facebook-icon Twitter-icon

ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

บทที่二 “สู่อิสรภาพ”

ชื่อตอน : บทที่二 “สู่อิสรภาพ”

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย y

คนเข้าชมทั้งหมด : 2.1k

ความคิดเห็น : 6

ปรับปรุงล่าสุด : 27 ส.ค. 2562 19:53 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
บทที่二 “สู่อิสรภาพ”
แบบอักษร

บทที่二 “สู่อิสรภาพ”

 

 

 

ภาระหน้าที่ในฐานะเด็กรับใช้ประจำตำหนักขององค์จักรพรรดิชางชูร์เชียนนั้นไม่ได้ลำบากเหมือนอย่างที่คิดไว้ในตอนแรก หลังจากได้รับการละเว้นโทษประหารขันทีเม่าจื่อก็มอบหมายหน้าที่รดน้ำต้นไม้ให้ทำด้วยสายตาสื่อความหมายว่า...

‘หากเจ้าทำต้นไม้ตายแม้แต่ต้นเดียวข้าเอาชีวิตเจ้าแน่’

ผมคิดว่าอีกฝ่ายคงมอบหน้าที่ที่คิดว่าหลี่หวังหมิ่นสามารถทำได้โดยไม่ก่อปัญหาวุ่นวายให้ต้องมาคอยตามล้างตามเช็ดซึ่งผมก็ทำหน้าที่นั้นได้อย่างดี ได้ชื่อว่าเป็นตำหนักขององค์จักรพรรดิแน่นอนว่าย่อมไม่เล็ก ตำแหน่งที่ตั้งเองก็อยู่ใจกลางล้อมรอบไปด้วยตำหนักถึงสี่ตำหนักแม้จะมีขนาดใหญ่ทว่าต้นไม้ไม่ได้มีมากมาย ส่วนมากจะเป็นไม้พุ่มปลูกอยู่ด้านข้างล้อมรอบตำหนัก ต้นไม้ขนาดใหญ่มีอยู่ทั้งหมดสิบต้นปลูกกระจายอยู่โดยรอบ

ต้นไม้ใหญ่ผลัดใบออกดอกไม่จำเป็นต้องดูแลเป็นพิเศษเพียงแค่รดน้ำเช้าเย็นเป็นอันเสร็จ ที่น่าห่วงคือพุ่มไม้ด้านข้างที่ดูเหี่ยวเฉาทั้งแถบตรงหน้าผมนี่ต่างหาก ใบสีที่ควรจะเป็นสีเขียวสดกลับแซมด้วยสีเหลืองมองดูแล้วผิดปกติอย่างยิ่ง พอได้เข้าไปสำรวจพลิกใบดูด้านใต้กับบริเวณก้านก็ได้พบกับตัวการอย่างเพลี้ยจำนวนมาก

ก่อนหน้านี้ไม่มีใครดูแลเลยรึไงนะถึงได้ปล่อยให้ต้นไม้ถูกทำร้ายขนาดนี้

เห็นแบบนี้ตัวผมปลูกต้นไม้เป็นงานอดิเรก บ้านเดี่ยวชั้นเดียวแถบชานเมืองของผมมีต้นไม้อยู่เต็มไปหมด นึกถึงแล้วก็อดเศร้าไม่ได้ ไม่รู้ว่าพวกต้นไม้จะสามารถอยู่ได้หลังจากที่ผมจากมาแล้วรึเปล่า

“ต้องจัดการกับเพลี้ยตรงหน้าก่อน” ผมบอกขัดตัวเองที่กำลังจมลงในความเศร้าเมื่อนึกถึงบ้านขึ้นมา

วิธีการจัดการกับเพลี้ยมีอยู่มากมายไม่ว่าจะเป็นการใช้พริก สบู่หรือพวกน้ำส้มสายชู ตอนแรกผมคิดจะใช้น้ำส้มชายชูเจือจางแต่พอถามทางแล้วเดินไปถึงห้องครัวกลับเจอกับของที่สามารถใช้แทนได้วางกองอยู่จำนวนมากนั่นคือขมิ้น

จะเอาขมิ้นมากำจัดเพลี้ยได้ยังไง เรื่องนี้ไม่อยากเลยแค่ต้องใช้เวลาในการทำสักหน่อย

 

 

ผมส่งเสียงขอขมิ้นในห้องครรัวพอได้รับอนุญาตผมเลือกหัวที่แก่มาจำนวนหนึ่งลงมือโขลกให้ละเอียดนำไปแช่ไว้ในน้ำในปริมาณที่เหมาะสมหมักเอาไว้อย่างน้อยหนึ่งวันเป็นอันเสร็จ เมื่อต้องการใช้แค่นำหัวเชื้อที่หมักไว้ผสมกับน้ำเจือจางแล้วลงมือพรมน้ำหมักธรรมชาตินั้นกับพุ่มไม้ทีละต้น สูตรนี้ไม่เพียงแค่ช่วยกำจัดเพลี้ยแต่ยังช่วยกำจัดเชื้อรารวมไปถึงหนอนได้ด้วย

ถือว่าขันทีเม่าเลือกงานให้ผมได้เหมาะสมเป็นอย่างมาก ไม่กี่สัปดาห์ต่อมาเพลี้ยมากมายก็ถูกกำจัดใบสีเหลืองๆ เริ่มกลับมาเขียวชอุ่มอีกครั้ง เป็นภาพที่ทำให้ผมรู้สึกภาคภูมิใจอย่างบอกไม่ถูก

อีกไม่นานต้นไม้พวกนี้คงได้ออกดอกบานสะพรั่งแล้ว

การรดน้ำผมทำช่วงเช้าประมาณเจ็ดถึงแปดโมงส่วนช่วงเย็นผมรดประมาณสี่โมงถึงห้าโมงซึ่งเป็นช่วงเวลาที่เหมาะแก่การรดน้ำมากที่สุด เวลาที่เหลือผมมาใช้กับการออกกำลังกายเพื่อลดน้ำหนักโดยเริ่มจากการออกกำลังง่ายๆ อย่างการเดินเร็ว

ชีวิตเด็กรรับใช้ของตำหนักค่อนข้างดี ผมมีห้องพักส่วนตัวซึ่งอยู่ตำหนักด้านข้างถึงจะเป็นขนาดเล็กแต่ก็เพียงพอสำหรับการอยู่ตามลำพัง อาหารเองสามารถไปตักกินได้ยังห้องอาหารสำหรับเด็กรับใช้โดยเฉพาะ ตื่นมาทำงาน มีข้าวกิน มีที่พักให้พร้อมเรียกว่ามีชีวิตที่ดีไม่น้อย

ขอแค่ได้อยู่เรื่อยๆ ไปแบบนี้ก็ถือว่าเป็นชีวิตที่สงบสุขไม่เลว

“แผนลอบสังหารฝ่าบาทไปถึงไหนแล้ว”

อืม สงบสุขจนถึงก่อนจะได้ยินประโยคเมื่อครู่น่ะนะ

เป็นความบังเอิญที่ผมใช้เวลาในช่วงค่ำเพื่อออกกำลังกายด้วยการเดินเล่นซึ่งผมอาจจะเดินออกมาไกลสักหน่อยถึงได้เจอเข้ากับประโยคที่เหนือความคาดหมาย เกือบเดือนที่ผ่านมาผมได้รู้เส้นทางในวังหลวงแห่งนี้มากขึ้นและยังรู้เวลาในการเดินลาดตะเวนของทหารจึงหลบเลี่ยงและฉวยโอกาสออกมาเดินลดไขมัน

เดินอยู่หลายอาทิตย์แล้วใครจะคิดว่าวันนี้กลับได้ยินเรื่องน่าตกใจเข้า

สังหารฝ่าบาท?

ไม่ต้องเดาก็บอกได้ว่าฝ่าบาทที่พูดถึงต้องเป็นชางชูร์เชียน

นี่ที่คงไม่มีฝ่าบาทหลายคนนักหรอก

“กำลังหาช่องว่างเพื่อจัดการอยู่ ไม่ง่ายเลยที่ฝ่าบาทจะเปิดช่องว่าง” อีกเสียงพูดโต้ตอบ

ตอนนี้ผมกำลังช่างใจว่าจะทำเป็นไม่ได้ยินเดินจากไปดีหรือว่าจะแอบฟังอยู่แบบนี้ต่อไปดี

จะว่าไปเสียงที่ได้ยินรู้สึกคุ้นหูแปลกๆ เหมือนกันแฮะ

“หากเจ้าที่เป็นถึงองครักษ์คนสนิทยังหาช่องว่างไม่ได้ก็ไม่มีใครทำได้แล้ว” เสียงแรกฟังแล้วเหมือนคนมีอายุพูดสวนเสียงที่สองกลับไป

ได้ยินแบบนั้นผมถึงนึกออกว่าเสียงที่สองนั้นเป็นเสียงขององครักษ์คนสนิทของชูร์เชียนซึ่งผมเคยได้ยินเสียงนี้อยู่หลายครั้งโดยบังเอิญ ตั้งแต่ชูร์เชียนให้ผมมาเป็นเด็กรับใช้พวกเราก็ไม่ได้เจอหน้าหรือพูดคุยอะไรกันอีก จะมีก็แค่เห็นอีกฝ่ายจากในระยะไกลไม่ก็ได้ยินแต่เสียงเท่านั้น

เรื่องการทรยศหักหลักเป็นเรื่องปกติที่สามารถเกิดขึ้นได้ไม่ว่าจะเป็นในยุคไหนก็ตาม ต่อให้ไว้ใจมากเพียงใดก็ไม่อาจบอกได้ว่าจะไม่มีการเปลี่ยนแปลงอย่างสายที่ส่งเข้าไปอยู่ในกลุ่มพ่อค้ายาก็มีมากที่ตลบหลังตำรวจย้ายไปเป็นพวกเดียวกับพ่อค้าเนื่องจากได้รับผลประโยชน์มหาศาล องครักษ์คนนี้เองก็คงเป็นเช่นนั้นไม่ก็เข้ามาอยู่ข้างกายชูร์เชียนเพื่อเป็นสายตั้งแต่เริ่ม

“ข้าจะพยายาม” องครักษ์คนนั้นตอบ

ผมที่หลบอยู่ด้านหลังกำแพงลอบมองภาพเบื้องหน้าด้วยความสงสัยว่านอกจากองครักษ์คนสนิทแล้วอีกคนเป็นใครกัน ผมจำได้ว่าองครักษ์คนนั้นมีชื่อว่าปาสือเป็นชายหนุ่มรูปร่างกำยำไม่น้อยต่างจากอีกคนที่ดูพ่ายผอมมากกว่า อยากจะเห็นหน้าอยู่หรอกแต่อีกฝ่ายกลับใช้เสื้อคลุมศีรษะอยู่ทำให้มองไม่เห็นหน้า

แปลว่าต้องเป็นคนที่ไม่อาจเปิดเผยหน้าตาได้อย่างขุนนางไม่สิระดับขุนนางคงไม่มาเอง เหลือแค่เป็นคนสนิทของขุนนางคนนั้นที่หากเห็นหน้าก็สามารถสืบสาวถึงผู้ที่อยู่เบื้องหลังได้ถึงต้องปิดบังด้วยวิธีนี้

อืม...เป็นไปได้สูง

“ไม่ใช่พยายามแต่ต้องทำให้ได้ นายท่านต้องการให้รีบกำจัดฝ่าบาทซะ” เสียงแหบพล่าของชายคนแรกกดต่ำลงสื่อถึงความไม่พอใจของผู้เป็นนายที่ฟากฝังมา

ถ้าอยากรีบก็มาลงมือเองซะสิอย่าเอาแต่ยืมมือคนอื่น

ผมตอบอีกฝ่ายในใจ

“ข้าเข้าใจแล้ว” ปาสือหรือองครักษ์คนสนิทของชูร์เชียนพยักหน้ารับคำ

“ดี อย่าทำให้นายท่านรอนานไปกว่านี้ไม่เช่นนั้นทั้งเจ้าและข้าได้คอขาดแน่” อีกฝ่ายใช้น้ำเสียงข่มขู่

แต่ถ้ารีบร้อนคนที่จะหัวขาดคงเป็นพวกคุณทั้งสองคนมากกว่านะ

งานลอบสังหารไม่ใช่จะทำง่ายหรือสำเร็จภายในไม่กี่วัน ยิ่งกับเป้าหมายที่มีฐานะไม่ธรรมดาอย่างชูร์เชียนระดับความยากยิ่งเพิ่มขึ้นไม่รู้กี่เท่า ต้องคอยเฝ้ามองอย่างรอบคอบหาจังหวะและเวลาที่เหมาะสมที่สุดเพื่อจัดการเป้าหมายไม่ใช่คิดจะฆ่าก็ฆ่า

“อืม เช่นนั้นข้าขอตัว” ปาสือพยักหน้ารับแล้วหันหลังจากไปส่วนชายอีกคนหันซ้ายขวามองดูความผิดปกติรอบตัวไม่นานก็กลับไปอีกทาง

“เฮ้อ...ชักง่วงแล้วสิ” ผมพึมพำเสียงเบาหวิวก้าวกลับห้องของตัวเอง

เรื่องนี้จะบอกว่าไม่เกี่ยวกับผมก็ใช่แต่จะว่าเกี่ยวก็ใช่อีก ต่อให้เป็นเรื่องที่เกี่ยวข้องกับชีวิตของจักรพรรดิแต่อยู่ๆ จะให้ผมวิ่งเข้าไปหาชูร์เชียนชี้หน้าปาสือพร้อมบอกว่าเขาทรยศงั้นหรือ

ศพแรกคงไม่ใช่ชูร์เชียนแต่เป็นผมนี่แหละ

มีเปอร์เซ็นต์ไม่มากที่ชูร์เชียนจะเชื่อคำพูดจากผมและถึงเชื่อก็เป็นการแหวกหญ้าในงูตื่นซะเปล่าๆ ดีไม่ดีปาสืออาจชิ่งหนีไปหรือฆ่าตัวตายเพื่อหนีการสอบสวน

แล้วผมจะไปคิดมากแทนทำไมกันนะ

ไม่อยากให้ชูร์เชียนโดนสังหาร?

ก็ไม่ผิด ตั้งแต่มีชีวิตใหม่ในร่างนี้ไม่มีใครอยากมายุ่งกับผมเท่าไร เด็กรับใช้คนอื่นๆ หลีกเลี่ยงไม่ก็มีการกลั่นแกล้งเล็กน้อยตามประสา อาจเป็นเพราะหลี่หวังหมิ่นคนก่อนทำตัวน่าหมันไส้หลายคนจึงหาวิธีเอาคืน ปฏิเสธไม่ได้ว่ามีเพียงชูร์เชียนที่ไม่เหมือนคนอื่น

ยอมเปลี่ยนคำตัดสินให้ผมมีชีวิตอยู่ต่อ

ยังไม่ได้ขอบคุณเลย

อีกเหตุผลคือรูปลักษณ์ชวนมองแบบนั้นไม่ควรจบชีวิตลงเร็วเกินไป

หากมีโอกาสผมจะเตือนชูร์เชียนถึงเรื่องนี้ละกัน

ตัดสินใจได้เช่นนั้นก็ผ่านมากว่าสามวันแล้วที่ยังไม่มีแม้แต่โอกาสให้เข้าใกล้ชูร์เชียน ผมเป็นพวกตื่นเช้าจึงออกมารดน้ำต้นไม้ตั้งแต่ช่วงเจ็ดโมงพอใกล้จะแปดโมงชูเชียร์ก็เตรียมจะออกไปว่าราชการซึ่งมีคนตามอยู่เป็นขบวนไม่เหมาะอย่างยิ่งในการพูดคุย

ผมทำได้เพียงยืนรดน้ำต้นไม้โดยใช้ดวงตาจับจ้องไปยังฝ่ายนั้น ไม่รู้ว่าเพราะจ้องมากไปหรืออะไรดวงตาสีดำขลับของชูร์เชียนจึงได้หันมาประสานกับดวงตาสีน้ำตาลอ่อนของผมพอดี พวกเราจ้องมองกันนิ่งๆ เพียงครู่เดียวขันทีจิ่วอวี๋ก็เร่งชูร์เชียนให้ออกเดินทาง

ตลอดทั้งวันผมยังคงทำหน้าที่ของตัวเองเหมือนอย่างทุกวันเว้นแต่ช่วงกลางคืนที่ผมเปลี่ยนจากเดินเป็นเริ่มวิ่งจ๊อกกิ้ง วิ่งได้สักพักก็เปลี่ยนมาเดินทำแบบนี้สลับไปมา พอเห็นทหารยามเดินมาก็รีบหลบกลืนเข้ากับความืด

การออกมาช่วงกลางดึกถือเป็นความผิดอาจถูกทำโทษได้ ผมรู้แต่ผมก็อดไม่ได้ที่จะแอบออกมาออกกำลังกาย

ไม่ง่ายเลยที่จะทำให้ร่างกายอันเต็มไปด้วยชั้นไขมันผอมลงได้ ผ่านมาเดือนกว่าแล้วก็ยังไม่เห็นความเปลี่ยนแปลงมากนักนอกจากร่างกายคล่องแคล่วและไม่เหนื่อยง่ายเหมือนก่อนหน้านี้

 

 

คงต้องใช้เวลาหลายเดือนกว่าจะเผาผลานไขมันส่วนเกินออกจนหมด

อยากได้กระสอบทรายสักอันมาเป็นอุปกรณ์เสริม กีฬาที่ผมชอบมากที่สุดคือการต่อยมวย การได้เหวี่ยงหมัดซ้ายขวาสลับกับใช้ขายกเตะเป็นท่วงท่าที่งดงามมากในความคิดผมโดยเฉพาะหมัดปิดฉากอย่างอัพเปอร์คัทเสยคางคู่ต่อสู้ด้วยแรงทั้งหมดที่มีสามารถน๊อคคู่ต่อสู้ได้อย่างง่ายดาย

นึกแล้วก็อยากลองดูสักหน่อย

จังหวะในการวิ่งหยุดลงพร้อมกับขาสองข้างที่กางออกเล็กน้อย หมัดซ้ายขวาถูกเหวี่ยงออกไปกลางอากาศสลับกันยี่สิบครั้งปิดท้ายด้วยการยกขาอวบๆ ของตัวเองขึ้นเตะแล้วค้างไว้ ไม่ถึงนาทีก็ต้องยอมแพ้ปล่อยขาลงตามเดิม

อย่างน้อยก็ยกเท้าเตะได้แล้ว

 

 

ยังดีที่มีความก้าวหน้าบ้าง

“ทำอะไรอยู่น่ะ” เสียงนั้นดังขึ้นก่อนบุรุษในชุดเสื้อคลุมสีเทาจะเดินออกมาจากมุมกำแพง

“...ชูร์เชียน?” ผมค่อนข้างแปลกใจที่ได้เจอกับอีกฝ่ายในยามวิกาลเช่นนี้แถมพอมองไปด้านหลังยังไม่เห็นผู้ติดตามเลยสักคน ปกติต้องมีประมาณสี่คนขึ้นไปนี่

หรือว่าจะแอบออกมา

“ข้าถามเจ้านะหลี่หวังหมิ่น เจ้าทำอะไรอยู่” ชูร์เชียนถามซ้ำเมื่อเห็นว่าผมไม่ตอบ

“ข้า...กระหม่อมกำลังวิ่งจ๊อกกิ้งสลับกับบ็อกซิ่งอยู่พ่ะย่ะค่ะ” ผมรีบเปลี่ยนคำพูดที่ใช้เพื่อไม่ให้ล่วงเกิน

“จ๊อกกิ้ง? บ็อกซิ่ง? ภาษาอะไรของเจ้าน่ะ” คิ้วสองข้างของชูร์เชียนขมวดเข้ากันแน่นคล้ายไม่เข้าความหมายของคำพูดเหล่านั้น

“อ่า...หมายถึงกำลังวิ่งกับเหวี่ยงหมัดพ่ะย่ะค่ะ” สมัยนี้คงยังไม่มีศัพท์เฉพาะเกิดขึ้น

“เจ้าฝึกทักษะการต่อสู้หรือ”

“ประมาณนั้น” ผมพยักหน้าส่งกลับไป

“ฝึกทุกวัน?”

“พ่ะย่ะค่ะ”

“เพิ่งรู้ว่าเจ้ามีวินัยเช่นนี้” ชูร์เชียนไล่สายตามองดูผมตั้งแต่หัวจรดเท้า

“ตัวกระหม่อมก่อนหน้านี้คงเหลวไหลมากเอาการ”

“ยิ่งกว่าเหลวไหลอีก วันๆ เอาแต่หมกตัวอยู่บ้านแทบไม่ขยับร่างกายใช้บ่าวให้ไปสืบข่าวยังบ้านต่างๆ หาสตรีที่ตรงใจแล้วบุกไปก่อความเดือดร้อน” คำพูดนั้นทำเอาผมนึกภาพออกเลย

“...” หมดคำพูด ปราศจากคำแก้ตัว อย่างไรก็เป็นหลี่หวังหมิ่นพูดไปก็เท่านั้น

“แต่เจ้าในตอนนี้เหมือนจะเปลี่ยนไป หรือว่าคิดจะกลับตัวกลับใจแล้ว” ชูร์เชียนถามต่อ

“พ่ะย่ะค่ะ จะไม่มีเรื่องแบบเดิมเกิดขึ้นอีก” ตราบเท่าที่ผมยังอยู่ในร่างนี้ไม่มีทางเอาแต่นอนเกลือกกลิ้นหรือสร้างความเดือดร้อนให้ครอบครัวอื่นแน่

“ก่อนหน้านี้ข้าไม่เคยคิดจะเชื่อคำพูดเจ้าแต่ไม่รู้ทำไมพอฟังน้ำเสียงเจ้าในยามนี้ข้ารู้สึกเชื่อขึ้นมา น่าแปลกใจนะว่าไหม” ใบหน้าขาวนวลเอียงน้อยๆ โดยมีฉากหลังเป็นพระจันทร์ฉายแสงลงมา

ช่างเป็นภาพที่ชวนหลงใหลซะจริง

“คงเพราะกระหม่อมไม่ได้โกหกพระองค์” มนุษย์อย่างพวกเรามีไม่น้อยที่สามารถสัมผัสถึงคำโกหกได้ คำพูดใดที่โกหกย่อมไม่มีความน่าเชื่อถือสำหรับที่พูดออกไปด้วยใจจริงไม่แปลกที่จะทำให้อีกฝ่ายรู้สึกอยากเชื่อ

“เจ้าจะบอกว่าก่อนหน้านี้เจ้าโกหกข้า?”

“อาจเป็นเช่นนั้น” ตอนนั้นผมยังไม่ได้อยู่ในร่างนี้จึงไม่รู้หรอกว่าโกหกหรือไม่ แต่ถ้าให้เดาคงโกหกล่ะนะไม่เช่นนั้นชูร์เชียนคงจับความรู้สึกแตกต่างไม่ได้หรอก

“ข้าเห็นเจ้าดูแลรดน้ำต้นไม้รอบตำหนักอย่างดี เหมือนเจ้าปลงกับชีวิตเช่นนี้แล้ว” ชูร์เชียนเปลี่ยนเรื่อง

“กระหม่อมชอบต้นไม้ ฝ่าบาทไม่ชอบหรือ” ผมถามกลับบ้าง

“ก็ไม่ใช่ไม่ชอบ”

“เวลาเหนื่อยหรือเครียดการมองสีเขียวของต้นไม้หรือสีสันสันต่างๆ ของดอกไม้จะช่วยเยียวยาและคลายความเหนื่อยล้าได้” นี่เป็นคำแนะนำจากประสบการณ์ชีวิตในอดีตของผม

“พูดเหมือนคนมีอายุเลย”

“...” คำพูดของอีกฝ่ายทำเอาผมชะงักค้าง

ความหมายของประโยคนั้นคือผมพูดเหมือนคนแก่?

ไม่จริง!

ผมเพิ่งอายุสามสิบห้าเองนะ ยังไม่แก่สักหน่อย

“ฮึ ทำหน้าตลก” ชูร์เชียนยกมือแตะริมฝีปากหลุดเสียหัวเราะออกมาท่ามกลางบรรยายอันเงียบงันซึ่งปกคลุมด้วยความมืด

“...กระหม่อมไม่ได้อายุมากขนาดนั้น”

“ข้ารู้ ถ้าจำไม่ผิดเพิ่งยี่สิบสองกระมัง” อีกฝ่ายทำท่านึกขณะพูด

“ยี่สิบสอง?” เด็กขนาดนั้นเชียว

ตอนส่องกระจกมองตัวเองก็รู้ว่าอายุยังไม่มากแต่ไม่คิดว่าจะอายุน้อยแบบนี้ อายุยี่สิบสองยังไม่จบมหาลัยเลยนี่

“เจ้าจะตกใจอายุตัวเองทำไม”

“...ฝ่าบาทเสด็จมาด้วยธุระอันใด” ผมเลือกที่จะเปลี่ยนเรื่องบ้าง

การปรากฏตัวของชูร์เชียนในยามวิกาลไม่ใช่เรื่องปกติ

“เมื่อเช้าสบตากับเจ้าเลยอยากออกมาคุยด้วย” เหตุผลง่ายๆ นั่นสร้างความแปลกใจให้ผมไม่น้อย

“อันตรายนะพ่ะย่ะค่ะ” ออกมาข้างนอกตำหนักตามลำพังโดยปราศจากผู้ติดตามก็เท่ากับเปิดช่องให้ศัตรูได้มีโอกาสลอบโจมตี

“ชีวิตข้าเดินอยู่ท่ามกลางอันตรายตั้งแต่ลืมตาขึ้นมาแล้ว” ใบหน้านั้นไม่ได้เศร้าหมองแต่มองแล้วคล้ายกับปลงต่อชีวิตของตัวเอง

“ยิ่งอยู่สูงเท่าไรก็ยิ่งพบเจอกับอันตรายมากขึ้นเท่านั้น แลกกับการมีอำนาจอยู่ในมือก็ต้องย่อมเสี่ยงกับการตกเป็นเป้าในการแย่งชิงอำนาจนั้น” ไม่ว่าจะเป็นยุคไหนเรื่องนี้ก็ไม่เปลี่ยน

ผู้ที่มีอำนาจอยู่ในมือจะดึงดูดผู้ที่ต้องการอำนาจเข้ามาหา ยิ่งมีอำนาจมากเท่าไรก็ยิ่งมีคนจับจ้องแย่งชิงมากเท่านั้น โดยเฉพาะกับตำแหน่งจักรพรรดิที่กุมอำนาจเบ็ดเสร็จไม่ว่าใครก็ล้วนอยากจะครอบครองและขึ้นเป็นผู้กุมอำนาจนั้น

“เจ้าพูดถูกหลี่หวังหมิ่น ทุกวันนี้รอบตัวข้าเต็มไปด้วยอันตราย หากก้าวพลาดเพียงก้าวเดียวอาจหมายถึงลมหายใจที่หมดลง ข้าเองถ้าให้เลือกได้ก็ไม่ได้อยากขึ้นครองราชแต่เพราะเป็นโอรสองค์โตก็จำต้องทำ...ทำไมข้าต้องเล่าให้เจ้าฟังด้วย?” พูดจบชูร์เชียนก็ทำหน้างงใส่ผม

เขาคงไม่เข้าใจว่าทำไมตัวเองต้องมาเล่าความในใจให้ผมฟัง

“ฝ่าบาท...ได้โปรดระวังปาสือไว้” ผมไม่ตอบคำถามนั้นแต่เอ่ยเตือนด้วยความหวังดี

“...เจ้า รู้อะไรมา” ใบหน้าของชูร์เชียนตรึงเครียดขึ้นฉับพลัน มีความเป็นไปได้ว่าเขาเองก็ระแคะระคายปาสืออยู่เช่นกัน

แบบนี้ค่อยคุยกันง่ายหน่อย

“กระหม่อมบังเอิญได้ยินปาสือพูดเรื่องการลอบสังหารฝ่าบาทกับชายคนหนึ่งเมื่อหลายวันก่อน” เรื่องนี้ไม่มีความจำเป็นต้องปิดบัง

“ชายที่ว่าเป็นใคร”

“ไม่ทราบพ่ะย่ะค่ะ เขาปกปิดใบหน้าจึงมองไม่เห็นรูปลักษณ์ ฟังจากน้ำเสียงเป็นคนที่มีอายุอย่างแน่นอนน่าจะห้าสิบปีขึ้น” ผมวิเคราะห์จากความทรงจำ

“ข้าเชื่อเจ้าได้แค่ไหนหลี่หวังหมิ่น” ชูร์เชียนก้าวเข้ามาใกล้ประสานดวงตาสีดำขลับมา

“สุดแล้วแต่พระองค์” เรื่องนี้ไม่ใช่เรื่องที่ผมจะให้คำตอบได้ต่อให้ผมบบอกว่าสามารถเชื่อได้ร้อยไม่แน่ว่าอีกฝ่ายจะยอมเชื่อตามนั้น

“เจ้าไม่ได้โกหกข้าใช่รึเปล่า” อีกฝ่ายยังคงถามต่อ

“กระหม่อมไม่ได้โกหก” ความจริงใจนี้ไม่รู้ว่าชูร์เชียนจะรับรู้ไหม

“...ข้าเชื่อเจ้า” เงียบไปสักพักใหญ่ก็ได้รับการพยักหน้าเบาๆ กลับมา

“ขอบพระทัย” “ถ้าเป็นตามที่เจ้าบอกช่วงนี้ข้าคงต้องระวังตัวมากหน่อย”

 

 

“พ่ะย่ะค่ะ” ผมคิดว่าชูร์เชียนระวังตัวอยู่แล้วเพราะหากไม่ระวังตัวปาสือคงมีโอกาสให้ลอบสังหารไปแล้ว

“ข้ายังมีใครที่สามารถเชื่อใจได้อยู่ไหมนะ” อยู่ๆ ชูร์เชียนก็เงยหน้าขึ้นมองดวงจันทร์ น้ำเสียงคล้ายจะตัดเพ้อนั้นพานให้รู้สึกอยากปกป้อง

“พระองค์เชื่อใจกระหม่อมได้” ไม่รู้อะไรดลใจให้ผมเอ่ยประโยคนั้นออกไป

“เจ้าน่ะหรือ เชื่อใจเจ้าแล้วอย่างไร...จะป้องป้องข้า?” ดวงตาคู่งามเบนมาสบ

“ฝ่าบาทไม่ได้อ่อนแอถึงขนาดต้องให้กระหม่อมปกป้อง” ภายในรูปร่างสูงโปร่งนั่นให้เดาคงเป็นกล้ามเนื้อที่ผ่านการฝึกฝนมาไม่น้อย ชางชูร์เชียนไม่ใช่จักรพรรดิไร้ทักษะฝีมือที่ต้องการให้คนอ้วนๆ อย่างผมคอยปกป้อง

ว่ากันตามจริงตัวผมในตอนนี้จะปกป้องตัวเองได้รึเปล่ายังพูดยากเลย

“เช่นนั้นเจ้าจะ?”

“กระหม่อมสามารถเฝ้าระวังรอบนอกกับสืบข่าวให้ได้...นอกจากนี้ยังเป็นที่ปรึกษาให้พระองค์ได้” สิ่งที่ผมพูดอาจใกล้เคียงกับคำว่าปกป้องแต่ไม่ได้เหมือนซะทีเดียว การอยู่วงนอกสามารถทำอะไรมากกว่าแถมไม่ตกเป็นเป้าสายตาของศัตรูกรณีฉุกเฉินสามารถเข้าไปช่วยชูร์เชียนได้ทันท่วงที

การสืบข่าวเองพูดเหมือนง่ายทว่าความจริงกลับยากยิ่งกว่าเฝ้าระวัง ผมไม่ได้มีเครือข่ายในการหาข้อมูลที่ทำได้คงมีเพียงแอบตามดูความเคลื่อนของปาสือว่าไปไหนหรือพบเจอกับใครบ้าง

“เช่นนั้นข้าขอปรึกษาเจ้าหน่อย ข้าไม่อยากเสียเวลา” ความหมายของคำพูดนั้นคือต้องการจับตัวปาสือให้ได้โดยเร็วและต้องจับคาหนังคาเขาด้วย

“เช่นนั้นมีสองทางเลือก ทางแรกฝ่าบาทลองแกล้งเปิดช่องว่างให้ลงมือแล้วสวนกลับแต่ต้องรวังเพราะเมื่ออีกฝ่ายไหวตัวทันอาจปลิดชีพตัวเองได้”

“แล้วทางที่สองคือ?”

“ให้คนที่ฝ่าบาทไว้ใจได้จับตัวปาสือไปสอบสวนซะ” เป็นวิธีง่ายๆ ที่ได้ผล ในเมื่อรู้อยู่แล้วว่าใครประสงค์ร้ายก็ให้คนที่เชื่อใจได้เข้าไปจัดการเค้นถามความจริงสืบสาวถึงผู้อยู่เบื้องหลัง ไม่ว่าวิธีไหนก็มีความเสี่ยงคือถ้าปาสือจงรักภักดีต่อนายท่านคนนั้นมากคงเลือกที่จะกัดลิ้นฆ่าตัวตายไม่ให้สืบสาวไปถึงตัวผู้บงการได้

“ถ้าเป็นเจ้าจะเลือกวิธีไหน” ชูร์เชียนถามต่อ

“กระหม่อมจะเลือกวิธีที่สาม”

“อธิบาย” คนฟังหรี่ตามองเพื่อรับฟัง

“จับตามองปาสือโดยไม่ให้เจ้าตัวผิดสังเกตในระหว่างนั้นก็ระวังตัวไม่ให้เปิดช่อง เมื่อปาสือไม่สามารถสังหารฝ่าบาทได้ต้องมีการเคลื่อนไหวเพื่อติดต่อกับชายอีกคน หากจับตาดูไว้จะได้รู้ทั้งวิธีติดต่อที่ใช้รวมไปตัวผู้อยู่เบื้องหลัง วิธีนี้อาจใช้เวลามากทว่าผลลัพธ์ที่ได้จะทำให้พระองค์ปลอดภัยในระยะยาว” ผมอธิบายตามที่ตัวเองคิดออกไป

บุกไปจับคนเลยมันง่ายแต่การจะสืบสาวไปถึงเบื้องหลังไม่ใช่เรื่องง่ายเลย ทางที่ดีควรจะยอมเสียเวลาเพื่อตกปลาตัวใหญ่ให้ได้เลยจะดีกว่า

“ไม่คิดว่าเจ้าจะเป็นที่ปรึกษาได้ดีถึงเพียงนี้”

“ขอบพระทัยฝ่าบาท” ผมก้มหน้าลงรับคำชมนั้น

“ความคิดของเจ้าดูไม่เหมือนคนที่ไม่ชอบศึกษาเล่าเรียน เจ้าคงไม่ได้แกล้งโง่งมมาตลอดกระมัง” ชูร์เชียนส่งสายตาจับผิดมาให้

“มิกล้า”

“ข้าก็ว่าเจ้าไม่กล้าหรอก วิธีที่สามของเจ้าข้าจะทำตาม”

“พ่ะย่ะค่ะ”

“ข้าชอบสายตาในตอนนี้ของเจ้ามากหลี่หวังหมิ่น” ดวงตาสีดำขลับซึ่งประสานมายังคงไม่ละออกไป

“ฝ่าบาท...”

“ไม่ใช่สายตาของคนขี้ขลาดหรือหมกวุ่นในกามอารมณ์ เป็นสายตาที่ทำให้รู้สึกอยากเชื่อใจ” น้ำเสียงของชูร์เชียนเรียกรอยยิ้มบางๆ ของผมให้ปรากฏขึ้น

“พระองค์เชื่อใจกระหม่อมได้” ผมย้ำอีกครั้ง

“หากแผนการณ์ของเจ้าสำเร็จข้าจะให้รางวัล”

“รางวัล?”

“ใช่ นั่นสินะ...อิสระเป็นอย่างไร” ชูร์เชียนทำท่านึกก่อนจะหันมาถามความเห็น

“...” ผมถึงกับพูดไม่ออกเมื่อได้ยินประโยคนั้น

อิสระงั้นเหรอ

“ดีไหมหลี่หวังหมิ่น” พอเห็นผมไม่ตอบอีกฝ่ายก็ถามซ้ำ

“หมายถึงจะให้กระหม่อมเป็นอิสระ”

“เข้าใจถูกแล้ว เจ้าคงไม่อยากใช้ทั้งชีวิตดูแลต้นไม้อยู่ในวังหลวงกระมัง”

“เรื่องนั้นก็ใช่...แต่ทำไมถึงยื่นของเสนอเช่นนี้ให้กระหม่อม” ผมถามกลับด้วยความสงสัย ใช่ว่าผมจะไม่รู้ว่าการหยิบยื่นอิสระให้ไม่ใช่เรื่องที่จะทำกันได้บ่อยๆ โดยเฉพาะกับคนที่เพิ่งถูกละโทษประหารมาหมาดๆ

ชูร์เชียนกำลังคิดอะไรอยู่กันแน่

“เพราะข้ารู้สึกว่าสามารถเชื่อใจเจ้าได้” เป็นคำตอบที่ให้ผมขมวดคิ้วแน่นยิ่งกว่าเดิม

“...กระหม่อมไม่เข้าใจ”

“เจ้าไม่ควรต้องมาเสี่ยงไปกับข้าในวังวนที่มีแต่การต่อสู้แย่งชิง แค่ครั้งเดียวที่เจ้าเข้ามายุ่งเกี่ยวก็มากพอ รักษาร่างกายอ้วนท้วนของเจ้าไว้เถอะหลี่หวังหมิ่น” ชูร์เชียนก้าวเข้ามาแตะไหล่ผมเบาๆ ขณะพูด

“พระองค์ช่างมีเมตตานัก” ความหวังดีนั่นผมไม่ปฏิเสธหรอกนะ

ไม่ว่าใครหากได้มีโอกาสได้รับอิสระก็ย่อมต้องรับเป็นธรรมดา ตัวผมเองก็เช่นกัน

“ในระหว่างที่กำลังจัดการปาสือเจ้าก็อย่าทำตัวกระโตกกระตาก”

“พ่ะย่ะค่ะ” เรื่องนั้นผมรู้ดีอยู่แล้ว

“ดึกมากแล้ว เจ้าจะยังฝึกต่อรึเปล่า” อีกฝ่ายเปลี่ยนเรื่องคุย

“วันนี้พอแค่นี้พ่ะย่ะค่ะ” ได้ออกกำลังกายมาเกือบชั่วโมงนับว่ามากพอแล้วสำหรับคืนนี้

“อืม...เช่นนั้นก็แยกกันกลับเถอะ”

“กระหม่อมจะตามอาลักขากลับตำหนัก” คำพูดผมเรียกขาที่กำลังก้าวย่างให้หยุดชะงักก่อนใบหน้าอันงามงดจะหันกลับมามอง

“ไหนเจ้าบอกว่าข้าไม่จำเป็นต้องให้เจ้าปกป้องอย่างไรเล่า” ชูร์เชียนถามกลับ

“เช่นนั้นให้พระองค์ปกป้องกระหม่อมแทนก็ได้พ่ะย่ะค่ะ” ผมพูดต่อ

“ปกป้องเจ้า? ให้ข้าที่เป็นถึงองค์จักรพรรดิปกป้องเด็กรับใช้?”

“...ขออภัย” ฟังแล้วไม่เหมาะสมจริงๆ นั่นแหละ

ผมแค่อยากเดินไปส่งชูร์เชียนก็เท่านั้น

“ฮึ...เอาสิ ข้าจะปกป้องเจ้าจนกว่าจะถึงตำหนักก็ได้หลี่หวังหมิ่น” ทั้งที่คิดว่าอีกฝ่ายคงโกรธที่ผมเสียมารยาทแต่ชูร์เชียนกลับทำเพียงยกยิ้มน้อยๆ กวักมือเรียกผมให้รีบก้าวตามไป

“ขอบพระทัยฝ่าบาท” ผมก้าวยาวๆ ตามแผ่นหลังนั้นไป

ระหว่างการเดินไม่มีใครพูดคุยหรือเริ่มบทสนทนาใดๆ ต่างฝ่ายต่างทำเพียงก้าวเดินในจังหวะที่ไม่ช้าไม่เร็วซึบซับบรรยากาศอันเงียบสงบในยามราตรีกระทั่งถึงตำหนักชูร์เชียนก็ดันผมให้กลับเข้าไปในตำหนักของเด็กรับใช้ส่วนตัวเองก็เดินกลับไปยังตำหนักตรงหน้า

ผมยืนส่งอีกฝ่ายไม่ยอมกลับเข้าไปในห้องรอจนเห็นว่าชูร์เชียนกลับเข้าไปในตำหนักแล้วจึงได้หมุนตัวเดินไปยังห้องของตัวเองบ้าง

หลายวันต่อมากิจวัตรประจำวันของผมยังคงเหมือนเดิมเริ่มต้นด้วยการตื่นนอนในช่วงเช้าออกไปจ๊อกกิ้งสักพักก่อนจะกลับมารดน้ำต้นไม้ รดเสร็จก็เดินไปกินข้าว รอจนถึงช่วงเย็นค่อยรดน้ำอีกรอบจนบัดนี้พุ่มไม้ดอกอันเต็มไปด้วยเพลี้ยในวันแรกที่เจอกันเริ่มปรากฏดอกตูมหลากสีสันให้เห็นแล้ว

ความพยายามในการรดน้ำพรวนดินอยู่ทุกวี่วันไม่เสียเปล่า

ถ้าถามถึงความเปลี่ยนแปลงก็ใช่ว่าจะไม่มีอย่างในช่วงเช้าผมจะรดน้ำต้นไม้เสร็จประมาณแปดโมงซึ่งจะเป็นเวลาเดียวกับที่ชูร์เชียนออกมาหน้าตำหนักเพื่อเตรียมไปว่าราชการ ก่อนหน้านี้เคยสบตากันเพียงครั้งเดียวทว่าหลังจากได้คุยกันผมก็ได้สบตากับอีกฝ่ายบ่อยๆ ไม่สิ ไม่ใช่บ่อยๆ ต้องบอกว่าทุกเช้าน่าจะตรงกว่า แม้จะเป็นเวลาสั้นๆ เพียงไม่กี่วินาทีแต่กลับรู้สึกเหมือนได้พูดคุยกันผ่านสายตาทำให้ตัวผมเผลอหลุดยิ้มทุกครั้งหลังการประสานดวงตานั้นจบลง

เรื่องของปาสือผมไม่ได้เข้าไปก้าวก่ายหรือวุ่นวายปล่อยให้ชูร์เชียนจัดการด้วยตัวเองเพราะกลัวว่าหากยื่นมือเข้าไปช่วยอาจทำให้เสียแผน ดีไม่มีปาสืออาจไหวตัวทัน ทางที่ดีควรอยู่เฉยๆ ไม่ขัดแข้งขัดขา ทำตัวเป็นปกติและรีบลดน้ำหนักให้ผอมสักที

ร่างกายอ้วนๆ แบบนี้ต่อให้อยากช่วยคงทำได้แค่ใช้ตัวกลิ้งไปขัดขาอีกฝ่ายให้ล้มเท่านั้น จะคอยติดตามความเคลื่อนไหวร่างนี้ก็เด่นเกินไป ถ้าไม่ใช่ช่วงกลางคืนที่ใช้ความมืดพรางตัวได้ก็อย่างหวังว่าจะตามองครักษ์ระดับนั้นได้โดยไม่ให้รู้ตัว

อยากลดน้ำหนักก็ใช่อยู่แต่ผมไม่ใช้วิธีอดข้าวหรือทรมานตัวเอง ร่างกายนี้มีไขมันสะสมมากเกินไปต่อให้อดข้าวก็ไม่ช่วยให้ผอมลงในเวลาไม่กี่เดือนต่อให้ผอมลงได้แต่ร่างกายคงอ่อนแอเพราะสารอาหารไม่พอ ทางที่เร็วที่สุดคือการเบิร์นไขมันออกให้หมดสร้างกล้ามเนื้อควบคู่ไปกับการลดน้ำหนักซึ่งคงต้องใช้เวลานานอยู่สักหน่อย

ผลลัพธ์ย่อมคุ้มค่า

จะว่าไป...

“ดอกอะไรกันนะ” ผมพึมพำพลางใช้มือกวักน้ำในถังไม้เพื่อพรมรดพุ่มไม้ซึ่งมีดอกสีขาวบานสลับกับสีอื่นๆ สะพรั่ง ลักษณะดอกไม้มีตรงกลางเป็นสีเหลืองรายล้อมด้วยกลีบดอกเล็กๆ สีขาว ขนาดต้นก็ไม่สูงมาก

คุ้นๆ อยู่ว่าเคยเห็นแต่จำชื่อไม่ได้ว่าเป็นดอกอะไร

ที่บ้านผมส่วนมากจะปลูกเป็นพืชผักสวนครัวซะมากกว่า ไม้ดอกมีแค่ชมนาคสี่ต้นอยู่ริมรั้วนอกจากนั้นก็เป็นพวกต้นมะม่วง ชมพู่ กระเพรา โหระพาไปจนถึงพริกขี้หนู เลยไม่ค่อยรู้เรื่องไม้ดอกสักเท่าไร

“ฉูจู๋ร์” เสียงทุ้มออกนุ่มดังขึ้นจากด้านในตำหนักเรียกผมที่กำลังพรมน้ำให้เงยขึ้นก่อนจะประสานกับดวงตาสีดำขลับของชูร์เชียนผ่านกระจกหน้าต่าง

“...ฝ่าบาท?” ค่อนข้างตกใจที่ได้เจอกับอีกฝ่ายในช่วงเย็นเช่นนี้ ปกติถ้าไม่ใช่ช่วงเช้าก็ไม่ได้เจอกันเลย

“ทำหน้าตกใจเหมือนจะบอกว่าข้าไม่ควรปรากฏตัวอยู่ตรงนี้” ชูร์เชียนเปิดบานหน้าต่างออกให้พวกเราสามารถเผชิญหน้ากันได้โดยไม่มีอะไรขวางกั้น

“พ่ะย่ะค่ะ” ผมเผลอพยักหน้าออกไปตามตรง

“นี่เป็นห้องทำงานข้า ข้าอยู่ในห้องตัวเองมีอะไรแปลก”

“อ้อ...ขออภัย” ก็ผมไม่รู้นี่ว่าห้องนั้นเป็นห้องทรงงาน เวลารดน้ำผมไม่ได้เงยหน้ามองลึกเข้าไปถึงในห้องที่มักจะมีม่านปิดไว้ได้หรอกนะ

“เจ้าทำหน้าที่ได้ดีจริง ก่อนหน้านี้ข้ากำลังจะสั่งให้ขันทีไปซื้อต้นใหม่มาปลูกเพราะดูท่าแล้วพวกมันคงไม่รอด” สายตาของชูร์เชียนเลื่อนต่ำลงมองพุ่มดอกไม้สีขาวสลับกับสีอื่นๆ ที่เรียงรายอยู่ข้างผนังส่งกลิ่นหอมอ่อนๆ คละคลุ้งไปทั่วบริเวณ

“ข้า...กระหม่อมค่อนข้างชำนาญด้านนี้”

“ไม่เคยรู้ว่าเจ้ามีด้านที่ชำนาญด้วย” คำพูดนั้นคงไม่พ้นหมายถึงหลี่หวังหมิ่นคนก่อน

“พ่ะย่ะค่ะ”

“ดอกฉูจู๋ร์” ชูร์เชียนเอ่ยชื่อนั้นขึ้นหลังผมเงียบลง

“ดอกฉูจู๋ร์?” หมายถึงชื่อของดอกไม้พวกนี้สินะ

“ใช่ เจ้าสงสัยไม่ใช่หรือว่าเป็นดอกอะไร”

“พ่ะย่ะค่ะ” ก็สงสัยอยู่แต่ถึงจะรู้ว่าเป็นดอกฉูจู๋ร์ก็ไม่รู้อยู่ดีว่าหมายถึงดอกอะไร

ผมไม่ได้เชี่ยวชาญภาษาจีน ชื่อดอกไม้ของจีนผมไม่รู้หรอกอยากให้ช่วยบอกเป็นชื่อสามัญมากกว่า ถ้าได้ยินผมว่าตัวเองต้องร้องอ๋อแน่เพราะชื่อของดอกไม้นี่ติดอยู่ที่มุมปากนี่เอง

“ช่วงนี้เจ้าเรียบร้อยผิดปกตินะ ข้านึกว่าจะได้ข่าวเจ้าวิ่งไปหาฮูหยินของใครสักคน”

“กระหม่อมสัญญาแล้วว่าจะไม่ทำเช่นนั้นอีก” หากร่างกายนี้มันขยับวิ่งไปบ้านอื่นเองผมสาบานว่าจะหักขาข้างนั้นไม่ให้ออกวิ่งได้

“ข้าเชื่อเจ้าในตอนนี้” คำว่าเชื่อที่ได้ทำเอาหัวใจผมพองโตขึ้นมา

“ขอบพระทัย” ผมอดไม่ได้ที่จะหลุดยิ้มออกมา หลี่หวังหมิ่นตัวจริงคงทำลายความเชื่อใจของใครหลายๆ คนจนหมดสิ้น ไม่ง่ายเลยที่จะกู้คืนมาทว่าคนแรกที่บอกว่าเชื่อกลับเป็นถึงองค์จักรพรรดิ

ดีใจ

“เจ้ายิ้ม?” ชูร์เชียนขยับใบหน้าออกมามองผมใกล้ๆ ด้วยสายตาแปลกใจ

“...เสียมารยาทแล้ว”

“ใครว่าเสียมารยาท จะว่าไปเจ้า...ผอมลงมากนะ” ดวงตาคู่งามไล่มองสำรวจผมอีกครา

“การออกกำลังกายคงได้ผลดีพ่ะย่ะค่ะ” ผมอดไม่ได้ที่จะภูมิใจกับความพยายามที่ผ่านมาแม้ตอนนี้จะยังมีพุงกับไขมันอยู่ไม่น้อยแต่ก็นับว่าประสบความสำเร็จในระดับหนึ่งแล้ว

“เจ้าอยากผอม?”

“พ่ะย่ะค่ะ”

“อืม...จินตนาการไม่ออกเลยว่าหากเจ้าผอมหน้าตาจะเป็นอย่างไร” ชูร์เชียนหน้าเหมือนกำลังจินตนาการแต่สุดท้ายก็ต้องล้มเลิก

“ทรงไม่ทำงานหรือพ่ะย่ะค่ะ” ผมเปลี่ยนเรื่องพลางขยับตัวไปด้านข้างพรมน้ำยังดอกไม้ต่อ

“ใครบอกกันนะว่าเวลาเหนื่อยหรือเครียดการมองสีเขียวของต้นไม้หรือสีของดอกไม้จะช่วยเยียวยาและคลายความเหนื่อยล้าได้” ประโยคที่ผมเคยพูดเมื่อหลายอาทิตย์ก่อนถูกหยิบยกขึ้นมากล่าวซ้ำโดยไม่ผิดเพี้ยนแม้แต่ประโยคเดียว

ความจำดีจริงๆ

“พระองค์เหนื่อยหรือ” ผมถามกลับบ้าง

“ใช่...เหนื่อยมาก แต่พอได้มองดูสีเขียวของต้นไม้ ได้มองสีของดอกไม้รวมไปถึงได้กลิ่นหอมอ่อนๆ นี่ช่วยให้รู้สึกดีขึ้นมากจริงๆ เหมือนที่เจ้าพูดไม่มีผิด” ชูร์เชียนเท้าแขนสองข้างกับกรอบหน้าต่างย่อตัวลงวางคางเกยบนแขนทอดสายตามองออกมาด้านนอกด้วยรอยยิ้มที่แม้จะไม่ได้สดใสแต่ก็ไม่ขุ่นมัวนัก

จักรพรรดิ...เป็นตำแหน่งที่ไม่สามารถแสดงความอ่อนแอออกมาได้ ต้องปกครองทุกฝ่ายให้อยู่ภายใต้ซึ่งไม่ใช่เรื่องง่าย มองจากใบหน้าอายุของชูร์เชียนอย่างมากคงไม่เกินยี่สิบห้า นับว่าอายุยังน้อยย่อมได้รับแรงกดดันส่งผลให้เกิดความเครียดได้ง่ายๆ

“พระองค์ทำได้ดีมากแล้ว ถ้าเหนื่อยก็พัก ถ้าไม่ไหวก็หยุด ปล่อยวางในบางสิ่ง อย่าฝืนทำทั้งที่สภาพจิตใจไม่พร้อม หยุดพักเพียงชั่วครู่จะช่วยให้พระองค์จัดการกับทุกอย่างได้” ผมให้คำแนะนำจากประสบการณ์ที่เคยเผชิญ ตัวผมเคยอยู่ในจุดที่ทั้งเครียดและปล่อยวางไม่ได้แต่สุดท้ายก็สามารถผ่านมันมาได้ด้วยวิธีง่ายๆ อย่างการหยุดพักเพียงชั่วครู่เพื่อรวบรวมสติใหม่

แค่มองก็รู้ว่าชางชูร์เชียนไม่ได้เป็นจักรพรรดิเพียงเพราะเป็นโอรสองค์โต เขามีความสามารถและศักยภาพมากพอในการปกครองเพียงแค่ยังเด็กไปสักหน่อยสภาพจิตใจเลยสั่นคลอนได้ง่าย ให้เดาน่าจะเพิ่งขึ้นครองราชมาได้ไม่กี่ปี

“คำพูดเจ้าเหมือนที่เสด็จย่าเคยบอกให้ข้าฟังเลย”

“...” ประโยคที่ได้ยินทำเอาผมพูดไม่ออก

นี่คำพูดผมก้าวกระโดดไปถึงรุ่นย่าแล้วหรือ

อายุผมแค่สามสิบห้าเองนะ แล้วร่างในตอนนี้ก็แค่ยี่สิบสองเท่านั้นเอง

ยังไม่แก่สักหน่อย!

“ฮึ ทำหน้าตลกอีกแล้ว” ชูร์เชียนหลุดขำออกมาเอียงใบหน้าซบกับแขนของตัวเองมองมายังใบหน้าผมด้วยรอยยิ้มที่สดใสกว่าเดิม

“...อย่าล้อกระหม่อมเล่นเลย”

“ข้าไม่อยากให้เจ้าไปเลยหลี่หวังหมิ่น” อยู่ๆ อีกฝ่ายก็เปลี่ยนเรื่องเอ่ยด้วยน้ำเสียงตัดเพ้ออยู่ไม่น้อย

“พระองค์หมายถึง...”

“จับผู้อยู่เบื้องหลังปาสือได้แล้ว”

“เมื่อคืน?” พอเปลี่ยนมาพูดเรื่องนี้ผมก็อดถามรายละเอียดไม่ได้

“ใช่ ปาสือถูกเรียกไปผ่านจดหมายที่ฝากเด็กรับใช้มา จับกุมตัวพ่อบ้านสกุลเป่าได้แน่นอนว่าผู้อยู่เบื้องหลังเป็นเป่าเซาเหลียวรองหัวหน้ากรมปกครอง ไม่คิดเลยว่าจะเป็นเขา” ฟังจากน้ำเสียงเหมือนจะรู้จักกับอีกฝ่ายเป็นการส่วนตัวมาก่อน

“ฝ่าบาท...” ผมปลอบใจคนไม่เก่งซะด้วยสิ

“โทษของการหักหลังข้ามีแค่ความตาย” เพียงพริบตาสายตาและน้ำเสียงของชูร์เชียนก็แปรเปลี่ยนเป็นเย็นยะเยือก ซุกซ่อนความอ่อนแอไว้ในส่วนลึกอย่างรวดเร็ว

“หากคิดที่จะลงมือก็ต้องเตรียมใจรับผลนั้นด้วยเช่นกัน” การตัดสินของชูร์เชียนไม่ผิดแม้แต่นิด

ในเมื่อคิดจะลอบสังหารผู้ที่ได้ชื่อว่าเป็นกษัตริย์ก็จำต้องคิดถึงผลลัพธ์ยามถูกจับได้ด้วย ไม่มีทางที่จะปล่อยคนที่ทรยศหรือหักหลังไป

“เจ้าคงคิดว่าข้าไร้เมตตา”

“กระหม่อมไม่คิดเช่นนั้น ฝ่าบาททำถูกแล้ว” จะบอกว่าไร้เมตตาคงไม่ได้เพราะมันเป็นวิธีในการเอาชีวิตรอด

ไม่อยู่ก็ตาย ถ้าอยากจะอยู่ก็ต้องทำให้อีกฝ่ายตาย

“เจ้าอาจจะเหมาะกับการเป็นที่ปรึกษาจริงๆ ก็ได้” ชูร์เชียนยันตัวขึ้นมองแสงของดวงอาทิตย์ที่กำลังลับขอบฟ้า

“ขอบพระทัย”

“พรุ่งนี้เจ้าออกจากวังหลวงได้ ข้าให้อิสรภาพแก่เจ้าหลี่หวังหมิ่น”

“...ขอบพระทัย” ทั้งที่น่าจะดีใจแต่กลับรู้สึกหน่วงแปลกๆ

“เจ้าว่าพวกเราจะได้เจอกันอีกไหม” ชูร์เชียนถามต่อ

“กระหม่อมไม่ทราบ”

“งั้นหรือ เช่นนั้นผู้ที่ทราบคงเป็นสรรค์กระมัง” ดวงตาสีดำขลับเงยขึ้นมองท้องฟ้าขณะพูด

“อาจใช่ ให้เป็นลิขิตของสวรรค์” การที่ผมได้มายังยุคนี้ในร่างของหลี่หวังหมิ่นเองก็คงเป็นลิขิตของสวรรค์เช่นเดียวกับการได้เจอกับชูร์เชียนและรอดพ้นโทษประหาร

“เจ้าพูดถูกให้เป็นลิขิตของสวรรค์ละกัน”

“ฝ่าบาท ก่อนจะจากกระหม่อมอยากบอกอะไรบางอย่างกับพระองค์” ผมเอ่ยรั้งชูร์เชียนที่กำลังจะหันหลังกลับไป

“ว่ามา”

“ขอบคุณที่ไว้ชีวิตกระหม่อม” หากในวันนั้นโทษประหารยังคงอยู่ผมคงหมดโอกาสที่จะได้มายืนอยู่ตรงนี้ คำที่อยากบอกในที่สุดก็ได้พูดออกไปสักที

“ข้าไม่ใช่คนที่จะเปลี่ยนคำที่ตัดสินใจออกไปแล้ว การที่ข้าเปลี่ยนคำนั่นหมายถึงเจ้ามีค่าพอที่จะมีชีวิต จงมีชีวิตต่อไปและหากชะตาของพวกเราต้องกันคงได้เจอกันอีกในสักวัน” พูดจบชูร์เชียนก็ปิดหน้าต่างกลับเข้าไปด้านในตามเดิม ส่วนตัวผมยืนนิ่งๆ อยู่เช่นนั้นไม่นานจึงทำหน้าที่รดน้ำต่อ

เป็นอย่างที่ชูร์เชียนพูด...

หากชะตาต้องกันย่อมต้องได้เจอกันอีกในสักวัน

...........................................

หลายคนคงตกใจ ตอนที่แล้วเพิ่งเจอกันตอนนี้ดันมาแยกกันซะได้ 555

เราไม่ค่อยได้แต่งฉากที่พระนายแยกกันเท่าไหร่

ตอนนี้มีโอกาสเลยอยากจะลองแต่งดูสักครั้ง

หากให้บรรยายความเป็นหวังหมิ่นละด็คงไม่พ้นประโยคที่ว่า ถึงร่างกายจะเป็นเด็กแต่สมองเป็นผู้ใหญ่ (ครดิตโคนัน) ด้วยความที่มีประสบการณ์ชีวิตมากจึงสามารถให้คำแนะนำและพูดคุยกับชูร์เชียนได้

ฝากเอ็นดูทั้งคู่ด้วยนะคะ

ไว้เจอกันใหม่ตอนหน้า

บ๊ายบายค่าา

nicedog

♫ ♪ ♪ ღ♫ ♪ ♪ ღ♫ ♪ ♪ ღ♫ ♪ ♪ ღ♫ ♪ ♪ ღ♫ ♪ ♪

ความคิดเห็น