email-icon Instagram-icon Line-icon

ขอบคุณทุกคอมเม้นท์น่ารักๆและนักอ่านที่สนับสนุนทุกคนนะคะ 🎀🍀🎊😂☺️🐰🍓☀️🍄🔆🎄🕌☀️🎁👑

บทที่ ๒.๒ ชาตินี้ข้าจะไม่ฆ่าคน(Rev.เพิ่มเติม)

ชื่อตอน : บทที่ ๒.๒ ชาตินี้ข้าจะไม่ฆ่าคน(Rev.เพิ่มเติม)

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย จีน

คนเข้าชมทั้งหมด : 4.8k

ความคิดเห็น : 7

ปรับปรุงล่าสุด : 15 เม.ย. 2563 21:02 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
บทที่ ๒.๒ ชาตินี้ข้าจะไม่ฆ่าคน(Rev.เพิ่มเติม)
แบบอักษร

 

 

 

ณ จวนตระกูลลั่ว

 

 

“ท่านปู่...พี่สาวหายไปไหนขอรับ เมื่อไหร่พี่สาวจะกลับมาหาอาหลี” น้ำเสียงสั่นเครือดังขึ้นพร้อมกับนัยน์ตากลมโตที่แดงก่ำเนื่องจากผ่านการร้องไห้มามาดๆ

เด็กน้อยอายุหกขวบกำชายเสื้อท่านปู่ของตัวเองเอาไว้แน่น ใบหน้ากลมกลึงจ้ำม่ำมีพวงแก้มนุ่มนิ่มที่สุกปลั่งน่ารักน่าเอ็นดูเป็นอย่างมาก

พี่สาวของเขาไม่กลับจวนมาหลายวัน ท่านพ่อกับท่านแม่ก็ไม่ยอมบอกว่านางหายไปไหน

ด้วยความที่ยังเป็นเด็กเขาจึงเกิดหวาดกลัวขึ้นมา คิดว่าตัวเองจะไม่ได้เจอกับพี่สาวแล้ว คิดว่าพี่สาวจะไม่กลับมาหาเขาอีกเพราะเขาซุกซนจนเกินไป

ลั่วหยางก้มหน้าลงมองหลานชายตัวเองด้วยนัยน์ตาสลับซับซ้อน

เขายกมือขึ้นลูบศีรษะของอาหลีอย่างอ่อนโยนพลางว่า “เดี๋ยวหวินซีก็กลับมา เจ้าอย่าได้กังวล”

“จริงหรือขอรับ” อาหลีกล่าวถามอย่างไร้เดียงสา

“อืม ย่อมเป็นเช่นนั้น ข้าจะโกหกเจ้าไปทำไมกัน" ลั่วหยางพยักหน้าตอบ กล่าวปลอบเด็กชายน้อยด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน

อาหลีที่ได้ยินคำยืนยันจากท่านปู่ก็ยิ้มกว้าง เป็นรอยยิ้มที่ทำให้โลกทั้งใบสดใสขึ้นทันตา เขารีบวิ่งออกไปหามารดาที่ทำอาหารอยู่ในครัวด้วยสีหน้าดีใจ

ลั่วหยางมองตามแผ่นหลังเล็กๆจนสุดสายตา ก่อนที่ความอ่อนโยนบนใบหน้าจะค่อยๆแปรเปลี่ยนเป็นความเคร่งขรึมและจริงจังขึ้นมาหลายส่วน

ร่างกายที่แข็งแรงและว่องไวแตกต่างจากวัยที่เรียกว่าอาวุโสที่สุดในจวน เขาสะบัดแขนเสื้อหมุนตัวเดินเข้าไปในห้องอีกทาง

ด้านในห้องมีชายวัยกลางคนที่มีใบหน้าคล้ายคลึงกับเขานั่งอยู่ด้วยท่าทางไม่สู้ดีนัก ทว่าเขาก็ยังคงสง่างามดุจหินผาที่ตั้งตระหง่านท่ามกลางฝูงแมลง

ใบหน้าหล่อเหลาและมีเสน่ห์ของบุตรชายผู้ให้กำเนิดเด็กน้อยชื่ออาหลีและสตรีที่งดงามที่สุดในแผ่นดินเช่นลั่วหวินซี ก็ทำให้ผู้คนไม่อาจคาดเดาอายุที่แท้จริงของเขาออกมาได้

ใครจะคิดว่าชายที่มีใบหน้าอ่อนเยาว์ผู้นี้จะใช้ชีวิตมาแล้วครึ่งร้อยปีเล่า

“คนที่ออกไปตามหาหวินซีได้ความอย่างไรบ้าง” ลั่วหยางกล่าวถามในขณะที่ทิ้งตัวลงนั่งบนเก้าอี้ไม้แกะสลักขนาดใหญ่

“ยังไม่พบร่างของนาง” ลั่วเสวียนตอบบิดาของตนด้วยน้ำเสียงที่ฟังดูแย่มาก

คนของเขาพบร่องรอยการถูกลอบสังหารและซากร่างมากมายที่บริเวณปากทางเข้าหุบเขาเป็นตายตั้งแต่สามวันที่แล้ว

มีคนกล้าลอบสังหารลูกสาวของเขาในเขตการดูแลของตระกูลลั่ว

อีกทั้งตอนนี้ยังไม่พบร่างของลั่วหวินซีแม้แต่เงา เป็นหรือตายไม่แน่ชัด เขาที่เป็นบิดาของนางจะไม่ร้อนใจได้อย่างไร

“หลานข้าอาภัพนัก…” ลั่วหยางเอ่ยด้วยสีหน้าที่ไม่สู้ดีเช่นกัน

สำหรับคนตระกูลลั่ว แม้ลั่วหวินซีจะฝึกฝนพลังไม่ได้พวกเขาก็ยังรักนางดุจแก้วตาดวงใจ

ไม่เคยคิดที่จะผลักภาระของครอบครัวไปให้นางต้องแบกรับเลยแม้แต่น้อย

การที่นางดื้อรั้นจะเดินทางไปที่หุบเขาเป็นตายใช่ว่าพวกเขาไม่ห้ามปราม แต่นางตัดสินใจแล้วว่าจะทำให้ตัวเองฝึกฝนพลังให้ได้

พวกเขาจึงได้แต่จำยอมให้นางไปโดยส่งคนคุ้มกันระดับพลังขั้นก่อกำเนิดให้ร่วมเดินทางไปกับนางด้วยถึงสามร้อยคน

ทว่าข่าวที่ได้รับรายงานเมื่อเร็วๆนี้กลับทำให้พวกเขาหัวใจแตกสลาย

คนคุ้มกันสามร้อยคนกลายเป็นซากศพ หลานสาวของเขาหายตัวไปอย่างไร้ร่องรอย...

“จะต้องเป็นคนตระกูลหยางที่ทำเช่นนี้!” ลั่วเสวียนกัดฟันแน่นด้วยความโกรธแค้น

ตระกูลลั่วเป็นตระกูลอันดับหนึ่งที่มีกองกำลังและอิทธิพลมากที่สุด ส่วนตระกูลหยางเป็นตระกูลอันดับสอง การแย่งชิงอำนาจของผู้นำส่งผลให้เกิดการปะทะกันอยู่บ่อยครั้ง

ทว่าตระกูลลั่วได้ให้กำเนิดบุตรีสายตรงที่ไม่สามารถฝึกฝนพลังได้ ตำแหน่งตระกูลอันดับหนึ่งจึงเริ่มสั่นคลอนอย่างรุนแรง

ส่วนอาหลีบุตรชายคนเล็กของเขาก็ยังเด็กมากนัก กว่าจะเติบโตจนฝึกฝนพลังได้แข็งแกร่ง เกรงว่าตระกูลหยางคงเริ่มมีอำนาจมางัดข้อกับตระกูลลั่วไปนานแล้ว เพราะบุตรสายตรงของตระกูลหยางตอนนี้ล้วนแต่เป็นผู้มีพลังระดับก่อกำเนิดถึงสองคน

“ไม่คิดว่าคนตระกูลหยางจะจับตาดูหวินซีอยู่ตลอดเวลา…” ลั่วหยางเอ่ยด้วยน้ำเสียงรู้สึกผิดราวกับกำลังกล่าวโทษตัวเองอย่างไรอย่างนั้น

ลั่วหวินซีฝึกพลังไม่ได้ พวกเขาจึงคิดว่าอีกฝ่ายคงไม่เห็นนางเป็นเป้าหมายอีกต่อไป คงจะต้องเพ่งเล็งมาที่อาหลีเป็นหลัก แต่เปล่าเลย พวกเขาคิดผิดอย่างร้ายแรง

อีกฝ่ายไม่ยอมปล่อยให้หลานสาวของเขามีโอกาสได้ฝึกพลังเลยสักนิด

ทั้งๆที่หากนางฝึกพลังได้ขึ้นมาจริงๆ นางก็เริ่มต้นฝึกช้ากว่าบุตรสายตรงของตระกูลอื่นเกือบเจ็ดปี ไม่มีทางฝึกฝนฝีมือได้ทันตามคนอื่นด้วยซ้ำ

“ข้าจะปิดข่าวที่หวินซีถูกลอบสังหารไว้จนกว่าจะตามหานางพบ หากเรื่องนี้หลุดไปถึงหูตระกูลอื่นคงไม่ดีแน่ ท่านพ่อคิดเห็นเช่นไร” ลั่วเสวียนหันมาถามบิดาของตนสีหน้าเคร่งเครียด

“เอาตามที่เจ้าพูดเถอะ” ลั่วหยางตอบด้วยน้ำเสียงเป็นกังวล เอ่ยต่อว่า “เจ้าจะบอกเรื่องนี้กับเสี่ยวหรานเมื่อใดกัน”

“ข้า…ไม่รู้จะเริ่มบอกนางเช่นไรดี” ลั่วเสวียนมีนัยน์ตาที่ฉายชัดถึงความขมขื่น

ภรรยาของเขารักและห่วงใยลั่วหวินซีดุจชีวิต

ไม่ว่าเขาจะคิดคำพูดสวยหรูอยู่ในหัวมากมายแค่ไหนก็ไม่อาจทำให้นางไม่เจ็บปวดใจได้

ลูกสาวหายไปทั้งคน อีกทั้งยังอยู่ไม่เห็นคน ตายไม่เห็นศพ แล้วจะให้เขาพูดบอกนางได้อย่างไร

โดยเฉพาะอาหลี รายนั้นติดพี่สาวเสียยิ่งกว่ากระไร หากรู้เรื่องนี้เข้าคงนั่งร้องไห้ไม่ยอมกินยอมนอนกันพอดี

ลั่วเสวียนถอนลมหายใจออกมาเบาๆ หัวใจรู้สึกหนักอึ้งเป็นอย่างมาก

ในสายตาคนอื่นอาจจะมองลั่วหวินซีเป็นสตรีไร้ค่าเพียงใด แต่สำหรับคนในครอบครัวนางคือของขวัญที่วิเศษที่สุด

นางไร้เดียงสาและขาวบริสุทธิ์ เป็นเหมือนเทพธิดาตัวน้อยที่ทำให้จวนตระกูลลั่วสดใสและมีชีวิตชีวามากยิ่งขึ้น

นางไม่สมควร...เจอเรื่องเช่นนี้

“พรุ่งนี้ข้าจะออกไปตามหาหวินซีด้วยตัวเอง หากแม้แต่ข้ายังหานางไม่พบ เจ้าก็คงต้องบอกเรื่องนี้ให้คนในครอบครัวเรารับรู้แล้ว” ลั่วหยางเอ่ย

“ท่านพ่อ ข้าก็อยากออกไปตามหานางด้วยตัวเอง...”

“ไม่ได้” ลั่วหยางส่ายหน้าปฏิเสธทันที พลางว่า “เจ้าเป็นประมุขตระกูล จะออกไปโดยไม่คิดหน้าคิดหลังได้อย่างไร”

หากลั่วเสวียนเป็นอะไรขึ้นมาอีกคน คราวนี้ตระกูลลั่วคงได้ถูกไล่ต้อนมาที่ขอบหน้าผาสูงชันอย่างแท้จริง

ทุกวันนี้ที่ยังคงอยู่ได้ก็เพราะยังมีเขาและลั่วเสวียนเป็นเสาหลักของตระกูล

เขากับบุตรชายทะลวงระดับพลังถึงขั้นแก่นแท้ตอนปลาย อีกเพียงก้าวเดียวก็จะสามารถบรรลุขั้นศิลา เป็นระดับสูงสุดในแผ่นดิน

ผู้ที่มีพลังระดับนี้มีแค่ไม่กี่คนเท่านั้น นี่คือเหตุผลว่าทำไมตระกูลอื่นถึงไม่กล้าทำอะไรโดยพละการ หรือต่อให้ทำก็จะไม่ทำซึ่งๆหน้าโดยเด็ดขาด

ใครจะรู้ว่าหากลั่วเสวียนออกไปแล้วจะไม่ถูกลอบสังหารเหมือนหลานสาวของเขา

ในช่วงที่ตระกูลลั่วกำลังสั่นคลอน มักมีเรื่องไม่คาดฝันเกิดขึ้นเสมอ จะต้องคิดให้รอบด้าน ไม่อาจประมาทได้

“เจ้าวางใจเถอะ ข้าจะตามหาหวินซีเอง” ลั่วหยางกล่าว ก่อนจะลุกขึ้นยืนเต็มตัว

ถึงเขาจะอายุเยอะจนถูกเรียกว่าท่านปู่ ทว่าพละกำลังและระดับพลังฝึกปรือไม่ได้ลดหลั่นลงเลยแม้แต่น้อย

คนแก่ที่แข็งแกร่งอย่างเขาจะเดินทางไปหุบเขาเป็นตายเพื่อหาหลานสาวก็ไม่ใช่เรื่องที่ยากลำบากอะไร

“เช่นนั้นข้าก็ฝากท่านพ่อด้วย...ตามหานางให้เจอ แม้ว่า...” ลั่วเสวียนอ้าปากจะกล่าวต่อแต่ไร้เสียงที่จะเปล่งออกมา

เขากลืนคำของตัวลงท้อง ไม่อยากจะเอ่ยประโยคหลัง ได้แต่พึมพำอยู่ภายในใจ

แม้ว่าจะพบเป็นศพ ก็ต้องพานางกลับมาให้ถึงจวน...

ลั่วหยางมองเห็นนัยน์ตาที่เผยความเจ็บปวดเขาก็เข้าใจทันที ร่างสูงพยักหน้าเล็กน้อย ก่อนจะเดินออกไปด้านนอก ปล่อยให้ลั่วเสวียนอยู่เพียงลำพัง

ภายในห้องที่เงียบสงบทำให้คนที่นั่งอยู่รู้สึกเคว้งคว้างและโดดเดี่ยว

ลั่วเสวียนยกมือขึ้นลูบหน้าตัวเอง เขารู้สึกรับไม่ได้และไม่ยินยอมที่จะสูญเสียลูกสาวไปเช่นนี้

สามวันที่ผ่านมาเขาพยายามหลอกตัวเองมาโดยตลอด ยังคงคาดหวังว่าลั่วหวินซียังมีชีวิต

ทว่าส่วนลึกในใจของเขากลับหวาดกลัวเป็นอย่างมาก นางไม่มีพลังแล้วจะปกป้องตัวเองได้อย่างไร

หรือต่อให้นางรอดพ้นมาจากการถูกลอบสังหาร เขาก็นึกภาพไม่ออกว่าสตรีตัวเล็กๆจะใช้ชีวิตอยู่ในป่าและหุบเขาที่มีแต่สัตว์ดุร้ายได้อย่างไร

ยิ่งพยายามนึกภาพ ลั่วเสวียนก็คล้ายกับจะคลุ้มคลั่งขึ้นมา นานมากแล้วที่เขาไม่ได้รู้สึกเช่นนี้

นานมากแล้วที่เขาไม่ได้ฆ่าล้างผู้คน มันคงนานเกินไปจริงๆ

ตั้งแต่มีลูกสาวเขาก็ไม่เคยเผยความโหดเหี้ยมอำมหิตออกมาอีกเลย คนพวกนั้นถึงได้ลืมตัว กล้าล้ำเส้นเข้ามาในพื้นที่ของเขา

ลั่วเสวียนกำมือเข้าหากันแน่น นัยน์ตามืดทึบลงอย่างน่ากลัว เขาสบถกับตัวเองน้ำเสียงแข็งกร้าวและดุดัน

“ลูกสาวข้าใช่คนที่ล่วงเกินได้ด้วยหรือ..เรื่องนี้จะต้องมีคนชดใช้!

 

 

 

.....

 

ในเวลาเดียวกันนั้นร่างบางผอมเพียวของสตรีในชุดสีขาวสะอาดกำลังถือดาบกวัดแกว่งไปมาอย่างคล่องแคล่ว

การเคลื่อนไหวที่รวดเร็วและดุดันของลั่วหวินซีพุ่งทำลายล้างและฆ่าฟันสัตว์ดุร้ายเบื้องหน้าอย่างต่อเนื่องและยาวนาน

ชุดสีขาวสะอาดของนางค่อยๆถูกย้อมไปด้วยสีของโลหิต

ใบหน้างดงามหาผู้ใดเปรียบมิได้มีคราบเลือดเปรอะเปื้อนอยู่หลายส่วน ทว่ามันกลับทำให้นางดูองอาจและมีเสน่ห์ชวนให้จับจ้องมองอย่างน่าประหลาด

ลั่วหวินซีเดินตามหาทางออกจากหุบเขามาสองสามวันแล้ว แต่นางยังหาทางออกไม่พบ นางทำทุกวิถีทางแล้วแต่ผลที่ได้คือการเดินวกไปวนมาอย่างไร้ประโยชน์

เป็นครั้งแรกที่นางรู้สึกว่าตัวเองโง่งมอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อนในชีวิต

ตอนที่นางเข้ามาเป็นตอนกลางคืน มองไม่เห็นทางเดินชัดเจน อาศัยความรู้สึกในการคลำทางตามหาบ่อโลหิตเท่านั้น

พอตั้งใจจะออกจากหุบเขาอย่างจริงจัง กลายเป็นว่าร่องรอยต่างๆที่นางเดินผ่านตอนเข้ามาหายไปอย่างไม่น่าเชื่อ

ลั่วหวินซีจึงเข้าใจความจริงอีกหนึ่งอย่างว่าชื่อเรียก ‘หุบเขาเป็นตาย’ ไม่ได้ตั้งขึ้นมาเพื่อให้ผู้คนหวาดกลัวเฉยๆ

เป็นสถานที่ที่เข้าง่ายแต่ออกยาก คนภายนอกจึงไม่รู้ว่าคนที่เดินทางเข้ามาแล้วไม่กลับออกไปนั้นเป็นหรือตาย

ตลอดสามวันที่ผ่านมา นางเฝ้าสังเกตรอบตัวมาโดยตลอด หุบเขาแห่งนี้เปลี่ยนแปลงไปในทุกๆวันแม้นางจะยืนอยู่ที่เดิมไม่ขยับเขยื้อนไปไหน

เมื่อคืนนางพักอยู่บนต้นไม้ใหญ่ที่ด้านล่างมีแอ่งน้ำขนาดเล็ก พอตื่นเช้าขึ้นมาแอ่งน้ำกลับหายไปแต่กลายเป็นดงสัตว์ดุร้ายแทนเสียอย่างนั้น

ลั่วหวินซีไม่ได้หวาดกลัว แต่กำลังปรับเปลี่ยนความคิดของตัวเองใหม่

หากออกไปไม่ได้นางก็จะใช้หุบเขาแห่งนี้ในการฝึกพลังแทน

น่าเสียดายที่เจ้าของร่างเดิมไม่มีความรู้ขั้นพื้นฐานในการฝึกพลังเลย นางจึงต้องลองผิดลองถูกใช้ประสบการณ์ในชาติก่อนมาเป็นบรรทัดฐาน

ซึ่งมันค่อนข้างไร้ประโยชน์ เพราะชาติก่อนของนางไม่มีอะไรที่เหนือธรรมชาติเช่นนี้มาก่อน

อย่างเช่นสัตว์ดุร้ายที่นางกำลังฆ่าล้างอยู่ มันมีลักษณะแปลกตามาก น่าเกลียดน่ากลัวคล้ายกับสิ่งมีชีวิตที่เรียกว่าสัตว์อสูรเสียมากกว่า

ความทรงจำของเจ้าของร่างเดิมส่วนใหญ่ใช้ชีวิตอยู่ในจวนและโรงเรียนชงหงวน

ประสบการณ์ในการพบเจอสิ่งแปลกประหลาดเช่นนี้ก็ถือว่าเป็นครั้งแรกเช่นเดียวกัน

ทันใดนั้นลั่วหวินซีก็รู้สึกว่าตัวเองเหมือนแก้วเปล่าใบหนึ่งที่ยังไม่ถูกเติมน้ำ ยังเหลือพื้นที่ว่างมากมายที่ไม่มีอะไรมาเติมเต็ม

ความทรงจำที่ได้รับจากการถ่ายทอดมา นอกจากภาพของครอบครัวที่อบอุ่นมากก็ไม่มีอะไรอีก

ให้ตายเถอะ ช่างว่างเปล่าอะไรเช่นนี้

 

 

 

.....

 

ช่วงแรกๆอาจจะดำเนินเรื่องช้าหน่อยนะคะ เพราะต้องใส่รายละเอียดเยอะ

 

#น้องหลงทางอยู่ค่ะ

ความคิดเห็น