ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

ชื่อตอน : ❣ 04

คำค้น : ป๋อขอคืน

หมวดหมู่ : นิยาย y

คนเข้าชมทั้งหมด : 1.4k

ความคิดเห็น : 5

ปรับปรุงล่าสุด : 31 ส.ค. 2562 00:46 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
❣ 04
แบบอักษร

-04- 

Even here inside these walls, breaking each other’s hearts 

 

 

“ยืนทำตัวเป็นพระเอกเอ็มวีเลยนะ” จิงที่ยืนคิดอะไรเพลินๆ อยู่หลุดยิ้มแถมด้วยการโพสท่าหล่อให้เพื่อนว่าเล่น

“กวนจริงๆ เป็นอะไรไหนบอกซิหรือว่าเจอน้องมันอีก” น้องที่พีทกล่าวถึงก็ไม่ใช่ใครที่ไหนนอกจากนักบินผู้ช่วยปริญ แฟนเก่าที่อายุห่างจากจิงถึงหกปีนั่นแหละ

“ไม่เจอถ้าเจอต้องอารมณ์ไม่ดีสิไม่ใช่ยืนหล่อเป็นพระเอกเอ็มวีแบบนี้” พีทยิ้มอ่อนทำสีหน้าระอา จิงยิ้มยิงฟันแล้วก้าวกระโดดไปกอดไหล่พีทไว้

“โห่อย่าทำหน้าเบื่อเพื่อนแบบนั้นสิ”

“จะไม่ให้เบื่อได้ไง ชอบพาออกทะเลทุกที” พีทบ่นไม่จริงจัง

“แค่คิดว่าโลกมันแคบขนาดนั้นเลยหรอ” จิงปล่อยมือจากไหล่เพื่อนกลับมาเท้ากับขอบระเบียงคอนโดเหมือนเดิม พีทเลิกคิ้วมองท่าทางที่จู่ๆ ก็เปลี่ยนเป็นจริงจังขึ้นมาแล้วก็ยิ้ม

“ไม่เจอแต่ก็คิดถึง แบบนี้เรียกว่าอะไรดี” จิงหันขวับไปแยกเขี้ยวใส่เพื่อน พีทอมยิ้มยักไหล่ร่างสูงโปร่งเดินเข้ามาพิงขอบระเบียงเช่นเดียวกับที่จิงทำอยู่

“อาจจะยังมีบุญกรรมร่วมกันอยู่มั้ง ถึงกลับมาเจอกันได้” พีทเปรยเสียงเรียบเรื่อย จิงได้ยินดังนั้นก็หัวเราะพรืดวางคางกับแขนหันไปยิ้มมองเพื่อน

“เชื่อเรื่องอะไรแบบนี้ด้วยหรอ” พีทยักไหล่

“ก็ไม่เคยลบหลู่นะ เราไม่เก่งวิทยาศาสตร์นี่ใช้ความเชื่อแทนแล้วกัน” คนถามหัวเราะขำแต่ก็พยักหน้าเห็นด้วยก่อนจะทำหน้ายู่ขัดใจ

“ถ้าอย่างนั้นคงเป็นกรรมอย่างเดียวแหละมั้งถึงต้องยังวนกลับมาเจอกันอีก” บุญน่ะคงใช้ร่วมกันหมดไปแล้ว ประโยคนี้จิงเสริมเองในใจ

“ทำไมคิดแบบนั้นล่ะ อืม...จะว่าไปก็บังเอิญมากเลยนะที่ไปอยู่ข้างบ้านกันได้” จิงพยักหน้าหงึกหงักเห็นด้วยกับเพื่อนอย่างที่สุด เขาไม่ค่อยเชื่อเรื่องความบังเอิญสักเท่าไหร่แต่พอมาเจอเหตุการณ์นี้ก็ต้องยอมรับแหละนะว่ามันมีจริง

“อือซวยชะมัด” จิงบ่นปากยื่นปากยาว ดีที่ช่วงสองสามวันที่ผ่านมาไม่ได้เจอกันให้หงุดหงิดอีก

เฮ้อ...พอได้กลับมานั่งอยู่กับตัวเองทบทวนถึงสิ่งที่เกิดขึ้นในช่วงอาทิตย์ที่ผ่านมาจิงก็ได้แต่ส่ายหน้าให้กับความแปรปรวนของตัวเอง เดี๋ยวก็รู้สึกอย่างนั้นเดี๋ยวก็รู้สึกอย่างนี้ผลพวงมันอาจจะมาจากการที่เขาเลิกกับแฟนที่คบกันมากว่าสองปีแล้วยังมาเจอแฟนเก่าที่จบกันไม่ดีเลยทำให้อารมณ์ตอนนั้นพุ่งสูงก็เป็นได้

ต้องยอมรับว่าตั้งแต่เลิกกับปริญไปมุมมองความรักของเขาเขวไปไม่น้อย เขาที่เคยคิดว่าความรักตั้งอยู่บนพื้นฐานของความเชื่อใจ เขาที่ยึดมั่นถือมั่นเอาสิ่งที่อีกฝ่ายพูดออกมาเก็บมันไว้เป็นที่ยึดเหนี่ยว เพียงแค่คิดว่าไม่มีอะไรทำให้ความรักของเราพังลงได้แต่สุดท้ายจิงก็ต้องยอมรับความเป็นจริง

ความรักไม่ใช่ทั้งหมดของความสัมพันธ์และระยะทางมันก็มีผลเสมอ

“นิ่งไปเลย คิดอะไรอยู่หน้าเครียดเชียว” เสียงทุ้มของเพื่อนกระทบโสตประสาท จิงที่หวนกลับไปคิดถึงความเจ็บปวดในอดีตค่อยๆ หันหน้าไปมองเพื่อนที่มองเขาอยู่ด้วยความเป็นห่วงแล้วยิ้มบาง

“เผลอคิดถึงตอนที่เลิกกันน่ะ เราเป๋ไปเลย” พีทเม้มปาก มือขาวยกขึ้นมาบีบไหล่เพื่อนเพื่อให้กำลังใจ

“เจ็บมากเลยใช่ไหม” พีทเอ่ยถาม เพราะในตอนนั้นพวกเขายังไม่สนิทกันจึงไม่ได้รับรู้ถึงความเป็นไปของเพื่อนมากนัก ใบหน้าที่มีรอยยิ้มตลอดเวลาของจิงยิ้มบางแล้วพยักหน้า

“อื้ม มากอยู่นะเพราะเราเชื่อคำพูดของเขาแต่สุดท้ายคำพูดของเขาก็ย้อนกลับมาทำร้ายเรา” จิงถอนหายใจผินหน้ากลับไปมองวิวของสวนสาธารณะที่ตั้งอยู่ไม่ไกลจากคอนโด

“ถ้าเราพูดแบบไม่เข้าข้างก็ต้องบอกว่าตอนนั้นน้องยังเด็ก” จิงยิ้มพยักหน้ารับเบาๆ

“อืมยังเด็กจริงๆ นั่นแหละ 19 เองมั้ง เราเองก็ลืมคิดไปว่าเขาที่ได้ไปเจอโลกกว้างได้ไปเจอสังคมใหม่คนใหม่อะไรมันก็เปลี่ยนกันได้แม้กระทั่งใจของคน” จิงรู้สึกถึงแรงบีบที่ไหล่จึงยกมือขึ้นบีบมือเพื่อนเบาๆ โดยไม่ได้หันกลับไปมองหน้าที่เต็มไปด้วยความเป็นห่วงของพีท

“อุตส่าห์กลับมาเป็นตัวของตัวเองได้คิดว่าเออคงไม่ได้เจอกันอีกแต่ทำไม๊ทำไมถึงต้องกลับมาเจอกันด้วยก็ไม่รู้”

“ยิ่งหนีก็ยิ่งเจอ” จิงพยักหน้าเห็นด้วย

“โกรธเขามากไหม” จิงส่ายหน้าเมื่อได้ยินคำถามของเพื่อน

“เราเคยคิดว่าเราโกรธ เคยคิดว่าเกลียด แต่พอมาเจอกันอีกมันก็ไม่ใช่ความรู้สึกพวกนั้นนะ มันแค่ทำตัวไม่ถูกหงุดหงิดเวลาที่เขามองหรือเรียกเราเหมือนเมื่อก่อน พีทเข้าใจไหมว่าเรื่องมันจบไปแล้วและเขาก็ควรจะมีระยะห่างให้กับเราไม่ใช่ทำเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้นแบบนี้”

“เราเข้าใจ”

“เขาอาจจะทำตัวไม่ถูกนั่นเราพยายามเข้าใจแต่ช่วยทำเป็นไม่รู้จักกันก็ได้”

“บางทีเขาอาจจะไม่เข้าใจในตัวเองก็ได้นะ” จิงหันไปเลิกคิ้วถาม พีทยิ้มแล้วตบไหล่เพื่อนเบาๆ

“ขึ้นชื่อว่าคนรักเก่านะจิงถึงจะบอกว่าไม่ได้รักแล้วแต่ความผูกพันมันก็ยังมีอยู่ ไม่ได้รักกันแค่สองสามวันเสียหน่อยรักกันมาตั้งหลายปีบวกเวลาที่ได้รู้จักกันอีกล่ะจิงคิดดูสิแล้ววันนึงก็ได้กลับมาเจอคนที่คุ้นเคยจิงจะทำเป็นไม่รู้จักได้หรอ” จิงก้มหน้าเม้มปากก่อนจะถอนหายใจ

“นั่นสินะ”

“เราขอมองแบบโลกสวยว่าเขาอาจจะลืมตัวก็ได้นะ” จิงหลุดขำกับคำว่าโลกสวยของเพื่อน

“แต่ถ้าจิงบอกว่าไม่ได้โกรธหรือเกลียดอะไรเขาน่ะเราว่าอีกแปบเดียวจิงก็หาย”

“เราก็คิดเหมือนกัน เดี๋ยวเราคงตั้งตัวได้เหมือนที่ผ่านมา” พีทยิ้ม

“แน่สินายเก่งจะตาย”

“เพื่อนครับคุยกันเสร็จยังถ้าเสร็จแล้วกรุณากลับมาช่วยผมกับคิวเก็บของด้วยครับ” แอลยืนเท้าเอวยืนจังก้าอยู่ตรงประตูระเบียงมองดุมาที่จิงกับพีท คนอู้งานทั้งสองรีบยิ้มประจบแล้วเดินกลับเข้าห้องด้วยความรวดเร็ว จิงยิ้มให้กับตัวเองอีกครั้งการที่อีกฝ่ายกลับเข้ามามันก็เป็นแค่บททดสอบนึงในชีวิตเท่านั้น แล้วเขาก็จะผ่านมันไปได้เหมือนที่เคยผ่านมา

หลังจากการย้ายของเลี้ยงข้าวเพื่อนๆ เสร็จเรียบร้อยจิงก็กลับมาจัดการเก็บข้าวของที่ขนมาจากคอนโด ในระหว่างที่เก็บนั่นเก็บนี่เพลินๆ เสียงกริ่งหน้าประตูรั้วก็ดังขึ้นทำให้มือขาวที่กำลังเก็บหนังสือชะงักขมวดคิ้วเล็กน้อยรู้สึกเหมือนเดจาวูเพราะตอนนี้เป็นเวลาสามทุ่มกว่าพวกเพื่อนก็กลับกันไปตั้งแต่เมื่อเย็นหวังว่าคนที่มากดกริ่งนั้นจะไม่ใช่คนที่คาดไว้หรอกนะ

“...” จิงยืนนิ่งอยู่หน้าประตูบ้านเมื่อเห็นว่าใครยืนอยู่อีกฝั่งหนึ่งของประตูรั้ว อีกฝ่ายเองก็มีสีหน้าเป็นกังวลเหมือนกัน

“มีอะไรหรือเปล่าครับหรือว่า...” จิงเว้นช่วงแล้วก็เป็นอย่างที่คิดเมื่ออีกฝ่ายพยักหน้าตอบรับช้าๆ

“ขอโทษที่รบกวนนะครับแต่ผมไม่ทราบจริงๆ ว่าเป็นเพราะอะไรลองติดต่อช่างมาดูแล้วก็ปกติดี” จิงพยักหน้าก่อนจะเปิดประตูรั้วให้อีกฝ่ายเดินเข้ามาพร้อมกับเป้กีฬาใบใหญ่

“พวกของใช้ยังอยู่ในห้องน้ำนะ ตามสบายเลยครับ” จิงเดินนำอีกฝ่ายเข้ามาในบ้านก่อนจะชี้ไปที่ห้องน้ำแล้วตัวเองก็เดินเลี่ยงกลับมานั่งจัดหนังสือเหมือนเดิม

“ขอบคุณครับ” เจ้าของบ้านพยักหน้ารับเบาๆ แล้วก้มลงจัดการกับหนังสือในลังต่อ

“เพิ่งย้ายของมาหรอครับ” เสียงทุ้มดังขึ้นหลังจากที่จิงจัดการกับหนังสือลังสุดท้ายเสร็จ ร่างโปร่งลุกขึ้นยืนเต็มความสูงหันกลับไปตอบคนที่ยืนอยู่ตรงกรอบประตู

“ครับ” เขาตอบรับแล้วเดินเข้าไปหาอีกฝ่ายเพื่อจะไปเปิดประตูรั้วให้

พี่” จิงชะงักพร้อมกับสัมผัสอุ่นซ่านที่ข้อมือ

“...” อีกฝ่ายปล่อยมือเขาออกช้าๆ

“ผมขอเรียกพี่ได้ไหม ผมรู้ว่าจิงไม่อยากเห็นหน้าผมไม่อยากให้ผมเรียก ผมเองก็ไม่รู้ว่าต้องทำตัวยังไงให้จิงไม่หงุดหงิด ขอโทษนะครับ” ถึงแม้ว่าจะไม่ได้หันกลับไปมองแต่จิงก็รู้ว่าสีหน้าอีกคนจะต้องออกมาเป็นอย่างไร ร่างสูงโปร่งถอนหายใจแล้วหันกลับมาเผชิญหน้ากับอีกคน

“ได้ครับเพราะยังไงผมก็แก่กว่าคุณตั้งหกปีเรียกพี่ก็ถูกแล้ว” อีกฝ่ายยิ้มกว้างออกมา รอยยิ้มนั้นทำให้จิงชะงักไปอีกครั้ง รอยยิ้มที่ซ้อนทับกับอดีต จิงยิ้มบางแล้วส่ายหน้า

บางทีนะเขาก็ควรปล่อยให้อดีตมันเป็นแค่อดีต คนตรงหน้านี้เป็นคนอื่นไปแล้วสำหรับเขา...สำหรับเรา

ไม่สิ...มันไม่มีคำว่าเราตั้งนานแล้วนี่นา

“ขอบคุณนะครับพี่จิง”

“ครับ คุณกลับบ้านเถอะดึกแล้ว” จิงกล่าวแล้วเดินนำอีกฝ่ายออกจากบ้าน

“เดี๋ยวพรุ่งนี้ผมจะเรียกช่างมาดูอีกรอบไม่รู้ว่าเพราะอะไร”

“ครับ แล้วมันเพิ่งกลับมาเป็นวันนี้หรอ”

“ใช่ครับ ใช้ได้อยู่สองสามวันแล้วก็กลับมาไม่ไหลอีกแล้ว”

“อ้าวแล้วคนที่บ้านคุณทำไง” เขาเอ่ยถามเพราะคิดว่าอีกฝ่ายน่าจะอยู่กับแฟนสาวแต่เมื่อเห็นสีหน้างุนงงของอีกฝ่ายเขาเองก็ไม่เข้าใจไปด้วย

“ผมอยู่คนเดียวนะครับ” จิงเอียงคองง เขาจำได้ว่าวันที่เจอกันอีกฝ่ายบอกว่าที่บ้านทำข้าวมาให้หรือไม่แฟนสาวของเจ้าตัวอาจจะมาเป็นบางเวลาก็ได้

“อ่อครับ” จิงเลือกที่จะไม่ถามต่อเพราะนั่นเป็นเรื่องส่วนตัวของอีกคนแต่คนข้างหลังเขานั้นคงไม่ได้คิดแบบเดียวกัน

“ผมเพิ่งย้ายเข้ามาอยู่ก่อนวันที่จะเจอพี่ พ่อกับแม่ก็เลยมาอยู่เป็นเพื่อนครับแต่ตอนนี้กลับไปบ้านใหญ่กันหมดแล้ว” จิงพยักหน้าไม่ได้ถามอะไรต่อจึงเป็นโอกาสให้อีกฝ่ายได้พูด

“ดีที่แม่ทำกับข้าวทิ้งไว้ให้เยอะเลยจัดใส่กล่องให้พร้อมข้าวเช้า กลางวัน เย็น พี่ก็รู้ว่าแม่ผมขี้ห่วงอย่างกับอะไรดี” จิงคิดตามคำพูดของอีกฝ่ายแล้วก็ยิ้มบาง ภาพบุพการีของอีกคนฉายชัดเข้ามาในหัวชายหญิงวัยกลางคนท่าทางใจดีมีรอยยิ้มฉาบใบหน้าอยู่เสมอผิดกับลูกชายคนเล็กที่ชอบทำหน้านิ่งและพูดน้อยกับคนที่ตนไม่สนิทใจด้วย

“ท่านสบายดีนะ” จิงเอ่ยถาม มือขาวก้มลงไปเปิดกุญแจรั้วดันเปิดให้อีกฝ่ายเดินออก

“สบายดีครับถ้าพวกเขารู้ว่าพี่อยู่ข้างบ้านผมต้องดีใจมากแน่ๆ พ่อกับแม่ชอบพี่จะตาย” จิงยิ้มรับไม่ได้ตอบอะไรกลับไปเขาโบกมือลาแล้วหันหลังกลับเข้าบ้าน

“พี่ครับ” ร่างโปร่งจำเป็นต้องหันกลับไปหาเจ้าหนูจำไมอีกรอบ จิงเลิกคิ้วเป็นเชิงถามเมื่อเห็นอีกฝ่ายยิ้มเหมือนเด็กน้อยในวันวานก็อดเอ็นดูไม่ได้

“ว่า?”

“ขอบคุณนะครับ”

“ไม่เป็นไรแค่นี้ช่วยๆ กัน” ถึงอย่างไรก็เป็นคนรู้จัก เขาไม่ใช่คนใจร้ายขนาดนั้นเสียหน่อย

“เรื่องนั้นผมขอบคุณไปแล้ว”

“อ่าวแล้วขอบคุณผมเรื่องอะไร”

ขอบคุณที่ไม่เกลียดผม” จิงยืนมองอีกฝ่ายที่มองเขาอยู่เช่นกัน แววตาของร่างสูงนั้นฉายชัดถึงความรู้สึกผิดและเพราะเวลาที่รู้จักกันมาไม่ใช่สองสามวันอย่างที่พีทเคยบอก จิงจึงรู้ว่าความรู้สึกที่ส่งผ่านสายตาคู่นั้นมามันคือความรู้สึกจริงๆ ของอีกฝ่าย จิงถอนหายใจก่อนจะเดินกลับไปยืนริมรั้วประจัญหน้ากับอีกคน

“ผมเคยคิดว่าเกลียดคุณนะ แต่มันก็แปบเดียวเท่านั้นแหละพอกลับมาคิดดูก็ไม่รู้ว่าจะเกลียดจะแค้นไปทำไม เรื่องหัวใจมันห้ามกันไม่ได้หรอกไม่ต้องพูดขอโทษแล้ว คุณขอโทษผมพอแล้วล่ะ” จิงรีบยกมือห้ามเมื่ออีกฝ่ายทำท่าจะขอโทษขึ้นมาอีกรอบ

“ผมเองก็ต้องขอโทษเหมือนกันที่ทำตัวไม่ดีใส่คุณ พูดจาไม่ดีใส่เอาอารมณ์อยู่เหนือเหตุผล ขอโทษนะ” จิงกล่าวขอโทษคนเด็กกว่าด้วยใจจริง อีกฝ่ายยิ้มเดินเข้ามาชิดรั้วทำให้ระยะห่างระหว่างเขาสองคนมีเพียงรั้วกั้นเท่านั้น

“ผมเข้าใจครับ”

“กลับบ้านเถอะพรุ่งนี้มีบินหรือเปล่า” จิงเอ่ยถามเด็กหนุ่มตรงหน้า อีกฝ่ายส่ายหน้าเป็นคำตอบ

“พี่ล่ะ”

“ลงหยุดไว้น่ะว่าจะจัดบ้านสักหน่อย”

“ให้ผมมาช่วยไหมผมว่างนะ” อีกฝ่ายเอ่ยถามด้วยความกระตือรือร้นแต่จิงส่ายหน้าปฏิเสธ

“ไม่เป็นไรหรอก พักผ่อนเถอะ ฝันดีนะ” จิงตอบโบกมือลาอีกครั้งแล้วเดินกลับเข้าในบ้าน

“ฝันดีครับ” นักบินผู้ช่วยหนุ่มไม่ได้รบเร้าต่อร่างสูงยืนมองอีกคนเดินเข้าบ้านปิดประตูเรียบร้อยจึงหันหลังเดินกลับบ้านตัวเองบ้าง

แกร๊ก!

“เป็นไง” ยังไม่ทันปิดประตูเสียงเอ่ยทักก็ดังขึ้น คนหน้าหล่อยิ้มมุมปากยักไหล่เดินไปทิ้งกระเป๋าเป้บนโซฟาแล้วทิ้งตัวนั่งตาม

“น่ารัก”

“น้องเวรไม่ได้ถามว่าพี่เขาเป็นไงกูถามถึงสถานการณ์ของมึงกับพี่เขาเว้ย” ได้รับรอยยิ้มกวนปันถึงกับต้องยกมือขึ้นนวดขมับอยากลุกขึ้นถีบน้องชายตัวดีของตัวเองแต่ก็รู้นิสัยน้องตัวเองดีอีกเหมือนกันว่าถ้าถีบไปมันถีบกลับแน่นอน

“เอ้าก็เฮียปันถามว่าเป็นไงแล้วป๋อจะรู้หรอว่าเฮียถามเรื่องอะไร”

“กวนตีนกูไม่สิ้นสุดนะไอ้น้องบังเกิดเกล้า เอาดีๆ เดี๋ยวเฮียแม่งไม่ช่วยซะเลย” ป๋อยิ้มขำขยับขาขึ้นนั่งขัดสมาธิบนโซฟาหยิบเอาหมอนข้างตัวมากอดไว้แนบอก

“เขาบอกว่าไม่เกลียด” พี่ชายที่หน้าตาดีไม่แพ้กันมองหน้าน้องชายที่ยิ้มดีใจเหมือนเด็กแล้วก็อดเอ็นดูไม่ได้ ไอ้เจ้าลูกคนเล็กนี่มันจริงๆ เลย

“แค่นี้ก็ยิ้มหน้าบานแล้ว? เอาเขากลับมาให้ได้ก่อนแล้วค่อยดีใจดีกว่าไหมไอ้น้องเอ๊ย” จบประโยคของพี่ชายปริญก็หุบยิ้มฉับมองค้อนพี่ชายที่อายุห่างจากตัวเองสี่ปีด้วยแววตาหาเรื่อง

“เฮียปันแม่งกวนตีน”

“เอ้าไอ้น้องห่านี่ ที่กูนั่งหัวโด่อยู่ตรงนี้ไม่ใช่ว่าช่วยมึงคิดแผนเอาเขากลับมารึไงห๊ะ! เดี๋ยวปั๊ดตบกะโหลกหลุด” น้องชายคนเล็กบึนปากเอาแต่ใจ ไอ้อาการเอาแต่ใจเหมือนเด็กนี่นักบินผู้ช่วยปริญเขาไม่ได้ทำกับทุกคนนะ เฉพาะคนพิเศษเท่านั้นที่จะได้เห็นอีกด้านของนักบินหนุ่มคนนี้

“มันต้องค่อยๆ ได้ไหมเล่า ทะเล่อทะล่าเข้าไปจิงก็ได้รู้หมดสิว่าที่ป๋อทำไปทุกอย่างมันเป็นแผนอ่ะยิ่งฉลาดๆ อยู่” ป๋อบ่นอุบพาลคิดไปถึงหน้าอีกคนที่อยู่บ้านข้างๆ แล้วก็ต้องอมยิ้ม เคยใจดีอย่างไรก็ยังเป็นอย่างนั้นขนาดกับเขาที่เคยทำไม่ดีเอาไว้จิงยังไม่เกลียดเลย อดจะหวงความใจดีของอีกฝ่ายไม่ได้เพราะถ้าเขาที่กลายเป็นคนอื่นไปแล้วได้ใครๆ รอบตัวอีกคนก็ต้องได้เหมือนกัน คิดแล้วก็หงุดหงิดชะมัด

“เล่ามาสิเฮียรอฟังอยู่เนี่ยจะได้ช่วยคิดกันต่อ” คนหน้าหล่อเล่าให้พี่ชายที่ร่วมหัวจมท้ายกันมาตั้งแต่ต้นอย่างละเอียด

“เป็นคนที่ใจดีจริงๆ นั่นแหละ” ปันเปรยขึ้นมา

“ใช่ป่ะ จิงแม่งใจดีกับคนอื่นไปทั่ว ป๋อหวงว่ะ” เห็นหน้าหงุดหงิดของน้องชายแล้วปันก็หัวเราะขำพร้อมกับเอ่ยเย้า

“แปลว่ายอมรับอ่ะดิว่าเป็นคนอื่น” ป๋อขว้างหมอนที่กอดไว้ใส่หน้าพี่ชายทันที

“พี่เหี้ย!”

“ไอ้น้องห่าเอ๊ย เฮียเป็นพี่นะเว้ย” ปันหัวเราะขำเอ่ยบอกอย่างไม่จริงจัง เขาเก็บหมอนที่ปะทะหน้าตัวเองร่วงลงพื้นขึ้นมากอดไว้แทนแล้วมองดูน้องชายที่โกรธหัวฟัดหัวเหวี่ยงอยู่ตรงหน้า

“ก็เฮียพูดจาไม่เข้าหู” ฟังน้องเถียงข้างๆ คูๆ แล้วก็ระอา

“ป๋อ ก่อนอื่นเลยนะเราต้องเข้าใจจุดยืนของตัวเองตอนนี้ก่อน” พอพี่ชายคนรองกลับเข้าสู่โหมดจริงจังน้องชายคนเล็กก็สลัดอาการเด็กเอาแต่ใจออกจนหมดกลับมาเป็นปริญผู้เงียบขรึมในสายตาคนทั่วไปเหมือนเคย

“ป๋อรู้...รู้ว่าตัวเองเป็นคนอื่นสำหรับจิงไปแล้ว รู้แต่ไม่อยากยอมรับ

รู้ว่าตัวเองเคยทำร้ายจิตใจของอีกฝ่าย รู้ว่าเป็นคนผิดแต่หัวใจมันไม่เคยยอมรับเลยว่าตัวเขากลายเป็นคนอื่นสำหรับอีกฝ่ายไปแล้ว การกลับมาเจอกันหรือแม้กระทั่งการได้อยู่บ้านข้างกันมันอาจจะเป็นเรื่องบังเอิญแต่ต่อจากนี้ขอให้รู้ไว้เลยว่าจะไม่มีเรื่องบังเอิญเกิดขึ้นอีกต่อไป ถ้าจะมีมันก็จะเกิดจากความตั้งใจของเขาคนนี้เท่านั้น

ถึงแม้ภายในกำแพงเหล่านี้ ทำร้ายจิตใจกันและกัน 

tbc 

 

talk. ต่อไปก็เข้าสู่ช่วงปฏิบัติการณ์ขอเธอคืนเต็มรูปแบบแล้วนะคะ ป๋อไม่ใสนะจ๊ะ เด็กมันรว้ายยยย เชื่อว่าบางคนก็คงจะเคยรู้สึกแบบนี้ แบบที่ปล่อยมือไปแล้วและก็รู้สึกว่าอยากได้คืนมา มาช่วยเป็นกำลังใจให้ป๋อของเรากันค่ะ มา! #ป๋อขอคืน

ความคิดเห็น