรรค์ลิขิต”
แบบอักษร

บทที่四 “ไม่ต้องรอให้สวรรค์ลิขิต”

 

 

 

การใช้ชีวิตอยู่ตามลำพังกลายเป็นเรื่องปกติสำหรับผมไปแล้วไม่ว่าจะเป็นชีวิตในชาติก่อนหรือชีวิตในชาตินี้เองก็ตาม ผมชินกับการที่ตื่นขึ้นขึ้นมาตามลำพัง กินข้าวคนเดียวโดยไม่มีใครทว่าในช่วงหลายวันที่ผ่านมาผมกลับได้พบกับความรู้สึกแปลกใหม่อย่างที่ไม่เคยเจอมาก่อน

ยามตื่นขึ้นมาแล้วหันไปมองด้านข้างจะได้พบกับร่างสูงโปร่งของชูร์เชียนที่กำลังหลับสนิทอยู่ด้านข้าง

ยามตั้งโต๊ะวางกับข้าวก็มีชูเชียนนั่งถือถ้วยข้าวรอกินอยู่ไม่ห่าง

นับเป็นความแปลกใหม่ในชีวิตของผมก็ไม่ผิด ตลอดหลายวันที่ผ่านมาผมพูดคุยมากกว่าครึ่งปีที่ผ่านมารวมกันซะอีกแม้ผมจะไม่ใช่คนคุยเก่งแต่ก็ไม่ใช่อุปสรรค ขอแค่ชูร์เชียนเปิดบทสนทนามาผมก็พร้อมกับพูดตอบโต้กลับไป

วันนี้เป็นวันครบรอบหนึ่งอาทิตย์ที่ชูร์เชียนมาพักอยู่ด้วย ผมตื่นตั้งแต่เช้าเดินทางเข้าไปในตัวเมืองเพื่อซื้อวัตถุดิบสำหรับทำอาหารที่ใกล้หมด ที่นี่ไม่ได้มีตู้เย็นสำหรับแช่เนื้อสัตว์ไว้ได้เป็นเดือนๆ ผมจึงต้องออกมาซื้อพวกเนื้อสัตว์สองถึงสามวันครั้ง

บรรยากาศของตลาดในยามเช้าไม่ได้เงียบเหงาตรงกันข้ามค่อนข้างอึกกะทึกไม่น้อย เหล่าพ่อค้าแม่ค้าพากันส่งเสียงเรียกลูกค้าซึ่งเดินจับจ่ายกันเนืองแน่น แคว้นแห่งนี้ชื่อว่าเผยซวาเป็นแคว้นที่มีทางตะวันออกสุดอยู่ติดกับทะเลและตัวเมืองหลวงเองก็อยู่ไม่ห่างจากสถานที่ทำประมงนักทำให้ภายในตลาดเต็มไปด้วยของทะเลมากมายที่เพิ่งจับขึ้นเรือมาได้

ราคาของวัตถุดิบไม่นับว่าแพงมากอย่างกุ้งเองหากเป็นในยุคที่ผมจากมาคงกิโลเป็นพันแต่ผมกลับซื้อได้ในราคาต่ำกว่าที่คาด ปกติผมไม่ค่อยได้ซื้อพวกของทะเลเพราะเก็บไว้ได้ไม่นานเท่าไหร่หากไม่มีน้ำแข็งแต่วันนี้พอเดินผ่านร้านขายกุ้งผมกลับเลือกมาหลายตัว นอกจากซื้อกุ้งแล้วผมยังเลือกปลามาอีกสองตัวกับเนื้อหมูอีกหลายส่วน

ระยะทางกว่าสี่กิโลเมตรถือว่าเป็นการออกกำลังกายยามเช้าไปในตัว เวลาประมาณนี้ชูร์เชียนน่าจะยังไม่ตื่น อยู่ด้วยกันมาหลายวันผมได้รู้นิสัยของอีกฝ่ายมากขึ้นโดยเฉพาะนิสัยไม่ชอบการตื่นเช้า ก่อนหน้านี้ที่ผมทำงานเป็นคนรดน้ำต้นไม้ในตำหนักผมเห็นชูร์เชียนออกไปว่าราชการช่วงแปดโมงทุกวันเลยนึกว่าคงตื่นเช้าจนเคยชินแต่ที่ไหนได้กลับไม่ใช่อย่างที่คิด

หากผมไม่เข้าไปปลุกชูร์เชียนก็มักจะหลับยาวจนถึงประมาณเก้าโมงหรือเร็วสุดก็ช่วงแปดโมงครึ่ง ผมรู้แบบนั้นก็ไม่คิดจะปลุกให้อีกฝ่ายตื่นก่อนเวลาเพราะถึงตื่นมาก็ยังทำอาหารไม่เสร็จอยู่ดี

เราสามารถใช้แสงและตำแหน่งของดวงอาทิตย์เพื่อคาดคะเนเวลาได้โดยไม่ต้องมีนาฬิกาอย่างตอนนี้น่าจะเป็นช่วงประมาณแปดโมง ผมกลับมาถึงบ้านวางวัตถุดิบที่ซื้อมายังห้องครัวด้านหลังก่อนจะเดินออกไปยังสวนด้านข้าง อย่างที่เคยบอกว่าทุกวันนี้ผมมีอาชีพไม่ต่างกับพ่อค้าผัก บนแปลงผักเต็มไปด้วยผักสวนครัวนาๆ ชนิด ไม่ว่าจะเป็นมันสำปะหลัง มะเขือเทศ แครอต ตะไคร้หรือแม้แต่กวางตุ้ง

ผมถือถังน้ำพรมน้ำรดน้ำพืชผักเหล่าในขณะที่ในหัวกำลังคิดเมนูอาหารเช้า เดินไปคิดไปขาผมก็ก้าวมาหยุดอยู่ตรงหน้าต้นขิงซึ่งขึ้นรวมกันเป็นกอ ภาพใบหน้าของชูร์เชียนยามเห็นขิงปรากฏขึ้นมาในหัวผมทันควัน

“...ฮึ” เพียงแค่นึกถึงก็เรียกรอยยิ้มกว้างออกมาได้

และแล้วเมนูแรกที่คิดได้ก็คือปลาทอดผัดขิง

ผมลงมือขุดขิงขึ้นมาพร้อมกับไล่เด็ดผักอีกหลายชนิดตามเมนูในหัว เมื่อได้ครบตามต้องการผมจึงเดินกลับเข้ามาในห้องครัวอีกครั้งแล้วเริ่มลงมือทำอาหารโดยทำการตุ๋นหมูสามชั้นที่จำเป็นต้องใช้เวลาในการทำมากเป็นอย่างแรก กับข้าวอีกอย่างที่ผมคิดจะทำก็มีปลาทอดผัดขิงกับผัดผักใส่กุ้ง

เมนูตอนกลางวันผมคิดไว้แล้วว่าจะทำเกี๊ยวกุ้งตอนที่แกะกุ้งเตรียมทำผัดผักก็แกะกุ้งที่เหลือนำมาสับแล้วหมักทิ้งไว้ แป้งเกี๊ยวเองก็ไม่ได้ทำยากไว้ค่อยทำตอนหลังก็ได้

เมนูปลาดทอดผัดขิงผมไม่ได้เอาปลาไปทอดทันทีแต่นำไปชุบไข่คลุกแป้งก่อนค่อยลงไปทอดในน้ำมันร้อนๆ ระหว่างรอปลาสุกผมซอยขิงเป็นเส้นเตรียมผัดหลังจากนี้

“...ขิงอีกแล้ว?” เสียงจากประตูซึ่งอยู่ติดกับห้องครัวถูกเปิดออกพร้อมกับชูร์เชียนที่ยินพิงกรอบประตูมองมายังผมที่กำลังง่วนกับการซอยขิง

ใบหน้าของชูร์เชียนในยามนี้นั้นคิ้วสองข้างขมวดเข้าหากันแน่น ดวงตาสีดำขลับจับจ้องมายังขิงในมือผมด้วยสายตาขยาดเช่นเดียวกับริมฝีปากที่เผยอออกน้อยๆ แสดงความไม่ชอบใจออกมา

ไม่รู้ทำไมผมถึงชอบที่จะได้เห็นภาพเช่นนี้อยู่ทุกวันจึงได้คิดหาเมนูขิงหลายต่อหลายเมนู

“ขิงมีสรรพคุณทางยามาก” ผมให้เหตุผลแม้เหตุผลจริงๆ คือแค่อยากเห็นใบหน้าเอือมละอาของชูร์เชียนก็ตาม

“ข้ารู้แต่เจ้าจะให้กินแต่ขิงทุกมื้อเลยรึไง ข้าไม่คิดว่าที่เจ้าเอาแต่ทำขิงเพราะมีสรรคุณทางยา...เจ้าแค่เห็นข้าไม่ชอบเลยจงใจแกล้งข้า” ชูร์เชียนสรุปเสียงนิ่ง

“...เข้าไปนั่งพักข้างในเถอะ ถึงข้อเท้าจะหายบวมแล้วแต่ยังไม่ควรขยับมาก” ผมไม่คิดจะตอบรับหรือปฏิเสธชายตามองไปยังข้อเท้าของชูร์เชียนซึ่งมีผ้าพันแผลพันไว้ระหว่างพูด

อาการของชูร์เชียนดีขึ้นมาก อาการบวมช้ำในวันแรกหายสนิทแล้วแต่ผมยังไม่อยากให้เขาขยับหรือใช้งานมากในช่วงนี้ บาดแผลบริเวณหัวไหล่ก็สมานตัวได้อย่างรวดเร็วสามารถขยับแขนกินข้าวเองได้แล้วเช่นกัน

“เจ้ากลั่นแกล้งข้าจริงๆ สินะ”

“ขออภัย” ปากบอกขอโทษแต่ภายในใจกลับไม่มีความรู้สึกผิดแม้แต่นิด

นี่ผมกลายเป็นคนขี้แกล้งไปตั้งแต่เมื่อไหร่กัน

“หากจะขออภัยจริงๆ ก็เอาขิงพวกนั้นไปทิ้งซะ” อีกฝ่ายจ้องมองขิงที่ถูกซอยด้วยสายตาเดือดดาล หากขิงเป็นสิ่งมีชีวิตคาดว่าคงถูกโทษประหารไปแล้ว

“กว่าข้าจะปลูกขิงแต่ละต้นให้เติบใหญ่ได้ไม่ใช่เรื่องง่าย ในเมื่อขุดขึ้นมาแล้วก็ต้องใช้อย่างคุ้มค่า” พูดจบผมก็เทขิงซอยหลังจากแช่น้ำไว้ได้สักพักลงไปผัดในกระทะท่ามกลางดวงตาสีดำของชูร์เชียนที่เบิกกว้างขึ้น

“เจ้า...ข้าบอกให้ทิ้งอย่างไรเล่า!”

“ของดีเช่นนี้จะให้ทิ้งได้อย่างไร”

“หากข้าบอกว่าไม่ชอบก็ไม่ควรจะเอาออกมาให้ข้าเห็นอีก” ชูร์เชียนบ่นพลางก้าวเข้ามาในห้องครัว

“อย่าขยับเยอะ เข้าไปนั่งรอด้านในก่อน” ผมหันไปบอกอีกฝ่ายที่ก้าวมาใกล้ไล่สายตามองดูอาหารแต่ละอย่างที่กำลังจะเสร็จสมบูรณ์

“ข้าอยู่เฉยมาทั้งอาทิตย์แล้ว ขอเดินสักหน่อยน่า”

“ท่านยังไม่หายดี” หากเป็นตอนที่สภาพร่างกายเป็นปกติผมไม่คิดจะห้ามหรอก ข้อเท้าเพิ่งหายบวมก็เริ่มออกเดินไม่รู้ว่าจะไปกระทบภายในรึเปล่า

“ข้าอยากเดินนี่ หมูสามชั้นตุ๋นกลิ่นหอมทีเดียว” อีกฝ่ายขยับใบหน้าเข้าไปเหนือหม้อสูดดมกลิ่นของเครื่องเทศที่ลอยตลบอบอวนในระยะใกล้

“ต้องใช้เวลาตุ๋นอีกสักพัก หากท่านไม่ยอมกลับไปนั่งดีๆ ข้าจะตักขิงให้พูนจาน” ผมค่อนข้างเป็นห่วงอาการของชูร์เชียนแต่เหมือนเจ้าตัวจะไม่ห่วงตัวเองนักถึงได้เดินไปเดินมาเช่นนี้ เมื่อพูดเฉยๆ ไม่ได้ผลผมจึงลองให้การข่มขู่ดูบ้างแม้คนที่ผมกำลังข่มขู่นั้นจะเป็นถึงองค์จัรกรพรรดิก็ตาม

โทษทัณฑ์ครั้งนี้มีกี่หัวก็คงไม่พอให้ตัด

“เจ้ากล้า?”

“...” ผมเลือกที่จะเงียบแล้วเบนสายตาไปประสานเพียงชั่วครู่ก่อนจะตักปลาทอดผัดขิงใส่จาน เนื้อขิงซอยกลบทับเนื้อปลาจนแทบมองไม่เห็นราวกับอาหารจานนี้คือผัดขิง

“คนในวังยังไม่เคยขัดใจข้าเท่าเจ้าเลย” ชูร์เชียนกดเสียงต่ำยอมหันหลังก้าวกลับไปด้านในโดยดี

ได้ผลด้วยแฮะ

ผมมองแผ่นหลังที่จากไปด้วยรอยยิ้มและสายตาติดเศร้าเล็กๆ อาการของซูร์เชียนคงหายดีในไม่ช้าอีกไม่กี่วันชีวิตผมคงกลับไปเป็นเหมือนเดิม...เป็นชีวิตที่ไม่มีชายที่ชื่อชางชูร์เชียน

อาหารสามอยู่ถูกยกไปวางบนโต๊ะพร้อมกับข้าวสวยสองถ้วย ชูร์เชียนนั่งลงรออยู่ก่อนแล้วพอเห็นผมยื่นถ้วยข้าวส่งไปให้ก็รีบรับไปแล้วใช้ตะเกียบคีบหมูสามชั้นตุ๋นเข้าปากเป็นอย่างแรกต่างจากผมที่เลือกจะคีบขิงซอยเข้าปากสลับกับเนื้อปลาทอด

“รสมือเจ้าดีมาก” ชูร์เชียนเอ่ยชมขณะพุ้ยข้าวเข้าปาก

“ถ้ารสมือข้าดีจริงท่านคงยอมกินสักคำกระมัง” ผมเลื่อนจานใส่ปลาทอดผัดขิงไปตรงหน้าชูร์เชียนด้วยรอยยิ้มบางๆ

“...เจ้าก็รู้ว่าข้าไม่ชอบก็ยังจะทำอยู่นั่น”

“ขิงมี...”

“สรรพคุณทางยา ข้ารู้น่า คิดว่าเจ้าพูดโประโยคเดิมมากี่ครั้งแล้วหวังหมิ่น” ชื่อของผมถูกเอื้อนเอ่ยออกมาจากปากของชูร์เชียน ก่อนหน้านี้เขามักจะเรียกด้วยชื่อเต็มว่าหลี่หวังหมิ่นแต่หลายวันมานี้เปลี่ยนมาเรียกว่าหวังหมิ่นเฉยๆ

“น่าจะทุกมื้อที่มีขิง”

“ใช่ พูดจนข้าจำได้แล้ว”

“แล้วท่านจะไม่ลองชิมฝีมือข้าสักคำหรือ” ผมขมวดคิ้วน้อยๆ ทำหน้าละห้อยโดยรู้ตัว รู้แค่ท่าทางของผมที่แสดงออกไปทำให้ชูร์เชียนยอมที่จะใช้ตะเกียบคีบเนื้อปลากับขิงซอยเข้าปาก

“ข้ายอมเพราะเจ้าทำหน้าน่ารักหรอกนะ” คำพูดนั้นส่งผลให้คิ้วผมขมวดแน่น

น่ารัก?

“ข้าน่ะหรือ” ไม่อยากเชื่อว่าตัวเองจะสามารถใช้คำว่าน่ารักมาเปรียบเทียบได้ ตัวผมในชาติก่อนใบหน้าค่อนข้างธรรมดารูปร่างสูงโปร่งออกแนวกำยำนิดๆ มองอย่างไรก็ไม่มีเคร้าของความน่ารัก ส่วนร่างในตอนนี้เองเอาเข้าจริงก็ไม่นับว่าหน้าตาดีออกไปแนวธรรมดาที่หาได้ดาษดื่นทั่วไปดังนั้นจึงไม่สามารถใช้คำว่าน่ารักมาอธิบายได้

ตั้งแต่เกิดมาผมยังไม่เคยถูกใครชมว่าน่ารักมาก่อน

“ใช่ อยู่กันสองคนหากไม่ใช่เจ้า ข้าคงพูดถึงตัวเองกระมัง”

“หากเป็นท่านย่อมเหมาะกับคำว่าน่ารักกว่า” ผมพยักหน้าเห็นด้วยส่งไป

ให้เปรียบระหว่างผมกับชูร์เชียนผู้ที่เหมาะกับคำว่าน่ารักมากกว่าคงไม่พ้นคนตรงหน้า

“...ข้าหมายถึงเจ้า” ชูร์เชียนชะงักไปเล็กน้อยก่อนจะจ้องเขม็งมองมาอีกคราขณะเอ่ยซ้ำ

“ข้าไม่ได้น่ารัก”

“ข้าบอกว่าน่ารักก็คือน่ารัก อย่าเถียง” พูดเสร็จก็พุ้ยข้าวในถ้วยสับกับคีบเนื้อปลาทอดโดยจงใจสะบัดขิงซอยให้หลุดออกไปมากที่สุด

“ไม่เถียงก็ได้”

“ดี กุ้งนี่รสชาติดีไปตักมาให้ข้าอีก” ชูร์เชียนใช้ตะเกียบชี้ไปยังจากผัดผักใส่กุ้งที่บัดนี้ไม่หลงเหลือกุ้งสักตัวในจาน ผมใส่กุ้งมาทั้งหมดห้าตัวใหญ่ซึ่งผมได้กินไปเพียงตัวเดียวส่วนตัวทีเหลือก็รู้ๆ กันอยู่

“หมดแล้ว” ผมตอบไปตามจริง การทำกับข้าวแต่ละอย่างผมไม่ได้ทำเยอะแต่จะทำพอดีกินเพราะทำเยอะไปก็กินไม่หมดต้องเก็บไว้กินอีกมื้อซึ่งจะทำให้รสชาติเสียไป

“เจ้าซื้อกุ้งมาแค่ห้าตัว?”

“ที่เหลือข้าเอาไปสับเตรียมทำเกี๊ยวกุ้งเป็นมื้อกลางวัน”

“เกี๊ยวกุ้งข้าก็ชอบ...ไม่ต้องใส่ขิงนะ” อีกฝ่ายพูดดักคล้ายจะกังวลว่าผมจะหาวิธีใส่ขิงลงในเกี๊ยว

“ไม่ใส่หรอก” แกล้งมาหลายมื้อแล้วให้พักสักหน่อย

“เจ้าพูดแล้วนะ”

“อืม อย่าเคี้ยวไปคุยไปเดี๋ยวสำลัก” ผมเอ่ยเตือนด้วยความหวังดี

“ยิ่งรู้จักเจ้ายิ่งรู้สึกเหมือนเจ้าไม่ใช่เด็กอายี่สิบสอง คำพูดคำจาเหมือนกับลุงแก่ๆ” ชูร์เชียนมองมาทางผมระหว่างพูด

“ไม่ได้แก่ขนาดจะเรียกว่าลุงได้หรอก” อายุผมแค่สามสิบห้าเองนะอย่างน้อยก็เรียกน้าเถอะอย่าถึงขั้นเรียกลุงเลยหัวใจเหมือนจะรับไม่ไหว

“เจ้าจะให้ข้าตีความคำพูดนั่นอย่างไร” เหมือนคำพูดผมจะไปสะกิดความสงสัยของอีกฝ่ายเข้าโดยบังเอิญ

“...” ผมเอื้อมมือไปคีบหมูสามชั้นเข้าปากโดยไม่ตอบอะไร

“หลี่หวังหมิ่น” น้ำเสียงของชูร์เชียนดังตามมา

“อืม”

“อืมอะไร อย่าคิดว่าข้าสัมผัสได้ไม่ได้นะว่าเจ้ามีเรื่องปิดบังข้าอยู่” ชูร์เชียนหรี่ตามองมาอย่างจับผิด ตะเกียบในมือวางลงบนถ้วยหยุดการกินหันมาสนใจเรื่องของผมแทน

ก็คิดอยู่ว่าประสาทสัมผัสของชูร์เชียนไม่ได้แย่ ผู้ที่มีทักษะด้านการต่อสู้มักมีประสาทสัมผัสที่เฉียบคมเขาคงสัมผัสได้ถึงท่าทีของผมที่แสดงออกไป ความจริงจะบอกว่าปิดบังก็ไม่ค่อยถูกเพราะแต่เดิมมันก็ไม่ใช่เรื่องที่จะเล่าให้ใครฟังได้อยู่แล้ว จะมีสักกี่คนที่เชื่อเหตุการณ์ที่ดูเหมือนนิยายแบบนี้

ใช่ว่าผมไม่เคยคิดที่จะบอกใคร ส่วนหนึ่งก็เพราะคิดว่าคงไม่มีใครเชื่ออีกส่วนคือไม่รู้จะบอกใคร ถึงจะอยู่ในร่างนี้มาเกือบปีแต่ผมไม่ได้มีเพื่อนหรือคนสนิทด้วยขนาดที่จะมานั่งเล่าเรื่องราวหรือเปิดใจคุยด้วยได้ คนที่นับว่าสนิทที่สุดก็คงไม่พ้นชูร์เชียนคนนี้

แต่จะให้บอกมันก็...

“บอกไปก็เท่านั้น” ผมถอนหายใจก่อนจะเอ่ย

“หมายความว่าอย่างไร ตัวข้าเป็นใครมีฐานะอะไรเจ้าย่อมรู้ดี ไม่ว่าจะเป็นเรื่องอะไรหากเจ้าพูดข้าก็สามารถช่วยคิดหรือหาทางช่วยเจ้าได้” ชูร์เชียนพูดต่อด้วยสีหน้าจริงจังราวกับจะบอกว่าผมสามารถเชื่อใจและพึ่งพิงเขาได้

น่าแปลกทั้งที่เด็กกว่าถึงสิบปีแต่กลับให้ความรู้สึกเหมือนเป็นผู้ใหญ่ในวัยใกล้เคียงกัน

จะบอกดีไหมนะ

อย่างไรหลังจากนี้ก็คงไม่ได้เจอกันแล้ว ด้วยฐานะของชูร์เชียนอีกไม่นานก็คงลืมเลือนเรื่องราวของผมไป ส่วนตัวผมไม่แน่ว่าหลังจากนี้จะมีโอกาสได้พูดออกไปให้ใครสักคนฟังรึเปล่า

ในเมื่อตอนนี้มีโอกาสก็ไม่ควรปล่อยผ่าน

“หากข้าบอกไม่รู้ว่าท่านจะเชื่อรึเปล่า”

“เชื่อสิ หากเจ้าพูดความจริงข้าย่อมเชื่อ” ชูร์เชียนตอบกลับทันควัน

“ข้าจะไม่โกหก สิ่งที่ข้าจะพูดต่อจากนี้คือเรื่องจริง”

“ข้าฟังอยู่”

“หากข้าบอกว่าข้าไม่ใช่หลี่หวังหมิ่นท่านจะเชื่อไหม” ผมเริ่มต้นด้วยการเกริ่นนำ

“ขอคำอธิบายเพิ่ม” ดวงตาสีดำขลับที่หลี่ลงเล็กน้อยนั่นกำลังประมวลคำพูดผมอย่างจริงจัง ไม่มีท่าทีจะหัวเราะหรือคิดว่าเป็นเรื่องตลกหยอกล้อระหว่างมื้ออาหารแม้แต่น้อย

“ความจริงข้าไม่ใช่คนของที่นี่ ไม่ได้เกิดในยุคที่แต่งกายด้วยการผูกปมเสื้อเช่นนี้ ตัวข้ากำลังปฏิบัติภารกิจอยู่แล้วดันถูกระเบิดจนเสียชีวิต ทั้งที่คิดว่าคงไม่รอดแล้วแต่กลับตื่นขึ้นมาอีกครั้งในร่างของหลี่หวังหมิ่น นี่คือเหตุการณ์ทั้งหมดที่เกิดขึ้น” ผมค่อยๆ เรียบเรียงคำพูดก่อนอธิบาย

ระหว่างเล่าผมมองดูท่าทีของชูร์เชียนไปด้วย ฝ่ายนั้นไม่ได้พูดหรือถามแทรกทำเพียงนั่งฟังนิ่งๆ แม้ผมจะเล่าจบแล้วอีกฝ่ายก็ไม่มีทีท่าว่าจะเอ่ยอะไรขึ้นมา สายตาที่มองมาคล้ายกำลังวิเคราะห์ ภายในหัวคงกำลังประมวลคำพูดของผมซ้ำไปซ้ำมาซึ่งผมก็ยินดีที่จะให้เวลาและรอคอยอย่างใจเย็น

ผมรู้ว่ามันไม่ใช่เรื่องที่จะทำความเข้าใจได้ง่ายๆ

ต่อให้สลับที่ผมกับชูร์เชียนผมคงไม่สามารถเข้าใจเรื่องราวได้ในทันทีโดยไม่สงสัยว่าคนที่พูดเรื่องตัวเองไม่ใช่ตัวเองนี่เป็นบ้าหรือเสียสติไปแล้วรึเปล่า

“ความหมายของเจ้าคือเจ้ามาจากอีกที่แต่เพราะประสบเหตุทำให้จบชีวิตลงแต่กลับตื่นมาในร่างของหลี่หวังหมิ่น?” เงียบไปสักพักใหญ่ชูร์เชียนก็พูดขึ้น

“ใช่ เป็นอย่างที่ท่านเข้าใจ” ผมพยักหน้า

“ตั้งแต่เมื่อไรที่เจ้าไม่ใช่หลี่หวังหมิ่น” ชูร์เชียนถามต่อ

“ท่านเชื่อข้าหรือ” ตอนนี้กลายเป็นผมซะเองที่สงสัยเพราะท่าทีที่ชูร์เชียนแสดงออกมานั้นนิ่งมาก นิ่งราวกับจะบอกว่าเข้าใจในสถานการณ์หรือเรื่องราวของผมที่เล่าออกไปเมื่อครู่

“ใช่ เจ้าคิดว่าข้าจะไม่เชื่อหรือ”

“คนปกติไม่มีทางเชื่อหรือยอมรับได้ง่ายๆ”

“เจ้าจะบอกว่าข้าไม่ปกติ?” คิ้วข้างหนึ่งของชูร์เชียนเลิกขึ้นคล้ายจะไม่พอใจ

“ขออภัย ข้าเพียงแค่แปลกใจ”

ก็มันน่าแปลกใจไหมล่ะ ตอนแรกผมนึกว่าต้องอธิบายเล่าเรื่องอยู่นานอีกฝ่ายถึงจะยอมเข้าใจแต่ใครจะคิดว่าแค่รอบเดียวก็มากพอให้ชูร์เชียนเชื่อแล้ว เหมือนตอนนี้กลายเป็นผมที่ไม่เชื่อว่าชูร์เชียนเชื่อผมทั้งที่เขายอมเชื่อ...ยิ่งคิดก็ยิ่งงง เอาเป็นว่าชูร์เชียนเชื่อผม

“ข้ารู้ว่าเจ้าไม่ได้โกหก ดังนั้นคือจึงไม่มีเหตุผลอะไรที่จะไม่เชื่อ แต่ถึงเชื่อก็ยังมีหลายอย่างที่อยากที่ถามเจ้าคงยอมตอบข้าใช่รึเปล่า”

“อ่า...ถามมาสิ” มาถึงขั้นนี้ไม่มีอะไรที่ต้องโกหกหรือปิดบังแล้ว

“เจ้ามาอยู่ในร่างของหลี่หวังหมิ่นตั้งแต่เมื่อไร” ชูร์เชียนถามคำถามเดิมที่ผมไม่ตอบอีกครั้ง

“พวกวันที่ข้าไม่ค่อยแน่ใจ เป็นช่วงที่กำลังถูกโบยให้ยอมรับผิดตอนที่ท่านเข้ามาหาข้าในคุกข้าก็ไม่ใช่หลี่หวังหมิ่นแล้ว” ผมเล่าพลางย้อนนึกถึงเรื่องในอดีต หนึ่งปีที่ผ่านมาเป็นช่วงเวลาที่ยาวนานไม่น้อยภาพความทรงจำหลายๆ อย่างก็เลือนลางลงตามเวลาที่ไหลผ่านไป

“ปีที่แล้ว? นานขนาดนั้นเลย แปลว่าเจ้าถูกโบยบังคับให้สารภาพทั้งที่ไม่มีความผิดแถมยังเกือบถูกประหารด้วย?” คนฟังทำหน้าตกใจเมื่อได้ยิน

“ตอนนั้นต้องขอบคุณที่ท่านเมตตา ขอบคุณชูร์เชียน” พอนึกถึงเรื่องในตอนนั้นความรู้สึกขอบคุณก็ล้นทะลักออกมาอีกครา

ถ้าตอนนั้นไม่ได้รับความเมตตาแล้วกลับคำตัดสินผมคงต้องตายอยู่ที่นั่น

“เจ้า...ทำไมไม่บอกให้เร็วกว่านี้ หากข้าไม่มอบโอกาสให้เจ้าป่านนี้เจ้าได้ตายไปแล้ว”

“ท่านจะเชื่อคำพูดของข้าหรือ ตอนนี้ที่ท่านเชื่อเพราะพวกเรารู้จักกันไม่น้อยแต่หากเป็นก่อนหน้านี้ท่านคงมองข้าเป็นหลี่หวังหมิ่นที่พูดจาเพ้อเจ้อเพื่อร้องขอชีวิต” การพูดในเวลาที่แตกต่างย่อมให้ผลลัพธ์ที่แตกต่างด้วยเช่นกัน ผมไม่คิดว่าการบอกความจริงในวันนั้นจะเป็นทางเลือกที่ดี

ดีไม่ดีผมอาจจบชีวิตลงเพราะคำพูดนั้นของตัวเองด้วยซ้ำไป

“...ก็จริงอย่างที่เจ้าพูด” ชูร์เชียนเองก็เดาผลลัพธ์ออก ในตอนนั้นทั้งผมและเขาไม่ได้สัมพันธ์ที่ดีเป็นทุนเดิมอยู่แล้วพูดอะไรออกไปก็มีแต่ราดน้ำมันบนกองไฟก็เท่านั้น

“ท่านไม่จำเป็นต้องคิดมากหรือรู้สึกผิด ตอนนี้ข้ายังมีชีวิตอยู่เพราะความเมตตาของท่าน” ผมพูดต่อเพราะรับรู้ได้ถึงประกายหม่นหมองในดวงตาคู่งามนั้น

เรื่องนี้ไม่ใช่ความผิดของชูร์เชียน เขาไม่จำเป็นต้องรู้สึกผิดแม้แต่น้อย

“หากตอนนั้นข้าไม่...”

“เลิกพูดเรื่องนี้เถอะชูร์เชียน ท่านไม่เห็นหรือว่าข้าในตอนนี้กำลังตักขิงซอยใส่ถ้วยข้าวท่านอยู่” ผมฉวยโอกาสตอนอีกฝ่ายทำหน้าคิดหนักใช้ตะเกียบคีบขิงซอยวางโป๊ะลงบนข้าวจนพูน

“เจ้า...”

“ห้ามเขี่ยทิ้งหรือกินเหลือล่ะ” ไม่ปล่อยให้ชูร์เชียนได้มีโอกาสพูดผมก็เอ่ยดักไว้ก่อน

“นิสัยเช่นนี้ของเจ้าไม่มีทางที่จะเป็นเด็กอายุยี่สิบสองแน่” ชูร์เชียนมองกองขิงซอยในถ้วยข้าวสลับกับใบหน้าผมที่ส่งยิ้มน้อยๆ กลับไปให้

“เข้าใจถูกแล้ว” อายุผมในตอนนี้ห่างไกลกับเลขยี่สิบสองนัก

“อายุเจ้าเท่าใดกันแน่ ห้าสิบ?” ตัวเลขแรกที่เอ่ยออกมาทำเอาคิ้วผมถึงกับกระตุก

“ข้ายังไม่แก่ขนาดนั้น”

“แต่เจ้าชอบทำนิสัยเหมือนคนอายุมาก”

“เรียกว่ามีนิสัยผู้ใหญ่เถอะ” พอเลยยี่สิบแปดร้อยทั้งร้อยก็มีนิสัยเหมือนผมกันทั้งนั้น

“เช่นนั้นก็สี่สิบ?” ชูร์เชียนทายต่อ

“ยังมากไป” ต่อให้ลดลงมาถึงสิบปีแต่ผมก็ยังอดไม่ได้ที่จะสะท้านอยู่ในใจ มองแค่นิสัยของผมอายุเลยเลขสี่จริงๆ น่ะหรือ

ไม่อยากจะเชื่อเลย

“ข้าให้น้อยสุดเลยสามสิบห้า น้อยกว่านี้แสดงว่าเจ้าโกหก”

“ข้าดูมีอายุขนาดนั้นเลยหรือ” อะไรคือถ้าอายุน้อยกว่านี้คือผมโกหก

ฟังแล้วรู้สึกเจ็บจี๊ดในใจชอบกล

“ใช่ แล้วข้าทายถูกรึเปล่า เจ้าอายุสามสิบห้า” ชูร์เชียนถามซ้ำ

“ทายถูก” ผมพยักหน้ายอมรับ

“อายุมากกว่าข้าสิบปีเชียว ไม่แปลกที่ข้าจะรู้สึกว่าเจ้ามักทำตัวเป็นผู้ใหญ่เกินตัวแต่อย่างไรก็ตามตอนนี้หลี่หวังหมิ่นอายุยี่สิบสองเจ้าที่อยู่ในร่างนี้ก็ต้องอายุยี่สิบสองด้วย ต่อให้ความจริงจะสามสิบหรือสี่สิบก็ไม่นับ” พูดจบชูร์เชียนก็เชิดหน้าขึ้นน้อยๆ คล้ายจะข่ม

สงสัยจะไม่พอใจที่ผมอายุมากกว่า

“แบบนั้นก็ได้” เข้าเมืองตาหลิ่วต้องหลิ่วตาตาม ในเมื่ออยู่ในร่างของเด็กอายุยี่สิบสองก็ควรจะทำตัวให้สมวัยหน่อยเพราะจะบอกอายุจริงของตัวเองกับคนอื่นก็ไม่ได้อีก

“มีใครบ้างที่รู้เรื่องนี้”

“หมายถึงเรื่องที่ข้าไม่ใช่หลี่หวังหมิ่น?”

“อืม”

“แค่ท่านคนเดียว” ผมตอบโดยไม่ปิดบัง

“ดีแล้ว จากนี้ก็ไม่จำเป็นต้องบอกคนอื่น ถ้ามีเรื่องอยากพูดหรือหวนละลึกถึงอดีตข้าจะเป็นคนรับฟังเอง” คำพูดของชูร์เชียนช่วยให้ผมรู้สึกเหมือนตัวเองไม่ได้อยู่คนเดียวในโลกใบนี้

ความดีใจปนปลาบปลื้มแล่นขึ้นมาทว่าเพียงพริบตาเดียวก็สลายหายไปเมื่อนึกขึ้นได้ว่าอีกไม่กี่วันคงไม่มีโอกาสให้นั่งคุยเล่นกันเช่นนี้แล้ว

“ขอบคุณชูร์เชียน”

“จะว่าไปเจ้าชื่ออะไร ชื่อจริงๆ ของเจ้าก่อนจะเป็นหลี่หวังหมิ่น” ชูร์เชียนถามด้วยใบหน้าอยากรู้อาศัยโอกาสที่ผมเงยหน้าขึ้นจากถ้วยข้าวคีบขิงซอยในถ้วยตนเองมาให้ผม

“ภานุวัฒน์”

“ฮะ?” อีกฝ่ายถึงกับทำหน้างงเมื่อได้ยินชื่อจริงของผม

“ภานุวัฒน์ ปกติคนอื่นจะเรียกว่านุ” เป็นชื่อของคนไทยปกติที่สามารถหาได้ทั่วไปอย่างในหน่วยที่ผมอยู่ก็มีคนชื่อเดียวกันอีกสองคน ดีที่ทั้งสองคนไม่ได้มีชื่อเล่นว่านุเหมือนกันไม่เช่นนั้นคงต้องเติมตัวเลขต่อท้ายไม่ก็คำสักคำสำหรับแยกแยะ คิดภาพตอนที่เรียกชื่อแล้วหันไปหาขานรับพร้อมกันสามคนคงเป็นภาพที่ตลกทีเดียว

“ภะ...ภานุวัฒน์? เป็นชื่อที่แปลกซะจริง”

“ตอนข้ามาที่นี่ใหม่ๆ ก็คิดว่าชื่อของคนที่นี่แปลกเช่นกัน ข้าจำแทบไม่ได้ด้วยซ้ำ” ไม่ว่าจะเป็นชื่อหรือการออกเสียงไม่ใช่แบบที่คนไทยคุ้นชินทำให้จำยาก ออกเสียงก็ยากอีก

“เจ้าจำชื่อข้าได้รึเปล่า” เป็นอีกครั้งที่ชูร์เชียนใช้น้ำเสียงจริงจังในการถามแม้จะเป็นคำถามที่ผมว่าออกจะสิ้นคิดไปสักหน่อยก็ตาม

“จำได้อยู่แล้ว” ถ้าไม่นับชื่อตัวเองเขาเป็นคนแรกที่ผมจำชื่อได้ด้วยซ้ำ

“ลองบอกมา”

“ชางชูร์เชียน” ผมบอกตามที่อีกฝ่ายต้องการ

“เรียกอีกที”

“ข้าออกสำเนียงผิดหรือ” ค่อนข้างกังวลเรื่องนี้อยู่เหมือนกัน

“ไม่ผิด ข้าอยากได้ยินอีกก็เท่านั้น” ชูร์เชียนเลื่อนดวงตามาประสานรอคอยให้ผมเอ่ยเรียกอีกครั้ง

“ชางชูร์เชียน”

“อืม เจ้าอยากให้ข้าเรียกชื่อเจ้ารึเปล่า” อีกฝ่ายถามกลับบ้าง

“ข้าควรต้องชินกับชื่อหลี่หวังหมิ่น”

“แต่หลี่หวังหมิ่นไม่ใช่เจ้า”

“ตอนนี้ข้าก็คือหลี่หวังหมิ่น” เจ้าของร่างตัวจริงคงไม่อยู่อีกแล้วแม้จะไม่รู้ว่าไปเอาความมั่นใจมาจากไหนแต่ผมคิดว่าตัวเองเดาไม่ผิด

“ก็ได้ หวังหมิ่น...เจ้าช่วยเลิกคีบขิงใส่ถ้วยข้าสักทีเถอะ” เหมือนความอดทนที่พยายามสะกดไว้จะปะทุเมื่อเห็นผมหาโอกาสคีบขิงให้อีกฝ่ายตลอด

“ทำมาก็ต้องกินให้หมด”

“เจ้าเป็นคนทำก็จัดการเองสิ”

“อาหารบนโต๊ะต้องช่วยกันกินอย่างเท่าเทียม”

“ข้ากินกุ้งของเจ้าไปเยอะ เจ้าก็กินขิงของข้าแทนจะได้เท่าเทียม” คำพูดนั้นดังขึ้นก่อนจานใส่ปลาทอดผัดขิงจะถูกเลื่อนมาตรงหน้าผม

“...” ผมมองจานผัดขิงสลับกับรอยยิ้มชวนตราตรึงของชูร์เชียน สุดท้ายผมก็จำต้องจัดการขิงซอยที่เหลือตามลำพัง

สามวันต่อมาอาการบาดเจ็บของชูร์เชียนก็ดีขึ้นมาก เขาสามารถเดินเหินได้ดั่งใจช่วงเช้าที่ไม่ค่อยตื่นกลับยอมลุกขึ้นจากฟูกมาดูผมรดน้ำแปลงผัก ไม่ใช่แค่แปลงผักแต่ยังคอยตามมากระทั่งในห้องครัวด้วย ได้ชื่อว่าเป็นกษัตริย์ย่อมไม่มานั่งหั่นผักหั่นเนื้อซึ่งก็ใช่

ชูร์เชียนทำเพียงแค่เดินวนไปวนมามองดูผมจัดการเตรียมวัตถุดิบด้วยความคล่องแคล่ว พอสบโอกาสก็มักจะฉกฉวยขิงที่ผมเตรียมไว้เอาไปซ่อนในถ้วยข้าวบ้าง ในหม้อที่ยังไม่ได้ใช้บ้าง เป็นการกระทำที่ไม่รู้ว่าควรจะโกรธหรือหัวเราะดี

วันเวลาที่ได้อยู่ร่วมกันแม้จะไม่นานแต่ก็ทำให้เกิดความเคยชินขึ้นมาโดยไม่รู้ตัว ถึงอย่างนั้นผมก็ระลึกอยู่เสมอว่าวันเวลาเหล่านี้ล้วนไม่จีรัง สักวันก็ต้องจบลง ต่างฝ่ายต่างต้องแยกเดินในเส้นทางของตัวเองและไม่อาจได้กลับมาเจอกันอีกก็เป็นได้

“จะกลับไปวังหลวงเมื่อไรหรือ” ผมเอ่ยถามในระหว่างมื้อเย็นกำลังดำเนินอยู่

“เจ้าอยากให้ข้ากลับ?” ชูร์เชียนไม่ตอบแต่ถามกลับแทน

“ตอนนี้ในวังหลวงกำลังปั่นป่วนเพราะขาดผู้นำ วันก่อนข้าไปในเมืองมีทหารออกราดตะเวนเป็นจำนวนมาก ได้ยินมาว่ากำลังกระจายกำลังตามหาบุคคลสำคัญตามคำสั่งของใครสักคน” บ้านของผมอยู่แถบชานเมืองต่อให้พวกทหารมาเยือนก็คงไม่เข้ามาตรวจค้นหรือค้นหาเพราะดูอย่างไรก็ไม่น่าจะเกี่ยวข้องกับการหายตัวไปขององค์จักรพรรดิ

หารู้ไม่องค์จักรพรรดิที่กำลังเฝ้าตามหานั้นกำลังเขี่ยขิงออกจากจานอาหารในบ้านหลังน้อยนี่

“คงเป็นคำสั่งของเชิงเทียน”

“น้องชายของท่านน่ะหรือ” ผมจำได้ว่าชูร์เชียนมีน้องชายอยู่

“ใช่ นอกจากข้าผู้ที่มีอำนาจพอจะสั่งการได้ก็เหลือแค่เขา” ชูร์เชียนพูดต่อ

“เช่นนั้นท่านควรรีบกลับไปน้องชายจะได้ไม่เป็นห่วงมากไปกว่านี้”

“เหมือนเจ้ากำลังไล่ข้า”

“ข้าเปล่า”

“ไม่อยากให้ข้าอยู่ด้วยหรือ”

“ชูร์เชียน...”

“ข้ารู้ว่าเจ้ามีความสุขที่พวกเราอยู่ด้วยกันเพราะข้าเองก็มีความสุขมาก ความจริงข้าหายดีมาตั้งหลายวันแล้วเจ้าเองก็คงรู้เพียงแต่ข้ายังไม่อยากให้ทุกอย่างกลายเป็นเพียงแค่ความทรงจำในอดีต” สิ่งที่ชูร์เชียนพูดผมไม่ปฏิเสธหรอกนะว่าไม่จริง การได้อยู่ด้วยกันแบบนี้ทำให้ผมมีความสุข

มีความสุขมากแต่ว่านะ...

“พวกเราไม่สามารถอยู่แบบนี้ไปได้ตลอดโดยเฉพาะกับพระองค์” ผมจงใจใช้คำราชาศัพท์ให้อีกฝ่ายตระหนักถึงตัวตนและสถานะของตัวเอง

“ข้าอยู่ได้นะหวังหมิ่น ให้อยู่กับเจ้าแบบนี้ไม่ต้องกลับไปนั่งบนบังลังก์ที่เต็มไปด้วยกลิ่นคาวเลือด”

“พระองค์อยู่เช่นนี้ไม่ได้ ถึงเวลาที่ต้องกลับไปแล้วพรุ่งนี้กระหม่อมจะไปส่งพระองค์...”

“เจ้าไล่ข้า!” ชูร์เสียงส่งเสียงดังจ้องมองหน้าผมเขม็ง

“พระองค์จะคิดเช่นนั้นก็ได้” ตอนนี้ผมจำต้องใจแข็งไว้ ต้องมีสักคนที่ทำใจแข็งและทำให้เรื่องนี้จบลง...ทำให้ทุกอย่างกลับไปสู่เส้นทางที่ถูกที่ควร

“หลี่หวังหมิ่น เรียกชื่อข้า”

“ฝ่าบาท”

“เจ้า!”

“หากพระองค์ยอมที่จะกลับไปในวันพรุ่งนี้กระหม่อมจะกลับไปเรียกพระองค์ตามเดิม” ผมเองก็ไม่ได้อยากใช้คำราชาศัพท์ในตอนนี้เหมือนกัน อยากเก็บความทรงจำอันปราศจากฐานะหรือตำแหน่งใดๆ ไว้

“...ได้ ข้าจะกลับวังหลวงพรุ่งนี้” ชูร์เชียนสูดลมหายใจเข้าปอดก่อนจะเอ่ย

“ดีแล้วชูร์เชียน มื้อเช้าก่อนจะไปต้องทำอาหารฉลองหน่อย” วัตถุดิบที่เหลือมีไม่มากแต่ก็พอให้ทำได้สักสามสี่อย่าง พรุ่งนี้คงเป็นวันสุดท้ายที่จะได้กินอาหารร่วมกันดังนั้นควรจะหาเมนูที่เป็นขิงเยอะหน่อยดีไหมนะ

“เป็นการฉลองและอำลาบ้านหลังนี้”

“อำลา?” ทำไมฟังคำพูดนี้แล้วรู้สึกผิดปกติชอบกล

“ใช่ ให้เจ้าได้อำลาบ้านหลังนี้แล้วไปกับข้า”

“ฮะ? หมายถึงอะไร...ไปไหน?” ผมถึงกับเบิกตากว้างด้วยความตกใจเมื่อได้ยินคำพูดนั้น ภายในหัวเริ่มขาวโพลนประมวลวิเคราะห์อะไรไม่ออกชั่วขณะ

“ไปวังหลวงกับข้า”

“ข้าก็จะไปส่งอยู่แล้ว”

“ใครบอกว่าแค่ไปส่งกัน เจ้าต้องเข้าวังหลวงกลับตำหนักไปกับข้าหวังหมิ่น” ชูร์เชียนพูดขยายความ

“ท่านจะให้ข้ากลับไปด้วยทำไม” ไม่มีเหตุผลที่ผมต้องตามชูร์เชียนกลับไปแม้แต่นิด

“ถ้าไม่กลับไปกับข้าแล้วเจ้าจะทำอะไรต่อ ปลูกผักขายหรือ”

“เรื่องนั้น...” ยังไม่ได้คิดอย่างจริงจังเลย

“เจ้าอยากจะทำอะไรข้าสามารถให้เจ้าทำสิ่งที่ต้องการได้เพียงแต่เจ้าต้องมาอยู่ข้างข้า” น้ำเสียงจริงนั่นคล้ายจะให้คำสัญญาผ่านคำพูด

“...ทำไม...” ไม่เข้าใจเลยว่าไมชูร์เชียนถึงได้พูดอะไรแบบนั้นออกมา

“ข้าไม่อยากรอให้สวรรค์มาลิขิตการพบกันครั้งต่อไปของพวกเรา ตัวข้าเป็นถึงโอรสสวรรค์ไม่จำเป็นต้องรอแต่ข้าจะลิขิตด้วยตัวเอง”

“ชูร์เชียน...”

“หากเจ้าไม่ตกลงข้าก็ไม่บังคับเพียงแต่หลังจากข้ากลับตำหนักจะส่งทหารมาปิดล้อมที่นี่นำตัวเจ้ากลับไปให้ข้าถึงที่” ความเมตตาในช่วงแรกของประโยคมลายไปหมดหลังฟังจบทั้งประโยค

“...” ผมได้แต่อ้าปากพะงาบๆ แต่ไม่มีเสียงพูดหลุดออกมา

“ให้เจ้าเลือกเอาว่าจะยอมไปโดยดีหรือจะรอให้ถูกกุมตัวไป ต่อให้เจ้าหนี ต่อให้เจ้าสู้หรือต่อให้เจ้าดิ้นรนสักแค่ไหนข้าก็จะเอาเจ้ามาอยู่ข้างกายข้าให้ได้หวังหมิ่น”

นี่มัน...

บังคับข่มขู่กันชัดๆ

ไม่ว่าทางไหนก็มีจุดจบเหมือนกันคือต้องไปตำหนักชูร์เชียน

“ไม่เข้าใจ...ทำไมถึงทำเหมือนยึดติดกับข้าเช่นนั้น”

“ข้าขอถามกลับ แล้วเจ้าเล่าไม่มีความรู้สึกเช่นเดียวกันกับข้าเลยหรือ ความรู้ที่ไม่อยากแยกจากเจ้าไม่รู้สึกเลยสักนิดหรือ” ชูร์เชียนไม่ตอบแต่ถามกลับแทน

“...” มีสิ

ความรู้สึกเหล่านั้นย่อมมีอยู่แล้ว

ตั้งแต่ครั้งแรกที่ได้เจอกันความรู้สึกยามต้องแยกจากยิ่งทวีความเจ็บปวดมากขึ้นทีละนิด ร่างกายและหัวใจบอกว่าไม่อยากแยกจากคนคนนี้

ไม่เคยเป็นแบบนี้มาก่อน ต่อให้เคยรู้สึกชอบหรือเอ็นดูใครสักคนก็ไม่เคยถึงขั้นที่ไม่อยากแยกจากขนาดนี้มาก่อน

ตัวผมเป็นอะไรไปแล้วนะ

“ข้าไม่ฟังคำตอบของเจ้าหรอกนะเพราะอย่างไรข้าก็ไม่คิดจะเปลี่ยนใจ”

“บังคับกันเกินไปแล้ว” ผมลอบถอนหายใจยาวอย่างปลงๆ

“ข้ายังบังคับเจ้าได้มากกว่านี้อีก” อีกฝ่ายพูดต่อ

“ข้ามีทางเลือกอื่นรึเปล่า” แม้จะพอเดาคำตอบได้แต่ผมก็อยากถาม

“เจ้ามีแค่ทางเลือกเดียวคือไปกับข้า” ดวงตาสีดำขลับของชูร์เชียนประสานมายังดวงตาสีน้ำตาลอ่อนของผมสื่อความนัยที่ไม่ยอมให้ปฏิเสธ

ทั้งที่ถูกบังคับด้วยคำพูดแต่ไม่รู้ทำไมผมกลับรู้สึกเหมือนเป็นตัวเองที่ยินยอมจะถูกบังคับกันนะ

เอาเถอะ...แบบนี้ก็ดีเหมือนกัน

ในเมื่อต่างฝ่ายต่างไม่อยากแยกจากก็อยู่ด้วยกันต่อไปก็ได้นี่

“ข้าจะไปกับท่าน” ผมตอบกลับไปพร้อมรอยยิ้มบางๆ

“...ไปกับข้า? เจ้ายอมไปกับข้าหรือ” กลายเป็นชูร์เชียนที่ทำหน้างงเมื่อเห็นว่าผมตกลงซะอย่างนั้น ท่าทางแบบนั้นเขาคงไม่คิดว่าผมจะยอมง่ายๆ กระมัง

“ข้าจะไปกับท่าน” เป็นอีกครั้งที่ผมเอ่ยประโยคเดิมซ้ำสอง

“ไม่คิดว่าเจ้าจะยอมตกลงง่ายๆ”

“แล้วไม่ดีหรือ”

“ดีสิ กลับไปกับข้าจากนั้นไม่ว่าเจ้าอยากทำสิ่งใดค่อยบอกข้า”

“อืม ขอฝากตัวด้วย” ผมก้มหัวลงน้อยๆ ซ่อนรอยยิ้มที่กำลังยกขึ้น

“ถ้าจะยิ้มก็เงยหน้าขึ้นให้ข้าเห็นสิหวังหมิ่น” ชูร์เชียนพยายามก้มหน้าลงเพื่อมองดูรอยยิ้มของผม

“ข้าไม่ได้ยิ้มแล้ว” เมื่อเงยหน้าขึ้นมาอีกครั้งพยายามทำหน้านิ่งไม่ให้แสดงสีหน้าอะไรออกไป ไม่รู้เหมือนกันว่าทำไมต้องรู้สึกเขินเวลาถูกชูร์เชียนมองเวลายิ้ม

“ข้าสามารถทำให้เจ้ายิ้มได้เชื่อรึเปล่า”

“...” ผมเม้มปากแน่นส่ายหัวไปมาแทนคำตอบ

“ยิ้มหน่อยสิหวังหมิ่น” คำพูดนั้นมาพร้อมกับรอยยิ้มอันน่าหลงใหลจากชูร์เชียน รอยยิ้มนั้นตรึงทั้งสายตาและทุกอย่างของผมให้จับจ้องไป กว่าจะรู้ตัวริมฝีปากที่พยายามเม้มแน่นก็คลายออกพร้อมกับรอยยิ้มที่ยกขึ้นตั้งแต่เมื่อไรก็ไม่รู้

ชูร์เชียนทำให้ผมยิ้มได้จริงๆ

..................................................

อมยิ้มตามหวังหมิ่นนนน

ตอนนี้น่ารักมากกก

ฝ่าบาทหลงเสน่ห์เข้าเต็มๆ 555

จากตอนที่แล้วมีคอมเม้นท์เข้ามาเยอะเลยว่าหวังหมิ่นแมนมาก นึกว่าเป็นเมะ ตอบเลยว่าหวังหมิ่นเป็นเคะนะคะ ส่วนชูร์เชียนเป็นพระเอกสายสวย เข้าคู่เหมาะกับหวังหมิ่นมาก

ความสัมพันธุ์ของทั้งคู่กำลังพัฒนาขึ้นเรื่อยๆ มารอลุ้นกันว่าเรื่องราวจะเป็นยังไงต่อไป

ปกติเรื่องที่เราแต่งไม่ได้มีดราม่าอะไรมากมายอยู่แล้ว มีแค่หน่วงนิดๆ หน่อยๆ แต่เรื่องนี้เท่าที่วางไว้เหมือนจะไม่มีเลยมั้งเนี่ย

หวังว่าทุกคนจะชอบนะคะ

ไว้เจอกันใหม่ตอนหน้า

บ๊ายบายค่าา

nicedog

♫ ♪ ♪ ღ♫ ♪ ♪ ღ♫ ♪ ♪ ღ♫ ♪ ♪ ღ♫ ♪ ♪ ღ♫ ♪ ♪

ความคิดเห็น