facebook-icon

ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

DANGER IV : ผู้ชายเหลวไหล [Completed 100%]

ชื่อตอน : DANGER IV : ผู้ชายเหลวไหล [Completed 100%]

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย รักวัยรุ่น

คนเข้าชมทั้งหมด : 23.3k

ความคิดเห็น : 173

ปรับปรุงล่าสุด : 30 พ.ย. 2562 23:40 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 100
× 0
× 0
แชร์ :
DANGER IV : ผู้ชายเหลวไหล [Completed 100%]
แบบอักษร

 

 

IV ผู้ชายเหลวไหล

ภายในห้องนอนที่ตกแต่งด้วยสไตล์คลาสสิกติดโทนมืดดาร์กๆ มีเตียงขนาดคิงไซซ์วางอยู่กลางห้องโดยที่บนเตียงนั้นมีร่างสามร่างนอนเรียงกันอยู่

ฉันอยู่ตรงกลาง ทางขวาคือพี่ชายทางซ้ายคือสามี ซึ่งตอนนี้ทั้งสองคนกำลังเล่นสงครามโดยใช้เท้าฟาดฟันกันอย่างดุเดือด และมีฉันนอนขั้นอยู่ระหว่างกลาง

อยากดูหนังอย่างสงบแต่ต้องมานอนปวดหัวคอยห้ามพี่ชายกับสามีไม่ให้ทะเลาะกัน

คิดว่าห้ามได้มั้ย? หึ! ไม่สักนิด แถมยังโดนลูกหลงอีกต่างหาก

“มึงนี่มันสัมภเวสีจริงๆ ผัวเมียเขาจะจู๋จี๋กันก็มาขัดขวาง!”

“เสียสละให้กูนอนกับน้องสักคืนไม่ได้หรือไง! น้ำใจอ่ะรู้จักมั้ย”

คะนิ้งจะไม่ทนแล้วนะ...

“ไม่เว้ย! ไอ้ควาย!”

“กูชื่อเคลย์!”

ไม่ไหวแล้ว!

“กรี๊ดดดดดดดดดด!”

ฉันกรีดร้องออกมาเมื่อหมดความอดทน หมดแล้วความใจเย็นสำหรับผู้ชายสองคนที่โตแต่ตัวแต่สมองไม่ได้โตตาม

ร่างบางเด้งตัวขึ้นนั่งก่อนจะผลักขาหนักๆ ทั้งสี่ข้างออกจากหน้าขาตัวเอง ดูสิ! ทะเลาะกันก็พลอยทำให้ฉันเดือดร้อนเจ็บตัวไปด้วย

“เป็นไรนิ้ง!?” พี่ชาย

“ผีเข้าเหรอวะ?” ผัว...

เหอะ!

“พวกพี่สองคนนั่นแหละเป็นอะไรมากป้ะ จะทะเลาะกันก็ให้มันรู้เวลาบ้าง” ฉันมองหน้าทั้งสองคนที่เพิ่งลุกขึ้นมานั่งหลังตรงสลับไปมา สายตาที่มองไปแน่นอนว่าไม่ได้ประกายวาววับเหมือนนางฟ้า ทว่ามันกลับมีประกายไฟเหมือนอยู่ในนรกที่โชกโชยไปด้วยความเกรี้ยวโกรธ ฉันโมโหแล้ว! “พี่ไมล์ปล่อยให้พี่เคลย์ขึ้นมาจนถึงเตียงแล้วจะไปทะเลาะกับเขาอีกทำไม รู้ทั้งรู้ว่าไล่ยังไงพี่เคลย์ก็ไม่ไปยังจะพูดมาก! ทะเลาะกันเป็นเด็กๆ”

“ใช่! น้องรักพูดถูกต้อง” พี่เคลย์เกทับเหยียบย่ำซ้ำเติมพี่ไมล์ทันทีที่มีโอกาส แต่หารู้ไม่ว่าตัวเองจะเป็นรายต่อไปที่โดนฉันด่า

“พี่ก็เหมือนกันพี่เคลย์! เข้ามาในห้องได้แล้วแทนที่จะอยู่อย่างสงบ อยากนอนกอดน้องไม่ใช่เหรอ จะไปหาเรื่องแหย่พี่ไมล์ทำไม โตแล้วนะ ทั้งสองคนเลย! ความคิดน่ะพยายามให้มันโตตามตัวด้วย”

พี่เคลย์หน้าจ๋อยไปเลยที่โดนน้องดุชุดใหญ่ อ้าปากแล้วหุบ อ้าปากแล้วหุบ พะงาบๆ วนไปคล้ายกับปลาทอง จะเถียงแต่ก็เถียงไม่ออกเพราะที่ฉันพูดไปทั้งหมดคือเรื่องจริง

ส่วนพี่ไมล์ที่โดนฉันดุในทีแรกก็เหมือนจะโกรธ แต่พอฉันให้ความเท่าเทียมโดยการดุพี่เคลย์ด้วย หน้าบึ้งตึงจึงค่อยๆ คลายออกแทนที่ด้วยสีหน้าสะใจทันควัน

“ถ้าอยู่กันดีๆ ไม่ได้ก็ออกไปนอนข้างนอกทั้งสองคนนั่นแหละ เชิญ!” ฉันผายมือไปทางประตูห้องประกอบคำพูด ก่อนจะทิ้งตัวลงนอนดูหนังตามเดิม ขอเถอะ นานๆ ทีจะมีเวลาว่างให้ดูหนังหรือทำอะไรที่ไม่ซีเรียสสักวัน

“โอเค ไม่ทะเลาะแล้วก็ได้” พี่เคลย์เป็นฝ่ายยอมก่อน ร่างสูงเจ้าของเรือนผมสีน้ำตาลอ่อนหม่นเทาล้มตัวนอนที่เดิม พลิกตัวเข้าหาฉันพร้อมกับกอดแขนเรียวไว้หลวมๆ

ฉันหันหน้าไปมองอีกคนพลางเลิกคิ้วใส่ “จะออกไปนอนนอกห้องใช่มั้ย?”

พรึ่บ!

“ใครจะไปนอนนอกห้อง ฝันเหรอ!?”

พี่ไมล์รีบทิ้งตัวลงนอนทันที เขาพลิกตัวเข้าหาฉันเหมือนที่พี่เคลย์ทำแต่ทว่าไม่ใช่แค่นั้น มือหนายังบังคับร่างฉันให้หันไปหาเขาด้วย

“กอดฉันหน่อย!” จะสั่งทำไมในเมื่อเขาคว้าแขนฉันไปกอดเอวเขาขนาดนั้นแล้ว

เห้อ!

ผัวหรือลูก คะนิ้งเพลีย

“ฉันจะดูหนัง ถ้านอนแบบนี้มันมองไม่เห็นทีวี”

“กล่อมผัวให้หลับก่อนดิค่อยดู” นี่สรุปเป็นลูกจริงๆ ใช่มั้ย

ฉันได้ยินเสียงหัวเราะขบขันมาจากพี่เคลย์ พี่ชายฉันไม่ได้แหย่พี่ไมล์แล้ว แต่ก็ไม่วายทิ้งความกวนเบื้องล่างไว้อีก เดี๋ยวถ้าคนเอาแต่ใจได้ยินเข้าจะเกิดสงครามกันอีกรอบหรอก

 

สุดท้ายฉันก็ต้องรอให้พี่ไมล์หลับสนิทถึงได้หันกลับมาดูหนังที่ดำเนินเรื่องไปไกลและต่อให้ตอนนี้ได้ดูอย่างสงบก็คงดูไม่รู้เรื่องแล้วล่ะ

มือบางยกขึ้นลูบเส้นผมหนานุ่มอย่างเอ็นดู เวลานอนจัดเป็นเวลาที่พี่ไมล์น่ารักที่สุด คิ้วไม่ขมวดและหน้าก็ไม่ได้บึ้งตึง แลดูไร้พิษไร้ภัย มือบางลากลงมาที่แก้มนุ่ม ลูบไล้แผ่วเบาก่อนจะยื่นจมูกเข้าไปสัมผัส

ฟอด!

“ฝันดีนะคนขี้เกียจ”

“เป็นแบบนี้ตลอดเลยเหรอ?”

ฉันค่อยๆ ผละกอดออกจากเอวสอบ พลิกตัวไปหาพี่ชายก่อนจะขมวดคิ้วให้กับคำถามที่ไม่เจนจัดของเขา ปากอวบอิ่มขยับถามว่า... “อะไรคะ?”

“ที่ต้องกล่อมอีไมล์เหมือนลูกแบบนี้?” จะทำเป็นไม่ได้ยินคำนำหน้าชื่อพี่ไมล์ก็แล้วกัน

“ปกติไม่ได้กล่อมแบบนี้สักหน่อย เพราะพี่เคลย์นั่นแหละมาขวางเวลาจู๋จี๋ของเรา ฉันก็เลยต้องกล่อมพี่ไมล์แบบนี้แทน” ฉันพูดติดตลก แต่ทว่าความหมายนัยน์ๆ แอบติดเรท แน่นอนว่าผู้ชายที่ไม่ได้ใสซื่อและแอบมีความช่ำชองแบบพี่ชายฉันต้องเข้าใจดี

“นั่นสิ ผัวนิ้งหื่นยิ่งกว่าโรคจิต จะกล่อมแบบลูบหัวทีลูบหลังทีได้ไง”

“พี่ก็เหมือนกันนั่นแหละ มานอนกับน้องแบบนี้ไม่คิดถึงว่าที่เจ้าสาวเหรอ?”

“คิดถึงดิ แต่งอนกันนิดหน่อยน่ะ เขาก็เลยไล่พี่ออกจากคอนโดฯ”

“หืม?” ฉันขมวดคิ้ว ครุ่นคิดนิดหน่อยก่อนจะถามออกไปว่า “คอนโดฯ ใคร?”

“คอนโดฯ พี่นี่แหละ เป็นแค่ผู้อาศัยแต่เหลิงไล่เจ้าของคอนโดฯ น่าเตะเนอะว่ามั้ย?” ปากกล้าแต่ใจไม่กล้า (กับเมีย) คือพี่ชายฉัน ไม่งั้นจะมาปากดีอยู่ที่นี่เหรอ

“ไปทำอะไรผิดอีกอ่ะ เพิ่งกลับมาไทยไม่กี่วันก็ทำให้เมียงอนล่ะ”

“ไปดื่มกับเพื่อนแล้วไม่ได้บอก ไม่ได้ลืมแต่แบตฯ หมด”

“สมน้ำหน้า เป็นฉันฉันก็โกรธ บางทีเมียพี่อาจจะรอกินข้าวหรือไม่ก็รอนอนพร้อมกันอยู่ก็ได้”

“ใช่ทั้งสอง”

เราสองคนพี่น้องนอนคุยกันหลายประโยค จนเวลาผ่านไปเกือบครึ่งชั่วโมงความง่วงก็เริ่มเข้าครอบงำ ฉันปิดปากหาวถึงสองครั้งซ้อนก็เลยบอกฝันดีพี่เคลย์ ในขณะที่เขาเองก็เริ่มง่วงเหมือนกัน

“นอนเถอะ พี่ก็จะนอนแล้ว”

“นิ้ง...อือ กอด!” เสียงที่ดังขึ้นจากด้านหลังที่มาพร้อมกับแขนแกร่งตะบบเข้าที่สะโพกงอนทำให้ฉันสะดุ้งเล็กน้อย

พี่ไมล์เริ่มรู้ตัวแล้วว่าฉันไม่ได้กอดเขาเหมือนทีแรก และโชคดีที่แขนแกร่งควานหาแล้วเจอร่างฉัน ถ้าไม่เจอคงได้เห็นคนโวยวายเป็นแน่ ต่อให้ตรงกับจังหวะที่ฉันเข้าห้องน้ำเขาก็งอนนะบอกเลย

“เหมือนแมลงวันฉิบหาย น่ารำคาญสุดๆ นิ้งไม่รำคาญบ้างเหรอวะ?”

“ไม่อ่ะ”

ฉันรักเขามากจนความน่ารำคาญเหล่านั้นกลายเป็นเรื่องเล็กๆ ที่ไม่ต่างจากขี้แมลงวัน ฉันรักเขาเกินกว่าจะมองว่าเขาน่ารำคาญ

ต่อให้ปากพูดออกไป แต่ฉันรู้ว่าตัวเองไม่เคยรำคาญเขาจริงๆ สักครั้ง

“เห้อ นอนล่ะ กล่อมมันต่อเถอะ ถ้าตื่นขึ้นมาตอนนี้หลังคาบ้านอาจจะพัง” ช่างเปรียบเทียบได้โอเวอร์มากจริงๆ

ถึงสามีฉันจะไร้สาระและเอาแต่ใจเป็นที่หนึ่ง แต่คงไม่ถึงขั้นพังบ้านตัวเองหรอกมั้ง

“ฝันดีนะพี่เคลย์”

ฉันพูดกับพี่ชายแค่นั้นก่อนจะหันไปสนใจพี่ไมล์ ดึงแขนแกร่งมาวางที่ช่วงเอวคอดก่อนที่แขนเรียวจะตวัดทับแขนเขาเพื่อกอดตอบ เรากอดกันอย่างอบอุ่นภายใต้เสียงครางเล็กๆ ที่เปรยออกมาเป็นระยะๆ คล้ายกับเด็กน้อยกลัวแม่ทิ้งให้นอนคนเดียว

น่าเอ็นดูจริงๆ...

 

หลายวันผ่านไป

เป็นเวลาเกือบสองทุ่มที่ฉันเคลียร์งานอยู่ที่สตูดิโอคนเดียว ในขณะที่คนอื่นๆ พากันกลับบ้านหมดแล้วเพราะหมดเวลางาน

มือบางหยิบโทรศัพท์ขึ้นมาดูข้อความที่ส่งไปหาพี่ไมล์เมื่อหลายนาทีก่อน พบว่ายังไร้คนอ่านและแน่นอนว่าต้องไร้คำตอบด้วย ฉันรอเขาตอบข้อความด้วยการเคลียร์งานต่อ กระทั่งผ่านไปเกือบยี่สิบนาที ฉันเริ่มทนไม่ไหว สุดท้ายก็ต้องเก็บของใส่กระเป๋าด้วยความหงุดหงิดใจ

ไปดื่มน้ำนรกนั่นอีกแล้วใช่มั้ย!

สามีที่ดีไม่ควรให้ภรรยารอนานๆ เขาควรรู้เนอะ

ถ้าเราไม่ตกลงกันไว้ว่าเขาจะมารับฉันทุกวัน ฉันคงโทรฯ หาพี่ชายให้มารับตั้งแต่สองชั่วโมงก่อน และตอนนี้ก็คงนอนดูหนังอยู่ที่บ้านอย่างสบายใจ

“เหอะ! ผ่านมาแค่ไม่กี่อาทิตย์ก็จะผิดคำพูดแล้วเหรอพี่ไมล์”

ถามว่าทำไมไม่โทรและส่งข้อความไปอีก? ฉันคิดว่ามันไม่จำเป็น ส่งไปรอบสองรอบก็ควรอ่านได้แล้ว หรือถ้าไม่ว่างจริงๆ ก็ควรโทรมาบอก ไม่ใช่ให้ฉันโทรตาม

สองชั่วโมงแล้วนะ และก็จะไม่รอแล้วด้วย!

หากเขาจะมาที่นี่หลังจากที่ฉันกลับไปแล้วก็ช่วยไม่ได้ ลองเสียเวลาไปโดยเปล่าประโยชน์บ้างเผื่อจะได้เข้าใจความรู้สึกคนอื่นเวลาที่ต้องรอนานๆ

“ฮัลโหลพี่เคลย์” ฉันโทรหาพี่ชาย

และเขาก็รับสายทันทีที่ฉันโทรหา [ว่าไงนิ้ง?]

“ว่างมั้ยอ่ะ มารับที่สตูดิโอหน่อยสิ”

[ยังไม่กลับบ้านอีกเหรอ ดึกแล้วนะ]

“เคลียร์งานนิดหน่อย”

[เอาความจริงนิ้ง?] รู้ดีไปอีก

“ก็ไอ้พี่ไมล์ไม่ยอมมารับฉันอ่ะ ส่งข้อความไปก็ไม่อ่าน ไม่รู้มัวทำอะไรอยู่ ไปดื่มกับเพื่อนหรือเปล่าก็ไม่รู้”

[เพื่อนไหน? ไอ้ซัสอยู่นี่] พี่ซัสอยู่กับพี่เคลย์งั้นเหรอ แล้วพี่ไมล์ไปอยู่ที่ไหนกับใครเนี่ย!

หรือว่าจะเป็น... “กลุ่มเฮียแม็กซ์มั้ง”

[ไอ้แมลงวันนั่นชักเหลวไหลแล้วนะ กล้าดียังไงปล่อยให้น้องพี่รอนานตั้งหลายชั่วโมง] เผื่อพี่เคลย์ไม่รู้ว่าเหลวไหลกว่านี้ก็เคย! เมาวอสก้าหัวราน้ำจนจำเมียไม่ได้ก็มี! [นิ้งรอพี่แป๊ปแล้วกัน จะรีบไปรับเดี๋ยวนี้แหละ]

“รีบๆ นะ”

หลังจากวางสายพี่ชายไปฉันก็กดโทรออกหาใครอีกคน ถือสายรอเพียงครู่เดียวก็ได้ยินน้ำเสียงหวานอ่อนโยนตอบกลับมา

[ว่าไงคะนิ้ง?]

“เจ๊ขวัญ พี่ไมล์อยู่ที่คลับหรือเปล่าคะ?” ฉันหมายถึงที่ Paradise น่ะ

[ไม่นะคะนิ้ง วันนี้ไม่มีใครโผล่หัวมาสักราย แม็กซ์ก็นอนอยู่บ้านไม่ได้ไปเฝ้าคลับด้วย]

ไม่ได้อยู่กับเฮียแม็กซ์แล้วจะไปอยู่ที่ไหนนะ ส่งข้อความไปแล้วไม่อ่านแบบนี้ฉันเดาที่ไหนไม่ออกจริงๆ นอกจากผับที่มีเสียงดังวุ่นวาย

หรือเขาจะยังอยู่ที่บริษัท?

“ค่ะเจ๊ งั้นฉันวางสายก่อนนะ”

[มีอะไรหรือเปล่า น้ำเสียงไม่ดีเลย]

“นิดหน่อยค่ะ” กับเจ๊ขวัญฉันสามารถพูดได้ทุกเรื่องราวกับเธอเป็นพี่สาวคนหนึ่งที่ฉันสนิทมากๆ “พี่ไมล์ไม่รู้ไปไหน ส่งข้อความไปก็ไม่อ่าน”

[ลองโทรหรือยัง?]

“ยังอ่ะ”

[โทรหาสิ ถ้าโทรไม่ติดก็คงไม่มีแบตฯ แหละ]

“...” Powerbank ติดตัวไม่ต่ำกว่าสองอันแบบพี่ไมล์น่ะเหรอจะแบตฯ หมด ไม่มีทางอ่ะ “ไม่อยากโทรหาอ่ะ เบื่อผัว” เบื่อคนไม่รักษาคำพูด!

[ฮ่ะๆ โอเค...งั้นก็แล้วแต่คะนิ้งแล้วกัน เจ๊วางนะ มิกซ์เรียกหานมแล้ว]

“ค่ะเจ๊”

ฉันเก็บโทรศัพท์ลงกระเป๋าก่อนจะเดินออกไปรอหน้าสตูดิโอ นั่งลงที่ม้าหินอ่อน ในหัวมีเรื่องให้คิดนิดหน่อย

ลองโทรหาหน่อยดีมั้ยนะ

ตืด...

“อ๊ะ!”

แค่บ่นเอง ล่วงโทรศัพท์ออกมากดโทรตอนไหนเนี่ย แต่ไหนๆ ก็โทรแล้ว งั้นจะถือสายรอสักนาทีก็แล้วกัน

“ไม่รับ!” เหอะ!

โทรติดแบบนี้แน่นอนว่าแบตฯ ไม่ได้หมด แต่ไอ้ที่ไม่รับสายนี่หมายความว่ายังไง

ไม่น่าโทรเลยฉัน หัวร้อนจนได้!

 

ยิ่งดึกก็ยิ่งน่ากลัว ฉันมองซ้ายมองขวาอย่างหวาดระแวง ไม่โอเคเลยตอนนี้

สงสัยต้องจ้างยามมากกว่าหนึ่งคนเผื่อกรณีฉุกเฉิน เช่นอย่างวันนี้ที่พี่ยามคนปัจจุบันขอลากลับบ้านเกิดกระทันหัน

ให้ตายสิ...

วังเวงจัง ฉันลุกขึ้นเดินไปตรงที่แสงไฟสว่างซึ่งมันอยู่ติดกับถนนใหญ่ มีรถขับผ่านไปผ่านมาตลอดเวลา ทว่ามันไม่ได้ทำให้อุ่นใจขึ้นเลย

ฉันไม่ได้กลัวอะไรเถือกนั้น แค่นอยด์พี่ไมล์จนพาลระแวงสิ่งรอบกาย

ปรี๊น!

กระทั่งรถแท็กซี่คันหนึ่งตรงเข้ามาจอดตรงหน้าฉันและลดกระจกลง ผู้ชายใบหน้าดุดันมีเคราและหมวดมากมายจนดูคล้ายโจร หากแต่นั่นไม่ใช่สิ่งที่ฉันใช้ตัดสินคน ทว่าเป็นสายตาคู่นั้นต่างหากที่มองมายังฉันราวกับจะกลืนกิน

และยิ่งเหมาะเจาะสำหรับอีกฝ่ายเมื่อฉันใส่ชุดเดรสรัดรูปสั้นเหนือเข่า แม้จะมีแจ็กเก็ตยีนปกคลุมด้านบน แต่ด้านล่างโชว์เรียวขาให้อีกฝ่ายได้เห็นเต็มตา

“ไปมั้ยจ๊ะคนสวย”

แท็กซี่...

“อึก!” ทำไมต้องแท็กซี่! ฉันตั้งมั่นว่าจะไม่กลัวสิ่งรอบกายแล้วแท้ๆ แต่ทำไมแท็กซี่ต้องโผล่มาตอนนี้ด้วย!

“ไปกับพี่ พี่คิดราคาถูกพิเศษเลยนะจ๊ะ”

สายตาอุบาทว์นั่น...ฉันรังเกียจ มันต่างจากที่พี่ไมล์ใช้มองฉัน มันไม่เหมือนกัน ไม่สักนิด

“ไม่เป็นไรค่ะ พอดีว่าพี่ชายกำลังจะมารับ” ฉันฝืนยิ้มออกไปทั้งๆ ที่ในใจเต้นไม่เป็นกระส่ำ ทั้งหวาดหวั่นและกังวล

“พี่ชายน้องกว่าจะมาคงอีกนาน ไปกับพี่ไม่ต้องรอ ขึ้นมาเถอะจ๊ะคนสวย” น้ำเสียงลามกและสายตาหื่นกามนั่นทำฉันแทบอ้วก

แต่ทุกครั้งที่มีเรื่องให้กังวลเป็นต้องนึกถึงหน้าพี่ไมล์ทุกที อยากให้พี่ไมล์มารับเหมือนเมื่อวานจัง ฉันไม่อยากอยู่ในสถานการณ์แบบนี้

พี่เคลย์มาเร็วๆ หน่อยได้มั้ย

“ไม่ดีกว่าค่ะ” แม้จะหวั่นแต่อย่าได้แสดงออกให้อีกฝ่ายรู้ จำที่พ่อเคยสอนไว้ให้ดีคะนิ้ง อย่าแสดงให้ใครรู้เด็ดขาด “พี่ชายฉันเป็นตำรวจ เขาเพิ่งจับพวกโจรลามกเข้าคุก ตอนนี้กำลังมารับฉันและก็น่าจะใกล้ถึงแล้วด้วย”

ตำรวจเหรอ? จับโจรเหรอ? โกหกทั้งเพ นั่นก็แค่ข้ออ้างการเอาตัวรอดเท่านั้น

“ตะ...ตำรวจเหรอ?”

ได้ผล!

สีหน้าเจื่อนๆ นั่นยืนยันได้ดีว่าข้ออ้างของฉันได้ผล และเหมือนสวรรค์จะเป็นใจเมื่อพี่เคลย์มาถึงพอดิบพอดี

ปรี๊น!

“นิ้ง!”

“พี่เคลย์!”

บรืน~

ไม่ทันที่ร่างสูงของพี่ชายฉันจะลงจากรถ ลุงแท็กซี่สายตาลามกนั่นก็รีบเหยียบรถออกไปทันควัน

“แท็กซี่เหรอ มันทำอะไรนิ้งหรือเปล่า” พี่เคลย์ที่รู้ดีว่าฉันไม่ชอบและกลัวแท็กซี่มากแค่ไหนเอ่ยถามด้วยความกังวล ดวงตาที่สื่อแววเป็นห่วงทอดส่งมาพร้อมกับมือหนาที่จับร่างฉันพลิกซ้ายทีขวาทีเพื่อความแน่ใจว่าฉันไม่ได้เป็นอะไร

“ไม่ทำอะไร”

“แล้วไป”

“แต่ฉันกลัว เขามองฉันด้วยสายตาลามก!” ยิ่งนึกก็ยิ่งรังเกียจ เกลียดจนพาลโกรธไปถึงพี่ไมล์ที่ปล่อยให้ฉันรอจนดึกดื่น!

“แม่ง! รีบขึ้นรถ เดะพี่ตามไปกระทืบ!” พี่เคลย์สบถออกมาอย่างหยาบคลาย แววตาคู่นั้นเต็มไปด้วยความโกรธเคืองเจือปนไปด้วยความโมโหที่พร้อมฆ่าคนให้ตาย

“ไม่ต้อง” ฉันคว้ามือหนาของพี่ชายไว้ “ช่างเถอะ ตอนนี้ฉันอยากเจอพี่ไมล์”

เวลากลัวก็นึกถึงเขา เวลาโกรธก็นึกถึงเขาเช่นกัน!

 

ฉันไม่แน่ใจว่าเขาอยู่ที่นี่หรือเปล่า แต่ตอนนี้ร่างบางกำลังสับขาเดินขึ้นไปที่ห้องทำงานของรองประธานบริษัท

ตอนนี้ในออฟฟิศไม่มีคนเลย นอกจากยามสองคนที่รู้จักฉันดี พี่เคลย์กำลังเดินตามขึ้นมาในขณะที่ฉันกำลังเปิดประตูเข้าไปในห้องที่มีแสงสว่างเล็ดรอดออกมาตรงช่องประตู

แกร๊ก!

มือบางผลักประตูเข้าไปอย่างถือวิสาสะ และสิ่งที่ปรากฏอยู่ตรงหน้านั้นก็ทำให้ฉันช็อกมากจริงๆ

“พี่ไมล์!”

“คะนิ้ง!”

“อ๊ะ!”

ไม่คิดเลยว่าเปิดประตูเข้ามาจะเจอสามีของตัวเองกำลังคร่อมอยู่บนร่างของผู้หญิงคนอื่น และฉันก็มั่นใจว่าไม่ได้รู้จักหล่อน ไม่เคยเห็นหล่อนในบริษัท!

นี่เหรอเหตุผลที่ปล่อยให้ฉันรอเป็นชั่วโมงสองชั่วโมง!

[อัปครบ]

 

 

Talk

[2] ไอ้ไมล์ ทำไมมมมมมแกปล่อยให้เมียรอ แกมันเหลวไหลลล แล้วอะไรคืออยู่กับอยู่หญิงงงง มาอธิบายเลย! จะโกรธไมล์แล้วนะ!

โอเค จากที่อ่านเม้น ไรท์จะอัปทุกวัน วันละนิดก็แล้วกันเด้อ เริ่มจากวันนี้เลยยยย พน.เจอกันจ้าาา

คอมเม้น+กดใจ=กำลังใจชั้นดี อิอิ

 

[1] พี่ไมล์คนติดเมีย(เหรอ?)

ชื่อตอนจะมาพร้อมกับครึ่งหลัง ครึ่งแรกเอ็นดูอิไมล์ไปก่อนน้าาาาา เดี๋ยวเรามีเรื่องต้องด่ามันแหละ 5555

เมื่อวานไม่ได้ลืมอัป แต่ลืมเข้ามาดูว่าเม้นถึง100มั้ย พอมาดูเมื่อเช้า เอ้า! ถึงแล้วนี่ ก็เลยมาอัปตอนเย็น(เกือบค่ำ)แทน

ไรท์ว่าจะอัปทุกวันดีมั้ยน้าา อัปแบบไม่เต็มร้อย% อัปสัก 40-50%

คอมเม้น+กดใจ=กำลังใจของไรท์ #เม้นเยอะๆ น้าาา❤

ความคิดเห็น

เพิ่มนิยายเรื่องนี้ลงคลังแล้ว