facebook-icon Twitter-icon

ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

Ψเกลียวคลื่นที่ “ XIII ”

ชื่อตอน : Ψเกลียวคลื่นที่ “ XIII ”

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย y

คนเข้าชมทั้งหมด : 3.1k

ความคิดเห็น : 10

ปรับปรุงล่าสุด : 25 ส.ค. 2562 11:29 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
Ψเกลียวคลื่นที่ “ XIII ”
แบบอักษร

Ψเกลียวคลื่นที่ “ XIII ”

 

 

 

“ลมดีจังเลย” ผมส่งเสียงยามสายลมพัดมากระทบใบหน้าและร่างกายขณะนั่งห้อยขาอยู่บนระเบียงไม้ซึ่งทอดยาวอยู่เหนือผิวน้ำด้านในตัวบ้าน

ส่วนของปลายเท้าที่เขี่ยผิวน้ำเล่นกลายเป็นครีบหางสีสันสดใสในขณะที่เมื่อมองสูงมาอีกนิดจะพบกับขาทั้งสองข้างที่แยกกันซ้ายขวา เป็นภาพที่คงทำให้ใครหลายคนหวาดผวาได้ ขนาดผมเห็นครั้งแรกยังคิดเลยว่าร่างกายตัวเองนี่ช่างน่าพิลึก อยู่ก้ำกึ่งระหว่างปลาและมนุษย์ซึ่งในความจริงก็ไม่ผิดล่ะนะ

หากโดนน้ำไม่ว่าจะเป็นน้ำทะเลหรือแม้แต่น้ำจืดตั้งแต่ส่วนสะโพกลงไปจะทำให้ผิวหนังสีเนื้อกลับกลายเป็นเกล็ดและหางของเงือก อย่างโดนน้ำที่ขาข้างขวาจะไม่ทำให้กลายเป็นหางทั้งขาแต่ส่วนที่โดนน้ำนั้นจะกลายเป็นเกล็ดสีฟ้าอมเขียวซึ่งบริเวณอื่นที่ไม่โดนน้ำก็ยังคงเป็นผิวหนังเหมือนเดิม

ผมไม่รู้เหตุผลที่เป็นแบบนี้หรอกแต่อาจเป็นการปรับตัวอย่างฉับพลันของเงือกอย่างพวกผมยามขาดน้ำก็เป็นได้

สมมุติว่าน้ำทะเลแห้งไปหมดพวกเราก็สามารถขึ้นมาใช้ชีวิตบนบกได้เหมือนมนุษย์คนนึงซึ่งพอมาคิดดูเงือกนี่ก็เหมือนกับสัตว์ครึ่งบกครึ่งน้ำที่สามารถอาศัยอยู่ได้ทั้งในน้ำและบนบก

“นั่งทำอะไรอยู่” เสียงเรียกจากโฟรชดังขึ้นจากด้านหลังก่อนร่างนั้นจะนั่งลงข้างๆ

“กำลังคิดว่าเงือกนี่เหมือนสัตว์ครึ่งบกครึ่งน้ำเลย สามารถอาศัยอยู่ในน้ำหรือบนบกก็ได้” ผมตอบไปตามที่คิด

“ก็ใช่...เหมือนพะยูน”

“ฮะ...พะยูน?”

“พะยูนต้องขึ้นมาหายใจเหนือน้ำบ่อยๆ ไม่รู้เหรอ” โฟรชถามกลับพลางสบสายตามา

“เรื่องนั้นผมรู้...คุณนี่ก็วกมาที่พะยูนจนได้นะ” ทั้งที่คิดว่าช่วงนี้ไม่ค่อยได้ยินสักเท่าไหร่นึกว่าจะลืมแล้วซะอีก แต่สุดท้ายก็ไม่เป็นตามที่หวัง

คำว่าพะยูนยังคงตามมาหลอกหลอนไม่หยุด

“เหมือนจริงๆ นี่ ไม่แน่ว่าเงือกอาจวิวัฒนาการมาจากพะยูนก็ได้ มีหลายทฤษฎีที่เปรียบเทียบเงือกกับพะยูน” อีกฝ่ายเล่าต่อ

“รู้เรื่องเงือกดีจังนะ” ดีไม่ดีอาจรู้มากกว่าพวกเราที่เป็นเงือกเองซะอีกเพราะพวกเราไม่ได้มีหนังสือสำหรับบันทึกหรือรูปถ่ายให้เปรียบเทียบ

“ฉันศึกษามา”

“ที่สนใจ...เพราะผมเหรอ” ตอนแรกว่าจะปล่อยผ่ายแต่มันเกิดรู้สึกสงสัยขึ้นมาว่าการที่โฟรชทั้งอ่านและศึกษาเรื่องเงือกเป็นเพราะการได้เจอผมเมื่อ 20 ปีก่อนรึเปล่า

“ใช่ ตั้งแต่รู้ว่าเงือกไม่ใช่เพียงสิ่งมีชีวิตในจินตนาการฉันก็อยากรู้ทุกอย่างโดยเฉพาะกับเงือกที่ช่วยชีวิตฉันไว้” ดวงตาสีเทาอ่อนหันมาสบระหว่างพูด

“พวกเราคงเหมือนๆ กัน”

“ยังไง”

“ก็คุณที่เป็นมนุษย์เฝ้าศึกษาและวิจัยเรื่องเงือกส่วนพวกเราที่เป็นเงือกเองก็อยากรู้เกี่ยวกับมนุษย์เหมือนกัน มีเงือกจำนวนมากที่ขึ้นมาบนบกแล้วไม่ได้กลับไปอีกเลย อย่างนึงที่ผมคิดก็คือบนบกต้องมีอะไรที่สนุกมากแน่ถึงได้ไม่ยอมกลับไปอีก” ผมบอกโฟรชระหว่างใช้ปลายหางสะบัดน้ำขึ้นมา

“ไม่คิดว่าเพราะไม่มีชีวิตอยู่แล้วเหรอถึงไม่กลับไป”

“หมายถึงตาย?” ผมเอียงคอถามด้วยความไม่แน่ใจนัก

“ตามนั้น” โฟรชตอบ

“คงไม่บอกว่าไม่คิดเลยแต่เชื่อว่าไม่เป็นแบบนั้น พวกเราแข็งแกร่งนะ”

“แข็งแกร่ง?” โฟรชหันหน้ามามองผมคล้ายจะถามว่าตรงไหนที่บอกว่าแข็งแกร่ง

“นี่ไง เห็นกล้ามไหม” แขนเสื้อถูกถกพร้อมกับผมที่ออกแรงเบ่งกล้ามอันน้อยนิดของตัวเอง

“หึ...เห็นแต่ก้าง”

“ผมไม่ใช่ปลาสักหน่อยจะได้มีก้าง”

“กล้ากวนฉัน?” คนฟังถึงกับเลิกคิ้วขึ้นยามได้ยินคำพูดผม

“แน่นอน อีกอย่างผมไม่ได้ผอมขนาดนั้น” ถ้าใช้คำว่าก้างในความคิดผมคือผอมแห้งจนแทบติดกระดูกซึ่งตัวผมไม่ได้นับว่าผอม ยิ่งถูกโฟรชดูแลอย่างดีให้กินข้าววันละ 4 มื้อ ต่อให้ออกกำลังช่วยแค่ไหนก็ไม่มีทางเบิร์นพลังงานออกไปได้หมดแน่

“อืม...ไม่ได้ผอม นับวันยิ่งเป็นเพื่อนกับพะยูนได้มากขึ้น”

“...คุณจะบอกว่าผมอ้วน?” ต้องใช้เวลาประมวลสักพักเลยกว่าจะเข้าใจความหมายถึงสิ่งที่อีกฝ่ายต้องการจะสื่อ

“นายพูดเองนะ”

“โฟรช!” ผมถึงกับทำหน้าเคืองใส่คนข้างๆ

“หึ”

“แล้วมีอะไรรึเปล่าถึงได้มาหาผม” หลังจากคุยไร้สาระกันไปสักพักใหญ่ผมจึงเริ่มเข้าประเด็น

“มาจีบ” คำพูดตรงๆ ไม่ได้ทำให้เขินแต่อย่างใด ความรู้สึกแรกที่เข้ามาคือความมึนงงปนสงสัย

“ฮะ?”

“บอกแล้วไงว่าจะทำให้รักเอง” โฟรชพูดโดยพยายามทำเสียงให้นิ่งทั้งที่ผมสังเกตเห็นว่าอีกฝ่ายเองก็กำลังเขินอยู่ไม่น้อย

“เขินเหรอโฟรช” ผมขยับหน้าเข้าไปใกล้พร้อมเผยรอยยิ้มออกมา

ถึงหน้าจะไม่ได้แดงแต่หูน่ะแดงชัดเลยล่ะ

“พูดอะไร”

“ไม่ต้องมาแกล้งไม่รู้ หูแดงนะ” พอได้ยินผมพูดจบโฟรชรีบยกมือขึ้นมาปิดหูทันที ท่าทางแบบนั้นเรียกรอยยิ้มและเสียงหัวเราะจากผมได้ไม่น้อย

“หยุดขำฟีแซลล์”

“ฮิ...หยุดได้ที่ไหน คิก!” ยิ่งได้เห็นอีกฝ่ายทำตัวไม่ถูกก็รู้สึกราวกับเป็นผู้ชนะพานให้ได้ใจขึ้นไปอีก

“ไม่หยุดใช่ไหม...ได้” น้ำเสียงเหมือนกำลังวางแผนทำอะไรบางอย่างทำให้สัญชาตญาณผมร้องเตือน

“จะทำ...อ๊ะ!...” ยังไม่ทันได้ถอยหนีก็ถูกโฟรชจับให้นอนราบไปกับพื้นระเบียงไม้โดยที่มีอีกฝ่ายขึ้นคร่อมอยู่ด้านบน

ดวงตาสีฟ้าน้ำทะเลของผมเบิกกว้างด้วยความตื่นตกใจเมื่อถูกขึ้นคร่อมแถมโฟรชยังก้มหน้าเข้ามาใกล้มากจนหัวใจเริ่มส่งเสียงร้องเตือนถึงอันตรายที่กำลังคืบคลานเข้ามา

“กว่าจะหยุดขำได้นะ” โฟรชพึมพำระหว่างมองสำรวจใบหน้าผม

“...ผมไม่ขำแล้วปล่อยผมเถอะ”

“เสียใจ...ไม่ปล่อย” รอยยิ้มมุมปากกับน้ำเสียงนั่นดูเจ้าเล่ห์ขึ้นมาหลายเท่า

“โฟรช”

“ฉันจะทำให้นายเขินอายกว่าอีกหลายเท่าเลยฟีแซลล์” โฟรชก้มลงมากระซิบชื่อผมข้างใบหูก่อนที่ริมฝีปากนั้นจะเริ่มพรมจูบไปทั่วตั้งแต่แก้มซ้าย ปลายคาง แก้มขวา ปลายจมูกและปิดท้ายที่หน้าผาก กดย้ำจูบเบาๆ ไปทั่วทั้งใบหน้า และไม่ใช่แค่ครั้งเดียวแต่ทำซ้ำหลายต่อหลายรอบ กดย้ำสัมผัสมอบความร้อนผ่าวที่ทำให้หน้าเกือบไหม้นับครั้งไม่ถ้วน

“อื้อ~ พอแล้ว ผมยอมแล้ว” ผมพยายามเอียงหน้าหนีซึ่งไม่ได้ช่วยให้ผมหนีพ้นเลยสักนิด ความร้อนจากริมฝีปากที่ประทับลงมาราวกับจะทิ้งรอยแสดงแสดงความเป็นเจ้าของทั้งที่ความจริงมันเป็นเพียงการกดจูบและผละออกไม่ได้รุนแรงถึงขนาดจะสร้างรอยได้

“หึ...หน้าแดงนะ” รอยยิ้มนั่นเหมือนอีกฝ่ายจะพอใจที่ได้เห็นใบหน้าผมแดงก่ำ

“จะไม่ให้แดงได้ยังไง”

ทำกันขนาดนี้ไม่รู้สึกอะไรได้ที่ไหนเล่า!

“ฉันเตือนแล้วนะว่าให้หยุด”

“อย่าพูดเหมือนเป็นความผิดผมนะ”

“แล้วไม่ใช่”

“นั่นคุณหน้าแดงเอง...อื้อ! พอที!” ผมรีบเบนหน้าหนีโฟรชที่หอมแก้มผมแรงๆ อีกครั้ง

“ถ้ายังพูดอีกฉันจะทำต่อ” คำขู่จากปากโฟรชดังขึ้น แน่นอนว่าผมมีเหรอที่จะกลัว...

“...” กลัวอยู่แล้ว

กลัวมากด้วย!

แค่นี้ใบหน้าก็ร้อนผ่าวจนอยากกระโดดลงไปในน้ำด้วยซ้ำถ้าไม่ติดว่าถูกอีกฝ่ายคร่อมไว้

“ดีมาก เชื่อฟังแบบนี้สิค่อยน่าพาไปเที่ยวทะเลหน่อย” ประโยคที่ได้ยินต่อมาทำเอาผมที่กำลังหันหน้าหนีหันกลับไปเผชิญหน้ากับอีกฝ่ายตรงๆ

“จะพาผมไปเที่ยวเหรอ?!” บอกตามตรงว่าผมตกใจมากเพราะแทบไม่มีครั้งไหนเลยที่โฟรชจะเป็นฝ่ายชวนออกไปไหนก่อน

“อยากไปไหม”

“อยากสิ” ผมตอบแบบไม่ต้องคิด

“จะไปพรุ่งนี้” โฟรชบอกกำหนดการ

“อืม...เดี๋ยว คุณบอกว่าทะเล?” ผมว่าตัวเองได้ยินคำว่าทะเลด้วยนะ

“ใช่...จะพาไปทะเล หรือไม่อยากไปทะเล”

“ไม่ใช่ไม่อยากแต่ก่อนหน้านี้คุณเคยบอกไว้ว่าจะไม่ให้ไปทะเลเพราะเดี๋ยวผมจะลงน้ำแล้วว่ายหนีไป” ถึงจะจำประโยคเต็มๆ ไม่ได้แต่รูปแบบประโยคกับใจความมีประมาณนี้

เพราะงั้นผมเลยแปลกใจที่อยู่ๆ จะพาไปทะเล

“...นายเคยบอกว่าให้ฉันเชื่อใจว่านายจะไม่หนีไป” โฟรชพูดพลางขยับตัวออกไปนั่งข้างๆ ตามเดิม

“ผมเคยบอกแต่เหมือนคุณจะไม่เชื่อนี่” ความจริงไม่ใช่ไม่เชื่อแต่ต้องใช้คำว่าโฟรชไม่คิดจะเสี่ยงเพราะคำว่าเชื่อนั้น

“ครั้งนี้ฉันจะลองเชื่อใจนายดู”

“...แล้วถ้าผมหนีไปล่ะ” ผมนิ่งไปสักพักก่อนจะถามบ้าง

“...” ความเงียบจากโฟรชมาพร้อมดวงตาสีเทาอ่อนที่ประสานมาราวกับกำลังเอ่ยคำขอของร้องผ่านทางสายตา...

ขอร้องว่าอย่าหนีจากเขาไปเลย

เปลือกนอกอันแข็งกร้าวและเปี่ยมไปด้วยความมั่นใจกลับมีความกลัวและความกังวลซุกซ่อนเอาไว้ภายใน นี่แหละคือโฟรชที่ผมรู้จัก แม้จะพยายามใช้ทั้งการบังคับหรือข่มขู่แต่สุดท้ายภายในเขาก็แค่กลัวและกังวลกับสิ่งนั้นมากจนต้องทำทุกอย่างให้มั่นใจ

“ผมไม่หนีหรอกโฟรช ถ้าผมจะไปผมจะบอกคุณด้วยตัวเอง ผมสัญญา”

“ต่อให้บอกฉันก็ไม่คิดจะให้นายไปหรอกนะฟีแซลล์”

วันต่อมาผมตื่นเช้ากว่าปกติเนื่องจากความตื่นเต้นที่จะได้ไปทะเล จริงอยู่ว่าทะเลเปรียบเหมือนสวนของบ้านทว่าผมใช่จะเคยไปทะเลทุกที่ แม้จะไม่รู้ว่าโฟรชจะพาไปที่ไหนแต่ได้ชื่อว่าเป็นทะเลผมก็ชอบหมดแหละ อยากจะว่ายน้ำโดยไม่มีกำแพงกีดขวางไว้

ตัวผมอาจตื่นเช้ามากแต่เชื่อไหมว่ามีคนที่ตื่นเช้ากว่า

คนคนนั้นคือโฟรชนั่นเอง

ตอนแรกผมกะจะไปปลุกโฟรชแต่อีกฝ่ายกลับแต่งตัวเสร็จเรียบร้อยแถมยังมีการหันมาบอกว่าผมตื่นสายอีก เพิ่งจะรู้ว่าการตื่น 7 โมงเรียกว่าสายได้ด้วย

มื้อเช้าง่ายๆ อย่างข้าวผัดได้เชฟประจำตัวอย่างโฟรชเป็นคนทำให้ ระหว่างนั้นมีโทรศัพท์เรียกเข้าอยู่หลายรอบซึ่งโฟรชก็รับแล้วตอนกลับไปไม่กี่คำก่อนวางสายไป ไม่นานหลังจากนั้นเควสขับรถมาจอดหน้าประตูรับผมและเควสพาออกสู่ถนน

จุดหมายของรถผมคิดว่าคงเป็นชายทะเลที่ไหนสักแห่งแต่เมื่อมาถึงปลายทางคิ้วของผมก็ขมวดเข้าหากันแน่น จริงอยู่ว่าวิวข้างนอกนั่นคือทะเลแต่กลับไม่มีชายหาดหรือทางเดินลงใดๆ มีเพียงเรือหลายสิบลำจอดเรียงรายอยู่ตามทางราดยาวลงไปในทะเลราวกับเป็นท่าเรือขนาดย่อม

ผมเดินตามหลังโฟรชหลังลงจากรถไปตามเส้นทางซึ่งทอดยาวลงในทะเลด้วยความมึนงงก่อนจะเริ่มเข้าใจว่าการจะพาผมไปชายหาดเหมือนปกติคงไม่ดีนักเพราะเสี่ยงต่อการที่ตัวตนผมจะถูกเผยต่อหน้าสาธารณะชน ดังนั้นทางเลือกที่ดีที่สุดคือนั่งเรือไปในสถานที่ที่ปราศจากคนแล้วค่อยเล่นน้ำ

“โฟรช...เราจะนั่งเรือไปเหรอ” ผมก้าวเข้าไปขนาบข้างระหว่างถาม

“ใกล้เคียง พูดให้ถูกคือฉันจะขับเรือไปเอง” โฟรชตอบกลับก่อนจะหยุดขาที่กำลังก้าว เรือสีขาวสะอาดด้านหน้าไม่ได้มีขนาดใหญ่หรือเล็ก เป็นเรือขนาดกลางที่ดูหรูหราอยู่ไม่น้อยโดยเฉพาะส่วนด้านหน้าที่ถูกปูด้วยลายไม้สำหรับนั่งมองวิวทะเลได้ในมุมกว้าง

“ว้าว...เดี๋ยวนะ คุณขับเรือเป็น?” มัวแต่เผลอชื่นชมความสวยงามของเรือจนลืมคำถามที่คิดไว้ในหัวซะสนิท

“ฉันไม่เคยบอกนะว่าขับไม่เป็น” อีกฝ่ายเบนสายตามาสบ

“ก็รู้ แต่ไม่คิดว่าจะขับเป็นนี่”

“ทำไมถึงคิดว่าฉันขับไม่เป็น”

“ก็คุณน่าจะมีคนมาขับให้มากกว่า ไม่เห็นต้องเหนื่อยขับเองเลยนี่นา” ผมให้เหตุผล ระยะเวลาในการขับเรือออกทะเลคงไม่น้อย ด้วยฐานะอย่างโฟรชแค่จะหาคนขับเรือให้สักคนคงไม่ยากเกินไปหรอก

“ฉันไม่อยากให้มีคนอื่นนอกจากเรา” คำตอบที่ได้รับแตกต่างจากที่พยายามคิดไว้พอสมควร คำว่าเรามันมีผลต่ออัตราการเต้นของหัวใจผมมาก

เราหมายถึงโฟรชและผม...เราสองคน

“เดี๋ยวก็เหนื่อยหรอก” ผมพยายามหาอย่างอื่นพูดเปลี่ยนเรื่อง

“เหนื่อยก็พัก ไม่ได้รีบนี่ ยังไงก็จะค้างสักคืนสองคืนอยู่แล้ว”

“...ค้าง? เราจะค้างบนเรือ?!” น้ำเสียงอันเต็มไปด้วยความตกใจของผมดังขึ้น

ผมรู้แค่ว่าจะพามาเที่ยวทะเล

ไม่เห็นรู้เลยว่าจะไปค้างบนเรือด้วย

“ฉันไม่ได้บอก?” อีกฝ่ายเลิกคิ้วมองมาทางผม

“ไม่เห็นบอกเลย” เพิ่งจะรู้เอาตอนนี้เอง

“ถือว่าบอกแล้วละกัน”

“ผมน่ะไม่มีปัญหาหรอกแต่คุณจะค้างบนเรือยังไง เตรียมที่นอนมาแล้วเหรอ” ผมถามต่อ สำหรับเงือกอย่างผมการนอนค้างกลางทะเลไม่ใช่เรื่องแปลกใหม่แต่เป็นสิ่งที่ทำอยู่ทุกๆ วัน แค่หาโขดหินที่นอนสบายไม่ก็สถานที่เหมาะผมก็สามารถหลับได้แล้วต่างจากโฟรชที่หากไม่มีที่นอนคงจะลำบากอยู่ไม่น้อย

“เราจะไปด้วยเรือยอร์ช” คำพูดของโฟรชไม่ช่วยไขข้อสงสัยของผมได้เลยสักนิด

“เรือยอร์ช?” ชื่อเรือหรือว่าชนิดของเรือล่ะ

บอกตรงๆ ว่าผมแยกชนิดของเรือไม่ค่อยออกรู้แค่ลำใหญ่มากๆ ก็เรียกเรือสำราญ ส่วนที่เหลือก็เรียกรวมๆ ว่าเรือนี่แหละ

“ทำเสียงงง”

“ก็ผมไม่รู้จักนี่”

“เรือยอร์ชข้างในที่ทั้งเตียง ห้องครัว ห้องน้ำหรือแม้แต่ห้องรับแขกพร้อมสำหรับการค้างคืนบนทะเล เควสเตรียมพวกวัตถุดิบในการทำอาหารกับพวกเสื้อผ้าและของใช้ที่จำเป็นไว้ให้เรียบร้อยแล้ว” โฟรชอธิบายให้ผมฟังขณะก้าวขึ้นไปบนเรือ

แม้ตอนแรกจะยังไม่เข้าใจนักแต่พอได้เข้ามาด้านในของเรือทุกอย่างก็ไขกระจ่าง ไม่อยากเชื่อว่าด้านในจะถูกแบ่งออกเป็นโซนตั้งแต่ห้องสำหรับขับเรือเป็นกระจกใสอยู่สูงขึ้นไปจากห้องอื่นถัดออกไปด้านหลังเป็นห้องครัวซึ่งมีทั้งตู้เย็นและเตาไฟฟ้าครบครัน ฝั่งตรงข้ามเป็นโซฟายาวทำเป็นทรงโค้งรับตัวเรือโดยมีโต๊ะตัวสั้นวางอยู่ ด้านสุดของห้องเป็นเตียงขนาดเท่ากับในห้องโฟรชเลยซึ่งเกือบทั้งหมดถูกล้อมด้วยกระจกทำให้สามารถมองวิวของทะเลได้เกือบทุกทิศแม้จะอยู่ในห้อง

เป็นอย่างที่อีกฝ่ายบอกว่าเรือยอร์ชนี่มีทุกอย่างครบแล้ว ที่ขาดคงแค่พวกอาหารสำหรับดำรงชีวิตซึ่งพอผมเปิดดูตู้เย็นก็เจอกับวัตถุดิบมากมายให้เลือกสรรไปจนถึงเครื่องดื่มหลายชนิด

“สุดยอดไปเลยเรือลำนี้” ทั้งที่ขนาดไม่ได้ใหญ่ยักษ์แต่กลับเต็มไปด้วยสิ่งอำนวยความสะดวกมาย

“ระวังเซ ฉันจะออกเรือแล้ว” โฟรชส่งเสียงบอกก่อนเสียงเครื่องยนต์จะดังขึ้น

“ให้ผมช่วยอะไรไหม” ผมก้าวขึ้นเข้าไปหาโฟรชในห้องกระจกใสซึ่งถูกทำให้โปร่งรับลมทะเลด้านข้างแต่มีที่หลังคาบังแดด วิวจากด้านบนนี้เห็นเป็นมุมกว้างเรียกว่า 360 องค์ศาก็ไม่ผิด

“อะไรก็ได้?”

“...อืม” ผมนิ่งไปนิดนึงก่อนพยักหน้า

“งั้นมายืนใกล้ๆ ใกล้อีก” โฟรชบอกพลางมองผมที่ก้าวเข้าไปใกล้จนเรียกว่าอีกนิดเดียวตัวผมก็จะติดกับอีกฝ่ายแล้ว

“ใกล้พอแล้วมั้ง” มากกว่านี้อย่าเรียกว่าใกล้เลย เรียกว่าสิงเถอะ

“ยังไม่พอ มายืนตรงหน้าฉัน”

“ฮะ? ผมขับเรือไม่เป็นหรอกนะ” ผมรีบบอกเมื่อเห็นว่าด้านหน้าโฟรชมีพวงมาลัยและพวกปุ่มบังคับเรืออยู่หลายสิบปุ่ม

“เรื่องนั้นฉันรู้น่า”

“รู้แล้วให้ผมไปตรงนั้นทำไม”

“นายบอกเองนะว่าจะช่วย” โฟรชพูดสะกิดคำพูดผมก่อนหน้านี้

“...ไม่ได้จะให้ขับเรือใช่ไหม” ผมถามต่ออีก

“ไม่ให้ขับหรอกน่า”

“ก็ได้...อ๊ะ! โฟรช?” ผมถึงกับหันไปมองหน้าอีกฝ่ายเมื่อแขนทั้งสองข้างของโฟรชเอื้อมไปจับพวงมาลัยโดยมีผมยืนอยู่ตรงกลางนั้น ความใกล้ชิดที่มากขึ้นพานให้ความรู้สึกแปลกๆ เริ่มแล่นเข้ามา

“อยู่นิ่งๆ ฉันจะออกเรือแล้ว”

“แต่...โอ๊ะ!” ร่างผมถึงกับเซไปกระทบแผ่นอกของคนด้านหลังยามที่เรือเริ่มออกตัวสู่ท้องทะเล

แรงของเรือที่ทำให้เซนั้นมีแค่ช่วงแรก หลังจากนั้นเรือก็นิ่งและไม่มีการเซอย่างกระทันอีก ทั้งที่เป็นแบบนั้นแต่โฟรชก็ยังคงไม่ปล่อยผมออกจากอ้อมแขนสักที

“อะไร ยุกยิกอยู่นั่นแหละ” โฟรชก้มลงมากระซิบถามข้างใบหูจนผมถึงกับสะดุ้ง

“อ๊ะ! อย่ากระซิบแบบนี้สิ” รู้สึกใจไม่ดีเลย

“งั้นต้องกระซิบแบบไหน”

“ไม่มีแบบไหนทั้งนั้นแหละ ปล่อยผมออกไปได้รึยัง” ผมถามกลับไป

จะให้อยู่แบบนี้ไปอีกนานเท่าไหร่กัน

“ไหนบอกว่าจะช่วยทุกอย่างไง”

“ที่ทำอยู่นี่เรียกว่าช่วยตรงไหน” แค่ยืนเฉยๆ มองวิวทะเลตรงหน้าเท่านั้นเอง

“ช่วยสิ ช่วยให้กำลังใจฉันระหว่างขับเรือ” โฟรชแนบริมฝีปากข้างใบหูผมก่อนจะพูด น้ำเสียงนั้นพานให้หัวใจเต้นแรงขึ้นอีกหลายเท่า

“...ผมไม่ได้ทำอะไรเลยนะ” เรียกว่าให้กำลังใจตรงไหนยังไม่รู้ด้วยซ้ำ

“แค่นายยืนอยู่เฉยๆ ก็พอแล้ว อีกอย่างขืนให้นายออกไปแล้วกระโดดหนีหายลงทะเลฉันจะทำยังไง” อีกฝ่ายพูดต่ออีก

“ผมบอกแล้วนี่ว่าไม่หนี”

“ฉันยังไม่เชื่อ”

“ไหนคุณบอกจะเชื่อไง” ผมสวนกลับ

“ฉันไม่ได้บอกว่าจะเชื่อ บอกว่าจะลองเชื่อต่างหาก”

“แล้วมันต่างกันยังไง”

“รอให้ไปถึงกลางทะเลก่อนแล้วฉันจะให้ว่ายน้ำ เพราะงั้นตอนนี้ช่วยอยู่แบบนี้ไปก่อนนะฟีแซลล์” ปลายคางที่เกยลงบนไหล่ผมกับร่างกายที่ขยับเข้ามาประชิดมากขึ้นทำเอาผมไม่สามารถเอ่ยปฎิเสธออกไปได้

ตั้งแต่วินาทีนั้นไปจนถึงอีกชั่วโมงนึงผมต้องยืนเกร็งเป็นระยะเพราะมักจะถูกแหย่หรือกวนอยู่ตลอด ไม่ว่าจะเป็นโฟรชที่อยู่ๆ ก็เอาปลายจมูกมาเกลี่ยแก้มผมเล่นหรือสักพักก็ปล่อยแขนจากพวงมาลัยแล้วกอดรัดร่างผมไว้จนแน่น นานๆ ทียังมีการมาหยอดจีบทำเอาตลอดการเดินทางผมรู้สึกเหมือนใช้พลังงานของทั้งวันไปหมดเกลี้ยง

ทันทีที่เรือจอดนิ่งและโฟรชดับเครื่อง ผมรีบก้าวยาวๆ ออกจากระยะอันตรายอย่างรวดเร็ว จนถึงตอนนี้หัวใจยังเต้นแรงอยู่เลย

“หน้าแดงนะฟีแซลล์” โฟรชหันมาพูดพลางส่งยิ้มให้ผม

“เพราะใครเล่า!” โดยทำนู่นทำนี่มาตลอดชั่วโมงจะไม่ให้หน้าแดงคงได้หรอก

ผมไม่ใช่ก้อนหินนะที่จะไม่รู้สึกรู้สาอะไรน่ะ

“เพราะฉันน่ะสิ” อีกฝ่ายตอบหน้าตาย

“รู้ตัวนี่”

“ถ้าไปหน้าแดงเพราะคนอื่นฉันไม่ยอมแน่ เข้าใจนะ” คนด้านข้างเดินมากระซิบเสียงเหี้ยมก่อนจะเดินออกไปด้านนอก

“ฮะ?” ถึงจะยังงงๆ แต่ผมก็ก้าวตามหลังอีกฝ่ายไปยังลานด้านหน้าซึ่งถูกปูด้วยลายไม้สีน้ำตาลอ่อนดูสบายตาตัดกับสีขาวของเรือได้เป็นอย่างดี

บรรยากาศตรงหน้าคือท้องทะเลสีฟ้าครามใสแจ๋ว มองลงไปสามารถมองเห็นความใสของน้ำได้อย่างชัดเจนแต่ไม่ได้เห็นชัดจนถึงก้นทะเล เพียงแค่นี้ก็มากพอให้ผมรู้สึกตื่นเต้นที่จะได้ว่ายน้ำแล้ว แถมรอบๆ ในรัศมีไม่มีเรือหรือใครอยู่เลยเหมือนเป็นสถานที่ส่วนตัวที่มีเพียงพวกเราสองคนเท่านั้น

“สวยจัง” ผมชอบการมองทะเลที่ทอดยาวไปจนสุดสายตาโดยไม่มีสิ่งกีดขวางอย่างภูเขาหรือโขดหินมากที่สุดเลย

อากาศในวันนี้ค่อนข้างดี คือท้องฟ้าไม่ได้โปร่งจนแสงอาทิตย์ส่องจ้าลงมาแต่มีกลุ่มเมฆลอยอยู่ประปรายช่วยเป็นร่มเงา ช่างเป็นวันที่เหมาะกับการอยู่ท่ามกลางท้องทะเลสีครามจริงๆ

ดูจากฝั่งที่เป็นพื้นดินพวกเราออกมาค่อนข้างไกลมากเพราะทั้งภูเขาหรือพวกตึกมองจากตรงนี้เห็นเป็นขนาดเล็กที่สามารถเอื้อมมือไปคว้าจับได้

“ทะเลที่นายอยู่เป็นยังไง” โฟรชเปิดฉากถามหลังนั่งหย่อนขาลงไปในน้ำเช่นเดียวกับผมที่บัดนี้ท่อนล่างกลางเป็นหางไปเรียบร้อยแล้ว

ด้านข้างของลานกว้างมีมุมหนึ่งที่ถูกทำให้ต่ำเหมือนเป็นขั้นบันไดสำหรับนั่งให้ขาแตะน้ำหรือไม่ก็เป็นที่สำหรับลงเล่นน้ำ ผมนั่งอยู่ยังบันไดขั้นล่างสุดกองพวกกางเกงไว้ด้านข้างปล่อยให้เกล็ดสีฟ้าอมเขียวถูกน้ำทะเลโอบอุ้มทอประกายระยิบระยับ

“บ้านผมเหรอ...เป็นจุดที่น้ำใสมากและเต็มไปด้วยสัตว์ทะเลอย่างพวกปลา” ผมเล่าให้โฟรชฟังขณะปล่อยมือให้ลอยไปกับน้ำสีใส

“นายสามารถคุยกับพวกสัตว์ได้ไหม”

“ได้บางชนิด แต่ถ้าเป็นสัตว์บกผมคุยไม่รู้เรื่องหรอกนะเหมือนคลื่นเสียงไม่ตรงกันละมั้ง” ก่อนหน้านี้เคยเจอกับสุนัขและถูกเห่าใส่ซึ่งผมไม่เข้าใจถึงสิ่งที่สุนัขตัวนั้นต้องการจะสื่อมา

“ฮืม...แล้วจะนั่งอีกนานไหม ไม่ลงไปล่ะ” เหมือนอีกฝ่ายจะจับสังเกตเห็นว่าผมอยากลงไปในทะเลมากแต่กลับนั่งหย่อนหางและมือลงไปในน้ำทะเลเท่านั้น

“ผมลงได้?” ไม่ได้จะกวนแต่อย่างใดแค่ถามก่อนเท่านั้น

“แล้วทำไมจะไม่ได้”

“เชื่อว่าผมจะไม่หนีแล้วเหรอ”

“จะลองเชื่อดู ว่ายได้แค่แถวนี้ อย่าไปไกล” โฟรชตอบโดยดวงตาสีเทาอ่อนนั้นจ้องมองมายังผมที่บัดนนี้ถอดเสื้อท่อนบนออกกันไม่ให้เปียกน้ำ

“ผมอยากว่ายไปไกลๆ แต่จะกลับมาแน่...ไม่ได้เหรอ” ผมใช้ดวงตาสีฟ้าน้ำทะเลของตัวเองเงยขึ้นไปประสานกับดวงตาที่สบมาก่อนหน้านี้อย่างร้องขอ

ได้มาทะเลที่น้ำใสแบบนี้ทั้งทีอยากจะว่ายดูรอบๆ หน่อย

อีกอย่างแถวนี้เหมือนผมจะเคยมาบ่อยๆ แต่ยังแน่ใจไม่ได้จนกว่าจะได้ลงไปสำรวจใต้ทะเล การจะแยกทะเลจากการมองด้านบนทำได้ยากมากแต่หากลงไปใต้ทะเลทุกอย่างจะง่ายขึ้นก็เหมือนกับบนบกที่มีทั้งตึกหรือบ้านเป็นสัญลักษณ์ของสถานที่นั้นๆ ใต้ทะเลเองก็มีทั้งโขดหิน เหล่าพืชทะเลหรือแม้แต่สัตว์ประจำถิ่นช่วยบอกได้ว่าตอนนี้เราอยู่ส่วนไหน

“...ฉันให้ได้แค่อยู่ในสายตาฉัน” โฟรชนิ่งคล้ายกำลังขบคิดก่อนจะยอมถอยให้ผมก้าวหนึ่ง

“ในสายตา...ได้ ผมจะไม่ไปเกินนั้น...แล้วถ้าผมจะดำลงไปด้านล่างล่ะ” ผมถามต่อ ถ้าเป็นแนวราบด้านบนไม่มีปัญหาเพราะให้ว่ายอยู่ในสายตาถือว่ามีพื้นที่มากอยู่แต่กลับการดำน้ำด้วยการหักเหของแสงและน้ำดำลงไปไม่นานก็ไม่อาจมองเห็นได้แล้ว

“ฉันเชื่อใจนายได้แน่ใช่ไหมฟีแซลล์” คำพูดนั้นมาพร้อมฝ่ามือที่แนบลงมาบนแก้มมอบไอร้อนสื่อผ่านมายังร่างกาย

โฟรชกำลังขอความมั่นใจว่าเขาสามารถเชื่อใจผมได้จริงไหม

ผมจะหนีจากเขาไปรึเปล่า

“เชื่อได้สิ ผมจะไม่หนีไป...เชื่อผมนะโฟรช” ผมเอียงคอเล็กน้อยรับสัมผัสของฝ่ามือนั้นมากขึ้น

“...ถ้างั้นก็ได้ ว่ายตามใจนายเลย”

“คุณไม่ลงมาด้วยกันเหรอ”

“ไม่ล่ะ...เฮ้ย!” ผมไม่รอให้อีกฝ่ายพูดจบประโยคดึงอีกฝ่ายให้ล่วงลงไปในน้ำโดยมีผมกระโดดตามลงไปติดๆ โฟรชในตอนแรกดูตกใจแต่ไม่นานก็โผล่หน้าขึ้นมาหายใจเหนือผิวน้ำโดยมีสายตาเคืองๆ เบนมาสบ

“ผมอยากให้คุณมาด้วยกันนี่” ผมให้เหตุผล

“ฉันไม่ได้กลั้นหายใจได้นานเหมือนนาย บริเวณนี้น้ำค่อนข้างลึกฉันดำลงไปไม่ถึงด้านล่างก็ลมหายใจหมดแล้วอีกอย่างฉันก็ไม่ได้เตรียมถังอ๊อกซิเจนมาด้วย ไม่ได้กะจะว่ายแต่แรกอยู่แล้ว” โฟรชว่ายเข้ามาใกล้พร้อมอธิบาย

จริงอย่างที่โฟรชบอก...ผมลืมไปเลยว่ามนุษย์มีข้อจำกัดตอนอยู่ในน้ำไม่เหมือนกับเงือกอย่างพวกเรา

จะต้องยอมแพ้ดำลงไปด้านล่างคนเดียวเหรอ

ไม่สิ...มีบางอย่างที่ผมสามารถทำได้นี่นา

“โฟรชเอาแว่นตากันน้ำมารึเปล่า” ผมเอ่ยถาม

“น่าจะมีอยู่ ทำไม?”

“ไปหยิบมาเลย แล้วผมจะทำให้คุณหายใจในน้ำได้เอง ไปดูโลกใต้ทะเลด้วยกันเถอะโฟรช” ผมยกยิ้มส่งไปให้อีกฝ่าย

“ยังไง” โฟรชขมวดคิ้วแน่นยามได้ยิน

“เอาน่า ไปเอาแว่นก่อน” ผมดันแผ่นหลังของอีกฝ่ายให้กลับขึ้นไปบนเรือ

ไม่นานโฟรชก็กลับมาพร้อมกับใส่แว่นตากันน้ำสีฟ้าใสแล้วกลับลงมาในน้ำอีกรอบ ผมยื่นแกล็ดสีฟ้าอมเขียวไปไปตรงหน้าโฟรชที่ทำหน้างงราวกับไม่เข้าใจถึงสิ่งที่ผมต้องการจะให้ทำ

“เกล็ดของนาย?” โฟรชแค่มองก็รู้ว่าเป็นเกล็ดของผม

“ใช่ ผมได้ยินมาจากคุณตาว่าหากมนุษย์ได้อมเกล็ดของเงือกจะสามารถหายใจในน้ำได้” เป็นเรื่องเล่าในหมู่เงือกซึ่งผมก็ไม่รู้ว่าเป็นเรื่องจริงรึเปล่า

แต่จะลองดูก็ไม่เสียหายนี่จริงไหม

“นายเลยดึงเกล็ดอออกมา?”

“อืม” ผมพยักหน้า

“จะบ้ารึไง! เจ็บไหม ต้องทำแผลก่อน” โฟรชรีบว่ายเข้ามาหาผมด้วยน้ำเสียงเป็นห่วง เขาพยายามมองหาบริเวณที่เกล็ดผมหลุด ความห่วงใยที่ได้รับทำให้ผมเผยรอยยิ้มกว้างออกมา

ดีจริงๆ ที่มนุษย์คนแรกที่ผมได้เจอและได้สนิทคือโฟรช

“เจ็บนิดหน่อยแต่ไม่เป็นไร เดี๋ยวก็หาย แต่ถ้าคุณไม่ใช้มันจะเหมือนผมเจ็บตัวฟรีนะ” ผมพูดต่อ

“...แน่ใจว่าไม่ทำแผล”

“ไม่ต้องทำหรอก เดี๋ยวก็หาย” อาจมีเลือดออกตอนดึงแต่ไม่นานแผลจะหายไปและมีเกล็ดอันใหม่งอกขึ้นมาแทน

“ถ้าเจ็บต้องบอกฉันนะฟีแซลล์” โฟรชย้ำอีกรอบ

“รู้แล้วน่า รีบอมเกล็ดผมเร็ว” ผมเร่ง

“ต้องล้างน้ำก่อนไหมแลจะไม่สะอาดเพราะไม่เคยจะเห็นนายอาบน้ำสักครั้ง”

“โฟรช ผมออกจะสะอาดเหอะ” ได้ทีกวนกันเลยนะ เรื่องความสะอาดนี่ผมขอเถียงขาดใจว่าเงือกอย่างพวกเราสะอาดและไม่มีกลิ่นคาวเหมือนปลาหรือสัตว์ทะเลตัวอื่นแน่นอน

“หึ ล้อเล่นน่า” อีกฝ่ายยกยิ้มก่อนจะนำเกล็ดสีฟ้าอมเขียวเข้าไปอมอยู่ในปาก

“ลองดูก่อนนะว่าสามารถหายใจได้ไหม” บอกตรงๆ ว่าผมเองก็ไม่แน่ใจเต็มร้อย

“อืม” โฟรชพยักหน้าก่อนจะก้มหน้าลงไปใต้น้ำ

“โฟรช?” ผมจับไหล่อีกฝ่ายแล้วเขย่าแรงๆ เพราะอีกฝ่ายก้มลงไปนานมากแล้วแต่ยังไม่ยอมเงยหน้าขึ้นมาซะที

“...หายใจได้จริงๆ ด้วย” โฟรชเงยหน้าขึ้นมีด้วยความตื่นเต้นปนตกใจ

“จริงเหรอ”

“อืม...หายใจได้”

“เรื่องเล่าเป็นความจริงด้วย งั้นเราลงไปกันเถอะ” ถึงจะไม่รู้ว่าทำไมถึงเป็นแบบนั้นแต่ช่างเถอะ

เราไม่จำเป็นต้องหาเหตุผลให้กับทุกอย่างก็ได้

ทุกสิ่งไม่ได้จะมีเหตุผลมารองรับเสมอไปหรอกนะ

จากนั้นผมมุดตัวลงไปใต้น้ำโดยหันไปมองโฟรชที่ว่ายตามลงมา ด้วยร่างกายของมนุษย์นั้นค่อนข้างมีน้ำหนักและลอยตัวว่ายลงมาได้ไม่นานร่างกายก็เหมือนจะลอยขึ้นผมจึงว่ายขึ้นไปหาโฟรชก่อนจะจับแขนทั้งสองข้างดึงตัวอีกฝ่ายให้ลงไปด้านล่าง

ใต้ทะเลบริเวณนี้ถือว่าลึกแต่ไม่ได้ลึกมากขนาดที่แสงอาทิตย์ส่องลงไปไม่ถึง พื้นทรายสีนวลกับเหล่าพืชใต้น้ำประสานกับเหล่าฝูงปลาที่ว่ายวนอยู่รอบกายช่วยเพิ่มความงดงามที่มีอยู่ให้มากขึ้นไปอีก ปลาส่วนมากจะหลีกหนีมนุษย์ทว่าผมที่เป็นพวกเดียวกันสามารถดึงดูปลาหลายชนิดให้เข้ามาหาได้

ใบหน้าของโฟรชยามได้เห็นบรรยากาศใต้ทะเลดูจะชอบอยู่ไม่น้อย ในขณะที่กำลังว่ายขึ้นไปยังฝูงปลาแขนผมก็ถูกดึงให้ลงมาหลบด้านหลังโขดหินนั่นทำให้ผมเอียงคองงๆ ส่งไปให้โฟรช ซึ่งอีกฝ่ายเหมือนจะรู้ชี้ไปยังด้านหน้าถัดออกไปค่อนข้างไกลที่มีร่างอันปราดเปรียวของฉลามประมาณ 5 ตัวว่ายเข้ามาใกล้

ผมมองไปยังฝูงฉลามด้วยความรู้สึกคับคล้ายคับคลาก่อนจะเผยรอยยิ้มกว้างออกมาเมื่อเห็นแผลเป็นบนตาข้างขวาของฉลามตัวใหญ่สุดของกลุ่ม ผมว่ายออกไปเผชิญหน้ากับกลุ่มฉลามนั้นโดยไม่เกรงกลัวต่างจากโฟรชที่สัมผัสได้ถึงอันตรายจากกลุ่มฉลาม

“ชาลี!” ผมตะโกนเรียกฉลามขาวที่มีแผลเป็นเสียงดังลั่น โฟรชที่อยู่ข้างๆ หันควับมามองด้วยความตกใจที่สามารถได้ยินเสียงแม้จะอยู่ใต้น้ำ หรือไม่ก็ตกใจกับชื่อที่ผมส่งเสียงเรียก

ฉลามขาวตัวใหญ่เบนสายตามายังผมก่อนจะเพิ่มความเร็วว่ายเข้ามาหาเช่นเดียวกับผมที่ว่ายเข้าไปแล้วกอดปลาฉลามตัวใหญ่ตรงหน้าด้วยความคิดถึง ชาลีเป็นเหมือนหัวหน้าองครักษ์ของอาณาจักรที่คุมฉลามหลายพันตัวใต้ท้องทะเลคอยดูแลรอบๆ ไม่ให้มีใครบุกรุกเข้าไปในรัศมีได้

‘เจ้าชายฟีแซลล์...ข้าว่าแล้วว่าได้กลิ่นเลือดของท่าน’ ชาลีทักทาย กลิ่นเลือดที่ว่าคงเป็นตอนที่ผมดึงเกล็ดของตัวเองออกมาแน่ ฉลามมีประสาทสัมผัสต่อเลือดที่ดีมาก เลือดเพียงน้อยนิดไม่สามารรถเล็ดรอดประสาทสัมผัสนั้นไปได้หรอก

“ไม่ได้เจอกันนานเลย สบายดีไหม”

‘ข้าสบายดี ท่านต่างหากเห็นว่าถูกมนุษย์จับไป พวกข้าอยากจะไปช่วยแต่ได้รับข่าวมาจากเฟสต้าว่าท่านปลอดภัยและไม่ต้องเป็นห่วง’

ดูเหมือนว่าพี่เฟสต้าจะส่งข่าวให้แล้วสินะ

“ผมไม่เป็นไร สบายดี”

‘มนุษย์ที่กักขังท่านไว้...อย่าบอกนะว่าคือมนุษย์นั่น’ แววตาของนักล่าหรี่ลงยามจับจ้องไปยังร่างของโฟรชที่ว่ายเข้ามาใกล้

“อ่า...เขาเป็น...คนที่ผมไว้ใจ เพราะงั้นอย่าทำร้ายเขาล่ะ” ผมกระซิบประโยคสุดท้ายเพื่อไม่ให้โฟรชได้ยิน

‘ท่านไม่ควรไว้ใจมนุษย์’

“ก็ใช่ แต่เขาเป็นข้อยกเว้น มีมนุษย์ที่ไหนพาเงือกมาว่ายน้ำเล่นในทะเลแบบนี้”

‘ใช้โอกาสนี้หนีกลับอาณาจักรเถอะเจ้าชาย’ ชาลีบอก

“ไม่ได้ ผมสัญญาไว้แล้วว่าจะไม่หนี”

‘เจ้าชายฟีแซลล์’

“อีกไม่นานผมจะกลับไปอาณาจักรแน่ เพราะงั้นขอผมอยู่กับเขาอีกสักพักนะ” หากจะหนีไม่มีตอนไหนที่จะเหมาะเท่าตอนนี้อีกแล้วแต่ผมไม่คิดจะหนี

‘หากนั่นเป็นการตัดสินใจของท่าน ข้าก็ไม่ขัด แต่หากมีเรืองอันใดเกิดขึ้นโปรดเรียกแล้วข้าจะรีบไปหาท่าน’ ชาลีบอกด้วยน้ำเสียงจงรักภักดี

“ขอบใจชาลี ว่าแต่ขยายการดูแลมาถึงนี่เลย?” ผมถามสิ่งที่คาใจอยู่ บริเวณนี้ค่อนข้างไกลจากอาณาจักรอยู่พอสมควร

‘มีข่าวบอกว่าช่วงนี้มนุษย์เริ่มเคลื่อนไหวแปลกๆ องค์ราชาเลยรับสั่งให้พวกเราสอดส่องในวงกว้าง’

“เข้าใจล่ะ อาจเพราะผมถูกจับไปเรื่องเงือกก็เลย...”

‘นั่นไม่ใช่ความผิดท่าน อย่าได้โทษตัวเองเลย พวกข้าจะเฝ้าระวังอย่างเต็มที่

“อืม ขอบคุณนะชาลี”

ผมคุยกับชาลีอีกพักใหญ่ก่อนจะแวะเวียนไปคุยกับฉลามตัวอื่นซึ่งเป็นลูกน้องของชาลีก่อนจะว่ายกลับมาหาโฟรชที่ลอยตัวใต้น้ำมองดูภาพทั้งหมดด้วยแววตาอันเต็มไปด้วยความสงสัยกระทั่งเวลาล่วงเลยผ่านไปหลายชั่วโมงพวกเราจึงว่ายกลับขึ้นไปเหนือน้ำ

พระอาทิตย์ส่องแสงสีส้มแสดกำลังลับขอบฟ้าไป เป็นภาพอันแสนงดงามที่ไม่ว่าจะมองกี่ครั้งก็ไม่มีวันเบื่อ ความร้อนแรงอันแฝงไปด้วยอันตรายนั่นแหละที่ทำให้ยิ่งไม่อาจละสายตาออกไปได้

“นายเป็นเพื่อนกับฉลามด้วย?” นี่เป็นคำถามแรกที่ดังขึ้นจากโฟรชยามพวกเรากลับขึ้นไปบนเรือหลังดำน้ำไปเป็นเวลานาน

“ใช่ พวกเขาเป็นเหมือนครอบครัวผม” องครักษ์กับครอบครัวก็ความหมายใกล้ๆ กันล่ะนะ

“ทำไมพวกฉลามถึงว่ายมาหานายได้? หรือว่าแถวนี้คือบ้านของนายกัน” โฟรชยิงหลายคำถามพร้อมกันคล้ายเก็บความสงสัยไว้ตั้งแต่ใต้น้ำ

“พวกเขามาเพราะได้กลิ่นเลือดของผมตอนดึงเกล็ดมาให้คุณ แถวนี้ยังไม่ใช่บ้านผมหรอก” อาณาจักรอยู่ไกลจากที่นี่พอสมควรถ้าจะว่ายกลับก็น่าจะใช้เวลาสักสองสามวันเต็ม

“เลือด?...มีเลือดออกด้วย?” อีกฝ่ายทำหน้าตกใจเมื่อได้ยิน

“นึดนึง เลือดหยุดไปตั้งนานแล้ว คุณก็น่าจะรู้ว่าประสาทสัมผัสของฉลามที่มีต่อเลือดดีขนาดไหน”

“ก็จริง...แล้วจะทำยังไงกับนี่” โฟรชแบมือที่มีเกล็ดสีฟ้าอมเขียวอยู่

“ทำยังไงคือ?” ผมไม่เข้าใจเลยต้องถามกลับไป

“ฉันต้องคืนไหม”

“แล้วแต่เลย ยังไงผมก็จะให้คุณอยู่แล้วแต่ถ้าจะคืนก็ได้” ผมเอื้อมมือหมายจะไปหยิบเกล็ดของตัวเองคืนทว่าโฟรชกลับกำมือแน่แถมยังมือกลับไปไว้ข้างลำตัวตามเดิม

“มันเป็นของฉันแล้ว” อีกฝ่ายสรุปเองเฉย

“...อ่า” ผมขานรับแม้จะไม่เข้าใจนัก

“มื้อเย็นอยากกินอะไร” โฟรชเปลี่ยนเรื่องคุยขณะมองมายังส่วนหางของผมที่กำลังผึ่งลมให้แห้ง

“ได้หมดเลย แต่ขอเยอะๆ ไม่ได้ว่ายน้ำเต็มที่แบบนี้มาตั้งนานเลยหิวมาก” ระยะทางที่ว่ายในวันนี้ถือว่าไม่น้อย มีหลายครั้งที่ผมปล่อยโฟรชไว้แล้วว่ายออกไปไกลๆ ก่อนจะว่ายกลับมาทำแบบนี้ไปแทบจะทุกทิศถึงจะไปไกลแค่ไหนแต่จุดศูนย์กลางที่ผมจะกลับมาคือสถานที่ที่มีโฟรชอยู่

.....................................................

มีใครให้หวานกว่านี้ไหมคะะะะ

ตอนนี้รู้สึกว่าหวานมาก

น้ำทะเลกลายเป็นน้ำหวานไปแล้ววว

เป็นตอนที่แต่งแล้วรู้สึกชอบมากๆ เลย

โฟรชที่กลัวการสูญเสียฟีแซลล์มาตลอดเริ่มก้าวออกมาบ้างแล้ว หลังจากนี้เขาคงรู้ว่าสามารถเชื่อใจฟีแซลล์ได้

หวังว่าทุกคนจะอมยิ้มไปพร้อมๆ กันนะคะ

ไว้เจอกันใหม่ตอนหน้าน้าา

บ๊ายบาย

nicedog

♫ ♪ ♪ ღ♫ ♪ ♪ ღ♫ ♪ ♪ ღ♫ ♪ ♪ ღ♫ ♪ ♪ ღ♫ ♪ ♪

ความคิดเห็น