ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

[บทที่ 20] ระยะทำใจ

ชื่อตอน : [บทที่ 20] ระยะทำใจ

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย รัก,โรแมนติค

คนเข้าชมทั้งหมด : 1.2k

ความคิดเห็น : 10

ปรับปรุงล่าสุด : 01 ก.ย. 2562 21:13 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
[บทที่ 20] ระยะทำใจ
แบบอักษร

 

บทที่ 20

 

 

ภายในห้องคอนโดสุดหรูชั้น79 อยู่ท่ามกลางความมืดสลัว มีเพียงแสงสว่างจากทางด้านนอกแทรกซึมเข้ามาเพียงรำไร ผ่านพ้นไปแต่ละค่ำคืนที่มีแต่ความเงียบเหงาและความอ้างว้างที่คอยเกาะกุมหัวใจ

ดวงตาคมแดงก่ำนัยน์ตาเอ่อคลอไปด้วยหยาดน้ำใส มีขวดแอลกแอลกอฮอล์วางระเกะระกะอยู่ข้างกายที่มีชายหนุ่มร่างสูงนั่งหมดสภาพอยู่พร้อมถือแก้วเหล้าในมือ

กลิ่นแอลกอฮอล์คละคลุ้งไปทั่วห้อง

เหตุการณ์วันวานยังคงฉายซ้ำวนเวียนเข้ามาในหัวแทบไม่หยุดหย่อน มันตอกย้ำหัวใจของเขาให้เจ็บปวดอย่างแสนสาหัส

...ไม่ต่างจากครั้งแรก!

 

ความรู้สึกอกหักและเสียใจกับเธอคนเดิม  

 

 

 

-

ตลอดระยะเวลาหนึ่งสัปดาห์ที่ผ่านมา ที่ไม่ได้เห็นหน้าและไม่ได้ยินเสียงจากเหวินอี้อีกเลย...เหมือนหัวใจดวงน้อยที่บอบช้ำกำลังซ่อมแซมตัวมันเองอย่างช้าๆ

เพ่ยอิงก้มมองนาฬิกาเรือนหรูบนข้อมือ ก่อนจะหยิบเอกสารที่วางอยู่บนโต๊ะใส่ในกระเป๋าเมื่อเลยเวลาเลิกงานมาพอสมควร ก่อนจะหันไปมองรอบๆห้องแล้วพบว่าในตอนนี้เหลือเพียงเธอคนเดียว

ทันทีที่กำลังจะก้าวเดิน เสียงเอ่ยทักจากชายหนุ่มที่คุ้นเคยก็ดังขึ้นจนต้องชะงักนิ่งลง

 

“หัวหน้า! จะกลับแล้วหรอ”

 

“นี่!จื่อโจว นายยังไม่กลับอีกหรอ” เธอพูดขึ้นขณะกวาดสายตามองไปรอบๆอีกครั้ง นึกประหลาดใจเล็กน้อยเมื่อเห็นร่างสูงของเด็กหนุ่มที่เดินตามออกมา

 

“ผมรอกลับพร้อมหัวหน้าไง” จื่อโจวกระตุกยิ้มพร้อมก้าวขาเข้ามาเคียงข้างเพ่ยอิงในทันที

 

“ทำไมต้องรอกลับพร้อมฉันด้วย”

 

“ก็วันนี้เรามีนัดกันไม่ใช่หรอ?”

 

“?” หญิงสาวขมวดคิ้วสวยเข้าหากัน “อ๋อ ได้สิ แล้วนายอยากกินอะไรล่ะ” เพ่ยอิงตอบกลับไปทันทีที่นึกขึ้นได้ เธอรับปากเขาเอาไว้ว่าวันสุดท้ายของสัปดาห์จะเลี้ยงข้าวตอบแทนที่เขาพาเธอไปส่งในวันนั้น และเพื่อเป็นการขอโทษที่ทำให้จื่อโจวบาดเจ็บซึ่งเธอเป็นต้นเหตุ

 

“แล้วแต่เจ้ามือเลยครับ ผมยังไงก็ได้อยู่แล้ว”เด็กหนุ่มยิ้มร่า พร้อมกับถือวิสาสะแย่งกระเป๋าเอกสารในมือของเพ่ยอิงมาถือเอาไว้แทน

 

“อยากดื่มแอลกอฮอล์หน่อยไหม ฉันอยากคลายเครียดน่ะ” เพ่ยอิงเลิกคิ้วถามเป็นเชิงบังคับ

 

“แล้วพี่แน่ใจหรอ ว่าขับรถกลับไหว” จื่อโจวตอบกลับพร้อมเปลี่ยนสรรพนามเรียกหญิงสาวในทันที

 

"..." หญิงสาวยกไหล่ทั้งสองขึ้นเป็นคำตอบ

 

เขากระตุกยิ้มอย่างเจ้าเล่ห์พลางส่ายศีรษะเบาๆขณะเดินตามเพ่ยอิงออกไป

 

“ก็ไปรถคันเดียวกันสิ ถ้าฉันเมานายก็ขับมาส่งเหมือนอย่างวันนั้นไง” ความสนิทสนมระหว่างเธอกับเด็กหนุ่มที่ค่อยๆเพิ่มมากขึ้น ทำให้เพ่ยอิงตอบสวนกลับไปแบบนั้น

 

“หึ แล้วถ้าผมเมาล่ะ? พี่จะเป็นคนไปส่งผมไหม?” เด็กหนุ่มแค่นเสียงหัวเราะให้กับคำพูดของเพ่ยอิง

 

“ถ้านายเมานะหรอ...!” เสียงสนทนาดังลั่นพลันหยุดลงทันทีที่ใบหน้าหวานปะทะเข้ากับชายหนุ่มอีกคนที่กำลังเดินสวนมาอย่างไม่ทันตั้งตัว หัวใจดวงน้อยกระตุกวูบก่อนมันจะเต้นระรัวจนแทบทะลุออกมานอกเบ้า

ดวงตาหวานหลบหนีอย่างไม่คิดกล้าสบตาเมื่อ “เหวินอี้” กำลังจะเดินสวนเธอไปในอีกไม่กี่วินาทีต่อมา

 

 

“ตึก ตึก ตึก!”

เพียงเสี้ยววินาทีที่เผลอไปสบตากับดวงตากลมโตของเธอ หัวใจแกร่งก็วูบไหวอย่างไม่อาจควบคุมไว้ได้ เขาพยายามข่มเก็บอารมณ์และสีหน้าเอาไว้ ก่อนจะเดินสวนเธอไปทำราวกับไม่แยแสและสนใจเธอเลยสักนิด

 

"!"

เพ่ยอิงผ่อนลมหายใจลงหลังจากที่หัวใจหยุดเต้นไปชั่วขณะ หลังจากกลิ่นกายของเขาได้จางหายไปแล้ว แม้จะอยากหันกลับไปมองแต่ก็ทำได้เพียงใจแข็งก้าวเท้าเดินต่อไป ทำราวกับว่าเธอไม่หลงเหลือความรู้สึกใดๆแล้ว

 

ทั้งที่คิดว่าเวลาจะช่วยเยียวยาจิตใจให้เข้มแข็งขึ้น จนกระทั่งเมื่อครู่ที่ได้สบตากับเขาเพียงเสี้ยววินาที หัวใจไม่รักดีกลับหวั่นไหวไปเสียดื้อๆ

 

“ไหวไหมครับ อยากไปหาที่เงียบๆนั่งพักก่อนไหม?” เสียงเด็กหนุ่มสะท้อนดังแว่วเข้ามาในหู ดึงสติล่องลอยของเพ่ยอิงให้กลับมาโดยพลัน

 

“ห๊า ฉันไม่เป็นไรซะหน่อย” เธอหลบสายตาตอบกลับน้ำเสียงแผ่ว

 

“ผมว่าพี่กลับไปพักดีกว่า ไว้วันหลังค่อยเลี้ยงแล้วกัน” จื่อโจวพูดขณะเดินไปส่งเพ่ยอิงที่รถ  แววตาคมของเด็กหนุ่มฉายแววห่วงใยหญิงสาวตรงหน้าไม่น้อย

 

“ถ้านายไม่ไปก็ตามใจ แต่นายไม่มีสิทธิมาห้ามฉันนะ” หญิงสาวตอบกลับอย่างดื้อรั้น ก่อนจะเปิดประตูรถยนต์คันหรูเข้าไป

 

จื่อโจวถอนหายใจเฮือกใหญ่ด้วยความระอา แต่ก็รีบเดินอ้อมขึ้นไปนั่งรถอีกฝั่งในทันที

เพราะความอ่อนแอของเพ่ยอิงในตอนนี้ควรต้องมีคนดูแล

 

 

ไม่นานรถคันหรูของหญิงสาวก็เคลื่อนตัวออกไป โดยไม่รู้ว่ามีสายตาคมคู่หนึ่งจับจ้องอยู่ ถึงแม้จะไม่ได้ยินเสียงบทสนทนาของทั้งคู่ แต่ภาพที่เห็นระหว่างเด็กหนุ่มอายุน้อยกว่าคนนั้นกับเพ่ยอิงก็ดูจะสนิทสนมกันไม่น้อย ก่อนที่เด็กหนุ่มคนนั้นจะก้าวขึ้นรถของเพ่ยอิงไปต่อหน้าต่อตา ตอกย้ำความสัมพันธ์ของเขาทั้งคู่ได้เป็นอย่างดี

 

 “ปึก! โธ่เว้ย!”

กำปั้นหนาทุบเข้าที่พวงมาลัยอย่างแรง เมื่อไม่อาจควบคุมโทสะที่แล่นพล่านเข้ามาเอาไว้ได้ เหวินอี้ยกมือขึ้นมาลูบใบหน้าตัวเองอย่างแรง

 

“ฮึก !” เขาพยายามข่มกลั้นน้ำตาเอาไว้สุดกำลัง แต่สุดท้ายหัวใจแกร่งก็ไม่อาจทนต้านทานความเจ็บปวดที่แอบซ่อนไว้ได้ ดวงตาคมปลดปล่อยหยดน้ำตาออกมาอย่างสุดจะกลั้น

 

 

 

-

รถคันหรูวิ่งไปตามท้องถนนมุ่งสู่นอกเมือง ภายในห้องเครื่องที่เงียบสนิทไม่มีแม้กระทั่งเสียงเพลงหรือเสียงดนตรี แสงสีเหลืองนวลสะท้อนแยงตาเข้ามาภายใต้ท้องฟ้าที่เริ่มเข้าสู่บรรยากาศยามเย็น มันจึงทำให้เพ่ยอิงกำลังเหม่อลอยอย่างไม่รู้ตัว

 

 “กรี๊ด!!!”

 

“เฮ้ย!!!”

 

“เอี๊ยด!!!”

เสียงล้อรถเบรกดังสนั่น เมื่ออยู่ๆรถยนต์คันหรูที่ถูกบังคับโดยเพ่ยอิงเกือบชนเข้ากับรถตู้ที่ขับสวนตัดหน้าเข้ามาอีกเลนอย่างกะทันหัน ปลายเท้าเรียวกดเบรกอย่างอัตโนมัติพร้อมหลับตาแน่นด้วยความตกใจ

 

ทันทีที่รถหยุดลงก่อนร่างกายจะเคลื่อนไหวพุ่งไปตามแรงเหวี่ยงและกลับเข้าสู่สภาพปกติเมื่อถูกรัดไว้ด้วยเข็มขัดนิรภัย  

หัวใจดวงน้อยกระตุกวูบร่วงหล่นลงไปกับพื้นพร้อมสติที่พลันกลับคืน เมื่อช่วงวินาทีที่ผ่านมาพวกเขาทั้งสองคนกำลังเฉียดใกล้ความตาย  

 

“แฮ่กๆๆ”

เสียงหอบหายใจดังแทรกเข้ามา เมื่อหัวใจสองดวงกำลังเต้นระส่ำอย่างบ้าคลั่ง ภายใต้สัมผัสอบอุ่นจากอ้อมกอดของเด็กหนุ่มที่โน้มเข้ามากอดกระชับร่างเธอเอาไว้อย่างรวดเร็ว เพื่อปกป้องเธอเอาไว้ในอ้อมแขนของเขา

 

จื่อโจวก้มมองใบหน้าไร้สีเลือดของเพ่ยอิงขณะที่ยังคงโอบกอดร่างกายที่สั่นเทาของเธอเอาไว้

 

“เป็นไรนะๆ”

 

“ฉะ..ฉันขอโทษ”

 

“ไม่เป็นไรแล้ว พวกเราไม่มีใครเป็นอะไรก็ดีแล้ว” จื่อโจวเอ่ยปลอบขณะใช้ฝ่ามือหนาลูบศีรษะทุยน้อยไปมาในขณะที่เขาเองก็ยังคงรู้สึกตกใจไม่แพ้กัน

 

“ฉันเกือบทำเราทั้งคู่...ฮึก!” เสียงสั่นไหวกลับกลายเป็นเสียงสะอื้นในประโยคถัดมา เพ่ยอิงปล่อยโฮออกมาเมื่อความหวาดกลัวแทรกซึมเข้ามาแทนที่ความตกใจ

 

“ไม่เป็นไรแล้ว...พี่เจ็บตรงไหนหรือเปล่า”

 

“มะ..ไม่..ฮึก” เพ่ยอิงส่ายศีรษะไปมาพร้อมกับร้องไห้ตัวสั่นเทิ้ม สัมผัสหยดน้ำตาอุ่นไหลซึมผ่านเสื้อเชิ้ตเข้ามาบริเวณแผ่นอกแกร่ง

 

“ไม่ไหวแล้วบอกไหว ถ้าเป็นแบบนี้ผมจะปล่อยพี่ไว้คนเดียวได้ยังไงกัน?” จื่อโจวเอ่ยปลอบน้ำเสียงอ่อน พลางตบเบาๆที่แผ่นหลังบางของหญิงสาว

 

 

 

 

“ฮึก ~”

ปลอบประโลมจนเสียงสะอื้นค่อยๆเงียบลง จื่อโจวจึงเป็นฝ่ายขับรถแทนโดยมีเพ่ยอิงที่ยังคงนั่งสายตาเหม่อลอยอยู่ด้านข้าง ฝ่ามือหนาข้างหนึ่งจับมือเล็กที่เย็นเฉียบของเพ่ยอิงไว้แน่นพลางหันมองหญิงสาวเป็นระยะๆ

 

เพียงครึ่งชั่วโมงทั้งคู่ก็มาถึงริมทะเลสาบแห่งหนึ่งได้ทันเวลาพระอาทิตย์ตกพอดี

จื่อโจวเดินถือถุงบางอย่างหลังจากเดินไปซื้อที่ร้านสะดวกซื้อใกล้ๆมา ก่อนจะหย่อนตัวนั่งข้างๆเพ่ยอิงที่นั่งรออยู่ก่อนหน้าแล้ว

 

“นายซื้ออะไรเยอะแยะเชียว” เสียงขึ้นจมูกของหญิงสาวเอ่ยถามขณะมองถุงที่เต็มไปด้วยของมากมาย

 

“วันนี้ให้พี่เมาได้เต็มที่ เดี๋ยวผมจะดูแลเอง”

 

“?” เพ่ยอิงขมวดคิ้วพร้อมกับหรี่ตามองเจ้าของประโยคเมื่อครู่อย่างสงสัย

 

“...สัญญาว่าจะไม่ทำอะไรล่วงเกินแน่นอนครับ” จื่อโจวเอ่ยคำตอบที่เธอไม่ได้ถาม ขณะดึงกระป๋องเบียร์ในมือของเพ่ยอิงเข้ามาเปิดให้และส่งกลับคืนให้เธออย่างรู้งาน

ปฏิเสธไม่ได้เลยว่าเขากำลังรู้สึกสงสารผู้หญิงคนนี้ แววตาโศกเศร้าของเธอเวลามองเข้ามายิ่งทำให้เขารู้สึกอยากจะเข้าไปปลอบ แต่ทำได้มากสุด..ก็คงทำได้เพียงแค่อยู่ข้างๆเท่านั้น

 

“วันนี้ดูใจดีนะ ไม่โกรธหรอที่นายเกือบตายเพราะฉัน” เพ่ยอิงฝืนยิ้มก่อนจะยกเบียร์ขึ้นดื่ม

 

“ถ้าผมไม่มาด้วย...พี่อาจจะตายไปแล้วก็ได้ เห็นหรือยังว่าผมมาช่วยชีวิตพี่ไว้นะ ทีหลังก็เลิกบ่นได้แล้ว” เด็กหนุ่มกระตุกยิ้มยียวนพร้อมกับหยิบของบางอย่างในถุงขึ้นมา

 

“นาย...สูบบุหรี่ด้วยหรอ?” เพ่ยถามหันไปถามด้วยความตกใจ ขณะที่จื่อโจวหยิบบุหรี่ขึ้นมาคาบไว้ที่ปากและกำลังจุดมัน  เขากระตุกคิ้วเข้มเป็นคำตอบ ก่อนจะดูดบุหรี่เข้าไปจนสุดปอดและพ่นควันสีขาวฟุ้งออกมา

 

“เวลาเครียดๆมันก็พอช่วยได้น่ะ” เด็กหนุ่มตอบคำถามเธอในเวลาต่อมา

 

“แต่มันไม่ดีนะ แล้วนายก็อายุยังน้อยถ้าสูบมากๆมันจะส่งผลในอนาคตนะ” เพ่ยอิงบอกกลับไปยืดยาว ภายใต้คำพูดของเธอมันแฝงไปด้วยความห่วงใย

 

“เลิกบ่นสักทีได้ไหมป้า บ่นยิ่งกว่าเมียอีก” เขาหันมากระตุกยิ้มให้หนึ่งทีก่อนจะหันไปดูดบุหรี่อีกครั้ง

 

“ใช่สิ ฉันไม่มีสิทธิพูดสินะ ถ้าอย่างนั้นก็เอาไว้รอแฟนนายมาห้ามแล้วกัน” เพ่ยอิงชักสีหน้าใส่เล็กน้อยก่อนจะหันมาดื่มเบียร์ของเธอ

 

“ไม่ได้บอกว่าพี่ไม่มีสิทธินี่...” น้ำเสียงทุ้มที่เปรยออกมาทำเอาคนฟังชะงักนิ่งไปชั่วขณะ

 

“ฮ่าๆๆ นายนี่ทำฉันปรับอารมณ์ไม่ถูกเลยนะ” เพ่ยอิงหัวเราะกลบเกลื่อนขึ้นทันที พร้อมกับยกกระป๋องเบียร์ขึ้นดื่ม

เธอกำลังปกปิดความรู้สึกแปลกๆบางอย่างเอาไว้ อยู่ๆก็รู้สึกกังวลกับคำพูดของเด็กหนุ่มขึ้นมา

 

“ถ้าตอนนี้พี่รับมันไม่ไหว...”

 

“...!”

 

“ผมพร้อมจะเป็นตัวสำรองให้นะ ให้อยู่ข้างๆเวลาเหงาก็ได้” น้ำเสียงทุ้มของเด็กหนุ่มเปล่งประโยคในใจออกมา ขณะที่หันมองใบหน้าหวานที่ปรากฏรอยขมวดคิ้วจางๆขึ้น

 

“นะ..นายคิดว่าฉันใจง่ายขนาดนั้นเลยหรอ?” หัวใจดวงน้อยชาวูบก่อนจะเต้นระรัวด้วยความตกใจ และเอ่ยคำพูดสวนกลับไป

 

“ก็คิดว่ายากไง...ก็เลยขอเป็นสำรองก่อน ถ้าเป็นตัวจริงคงโดนปฏิเสธแน่ๆ”

 

“..!!”

 

“ไม่รู้ตัวหรอ...ว่าผมแอบมองพี่มาตลอด”

 

“ทำไม...อยู่ๆนายพูดอะไรแบบนี้ล่ะ?”

 

“ก็เพราะผมชอบพี่ไง”

 

ท่ามกลางเสียงน้ำกระทบฝั่ง สายลมอ่อนๆพัดผ่าน แต่ใบหน้าหวานกับเห่อร้อนเมื่อได้ยินประโยคจากเด็กหนุ่มเมื่อครู่ เธอหันไปสบตากับจื่อโจวโดยไม่คิดจะละสายตา

คำพูดของเขามันกลั่นกรองมาจากความรู้สึกจริงๆใช่ไหม?!

 

 

 

 

 

 

---

เอาแล้วๆ ขอพื้นที่ให้พระรองบ้าง อิอิ

 

ขออนุญาติเริ่มติดเหรียญนะคะ แต่บางตอนอ่านฟรีเหมือนเดิมค่ะ

ความคิดเห็น