email-icon facebook-icon Line-icon

ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

บทที่ 2 ความในใจ

ชื่อตอน : บทที่ 2 ความในใจ

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย y

คนเข้าชมทั้งหมด : 1.9k

ความคิดเห็น : 5

ปรับปรุงล่าสุด : 01 ก.ย. 2562 20:52 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
บทที่ 2 ความในใจ
แบบอักษร

หมอหลวงรีบรุดมายังตำหนักรับรอง เพื่อทำการรักษาอาการบาดเจ็บให้กับองค์รัชทายาทแห่งแคว้นจินซึ่งหวงโฮ่วรักราวกับโอรสแท้ๆ

“ทูลฝ่าบาท องค์รัชทายาทหงหลินทรงบาดเจ็บที่ข้อพระบาทเท้านั้น ประคบบวมประมาณห้าวันก็สามารถเดินได้ตามปกติแล้วพะย่ะค่ะ” หมอหลวงแจ้งผลการรักษา ก่อนจะเริ่มทำการประคบบวมแล้วพันผ้าอย่างเรียบร้อย ก่อนจะขอตัวกลับไปปรุงโอสถถวายให้กับคนที่อยู่บนเตียง

“หลินเอ๋อร์ เจ้าปวดมากหรือไม่?” ผู้มีศักดิ์เป็นน้าเอ่ยถามด้วยความเป็นห่วง ความกังวลใจฉายบนใบหน้างามอย่างชัดเจน

“หลานไม่เป็นอะไรมากหรอกพะย่ะค่ะ เสด็จน้า” หงหลินรีบบอกปัดเพื่อให้อีกฝ่ายคลายกังวล เขารู้ว่าน้าของเขาคนนี้รักและเอ็นดูเขาไม่แพ้เสด็จแม่ของเขาเลยแม้แต่น้อย เป็นเสด็จแม่ของเขาเสียอีกที่ออกจะดุและเคี่ยวเข็ญกับเขาในหลายๆเรื่อง

“ถ้าอย่างนั้น น้าจะอยู่เป็นเพื่อนเจ้าเอง เผื่อว่าเจ้ารู้สึกปวดขึ้นมา จะได้ตามหมอหลวงได้ทันการณ์” ถึงแม้ว่าหลานรักจะบอกว่าไม่เป็นอะไร แต่ด้วยความกังวลยังไม่จางหาย จึงเสนอตัวอยู่เป็นดูแลหลานคนนี้

“เอ่อ...เสด็จน้า…” หงหลินกลืนไม่เข้าคายไม่ออกทันที เหลือบไปมองร่างสูงที่อยู่ด้านหลังเสด็จน้าของตน ดวงตาคมของผู้เป็นใหญ่ในแผ่นดินนี้มีแววหึงหวงพาดผ่านเพียงพริบตา ก่อนสายตาคมกริบจะกลับมาสงบนิ่งแต่แววเย็นชานั้นยังคงอยู่

“หลันเอ๋อร์ เจ้าอยู่เป็นเพื่อนหงหลินก็แล้วกัน...ชิงเอ๋อร์ เจ้าสุขภาพไม่ค่อยดีทั้งวันนี้ยังตากแดดโดนลมทั้งวันอาจจะไม่สบายได้ กลับตำหนักใหญ่ เราจะให้หมอหลวงมาตรวจดูอาการเจ้าสักหน่อย” เยี่ยนเฟยเอ่ยขึ้นมาเพื่อหยุดสิ่งที่จะทำให้เขากริ้วโกรธไปมากกว่านี้ เขาไม่ต้องการให้มเหสีของเขามาเป็นห่วงเป็นใยผู้อื่นมากกว่าตัวเขา แม้จะเป็นหลานแท้ๆก็ตาม

“กระหม่อมมิได้เป็นอันใดหรอกพะย่ะค่ะ ฝ่าบาท ทรงกังวลเกินไปแล้ว” หงหลินรู้สึกเย็นยะเยือกราวกับถูกแช่แข็ง ความหึงหวงขององค์จักรพรรดิเยี่ยนเฟยผู้มีศักดิ์เป็นอาของเขา ไม่ได้ต่างไปจากเสด็จพ่อของเขาเลยแม้แต่น้อย สมกับที่เป็นพี่น้องกันจริงๆ ของความเหมือนกันของพี่น้องสองคู่นี้ เสด็จแม่กับเสด็จน้าและเสด็จพ่อกับเสด็จอา ร่างเพรียวได้แต่ลอบถอนหายใจ

“เสด็จแม่ ทรงกลับไปพักเถิดพะย่ะค่ะ ลูกจะอยู่เป็นเพื่อนหงหลินเองพะย่ะค่ะ” จื่อหลันรีบเสนอตัวตามที่พระบิดาเอ่ยทันที เกรงว่าจะเกิดบรรยากาศน่าอึดอัดตามมา “ไม่ต้องทรงกังวลนะพะย่ะค่ะ ถ้าเกิดอะไรขึ้นลูกจะรีบไปทูลเสด็จแม่เป็นคนแรกเลยพะย่ะค่ะ”

“อ่า...อืม! ใช่พะย่ะค่ะ! เสด็จน้าทรงกลับไปพักผ่อนเถิดพะย่ะค่ะ หลานไม่เป็นอะไรมากจริงๆนะพะย่ะค่ะ จื่อหลันก็อยู่เป็นเพื่อนหลาน ทรงไม่ต้องเป็นกังวลหรอกพะน่ะค่ะ เสด็จน้า” หงหลินรู้สึกถึงแรงบีบที่ไหล่ ยามที่จื่อหลันเสนอตัว ลูกพี่ลูกน้องคนนี้ สนิทกับตัวเขามาตั้งแต่เด็ก เป็นเพราะอายุเท่าๆกันจึงสนิทกันมาก จนเสด็จน้าอยากให้เขาหมั้นหมายกับองค์ชายสามคนนี้เสียด้วยซ้ำ แต่ด้วยเพราะองค์จักรพรรดิเยี่ยนเฟยห้ามปรามไว้ เพราะแคว้นซ่งยังไม่ได้แต่งตั้ง ‘องค์รัชทายาท’ และเสด็จอาของเขาคนนี้ก็ยังหวงจื่อหลันและองค์หญิงเล็กมาก เพราะเมื่อทั้งสองเติบโตขึ้นมา ใบหน้าที่ละม้ายคล้ายกับเสด็จน้าจนเกือบจะเป็นคนคนเดียวกัน จะต่างกันก็ตรงที่จื่อหลันมีร่างกายสูงเพรียวเหมือนกับเขา และองค์หญิงเล็กก็บอบบางงดงามเกินกว่าหญิงงามล่มเมืองของแคว้นซ่งไปเสียแล้ว คิดถึงตรงนี้เขาก็รู้สึกกลัวแทนว่าที่ราชบุตรเขยในอนาคตเสียจริง และกลัวว่าจะมีใครสักคนรอดชีวิตได้มานั่งในตำแหน่งนั้นหรือไม่?

“งั้นหรือ...ตามใจเจ้าก็แล้วกัน งั้นน้ากลับก่อนก็แล้วกัน ถ้ามีอะไรให้คนไปบอกผิงเหยานะ เข้าใจหรือไม่?” เมื่อหลานรักให้เหตุผลต่างๆนาๆ จึงทำให้อวี่ชิงต้องยอมละความคิดที่จะอยู่เป็นเพื่อนหลานคนนี้

“พะย่ะค่ะเสด็จน้า” หงหลินรีบเอ่ยรับทันที

“อี้เอ๋อร์...เจ้าไปรอพบพ่อที่ห้องอักษรตำหนักใหญ่ พ่อจะพามารดาของเจ้าไปพักผ่อนก่อน” เมื่อเห็นว่ามเหสีของตนยอมกลับตำหนักแล้ว จึงหันไปหาโอรสคนรองที่น่าจะรู้เรื่องการบาดเจ็บขององค์รัชทายาทแคว้นจินดีที่สุด

“พะย่ะค่ะ! เสด็จพ่อ” เหวินอี้ขานรับ ก่อนจะหันไปมองร่างเพรียวที่เขาอุ้มกลับมาด้วยความรู้สึกหลากหลาย ทั้งเป็นห่วงและเสียดายที่ตัวเองไม่ได้อยู่เป็นเพื่อนคนตรงหน้า

“น้อมส่งฝ่าบาท! น้อมส่งหวงโฮ่ว!” เสียงน้อมส่งของขันทีและนางกำนัลหน้าตำหนักดังกึกก้อง ก่อนที่ทุกคนจะไปกันหมด เหลือเพียงสองคนที่อยู่ในห้อง

 

 

“เกิดอะไรขึ้น? ทำไมถึงบาดเจ็บได้?” จื่อหลันเอ่ยเปิดประเด็นที่ต้องการรู้ทันที ดวงเนตรกลมโตหรี่ลงอย่างคาดคั้น เขากับคนตรงหน้าสนิทกันมากแค่ไหน ต่างคนต่างรู้ดี ไม่มีความลับอะไรปิดบังกันและกัน

“ข้า...ไม่ทันระวังเลย..ตกม้า...แต่พี่เหวินอี้มาช่วยไว้ได้ทัน เลยบาดเจ็บที่ข้อเท้าเท่านั้น” หงหลินบอกตามความเป็นจริง การไม่มีความลับกับคนตรงหน้า เป็นสิ่งที่เขารู้สึกดีที่สุด ไม่ต้องเก็บความลับหรือความรู้สึกใดๆไว้กับตัวเองเพียงผู้เดียว นั่นทำให้เขารู้สึกชอบคนตรงหน้ามาก อาจจะมากเกินกว่าคำว่า ‘เพื่อน’ หรือ ‘พี่น้อง’แต่ไม่อาจจะพูดออกไปได้ เพราะไม่อยากให้อีกฝ่ายเหินห่างจากตน ซึ่งเขาไม่อาจจะรับได้

“เจ้านี่นะ...หัดดูแลตัวเองให้มากกว่านี้หน่อยไม่ได้รึไงกัน เป็นถึงองค์รัชทายาทแคว้นจิน ยังเล่นเป็นเด็กๆไปได้ เจ้ากับข้าก็อายุสิบหกปีแล้ว สามารถอภิเษกชายากันได้ทั้งคู่แล้ว จะมาทำตัวเป็นเด็กอย่างสมัยก่อนไม่ได้แล้วนะ” จื่อหลันทำสีหน้าเหนื่อยหนายทันทีที่ได้รู้ถึงสาเหตุ ทั้งที่พวกเขาก็เติบโตจนขนาดนี้แล้ว แต่อีกฝ่ายยังทำตัวเป็นเด็กๆ อีกทั้งคนตรงหน้าก็เป็นถึงองค์รัชทายาทแคว้นจิน ภายภาคหน้าต้องอยู่เหนือทุกคนขึ้นครองบัลลังก์เป็นฮ่องเต้ กลับยังเล่นสนุกอยู่ได้ แค่คิดต่อจื่อหลันก็แทบจะกุมขมับ

“รู้แล้ว รู้แล้ว เจ้านี่บ่นยิ่งกว่าเสด็จแม่ของข้าอีกนะ ฮ่าฮ่าๆ” หงหลินหัวเราะอย่างขบขัน ไม่ยี่หระกับคำพูดของคนตรงหน้าเลยแม้แต่น้อย

“ข้าไปล่ะ…” ความขี้เล่นขององค์รัชทายาทผู้นี้ ทำให้จื่อหลันหงุดหงิดขึ้นทันที เลยคิดจะทิ้งอีกฝ่ายไปเสียดื้อๆ ทั้งอย่างนี้

“อ้าว!! จื่อหลัน ไหนเจ้าบอกจะอยู่เป็นเพื่อนข้ายังไงล่ะ แล้วเจ้าจะมาทิ้งข้าให้อยู่คนเดียวอย่างนี้รึ?!” เมื่อเห็นจื่อหลันลุกขึ้นหันหลังให้ กำลังจะก้าวเท้าออกไปข้างนอก หงหลินจึงโวยวายทันที

“เจ้าแค่เจ็บเท่ามดกัด...อย่ามาสำออย! เดี๋ยวหมอหลวงก็เอาโอสถมาให้เจ้าแล้ว กินแล้วก็นอนพักผ่อน ข้าจะมาหาเจ้าอีกทีตอนค่ำๆ...ข้าไปล่ะ!” จื่อหลันแหวกลับทันที ก่อนจะเดินจ้ำอ้าวออกไปข้างนอกห้อง ไม่หันกลับมาดูดำดูดีคนบนเตียงอีก

“จื่อหลัน...นิสัยเจ้านี่ไม่เคยงดงามเหมือนหน้าตาเลยสักนิด! เฮอะ!!” หงหลินบ่นอุบ นั่งทำหน้างออยู่บนเตียงอย่างไม่สบอารมณ์ ทั้งที่เขาจะได้อยู่กับจื่อหลันแล้วแท้ๆ คิดแล้วมันช่างน่าโมโหนัก!!

 

 

แสงจันทร์สลัวยามค่ำคืน สายลมบางเบาพริ้วไหวนำพาให้ความสะงัดเงียบปกคลุมไปทั่วบริเวณ ร่างเงาสายหนึ่งทอดผ่านแสงเงาในห้องนอนของตำหนักรับรอง ร่างเพรียวหลับพริ้มอยู่บนฟูกนุ่ม มือหนาของใครบางคนเอื้อมเข้าไปสัมผัสแก้มนุ่ม ก่อนจะลากไล้ปลายนิ้วมายังริมฝีปากบาง ใบหน้าคมโน้มลงเพื่อจะแนบชิดกลีบปากสีสดคู่นั้น แต่ยังไม่ทันได้สัมผัสถึงความหวานนุ่มชวนฝัน ร่างสูงก็ถูกกระชากออกโดยผู้ที่มาใหม่ ใบหน้าคมที่เหมือนกันราวกับสวรรค์สร้างกำลังประจันกัน มือหนาของผู้มาใหม่จับแขนของอีกฝ่ายดึงรั้งให้ตามตนออกมาข้างนอก

“ลอบเข้ามาหาหงหลินกลางดึกแบบนี้ ทรงคิดจะทำอะไรหรือพะย่ะค่ะ? เสด็จพี่” สายตาคมของฝาแฝดผู้น้องจับจ้องมาที่คนตรงหน้าอย่างคาดคั้น

“ก็ไม่ได้มีอะไรสักหน่อย ข้าแค่...จะมาดูอาการของหงหลินก็เท่านั้นเอง” เหวินหรงเสมองทางอื่น ไม่ยอมสบตากับน้องชายฝาแฝดของตัวเอง เอ่ยอ้างอาการบาดเจ็บของคนในห้องมาแก้ตัว

“จะมาดูอาการ ก็ควรจะมาตอนกลางวันมิใช่รึ?” เหวินอี้หาหนทางจับผิดอีกครั้ง

“แล้วเจ้าล่ะ? มาทำอะไรในห้องของหงหลินกลางดึกแบบนี้?” ผู้เป็นพี่ชายไหนเลยจะยอมเสียเปรียบฝ่ายเดียว ถามกลับอีกฝ่ายทันที

“ข้า...มาดูแลความปลอดภัยของหงหลินก็เท่านั้นเอง” เมื่อสายตาจับผิดของพี่ชายฝาแฝด หันกลับมาคาดคั้นน้องชายกลับบ้าง

“องครักษ์ตั้งมากมาย ใยเจ้าต้องมาคุ้มครองด้วยตัวเอง? หรือเจ้ามีเหตุผลอื่น?” เหวินอี้หลุบตาลง สูดหายใจเฮือกใหญ่ ก่อนจะพูดในสิ่งที่ตัวเองรู้สึกมาโดยตลอดเป็นเวลาสิบปี

“ในเมื่อเสด็จพี่พูดถึงขนาดนี้...ข้าก็จะไม่ปิดบัง...ข้าชอบหงหลิน จึงต้องการมาดูแลความปลอดภัยให้” ราวกับฟ้าผ่ากลางแสกหน้าคนเป็นพี่ชาย ไม่คิดว่าน้องชายของเขาจะยอมรับออกมาตรงๆแบบนี้ แล้วจะให้เขาพูดอะไรได้อีก

 

‘ข้าเอง...ก็ชอบหงหลิน...อย่างนั่นน่ะรึ?’

ความคิดเห็น