ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

บทที่ 111 ยังไม่อิ่ม

ชื่อตอน : บทที่ 111 ยังไม่อิ่ม

คำค้น : ซอฟท์วาย,ไป๋หลง,หลงไป๋,ไป๋อวี่,จูอี้หลง,เผิงหลง

หมวดหมู่ : นิยาย แฟนฟิค

คนเข้าชมทั้งหมด : 370

ความคิดเห็น : 1

ปรับปรุงล่าสุด : 01 ก.ย. 2562 08:57 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
บทที่ 111 ยังไม่อิ่ม
แบบอักษร

  จูอี้หลงยังนั่งขัดสมาธิอยู่ที่พื้น เขาค่อยๆตกแต่งรูปเรือสองลำบนผืนน้ำสีเข้ม ทั้งๆที่เซ็นชื่อกำกับตรงมุมรูปไปแล้ว เหมือนเขาไม่อยากจะลุกไปไหน.. 

  ไป๋อวี่แต่งตัวเสร็จเรียบร้อย กำลังยกโทรศัพท์ขึ้นรับ 

  "รู้แล้ว รู้แล้ว จะลงไปเดี๋ยวนี้" พูดจบเขาก็สาวเท้าพรวดมาข้างๆจูอี้หลง ก้มตัวลงฉกจูบที่แก้มอย่างไว แล้วหมุนตัวก้าวยาวๆไปที่ประตู ก่อนเปิดประตูยังหันมาทิ้งท้าย 

  "ถ้ายังไม่หายโกรธก็บอกผมได้นะ" ....จูอี้หลงทำเสียงเฮอะเป็นคำตอบ ไป๋อวี่หัวเราะกะลิ้มกะเหลี่ย ก้าวออกประตูไปแล้วยังหันมาชายตาแพรวพราวก่อนปิดประตูห้อง 

  จูอี้หลงถอนหายใจพรวด ค่อยๆยันตัวลุกขึ้นอย่างยากลำบาก เขาเดินถ่างขากระหย่องกระแหย่งไปเปิดตู้เย็น หยิบเอาแพคเจลเย็นออกมาก่อนหมุนตัวเดินไปนั่งที่เก้าอี้นวม สูดปากร้องแล้วเอาเจลเย็นวางประคบลงบริเวณเป้ากางเกง* 

  ไป๋อวี่เต็มไปด้วยเลือดเนื้อ เขาเองก็เลือดเนื้อเหมือนกัน ไม่ใช่ท่อนแป๊ปท่อนเหล็กมาจากไหน 

  ใครจะนึกว่ามันจะเจ็บอย่างนี้วะ..... จูอี้หลงร้องคราง... ตอนทิ่มพรวดเข้าไปก็สะใจดี ... แต่ตอนนี้ มันทรมานสุดๆ... น้ำตาเล็ด นึกถึงเผิงกวนอิงขึ้นมา เรื่องแบบนี้ไป๋อวี่รู้เข้าก็คงหัวเราะเขาตายแน่ .... อยากจะหาคนมาช่วยประคบ จะได้นอนแผ่สบายสบาย.. จะมีใครทำให้ได้... ก็กวนอิงคนเดียวเท่านั้นที่เคยประคบตรงนั้นตรงนี้ให้ แม้แต่ตรงเป้าก็เคยมาแล้วตั้งแต่เมื่อเขาได้รับบาดเจ็บสมัยที่ยังเรียนอยู่  

  กวนอิง... จูอี้หลงคราง มีเพื่อนตายมันก็ดีไปหลายอย่าง... เพราะอย่างนี้เขาถึงไม่อยากเสียเผิงกวนอิงไป ถ้าผันตัวจากเพื่อนมาเป็นคนรัก ใครจะกล้าให้ทำเรื่องแบบนี้ให้ .... จูอี้หลงครางฮือฮือฮือ ...ทำไมไม่ยอมเข้าใจกันนะ ว่าเพื่อนตายน่ะมันสำคัญพอๆกับคนรัก ... มันแค่แทนที่กันไม่ได้... 

... 

  พอหลินชิงหูมาเจอจูอี้หลงเดินกระหย่องกระแหย่งเข้าก็จุ๊ปาก ส่ายหัว 

  "จะไปซ้อมได้มั้ย" เขาถาม จูอี้หลงส่ายหัวปฏิเสธ  

  "ซ้อมที่นี่แหละ" จูอี้หลงบอก นิ่วหน้าจนคิ้วเป็นร่องลึก 

  "เดี๋ยวพี่โทรไปขอโทษทางนั้นเอง" หลินชิงหูขมวดคิ้วบ้าง ควานหาโทรศัพท์ในกระเป๋าแจ๊คเก็ต ....  

  "นาย.... เอ่อ... ช่างมันเถอะ" เขาเปลี่ยนใจไม่ถาม ... จะไปยุ่งเรื่องบนเตียงของคนอื่นทำไมวะ...  

  "อะไรที่ไม่เคยทำ พอจะทำก็ไม่น่าจะหักโหม ค่อยเป็นค่อยไปจะดีกว่า" ในที่สุดเขาก็อดไม่ได้ หันมาให้คำแนะนำ ก่อนจะรีบเดินหนีไปยืนโทรศัพท์ริมระเบียง 

  .... นี่มันชัดขนาดนั้นเลยเรอะ ว่าเมื่อคืนผมทำอะไรที่ไม่เคยทำหนะ ...จูอี้หลงตะโกนถามในใจ นึกอยากร้องไห้ขึ้นมา... เขาทรุดตัวลงนั่งเหยียดขายาวบนเก้าอี้นวม หยิบโทรศัพท์บนโต๊ะเตี้ยข้างเก้าอี้ขึ้นมากดรีไดอัล แค่สามกริ๊ง เผิงกวนอิงก็รับสาย 

  "ทำไมนายไม่รับสาย โทรมาหลายหนแล้ว" เขาเล่นงานเผิงกวนอิงทันที 

  "เป็นอะไรหรือเปล่า" เผิงกวนอิงไม่แก้ตัวหรืออธิบายอะไร เพราะเขารู้ว่าจูอี้หลงรู้ดี ที่เขาไม่รับสายเพราะเขาติดงานถ่ายทำอยู่ แต่โมโหทั้งๆที่รู้เหตุผลอย่างนี้ก็หมายความว่าเกิดเรื่องกับจูอี้หลงแล้ว 

  "เจ็บ... เอ่อ ตรงนั้น..." 

  "หา..." เผิงกวนอิงถึงกับอึ้ง แต่ก็ตั้งสติได้ค่อนข้างเร็ว 

  "ประคบอย่างเดียวคงเอาไม่อยู่ หาหมอเถอะ" เขาว่า เดาได้ว่าจูอี้หลงคงใช้เจลเย็นสารพัดนึกของคู่ชีพของเขาประคบ "ตรงนั้น" อยู่ 

  "จะบ้าเหรอ ถ้าไปหาหมอได้แล้วจะโทรมาหานายทำไม" จูอี้หลงพูดสองเสียงแล้ว 

  "ฉันอยู่ฝูเจี้ยนนี่ จะช่วยอะไรได้" 

  "ก็มานี่สิ" 

  "......" ... ไอ้..... เผิงกวนอิงนึกด่าในใจ 

  "ฉันต้องขึ้นเวทีงาน youth นะ" จูอี้หลงงอแง  

  "ตามไป๋อวี่เถอะ" 

  "นายจะบ้าเรอะ ... เหล่าไป๋ได้หัวเราะตายแน่" 

  "แล้วไม่กลัวฉันหัวเราะบ้างเหรอ" 

  "เชิญหัวเราะตามสบาย.... แต่แวะมาหน่อยนะ" 

  "มาแล้วจะช่วยอะไรได้" 

  "นายมียานี่นา.... เมื่อก่อนที่เคยใช้"  

  ....เผิงกวนอิงเกาหัวแกรกๆ 

  "อ๋อ สมุนไพรนั่น... ตอนนั้นบังเอิญได้มา เดี๋ยวขอโทรไปถามพ่อก่อน รอแป๊ปนะ" ...... แล้วตรูจะต้องมาเป็นธุระให้มันทำไมวะ เข้าทำนองเนื้อไม่ได้กินหนังไม่ได้รองนั่งเลยนี่หว่า ....  

  "กวนอิง.." เสียงเรียกแว่วมาขณะเขากำลังจะวางหู เผิงกวนอิงยกโทรศัพท์ขึ้นมาแนบหูใหม่ 

  "หือ?" 

  "ฉันจะกลับบ้าน" 

  "ดีแล้ว คุณพ่อท่านไม่ได้ว่าอะไร คุณแม่ก็ใช่ว่าจะตัดนายขาด" เผิงกวนอิงสนับสนุน 

  "จะพาเหล่าไป๋ไปด้วย" ... 

  "ดี..." ลำคอที่แห้งผากขึ้นอย่างกระทันหัน ทำให้เผิงกวนอิงพูดอะไรไม่ออก นอกจากคำว่า ดี 

  "ไปด้วยกันนะ" 

  "คงไม่เหมาะ..." ... จะบ้าเรอะ... 

  "อ๊ะ ผู้กำกับเรียกแล้ว" เขาอ้างแล้วรีบกดตัดสาย ...หัวใจนายมันทำด้วยอะไร ทำไมมันถึงได้เข้าใจยากเข้าใจเย็นอย่างนี้... 

  นอกจากฉันแล้ว ก็คงจะมีแต่หนานไผ่แหละที่มองนายทะลุ ...นายมันอู๋เสียตัวเป็นๆ .... ต่อหน้าหญิง ต่อหน้าลูกน้อง อู๋เสียก็ช่างเก่งกล้าสามารถ น่าเคารพนับถือ แต่พอมาอยู่ต่อหน้าหวังพ่างจื่อกับจางฉีหลิง อู๋เสียก็กลายเป็นเทียนเจิน บอบบางน่าปกป้องขึ้นมาทีเดียว 

  เลิกอ้อนกันได้แล้ว จางฉีหลิงในตัวฉันมันอยากจะเข้าประตูสัมริดไปแทบแย่แล้ว มันไม่อยากจะกลับออกมาอีกหรอก... หวังว่านะ หวังว่า.... 

อย่าทำตัวเหมือนนายยังไม่อิ่มกับความสัมพันธ์ฉันเพื่อนที่แสนจะหลอกลวงนี่เลย..... 

   

  เผิงกวนอิงยกโทรศัพท์ขึ้นมา จะกดโทรทางไกลหาพ่อ แต่ปวดกระเพาะขึ้นจนตัวงอลง เหล่ยลี่ที่อยู่ไม่ห่างปราดเข้ามาหา .... ปวดกระเพาะเหรอครับ... เขาถาม รีบควานหายาในกระเป๋าสะพาย พอเจอก็ยื่นให้เผิงกวนอิง ตามด้วยขวดน้ำ 

  ...ถ้าคุณเลิกนึกถึงจูเหล่าซือได้เมื่อไหร่ ถ้าคุณเลิกดวดเหล้าเพื่อให้นอนหลับได้เมื่อไหร่ ไอ้โรคยอดฮิตนี่ก็จะหายไปเอง... เหลยลี่พูดบอกในใจ ...  

  "จางฟงบอกผมว่า ตอนนี้ไป๋เหล่าซือหายจากโรคกระเพาะแล้ว หายแบบปลิดทิ้งเลย" เหล่ยลี่ว่า เผิงกวนอิงเหลือบตาดูก่อนจะคู้ลงไปเพราะกระเพาะบิดเกร็งหนักขึ้น 

  ... ขอโทษที่รู้สึกสะใจ... เหลยลี่นึก เสมองไปทางอื่น นัยน์ตารื้นไปด้วยน้ำ  

  "คุณดูทุเรศมาก รู้ตัวไหม" เขาหันหน้ากลับ ว่าเผิงกวนอิงแรงๆ ทำเอาสตาฟที่กำลังลากสายไฟอยู่ตรงนั้นถึงกับเหวอ 

  "ขอโทษนะ" เผิงกวนอิงมีสีหน้าของคนรู้สึกผิด 

  "ขอเวลาผมหน่อย" เขาบอก ริมฝีปากเผยอยิ้มบางๆ  

  "สถานการณ์อย่างนี้ คุณยังพยายามจะยิ้ม รู้มั้ยว่ามันดูงี่เง่า" เหลยลี่เริ่มสั่นไปทั้งตัว 

  "คนเขาไม่รักเรา คุณจะยังไปป้วนเปี้ยนอยู่ข้างตัวเขาอีกทำไม" เหลยลี่ตะโกนลั่น ก่อนหันหลังเดินหนีพรวดพรวดพรวด หยาดน้ำตาไหลลงมาตามร่องแก้ม มือควานหาโทรศัพท์ กดเลข 1 เพื่อโทรออกหาคู่หมั้น แล้วก็เริ่มบริภาษจูอี้หลงให้เธอฟังพร้อมๆกับเดินจ้ำอ้าวออกนอกบริเวณกองถ่ายไป 

... 

... 

  "จะจอดรอทำไม.... เข้าไปเลยจะดีกว่า..." จูไฉ่หงรู้สึกหงุดหงิดที่ต้องมาจอดรถรอทั้งๆที่ถึงหน้างานแล้ว 

  "แค่ไม่กี่นาที รถเขาถึงตรงหัวมุมถนนแล้ว" จูอี้หลงบอก เคาะโทรศัพท์ในมือกับหัวเข่าถี่ๆไม่หยุด เห็นได้ชัดว่าเขากำลังว้าวุ่นใจ ... อยากเดินเข้างานพร้อมๆไป๋อวี่อีกครั้ง อยากให้ทุกคนรู้ว่าพวกเขาไม่เคยเปลี่ยนแปลง...  

  "นั่นสิ.... ที่ได้ห้องวีไอพีเดียวกัน ก็ไม่ได้หมายความว่าไฟมันเขียวแล้วนี่นา ....พี่ว่า คงเป็นฝีมือบอสไป๋เสียจะมากกว่า นายควรจะระวังหน่อยจะดีกว่า" หลินชิงหูเห็นด้วยกับจูไฉ่หง 

  "รถไป๋เหล่าซือมาถึงแล้วครับ... ผมออกรถเลยนะครับ" คนขับรถหันมาบอก ปลดเกียร์แล้วเคลื่อนรถออกไปช้าๆ ไม่รอคำตอบจากคนทางด้านหลัง .... อะไรกันนักหนา... เพื่อนร่วมงานกัน จะเดินเข้างานพร้อมกันก็ไม่ได้เหรอวะ .... คงเพราะพวกแฟนคลับอีกล่ะสิ... เขาส่ายหัวแสดงความระอาใจ ... หากเขารู้ความจริงระหว่างเพื่อนร่วมงานสองคนนี้ เขาคงจะช๊อคไปอีกหลายวันแน่ๆ คงไม่ใช่แค่ส่ายหัวสองที 

 

  ทั้งนักข่าวทั้งแฟนๆที่รุมล้อมเข้ามาถ่ายรูป ทำให้ไป๋อวี่ไม่กล้าทักทายอะไรมาก เลยกลายเป็นต่างคนต่างเดินเข้างาน จูอี้หลงยิ้มบางๆให้แฟนๆและนักข่าว แต่ลอบจิกนิ้วมือที่ล้วงไว้ในกระเป๋ากางเกง ... จนป่านนี้จะกลัวอะไร ..... ถ้าเป็นกวนอิง คงไม่กลัว ... จูอี้หลง! นายเลิกเปรียบเทียบเหล่าไป๋กับกวนอิงได้แล้ว .... เขาเตือนตัวเองแล้วทำหน้าขรึมเดินตามไป๋อวี่ไปห่างๆ  

  ไป๋อวี่นึกใจเสีย หางตามองเห็นใบหน้าที่ขรึมลงของจูอี้หลง ....หลงเกอโกรธอีกแล้ว...  

 

... โกรธจริงๆด้วย ไป๋อวี่นึก แต่ใบหน้ากลับยิ้มกริ่ม จูอี้หลงกึ่งอุ้มกึ่งยกตัวเขาขึ้นวางบนเค้าเตอร์อ่างล้างมืออย่างกระแทกกระทั้น ไป๋อวี่รู้สึกถึงความเปียกชื้นที่ซึมผ่านกางเกงขึ้นมาแต่ไม่ใส่ใจ คนที่อยู่ตรงหน้า น่าสนใจมากกว่าน้ำที่เปียกอยู่บนซิ้งค์มากนัก 

  ทั้งสองคนเริ่มแลกน้ำลาย สำรวจลิ้นและกระพุ้งแก้มของกันและกัน จมูกดอมดมสูดไล้ไล่หากลิ่นทั้งที่แปลกปลอมและคุ้นเคย จูอี้หลงได้สติผละออกก่อน เขาผลักไป๋อวี่ออกเบาๆ แต่ไป๋อวี่กลับยืดคอ ริมฝีปากเกาะติดแน่นไม่ยอมปล่อยจนจูอี้หลงต้องผลักแรงๆ 

  "เกอโกรธผมอีกแล้ว" เขาตัดพ้อ 

  "เปล่า ...เดี๋ยวต้องรีบแต่งหน้าแต่งตัว" เขายิ้มให้ไป๋อวี่ ยื่นหน้ามาฉกจูบบนริมฝีปากอีกจ๊วบก่อนจะผละออก หมุนตัวไปทางประตูห้องน้ำได้แค่ครึ่งตัวก็หมุนกลับมารั้งร่างไป๋อวี่เข้ามากอด รู้สึกไม่อยากปล่อยมือ อยากกลายร่างเป็นมังกรกอดรัดพาไป๋อวี่บินทยานขึ้นไป ไป....ไปให้ไกลๆ ...ตามกวนอิงไปอยู่ไต้หวันดีมั้ย ... อยากเดินจูงมือกับเหล่าไป๋แบบไม่ต้องปิดบังใคร... เมื่อไหร่ที่นี่จะเปิดใจให้กว้างเหมือนประเทศอื่นเขาบ้าง เขาถอนใจบางๆ... 

 

  จูอี้หลงทอดสายตาโหยหามองไป๋อวี่ก่อนจะปิดประตูห้องน้ำแล้วเดินจากไป ...ไป๋อวี่ถอนหายใจเฮือกใหญ่ กวาดลิ้นไปทั่วกระพุ้งแก้ม กลืนกินทุกเศษเสี้ยวของจูอี้หลงที่อยู่ในปากเขา ความรู้สึกยังไม่อิ่มทำให้เขาแทบจะล้มลงนอนดิ้นปัดปัดกับพื้น ร้องไห้บอกจะเอาอีกจะเอาอีก... 

  ไป๋อวี่ล้วงโทรศัพท์ โทรบอกเสี่ยวหลานว่าเขาขอกางเกงมาเปลี่ยน ... สไตลิสต์เอากางเกงมาส่งให้ถังซันที่ยืนเฝ้าอยู่หน้าห้องน้ำแทบจะทันที ถังซันรับกางเกงมา ยังส่งยิ้มให้สไตลิสต์ก่อนจะเปิดประตูห้องน้ำเข้าไป สีหน้าเปลี่ยนเป็นงอหงิก 

  "จะบ้าเรอะ นี่มันใช่ที่ที่จะมาทำอะไรรุ่มร่ามหรือไง" เขาเล่นงานไป๋อวี่ที่ยังนั่งแกว่งขาอยู่บนซิ้งค์น้ำทันที ไป๋อวี่กระโดดปุลงมา หันหลังชี้รอยเปียกน้ำตรงก้นให้ดู 

  "ก็แค่ไม่ทันระวัง นั่งทับตรงที่มันเปียก" เขาบอก มือปลดเข็มขัดรูดซิบกางเกง 

  "พี่นี่ คิดแต่เรื่องลามกทั้งวันหรือยังไง" ไป๋อวี่ทำหน้าล้อเลียน รูดกางเกงลงพรวดพร้อมยกขาจะก้าวออกจากกางเกง แต่ติดรองเท้าจนเกือบหน้าคะมำ ถังซันรีบเข้ารับไว้ทางด้านหน้า ไป๋อวี่หัวเราะอย่างอารมณ์ดี สองคนช่วยกันจนไป๋อวี่เปลี่ยนกางเกงได้ 

  "จูไฉ่หงขอเสี่ยวหลานเช็คตารางเวลา...." ถังซันรายงาน ไป๋อวี่อืมรับรู้ 

  "เห็นว่าจูเหล่าซือจะพานายไปที่บ้าน" ถังซันพูดเรื่อยๆเหมือนมันไม่สลักสำคัญอะไร ไป๋อวี่อืมตอบเบาๆเหมือนเคย 

  "...... นาย..? แน่ใจแล้วใช่ไหม... กับความสัมพันธ์นี้...?"  

  "แน่ใจ ไม่เคยแน่ใจอะไรมากเท่านี้มาก่อนเลย" คราวนี้ไป๋อวี่ตอบคำอย่างหนักแน่น 

  "ผมไม่อยากหิว ผมไม่อยากกินไม่อิ่ม ผมไม่อยากร้องจะเอาอีก แต่กลับไม่ได้ .... พี่เข้าใจมั้ย" ไป๋อวี่ถาม เสียงดังขึ้นอย่างมีอารมณ์ 

  ... ไม่เข้าใจโว้ย ...ถังซันตอบในใจ แต่กลับพยักหน้ารับ 

 

  ... ดูเหมือนนายจะเปลี่ยนมาเป็นฝ่ายถูกเขากินนะ แถมยังระริ้กระรี้ดีอกดีใจเสียยิ่งกว่าตอนกินเขาเสียอีก .... อาหารจานใหญ่อย่างนี้ ไม่แปลกถ้าจูเหล่าซือจะจุกจนกินไม่ไหว.... ต้องให้นายมาร้องจะเอาอีกจะเอาอีก  

  "เอ่อ ซื้อหม่าล่าติดรถไว้สักลังมั้ย" ถังซันถาม ไป๋อวี่หันมามอง มือดึงประตูห้องน้ำเปิด  

  "กู๊ดไอเดีย" ไป๋อวี่ร้อง ดีดนิ้วเปาะ 

  "เอาแบบขวดพกพาได้นะ" เขาว่าก่อนเดินออกจากห้องน้ำไป 

 

  ถังซันนึกเห็นภาพไป๋อวี่โรยหม่าล่า.... นอนบนจาน.... เผื่อจูเหล่าซือจะเจริญอาหาร กินได้เยอะกว่าเดิม..... 

 

 

 

*การที่ผิวหนังตรงอวัยวะเพศชายมีสีออกเขียวๆ และม่วงๆ อาจเป็นอาการของแผลฟกช้ำ (bruise) เพราะเกิดแรงกระแทกรุนแรงต่ออวัยวะเพศชาย 

แผลฟกช้ำ เกิดจาการรั่วของเลือดออกจากเส้นเลือดเล็กๆ มาอยู่ในชั้นใต้ผิวหนัง โดยในช่วงแรกจะเห็นเป็นสีแดงๆ หลังจากนั้จะค่อยๆ เปลี่ยนเป็นสีม่วงน้ำเงิน ตามด้วยสีออกเขียวและกลายเป็ยสีเหลืองน้ำตาล ซึ่งการเปลี่ยนสีเกิดจากเลือดที่รั่วไหลออกมาถูกแปรสภาพและทำลายไป โดยจะใช้เวลาประมาณ 7-10 วัน หลังจากนั้นก็จะหายได้เป็นปกติเองโดยไม่จำเป็นต้องทานยาอะไร 

เครดิต: pobpad.com 

 

        

ความคิดเห็น

เพิ่มนิยายเรื่องนี้ลงคลังแล้ว