facebook-icon Twitter-icon

ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

บทที่三 “การพบกันอีกครั้ง”

ชื่อตอน : บทที่三 “การพบกันอีกครั้ง”

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย y

คนเข้าชมทั้งหมด : 2.1k

ความคิดเห็น : 4

ปรับปรุงล่าสุด : 03 ก.ย. 2562 20:02 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
บทที่三 “การพบกันอีกครั้ง”
แบบอักษร

บทที่三 “การพบกันอีกครั้ง”

 

 

 

วันเวลาได้ไหลผ่านไปกว่าครึ่งปีนับตั้งแต่ได้รับอิสรภาพและออกจากวังหลวงมา ในวันนั้นแน่นอนว่าชูร์เชียนไม่ได้ออกมาส่งแต่มอบหมายให้ขันทีเม่าจื่อนำถุงเงินจำนวนหนึ่งให้ผมเป็นทุนติดตัวเนื่องจากครอบครัวหรือตระกูลหลี่นั้นถูกขับไล่ออกไปยังต่างเมืองทำให้หมดที่พึ่งในการขอเงินซึ่งผมต้องขอบคุณเป็นอย่างมากไม่อย่างนั้นผมคงต้องไปหาร้านรับจ้างสักร้านเพื่อสะสมเงิน

เงินในถุงผมไม่รู้ว่ามันเยอะหรือน้อย อย่างที่รู้กันว่าผมไม่ใช่คนของยุคนี้และไม่ได้มีเชื้อสายจีนเรื่องค่าเงินเลยไม่มีความรู้ติดหัวแม้แต่นิดผมจึงใช้วิธีง่ายๆ อย่างการเดินไปตลาดแล้วซื้อของกินมาสักอย่างเพื่อดูค่าเงิน ผลที่ได้คือเงินในถุงนี้มีมากพอให้ผมซื้อบ้านได้หนึ่งหลังโดยที่ยังเหลือเงินเก็บ

ความยากลำบากในช่วงแรกของการใช้ชีวิตคือการหาที่พัก ผมไม่อยากรีบร้อนในการซื้อหรือเช่าบ้านในอาทิตย์แรกจึงพักโรงเตี๊ยมพอรุ่งเช้าก็ทำความคุ้นเคยกับชีวิตความเป็นอยู่ของชาวบ้านพร้อมกับหาบ้านสักหลังไปด้วย

หาอยู่เกือบอาทิตย์ในที่สุดก็เจอเข้ากับบ้านหลังเล็กแถบชานเมืองของเมืองหลวงซึ่งอยู่ติดกับภูเขา เรียกว่าแค่เปิดประตูเดินออกมาแล้วเลี้ยวขวาก็สามารถเดินขึ้นภูเขาได้ทันที บ้านหลังนี้ไม่มีทั้งกำแพงหรือรั้วกั้นเป็นบ้านตั้งอยู่โดดๆ ไกลจากหลังอื่นค่อนข้างมาก ถือเป็นบ้านที่ดีหลังหนึ่ง

ผมตัดสินใจซื้อบ้านหลังนี้ด้วยเงินที่มี คงเพราะอยู่ติดภูเขาแถมยังไกลกับตัวเมืองทำให้ผมสามารถซื้อบ้านหลังนี้มาได้ด้วยราคาที่ถูกจนน่าตกใจ จากนั้นชีวิตใหม่ของผมก็เริ่มต้นขึ้น

ในช่วงเช้าผมยังคงตื่นพร้อมกับแสงแรกของพระอาทิตย์ทว่าไม่ได้ออกไปรดน้ำแต่เปลี่ยนเป็นเดินขึ้นไปบนภูเขาเพื่อสำรวจ บนภูเขาเต็มไปด้วยสัตว์ป่ากับพืชและผลไม้มากมายเรียกว่าอุดมสมบูรณ์มากโดยเฉพาะน้ำตกที่อยู่ลึกเข้าไปด้านใน ผมใช้เวลาตลอดทั้งวันไปกับการเดินสำรวจและกลับมาพร้อมกับผักหลายอย่างที่สามารถนำมาทำอาหารได้

วันต่อมาผมเดินเข้าไปในตัวเมืองซึ่งอยู่ห่างออกไปประมาณสี่กิโลเพื่อซื้ออาวุธสำหรับล่าสัตว์และข้าวของเครื่องใช้อีกหลายอย่าง เมื่อขึ้นไปบนภูเขาผมไม่เพียงแค่ล่าสัตว์แต่ยังหากิ่งไม้สำหรับทำฟืนรวมไปถึงหาบน้ำเอาไว้ใช้อุปโภคบริโภค เรื่องที่ต้องทำนั้นมีมากมายทำให้ตลอดทั้งเดือนผมวุ่นจนไม่เป็นอันคิดอะไร สัตว์ที่ล่าได้บางครั้งผมจะเอาเข้าเมืองเอาไปแลกกับวัตถุดิบอื่นๆ ไม่ก็ขาย

ช่างเป็นชีวิตที่ไม่เคยคิดฝันมาก่อนว่าจะได้มาพบเจอด้วยตัวเอง

หากอยู่ในยุคปัจจุบันป่านนี้ผมคงกำลังวางแผนจับพ่อค้ายาเสพติดสักรายสลับกับนั่งเล่นโทรศัพท์สั่งของออนไลน์ผ่านไวไฟ แม้จะนึกถึงเรื่องในอดีตแต่ใช่ว่าปัจจุบันที่อยู่นี่จะไม่ดี เพราะต้องออกมาเคลื่อนไหวร่างกายอยู่ตลอดร่างกายอวบอ้วนจึงผลานไขมันออกไปได้อย่างรวดเร็วผ่านไปประมาณสองเดือนชั้นไขมันบริเวณหน้าท้องก็หายไป เสื้อผ้าเริ่มใส่ไม่ได้เนื่องจากขนาดตัวที่เปลี่ยนไป ผ่านไปอีกสองเดือนร่างกายก็เริ่มมีกล้ามเนื้อเห็นชัดขึ้น

ความคล่องแคล่วยามออกวิ่งแล้วไม่เหนื่อยเหมือนเมื่อก่อนทำให้ผมดีใจมาก ทุกวันนี้สามารถฝึกซ้อมหมัดมวยได้ดั่งใจ ฟื้นฟูทักษะการต่อสู้ได้ทุกกระบวนท่า เส้นผมสีดำซึ่งยาวจนถึงสะโพกสร้างความรำคราญให้ไม่น้อยผมเลยตัดปัญหาด้วยการตัดให้สั้นประบ่าแล้วหาเชือกมามัดเป็นจุกเล็กๆ ด้านหลัง ความจริงก็อยากจะตัดสั้นไปเลยแต่ที่นี่ไม่มีร้านทำผมส่วนใหญ่จึงมักจะไว้ผมยาวกันเป็นส่วนใหญ่ ให้ตัดเองก็เกรงว่าจะแหว่งเลยเลือกที่จะไม่ตัดสั้นเกินไป

พอผมสั้นร่างกายก็เหมือนจะเบาขึ้น ด้วยความที่ครั้งก่อนเข้าไปในตัวเมืองเห็นร้านขายดาบตั้งอยู่ดึงดูดความสนใจให้ผมก้าวเข้าไป เจ้าของร้านเป็นชายวัยกลางคนรูปร่างกำยำออกมาแนะนำดาบที่เหมาะกับผมให้ซึ่งผมมองแล้วก็เหมาะจริงๆ ตัวดาบทำจากโลหะเบาตีเป็นแผ่นบางและคม จับถนัดมือและไม่หนักอย่างที่คิด แน่นอนว่าผมได้ซื้อดาบเล่มนั้นกลับมาด้วย

นับจากมีดาบนอกจากฝึกมวยแล้วผมยังฝึกฝนการใช้ดาบด้วย ถ้าถามถึงอาวุธที่ถนัดที่สุดของผมก็คงตอบว่าเป็นปืนแต่จะไปหาปืนในยุคนี้ได้ที่ไหนล่ะ อย่างมากก็คงมีเป็นปืนไฟซึ่งมองแล้วว่าลำบากในการหาซื้อและใช้งาน

หากจะอยู่ที่นี่การมีทักษะการใช้ดาบนับเป็นเรื่องจำเป็น ตัวผมไม่ได้ไปเข้าสำนักหรือกราบไหว้อาจารย์ที่ไหนฝึกการใช้ดาบด้วยตัวเอง สำหรับผมคิดว่ากระบวนท่าไม่จำเป็นต้องร่ำเรียนพวกท่าสวยๆ แค่ต้องใช้ไหวพริบที่มีหาจังหวะและโต้ตอบกลับไปให้ทันท้วงทีก็พอ

ระยะเวลากว่าครึ่งปีที่ผ่านมาผมคิดเรื่องอาชีพที่อยากทำอยู่หลายอาชีพอย่างการปลูกผักขาย ด้วยความที่ไม่มีรั้วกั้นผมจึงถือว่าบริเวณรอบบ้านเป็นที่ดินของตัวเองทำการเพาะปลูกผักหลายชนิดสำหรับทำกินเองและนำไปขายในบางครั้งนับว่าสร้างรายได้ดีไม่น้อยแต่ก็ยังไม่ใช่อาชีพที่ผมอยากทำ

ใจจริงผมชอบงานพวกที่ได้เคลื่อนไหวร่างก่ายหรือเข้าปะทะด้วยการใช้ทักษะที่มีอย่างอาชีพตำรวจนั้นตอบโจทย์ได้เป็นอย่างดี ถ้าเป็นที่นี่คงเป็นพวกกองปราบไม่ก็ทหารหรือทำพวกกรมอาญาคอยสืบคดีก็น่าสน แต่ยังมีอีกอย่างที่ไหนๆ ก็ได้มาอยู่ในยุคนี้ทั้งทีผมอยากลองเข้าร่วมกองทัพทำสงครามดูสักครั้ง อายุของร่างนี้ยังไม่มากหากแสดงฝีมือออกมาอาจกลายเป็นแม่ทัพในอนาคตก็เป็นได้

มีแต่สิ่งที่อยากทำเต็มไปหมดจนไม่รู้ว่าจะเลือกอะไร

ผมไม่อยากลองไปทีละอย่างแต่อยากคิดให้ดีและทุ่มทุกอย่างเพื่อที่จะทำตามเป้าหมายนั้นให้สำเร็จ

คิดมาหลายเดือนสุดท้ายก็ยังตัดสินใจเด็ดขาดไม่ได้ ระหว่างคิดไม่ได้ผมอาศัยการปลูกผักเลี้ยงชีพไปพลางๆ ก่อน

พอทุกอย่างเริ่มเข้าที่ ผมชินกับการใช้ชีวิตในยุคนี้มีหลายครั้งที่ผมหวนนึกถึงชูร์เชียน จริงอยู่ผมกับเขาไม่อาจเรียกได้ว่ามีสายสัมพันธ์อันดีถึงขั้นจะเรียกสหาย เจอกันก็แทบนับครั้งได้แต่กลับมีอะไรบางอย่างที่ทำให้ผมนึกถึงอยู่บ่อยๆ

ตอนนี้จะทำอะไรอยู่

มีเรื่องให้เครียดรึเปล่า

เหนื่อยไหม

ไม่ง่ายเลยที่จะลบภาพใบหน้าอันงดงามของชูร์เชียนออกจากหัวได้ มีชีวิตอยู่มาสามสิบห้าปีไม่เคยเจอใครที่หน้าตาดีขนาดนั้นมาก่อนไม่ว่าจะเป็นชายหรือหญิงหากได้เห็นเป็นต้องถูกช่วงชิงหัวใจไปและตัวผมคงถูกช่วงชิงไปแล้วตั้งแต่พริบตาแรกที่ได้เห็นอีกฝ่าย

การออกมาจากที่นั่นก็ดีแล้ว ผมไม่ได้อยากให้ความรู้สึกที่มีถลำลึกมากไปกว่านี้ แค่ฐานะระหว่างผมกับชูร์เชียนก็ต่างกันจนไม่รู้ว่าจะย่นระยะห่างนั้นได้ยังไง

“เลิกคิดๆ เตรียมตัวนอนได้แล้ว” ผมบอกกับตัวเองขณะเด้งตัวขึ้นจากฟูกเดินไปเป่าไฟในตะเกียงมุมห้องให้ดับลงแล้วกลับมาทิ้งตัวลงยังฟูกตามเดิม

ในช่วงนี้อากาศเริ่มหนาวเป็นไปได้ว่ากำลังเข้าสู่ฤดูหนาวทำให้ตอนกลางคืนต่อให้ไม่มีแอร์ก็ไม่รู้สึกร้อนแต่อย่างใด ผมค่อนข้างรอคอยฤดูหนาวที่กำลังมาเยือนด้วยความที่เกิดและเติบโตในประเทศไทยซึ่งมีเพียงฤดูร้อน ร้อนมากและร้อนที่สุดทำให้ผมไม่เคยได้สัมผัสอากาศเย็นจัดหรือหิมะมาก่อน

ไม่แน่ว่าอีกไม่กี่เดือนข้างหน้าพอผมเปิดประตูบ้านออกไปอาจได้เห็นหิมะสีขาวโพลนกองอยู่เต็มพื้น

ตื่นเต้นเป็นเด็กแรกรุ่นเลยตัวผม

ผมนอนพลิกตัวไปมาสักพักและปล่อยสติให้จมดิ่งลงในห้วงนิทรา ปกติผมจะนอนหลับสนิทจนถึงเช้าทว่าวันนี้ผมกลับสะดุ้งตื่นขึ้นมาเพราะรู้สึกหิว รอบกายปกคลุมด้วยความมืดมิดบ่งบอกถึงเวลาแห่งการหลับใหล

ทำไมต้องมาหิวตอนนี้ด้วย

บอกกับตัวเองไปก็เท่านั้นเพราะพูดไปก็ไม่ทำให้ความหิวลดลงผมจึงจำต้องลุกขึ้นจากฟูกเดินออกไปยังแปลงผักเพื่อหาวัตถุดิบมาทำอาหารง่ายๆ กินประทังไปก่อน ในจังหวะที่กำลังจะจะขุดหัวมันขึ้นมาเสียงของโลหะกระทบเสียดสีกันก็ดังขึ้นจากทางภูเขาเรียกให้ผมหันไปมองด้วยความสงสัย

เท่าที่ผมรู้บนภูเขานี้ไม่มีโจรเพราะเป็นเพียงภูเขาลูกเตี้ยๆ แถมไม่ค่อยมีใครใช้เส้นทางนี้เพื่อสัญจรด้วย

“หรือจะมีอะไรเกิดขึ้น” ลางสังหรณ์ว่ากำลังมีเรื่องบางอย่างปรากฏขึ้น เห็นแบบนี้ผมค่อนข้างเชื่อสังหรณ์ของตัวเองไม่น้อยต่อให้อยู่ในร่างนี้ก็ยังคงเลือกที่จะเชื่อ

ต้องมีอะไรบางอย่างเกิดขึ้นบนภูเขานั่นแน่

ไม่รู้ทำไมอยู่ๆ ความหิวก็หายไปและแทนที่ด้วยความอยากรู้อยากเห็น หรือเพราะอยู่ในร่างนี้นิสัยใจคอถึงได้ย้อนกลับมาเป็นเหมือนตอนวัยรุ่น?

ผมไม่ได้ขึ้นไปบนภูเขาด้วยตัวเปล่าแต่กลับไปหยิบดาบมาก่อนจะมุ่งหน้าสู่ภูเขานั้นด้วยความคล่องแคล่ว ต่อให้พื้นที่โดยรอบถูกปกคลุมด้วยความมืดผมก็มั่นใจในระดับหนึ่งว่าจะไม่หลง ภูเขาลูกนี้ผมเดินสำรวจมาจนทั่วแล้วจุดเด่นหลักๆ ผมล้วนจำได้

เคร้ง!

เสียงของโลหะซึ่งผมคาดว่าคงเป็นดาบดังก้องไปทั่วทั้งภูเขา ผมอาศัยเสียงการปะทะเหล่านั้นแทนการนำทางไปจนถึงเกือบใจกลางของป่าก็พบเข้ากับร่างอันแน่นิ่งของใครสักคนนอนอยู่บนพื้น มองดูจากแสงจันทร์ที่ส่องลงมาสามารถบอกได้ว่าหมดลมหายใจแล้ว และไม่ใช่แค่ศพหรือสองศพแต่มากนับสิบๆ ศพ

เสื้อผ้าของศพมีสองแบบ ชุดแรกเป็นชุดพลางตัวสีดำสนิทส่วนอีกชุดเป็นชุดสีเงินตัดกับสีน้ำเงิน...

“ชุดองครักษ์ของชูร์เชียน?!” ผมหลุดเสียงพูดออกมาเมื่อนึกออกว่าเคยเห็นชุดแบบนี้ที่ไหนมาก่อน

ไม่ผิดแน่ ชุดนี่เป็นชุดที่มีเพียงอครักษ์คนสนิทจำนวนหนึ่งที่เฝ้าติดตามอยู่ด้านหลังชูร์เชียนในระยะประชิดเท่านั้นจึงจะได้สวมใส่

ทำไมชุดนั่นถึงได้มาอยู่ที่นี่ได้

แล้วยัง...ไร้ซึ่งลมหายใจ

ไม่จริงน่า

หรือว่า...

ผมไม่คิดอะไรอีกวิ่งตรงเข้าไปยังบริเวณที่เสียงโลหะเข้าปะทะกันด้วยความเร็วดุจสายลม แสงจากดวงจันทร์สาดส่องลงมายังสนามต่อสู้อันคละคลุ้งไปด้วยกลิ่นคาวเลือด ชายคนหนึ่งกำลังยกดาบขึ้นตวัดจู่โจมฝ่ายศัตรูที่ตีวงล้อมเข้ามาใกล้ ใบหน้าอันงดงามชโลมไปด้วยโลหิตไปครึ่งซีก ดวงตาสีดำขลับข้างหนึ่งปิดลงจากเลือดที่ไหลไม่หยุดนั้น ร่างกายเต็มไปด้วยบาดแผล เสื้อผ้าขาดรุ่ยแสดงให้เห็นถึงการต่อสู้แสนหนักหน่วงที่เผชิญมาก่อนหน้านี้

ชางชูร์เชียน

แม้ทั้งร่างจะเต็มไปด้วยบาดแผล ตาแทบจะลืมไม่ขึ้นแต่ชายคนนั้นกลับไม่ยอมแพ้กำด้ามดาบแน่นแทงทะลุร่างชายชุดดำที่ง้างดาบเตรียมจะฟาดฟัน ด้วยจำนวนที่มีถึงสิบต่อหนึ่งทำให้ชูร์เชียนล่าถอยไปเรื่อยๆ กระทั่งแผ่นหลังชนเข้ากับต้นไม้ด้านหลัง

ให้ผมเดาเขาคงคิดจะใช้ต้นไม้เพื่อพยุงร่างตัวเองไม่ให้ล้มลง

เกิดอะไรขึ้น

อยากจะถามแต่เหมือนตอนนี้จะไม่ใช่เวลาที่เหมาะสม สภาพของชูร์เชียนใกล้จะไม่ไหวแล้ว มือที่จับดาบกำลังสั่น ดวงตาเพียงข้างเดียวซึ่งลืมอยู่เริ่มปิดลง

ผมไม่รอช้าชักดาบออกจากฝักโจมตีไม่ยังศัตรูคนแรกที่อยู่ใกล้สุดโดยเล็งตำแหน่งลำคอ ฟันเพียงครั้งเดียวร่างนั้นก็ล้มลงไปกองอยู่บนพื้นสิ้นชีพในทันที

จริงอยู่นี่ไม่ใช่การฆ่าคนครั้งแรกแต่ก็เป็นครั้งแรกที่ใช้ดาบฆ่าใครสักคน

ในยุคนี้ถ้าไม่ฆ่าก็มีแต่จะถูกฆ่า ผมจึงปราศจากความลังเลในการลงดาบ

ฝ่ายศัตรูเองเมื่อได้ยินเสียงการเคลื่อนไหวของผมก็เปลี่ยนเป้าหมายจากชูร์เชียนซึ่งทรุดตัวลงกับพื้นมาเป็นผมแทน ชายคนแรกบุกเข้ามาพร้อมกับยกดาบขึ้นหมายจะฟันลงมาแน่นอนว่าผมไม่รอให้อีกฝ่ายได้ทำสำเร็จก้มตัวลงเล็กน้อยวิ่งเข้าใส่ด้วยความเร็วสูงสุดก่อนจะใช้ดาบในมือแทงทะลุชายโครง

“อ๊ากกก~!” เสียงร้องของบรรดาชายชุดดำดังไม่ขาดสายผ่านไปไม่นานก็แปรเปลี่ยนเป็นความเงียบสงัด กองซากศพกกองละเนละนาดกระจายไปทั่ว

ดาบสีเงินถูกแต่งแต้มด้วยโลหิตสีแดงดูน่าหวาดหวั่นไม่น้อย ผมสะบัดเลือดออกเก็บดาบเข้าฝักก้าวไปหาชูร์เชียนที่ทรุดตัวลงนั่งบนพื้นโดยมีต้นไม้ด้านหลังช่วงยันร่างนั้นไม่ให้ล้มลง ทันทีที่ผมก้าวเข้าไปในระยะมือข้างขวาตวัดดาบยกขึ้นชี้ปลายคมมาทางผมคล้ายจะสื่อว่าหากเข้ามาใกล้ได้โดนแทงแน่

ดวงตาทั้งสองข้างของชูร์เชียนลืมไม่ขึ้นแล้วเช่นเดียวกับมือที่จับดาบไว้สั่นจนปลายดาบเริ่มส่ายไปมา เชื่อเถอะว่าอีกไม่กี่นาทีพลังนั้นคงได้หมดลง

น่าชื่นชมเหลือเกิน

จะมีสักกี่คนที่ต่อสู้ดิ้นรนเพื่อมีชีวิตทั้งที่สองตาลืมไม่ขึ้นแล้วบ้าง

สู้จนวินาทีสุดท้ายจริงๆ

“อย่าฝืนเลย วางดาบลงเถอะ” ผมเอ่ยบอกชูร์เชียนแม้จะไม่แน่ใจว่าอีกฝ่ายหมดสติไปรึยังก็ตาม

“...เสียงนั่น...”

“ฮืม?”

“...หลี่หวังหมิ่น?” น้ำเสียงแหบพร่าของชูร์เชียนเต็มไปด้วยความอ่อนล้า

“ใช่...ข้าเอง” พอได้ยินการยืนยันจากผมมือที่ถือดาบก็คลายออก ดาบเล่มนั้นล่วงลงสู่พื้นในจังหวะเดียวกับมือข้างนั้นทิ้งลงข้างลำตัว

“ชูร์เชียน” ผมก้าวเข้าไปพยุ่งร่างนั้นไม่ให้ล้มลงไปกองบนพื้น

“...ทำไม...”

“อย่าเพิ่งพูดหรือถามอะไรเลย ข้าจะพาไปที่ปลอดภัยก่อน” ไม่แน่ว่าฝ่ายศัตรูอาจเรียกกำลังเสริมมา ดังนั้นไม่ควรจะอยู่บริเวณนี้ให้ตกเป็นเป้า

“อื้อ” เสียงครางตอบรับนั่นเหมือนสติของชูร์เชียนใกล้จะดับลง

ผมไม่แน่ใจว่าชูร์เชียนหมดสติไปรึยังแต่เดาจากปฏิกิริยาก็รู้ว่าสติที่มีคงเหลือน้อยเต็มที ใจจริงผมอยากอุ้มเขากลับบ้านแต่ด้วยขนาดตัวใกล้เคียงกันการจะอุ้มผู้ชายสักคนไม่ใช่เรื่องง่ายเลยเปลี่ยนเป็นแบกขึ้นหลังแทน

“กอดคอข้าไว้ ได้ยินรึเปล่า” ผมกลัวว่าระหว่างเดินจะทำอีกฝ่ายตกเพราะผมพยุงไว้แค่ส่วนสะโพกเท่านั้น ขืนขยับไม่ดีอาจล่วงจากหลังไปได้

“อื้อ” อีกฝ่ายขาดรับก่อนจะค่อยๆ ใช้แขนทั้งสองข้างโอบคอผมทีละน้อย ทั้งที่แค่กอดคอหลวมๆ ก็พอแต่ชูร์เชียนกับกระชับวงแขนแน่นขึ้นใบหน้าเองก็ซุกลงมาเป่าลมหายใจร้อนๆ รดต้นคอทำเอาผมต้องเม้มปากแน่น ข่มอารมณ์ที่เกิดขึ้นอย่างกระทันหันก้าวยาวๆ รีบกลับไปยังบ้านหลังน้อย

รอบกายยังคงปกคลุมด้วยความมืด ยังดีได้แสงจากดวงจันทร์ช่วยเลยกลับมาถึงบ้านได้อย่างปลอดภัย ก่อนจะออกไปผมไม่ได้เก็บฟูกจึงพาชูร์เชียนไปนอนพักก่อนทว่าอีกฝ่ายกลับไม่ยอมปล่อยวงแขนที่โอบรัดรอบลำคอผม ส่วนขาวางราบอยู่บนพื้นแต่ท่อนบนกลับเกาะผมไม่ปล่อย

“ชูร์เชียน...ปล่อย” ระหว่างพูดผมใช้มือตัวเองแกะมือที่เหนียวยิ่งกว่าตีนตุ๊กแกออกอย่างยากลำบาก แยกออกจากกันได้เพียงชั่วครู่ก็กลับมารัดแน่นอีก

“...อื้อ”

“ชูร์เชียน?” เหมือนอีกฝ่ายจะเข้าใจแต่สุดท้ายก็ไม่ยอมปล่อยมือจากคอผม

สถานการณ์ลำบากแล้วสิ

จะทำยังไงต่อไปดี

จะให้แกะมืออยู่ทั้งคืนก็ไม่ได้อีก

หรือจะให้นั่งอยู่แบบนี้ทั้งคืนก็ไม่ไหว

ผมไม่รู้ว่าชูร์เชียนบาดเจ็บสาหัสแค่ไหนถ้าเป็นไปได้ก็อยากตรวจดูและทำแผลให้แต่ดูจากรูปการณ์อย่าว่าแต่ตรวจแผลเลยแค่จะหันไปมองยังลำบาก

ทางเลือกเดียวที่ข้าท่าที่สุดในตอนนี้คือนอนไปด้วยกันทั้งแบบนี้ อีกไม่กี่ชั่วโมงคงถึงเวลารุ่งสางแล้ว ไม่แน่ว่าระหว่างนั้นชูร์เชียนอาจคลายแขนที่โอบรัดออกไปเอง ด้วยความที่คิดแบบนั้นผมจึงเอนตัวนอนด้านข้างฟูกเพื่อให้คนด้านหลังได้นอนอยู่บนฟูกส่วนตัวเองหนุนท่อนแขนอีกฝ่ายแล้วพยายามข่มตาหลับ

ตลอดหลายชั่วโมงผมนอนนิ่งไม่ขยับตัว พูดขยายความให้ถูกหน่อยคือขยับตัวไม่ได้ เฝ้ารอมาถึงช่วงเช้าในที่สุดวงแขนนั้นก็เริ่มคลาย ดวงตาสีน้ำตาลอ่อนของผมลืมขึ้นใช้มือตัวเองจับแขนชูร์เชียนแยกออกแล้วกระโจนออกจากอ้อมแขนนั้นในเสี้ยววินาทีราวกับอีกฝ่ายเป็นระเบิดเวลาที่กำลังนับถอยหลัง

“เฮ้อ...” เมื่อหลุดออกมาได้ผมถอนหายใจยาวสลับกับยืดกล้ามเนื้อที่เกร็งมาตลอดหลายชั่วโมง

สิ่งแรกที่ผมทำจากนั้นคือขยับเข้าไปใกล้ชูร์เชียนมองสำรวจสภาพภายนอกด้วยตาเปล่า เพียงแค่มองผมตัดสินใจที่จะเดินออกไปตักน้ำพร้อมหยิบผ้าขนหนูกับชุดทันที ทั้งตัวเต็มไปด้วยเลือดและรอยแผลต่อให้ไม่ได้ใส่ยาก็ต้องรีบทำความสะอาดและเปลี่ยนชุดให้

ชูร์เชียนหลับสนิทมากไม่ว่าจะถูกผมถอดชุดหรือเช็ดตัวก็ไม่มีทีท่าว่าจะตื่น ผิวขาวๆ ภายในเสื้อผ้าบัดนนี้เต็มไปด้วยรอยถลอก บาดแผลใหญ่สุดคงเป็นรอยดาบบริเวณไหล่ที่ค่อนข้างลึก ส่วนศีรษะคงโดนกระแทกถึงได้มีเลือดไหลแต่ดูแล้วไม่ได้เป็นแผลใหญ่

ผมไล่เช็ดทำความสะอาดรอยเลือดตั้งแต่หัวลงมาจนถึงช่วงล่าง บริเวณข้อเท้ามีรอยเลือดอยู่ผมจึงใช้ผ้าชุบน้ำเช็ดแต่เมื่อเช็ดเสร็จกลับเห็นเป็นสีม่วงคล้ำแทน แถมยังบวมมากด้วย

ข้อเท้าพลิก?

คงเกิดอุบัติเหตุตอนกำลังต่อสู้ปะทะกัน ดีแค่ไหนแล้วที่สามารถต้านศัตรูไว้ได้ในสภาพร่อแร่แบบนี้

เช็ดตัวเสร็จผมเปลี่ยนชุดให้ชูร์เชียนใส่ชุดของผมไปก่อน จับเขานอนลงดีๆ ก่อนจะยกถังน้ำฟุ้งกลิ่นคาวเลือดกับผ้าขนหนูสีโทนเดียวกันออกไปจัดการด้านนอก

ใช้ชีวิตอยู่ในยุคนี้มาประมาณหนึ่งปีรวมช่วงที่อาศัยอยู่ในวังหลวงผมได้รู้จักสมุนไพรสำหรับรักษาหลายชนิด บนภูเขาเองมีสมุนไพรขึ้นอยู่ผมอาศัยช่วงที่เห็นว่าอีกฝ่ายคงจะหลับยาวรีบขึ้นไปเก็บสมุนไพรหลายชนิดมาบดเตรียมทำเป็นยาอยู่ด้านนอกตัวบ้าน

สาเหตุที่ไม่เข้าไปทำข้างในเพราะกลัวจะส่งเสียงดังรบกวนการพักผ่อน อีกอย่างคือกลิ่นฉุนๆ ของยาอาจปลุกคนให้ตื่นจากการหลับใหลได้

เมื่อบดยาเสร็จผมกลับเข้ามาด้านในอีกครั้งซึ่งเป็นจังหวะเดียวกับที่คนบนฟูกเริ่มขยับตัว ใบหน้าขาวนวลเต็มไปด้วยเม็ดเหงื่อผุดสะบัดไปมาคล้ายกำลังฝันร้าย พอลองเอามือสัมผัสหน้าผากก็พบว่าอุณหภูมิสูงเกินกว่าจะเรียกได้ว่าเป็นปกติ

ชูร์เชียนตัวร้อนมาก

ผมรีบลุกไปนำน้ำกับผ้ามาเช็ดตัวสลับกับใส่ยาพันแผลให้ สมุนไพรสำหรับห้ามเลือดผมค่อนข้างคุ้นชินต่างจากอาการบาดเจ็บบริเวณข้อเท้าที่ผมไม่แน่ใจว่าสมุนไพรที่ผสมมาสามารถรักษาได้ไหม สมุนไพรเหล่านี้ช่วยแก้ปวดเป็นส่วนใหญ่แต่จะรักษาข้อเท้าได้รึเปล่าผมไม่แน่ใจ

จะให้เดินเข้าไปในเมืองเพื่อซื้อยาก็กังวลไม่อยากทิ้งชูร์เชียนให้อยู่ตามลำพัง

“อื้อ~...” เสียงครางจากคนที่หลับสนิทดังขึ้นพร้อมกับใบหน้าชื้นเหงื่อส่ายไปมาอย่างทรมานด้วยฤทธิ์ไข้

“ไม่เป็นไร อย่าส่ายหน้าสิเดี๋ยวปวดหัวหรอก” ผมวางผ้าชุบน้ำบนหน้าผากนั้นระหว่างพูด

“...หนาว...”

“ห่มผ้าอีกสักชั้นละกัน” ได้ยินแบบนั้นผมลุกไปหยิบผ้าห่มมาห่มทับให้อีกผืน ผมซื้อผ้าห่มมาหลายผืนเผื่อในช่วงฤดูหนาวแค่ผิงไฟจะเอาไม่อยู่

“อื้อ...ร้อน...” พึมพำเสร็จก็ปัดผ้าห่มบนตัวทิ้ง

“...” ผมมองชูร์เชียนที่บ่นงึมงำทั้งร้อนทั้งหนาวสลับกันไม่หยุด

เวลาป่วยก็แบบนี้ ร่างการจะรู้สึกร้อนๆ หนาวๆ

ในเมื่อห่มสองผืนร้อนไปผมจึงห่มให้ชูร์เชียนแค่ผืนเดียว แต่แค่ผืนเดียวชูร์เชียนก็จะเอ่ยออกมาว่าหนาว ด้วยความที่ไม่รู้จะยังไงผมเลยเลิกสนใจเรื่องผ้าห่มขยับตัวเข้าไปใกล้ใช้ผ้าชุบน้ำซับเหงื่อตามพวงแก้มและลำคอเพื่อคลายความร้อนภายในร่างให้ได้มากที่สุด

ชูร์เชียนนอนหงายอยู่ดีๆ ก็พลิกตัวตะแคงข้าง แขนข้างหนึ่งปัดป่ายไปทั่วพอแตะโดนเอวผมมือข้างนั้นก็คว้าหมับตามมาด้วยการขยับตัวเข้ามาซุกอยู่แถวเอวผม

“...อุ่นจัง” ชูร์เชียนพึมพำด้วยสีหน้าที่ผ่อนคลายขึ้น ใบหน้านั้นทำเอาผมไม่กล้าแกะมืออีกฝ่ายออกได้แต่ปล่อยให้กอดรัดได้ตามใจ

“หลับซะ” ผมเอื้อมมือไปลูบเส้นผมสีดำยาวอย่างลืมตัว

ชูร์เชียนที่ขยับตัวพลิกไปมาบ่นงึมงำร้อนหนาวไม่หยุดจนถึงเมื่อครู่บัดนนี้กลับสงบลงมาก ไม่เพียงแค่ไม่มีเสียงพึมพำแต่ลมหายใจยังสม่ำเสมอเหมือนคนกำลังหลับสนิท

หรือว่าจะเป็นคนติดหมอนข้าง?

ผมตั้งข้อสังเกตนั้นในใจขณะก้มมองใบหน้ายามหลับของชูร์เชียนเป็นครั้งแรก ปกติจะเจอกันเฉพาะตอนตื่นแถมระยะเองก็ไม่ได้ใกล้ถึงขนาดแตะเนื้อต้องตัวกัน ไม่ปฏิเสธหรอกนะว่าตัวผมในตอนนี้กำลังหวั่นไหว

ที่ผมหวั่นไหวไม่ใช่แค่เพราะรูปลักษณ์ที่ดึงดูดเท่านั้นทั้งนิสัย คำพูดรวมไปถึงตัวตนของชูร์เชียนที่แสดงออกมาทำให้ผมอยากปกป้องและอยู่เคียงข้าง

“ฝันดีชูร์เชียน”

ตลอดหลายชั่วโมงผมถูกชูร์เชียนกอดรัดไม่ยอมปล่อยทำให้ไม่สามารถลุกไปทำอาหารหาอะไรกินได้ทั้งที่หิวมาตั้งแต่เมื่อคืน

ก่อนจะทำแผลให้น่าจะหาอะไรกินให้เรียบร้อย

คิดได้ตอนนี้เหมือนจะสายไปแล้ว เสียงท้องร้องดังขึ้นเป็นระลอกประท้วงขออาหาร จะว่าไปก็ควรปลุกชูร์เชียนขึ้นมากินอะไรหน่อยค่อยพักผ่อนต่อแต่ถึงจะปลุกตอนนี้ก็ไม่มีอาหารให้กินหรอก

“ปล่อยก่อนได้ไหม” ผมใช้มือแตะเบาๆ บริเวณหัวไหล่ของชูร์เชียนแทนการเรียก

“...อื้อ” เสียงครางแผ่วเบาดังขึ้นก่อนจะขยับหน้าเข้ามาแนบชิดกว่าเดิม

“หิวรึยัง ปล่อยก่อนข้าจะไปทำอะไรมาให้” ความจริงก็ไม่เข้าใจตัวเองว่าจะพูดทำไมเพราะอีกฝ่ายที่กำลังหลับคงไม่เข้าใจอยู่แล้ว

“อื้อ...” เสียงเดิมดังขึ้นอีกครา ครั้งนี้ต่างจากครั้งก่อนมือที่รัดแน่นเริ่มคลายออกทีน้อยเปิดโอกาสให้ผมขยับตัวออกมาได้สำเร็จ

ผมจัดการขยับร่างนั้นให้นอนดีๆ ก่อนจะเดินไปทางหลังบ้านซึ่งมีห้องครัวขนาดเล็กอยู่ ยุคสมัยนี้การทำอาหารไม่ใช่เรื่องง่ายเหมือนในยุคปัจจุบันโดยเฉพาะการหุงข้าว จำได้ว่าสองสามวันแรกผมทำข้าวไหม้ไปเกือบครึ่งยังดีที่ผมมีทักษะเข้าครัวติดตัวมาตั้งแต่เด็กจึงสามารถเรียนรู้ได้ในไม่กี่วัน

อาหารที่ผมจะทำเป็นอาหารคนป่วยง่ายๆ อย่างข้าวต้มใส่เนื้อไก่ฉีกกับไข่โรยด้วยขิง ทำกินเองหนึ่งชามและตักเตรียมไปให้ชูร์เชียนอีกหนึ่งชาม

เมื่อกลับเข้ามาในบ้านคนที่หลับสนิทก็เริ่มรู้สึกตัว ดวงตาสีดำขลับปรือขึ้นกระพริบติดกันหลายครั้งก่อนจะค่อยๆ หันซ้ายขวาเพื่อสำรวจรอบกาย

“กิน...เอ่อ...เสวยข้าวต้มหน่อยไหมพ่ะย่ะค่ะ” ผมเปลี่ยนคำพูดในการสนทนาขณะเดินไปนั่งข้างฟูก

“...เจ้า...เป็นใคร...เสียงคล้ายหลี่หวังหมิ่น” ชูร์เชียนหันข้างมามองผมเต็มๆ ตา ดวงตานั้นหรี่ลงเหมือนกำลังระวังตัว

เสียงไม่คล้ายก็แย่ละก็ผมคือหลี่หวังหมิ่นนี่นา

“กระหม่อมคือหลี่หวังหมิ่น” ไม่แปลกที่ชูร์เชียนจะมีท่าทีระแวดระวังเพราะล่าสุดที่เจอกันแก้มสองข้างของผมนั้นยังเต็มไปด้วยก้อนกลุ่มของไขมันอยู่เลย ขนาดตัวเองก็อ้วนใหญ่ต่างจากตอนนี้ที่ผอมลงเหมือนคนปกติแถมยังมีกล้ามเนื้อไม่น้อย

“...หลี่หวังหมิ่น?” คิ้วทั้งสองข้างของชูร์เชียนขมวดเข้าหากันทันควัน สายตาที่ไล่มองมาตั้งแต่หัวจรดเท้าคล้ายจะไม่อยากเชื่อ

“พ่ะย่ะค่ะ” ผมพยักหน้าส่งไปให้ เมื่อคืนอีกฝ่ายคงไม่ได้มองเห็นผมชัดอาศัยการฟังเสียงเพียงอย่างเดียวจึงไม่รู้ถึงการเปลี่ยนแปลงนี้

“กลายเป็นคนปกติแล้ว”

“...” คำพูดนั่นเหมือนจะบอกว่าก่อนหน้านี้ผมไม่ปกติงั้นแหละ

ก็จริงอยู่ว่าก่อนหน้านี้เอาจจะอ้วนเกินปกติสักหน่อยแต่ในโลกนี้ใช่ว่าจะไม่มีคนอ้วนนี่อย่างพวกขุนนางหรือคนมีเงินก็หุ่นแนวเดียวกันทั้งนั้น

“เมื่อคืนเจ้าช่วยข้าหรือ” ชูร์เชียนเห็นผมเงียบถึงได้ถามต่อ

“พ่ะย่ะค่ะ บ้านของกระหม่อมอยู่ใกล้ภูเขาบังเอิญได้ยินเสียงแปลกๆ เลยขึ้นไปดูและได้เจอกับพระองค์" ผมอธิบาย

"ข้าจำได้ว่ามีศัตรูอยู่ไม่น้อยเจ้าสามารถจัดการได้หมดเลยงั้นหรือ”

“ถือเป็นโชคดีของกระหม่อมที่จัดการได้” ถึงผมจะไม่ถึงกับอ่อนแอแต่ก็ไม่ได้แข็งที่สุดการปะทะกับคู่ต่อสู้ถึงสิบคนไม่ใช่เรื่องง่าย

“ยิ่งรู้จักเจ้ามากเท่าไรก็ยิ่งมีแต่เรื่องให้ชวนสงสัย”

“อย่าทรงคิดมากเลย เสวยข้าวต้มนะพ่ะย่ะค่ะ” ผมวางชามข้าวต้มลงด้านข้างก่อนจะเข้าไปช่วยพยุงชูร์เชียนให้ลุกขึ้นนั่ง

“เลิกพูด”

“พ่ะย่ะค่ะ กระหม่อมจะอยู่เงียบๆ” นี่ผมเผลอพูดมากไปสินะ

“ข้าหมายถึงเลิกพูดกระหม่อมหรือพ่ะย่ะค่ะได้แล้ว” ชูร์เชียนรีบพูดต่อเมื่อเห็นว่าผมเข้าใจไปคนละทาง

“...แล้วจะให้พูดอย่างไร” คำว่ากระหม่อมเป็นคำที่ใช้เรียกแทนตัวเองต่อผู้ที่มีสายเลือดมังกร คำห้อยท้ายอย่างพ่ะย่ะค่ะเองก็เช่นกัน

หากให้เลิกพูดแล้วจะให้ใช้คำอะไรมาแทน

“พูดปกติ”

“แต่พระองค์เป็นกษัตริย์” ถึงผมมักจะพูดผิดบ่อยๆ แต่ใช่ว่าจะไม่รู้ถึงความเหมาะสม

จะได้พูดปกติกับผู้กุมอำนาจสูงสุดได้อย่างไร

“พูดปกติกับข้า” น้ำเสียงที่ใช้แสดงอำนาจเต็มเปี่ยม สร้างความกดดันให้ไม่น้อย ยิ่งถูกดวงตาสีดำขลับประสานมาผมยิ่งไม่อาจเอ่ยปฏิเสธได้

“ชูร์เชียน” ผมเรียกชื่ออีกฝ่ายไปตรงๆ

“อืม เจ้าทำแผลให้ข้าด้วย?” ชูร์เชียนเหมือนจะพอใจกับคำเรียกไม่น้อย บรรยากาศกดดันหายไปอย่างสิ้นเชิง

“ใช่ มีแผลใหญ่บริเวณไหล่ข้าห้ามเลือดให้แล้ว อีกที่คือข้อเท้าดูแล้วไม่ถึงกับหักในระหว่างนี้ให้อยู่เฉยๆ จนกว่าจะหาย” พอไม่ต้องด้วยคำที่ไม่ชินผมจึงสามารถพูดได้ลื่นไหล

“ได้ เพิ่งรู้ว่าเจ้าเชี่ยวชาญด้านการแพทย์ด้วย” ชูร์เชียนยกมือขึ้นแตะบริเวณผ้าพันแผลซึ่งถูกพันอย่างเป็นระเบียบเรียบร้อย

“การใช้ชีวิตตามลำพังจำเป็นต้องรู้เรื่องพวกนี้ไว้บ้าง” อยู่คนเดียวเวลาเกิดเรื่องอะไรขึ้นจะส่งเสียงเรียกให้ใครช่วยคงไม่ได้อย่างน้อยที่สุดต้องห้ามเลือดกับพันแผลให้เป็น ตอนเป็นตำรวจผมก็บาดเจ็บบ่อยๆ ถ้าไม่สาหัสถึงต้องไปโรงพยาบาลผมก็มักจะกลับมาทำแผลที่บ้านเองมากกว่า

“เจ้าพูดเหมือนอยู่คนเดียวมาทั้งชีวิตทั้งที่ก่อนหน้านี้เจ้ายังผลานเงินของตระกูลอยู่เลย”

“ข้าก็ต้องเรียนรู้ที่จะเติบโตบ้าง” ชีวิตของหลี่หวังหมิ่นเมื่อปีที่แล้วเป็นอย่างไรผมไม่รู้แต่ถ้าให้เดาคงสุขสบายไม่น้อย

“ก็จริง ข้าหิวแล้ว” ชูร์เชียนเปลี่ยนเรื่องพลางเบนสายตาไปยังชามข้าวต้มด้านข้าง

“กินเองได้ไหม หรือจะให้ข้าป้อน?” ผมถามหยั่งเชิงขณะยกชามข้าวต้มขึ้น บาดแผลบริเวณไหล่ขวาอาจส่งผลให้ไม่สามารถตักอาหารกินเองได้แต่ถ้าเปลี่ยนไปใช้มือซ้ายก็ว่าไปอย่าง

“เจ้าจะป้อนข้า?” อีกฝ่ายไม่ตอบแต่ถามกลับมาแทน

“ถ้าท่านกินเองไม่ไหวข้าจะป้อน” การเปลี่ยนมาใช้คำพูดอย่างท่านกับข้านั้นสำหรับผมต้องใช้เวลาค่อนข้างมากกว่าจะชินได้ หากเป็นปกติควรจะใช้คำว่าเจ้าแต่พอคิดว่าแทนคำว่าเจ้ากับชายที่ได้ชื่อว่าเป็นจักรพรรดิแบบนี้ทำเอาภาพตอนอยู่ในคุกฉายซ้ำขึ้นมาในหัวอีกระลอกหนึ่งผมจึงเปลี่ยนมาใช้คำว่าท่านแทน

“ป้อนก็ดี ข้าไม่อยากขยับตัว เจ็บไปหมด” ชูร์เชียนพยักหน้าหงึกหงักตกลงให้ผมป้อน

เมื่อเป็นเช่นนั้นผมไม่รอช้าถือชามข้าวต้มด้วยมือซ้ายแล้วใช้มือขวาตักข้าวต้มกับขิงซอยส่งไปให้ปากของชูร์เชียนทว่าอีกฝ่ายกลับทำเพียงมองของในช้อนนิ่งๆ ไม่อ้าปากรับ

“มีอะไรรึเปล่า” ผมถามเมื่อเห็นท่าทีที่ผิดสังเกต

“ข้า...ไม่ชอบกินขิง”

“...คิก” ว่าจะไม่หัวเราะแล้วนะแต่คำตอบที่ได้ยินทำเอาผมทนไม่ไหวหลุดขำออกไป

“ใช่เรื่องน่าขำหรือ เอาเนื้อไก่มา ข้าไม่กินขิง” พวงแก้วขาวๆ ของชูร์เชียนขึ้นสีแดงระเรื่อคล้ายจะอับอายไม่น้อย

“ขิงมีสรรพคุณทางยามากมาย ต่อให้ไม่ชอบก็ควรกินสักหน่อย...สามคำก็ยังดี”

“เจ้ากล้าบังคับกษัตริย์อย่างข้า?”

“มิบังอาจเพียงแค่เป็นห่วงเท่านั้น” พืชผักแต่ละชนิดมีสรรพคุณในตัวของมันเอง ผมเองก็ใช่ว่าจะชอบกินทุกอย่างแต่ก็ไม่คิดจะเลือกกิน

“...สองคำพอ” นิ่งไปสักพักชูร์เชียนก็กลั้นใจตอบมา

“ได้ สองคำ” ผมพยักหน้าตกลง

ก็ยังดีกว่าไม่กินเลยละกัน

“อย่าตักขิงเยอะนักสิ แค่สองเส้นก็พอ นั่นเกินแล้ว เจ้าจงใจใช่ไหมหลี่หวังหมิ่น” ชูร์เชียนทำหน้าพะอืดพะอมเมื่อถูกผมป้อมข้าวต้มอันเต็มไปด้วยขิงซอยสองคำใหญ่ ถึงปากจะบ่นไม่หยุดแต่สุดท้ายก็ยอมอ้าปากรับข้าวต้มเข้าไปหลายต่อหลายคำ แน่นอนว่าผมไม่ได้ตักแต่ขิงให้สองคำติดทยอยป้อนโดยเว้นช่วงสักพัก

“เกิดอะไรขึ้นหรือถึงได้ถูกจ้องเร่งงานเช่นนั้น” ผมเปิดบทสนทนาเอ่ยถามถึงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเมื่อคืน

“ข้าก็อยากรู้เหมือนกัน ตั้งแต่จัดการกับเป่าเซาเหลียวได้ก็ไม่มีเรื่องอะไรเกิดขึ้นอีกจนข้าเกือบจะวางใจแล้วไม่คิดว่าขากลับจากเมืองเป่ยเซาจะถูกลอบโจมตีจนเกือบเอาชีวิตไม่รอด” ชูร์เชียนเล่าเหตุการณ์ด้วยน้ำเสียงไม่สบอารมณ์นัก

“พวกนั้นคงวางแผนเอาไว้แล้วว่าจะลอบโจมตีตอนผ่านเส้นทางภูเขาที่เต็มไปด้วยจุดอับสายตา” หากเป็นผมก็คงเลือกบริเวณนั้นเช่นนั้น ได้ชื่อว่าเป็นภูเขาย่อมเต็มไปด้วยป่าไม้เหมาะแก่การดักซุ่มและโจมตีโดยไม่ทันให้เป้าหมายได้ไหวตัวทันแต่นั่นต้องหมายถึงรู้เส้นทางในการเดินทางของเป้าหมายเป็นอย่างดี

“คงงั้น องครักษ์ที่ตามมาก็ถูกจัดการโดยไม่ทันตั้งตัวจนเหลือข้าเพียงคนเดียว ยังดีที่ได้เจ้ามาช่วย”

“นี่อาจเป็นลิขิตสรรค์” ผมอมยิ้มน้อยๆ ระหว่างพูด

ลองคิดดูว่าโอกาสที่ผมจะลุกขึ้นออกมานอกบ้านในช่วงดึกดื่นนั้นมีไม่มากแต่เพราะเมื่อคืนผมดันรู้สึกหิวขึ้นมาพอดีทำให้ได้ยินเสียงของดาบที่ปะทะกันและเกิดความสงสัยจนมุ่งหน้าไปยังภูเขาก่อนจะได้เจอกับชูร์เชียนที่ตกอยู่ในสถานการณ์เสี่ยงเป็นเสี่ยงตาย

ถ้าผมไม่ได้ไปที่นั่นชูร์เชียนคง...

“...ลิขิตสวรรค์หรือ...นั่นสินะ” ชูร์เชียนเองก็เหมือนจะเข้าใจถึงความบังเอิญที่ใกล้เคียงกับคำว่าชะตาลิขิตนี้

“เรื่องนี้ต้องเป็นฝีมือของคนใน” ผมกลับมาพูดเรื่องคนร้าย

เส้นทางที่ชูร์เชียนให้ใช้หากไม่ใช่คนวงในคงไม่มีทางรู้นั่นหมายถึงสามารถจำกัดขอบเขตของผู้อยู่เบื้องหลังได้ว่าต้องเป็นคนในอย่างแน่นอน

“ข้าก็คิดเช่นนั้น แต่ถึงจะระบุได้ว่าเป็นคนในก็ไม่ง่ายในการสืบสวนเพราะไม่แน่ว่าฝ่ายนั้นอาจมาแอบสืบข้อมูลอีกทีก็เป็นได้” ชูร์เชียนตั้งข้อสังเกต

“ในเมื่อครั้งนี้พลาดต้องมีครั้งหน้าแน่ แต่กว่าจะรู้ว่าพลาดคงใช้เวลาไม่น้อย” ความหมายของผมคือหากไม่มีใครสักคนไปส่งข่าวกว่าจะรู้เรื่องที่ชูร์เชียนยังมีชีวิตอยู่คงต้องใช้เวลาสักพัก อย่างน้อยสุดก็น่าจะหลายวันเพราะผมจัดการทุกคนไปหมดแล้ว

“อืม เอาเนื้อไก่มาอีก” อีกฝ่ายดูจะไม่ค่อยสนใจเรื่องรั้นเท่าไรเลื่อนสายตามามองเนื้อไก่ชิ้นใหญ่ในชามซึ่งเหลืออยู่ชิ้นสุดท้าย

“ถ้ายังไม่อิ่มข้าจะไปทำเพิ่มให้” ผมตักเนื้อไก่ชิ้นนั้นส่งให้

“อิ่มกำลังดี เจ้าทำอาหารเก่งทีเดียว”

“คงเพราะฝึกมานาน” รอยยิ้มที่พยายามสะกดกลั้นไว้เหมือนจะปรากฏขึ้น

ได้รับคำชมแบบนี้รู้สึกอยากลุกไปทำอาหารมาอีกสักจาน ผมอยู่คนเดียวมาตลอดเวลาทำอาหารก็มักจะทำให้แต่ตัวเองไม่เคยทำให้คนอื่นชิมจึงไม่รู้ว่ารสที่ตัวเองว่าอร่อยคนอื่นจะอร่อยด้วยรึเปล่า

ยิ่งได้รับคำชมจากผู้ที่ได้ลิ้มรสชาติของอาหารรสเลิศอยู่เป็นนิจผมยิ่งดีใจ

“...เจ้ายิ้ม?” ดวงตาสีดำขลับคู่งามจับจ้องมายังริมฝีปากผมที่ยกขึ้น

“...” สายตานั่นทำเอาผมรีบหุบยิ้มทันควัน

“หุบยิ้มทำไมเล่า ยิ้มอีกสิ”

“จากนี้คิดจะทำอย่างไร” ผมตัดสินใจเปลี่ยนเรื่องคุย

ให้ยิ้มอีกตอนนี้ใครจะทำได้กัน

“คิดจะเปลี่ยนเรื่องหรือ ไม่ง่ายหรอกนะหลี่หวังหมิ่น” ชูร์เชียนหรี่ตาลงขยับใบหน้าเข้ามาใกล้ขึ้น

“...ข้าเปล่า”

“ยิ้มให้ข้าดูก่อนแล้วค่อยคุยเรื่องอื่น” คำพูดและน้ำเสียงที่ได้ยินแฝงไปด้วยความดึงดันและไม่ยอมใครตามประสาของคนที่ถูกเลี้ยงมาดั่งเจ้าชาย

“ข้าไม่อยากยิ้มนี่” ผมตอบกลับไปตามตรง

“แล้วต้องทำอย่างไรเจ้าถึงจะอยากยิ้ม”

“เรื่องนั้น...”

“ให้ข้าชมเจ้าอีกดีไหมหลี่หวังหมิ่น” ชูร์เชียนพูดด้วยน้ำเสียงคล้ายจะรู้ทัน

“ไม่ต้อง...”

“เจ้าทำอาหารอร่อยมาก เป็นรสที่ข้าชอบพอดีทำให้อยากกินเรื่อยๆ ทั้งวัน” คนตรงหน้าไม่รอฟังผมพูดจบประโยคเอ่ยแทรกต่อทันควัน ชูร์เชียนไม่ใช่แค่พูดชมไปอย่างนั้นแต่ผมสัมผัสได้ถึงความจริงใจผ่านน้ำเสียงซึ่งนั่นก็มากพอให้ความดีใจล้นปรี่ขึ้นมา

“...ขี้โกงเกินไปแล้ว” แม้ผมจะเม้มริมฝีปากแน่แต่ก็ไม่อาจปกปิดรอยยิ้มมุมปากได้ ยามรอยยิ้มผมปรากฏสายตาของชูร์เชียนจ้องมองมาพร้อมกับรอยยิ้มที่ทำเอาหัวใจผมสั่นไหว

เป็นรอยยิ้มที่งดงามและตราตรึงเกินไปแล้วชางชูร์เชียน

“โกงที่ใด เมื่อครู่เจ้าถามอะไรนะจากนี้ข้าจะทำอย่างไร?” อีกฝ่ายย้อนถามหลังได้รับสิ่งที่ตนเองต้องการแล้ว

“อืม...จะให้ข้าเข้าเมืองไปบอกคนในวังหลวงรึเปล่า” ด้วยสภาพร่างกายของชูร์เชียนในตอนนี้ไม่สามารถเดินเหินได้สะดวกกว่าจะไปถึงวังหลวงอาการอาจทรุดลงได้ ทางที่ดีคือให้ผมไปติดต่อคนในวังหลวงให้นำรถม้ามารับชูร์เชียนกลับตำหนัก

“เจ้าคิดว่าพวกเขาจะเชื่อคำพูดปากเปล่าของเจ้าอย่างนั้นหรือ แค่จะผ่านประตูราชวังเข้าไปยังไม่รู้จะได้รึเปล่าเลย” สิ่งที่ชูร์เชียนพูดก็ไม่ผิด

ถ้าไม่มีหลักฐานเป็นชิ้นเป็นอันคงไม่มีใครเชื่อ

“เช่นนั้นก็เขียนหลักฐานให้ข้าไม่ก็ขอยืมหยกพกประจำตัว...”

“พอเจ้ายื่นให้ก็จะถูกทหารจับตัวไปขังคุกข้อหาขโมยทรัพสินย์ของจักรพรรดิ”

“อย่างน้อยขันทีเม่าจื่อก็คุ้นหน้าข้าสามารถบอกเขาได้...”

“ไม่ได้ ขนาดข้ายังจำเจ้าไม่ได้คิดหรือว่าคนอื่นจะจำได้ว่าเจ้าคือเจ้าอ้วนหลี่หวังหมิ่นน่ะ” ชูร์เชียนพูดแทรกแทบทุกประโยคที่ผมเสนอทางออก

“แล้วมีทางเลือกอื่นที่ดีกว่านี้หรือ” ผมว่าตัวเองเสนอทางเลือกที่คิดว่าเป็นไปได้มากที่สุดออกไปแล้วนะ

“มีสิ”

“อย่างไร”

“ข้าจะพักอยู่ที่นี่จนกว่าขาจะหายแล้วค่อยกลับวังหลวง ถึงตอนนั้นคงไม่ต้องหาหลักฐานอะไรมายืนยันแค่เห็นหน้าข้าทหารเฝ้าประตูก็รีบเปิดทางให้แล้ว” ชูร์เชียนพูดความคิดนั้นออกมาด้วยใบหน้าเหมือนตัดสินใจเรื่องนี้ไว้ตั้งแต่แรกโดยไม่ถามเจ้าของบ้านอย่างผมสักคำ

“กว่าขาจะหายต้องใช้เวลาอย่างน้อยๆ เป็นอาทิตย์ หากไม่มีข่าวคร่าวของท่าน วังหลวง...ไม่สิ...ทั้งแคว้นได้กระสับกระส่ายแน่” นี่ไม่ใช่เรื่องเล็กๆ ที่อยากจะหายตัวไปสักระยะก็ทำได้ด้วยฐานะของชูร์เชียนการหายตัวไปเพียงวันเดียวก็มากพอให้คนในวังหลวงส่งทหารออกตามหาแล้ว

“แค่ชั่วคราวไม่เป็นไรหรอก”

“ย่อมเป็นแน่” ผมค้านสุดใจ

“เจ้ากลัวข้าแย่งฟูกนอนเจ้าหรือ ข้าให้เงินเจ้าไปซื้อฟูกมาอีกอันก็ได้” ชูร์เชียนเบี่ยงเบนประเด็น

“ชูร์เชียน” เขารู้อยู่แล้วว่าผมกังวลเรื่องอะไรอยู่

“ให้กระสับกระส่ายบ้างก็ดี ทุกวันนี้เอาแต่ทำหน้าง่วงหนาวหาวนอนกันทั้งวัน” อีกฝ่ายพูดเสริมอีกประโยค ดูท่าแล้วนี่คงเป็นจุดประสงค์หลักที่ยืนยันจะไม่กลับ

เมื่อบ้านเมืองสงบสุขเกินไปจะทำให้เกิดความเอื่อยเฉื่อยได้ง่ายดังนั้นจึงจำต้องมีสิ่งกระตุ้นหรือปลุกเร้าให้เหล่าขุนนางรวมไปถึงทหารตื่นตัวขึ้น เพียงแต่แค่กระตุ้นจำเป็นที่จะต้องใช้วิธีเช่นนี้งั้นหรือ

ไม่อยากคิดเลยว่าวังหลวงจะปั่นป่วนกับการหายตัวไปขององค์จักรพรรดิชูร์เชียนมากเพียงใด

“ข้าสามารถเสนอทางอื่นได้รึเปล่า” ผมลองถามแม้จะพอเดาตอนจบได้

“เสนอได้แต่ข้าจะทำเพียงรับฟังเท่านั้น” คำพูดนั้นไม่ต่างกับการบอกว่าได้ตัดสินใจที่จะอาศัยอยู่ที่นี่แล้ว ต่อให้ผมพูดอะไรต่อความคิดนั้นก็ไม่เปลี่ยน

“...นิสัยเด็กจริงๆ” ผมอดไม่ได้ที่จะพึมพำออกไป

“เจ้าพูดเหมือนตัวเองแก่กว่าข้าเป็นสิบปี” ชูร์เชียนพูดสวน

“ท่านอายุ?”

“ปีนี้ข้ายี่สิบห้า”

“ยังเด็กนัก” เด็กว่าผมถึงสิบปีเต็ม

“เจ้ายี่สิบสองส่วนข้ายี่สิบห้า หากจะเปรียบเทียบเจ้าเด็กกว่าข้าอีก” อีกฝ่ายได้ยินที่ผมพึมพำก็ทำหน้าตึงส่งสายตาขวางๆ มาให้

“ก็จริงที่ข้าเด็กกว่า” แต่ก็แค่ร่างกายภายนอกเท่านั้น

“ในเมื่อเจ้าเด็กกว่าก็ห้ามพูดว่าข้าเด็กอีก”

“...” ก็เด็กจริงๆ นี่

แม้ในใจผมจะตอบโต้แต่ภายนอกนั้นผมเลือกที่จะเงียบเพราะรู้ว่าพูดต่อไปก็เท่านั้น

“ในเมื่อไม่มีข้อเสนออื่นก็ตามนี้ ข้าจะอยู่ที่นี่จนกว่าจะหายดี” ชูร์เชียนสรุปด้วยใบหน้าพึงพอใจต่างกับผมที่ทำได้เพียงลอบถอนหายใจอยู่ภายในใจ

ไม่มีข้อเสนออะไร ผมเสนอไปไม่รู้เท่าไรแต่กลับถูกปัดออกหมด

เอาเถอะ แค่ดูแลจนกว่าจะหายคงไม่หนักหนาอะไร

อีกอย่างได้มีเวลาอยู่ร่วมกันอีกหน่อยก็นับเป็นเรื่องดีเพราะหลังจากไม่แน่ว่าสวรรค์จะลิขิตให้พวกเราได้มาเจอกันอีกรึเปล่า

.......................................................

จบไปอีกหนึ่งตอนนน

ตั้งแต่เริ่มเรื่องมาตอนนี้เป็นตอนที่หวังหมิ่นกับชูร์เชียนคุยกันมากที่สุด 555

จากนี้ทั้งคู่ก็จะคุยกันมากขึ้นเรื่อยๆ

หลายคนอาจมีคำถามว่าชูร์เชียนจะรู้เรื่องที่หวังหมิ่นไม่ใช่หวังหมิ่นคนเดิมรึเปล่า

คำตอบคือจะได้รู้ค่ะ

ส่วนให้เมะใครเคะนั้นเดาไม่อยาก หวังหมิ่นเคะ ชูร์เชียนเมะค่ะ

เป็นครั้งแรกที่แต่งให้เมะสวยกว่า ส่วนหวังหมิ่นเป็นคนหน้าตาธรรมดาออกบ้านๆ หาได้ทั่วไป

ทว่าหน้าตาบ้านๆ นี่แหละที่จะคว้าใจองค์จักรพรรดิไว้ได้

ไว้เจอกันใหม่ตอนหน้า

บ๊ายบายค่าา

nicedog

♫ ♪ ♪ ღ♫ ♪ ♪ ღ♫ ♪ ♪ ღ♫ ♪ ♪ ღ♫ ♪ ♪ ღ♫ ♪ ♪

ความคิดเห็น