facebook-icon Twitter-icon

ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

Ψเกลียวคลื่นที่ “ XV ”

ชื่อตอน : Ψเกลียวคลื่นที่ “ XV ”

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย y

คนเข้าชมทั้งหมด : 2.9k

ความคิดเห็น : 12

ปรับปรุงล่าสุด : 08 ก.ย. 2562 11:53 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
Ψเกลียวคลื่นที่ “ XV ”
แบบอักษร

Ψเกลียวคลื่นที่ “ XV ”

 

 

 

เพราะได้รับบาดเจ็บจากการโดนยิ่งไหล่ด้านขวาทำให้ผมต้องนอนโรงพยาบาลเพื่อดูอาการถึง 3 วันเต็ม แม้จะไม่ต้องการนักแต่พอเห็นดวงตาสีฟ้าน้ำทะเลที่กำลังสั่นระริกคล้ายความรู้สึกผิดกำลังแล่นเข้ามานั้นทำให้ผมจำต้องยอมอยู่ค้างโรงพยาบาลโดยดีจนหมอบอกให้กลับไปพักบ้านได้

ฟีแซลล์เหมือนจะรู้สึกผิดกับการบาดเจ็บของผมมาก เขาคิดว่าตัวเองเป็นต้นเหตุที่ทำให้ผมถูกยิงจนต้องถูกพักการเคลื่อนไหวของแขนขวาไปเป็นเดือนซึ่งผมไม่ได้คิดแบบนั้นสักนิด

ภาพที่กระบอกปืนจ่อยิงไปทางฟีแซลล์เรียกให้ร่างกายผมขยับไปเองโดยไม่ผ่านกระบวนการคิดใดๆ ในตอนนั้นผมรู้แค่ว่าต้องปกป้องฟีแซลล์

ผมจะเจ็บก็ช่างแต่ฟีแซลล์ต้องไม่เป็นไร

อีกอย่างต้นเหตุจริงๆ มาจากผมที่ถูกจ้องเร่งงานอยู่ พอฝ่ายนั้นเล็งมาทางผมแล้วหลบได้ตลอดเลยเปลี่ยนเป้าหมายไปเป็นฟีแซลล์แทน เพราะแบบนั้นผมถึงไม่อยากให้อีกฝ่ายรู้สึกผิด...คนที่ผิดคือผมเองที่ประมาทจนเกือบทำให้ฟีแซลล์ได้รับอันตราย

ก็อยากจะบอกไปแบบนั้นแต่ใช่ว่าอาการบาดเจ็บรวมไปถึงความรู้สึกผิดที่ฟีแซลล์มีให้นั้นจะไม่มีข้อดี เพราะผมบาดเจ็บและอีกฝ่ายรู้สึกผิดนี่แหละทำให้ผมได้ใกล้ชิดกับเขามากขึ้นโดยเฉพาะตอนนี้...

“ผมตักคำใหญ่ไปรึเปล่า” ประโยคคำถามแรกดังขึ้นระหว่างดวงตาคู่สวยที่มองอาหารบนช้อนอย่างพินิจ

บนโต๊ะอาหารมีกับข้าวอยู่ประมาณสองอย่างโดยมีจานข้าวเปล่าและฟีแซลล์นั่งอยู่ด้านข้าง ตั้งแต่กลับมาพักรักษาตัวที่บ้านฟีแซลล์ดูแลผมแทบจะตลอดเวลาไม่ว่าจะเป็นตอนนอนที่มักจะเดินมาขยับผ้าห่มให้คลุมร่างผมอยู่ตลอดจนอยากจะกระชากร่างนั้นลงมานอนกอดแน่นๆ หากไม่ติดว่าตัวเองกำลังบาดเจ็บอยู่ละก็นะ

ที่ผมชอบที่สุดคือการกินข้าวเพราะบาดเจ็บช่วงไหล่ขวาเลยพานให้ต้องงดการใช้งานแขนขวาไปด้วยนั่นส่งผลให้ผมไม่สามารถกินอะไรได้เอง ฟีแซลล์เลยอาสาจะช่วยเรื่องนี้ แน่นอนว่าผมไม่มีปฎิเสธ...จะปฎิเสธทำไมในเมื่อมีแต่ได้กับได้แบบนี้

“ไม่เป็นไร ฉันกินได้” ผมตอบอีกฝ่ายกลับไป

“คำต่อไปผมจะตักให้น้อยกว่านี้นะ” ฟีแซลล์ยกช้อนขึ้นมาให้ผมอ้าปากรับอาหารคำนั้นเข้าไป

“นายกินบ้างก็ได้” ผ่านไปหลายคำฟีแซลล์ก็เอาแต่ตักป้อนผมโดยจานข้าวเปล่าของเจ้าตัวไม่ได้แหว่งเลยสักนิด

“รอให้คุณกินเสร็จก่อนผมค่อยกินต่อ รสชาติเป็นไงบ้าง...อร่อยไหม” อีกฝ่ายถามต่อด้วยใบหน้าลุ้นๆ กับข้าวมื้อนี้เป็นฝีมือของฟีแซลล์ทุกอย่าง...ความจริงไม่ใช่แค่มื้อนี้แต่เกือบทุกมื้อฟีแซลล์จะเป็นคนทำเพราะเขารู้ว่าผมไม่ค่อยชอบอาหารสำเร็จข้างนอกเท่าไหร่

“อร่อยดี” รสชาติอาหารของฟีแซลล์จัดว่าอร่อย จากในตอนแรกที่ยังใส่เครื่องปรุงผิดหรือทอดนานไปจนเกือบไหม้ตอนนี้สามารถทำทุกอย่างให้ออกมาดีได้เรียกว่าพัฒนาฝีมือได้รวดเร็วมาก

“จริงเหรอ” คิ้วสองข้างที่ขมวดเข้าหากันแน่นระหว่างถามกลับทำให้ผมเริ่มเอะใจบางอย่าง

“นายจะบอกว่าไม่อร่อย?” ผมถามกลับไปตามตรง ท่าทางของอีกฝ่ายเหมือนไม่ค่อยพอใจกับอาหารที่ทำสักเท่าไหร่ทั้งที่ผมคิดว่ามันออกจะอร่อยแท้ๆ

“...ก็กินได้”

“แต่เหมือนยังไม่พอใจ?”

“อืม” อีกฝ่ายพยักหน้า

“มีขั้นตอนตรงไหนที่ติดขัดอะไรรึเปล่า” ผมถามต่อ ถึงจะยังทำอาหารไม่ได้แต่แค่ให้คำแนะนำก็ไม่มีปัญหา ยังไงประสบการณ์ด้านทำอาหารผมก็ค่อนข้างมั่นใจทีเดียว

“พวกวิธีทำคิดว่าไม่มีนะ...ที่ติดอยู่คงเป็นรสชาติ” ฟีแซลล์นิ่งไปสักพักก่อนจะตอบกลับมา

“รสชาติ?” ถ้าเป็นรถชาติผมว่าจัดอยู่ในเกณฑ์ดีแล้วนะอย่างต้มยำน้ำข้นตรงหน้าก็มีรสชาติจัดจ้านกำลังดี

“ไม่อร่อยเหมือนที่โฟรชทำ” คำพูดของฟีแซลล์มาพร้อมกับดวงตาใสๆ ที่จับจ้องมา

นี่ถ้าแขนไม่ได้เจ็บอย่างหวังว่าผมจะยอมอยู่เฉยๆ แบบนี้นะ

“...ชอบรสมือฉัน?” ผมถามต่อ รสชาติของอาหารแต่ละอย่างจะเปลี่ยนไปตามรสมือของแต่ละคน

“อืม...อยากกินอาหารที่คุณทำจัง”

“จะรีบหาย” ผมใช้มือข้างที่ไม่เจ็บลูบใบหน้าอีกฝ่ายเบาๆ

หัวใจผมตอนนี้กำลังพองโตด้วยความสุขปะปนกับความดีใจยามได้ยินคำพูดนั้น เหมือนกับตัวผมเป็นที่ต้องการของฟีแซลล์

แบบนี้ค่อยคุ้มที่ฝึกทำอาหารมาตั้งแต่เด็กหน่อย

“อย่าเพิ่งฝืนนะ คุณต้องพักอีกนาน” ฟีแซลล์รีบบอก

“รู้แล้วน่า” ผมก็ยังไม่อยากหายเร็วนักหรอกถ้าบาดเจ็บแล้วมีคนคอยดูแลแบบนี้

ก๊อก ก๊อก

“ท่านโฟรเช่” เสียงจากเควสดังขึ้นจากทางประตูที่ไม่ได้ปิดไว้ ด้วยความกลัวว่าจะเสียมารยาทเควสจึงเคาะประตูด้านข้างก่อนส่งเสียงเรียก

“ที่บริษัทเรียบร้อยไหม” ผมหันไปถามอีกฝ่ายที่เดินเข้ามา

“ครับ การประชุมในวันนี้ผ่านไปด้วยดี ไม่มีอะไรเร่งด่วนครับ” เควสบอกภาพรวมของการประชุมในช่วงสายที่ผมให้เขาไปเข้าแทน

“ดี...มีเรื่องอื่นด้วยสินะ” เพียงแค่มองสีหน้าของเควสผมก็พอจะเดาออกแล้วว่าอีกฝ่ายยังมีเรื่องที่ต้องการพูดอยู่ แค่การประชุมประจำเดือนธรรมดาคงไม่ต้องมารายงานผมถึงนี่หรอก

“ครับ...เรื่องคนร้ายที่ยิงท่านโฟรชเช่...”

“คนร้ายไม่ใช่ว่าจับได้แล้วเหรอ” ฟีแซลล์ที่ฟังบทสนทนาอยู่เงียบๆ เงยหน้าไปถามเควส พอป้อนผมจนข้าวหมดจานตอนนี้ก็กำลังกินของตัวเองอยู่

“ที่จับได้คือคนที่ลอบยิงครับ” เควสตอบฟีแซลล์

“คนที่จับได้กับคนร้ายเป็นคนละคนกัน?” ฟีแซลล์ถามต่อสลับกับตักอาหารเข้าปาก

“ใช่ครับ คนร้ายได้จ้างมือปืนเพื่อมาลอบทำร้ายท่านโฟรเช่และท่านฟีแซลล์ครับ”

“งั้นคนร้ายตัวจริงคือใครล่ะ” คำถามจากฟีแซลล์เรียกดวงตาสีน้ำตาลของเควสให้หันมามองผมเป็นเชิงถามว่าสามารถพูดเรื่องนี้ออกไปได้ไหม

“เกรดี้ คอนเฟรส” ผมเอ่ยตอบแทนเควสนั่นทำให้ฟีแซลล์ที่จ้องหน้าเควสหันควับมามองหน้าผมแทน

“คุณรู้ตัวคนร้าย?”

“รู้สิ”

“แต่เควสยังไม่ได้บอกชื่อเลยนะ ทำไมถึงได้รู้ก่อนล่ะ” ฟีแซลล์ถามด้วยใบหน้าสงสัยซึ่งก็ไม่แปลกเพราะตั้งแต่เควสเข้ามายังไม่ได้พูดชื่อนี้ออกมา

“เพราะไม่ใช่ครั้งแรกที่ฉันโดน” ผมบอกไปตามตรง เรื่องคนร้ายหรือคนที่อยู่เบื้องหลังการว่าจ้างไม่จำเป็นต้องให้สืบหาผมก็เดาได้ว่าเป็นใคร

เกรดี้ คอนเฟรสเป็นเจ้าของธุรกิจการให้คำแนะนำหรือคำปรึกษาในการทำธุรกิจทุกประเภทซึ่งเขามักจะปล่อยเงินกู้และเก็บดอกในราคาสูงลิ่ว ในวงการจะรู้ดีเกรดี้เป็นพวกที่รักสนุกและชอบเอาชนะแถมยังมีงานอดิเรกคือการทำให้ธุรกิจใหญ่ๆ ต้องปิดตัวลงไม่ว่าจะด้วยการล้มละลายหรือการจัดการเจ้าของธุรกิจนั้นๆ

อำนาจในมือของเกรดี้ คอนเฟรสมีมากถึงขนาดที่ทางการไม่อาจเข้าไปยุ่งหรือจับได้ เคยมีครั้งหนึ่งที่มีตำรวจผู้กล้าผระกาศจับเกรดี้เข้าคุก...รู้ไหมว่าในวันต่อมาตำรวจคนนั้นได้หายไปตลอดกาล

นักธุรกิจหลายคนจึงหวั่นเกรงเกรดี้อยู่ไม่น้อย อาจเพราะความกลัวนั้นเลยจำต้องอยู่ภายใต้เกรดี้อย่างช่วยไม่ได้ตรงข้ามกับผมที่ไม่ได้กลัวและไม่ต้องการมีปัญหาหากเจอหน้าก็มีทักทายบ้างตามประสานักธุรกิจแต่ไม่รู้ว่าอะไรที่ทำให้ฝ่ายนั้นหันมาสนใจผมแล้วเริ่มเล่นรุนแรงขึ้นเรื่อยๆ อย่างตอนที่ผมตกเรือก่อนหน้านี้ก็เป็นฝีมือของเกรดี้เช่นกัน

“...เกรดี้ คอนเฟรสเป็นคนไม่ดีสินะ” ฟีแซลล์สรุปตามที่เข้าใจ

“เป็นคนที่ไม่ควรเข้าไปยุ่ง” เพราะถ้ายุ่งคงมีปัญหาตามมาไม่หยุดหย่อน อิทธิพลและอำนาจที่ผมมีหากถามว่าสามารถต่อกรกับอีกฝ่ายได้ไหมคงตอบได้ไม่เต็มปาก ทางนั้นมีพวกอยู่ในวงการสีดำมากกว่าซึ่งเทียบกับผมที่ทำธุรกิจเกี่ยวกับน้ำไม่ใช่ธุรกิจที่จะเกี่ยวข้องกับพวกด้านหลังเท่าไหร่แต่ใช่ว่าจะทำอะไรไม่ได้

ยิ่งตอนนี้เป้าหมายที่เล็งมานั้นเปลี่ยนจากผมเป็นฟีแซลล์ผมยิ่งอยู่เฉยไม่ได้

ดูเหมือนทางนั้นคงจะสนใจฟีแซลล์อยู่

“แล้วคุณจะทำยังไงต่อกับเรื่องนี้” ฟีแซลล์ถามต่อด้วยสีหน้าฉายแววกังวล

“ระวังตัวให้มาก แล้วก็ป่วนอีกฝ่ายเล่นไปด้วย” ระหว่างพูดผมหันไปมองหน้าซึ่งฝ่ายนั้นพยักหน้าตอบรับเข้าใจสิ่งที่ผมต้องการให้ไปทำ

“ผมจะปกป้องคุณเองโฟรช” น้ำเสียงหนักแน่นไม่ได้เข้ากับใบหน้าอันงดงามหรือแขนที่ยกขึ้นมาเบ่งกล้ามสักนิด

“ปกป้องตัวเองให้ได้ฉันก็ดีใจแล้วฟีแซลล์” ผมไม่หวังให้อีกฝ่ายมาปกป้องเพราะผมนี่แหละที่จะปกป้องเขาเอง

“แค่ปกป้องตัวเองผมทำได้อยู่แล้ว”

“กระสุนยังหลบไม่พ้นเลยนี่” ผมพูดถึงเหตุการก่อนหน้านี้

“...ถ้าบนบกผมไม่ค่อยจะมั่นใจแต่ถ้าเป็นในน้ำผมมั่นใจว่าต่อให้ยิงมาผมก็จัดการได้” ฟีแซลล์บอกด้วยน้ำเสียงเปี่ยมความมั่นใจ

“จะว่ายน้ำหนี?” ผมพยายามคิดแต่ก็ได้แค่นี้ ยามอยู่ในน้ำเงือกนั้นว่ายเร็วมากราวกับเป็นส่วนหนึ่งของสายน้ำ

ทั้งรวดเร็ว ปราดเปรียวและงดงาม

“ผมจะไม่หนีถ้าคุณอยู่ในอันตราย”

“หมายความว่าถ้าไม่มีฉันอยู่นายก็จะหนีสินะ” ผมแปลความหมายของประโยคที่ได้ยินเมื่อครู่ออกมา

“ใช่” อีกฝ่ายพยักหน้าโดยไม่รีรอ

“หึ...”

“ขำทำไม”

“เปล่านี่”

“โฟรช!”

“เอ่อ...คือมีอีกเรื่องที่ผมต้องรายงาน” เควสส่งเสียงพลางยกมือขึ้นเป็นเชิงของอนุญาติพูด

“ว่ามา” ผมบอกเป็นเชิงอนุญาติให้พูดต่อได้

“เนื่องจากท่านโฟรเช่ยังบาดเจ็บอยู่ไม่ควรจะออกเดินทางหรือเข้าร่วมงานเลี้ยงในช่วงนี้ งานวันเกิดที่มีหมายกำหนดการที่จะจัดขึ้นช่วงเย็นจึงยกเลิกนะครับ ผมและโวร์ได้ติดต่อแจ้งแขกทุกท่านเรียบร้อยแล้วครับ” พอได้ฟังที่เควสรายงานผมถึงนึกขึ้นมาได้ว่าวันนี้มีงานวันเกิดตัวเองที่จัดขึ้นยังชั้นบนสุดของโรงแรมหรู

อย่าเข้าใจผิดว่าผมจะลืมวันเกิดตัวเองเพราะตั้งแต่เริ่มวันมาผมก็จำได้แล้วว่าวันนี้เป็นวันอะไรเพียงแต่ลืมไปว่ามีการจัดงานขึ้นก็แค่นั้น ผมไม่ใช่พวกที่ชอบออกงานสังคมมากมายซึ่งการจัดงานเลี้ยงเองก็เช่นกันหากไม่ใช่เพราะทั้งพ่อและตาบอกว่าควรจัดผมคงไม่จัดหรอก

สิ่งที่อยากทำมากที่สุดในวันเกิดไม่ใช่การตัดเค้กหรือได้ของขวัญแต่เป็นเวลาทั้งวันที่ผมจะได้ใช้ร่วมกับฟีแซลล์ ปีก่อนๆ ผมเฝ้าคิดถึงวันที่จะมีเงือกหรือฟีแซลล์มาอยู่ข้างกายในวันเกิดมาตลอดและในปีนี้ฝันผมก็เป็นจริงแล้ว

“จัดการได้ดี” แบบนี้ก็จะได้อยู่กับฟีแซลล์ทั้งวัน

“...วันเกิด?”

“มีอะไรฟีแซลล์” ผมหันไปถามข้างกายที่ถึงกับปล่อยช้อนกินข้าวลงบนจานเสียงดังอย่างที่ไม่เคยเป็นพร้อมกับดวงตาสีฟ้าน้ำทะเลที่เบิกกว้างขึ้นยามหันมามองผม

“วันนี้เป็นวันเกิด?”

“ใช่...แล้ว?”

“วันเกิดคุณ?” ประโยคคำถามดังขึ้นติดๆ กันคล้ายฟีแซลล์กำลังพยายามทำความเข้าใจ

“อืม...วันเกิดฉัน” ผมพยักหน้าตอบกลับไป

“ทำไมถึงไม่บอกผมเล่า!!” แทบไม่อยากเชื่อว่าจะได้เห็นฟีแซลล์ตะโกนสุดเสียงด้วยแววตาไม่พอใจขนาดนี้

“...เป็นอะไรฟีแซลล์” ผมถามอีกฝ่ายที่ทำหน้าหงุดหงิดด้วยความไม่เข้าใจ

“คุณไม่ยอมบอกผมว่าเป็นเกิด นี่มันจะบ่ายแล้วนะ” ฟีแซลล์เบนสายตาไปมองนาฬิกาก่อนจะทำเสียงแข็งตอบกลับมา

“แล้วยังไง” ผมยังไม่เข้าใจที่อีกฝ่ายพูดมาสักอย่าง

“คุณนี่มัน...ฮึ้ย! ผมขอตัว!” เหมือนฟีแซลล์จะอยากพูดอะไรมากกว่านี้แต่ก็เลือกที่จะเงียบ ตักข้าวคำสุดท้ายเข้าปากแล้วก้าวยาวๆ ออกนอกห้อง

“จะไปไหนฟีแซลล์” ผมรีบก้าวตามหลังอีกฝ่ายไปโดยในหัวกำลังประมวลหาคำตอบถึงสถานการณ์ที่เกิดขึ้น

“ไปข้างนอก!” เสียงตะโกนตอบจากคนที่ก้าวไม่หยุดไม่ได้ทำให้ผมดีใจสักนิด

“ไปไหน ทางที่นายไปมันในตัวบ้านนะ” ผมพูดต่อพลางก้าวขาให้ยาวขึ้น

ทางที่ฟีแซลล์เดินดุ่ยๆ เข้าไปคือด้านในตัวบ้านซึ่งเชื่อมต่อกับทะเลไม่ใช่ด้านหน้าบ้านที่เป็นลานจอด คำถามที่เอ่ยไปฟีแซลล์ไม่ยอมตอบและพอมาถึงส่วนในของบ้านคนตรงหน้าเดินไปยังจุดที่ระเบียงไม้ยื่นออกไปในทะเลโดยเลือกจุดที่ใกล้กับโขดหินมากที่สุดแล้วกระโดดสุดแรง

“ฟีแซลล์!!” ทันทีที่เห็นการเคลื่อนไหวนั่นผมวิ่งไปเตรียมจะคว้าตัวอีกฝ่ายทว่ากลับช้าไป ฟีแซลล์ตอนนี้ขึ้นไปอยู่บนโขดหินแล้ว

“ไม่ต้องตามผมมา” อีกฝ่ายหันมาบอกเมื่อเห็นผมกำลังคิดหาทางจะไปตรงนั้น

“คิดจะทำอะไรฟีแซลล์” น้ำเสียงของผมตอนนี้เต็มไปด้วยความร้อนรนเพราะอีกฝ่ายปีนไปตามแนวโขดหินจนใกล้จะออกไปอีกฝั่งได้แล้ว

ตอนทำทางกั้นระหว่างโขดหินผมรู้ว่าโขดหินนี่สามารถปีนได้แต่ผมปล่อยไว้เพราะคิดว่ายังไงเงือกคงไม่มีขาปีนโขดหินชันขนาดนั้นไม่ได้หรอกแต่ใครจะคิดล่ะว่าจะปีนได้ยังกะลิง บริเวณโขดหินมีทั้งคลื่นและกระแสน้ำพัดเข้าใส่ตลอดทำให้เปียกและลื่นจึงปีนได้ลำบากและมีพวกตะไคร่อยู่ไม่น้อย ส่วนขาของฟีแซลล์เหมือนจะสัมผัสกับความเปียกของโขดหินส่งผลให้ผิวขาวๆ เริ่มกลับไปเป็นเกล็ดสีฟ้าอมเขียว

“ผมบอกแล้วนี่ว่าจะทำอะไร” ฟีแซลล์ย้อนเสียงขุ่นขณะขึ้นไปยืนอยู่บนจุดสูงสุดของโขดหิน

“ลงมาฟีแซลล์ เดี๋ยวก็บาดเจ็บหรอก” ผมอยากจะตามไปหาอีกฝ่ายแต่ด้วยแขนที่ยังขยับแล้วเจ็บคงปีนตามขึ้นไปไม่ไหว

“ผมไม่ลง”

“ฟีแซลล์!”

“จะไปข้างนอก” อีกฝ่ายพูดพลางเบนดวงตามาหา

“จะไปไหน เดี๋ยวฉันพาไป” ผมตอบกลับโดยภายในใจนั้นเริ่มกระวนกระวาย

“...ผมจะไปเอง” ฟีแซลล์หันไปมองท้องทะเลอันกว้างใหญ่เบื้องหน้าก่อนจะตอบซึ่งคำตอบนั้นพานให้หัวใจผมเริ่มเต้นรัวขึ้นเพราะเดาได้ว่าอีกฝ่ายคิดจะทำอะไร

“อย่าไปฟีแซลล์!” ผมตะโกนบอก

“อย่าขยับเยอะเดี๋ยวก็ยิ่งหายช้าหรอกโฟรช”

“ฟีแซลล์!”

“...” คนถูกเรียกไม่พูดอะไรอีก ดวงตาสีฟ้าน้ำทะเลบัดนี้ยังคงขุ่นมัวด้วยความไม่พอใจประสานมายังดวงตาสีเทาอ่อนของผมตรงๆ ก่อนจะกระโดดไปยังอีกฟากของโขดหิน เสียงน้ำที่กระจายตัวออกหลังร่างนั้นกระโดดลงไปไม่ต่างจากหัวใจที่รู้สึกราวกับแตกสลายออกเป็นเสี่ยง

“ฟีแซลล์!!” ผมตะโกนลั่นหากไม่ติดว่าถูกเควสดึงไว้ผมคงได้กระโจนตามลงไปในน้ำแล้ว

“ท่านโฟรเช่ ใจเย็นๆ หน่อยครับ!” เควสส่งเสียงเตือนสติที่ตอนนี้แทบไม่เหลือ

“ต้องไปตามฟีแซลล์”

“ท่านโฟรเช่ ท่านก็รู้ดีว่าไม่มีทางที่จะตามเงือกยามอยู่ภายใต้ท้องทะเลได้” คำพูดของเควสเป็นความจริง...ต่อให้มีเรือออกไปไล่ตามแต่ด้วยสายตาที่มองจากเหนือน้ำไม่มีทางเลยที่หาเจอ

“...คิดจะทำอะไรฟีแซลล์”

“ท่านควรรอให้ท่านฟีแซลล์กลับมาแทนที่จะออกตามหานะครับ” เควสเสนอความเห็น

“ให้รอเหรอ...แล้วถ้าเขาไม่กลับมาล่ะ” ได้เป็นอิสระจากกำแพงกระจกที่ขวางกั้นมีใครที่จะกลับมาด้วยงั้นเหรอ

“...” ความเงียบจากเควสเป็นตัวบอกอย่างดีว่าอาจเกิดสถานการณ์ตามที่ผมพูดได้

ต่อให้มีคำสัญญา

ต่อให้บอกว่าเชื่อใจ

แต่ยังไงก็ต้องมีสักวันฟีแซลล์ต้องไปจากผม...ไปสู่อสิระภาพโดยปราศจากการผูกมัด

สิ่งมีชีวิตทุกอย่างล้วนต้องการอิสระปลาเองไม่สมควรถูกเลี้ยงอยู่ในบ่อ...ต่อให้จะพยายามสร้างความไว้ใจหรือให้อาหารทุกวันก็ไม่เกี่ยว หากปล่อยลงสู่ทะเลไม่มีวันที่ปลาเหล่านั้นจะหันกลับมา

ตลอดหลายชั่วโมงนับตั้งแต่ร่างของฟีแซลล์ที่หายลับไปจากสายตา ผมนั่งแช่อยู่บนทางเดินไม้ทอดสายตาออกไปยังท้องทะเลที่บัดนี้ดวงอาทิตย์กำลังจะลับขอบฟ้าในอีกไม่ช้า กำแพงกระจกสีใสที่กั้นปิดระหว่างโขดหินทั้งสองฟากถูกเปิดอ้าไว้หวังว่าอีกฝ่ายจะว่ายกลับมา

“นั่งทำอะไรอยู่โฟรเช่” เสียงเรียกจากด้านหลังมาพร้อมกับเสียงฝีเท้าสองคู่ที่ก้าวเข้ามาใกล้

“พ่อ...คุณตา” ผมหันไปเรียกผู้มาเยือนด้วยแววตาที่เหมือนจะว่างเปล่า ตรงหน้าผมมีร่างของคุณตาที่ถือไม้เท้าเดินเข้ามาพร้อมกับพ่อ ทั้งคู่นั่งลงข้างๆ ผมพลางสังเกตสีหน้าไม่สู้ดีซึ่งแสดงออกไปอย่างไม่ปิดบัง

ภายในหัวมีแต่ชื่อของฟีแซลล์ลอยอยู่เต็มไปหมด ผมใช้เวลากว่า 20 ปีกว่าจะได้เขามาอยู่ข้างกายทว่าตอนนี้เขากลับหายไป

“เกิดอะไรขึ้น...เงือกหนุ่มน้อยนั่นไม่ได้อยู่ด้วยรึ” คุณตาเอ่ยถามขณะมองไปยังทะเลเบื้องหน้า

“...เขากระโดดไปอีกฝั่ง” ภาพยามฟีแซลล์กระโดดหายไปจากสายตายังติดอยู่ในหัวฉายวนซ้ำไปซ้ำมาราวกับจะทรมานกันไม่หยุด

“ไปทำอะไรให้เขาไปซะล่ะ คงไม่ได้อยู่ๆ จะไปโดยไม่มีเหตุผลหรอก” พ่อพูดบ้าง

“ผมไม่ได้ทำอะไรเลย”

“ถ้าไม่ทำเขาคงไม่ไปแบบนี้ ถึงจะเคยเจอกันครั้งเดียวแต่พ่อรู้ว่าเขาอยากอยู่ข้างๆ ลูก” พ่อพูดต่อโดยหันหน้ามามองผม

“...เหมือนเขาจะตกใจเรื่องที่วันนี้เป็นวันเกิดผม” อยู่ๆ ก็นึกถึงช่วงมื้ออาหารเที่ยงขึ้นมาได้

“ตกใจเหรอ...”

“ไม่แน่อาจกำลังไปหาของขวัญให้หลานก็ได้” คุณตาบอกหลังจากพ่อทำท่าเหมือนกำลังคิดบางอย่าง

“ของขวัญ?” ฟีแซลล์น่ะเหรอ

“พ่อก็คิดแบบนั้น” พ่อพยักหน้าเห็นด้วย

“แต่เขาทำท่าเหมือนกำลังโกรธ” ทั้งดูไม่พอใจและหงุดหงิดปะปนกันไป

“โกรธที่ลูกไม่บอกรึเปล่าว่าวันนี้เป็นวันเกิด” พ่อเสนอความคิด

“ก็แค่วันเกิด” สำหรับผมวันเกิดไม่ใช่วันสำคัญที่ต้องป่าวประกาศให้รู้กันทั่ว

“สำหรับลูกอาจคิดแบบนั้นแต่กลับเขาอาจไม่ใช่”

“...ฟีแซลล์จะกลับมาใช่ไหมครับ” มันเป็นคำถามที่ผมอยากรู้คำตอบมากที่สุดซึ่งตัวผมรู้ดีว่าคนที่จะตอบคำถามนี้ได้ดีที่สุดก็คือฟีแซลล์ ถามคนอื่นไปก็เท่านั้นเพราะมันไม่ได้ต่างจากการคาดเดาเพียงแต่ผมอยากรู้สึกดีขึ้นสักนิดหากได้รับคำตอบว่าเขาจะกลับมาถึงจะไม่ใช่จากฟีแซลล์ก็ตาม

“หากเขายังอยากอยู่กับลูกเขาจะกลับกลับมา” พ่อบอกเสียงนิ่ง

“หลานจะได้รู้เองว่าเขาคิดยังไงกับหลาน ถ้าเขาเห็นหลานเป็นคนสำคัญเขาต้องกลับมาแน่” คุณตาพูดต่อจากพ่อ

“ครับ” ประโยคที่ทั้งคู่บอกมีความหมายคล้ายคลึงกัน

สำหรับฟีแซลล์ผมสำคัญและมีค่าพอจะกลับมาหารึเปล่า

“อย่าทำหน้าเศร้าไป วันนี้วันเกิดหลานต้องมีความสุขเข้าไว้สิ” คุณตาแตะไหล่ผมเป็นเชิงให้กำลังใจและบอกให้เลิกหดหู่ได้แล้ว

“ผมจะพยายาม” ถึงความสุขที่มีจะหายไปพร้อมกับฟีแซลล์แล้วก็ตาม

“พ่อกับตามีของขวัญมาให้ด้วยนะ วางไว้ในห้องรับแขก”

“ขอบคุณครับ”

“ไหนๆ วันนี้ก็มีเวลา มาทานมื้อเย็นด้วยกันเถอะ” พ่อบอกก่อนจะลุกขึ้นยืน บรรยากาศในตอนนี้คือพระอาทอตย์ได้ลับจากขอบฟ้าไปเรียบร้อยแล้ว

“ครับ” ผมพยักหน้าแล้วค่อยๆ พยุงตัวเองขึ้นเนื่องจากแขนเจ็บเลยขยับไม่สะดวก ส่วนพ่อนั้นเดินไปช่วยพยุงคุณตาให้ลุกขึ้น แม้ภายในใจจะยากนั่งอยู่ตรงนี้เพื่อรอฟีแซลล์แต่การได้กินข้าวพร้อมหน้ากับพ่อและคุณตาไม่ใช่เรื่องที่เกิดขึ้นบ่อยนัก อีกอย่างผมไม่อยากทำให้ทั้งสองคนเป็นกังวลตามไปด้วย

มื้อเย็นมีอาหารตั้งโต๊ะอยู่นับสิบอย่าง ดูจากควันที่ลอยขึ้นมาเหนืออาจหารหนึ่งในลูกน้องของพ่อคงเป็นคนแสดงฝีมือเข้าครัว แม้อาหารจะดูน่ากินแต่กระเพาะผมเหมือนจะไม่อยากรับอาหารใดๆ จึงกินพอเป็นพิธีไม่ได้มากอะไร

คำอวยพรพร้อมอ้อมกอดเป็นสิ่งที่ได้ยินอยู่ทุกปีเช่นเดียวกับของขวัญกล่องเล็กที่วางอยู่บนโต๊ะ ถึงกล่องจะเล็กแต่เชื่อเถอะว่ามูลค่าของสิ่งที่อยู่ข้างในไม่ได้เล็กตามไปด้วย

เมื่อส่งทั้งพ่อและคุณตาเรียบร้อยผมกลับมานั่งที่เดิมเพื่อรอการกลับมาของฟีแซลล์ ความมืดของบ้านทั้งหลังราวกับสะท้อนสิ่งที่อยู่ภายในจิตใจผม ทั้งมืดสนิทและปราศจากแสงสว่างใดๆ

รอบกายมันเงียบมาก ทั้งที่น่าจะเคยชินกับความเงียบเหล่านี้แต่ตลอดระยะเวลาหลายเดือนที่ได้อยู่กับฟีแซลล์นั้นตัวผมลืมเลือนทั้งความเงียบและความเหงาเพราะที่ไหนมีฟีแซลล์อยู่ที่นั่นจะดูสดใสและสนุกไปหมด อยู่กับฟีแซลล์ทีไรผมไม่เคยที่จะเงียบได้นาน...เดี๋ยวก็ต้องมีเรื่องให้พูดไปจนถึงการแหย่เล่น

ใบหน้าเคืองๆ ของฟีแซลล์ยามถูกเรียกว่าพะยูนนั้นน่ามองไม่แพ้ใบหน้าตอนยิ้ม

“อยากเห็นอีกจัง” อยากเห็นฟีแซลล์ในกิริยาบทต่างๆ อีก

ในหัวผมเฝ้าแต่คิดเรื่องของฟีแซลล์จนเวลาล่วงเลยไปไม่รู้ว่ากี่ชั่วโมงหรือกระทั่งตอนนี้เป็นเวลาอะไร สิ่งที่ผมทำคือนั่งมองผืนน้ำทะเลยามค่ำคืนที่มีระลอกคลื่นเล็กๆ ซัดเข้ามาไม่ขาดสายกระทั่งสติที่มีหลุดลอยออกจากร่างไปทั้งๆ แบบนั้น

“...เช่...โฟรเช่ นี่โฟรช!” เสียงเรียกที่ดังก้องอยู่ภายในทำเอาผมสะดุ้งลืมตาขึ้นโดยหวังว่าสิ่งแรกที่เห็นจะเป็นภาพของฟีแซลล์แต่ผมกลับเจอเพียงท้องทะเลสีดำสนิทซึ่งด้านบนมีพระจันทร์และดวงดาวส่องสว่างอยู่

“...” ละเมองั้นเหรอ

ผมคิดอยู่ในหัวเงียบๆ

นึกว่าเป็นเสียงของฟีแซลล์ซะอีก

บ้าจริงตัวผม

ขนาดตอนหลับยังหูแว่วได้ยินเสียงของอีกฝ่ายซะอย่างงั้น

“นี่โฟรช มองไปไหนน่ะ” สัมผัสเปียกๆ บริเวณขามาพร้อมกับเสียงเรียกอันคุ้นเคย

“ฟีแซลล์?!” ผมก้มหน้าลงมองไปยังข้างตัวที่บัดนี้มาร่างของฟีแซลล์กำลังทำหน้างงมองมาโดยตั้งแต่สะโพกลงไปนั้นอยู่ใต้น้ำ เพราะมองสูงไปเลยไม่ได้สังเกตใกล้ตัว

“ทำหน้าตกใจอะไร แล้วทำไมมานั่งตากลมแบบนี้ มันจะเที่ยงคืนแล้วนะ ถ้าป่วยไปอีกจะทำยังไงแค่ตอนนี้แขนก็ยกไม่ขึ้นแล้วยังจะทำให้ร่างกายยกไม่ขึ้นอีกรึไง...เฮ้ย! อ๊ะ! โฟรช?” คำบ่นมากมายจากกฟีแซลล์ไม่ได้ทำให้ผมโกรธตรงกันข้ามกลับทำให้ผมเผลอยิ้มออกมาอย่างห้ามไม่อยู่ ในจังหวะที่อีกฝ่ายเอาแต่บ่นนั้นเองที่ทำให้ผมใช้เพียงมือข้างเดียวรวบตัวฟีแซลล์มากอดไว้แน่น

“ฟีแซลล์” ผมเอ่ยเรียกอีกฝ่ายเสียงสั่น ไม่สนว่าไหล่ขวากำลังเจ็บกอดรัดอีกฝ่ายไว้แน่นไม่ยอมปล่อย

จะเปียกก็ช่าง

จะเจ็บก็ไม่เป็นไร

ตอนนี้ผมกำลังกลัว...กลัวว่าฟีเซลล์ที่อยู่ตรงหน้านี้จะเป็นเพียงความฝันหรือจินตนาการของตัวเอง

“โฟรช...เป็นอะไร” เหมือนฟีแซลล์จะสัมผัสได้ถึงความผิดปกติที่เกิดขึ้น นอกจากจะไม่ดิ้นหรือผลักหนีแต่ยังกอดตอบผมหลวมๆ ให้มือทั้งสองข้างสลับกันลูบแผ่นหลังผมไปมาคล้ายจะปลอบ

“ไปไหนมา” อยากจะโกรธและโมโหทว่าตัวผมกลับทำได้เพียงเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงสั่นๆ ระหว่างกระชับอ้อมกอดนั้นแน่น ความเจ็บบริเวณไหล่แล่นเข้ามาจนต้องนิ่วหน้าแต่ผมเลือกที่จะไม่สนใจมัน

“แขนคุณเจ็บอยู่นะ อย่ากอดแน่นแบบนี้สิ”

“ตอบฉันฟีแซลล์” ผมเอ่ยเร่งโดยยังไม่ยอมปล่อยร่างอีกฝ่ายไป

“...ผมไปหาของขวัญมาให้คุณ” นิ่งไปสักพักฟีแซลล์จึงยอมตอบ

“ของขวัญ?” เหมือนอย่างที่พ่อกับคุณตาบอก

“อืม...ก่อนจะคุยต่อปล่อยผมก่อนได้ไหม”

“ไม่ได้” ผมยังไม่คิดจะปล่อยเขาไปตอนนี้หรอกนะ

“แต่มันจะเที่ยงคืนแล้ว เดี๋ยวจะไม่ทัน” คำพูดของฟีแซลล์ทำให้ผมละสายตาไปมองนาฬิกาที่บอกเวลา 5 ทุ่มกว่า อีกไม่นานก็จะหมดวันแล้ว

“ทำไมต้องเสียเวลาหลายชั่วโมงเพื่อหาของขวัญด้วย” ผมถามต่อ ของขวัญสำหรับผมไม่ได้มีความสำคัญเท่ากับตัวของฟีแซลล์ที่อยู่ข้างๆ

ที่ผมอยากได้ไม่ใช่ของขวัญแต่เป็นฟีแซลล์

“วันเกิดถือเป็นวันที่พิเศษที่สุด เราได้ลืมตา ได้มีชีวิตขึ้นมาอยู่บนโลกแห่งนี้นับเป็นวันสำคัญที่ต้องยินดียิ่งกว่าวันไหนๆ แล้วจะให้ผมอยู่เฉยๆ ตลอดวันโดยไม่มีอะไรให้คุณได้ยังไง” ฟีแซลล์อธิบาย

“สำหรับเงือกวันเกิดสำคัญขนาดนั้นเลยเหรอ”

“อืม ยิ่งกว่าสำคัญอีก ทุกครั้งที่ถึงวันเกิดผมจะมีการเลี้ยงฉลองและจัดงานอย่างยิ่งใหญ่ ทุกคนต่างยิ้ม สนุกและมีความสุขตั้งแต่เช้าจนหมดวัน” ระหว่างเล่าฟีแซลล์ค่อยๆ ขยับตัวกลับไปอยู่ในน้ำและโผล่เฉพาะท่อนบนมา

“ฟีแซลล์...” เส้นผมสีน้ำตาลอมส้มยามสะท้อนกับดวงจันทร์นั้นดูงดงามไม่แพ้ดวงตาคู่สวยที่จับจ้องมา

“โฟรช สุขสันต์วันเกิดนะ ขอบคุณที่เกิดมา ขอให้คุณพบเจอแต่ความสุข” ฟีแซลล์ว่ายเข้ามาใกล้พร้อมรอยยิ้ม เมื่อสิ้นคำอวยพรก็ยื่นของบางอย่างมาให้

“ขอบคุณฟีแซลล์” ผมรับของนั้นมาแล้วยกขึ้นดู เปลือกหอยหลากสีสันและต่างรูปร่างถูกร้อยเรียงจนเป็นทรงกลมคล้ายกำลังไลข้อมือ

“ขอโทษนะ ผมพยายามหาของที่ดีกว่านี้แต่ด้วยระยะเวลามันไม่ทันถ้าจะว่ายกลับบ้านเลยต้องหาของใกล้ๆ นี่ ตอนแรกกะจะขึ้นไปหาซื้อของขวัญแต่ผมไม่มีเงิน” ฟีแซลล์เอ่ยด้วยน้ำเสียงเศร้าๆ

“ฉันไม่ได้ต้องการของขวัญฟีแซลล์ แค่มีนาย ได้ใช้เวลาร่วมกับนายตลอดวันเกิดนั่นถือเป็นของขวัญที่ดีที่สุดของฉัน” ผมบอกอีกฝ่ายไปตามที่คิด

“...ตัวผมเป็นของขวัญได้เหรอ แถมยังบอกว่าเป็นของขวัญที่ดีที่สุดอีก” อีกฝ่ายถามเสียงแผ่วคล้ายไม่แน่ใจ

“ได้สิ ตัวตนของนายสำหรับฉันเป็นสิ่งพิเศษและสำคัญมาก” เฝ้าปรารถนาอยากครอบครอบมาเกือบทั้งชีวิต เป็นสิ่งเดียวที่ไม่มีอะไรมาทดแทนได้

“โฟรช...”

“เพราะงั้นอย่าหนีจากฉันไปไหนอีก” ผมย้ำเสียงต่ำให้ฟีแซลล์ได้ยิน

“ผมแค่ไปหาของขวัญไม่ได้หนีไปสักหน่อย” อีกฝ่ายเอ่ยค้าน

“ไปโดยไม่บอกก็เหมือนกับการหนีนั่นแหละ”

“แต่ผมบอกแล้วนะว่าจะออกไปข้างนอก...”

“แค่นั้นฉันจะรู้ไหมล่ะฟีแซลล์...นึกว่าจะไม่กลับมาแล้ว” ผมเอ่ยประโยคสุดท้ายเสียงเบาหวิว

“กลับสิ...ผมต้องกลับมาหาโฟรชอยู่แล้ว” ฟีแซลล์พูดระหว่างเงยดวงตาสีฟ้าน้ำทะเลขึ้นมาสบ

“ฟีแซลล์...”

“สำหรับผม...คุณสำคัญมากนะโฟรช สำคัญจริงๆ” มือข้างหนึ่งถูกฟีแซลล์เอื้อมมาจับพร้อมซบใบหน้าลงมาขณะดวงตาเราประสานกัน

“เหมือนกัน” สำหรับผมฟีแซลล์เองก็สำคัญมาก สำคัญที่สุด

เป็นอัญมณีแห่งท้องทะเลอันแสนหายากที่ผมเฝ้าตามหามาเกือบทั้งชีวิต

“คุณบอกว่าตัวผมเป็นของขวัญสำหรับคุณใช่ไหม” อยู่ๆ อีกฝ่ายก็วกกลับไปเรื่องก่อนหน้านี้

“ใช่”

“งั้นจนกว่าจะหมดวันผมจะแสดงอะไรให้คุณเห็น จะเป็นของขวัญที่ดีที่สุดของคุณเอง” พูดจบฟีแซลล์ก็มุดลงไปใต้ผืนน้ำสีดำสนิท

“ฟีแซลล์” หัวใจผมหล่นวูบยามเห็นอีกฝ่ายหายไปจากสายตาอีกครั้ง

“โฟรช...คอยดูผมนะ” ฟีแซลล์ส่งเสียงเรียกพลางโบกมือมาให้อยู่ในระยะที่ไกลจากผมไปหลายเมตร

ร่างของฟีแซลล์หายลงไปใต้น้ำอีกครั้งทว่าครั้งนี้เขาไม่ได้ดำลงไปลึกจึงสามารถมองเห็นร่างอันปราดเปรียวอันมีเกล็ดสีฟ้าอมเขียมส่องประกายระยิบระยับสะท้อนกับแสงจันทร์เคลื่อนที่ไปมาอยู่ใต้ผิวน้ำดึงดูดสายตาให้จ้องมองไปอย่างหลงใหล

ที่ฟีแซลล์ทำเหมือนกำลังเต้นรำอยู่ท่ามกลางท้องทะเลอันเงียบสงบ เป็นการเต้นอันอ่อนช้อยและน่ามองยิ่งกว่าการเต้นใดๆ ที่เคยดูมา ไม่เพียงแค่อยู่ใต้น้ำแต่ในจัวหวะหนึ่งฟีแซลล์โผล่ใบหน้าและร่างท่อนบนขึ้นมาเหนือผิวน้ำพร้อมสะบัดเส้นผมไปด้านหลัง หยดน้ำที่กระจายไปโดยรอบส่องประกายราวกับอัญมณีประดับร่างกาย

“ล่าลา...ลาล่าล้าลาล่า~...” เสียงอันไพรเราะดังก้องไปทั่วบริเวณดึงดูดทุกประสาทสัมผัสให้หลงไปกับเสียงที่อันแสนน่าฟัง ที่ฟีแซลล์ทำไม่ใช่การร้องเพลงเป็นประโยคแต่เป็นนการฮัมเฉพาะทำนองซึ่งเสียงนั้นกระตุ้นหัวใจให้เต้นรัวและผ่อนคลายตามจังหวะ

ตำนานเรื่องเสียงของเงือกเป็นความจริง หากใครได้ฟังถ้วงทำนองแห่งท้องทะเลนี้ต่อให้อยู่สุดฟากของท้องทะเลก็ต้องเดินทางตามหาเพื่อที่จะได้ฟังเสียงอันไพรเราะที่ราวกับจะดูดวิญญาณให้หลุดลอยไป

ยามรัติกาลอันแสนมืดมิดภายในห้องนอนซึ่งเปิดแอร์เย็นฉ่ำมีการเคลื่อนไหวบางอย่างเกิดขึ้นบนเตียง ในเมื่อการเคลื่อนไหวนั่นไม่ใช่ของผมก็คงต้องเป็นของคนข้างกายเป็นแน่ ร่างของฟีแซลล์ที่กำลังขยับลงจากเตียงถูกผมใช้แขนข้างที่ไม่เจ็บรวบเอวและดึงให้กลับขึ้นมาอีกครั้ง

“โฟรช? ยังไม่นอนเหรอ” น้ำเสียงกึ่งตกใจมาพร้อมกับไออุ่นยามร่างกายแนบชิด

“จะไปไหน” ผมเอ่ยถาม หลังจากผ่านวันเกิดหรือเลยเที่ยงคืนไปผมก็กลับมานอนห้องโดยกึ่งบังคับให้ฟีแซลล์มานอนด้วย นับจากตอนนั้นน่าจะผ่านไปยังไม่ถึงชั่วโมงดีอีกฝ่ายก็ทำท่าจะหนีซะแล้ว

“...ผมหิว” เสียงพึมพำแผ่วเบามาพร้อมกับเอฟเฟ็กท้องร้องที่ดังขึ้น

“หึ...” ผมถึงกับซบหน้าลงยังแผ่นหลังนั้นด้วยรอยยิ้มกว้างขนาดตัวเองยังตกใจ

ความกังวลว่าอีกฝ่ายจะจากไปสลายหายไปอย่างรวดเร็ว

ฟีแซลล์ก็ยังคงเป็นฟีแซลล์

สงสัยเพราะไม่ได้กินมื้อเย็นแถมยังออกไปว่ายน้ำในทะเลกว้างมาหลายชั่วโมงติดเลยส่งผลต่อความหิวในกระเพาะอาหารละมั้ง

“โฟรช?” ฟีแซลล์เรียกชื่อผมคล้ายจะสงสัยว่าผมขำอะไร

“อดทนไหวไหม” ผมพึมพำถาม มือข้างที่ยังเจ็บผมฝืนใช้เพื่อจะได้กอดอีกฝ่ายไว้ทั้งตัว

“ฮืม?...ทำไมเหรอ”

“ฉันยังไม่อยากห่างนายตอนนี้”

ผมไม่อยากปล่อยเขาไป

อยากจะกอดรัดให้แน่นขึ้นจนกว่าจะมั่นใจว่าฟีแซลล์ยังอยู่ข้างๆ ผม

“...ผมแค่จะไปหาอะไรกิน ไม่ได้จะไปไหนไกลสักหน่อย” อีกฝ่ายพูดเสียงงงๆ

“ไกล” แค่ห้องครัวก็นับว่าไกลแล้ว

“เป็นอะไรรึเปล่าโฟรช...ตั้งแต่กลับมาคุณดูแปลกๆ นะ เหมือนกำลัง...กลัวอยู่” ฟีแซลล์เอ่ยถามโดยประโยคสุดท้ายนั้นเหมือนไม่แน่ใจเท่าไหร่

“อืม ฉันกลัว” ไม่จำเป็นต้องปิดบังเพราะผมรู้สึกแบบนั้นจริงๆ

“กลัวอะไร” ฟีแซลล์ถามต่อ

“กลัวนาย”

“ฮะ? กลัวผม?” อีกฝ่ายถึงกับสะดุ้งเมื่อได้ยิน

“กลัวว่านายจะหนีจากฉันไป” ผมกระซิบบอกพร้อมกระชับอ้อมกอดนั้นแน่นจนไม่เหลือช่องว่าง ไออุ่นที่สัมผัสได้ช่วยตอกย้ำถึงตัวตนของฟีแซลล์ที่อยู่ในอ้อมแขนเป็นอย่างดี

“โฟรช...”

“ทนจนกว่าจะมื้อเช้าได้ไหม”

“...ช่วยปล่อยผมออกหน่อยได้รึเปล่า” ฟีแซลล์เริ่มดิ้น

“หิวมากเหรอ” ผมถามต่อ

“เปล่า...ก็พอทนได้”

“งั้นขออยู่แบบนี้” ยังไม่อยากคลายอ้อมกอดนี้

“โฟรช ผมขยับไม่ได้”

“ก็ฉันไม่อยากให้ขยับนี่”

“แต่ผมอยากขยับ” อีกฝ่ายเอ่ยขณะเพิ่มแรงดิ้น

“ไหนบอกว่าทนหิวได้?” ผมสวนกลับไป

“หิวน่ะทนได้ แต่ผมอยาก...เห็นหน้าคุณ” เสียงอันแผ่วเบานั้นผมได้ยินอย่างชัดเจนเพราะอยู่ใกล้ฟีแซลล์ในระยะประชิด

“ฟีแซลล์...”

“ไม่ได้เหรอ”

“...ได้สิ” ผมตอบคำถามพร้อมคลายอ้อมกอดออกทีละน้อยจนมีช่องว่างมากพอให้ฟีแซลล์พลิกตัวกลับมาเผชิญหน้ากับผมตรงๆ ดวงตาสีฟ้าน้ำทะเลที่ประสานมาพร้อมรอยยิ้มนั้นแม้จะอยู่ท่ามกลางความมืดแต่รู้สึกเหมือนเห็นใบหน้านั้นอย่างชัดเจน

ฟีแซลล์ประสานดวงตากับผมนิ่งๆ อยู่สักพักใหญ่ก่อนจะขยับตัวเข้ามาใกล้ขึ้น แขนทั้งสองข้างกอดรัดร่างผมแน่นซุกใบหน้าลงบริเวณแผ่นอกพร้อมกับเอ่ยประโยคที่พานให้หัวใจสั่นไหวอย่างรุนแรง...

“ไม่ต้องกลัว ผมจะอยู่กับคุณตรงนี้โฟรช”

การตกหลุมรัก ใครว่าจะมีเพียงครั้งเดียวและไม่สามารถตกหลุมรักซ้ำกับคนเดิมได้ ผมขอค้านสุดเสียงเพราะตอนนี้ผมกำลังตกหลุมรักคนคนเดิมซ้ำแล้วซ้ำอีก

ผมไม่รู้ว่าจะตกหลุมรักอีกกี่ครั้งแต่ที่ผมรู้คือคนคนเดียวที่จะทำให้ผมตกหลุมรักได้คือเงือกที่ชื่อฟีแซลล์เพียงคนเดียวเท่านั้น

......................................................

แอบหน่วงเล็กๆ แต่ปิดฉากลงอย่างสวยงาม

ความหวานละมุนนี้

เราแอบตกใจตัวเองที่สามารถบรรยายความรักอันท่วมท้นของโฟรชออกมาได้ตามที่จินตนาการขนาดนี้

บอกตามตรงว่านิสัยอย่างโฟรชค่อนข้างแต่อยากในพาทบรรยายแบบนี้ โฟรชเป็นคนที่พูดไม่เยอะแต่ภายในกลับมีความรู้สึกมากมายอัดแน่นอยู่

แต่งจบแล้วบอกเลยว่าอยากได้แบบโฟรเช่สักคนนน

หาคนแบบนี้ได้ที่ไหนบ้างนะ 555

ขอบคุณสำหรับทุกๆ คอมเม้นท์และทุกๆ กำลังใจนะคะ

เห็นแบบนี้อ่านทุกคอมเม้นท์นะคะ ดีใจมากๆ เลยที่ชอบกัน

ไว้เจอกันใหม่ตอนหน้าน้าา

บ๊ายบาย

nicedog

♫ ♪ ♪ ღ♫ ♪ ♪ ღ♫ ♪ ♪ ღ♫ ♪ ♪ ღ♫ ♪ ♪ ღ♫ ♪ ♪

ความคิดเห็น