facebook-icon Twitter-icon

ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

Ψเกลียวคลื่นที่ “ XIV ”

ชื่อตอน : Ψเกลียวคลื่นที่ “ XIV ”

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย y

คนเข้าชมทั้งหมด : 2.9k

ความคิดเห็น : 12

ปรับปรุงล่าสุด : 01 ก.ย. 2562 00:08 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
Ψเกลียวคลื่นที่ “ XIV ”
แบบอักษร

Ψเกลียวคลื่นที่ “ XIV ”

 

 

 

มื้อเย็นหลังจากดำน้ำมากว่าหลายชั่วโมงคืออาหารทะเลหลากหลายแบบทั้งผัดผงกระหรี่ นึ่งมะนาว อบวุ้นเส้นหรือแม้แต่ย่าง เรียกว่าผมต้องพนมมือก่อนกินเพราะนึกถึงเพื่อนร่วมท้องทะเลขึ้นมาอย่างกระทันหันโดยเฉพาะกับจานฉลามผัดฉ่า

 

 

ฝีมือของโฟรชแทบไม่ต้องพูดถึงเรื่องรสชาติ แค่บอกว่าโฟรชทำผมก็สามารถพูดได้เต็มปากแม้จะยังไม่ลองชิมได้ว่าอร่อยมาก

 

 

น่าเสียดายฝีมือนั้นที่เหมือนจะมีแค่ผมที่รู้ว่าอีกฝ่ายทำอาหารเก่งและอร่อย

 

 

“อิ่ม...อิ่มมาก” ผมนอนขึ้นอืดอยู่บนโซฟาตัวยาวพร้อมเอามือลูบท้องตัวเองที่บัดนี้แข็งมาก กับข้าวห้าอย่างกับคนแค่สองคนนั้นมากเกินกว่าจะกินหมดแต่ผมก็พยายามเพื่อไม่ให้อาหารเหลือจนสุดท้านทุกจานก็เกลี้ยงไม่เหลือแม้แต่ผักสักชิ้น

 

 

“สภาพนายตอนนี้เหมือนพะยูนกำลังอาบแดดเลย” เสียงโฟรชดังขึ้นก่อนเจ้าของเสียงจะก้าวเข้ามาใกล้

 

 

“ดึกขนาดนี้ไม่มีแดดแล้วโฟรช”

 

 

“แปลว่าไม่ค้านเรื่องที่บอกว่าเหมือนพะยูน?” อีกฝ่ายยิ่งคำถามกวนๆ ต่อ

 

 

“ค้านสิ ไม่เหมือนสักหน่อย”

 

 

“ไหนลองเอามือสองข้างลูบท้องสิ”

 

 

“แบบนี้?” ผมใช้มือสองข้างลูบท้องที่กำลังอืดของตัวเอง

 

 

พอทำแล้วรู้สึกดีขึ้นมานิดนึงแฮะ

 

 

“หึ...เหมือนพะยูนเปี๊ยบ”

 

 

“โฟรช!”

 

 

“อย่าเสียงดัง พักท้องไปก่อน บอกแล้วว่าไม่ต้องฝืนกินให้หมด” โฟรชนั่งลงใกล้ๆ ผมก่อนจะสัมผัสได้ถึงฝ่ามือที่ลูบเส้นผมสีน้ำตาลอมส้มของตัวเองไปมา

 

 

“ก็มันอร่อยนี่ อีกอย่างไม่อยากให้เหลือด้วย” เราควรเห็นค่าของทุกชีวิตที่เสียสระเพื่อให้เราได้อยู่ต่อ

 

 

“เลยต้องมานอนปวดท้อง?”

 

 

“นิดหน่อยเอง นี่โฟรช” ผมเรียกอีกฝ่ายเมื่อนึกอะไรขึ้นได้

 

 

“อะไร”

 

 

“ขอหนุนตักหน่อยได้ไหม” ผมเงยหน้าใช้ดวงตาสีฟ้าน้ำทะเลของตัวเองไปสบกับดวงตาสีเทาอ่อนของโฟรชเป็นเชิงขอร้อง

 

 

“...ตามใจสิ”

 

 

พอได้รับอนุญาติผมไม่รอบช้ารีบขยับตัวให้หัวขึ้นไปหนุนอยู่บนต้นขานั่นแล้วปล่อยเวลาให้ผ่านไปอย่างไม่รีบร้อน ฝ่ามืออุ่นๆ ที่แผ่ไออุ่นมาผ่านการลูบเส้นผมสีน้ำตาลอมส้มพานให้รู้สึกดีจนยากจะหลับไหลไปซะเดี๋ยวนี้แต่หากหลับตอนนี้ก็กลัวว่าตอนกลางคืนจะนอนไม่หลับผมจึงพยายามบอกตัวเองให้ตื่นเข้าไว้

 

 

ทั้งที่ตั้งใจไว้อย่างแน่วแน่แต่ไม่รู้ทำไมพอฝ่ามืออีกข้างของโฟรชวางลงเหนือเปลือกตาสติอันน้อยนิดก็เลือนหายเข้าสู่ห้วงนิทราอย่างรวดเร็ว

 

 

รู้สึกตัวตื่นอีกทีก็ตอนที่ขาซึ่งผมกำลังหนุนอยู่เริ่มขยับ นั่นทำให้ผมลุกขึ้นนั่งพลางหันกลับไปมองหน้าโฟรชงงๆ พอนึกขึ้นได้ว่าตัวเองเผลลอหลับไปผมก็รีบหันไปมองนาฬิกาซึ่งตัวเลขบนจอทำเอาดวงตาผมถึงกับเบิกกว้างด้วยความตกใจ

 

 

“สี่ทุ่ม?!” ไม่อยากจะเชื่อสิ่งที่เห็นเลย

 

 

ผมกับโฟรชกินมื้อเย็นเสร็จตอนทุ่มกว่าและผมดันหลับยาวมาจนถึงเวลาสี่ทุ่ม ไม่แปลกใจเลยที่โฟรชเริ่มขยับขา โดนทับนานขนาดนั้นคงตะคิวกินทั้งขาแล้วมั้งเนี่ย

 

 

“ท้องหายอืดรึยัง” โฟรชเปิดบทสนทนา

 

 

“อืม ไม่รู้สึกปวดแล้ว คุณเถอะทำไม่ปลุกหรือหาหมอนมาให้ผมหนุนแทนเล่า” ให้หนุนตักมาหลายชั่วโมงแบบนี้ผมรู้สึกไม่ค่อยดีเลย

 

 

“ทำไมต้องให้นายหนุนหมอนด้วย?” อีกฝ่ายถามกลับ

 

 

“ก็คุณจะได้ไม่เมื่อยไง”

 

 

“ฉันยอมเมื่อยถ้าคนที่หนุนตักฉันคือนาย”

 

 

“อะ...” คำพูดหยอดแสนหวานนั่นทำเอาผมถึงกับไปต่อไม่ถูก

 

 

“อีกอย่าง...การได้มองหน้านายระหว่างที่หลับก็ตลกดี ทั้งกรน ทั้งน้ำลายไหล” คำพูดต่อมาทำเอาความเขินอายที่กำลังแผ่ไปทั่วถึงกลับสลายไปทันควัน

 

 

“ผมไม่กรนเหอะ น้ำลายไหลก็ไม่มี” ถึงจะมั่นใจแต่ก็ไม่วายยกแขนขึ้นมาเช็ดมุมปาก

 

 

“ฉันอัดคลิปไว้จะดูไหม” ไม่พูดเปล่ายังยกโทรศัพท์ข้างตัวขึ้นมาชูอีก

 

 

“โฟรเช่!” ตื่นมาก็กวนกันเลยนะ

 

 

“นั่งนิ่งๆ อีกเดี๋ยวค่อยลุกเดี๋ยวจะเวียนหัวเอา ฉันจะไปอาบน้ำก่อน” โฟรชไม่สนใจที่ผมขึ้นเสียงใส่ก้าวยาวๆ ตรงไปยังห้องน้ำหน้าตาเฉย

 

 

ผมที่มองตามแผ่นหลังนั้นไปกระทั่งประตูห้องน้ำปิดได้แต่ถอนหายใจออกมาเฮือกใจ ถึงอีกฝ่ายจะเอาแต่กวนแต่ความห่วงใยที่มีให้นั้นกลับมากยิ่งกว่า ทั้งที่ไม่จำเป็นต้องห่วงผมมากขนาดนี้ก็ได้แต่เขาก็ยังห่วง...ห่วงไปหมดแทบทุกอย่าง

 

 

แบบนี้จะไม่ให้หัวใจผมเปิดรับเขามากขึ้นได้ยังไงล่ะ

 

 

นั่งคิดเรื่อยเปื่อยอยู่ในสมองไม่นานประตูห้องน้ำก็เปิดออกพร้อมกับโฟรชออกมาในชุดลำลองปกติ เส้นผมสีดำที่มีผ้าขนหนูคลุมอยู่นั้นแปลว่าอีกฝ่ายคงสระผมด้วย

 

 

เห็นว่าทุกครั้งที่มนุษย์เล่นน้ำทะเลต้องอาบน้ำสระผมทุกครั้งผิดกับเงือกอย่างพวกเราที่นอกจากจะไม่อาบน้ำแล้วยังไม่ต้องสระผมด้วย น่าแปลกที่เส้นผมก็ไม่ได้สากหรือแห้งแข็งตรงกันข้ามกลับนุ่มเพราะได้น้ำทะเลช่วยบำรุง ผิวเองก็เนียนนุ่ม

 

 

ผมมองตามโฟรชก้าวไปยังเตียงก่อนจะนั่งเช็ดผมอยู่บนเตียงสีครีมที่มีลายสีฟ้าอ่อนดูสบายตา ไม่รู้ว่าเพราะจ้องนานไปหรืออะไรอีกฝ่ายถึงได้หยุดเช็ดแล้วหันมามองหน้าผมแทน พวกเราจ้องมองกันนิ่งๆ โดยไม่มีใครพูดหรือหลบสายตาก่อนนั่นทำให้ผมหยิกแก้มตัวเองทั้งสองข้างแล้วยืดออกพร้อมๆ กับแล่บลิ้นใส่ พอยืดหน้าไม่ได้ผลเลยเปลี่ยนมาทำหน้าตอบปากจู๋แทน

 

 

“หึ...ทำหน้าอะไรของนายน่ะฟีแซลล์” และแล้วอีกฝ่ายก็หลุดรอยยิ้มและเสียงหัวเราะออกมาจนได้

 

 

“ผมชนะอีกแล้ว!” ทุกครั้งที่พวกเราสบตากันนิ่งๆ ไม่ใช่แค่ผ่านกระจกแต่รวมไปถึงตอนอยู่ต่อหน้าก็มักจะจบลงด้วยการที่ผมทำหน้าตลกให้อีกฝ่ายหลุดขำออกมา

 

 

“ฉันไปตกลงแข่งตอนไหน”

 

 

“ตอนนั้นไง” ผมเอ่ยไปเรื่อย

 

 

จริงอย่างที่โฟรชพูดคือพวกเราไม่เคยตกลงแข่งกันมีแค่ผมที่เล่นสนุกและเอาชนะอยู่ฝ่ายเดียว

 

 

“เลิกมั่วแล้วมานี่ ฉันจะนอนแล้ว” โฟรชโยนผ้าขนหนูไปข้างๆ ขณะเรียก

 

 

“คุณก็นอนไปสิ” ไม่เห็นเกี่ยวกับที่ผมต้องไปหาเขาสักนิด

 

 

“แล้วนายจะนอนไหน”

 

 

“ผมนอนโซฟาได้” ผมตอบ ทั้งกว้างทั้งนุ่มนอนได้สบายจะตาย

 

 

นอนร่วมเตียงกับโฟรชใช่ว่าจะไม่เคยแต่ต้องใช้คำว่าไม่บ่อยแถมตอนนี้ผมยังรับรู้ถึงความรู้สึกที่เขามีต่อผมแล้วยิ่งไม่กล้าที่จะนอนร่วมเตียงกัน มันเขินและทำตัวไม่ถูกเวลาโฟรชอยู่ใกล้ๆ ไม่รู้ว่าทำไมเหมือนกัน

 

 

“ฟีแซลล์”

 

 

“ฮืม?” ผมตอบรับเสียงเรียกนั้น

 

 

“ฉันมีอะไรจะให้ช่วย” ประโยคที่ได้ยินทำเอาผมเริ่มขมวดคิ้วเข้าหากัน

 

 

“อะไรล่ะ”

 

 

“ได้ไหม” ยังไม่ทันพูดเนื้อหาก็มาถามแบบนี้ซะแล้ว

 

 

“แล้วจะให้ช่วยอะไร” ผมถามอีก สัญชาตญาณผมมันร้องเตือนถึงบางอย่างที่ไม่ชอบมาพากล

 

 

“บอกมาก่อนว่าจะช่วยไหม” โฟรชเอาคำตอบโดยไม่ขยายความอะไรเพิ่มให้

 

 

จะเอายังไงดีล่ะ

 

 

โฟรชดูเหมือนมีเรื่องอยากให้ช่วยซึ่งผมก็ควรจะช่วยด้วยความเต็มใจแต่บางอย่างมันกำลังทำให้ผมเริ่มลังเลว่าจะช่วยหรือไม่ช่วยดี

 

 

แต่โฟรชเอ่ยปากมาขนาดนี้เลยนะ

 

 

กล้าๆ หน่อย คงไม่มีอะไรหรอก

 

 

“...ก็ได้ ผมจะช่วย” กว่าจะตัดสินใจได้ก็กินเวลาไปหลายนาที

 

 

“ดี มานี่ฟีแซลล์” ไม่พูดเปล่าโฟรชตบเตียงข้างๆ เป็นเชิงบอกสถานที่ที่ผมต้องไป

 

 

“ฮะ?...จะให้ผมช่วยอะไร ทำไมต้องไปที่เตียงด้วย”

 

 

“มาก่อนแล้วจะบอก”

 

 

“ไม่! คุณต้องบอกก่อนผมถึงจะไป” ผมรีบเอ่ยสวนกลับ ในสถานการณ์ที่ไม่รู้อะไรเลยสักอย่างผมไม่เสี่ยงที่จะก้าวไปหาหรอกนะ

 

 

“ถ้าบอกแล้วจะมา?” โฟรชหรี่ตามองผมคล้ายจะไม่เชื่อนัก

 

 

“...คิดว่านะ” ถ้ามันไม่ใช่อะไรแปลกๆ

 

 

“ช่วยมาเป็นหมอนข้างให้ฉันหน่อยฟีแซลล์” คำขอให้ช่วยนั่นทำเอาคนที่เอ่ยตกลงไปแล้วถึงกลับอยากกลับคำเอาซะเดี๋ยวนี้

 

 

“มะ...หมอนข้างบนเตียงคุณก็มีนี่” ผมเห็นนะว่าบนเตียงมีหมอนข้างอยู่

 

 

“ฉันอยากได้นายมาเป็นหมอนข้าง”

 

 

“...” เป็นคำตอบที่ไม่มีเหตุผลสักนิด

 

 

“ฟีแซลล์” นอกจากไม่ให้เวลาแล้วยังเร่งอีก

 

 

“...ถ้าผมไม่ไป...”

 

 

“ฉันจะไปพามาด้วยตัวเอง” ยังไม่ทันได้เอ่ยจบประโยคโฟรชก็พูดสวนกลับมาแถมน้ำเสียงนั่นเอาจริงสุดๆ เชื่อเลยว่าเขาลุกขึ้นมาพาผมไปด้วยตัวเองแน่ๆ

 

 

“...ผมไปก็ได้” เหมือนจะไม่เหลือทางออกให้ผมเลยสักทาง

 

 

“รีบมา”

 

 

“ทำไมต้องเร่งด้วยเล่า กำลังเดินไปนี่ไง” ผมก้าวฉับๆ เดินไปหาอีกฝ่ายที่เอ่ยเร่งอยู่ไม่ขาด

 

 

“อยากรีบกอดฟีแซลล์จะแย่แล้ว”

 

 

“ฮะ? อ๊ะ!...โฟรช” ผมถึงกับเซล้มลงไปบนเตียงเมื่อถูกโฟรชจับแขนแล้วดึงแรงๆ ทันทีที่ก้าวเข้าไปใกล้เตียงทำให้ตอนนี้ร่างผมนั่งอยู่ตรงกลางหว่างขาของโฟรช

 

 

“ทั้งที่ไม่อาบน้ำ ไม่สระผมแต่ทำไมถึงหอมจัง” โฟรชเอ่ยถามขณะซุกไซร้ปลายจมูกยังต้นคอผม

 

 

“อ๊ะ! อย่าโฟรช ทำอะไรของคุณเนี่ย” ผมพยายามดิ้นแต่ก็รู้กันว่าอ้อมแขนนั่นไม่ยอมปล่อยผมไปง่ายๆ

 

 

“ตัวนายมีกลิ่นเหมือนทะเล”

 

 

“หมายถึงเค็ม?” ผมหยุดดิ้นแล้วหันไปถามด้วยความรู้สึกไม่ดีนัก

 

 

แม้ผมจะมั่นใจว่าตัวเองไม่เหม็นแต่กับมนุษย์ตัวผมอาจจะเหม็นก็ได้

 

 

หรือผมควรจะเริ่มอาบน้ำดีนะ

 

 

“ไม่ใช่...เป็นกลิ่นที่ให้ความรู้เหมือนอยู่ใต้ท้องทะเล สงบนิ่ง น่าค้นหาและชวนให้สัมผัสพานให้รู้สึกอยากครอบครอง” ช่างเป็นคำอธิบายที่พานให้หัวใจเต้นรัวซะเหลือเกิน

 

 

“โฟรช...”

 

 

“อยากอยู่แบบนี้ไปตลอดเลย” โฟรชพูดต่อพลางซุกหน้าลงมายังลำคอผมเช่นเดียวกับวงแขนที่รัดแน่นขึ้น

 

 

ความเขินอายยังคงมีอยู่แต่ไม่รู้ทำไมไออุ่นที่แผ่นซ่านเข้าภายในกายผ่านร่างกายที่แนบสนิทนี่ถึงทำให้ผมรู้สึกดีจนไม่อยากให้อีกฝ่ายคลายอ้อมกอดนี้เช่นกัน

 

 

ตลอดทั้งคือผมถูกโฟรชกอดไว้แน่นราวกับคนติดหมอนข้างขนานหนัก แค่ผมขยับออกห่างก็จะถูกอีกฝ่ายขยับตัวตามมาแนบชิดทั้งที่เสียงลมหายใจนั้นสม่ำเสมอเป็นสัญญาณว่าเขากำลังจมสู่ห้วงนิทราโดยสมบูรณ์

 

 

ทั้งที่ไม่น่าจะรับรู้ถึงสิ่งรอบข้างแต่โฟรชกลับไม่ยอมให้ผมได้เป็นอิสระ...พันธนาการทั้งร่างกายแม้กระทั่งตอนที่สติไม่ออยู่กับตัวจนถึงช่วงรุ่งสางของวันใหม่

 

 

ตลอดสองวันสองคืนที่ได้ค้างอยู่บนเรือยอร์ชกลางทะเลผมใช้เวลากว่าครึ่งไปกับการอยู่ใต้น้ำซึ่งแน่นอนว่าไม่ได้ลงไปว่ายตามลำพังแต่มีโฟรชอยู่ด้วย ถึงจะไม่ตลอดเวลาแต่ก็หลายชั่วโมงอยู่ เกล็ดของผมที่ให้ไปดูอีกฝ่ายจะถูกใจอยู่ไม่น้อยเพราะแอบเห็นระหว่างทำอาหารยังมีหยิบขึ้นมามอง

 

 

เงือกอย่างพวกเรามีอะไรแปลกๆ อีกเยอะเพียงแต่ผมไม่ได้บอกออกไปหมดในครั้งเดียว หากไม่เห็นว่าจำเป็นต้องบอกผมก็เลือกที่จะไม่บอก ถึงจะไว้ใจโฟรชแต่ความลับบางอย่างใช่ว่าจะบอกออกไปได้ง่ายๆ โดยปราศจากเหตุผล

 

 

เรื่องการนอนก็เป็นอีกเรื่องที่ทำให้ตลอดสองคืนผมมักจะตื่นขึ้นมากลางดึกเสมอเนื่องจากไม่ชินกับการถูกกอดแน่นไว้ตลอดคืนแบบนั้น

 

 

โฟรชขับเรือกลับเข้าฝั่งในช่วงสายของวันที่สาม ตอนแรกผมกะจะไม่ขึ้นไปบนเรือแต่จะว่ายตามกลับเข้าไปแต่อีกฝ่ายไม่ยอมผมเลยต้องจำกลับขึ้นมานั่งตากหางตัวเองให้แห้งขณะเรือยอร์ชสุดหรูแล่นกลับไปจอดยังท่าเรือ

 

 

ข้าวของบนเรือไม่มีอะไรที่ต้องหยิบติดมือมา พวกเราเข้าไปในเรือตัวเปล่าและก็กลับออกมาตัวเปล่าเช่นกัน ของที่เหลือบนเรือเดี๋ยวคงมีคนมาจัดการให้ทีหลังล่ะมั้ง

 

 

ผมและโฟรชก้าวออกมาจากเรือและเดินไปตามทางเดินยาวที่สร้างขึ้นจากปูนไร้สิ่งกีดขวางใดๆ ถัดออกไปด้านหน้าเป็นตึกประมาณ 3 ชั้นและมีร่างของเควสและโวรร์ยืนรอต้อนรับพร้อมรถคันสีขาวจอดอยู่เยื้องออกไปทางด้านหลัง

 

 

ปัง!

 

 

เสียงของวัตถุบางอย่างดังขึ้นในจังเดียวกับที่โฟรชดึงแขนผมให้ก้มต่ำลงไปด้านล่าง ที่มาของเสียงมาจากบนถนนด้านขวามือ ผมเห็นว่ามีรถสีดำคันหนึ่งจอดนิ่งโดยกระจกด้านหลังถูกแง้มเป็นช่องว่างให้พอเหมาะกับอาวุธที่จ่อเล็งมา

 

 

ผมเคยได้ยินเสียงและวัตถุแบบนั้นในหนังหลายเรื่อง

 

 

“ปืน?” ผมค่อนข้างมั่นใจกับชื่อเรียกที่เอ่ยออกไป ทั้งโวร์และเควสเมื่อได้ยินเสียงนั้นต่างแยกกันโดยโวร์วิ่งขึ้นไปยังถนนส่วนเควสวิ่งมาหาพวกเรา

 

 

“วิ่งไปฟีแซลล์!” โฟรชพูดพร้อมกับดันหลังผมให้วิ่ง

 

 

“คุณก็ต้องวิ่งด้วยสิ” ผมหันกลับไปบอก

 

 

จะให้ผมวิ่งไปคนเดียวไม่เอาด้วยหรอก

 

 

“ฉันจะวิ่งตามไป เร็วเข้า!”

 

 

“อืม” ถึงผมจะไม่รู้ว่าควรจะทำยังไงกับสถานณ์นี้แต่ที่แน่ๆ คือต้องหาที่หลบก่อนแล้วค่อยว่ากันอีกที

 

 

สปีดในการวิ่งของผมไม่ได้เร็วนักเนื่องจากชินกับการขยับครีบพร้อมกันในครั้งเดียวไม่ใช่ขยับซ้ายขวาทำให้การเคลื่อนไหวเหมาะกับการตกเป็นเป้า ในตอนแรกกระบอกปืนนั้นเล็งไปทางโฟรชแต่ไม่รู้ทำไมอยู่ๆ ถึงได้เปลี่ยนมาเป็นตัวผมแทน

 

 

ปัง!

 

 

ทันทีที่กระสุนถูกยิงออกมาผมก้มตัวตำเพื่อหลบทว่าไม่ได้สังเกตว่ามีปืนอีกอันเล็งมาจากฝั่งหน้ารถซึ่งปืนทั้งสองกระบอกยิงออกมาในเวลาเดียวกันจึงยากในการสังเกต แม้จะหลบนัดแรกพ้นทว่าในนัดที่สองนั้นผมทำใจไว้แล้วว่าคงหลบไม่พ้นแน่

 

 

“ฟีแซลล์!” เสียงตะโกนเรียกชื่อผมดังลั่นก่อนร่างนั้นจะวิ่งมากันด้านหน้าผมและทรุดตัวลงไปกองอยู่บนพื้นอย่างรวดเร็วพร้อมเลือดสีแดงที่ไหลออกมา

 

 

“โฟรช!” ดวงตาสีฟ้าน้ำทะเลของผมเบิกกว้างเมื่อเห็นภาพของโฟรชแน่นิ่งอยู่บนพื้นปูน

 

 

ปัง!

 

 

เสียงปืนดังขึ้นอีกระรอกทว่าครั้งนี้เป็นเควสที่เข้ามาใกล้พวกเราสลับกลับเล็งยิงไปทางรถคันนั้นจนต้องปิดกระจกแล้วขับหนีไป แต่ยังไม่ทันได้ไปไกลรถคันนั้นก็เกิดหมุนติ้วหลังจากได้ยิงเสียงปืนดังขึ้นอีกนัด ให้เดาคงเป็นโวร์ที่จัดการหยุดรถคันนั้นไว้

 

 

“ท่านโฟรเช่!” เควสค่อยๆ พะยุงร่างของโฟรชที่คว่ำหน้าให้หงายหน้าขึ้น บริเวณไหล่ขวามีเลือดไหลชุ่มออกมาไม่หยุด

 

 

“โฟรช...โฟรช...ต้องพาไปโรงพยาบาล เควส!” ผมพยายามอย่างมากที่จะตั้งสติแม้ในใจกำลังร้อนรนอย่างถึงที่สุด

 

 

“ช่วยผมพยุงท่านโฟรเช่ไปที่รถหน่อยครับ” เควสพยักหน้าก่อนจะให้ผมเข้าไปช่วยพยุงร่างโฟรชไปจนถึงรถแล้วขับออกสู่ถนนใหญ่

 

 

“ทิ้งโวร์ไว้แบบนั้นเหรอ” ผมขยับไปถาม ถึงจะห่วงโฟรชมากแต่โวร์เองอาจจะกำลังเสียเปรียบอยู่ก็ได้

 

 

“ไม่ต้องห่วงครับ หมอนั่นเก่งอยู่แล้วแถวในตึกมีคนของเราอยู่อีกเยอะ ปล่อยให้โวร์จัดการเรื่องคนร้ายเถอะครับ ตอนนี้ต้องรีบพาท่านโฟรเช่ไปส่งโรงพยาบาลให้เร็วที่สุด” เควสตอบขณะเร่งความเร็วรถขึ้น

 

 

“โฟรช...เลือดไม่หยุดเลย” ผมหันไปมองอีกฝ่ายแล้วพยายามใช้ผ้าที่มีกดห้ามเลือด ด้วยความที่เลือดออกมาทำให้ผ้าสีขาวเปลี่ยนเป็นสีแดงในเวลาอันรวดเร็วแถมเจ้าตัวยังไม่มีทีท่าจะได้สติกลับมาอีก

 

 

ความเป็นห่วงเริ่มทวีความรุนแรงขึ้นแม้จะมาถึงโรงพยาบาลและส่งต่อร่างของโฟรชให้ขึ้นไปนนอนบนเตียงก่อนจะถูกเข็นไปตามทางก็ยังอดไม่ได้ที่จะเป็นห่วง ผมวิ่งตามเตียงนั้นไปจนถึงหน้าห้องฉุกเฉินมองร่างของโฟรชที่ถูกพาเข้าไปสุดสายตากระทั่งประตู่ตรงหน้าปิดลง

 

 

“โฟรช” น้ำเสียงผมในตออนนี้สั่นเอามากๆ ภายในหัวคิดถึงแต่เรื่องของโฟรชที่กำลังผ่าตัดเอากระสุนออกอยู่ด้านใน

 

 

“ท่านฟีแซลล์ มานั่งพักก่อนเถอะครับ” เควสที่วิ่งตามมาเดินเข้ามาบอกผม

 

 

“โฟรชจะไม่เป็นไรใช่ไหม” ผมหันไปถามเควสด้วยใบหน้ากังวล

 

 

“ท่านโฟรเช่จะไม่เป็นไรครับ”

 

 

“แน่ใจนะ” ผมถามย้ำอีกรอบ

 

 

“ครับ ดูจากจุดที่โดนยิงไม่ใช่จุดที่จะทำให้ถึงแก่ชีวิต” เควสให้เหตุผล

 

 

“แต่เขาเลือดออกเยอะมากเลยนะ” จำนวนเลือดที่ไหลออกมาตลอดการเดินทางไม่ใช่น้อยๆ แค่เห็นเลือดเหล่านั้นหัวใจผมมันก็บีบตัวรัดด้วยความเจ็บปวดจนแทบทนไม่ไหว

 

 

“กระสุนคงไปโดนเส้นเลือดใหญ่ แต่เมื่อถึงมือหมอแล้วอย่าได้กังวลเลยครับท่านฟีแซลล์” เควสพยายามบอกให้ผมใจเย็นลง

 

 

“...อืม” ผมพยายามลดความกังวลที่มีอยู่ลงทว่าไม่ง่ายเลย

 

 

การผ่าตัดของโฟรชไม่ได้ใช้เวลานานนัก ผ่านไปสักพักไฟบนป้ายห้องฉุกเฉินก็ดับลงก่อนร่างของโฟรชที่นอนแน่นิ่งจะถูกเข็นออกมา เควสเป็นคนเดินไปคุยกับคุณหมอที่ทำการผ่าตัดส่วนผมก้าวยาวๆ ตามเตียงที่ถูกเข็นไปปยังห้องเดี่ยวชั้นบน

 

 

เหล่าพยาบาลก้มหัวให้ผมเล็กน้อยก่อนจะพากันออกไปด้านนอก ตัวผมเดินเข้าไปใกล้ร่างที่นอนหลับสนิทอยู่บนเตียงด้วยความรู้สึกที่ยังไม่คลายกังวล ผมยังไม่อาจหายกังวลได้หากยังไม่เห็นอีกฝ่ายฟื้นขึ้นมาและพูดหยอกล้อผมได้เหมือนปกติ

 

 

“โฟรช...คุณต้องไม่เป็นไรนะ” ผมนั่งลงข้างเตืองกุมมือโฟรชไว้แน่นขณะแนบหน้าผากลงไปยังมือที่นั้นแทนการถ่ายถอดกำลังใจให้

 

 

ไม่กี่นาทีต่อมาประตูก็เปิดออกพร้อมกับร่างของเควสที่เดินเข้ามาด้านใน ถึงเควสจะไม่ได้แสดงอาการเป็นห่วงหรือร้อนรนมากมายอย่างผมแต่ผมก็สัมผัสได้ถึงความกังวลที่พยายามปกปิดเอาไว้เพื่อไม่ให้ผมรู้สึกกังวลใจตามไปด้วย พอเห็นว่าโฟรชปลอดภัยสีหน้าของเควสจึงดีขึ้นมาก

 

 

“ผมคุยกับคุณหมอมาแล้วครับ อาการของท่านโฟรเช่ไม่ได้หนักมากแต่บริเวณที่ถูกยิงไปโดนเส้นเลือดใหญ่เข้าจึงทำให้เลือดไหลเยอะซึ่งมีการนำกระสุนออกและเย็บแผลเรียบร้อยครับ จากนี้ประมาณหนึ่งเดือนให้งดให้แขนข้างขวาชั่วคราวจนกว่าแผลจะหายสนิทครับ” เควสอธิบายทุกอย่างให้ผมฟัง

 

 

“ขอบคุณที่บอกนะเควส รู้ไหมว่าเขาจะฟื้นตอนไหน” ผมถามต่อพลางบีบมือนั้นแน่นขึ้น

 

 

“น่าจะอีกกหลายชั่วโมงครับ ทางหมอให้ยาสลบเพื่อท่านโฟรเช่จะได้พักร่างกายอย่างเต็มที่”

 

 

“เข้าใจแล้ว” อีกหลายชั่วโมงงั้นเหรอ

 

 

นานจังนะ

 

 

“ผมต้องกลับไปสบทบกับโวร์ แต่ไม่ต้องกังวลนะครับผมสั่งให้ลูกน้องเฝ้าอยู่หน้าห้องแล้วถ้ามีอะไรสามารถบอกพวกเขาได้ครับ” เควสพูดต่อ

 

 

“โวร์เป็นอะไร หรือว่าบาดเจ็บ” ผมถามกลับไปด้วยความกังวล

 

 

“ไม่ได้บาดเจ็บครับ แค่ต้องรีบเค้นข้อมูลจากคนร้ายให้เร็วที่สุดเท่านั้นผมเลยต้องไปสบทบ” คำอธิบายนั่นทำให้ผมพยักหน้าเบาๆ ตอบกลับไป

 

 

“ระวังตัวด้วย”

 

 

“ครับ หากท่านโฟรเช่ฟื้นขึ้นมาอย่างเพิ่งให้ขยับตัวมากนะครับ ให้นอนเฉยๆ และพักผ่อนจนกว่าจะถึงช่วงสายพรุ่งนี้จะมีหมอและพยายาบาลเข้ามาตรวจอาการอีกที” เควสอธิบายให้ฟังตามลำดับ

 

 

“ได้ ขอบคุณมากเควส”

 

 

“ท่านฟีแซลล์ ผมรู้ว่าท่านเป็นห่วงท่านโฟรเช่มากแต่ควรจะพักผ่อนด้วยนะครับ เพราะหากท่านโฟรเช่ตื่นมาเจอท่านฝืนตัวเองอาจยิ่งทำให้กังวล”

 

 

“เข้าใจแล้ว” ผมตบปากรับคำเสร็จเควสจึงขอตัวกลับไปหาโวร์ที่รออยู่

 

 

ภายในห้องผู้ป่วยกลับมาเงียบอีกครา ช่างเป็นความเงียบที่ผมรู้สึกไม่ชอบเอาซะเลย ปกติถ้าผมและโฟรชตกอยู่ในความเงียบก็มักจะเป็นตอนที่ดวงตาของพวกเราประสาทกันโดยมีผมทำสีหน้าแปลกๆ ใส่อีกฝ่ายรัวๆ จนกว่าจะใบหน้านิ่งๆ นั่นจะหลุดขำออกมา

 

 

แต่ในตอนนี้ต่อให้ผมทำหน้าอะไรก็คงไม่อาจได้ยินเสียงหัวเราะนั่น

 

 

“โฟรช...รีบตื่นขึ้นมานะ” ความรู้สึกของการรอคอยแบบนี้มันทำให้รู้สึกแย่ที่สุดเลย

 

 

ผมพล่ำเรียกชื่ออีกฝ่ายระหว่างแนบหน้าผากลงกับมือนั่นหลายต่อหลายรอบกระทั่งความเหนื่อยล้าเริ่มเข้าครอบงำแล้วดึงสติผมให้ไหลออกจากร่างโดยนอนฟุบตัวอยู่บนฝ่ามืออุ่นๆ ของโฟรช

 

 

ผ่านไปหลายต่อหลายชั่วโมงที่ผมเผลอหลับไป ตอนสติเริ่มกลับมาเป็นจังหวะเดียวกับที่ฝ่ามือซึ่งผมกุมไว้แน่นตลอดเวลานั้นเริ่มขยับพร้อมกำมือผมแน่นขึ้น แรงบีบเบาๆ เป็นเชิงเรียกนั่นพานให้เด้งหัวขึ้นหันไปมองอีกฝ่ายที่บัดนี้ดวงตาสีเทาอ่อนกำลังปรือขึ้นอย่างเชื่องช้า

 

 

“...โฟรช” ผมเรียกชื่ออีกฝ่ายเสียงเบาหวิว ความมืดมิดที่เข้ามาแทนที่แสงสว่างทำให้รู้ว่าเวลาในยามนี้คงเป็นช่วงกลางดึกของวัน

 

 

“ฟีแซลล์” น้ำเสียงของโฟรชที่ไม่ได้ยินมาหลายชั่วดังขึ้นพร้อมกับฝ่ามือที่พยายามเอื้อมขึ้นมาสัมผัสแก้มผม เพียงแค่ได้รับสัมผัสเหล่านั้นหยาดน้ำตาก็รินไหลออกมาจากดวงตาสีฟ้าน้ำทะเลของผมอย่างไม่อาจห้ามได้

 

 

น้ำใสๆ ที่ไหลอาบแก้มยามหยดลงบนพื้นเตียงได้แปรเปลี่ยนเป็นอัญมณีสีฟ้าเช่นเดียวกับดวงตาของผมท่ามกลางความตกใจของโฟรชที่มองมา

 

 

“โฟรช” ผมซุกใบหน้าลงกับฝ่ามือนั้นปล่อยน้ำตาลให้ไหลรินและแปรเปลี่ยนเป็นอัญมณีหลายต่อหลายเม็ดโดยไม่สนใจสิ่งใดนอกจากซึบซับไออุ่นจากฝ่ามือที่ขยับลูบไล้ใบหน้าผมมากขึ้น

 

 

ฟื้นแล้ว

 

 

ในที่สุดโฟรชก็ฟื้นแล้ว

 

 

“ฟีแซลล์...เป็นอะไรฮืม” น้ำเสียงอันแสนอ่อนโยนที่ส่งมายิ่งทำให้น้ำตาไหลออกมามากกว่าเดิม

 

 

ความกังวล ความเป็นห่วง ความร้อนรนหรือแม้แต่ความเศร้าโศกที่มีมาตลอดหลายชั่วโมงที่ผ่านมาคลายตัวลงยามเห็นดวงตาสีเทาอ่อนที่ประสานมาพร้อมกับน้ำเสียงและฝ่ามืออุ่นๆ นี่

 

 

พอความกังวลคลายน้ำตามันก็หลั่งไหลออกมาเอง

 

 

ความรู้สึกยามเห็นอีกฝ่ายนอนแน่นิ่งไม่รู้สึกตัวผมไม่อยากจะสัมผัสมันอีกแล้ว

 

 

น้ำตา...สำหรับมนุษย์ผมไม่รู้ว่ามันมีความหมายพิเศษเหมือนอย่างพวกเราที่เป็นเงือกไหม

 

 

เงือกอยู่เคียงคู่กับน้ำทะเล นับว่าเป็นตัวแทนของน้ำทำให้น้ำที่หลั่งไหลออกมาจากตัวเราพิเศษแตกต่างจากมนุษย์ ยามที่พวกเราร้องไห้น้ำตาจะแปรเปลี่ยนเป็นอัญมณีซึ่งจะมีสีแตกต่างกันไปตามสีตาของแต่ละคนเช่นเดียวกับรูปลักษณ์ที่ไม่เหมือนกัน

 

 

ว่ากันว่าน้ำตาลเงือกคือที่สถิตของพลัง ตั้งแต่เล็กๆ เงือกทุกคนจะถูกสอนว่าต้องเข้มแข็ง ห้ามร้องไห้ไม่ว่าต้องเจอกับปัญหาหรือเรื่องเศร้าใดๆ เพราะน้ำตาที่แปรเปลี่ยนเป็นอัญมณีไม่เพียงแค่มีการตีราคาที่สูงลิ่วและหาได้ยากยิ่งแต่รวมไปถึงมีพลังแฝงอยู่ภายในด้วย

 

 

ตัวผมมีชีวิตมากว่า 50 ปี เชื่อไหมว่าผมไม่เคยร้องไห้กับเรื่องไหนมาก่อนแม้แต่วันที่คุณตาได้จากไปผมก็ยังสามารถเข้มเข้มและกลั้นน้ำตาเอาไว้ได้ นี่จึงเป็นครั้งแรกที่ผมได้เห็นอัญมณีที่ถูกสร้างขึ้นมาจากน้ำตาของตัวเอง

 

 

อัญมณีสีฟ้าใสมีรูปทรงหยดน้ำทอประกายแม้จะอยู่ท่ามกลางความมืดยามราตรี เป็นรูปลักษณ์ที่อาจสื่อถึงตัวตนของผมออกมาได้อย่างดี

 

 

“ฟีแซลล์?” เสียงเรียกจากโฟรชดึงสติที่ขาดหายให้กลับมา

 

 

“อ่า...คุณเป็นยังไงบ้างโฟรช” ผมถามกลับโดยยังไม่ยอมปล่อยมือที่สัมผัสแก้มผมอยู่ออกไปง่ายๆ

 

 

ผมยังอยากให้แน่ใจอีกสักพักว่าโฟรชยังอยู่ตรงนี้

 

 

ยังไม่หายไปไหน

 

 

“เจ็บนิดหน่อย นายเถอะทำไมถึงร้องไห้ หรือว่าเจ็บตรงไหน” คิ้วทั้งสองข้างของโฟรชเริ่มขมวดเข้าหากันระหว่างเอ่ยถาม

 

 

“อืม...เจ็บมากเลย” ผมเอ่ยเสียงเบาก่อนจะประสานดวงตาไปสบอีกฝ่ายตรงๆ

 

 

“ตรงไหน ตามหมอสิ...อึก!” โฟรชที่พยายามจะลุกนั้นไม่สามารถพยุงตัวเองขึ้นได้เนื่องจากความเจ็บบริเวณที่เพิ่งถูกเอากระสุนออก

 

 

“อย่าเพิ่งลุกสิโฟรช” ผมลุกขึ้นแล้วพยายามกดตัวอีกฝ่ายให้นอนนิ่งๆ

 

 

“เจ็บตรงไหนฟีแซลล์” โฟรชไม่สนความเจ็บของตัวเองแต่อย่างใด ดวงตาสีเทาอ่อนจ้องมองมายังผมด้วยสายตาเป็นกังวล

 

 

“เจ็บตรงนี้” ผมยกมือทั้งสองข้างขึ้นมากุมบริเวณหัวใจพร้อมส่งยิ้มบางๆ ไปให้

 

 

“...ฟีแซลล์”

 

 

“ตอนที่เห็นคุณโดนยิงและนอนแน่นิ่งไม่ยอมฟื้นหัวใจผมมันเจ็บมาก เจ็บเหมือนโดนของมีคมกรีดอย่างรุนแรง ถ้าเกิดเหตุการณ์แบบนี้ขึ้นอีก...ผมขอร้อง...อย่าปกป้องผม” นี่คือคำขอเดียวที่อยากบอก

 

 

การที่โฟรชโดนยิงไม่ใช่เพราะหลบไม่พ้นแต่เขาเข้ามาปกป้องผม นั่นทำให้ความรู้สึกผิดแล่นเข้ามา...

 

 

หากคนที่เจ็บเป็นตัวผมเองก็คงดี

 

 

ผมคิดแบบนั้นอยู่เป็นหมื่นครั้ง ไม่อยากให้คนที่ต้องมาเจ็บแทนคือโฟรช

 

 

“ขอโทษ...ฉันคงทำตามที่ขอไม่ได้” โฟรชพูดโดยพยายามเอื้อมมือขึ้นมาคล้ายจะเรียกผมให้เข้าไปหาใกล้ๆ

 

 

“...ทำไม” ผมตอบรับคำเรียกนั้นด้วยการขยับขึ้นไปนั่งตรงขอบเตียงแล้วก้มหน้าลงรับฝ่ามืออุ่นๆ มาแนบสนิทลงยังพวงแก้มของตัวเอง

 

 

“ฉันทนเห็นนายเจ็บไม่ได้ ต่อให้ย้อนเวลากลับไปได้ฉันก็จะปกป้องนาย...ฟีแซลล์” ไม่เพียงแค่คำพูดหรือน้ำเสียงกระทั่งสายตายังสื่อความนัยส่งมาหาจนผมได้แต่เม้มปากแน่น

 

 

“แต่ผมก็ไม่อยากเห็นคุณเจ็บเหมือนกัน” ผมเองก็ทนไม่ได้ที่จะเห็นโฟรชเจ็บ

 

 

ภายในอกมันทรมาน...ทรมานเกินไป

 

 

“ฉันไม่เป็นไร เดี๋ยวก็หาย”

 

 

“ถึงผมโดนก็ไม่เป็นไรเหมือนกัน” ผมยังคงไม่จบเรื่องที่พยายามร้องขอ

 

 

“นายอาจไม่เป็นแต่ฉันเป็น เชื่อเถอะว่าหากคนที่โดนยิงเป็นนายฉันจะเจ็บยิ่งกว่านี้อีก” โฟรชตอบคำถามขณะดวงตาของเรายังคงสอดประสาน

 

 

“โฟรช...”

 

 

“เลิกโทษตัวเองเถอะ ถ้ารู้สึกผิด...จนกว่าฉันจะหายก็ช่วยดูแลฉันที”

 

 

“ผมจะดูแลอยู่แล้ว จะดูแลอย่างดีเลย” ผมไม่ปล่อยให้เขาที่ปกป้องผมไว้โดยไม่ดูแลหรอก

 

 

“ดี...จบเรื่องนี้ได้แล้ว”

 

 

“แต่ว่า...”

 

 

“ฉันอยากรู้เรื่องของนายมากกว่า” โฟรชเปลี่ยนหัวข้อคุย

 

 

“เรื่องของผม?”

 

 

“น้ำตาของนาย” ระหว่างพูดโฟรชเบนสายตาไปมองบนเตียงข้างกายที่มีอัญมณีสีฟ้าใสรูปหยดน้ำวางกระจายอยู่ 3 อัน

 

 

“เรื่องนี้เหรอ” ไม่ต้องพูดมากไปกว่านี้ผมก็ข้าใจถึงคำถามที่อีกฝ่ายต้องการคำตอบ ไม่แปลกที่จะสงสัยไม่ว่าใครที่ได้เห็นน้ำตากลายเป็นอัญมณีก็ต้องมีสงสัยกันเป็นธรรมดา

 

 

“บอกไม่ได้?” อีกฝ่ายถามกลับ

 

 

“เปล่า...ก็บอกได้ แต่ผมเองก็ไม่ค่อยรู้สึกเหมือนกัน รู้แค่เงือกยามร้องไห้น้ำตาจะกลายเป็นอัญมณีซึ่งเป็นที่สถิตของพลัง พวกเราจึงถูกสอนว่าให้เข้มแข็งและอย่าร้องไห้” ที่รู้ก็มีเพียงแค่นี้

 

 

“แปลว่าเป็นของมีค่าสินะ”

 

 

“อืม...ผมคิดว่ามันเป็นแค่เรื่องเล่าซะอีก” ตอนแรกที่ได้ยินผมคิดว่าคงเป็นเรื่องที่แต่งขึ้นเพื่อให้พวกเราเข้มแข็ง ไม่คิดว่าจะเป็นเรื่องจริงเพราะผมเองก็ยังไม่เคยเห็นเงือกคนไหนร้องไห้กับตามาก่อน

 

 

“หมายถึงยังไง นายไม่เคยร้องไห้?” โฟรชทำเสียงแปลกใจขณะถาม

 

 

“นี่เป็นครั้งแรกที่ผมร้อง”

 

 

“...ทั้งที่รู้ว่าไม่ใช่เรื่องดี แต่ฉันกลับรู้สึกดีใจที่ทำให้นายร้องไห้เป็นคนแรกได้” นิ้วมือของโฟรชเกลี่ยขอบตาผมเบาๆ ขณะพูด

 

 

“ดีใจกับอะไรแปลกๆ นะ” ไม่เห็นน่าดีใจตรงไหนเลย

 

 

“ต้องดีใจสิ เหมือนฉันเป็นคนพิเศษที่ได้เห็นน้ำตาของนาย”

 

 

“ผมไม่อยากร้องไห้บ่อยๆ หรอกนะ” ผมพึมพำเสียงแผ่ว

 

 

การร้องไห้มันเหมือนกับกำลังบอกว่าตัวเองอ่อนแอ

 

 

“ฉันก็ไม่อยากเห็นนายร้องแล้ว ให้นี่เป็นครั้งแรกและครั้งสุดท้ายที่นายจะร้องไห้ สัญญากับฉันฟีแซลล์” น้ำเสียงอันเปี่ยมไปด้วยความเอาแต่ใจทำให้ผมยิ้มออกทั้งๆ ที่เพิ่งผ่านการร้องไห้มา

 

 

“ถ้าผมร้องให้คนอื่นเห็นแทนก็ไม่นับว่าเป็นการผิดสัญญาใช่รึเปล่า” ผมถามกลับแม้จะรู้อยู่แก่ใจว่าคนอื่นคงไม่สามารถทำให้น้ำตาผมไหลได้เหมือนอย่างโฟรช

 

 

ตัวตนของโฟรชสำคัญมากสำหรับผม...และอีกไม่นานคำว่าสำคัญนั้นอาจต้องเติมคำว่าที่สุดพ่วงท้ายไปด้วย

 

 

“ฟีแซลล์” โฟรชเรีกชื่อผมด้วยน้ำเสียงกึ่งไม่พอใจ

 

 

“ฮืม?”

 

 

“ให้ฉันเป็นคนเดียวที่ได้เห็นน้ำตาของนาย” อีกฝ่ายเน้นทุกถ้อยคำเพื่อให้ผมได้ยินอย่างชัดเจน

 

 

“...ยังไงดีน้า” ผมแกล้งทำท่าคิดหนักแม้จะมีคำตอบอยู่ในใจแล้วก็ตาม

 

 

“ฟีแซลล์” น้ำเสียงแข็งดังขึ้นรีบรอบ ครั้งนี้ไม่ได้มาแค่น้ำเสียงแต่ยังมีสายตาขวางๆ ที่หันมามอง

 

 

“จะมีแค่คุณคนเดียวที่จะได้เห็นน้ำตาของผม...ขอสัญญา” พูดจบผมส่งยิ้มไปให้คนบนเตียงแทนการเน้นย้ำ

 

 

“ดีมาก แล้วจะทำยังไงต่อ” โฟรชพยักหน้าพอใจเมื่อได้ยินคำพูดผม

 

 

“ทำยังไงหมายถึงอะไร”

 

 

“ก็อัญมณีพวกนั้นไง” พออีกฝ่ายพูดผมก็เข้าใจทุกอย่าง คงหมายถึงจะทำยังไงต่อกับอัญมณีพวกนี้

 

 

ผมใช้มืออีกข้างเก็บอัญมณีทั้ง 3 ชิ้นมาไว้ในมือแล้วเบนสายตาไปมองยังโต๊ะด้านข้างที่มีเหงือกน้ำวางเอาไว้สลับกับมองหน้าโฟรชที่กำลังทำหน้าสงสัย ทุกอย่างทำให้ผมตัดสินแล้วว่าจะทำยังไงกับอัญมณีในมือดี

 

 

“โฟรช หลับตาก่อน” ผมเอ่ยบอก

 

 

“ทำไม” คนถามย่นคิ้วทันทีที่ได้ยิน

 

 

“น่า”

 

 

“ถ้าไม่บอกฉันจะไม่หลับตา” โฟรชพูดต่อ

 

 

“ก็ถ้าคุณไม่หลับตาผมก็จะอยู่เฉยๆ นี่แหละ” มาดูกันว่าใครจะหมดความอดทนก่อนกัน

 

 

“ฟีแซลล์”

 

 

“...” ผมมเลือกที่จะเงียบแล้วจ้องไปยังอีกฝ่ายตรงๆ

 

 

“...แค่หลับตาก็พอใช่ไหม” ผ่านไปไม่นานชัยชนะก็ตกเป็นของผม

 

 

“อืม แค่หลับตาก็พอ”

 

 

“ให้แค่ 20 วิ” พูดจบดวงตาสีเทาอ่อนก็หลับลง

 

 

เหลือเฟือ

 

 

ผมเอ่ยประโยคนั้นในใจก่อนจะเอื้อมมือไปหยิบเหยือกน้ำเทลงบนมือ น้ำที่ควรจะไหลผ่านมือลงไปกองอยู่บนพื้นกลับขดตัวเป็นทรงกลมลอยอยู่เหนือฝ่ามือ เคยบอกไปแล้วว่าเงือกคือลูกของน้ำ ดังนั้นพวกเราสามารถของยืมพลังจากน้ำและควบคุมได้ดั่งใจเพียงแค่มือต้องสัมผัสกับน้ำอยู่เท่านั้น

 

 

อัญมณีทั้ง 3 ชิ้นถูกโยนลงไปในน้ำก่อนผมจะสร้างพายุหมุนด้วยน้ำบนมือ เพียงพริบตาเดียวอัญมณีทั้ง 3 ชิ้นก็ถูกโอบล้อมไปด้วยแก้วใสทรงหยดน้ำซึ่งด้านในมีน้ำอยู่ประมาณครึ่งนึงทำให้ตอนขยับทั้งน้ำภายในและอัญมณีก็จะขยับตามไปด้วย ซึ่งแก้วทรงหยดน้ำนั้นมีสร้อยสีเงินวาวร้อยผ่านกลายเป็นสร้อยคอภายในเวลาไม่กี่วินาที

 

 

อาจดูเหมือนจะเป็นไปไม่ได้ในการสร้างอะไรขึ้นมาจากน้ำแต่อย่างที่บอกว่าบางอย่างมันก็ไม่มีเหตุผลให้อธิบาย ถ้าให้ผมอธิบายก็ไม่รู้จะพูดยังไงเหมือนกันเพราะงั้นเลยไม่ให้โฟรชเห็นเพื่อจะได้ไม่ต้องตอบคำถาม

 

 

เมื่อได้สร้อยคอมาผมขยับเข้าไปใกล้แล้วสวมสร้อยนั้นให้กับในจังหวะเดียวกับที่ดวงตาสีเทาลืมขึ้นมองหน้าผมในระยะประชิด ผมสบดวงตาคู่นั้นสักพักก่อนจะผละออกมานั่งข้างเตียง

 

 

“...นี่มัน” โฟรชใช้มือข้างที่ไม่เจ็บหยิบวัตถุรูปร่างเหมือนหยดน้ำที่มีทั้งน้ำและอัญมณีอยู่ภายในขึ้นมามองด้วยสายตาสงสัยก่อนดวงตานั้นจะเบนมาหาผมเพื่อขอคำตอบ

 

 

“ผมให้คุณโฟรช”

 

 

“ให้ฉัน?”

 

 

“อืม ผมให้คุณ” ผมส่งยิ้มไปให้อีกฝ่ายที่ยังคงทำหน้างง

 

 

“ทำไมถึงให้ฉัน” โฟรชถามต่อ

 

 

“คุณบอกใช่ไหมว่าคุณเป็นคนเดียวที่จะได้เห็นน้ำตาของผมน่ะ”

 

 

“แล้ว?” อีกฝ่ายเลิกคิ้วคล้ายจะไม่เข้าใจสิ่งที่ผมกำลังจะสื่อ

 

 

“ในเมื่อคุณเป็นคนเดียวที่จะได้เห็น...น้ำตานี่ก็ควรจะอยู่กับคุณ รับผิดชอบที่ทำให้ผมร้องไห้ด้วยการดูแลน้ำตาผมให้ดีล่ะ” ผมบอกโฟรชด้วยรอยยิ้มโดยภายในใจกำลังภวนา...

 

 

ขอให้พลังที่สถิตอยู่ในอัญมณีแห่งน้ำตาช่วยปกป้องโฟรชให้พ้นจากอันตรายด้วยเถอะ

..............................................................

ตอนนี้มาเร็วกว่าทุกครั้ง

เป็นตอนที่ออกจะหน่วงๆ อยู่สักหน่อย

หลายคนกังวลเรื่องสถานะเจ้าชายของฟีแซลล์รวมไปถึงเรื่องอื่นๆ บอกเลยว่าทุกปัญหามีทางออกเสมอ เรื่องราวจะค่อยๆ คลี่คลายออกมาให้ทุกคนได้รู้กันทีละน้อย

บอกเลยว่าเนื้อหาที่มีไม่อาจเรียกว่าดราม่าเรียกได้แต่หน่วงๆ หน่อยเท่านั้น

อีกเรื่องที่อยากบอกคือเราวางพล๊อตไว้จนจบแล้วและเนื้อเรื่องในตอนนี้ก็กำลังเข้าสู่ช่วงสุดท้ายซึ่งจะมีทั้งฉากหวานๆ น่ารัก ไปจนถึงฉากบู๊เล็กๆ หน่วงหน่อยๆ

หวังว่าทุกคนจะอยู่ไปด้วยกันจนจบเรื่องนะคะ

ไว้เจอกันใหม่ตอนหน้าน้าา

บ๊ายบาย

nicedog

♫ ♪ ♪ ღ♫ ♪ ♪ ღ♫ ♪ ♪ ღ♫ ♪ ♪ ღ♫ ♪ ♪ ღ♫ ♪ ♪

ความคิดเห็น