ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

ชื่อตอน : 1

คำค้น : วาณิชหลวง,จีนโบราณ.นายเอกฉลาด,โรแมนติก

หมวดหมู่ : นิยาย y

คนเข้าชมทั้งหมด : 3.1k

ความคิดเห็น : 12

ปรับปรุงล่าสุด : 14 ธ.ค. 2563 12:49 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
1
แบบอักษร

2019/09/19 

เสียงล้อเกวียนบดถนนดังเอี๊ยดอ๊าด บนเกวียนมีนักโทษผู้หนึ่งใบหน้าบอบช้ำเต็มไปด้วยคราบเลือดโดยเฉพาะตรงปากที่เต็มไปด้วยเลือดสีดำ ลำคอและแขนถูกยึดไว้กับขื่อไม้ล่ามโซ่อย่างแน่นหนาประกบด้วยนายทหารจำนวน12 นาย มุ่งหน้าไปยังลานประหารหน้าประตูเมืองทางทิศตะวันตก 

เสียงวิพากษ์วิจารณ์จากชาวบ้านแตกเป็นหลายเสียงบ้างเวทนาบ้างก่นด่า มีเพียงแม่ลูกคู่หนึ่งที่เดินตามเกวียนบรรทุกนักโทษด้วยสีหน้าเศร้าหมอง เด็กหนุ่มมีน้ำตาไหลอาบหน้าประคองมารดาที่ร่ำไห้จนแทบยืนไม่อยู่ เมื่อชาวบ้านเห็นพวกเขาก็ชี้ชวนกันให้ดูและเพิ่มเสียงก่นด่าดังขึ้นอีก

"เจ้าดูแม่ลูกคู่นั้นสิ ยังมีหน้ามาเดินในเมืองอยู่ได้ เป็นข้าป่านนี้ผูกคอตายหนีความอับอายไปแล้ว"

"แสร้งทำตัวเป็นคนดี เบื้องหลังน่ารังเกียจยิ่ง"

เสียงด่าทอรุนแรงขึ้นเรื่อยๆจนมีบางคนเริ่มขว้างปาสิ่งของใส่นักโทษและสองแม่ลูกจนทหารต้องเข้ามาห้ามปราม เด็กหนุ่มถูกปาด้วยไข่และหินถูกคิ้วแตกจนโลหิตหลั่งไหลเพราะเอาตัวเข้าปกป้องมารดา ส่งสายตาขอโทษไปยังบิดาบนเกวียน แต่ผู้ชรามิได้รับรู้เพราะถูกควักลูกตาออกไปนานแล้ว นิ้วมือเหลือเพียงสามนิ้วที่เหลือแต่กระดูก ขาถูกตีหักไปข้างหนึ่ง ร่างกายถูกเฆี่ยนยับ สภาพครึ่งผีครึ่งคนต่อให้ผู้มิใช่แพทย์มองดูยังบอกได้ว่าคนผู้นี้ไม่มีชีวิตยืนยาว

นักโทษชราถูกลากไปคุกเข่ากลางลานประหาร เลือดสดๆทะลักออกมาจากเบ้าตากลวงโบ๋อีกครามิรู้ว่าเป็นน้ำตาหรือไม่ บรรยากาศขึงขัง ณ ลานประหารทำให้ชาวบ้านสงบลง เจ้าเมืองผู้มีหน้าที่ควบคุมการประหารยืนสำรวมหลุบตามองพื้นนิ่งอยู่ จนกระทั่งฝีเท้าม้าควบอย่างเร่งร้อนดังทำลายความเงียบเรียกสายตาของทุกคนให้มองไปเป็นทางเดียวกัน นายทหารยศสูงโดดลงมาจากหลังม้าประกาศเสียงดัง

"รับราชโองการ" สิ้นเสียงทุกคนรวมถึงชาวบ้านที่มุงอยู่โดยรอบล้วนคุกเข่าลง เด็กหนุ่มลูกชายนักโทษประคองมารดาคุกเข่าลง สายตายังทอประกายความหวัง

"หูเจี๋ย ขุนนางขั้นสี่ประจำกรมเมืองทุจริตยักยอกเงินบรรเทาทุกข์ที่ส่งไปช่วยน้ำท่วมที่เมืองน่ายง หลักฐานล้วนประจักษ์แจ้ง ตัดสินให้รับโทษประหาร ทรัพย์สินทั้งหมดริบเข้าท้องพระคลังหลวง จบราชโองการ" เจ้าเมืองรับม้วนผ้าแพรด้วยอาการสำรวมขณะที่เด็กหนุ่มและมารดาตกใจแทบสิ้นสติ สหายของบิดาที่รับปากว่าจะช่วยเล่า พวกเขายังจ่ายเงินไปอีกมากเพื่อให้คนนำหลักฐานขึ้นถวายฎีกา เด็กหนุ่มหลุบตาต่ำ สมองอันชาญฉลาดคิดได้ว่าเขาคงถูกสหายของบิดาทรยศเสียแล้ว คนกำมือแน่นเบิ่งตามองศีรษะของบิดาหลุดออกจากบ่า ส่วนมารดานั้นร่ำไห้จนเป็นลมพับไปแล้ว

"นายน้อย ท่านอยู่ที่นี่ไม่ได้แล้ว เราต้องรีบไป" บ่าวชราผู้ภักดีตามมาถึงรีบสะกิดนายของมัน เด็กหนุ่มมองร่างของบิดาด้วยความอาลัยก่อนจะกัดฟันพยุงมารดาขึ้นหลังหลบหนีไปยังตรอกอันคับแคบก่อนที่จะมีใครทันสังเกตุ คนคุกเข่าโขกศีรษะให้ร่างไร้ชีวิตของบิดาทั้งน้ำตาเป็นครั้งสุดท้าย ก่อนจะขึ้นเกวียนเทียมลาที่เด็กรับใช้คนสนิทนำมารอ บ่าวชรารีบนำกระสอบบรรจุเมล็ดพืชมาปิดให้สองแม่ลูกซ่อนตัวก่อนจะปีนขึ้นไปนั่งแล้วส่งสัญญาณให้ออกเดินทาง

"เสียงดังอะไรกัน" ชายหนุ่มหน้าตาหล่อเหลาแต่งกายด้วยชุดรัดกุมตัดจากผ้าเนื้อดีถามขึ้น เขานั่งรับประทานอาหารอยู่ในห้องส่วนตัวในโรงเตี๊ยม เสียงเอะอะด้านนอกยังดังมาถึงด้านในได้ 

"มีการประหารนักโทษขอรับคุณชาย" เสี่ยวเอ้อตอบอย่างนอบน้อม

"อ้อ" คนรับรู้แล้วมิได้สนใจอีกเพียงคีบอาหารรับประทานอย่างเฉยเมย เยี่ยซินจื่อชายหนุ่มอายุราว 25 ปี เป็นพ่อค้าที่สร้างกิจการจนใหญ่โตได้รับตำแหน่งเป็นวาณิชหลวงประจำมณฑลประจิม ทั่วทั้งแคว้นเฉียนมีเพียงแปดคนเท่านั้นประจำทั้งแปดทิศ มารดาค้าขายเลี้ยงเขามาด้วยตัวคนเดียวอย่างยากลำบาก กว่าจะมีวันนี้ได้เขาผ่านประสบการณ์มามายจนเกือบถึงขั้นไร้ใจ เล่ห์เหลี่ยมทางการค้าใดๆมิอาจตบตาได้ คนถือคติว่าไม่แส่หาเรื่องหากเรื่องไม่มาถึงตัว ครานี้มาเมืองหลวงนอกจากนำสินค้ามาส่งที่วังแล้วยังได้ลูกค้าเพิ่ม นับว่าทำกำไรได้มหาศาลก่อนเดินทางกลับเมืองตุนฮวงที่ชายแดนฝั่งประจิม  

"คืนนี้จองโต๊ะที่หอสกุณา ส่งเทียบเชิญไปให้ท่านเจ้าเมืองว่าข้าขอเชิญมาร่ำสุราด้วยกัน" คนสั่งอาเปียว ผู้ช่วยคนสนิท

"ขอรับนายท่าน"

"ข้าจะไปเดินสำรวจตลาดสักหน่อย จัดการธุระเสร็จแล้วก็ตามมา" คนลุกไปง่ายๆ ตามด้วยคนคุ้มกันฝีมือดีอีก 4 คน เยี่ยซินจื่อไม่เคยประมาทไม่ว่าจะทำการใด

หูจิ่นเทาใจเต้นระรัวขดตัวกอดมารดาที่ยังไม่ได้สติอยู่ภายใต้ช่องคับแคบที่ถูกทับด้วยกระสอบเมล็ดพันธุ์พืช อาหยวนบ่าวชราคนสนิทของบิดาเป็นผู้เตรียมไว้ให้ เด็กรับใช้คนสนิทของเขาก็เป็นหลานของอาหยวนชื่อเสี่ยวทู่จื่อที่ตอนนี้ทาหน้ามอมแมมเป็นเด็กชาวนาขับเกวียน เสียงทหารยามประจำเมืองตะคอกถามดังเต็มสองหู

"ในกระสอบล้วนเป็นเมล็ดพันธุ์ที่ข้าเพิ่งซื้อมาขอรับนายท่าน" อาหยวนแกล้งทำท่าเป็นชาวบ้านที่หวาดกลัว ทหารยามพลิกๆกระสอบดูแล้วก็โบกมือไล่ให้พวกเขาไป เสี่ยวทู่จื่ออยากจะลงแส้ให้ลาวิ่งไปเร็วกว่านี้แต่ก็กลัวผิดสังเกต จำต้องปล่อยให้ลาเดินอืดเอื่อยไปจนกำแพงเมืองลับจากสายตาค่อยพ่นลมหายใจด้วยความโล่งใจ

"เจ้ารีบขับเกวียนเข้าไปในดงไม้แถบนั้นก่อนเร็ว ป่านนี้ฮูหยินกับคุณชายอึดอัดแย่แล้ว" อาหยวนสั่ง เสี่ยวทู่จื่อกระตุกเชือก เจ้าลาก็เดินเตาะแตะเปลี่ยนทิศทาง เมื่อห่างจากถนนหลวงมากพออาหยวนก็สั่งให้หยุด เขารีบยกกระสอบออกแล้วพยุงหูจิ่นเทาและหูหรานที่ได้สติขึ้นมาเล็กน้อยขึ้นมานั่ง

"ลำบากฮูหยินกับคุณชายแล้ว" อาหยวนก้มศีรษะปลกๆ

"อาหยวนอย่ากล่าวเช่นนั้น หากมิได้ท่านพวกเราย่อมมิอาจหนีออกมาได้อย่างปลอดภัยเช่นนี้" หูจิ่นเทาก้มศีรษะกลับ

"อย่าเสียเวลากล่าวคำมากมารยาทกันอีกเลย ข้าแม้เสียใจแต่มิได้เสียสติจากนี้ต่อไปพวกเราจะทำเช่นไร คนเหล่านั้นย่อมไม่ปล่อยพวกเราไปแน่" หูหรานมิใช่สตรีโง่เขลา ยามเมื่อเห็นบุตรชายคนเดียวมองมาสัญชาตญาณของมารดาที่ต้องการปกป้องบุตรทำให้นางต้องเข้มแข็ง

"ข้าคิดว่าพวกเราต้องปลอมตัว อาศัยเดินทางในป่าเลี่ยงทางหลวง มุ่งไปทางทิศประจิมไปตั้งหลักก่อน พวกมันอาจจะให้คนไปดักทางไปบ้านท่านตาคงจะมุ่งหน้าไปหาตรงๆมิได้จะพลอยให้ทางนั้นเดือดร้อนไปด้วย รักษาชีวิตไว้ให้ได้ก่อนค่อยคิดแก้แค้นให้บิดา" หูจิ่นเทามิใช่คนโง่ เขาเป็นเพียงบัณฑิตอ่อนแอ มารดาเป็นสตรีวัยกลางคนและบ่าวอีกสองคนย่อมไม่สามารถสู้ฝ่ายตรงข้ามที่มีทั้งเงินและอิทธิพลได้แน่ ยามนี้มีแต่ต้องหนีให้พ้นมรสุมเสียก่อน

"เช่นนั้นเรามุ่งหน้าไปเมืองตุนฮวงดีหรือไม่ ข้ามีคนรู้จักอยู่ที่นั่นพอจะพึ่งพาได้ อีกทั้งก็ห่างไกลเมืองหลวงมากนัก หากเกิดอะไรขึ้นพวกเรายังพอจะหนีออกนอกด่านได้" อาหยวนเสนอ

"อาหยวน เจ้าตามพวกเราไปเช่นนี้จะดีหรือ" หูหรานถาม

"ฮูหยิน ชีวิตข้าเป็นนายท่านช่วยเหลือไว้ ข้าจะปกป้องคนสำคัญของนายท่านเอง" อาหยวนปาดน้ำตา เขาเป็นลูกบ่าวในบ้านของหูเจี๋ยเติบโตมาด้วยกัน ตอนเป็นเด็กเคยพลัดตกน้ำแล้วได้หูเจี๋ยช่วยไว้จึงซื่อสัตย์ยิ่งนัก

"แล้วเจ้าละอาจื่อ ข้ารู้ว่าเจ้ามีญาติฝั่งมารดาอยู่จะไปอยู่กับเขาก็ได้นะ ติดตามข้าไปก็มีแต่อันตรายเสียเปล่าๆ" หูจิ่นเทาเอ็นดูเด็กรับใช้คนสนิทไม่น้อย

"คุณชาย ได้โปรดให้ข้าได้ติดตามท่านไปด้วยเถิดขอรับ" เสี่ยงทู่จื่อคุกเข่าโขกศีรษะไม่หยุดจนหูจิ่นเทาต้องรีบเข้าไปประคอง

"ข้าเข้าใจแล้ว จากนี้พวกเรามีสุขร่วมเสพมีทุกข์ร่วมต้าน เช่นนี้ดีหรือไม่"

"ดียิ่งขอรับ" เสี่ยวทู่จื่อยิ้มทั้งน้ำตา

"ข้าคิดว่าพวกเรารีบเดินทางต่อไปจะดีกว่า เราต้องหาที่พักให้ได้ก่อนมืด" หูจิ่นเทามองไปรอบๆ เขาไม่ค่อยได้ออกนอกเมืองบ่อยนักแต่เรื่องพื้นฐานก็พอรู้

"เชิญฮูหยินขึ้นรถเถิดขอรับ จะได้ออกเดินทางกันต่อ" อาหยวนขยับกระสอบเมล็ดพันธุ์พืชให้มีที่ว่างพอที่สองคนจะนั่งได้ให้หูหรานและหูจิ่นเทาขึ้นไปนั่ง ตัวเองวิ่งไปนั่งด้านหน้าคู่กับเสี่ยวทู่จื่อกระตุ้นให้ลาเดินลัดเลาะไปในป่าเพื่อหาที่พัก เกวียนคันเล็กลัดเลาะไปตามแนวป่าอย่างช้าๆ ผ่านไปกว่าสองชั่วยามจึงได้ยินเสียงน้ำ

"ข้าได้ยินเสียงน้ำ เราน่าจะหาที่พักได้" หูจิ่นเทาชะเง้อมอง เสี่ยวทู่จื่อกระตุ้นลาให้เดินเร็วขึ้น อีกชั่วก้านธูปก็เห็นลานกว้างแถบหนึ่งลาดลงไปจนถึงลำธาร พวกเขาจึงก่อกองไฟพักกันที่นี้เอง การหลบหนีครั้งนี้ได้ตระเตรียมไว้ในกรณีที่คำตัดสินของบิดาไม่เปลี่ยนแปลง ของใช้จำเป็นเช่นผ้าห่มและอาหารแห้งจึงมีเพียงพอสำหรับพวกเขาสี่คน หูจิ่นเทาช่วยอาหยวนหาฟืนมาก่อไฟ เสี่ยวทู่จื่อปลดลาพามันไปกินน้ำแล้วล่ามไว้แถวที่มีหญ้าอ่อนขึ้นให้มันรับประทาน ตั้งใจว่าหากมืดกว่านี้จะสุมไฟไล่แมลงให้มันสักหน่อย การเดินทางครั้งนี้ต้องพึ่งมันเสียแล้ว ม้านั้นมีราคาแพงไม่ใช่ของที่ชาวบ้านทั่วไปจะใช้เทียมเกวียน หูจิ่นเทาไม่อยากเสี่ยงสะกิดความสงสัยของผู้คนจึงยินยอมใช้ลาแม้จะต้องใช้เวลาเดินทางมากขึ้น

หลังจากผลัดปลี่ยนกันไปอาบน้ำพวกเขาก็อุ่นเนื้อแห้งที่เตรียมมารับประทานกับขนมเปี๊ยะก่อนจะนอนกันรอบกองไฟอย่างง่ายๆ หูหรานปูผ้านอนบนเกวียน ป่าช่วงนี้ยังไม่ห่างเมืองนักไม่เคยได้ข่าวว่ามีสัตว์ร้ายพวกเขาจึงพักผ่อนอย่างวางใจ

 

ยืนยันว่าเรื่องนี้เป็นนิยายรักโรแมนติกไม่ดราม่านะคะ ปูมาเปิดเรื่องนิดหน่อยจริงๆ

ความคิดเห็น